Industrial
Revolution
1760-1850
การปฏิวัติอุตสาหกรรม คริสต์ศตวรรษที่ 18-19
โดย นางสาวปนัดดา ดีบุญธรรม
ประวัติศาสตร์สากล
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
Industrial Revolution
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution ) หมายถึง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงใน วิธีการผลิตและระบบการผลิต จากเดิมระบบ
การผลิตมักทำกันภายในครอบคัว พ่อค้ามักเป็น นายทุนซื้อวัตถุดิบแล้วแจก
จ่ายให้แต่ละครอบครัวรับมาทำ แล้วพ่อค้าจะรับผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จ แล้วไป
ขาย คนงานก็จะได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน การผลิตสินค้าเดิมใช้แรงงานคน
แรงงานสัตว์ รวมทั้งพลังงานจากธรรมชาติ เครื่องมือแบบง่ายๆ มาเป็นการ
ใช้เครื่องจักรกลแทน เริ่มจากแบบ ง่ายๆ จนถึงแบบซับซ้อนที่มีกำลังผลิตสูง
จนเกิดเป็นการผลิตในระบบโรงงาน การผลิตภายในครอบครัวก็ค่อยๆ หมด
ไป และผู้คนจำนวนมากตามชนบทต้องอพยพเข้ามาทำงาน เป็นกรรมกรใน
โรงงาน
สภาพยุโรปก่อนการปฏิวัต
อุตสาหกรรม
ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา ชาวยุโรปส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ผลิต
อาหารและเครื่องนุ่งห่มใช้เองใน ครัวเรือน การคมนาคมไม่ดี มีถนนไม่มาก
นัก ตลาดสินค้าส่วนใหญ่เป็นเพียงตลาดประจาท้องถิ่น ช่างฝีมือประจา ท้อง
ถิ่นยังคงมีบทบาทสาคัญในการผลิตของใช้ที่จาเป็น พลังงานใช้ แรงงานคน
สัตว์ และพลังงานน้ า ปัจจัยการ ผลิตที่สาคัญคือ ที่ดิน และแรงงาน อัตราการ
เพิ่มประชากรอยู่ในเกณฑ์สูงมาก
สาเหตุของการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม
1.การขยายตัวทางการค้านับแต่การค้นพบเส้นทางการเดินเรือ และดินแดน
อาณานิคมใหม่ๆ เป็นผลให้เกิดแหล่งวัตถุดิบและระบายสินค้ากระตุ้นให้เกิดการผลิต
เครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าจานวนมากสนองความต้องการของตลาด
2.ความพร้อมด้านเงินทุน พ่อค้าประสบความสาเร็จในการค้ากับดินแดนโพ้นทะเลได้
เงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมจานวนมาก
3.การเพิ่มขึ้นของประชากรอันเป็นผลมาจากความก้าวหน้ าทางวิทยาศาสตร์ และการ
แพทย์ ทาให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีปริมาณความต้องการสูง
อังกฤษมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวทางอุตสาหกรรมครบถ้วน คือ ทุน วัตถุดิบ
แรงงาน และตลาด การค้า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกจึงเกิดในประเทศอังกฤษ ใน
คริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้แพร่ขยายไปยัง ประเทศตะวันตกอื่นๆทั่วโลก นับเป็น
ปรากฏการณ์ใหม่ มี่มีผลกระทบต่อการเมือง การปกครอง สังคม เศรษฐกิจ และ
วัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
ครั้งแรก
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดในประเทศอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่18
และได้แพร่ขยายไปยังประเทศตะวันตกอื่นๆ ทั่วโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับ
เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีผล กระทบต่อการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ
และวัฒนธรรมของมนุษยชาติทั่วโลก
อังกฤษเป็ นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรมการปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่
อังกฤษเพราะอังกฤษมีปั จจัยสนับสนุนการขยายตัวทางอุตสาหกรรมครบถ้วนคือ
มีทุน วัตถุดิบ แรงงาน และตลาดการค้า
อังกฤษเป็ นผู้นำในการปฏิวัติเกษตรกรรมโดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา
ปรับปรุงการเกษตรให้พัฒนาขึ้น โดยในคริสต์ศตวรรษที่16 อังกฤษนำระบบล้อม
เขตที่ดินมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตรอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นผลให้เจ้าของ
ที่ดินรายใหญ่สามารถรวบรวมที่ดินของตนเป็นผืนใหญ่ และสร้างรั้วล้อมที่ดิน
ของตนเพื่อ ป้ องกันความเสียหายของพืชผลจากการทำลายของคนและสัตว์
นอกจากนี้ยังนำวิทยาการใหม่ๆมาใช้ในการผลิต การปรับปรุงวิธีการทำนาให้มี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นการปฏิวัติเกษตรกรรมนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม
การเกษตรกรรมในอังกฤษได้ผลดีขึ้นทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น
ประเทศมีความ มั่งคั่งขึ้นใน ค.ศ. 1694 รัฐบาลจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศ
อังกฤษเพื่ อเป็ นแหล่งระดมทุนของรัฐทรัพยากรมนุษย์ของอังกฤษก็มีความ
พร้อมสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพราะชาวอังกฤษไม่เคร่งครัดต่อการแบ่ง
แยกชนชั้นเช่น สังคมอื่นๆในยุโรปทั้งยังให้การยอมรับชนทุกชั้นที่สามารถสร้าง
ฐานะเป็ นปึ กแผ่นดังนั้นขุนนางอังกฤษจึงไม่รังเกียจที่จะทำการค้าเช่นเดียวกับ
คนชั้นกลางที่พยายามยกสถานภาพทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมขุนนาง นอกจากนี้
รัฐยังส่งเสริมให้การค้าขยายตัวเช่น มีการออกพระราชบัญญัติสร้างถนนท่าจอด
เรือและขุดคูคลองต่างๆเป็ นจำนวนมากเพื่ อใช้เป็ นเส้นทางคมนาคมทางการค้ามี
การยกเลิกการเก็บภาษีผ่านด่านและมีนโยบายการค้าแบบเสรีซึ่งเป็ นการกระตุ้น
ให้มีการขยายตัวของตลาดการค้าภายในอย่างกว้างขวาง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อังกฤษ
เป็นประเทศผู้นำการ
ปฏิวัติอุตสาหกรรม
เนื่องจากในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่17-18 อังกฤษมีอาณานิคมที่อยู่
โพ้นทะเลที่เป็ นแหล่งวัตถุดิบและตลาดทั้งในทวีปเอเชียและอเมริกาจนใน
ที่สุดการค้าได้กลายเป็ นนโยบายหลักของประเทศเรือรบของอังกฤษทำ
หน้ าที่รักษาเส้นทางทางการค้าทางทะเลและให้ความคุ้มครองแก่เรือ
พาณิชย์ที่เดินทางไปค้าขายทั่วโลกสิ่งเหล่านี้คือปั จจัยที่ทำให้ชาวอังกฤษ
คิดค้นประดิษฐ์เครื่ องจักรมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่ อง
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ๒ ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ ระหว่าง ค.ศ.1760-1840เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ
ครั้งที่ ๒ ระหว่าง ค.ศ.1860เป็นต้นไป มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1
มีสาเหตุมาจากการขยายตัวทางการค้าซึ่งเกิดจากการสำรวจดินแดน
และการล่าอาณานิคมสาเหตุที่ทำให้ประเทศอังกฤษกลายเป็ นผู้นำในการ
ปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ อังกฤษมีฐานะการเงินและเศรษฐกิจมั่นคงมี
อาณานิคมเกือบทั่วโลกซึ่งเป็ นแหล่งทรัพยากรและตลาดรับซื้ อสินค้าจาก
อังกฤษมีแรงงานเพียงพอมีวัตถุดิบที่สำคัญได้แก่เหล็กและถ่านหินมีความ
สามรถในการค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆเพราะการศึกษาก้าวหน้ าการปฏิวัติ
ทางความคิดเกิดจากยุคสมัยแห่งการใช้เหตุผลและยุคแห่งความสว่างสไว
ทางปั ญญาซึ่งมีผลต่อแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครองของโลก
ปั จจุบัน
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่1
การปฏอุตสาหกรรมครั้งที่1 เริ่มต้นจากการทอผ้าในอังกฤษการปฏิวัติครั้ง
นี้
ทำให้นักประดิษฐ์จำนวนมากและได้คิดค้นเครื่องจักรกลช่วยในการทอผ้า
ดังนี้
- จอห์น เคย์(John kay) ประดิษฐ์กี่กระตุกช่วยในการทอผ้าได้เร็ว
ขึ้นเป็น2 เท่า
- เจมส์ ฮาร์กรีฟส์(James Hargreaves) ประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายให้
ชื่อว่า“สปินนิงเจนนี”(Spinning Jenny)เป็นเครื่องปั่นด้ายมีแกน 8อัน
- ริชาร์ด อาร์กไรต์(Richard Arkwright) ประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายโดย
ใช้พลังน้ำมีชื่อว่า“วอเตอร์เฟรม”(Water Frame)
- เจมส์ วัตต์(James Watt) สามารถนำพลังงานไอน้ำโดยการใช้
ถ่านหินเป็ นเชื้ อเพลิงหลักมาใช้กับเครื่ องจักรกลและได้นำไปใช้ในอุตสาห
กรรมอื่นๆอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีผลทำให้วงการอุตสาหกรรมอื่นๆเจริญ
ก้าวหน้ าอย่างรวดเร็วเช่น จอร์จ สตีเฟนสัน(George Stephenson)
ประดิษฐ์หัวรถจักรไอน้ำ“ร็อกเกต”(Rocket) ทำให้มีการเปิดเส้นทางรถไฟ
สายแรกของโลกระหว่างเมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ในประเทศ
อังกฤษ รอเบิร์ต ฟุลตัน(Robert Fulton)นำพลังงานไอน้ำมาใช้กับเรือ
แซมมวล คูนาร์ด(Semuel Cunard) สามารถเดินเรือกลไฟข้ามมหาสมุทร
แอตแลนติกได้ต่อมาเจมส์ วัตต์ได้ปรับปรุงเครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม
ทอผ้าได้สำเสร้จ จากนั้นวิทยาการเกี่ยวกับการทอผ้าก็ได้พัฒนาอย่างต่อ
เนื้อ เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่1 ใช้พลังงานไอน้ำเป็นหลักจึง
เรียกการปฏิวัติครั้งนี้ว่า สมัยแห่งพลังงานไอน้ำ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่2
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่2 เริ่มในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่19
เกิดขึ้ นในสหรัฐอเมริการสืบเนื่ องมาจากการนำวิธีการค้นคว้าวิจัยทาง
วิทยาศาสตร์มาใช้กับวงการอุตสาหกรรมมีการนำพลังงานใหม่ๆมาใช้ เช่น
ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน พลังงานไฟฟ้ าและการทำเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า
ทำให้มีการเรียกการปฏิวัติครั้งนี้ว่ายุคเหล็กกล้าเช่นอะเล็กซานเดอร์ กุส
ตาฟ
ไอเฟล สร้างหอคอยไอเฟลด้วยเหล็กล้วนและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุง
ปารีส ประเทศฝรั่งเศสและยังทำให้เกิดการจัดระบบงานในโรงงาน
อุตสาหกรรมแบบใหม่แต่ละคนรับผิดชอบงานของตนเองทำให้ผลิตงานได้
ครั้งละมากๆเรียกว่าการผลิตจำนวนมาก
ส่วนการคมนาคมทางน้ำ ใน ค.ศ. 1807 โรเบิร์ต ฟุลตัน ชาวอเมริกัน ประสบ
ความสำเร็จในการนำพลังไอน้ำมาใช้กับเรือเพื่อรับส่งผู้โดยสาร ต่อมา ค.ศ.
1840แซม มวล คูนาร์ด เปิดเดินเรือกลไฟแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้
ภายใน 14 วัน และมีการปรับปรุงเรือกลไฟให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทางด้าน
รถยนต์มีการนำพลังไอน้ำมาใช้กับรถสามล้อ ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มี
การประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน จนถึง ค.ศ. 1857 คาร์ล เบนซ์ และ
กอตต์ลีบ เดมเลอร์ สามารถนำเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินมาใช้กับรถยนต์
ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์เจริญก้าวหน้ าขึ้นในยุคนี้ยังได้มีการประดิษฐ์
เครื่องพิมพ์แบบลูกกลิ้งขึ้นใช้ใน ค.ศ. 1812 ทำให้การพิมพ์ พัฒนาได้ปริมาณ
มากขึ้นและเร็วทันเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์จึงแพร่หลาย การเผยแพร่ความรู้
และ ข่าวสารก็แพร่หลายในวงกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังมีการริเริ่มระบบไปรษณีย์
ในอังกฤษ ใน ค.ศ. 1840 ทำให้การสื่อสารสะดวกรวดเร็วขึ้น ปลายคริสต์
ศตวรรษที่ 19 แซมมวล มอร์ส ประดิษฐ์โทรเลขได้สำเร็จเป็นคนแรก ใน ค.ศ.
1837 อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ประดิษฐ์โทรศัพท์ได้สำเร็จใน ค.ศ. 1876
และใน ค.ศ. 1901 ก็มีการ ประดิษฐ์วิทยุโทรเลขได้และส่งโทรเลขข้าม
มหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ ธอมัส แอลวา เอดิสัน ชาวอเมริกันประดิษฐ์
หลอดไฟฟ้ า เครื่องเล่นจานเสียงและกล้องถ่ายภาพยนตร์ได้
ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1.ประชากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความก้าวหน้ าทาง
วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ รวมถึงระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพ
อนามัยเกิดการอพยพจากชนบทมาหางานทำในเมืองทำให้เกิดปั ญหาความ
แออัดของประชากรในเขตเมือง
2. เกิดปัญหาสังคมต่างๆมากมาย เช่น ชุมชนแออัด การแพร่กระจายของ
เชื้อโรค อาชญากรรม การใช้แรงงานเด็กการเอารัดเอาเปรียบทำให้เกิด
แนวคิดของลัทธิสังคมนิยม ของคาร์ล มาร์กซ์
3. เกิดลัทธิเสรีนิยม อดัม สมิธ ได้เสนอแนวคิดว่าความมั่งคั่งของประเทศ
เกิดจากระบบการค้าแบบเสรี
4. การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ขยายไปทั่วทุก 3 มิภาคของโลกทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงด้านการเมืองเศรษฐกิจและ
สังคม และทาให้ประเทศต่างๆ มีวัฒนธรรมร่วมตามตะวันตกไปด้วย
ผลกระทบของการปฏิวัติ
ทางอุตสาหกรรมต่อการ
พัฒนาของมนุษยชาติ
ด้านเศรษฐกิจ
ทำให้ผลผลิตและแรงงานภาคการเกษตรถูกนำมาใช้ในโรงงาน
อุตสาหกรรม เศรษฐกิจในระบบเงินตราขยายตัว ทำให้เกิดกลไกทางการ
ตลาดตามแนวคิดของ แอดัม สมิท หมายถึงเศรษฐกิจภาครัฐไม่เข้าไป
ก้าวก่ายระบบตลาด ยกเว้นเรื่องการเก็บภาษีเท่านั้น
ด้านสังคม
เกิดชนชั้นนายทุนและกรรมกร การเพิ่มจำนวนประชากร การ
อพยพของชาวชนบทเข้าสู่เมือง เกิดการใช้แรงงานผู้หญิงและเด็ก ใน
อังกฤษมีวรรณกรรมหลายเรื่องทีีสะท้อนสภาพชีวิตของแรงงานที่ถูกกดขี่
และเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง
ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษทำให้ประเทศ
อื่นในยุโรปให้ความสนใจที่จะพัฒนาการอุตสาหกรรมอย่างจริงจังด้วย ใน
คริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดการขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปถึง
เบลเยียม เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และขยายไปยังส่วนต่างๆของ
โลกอีกด้วย ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้
ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดการอพยพจากชนบทมาสู่เมือง
เมืองอุตสาหกรรมต่างๆกลายเป็ นเมืองแออัดที่มีปั ญหาด้านสุขภาพอนามัย
และสาธารณสุขเกิดปั ญหาสังคมอื่ นตามมามากมายพร้อมๆกับความเจริญ
ด้านการก่อสร้างและสถาปั ตยกรรมที่สำคัญการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและการปกครองความคิดด้าน
เสรีนิยมขยายตัวมากขึ้นและเกิดการแตกแยกด้านความคิดเป็ นกลุ่มลัทธิ
ทุนนิยมกับลัทธิสังคมนิยมอย่างชัดเจน
ด้านการเมือง
ทำให้ชนชั้นกลางมีบทบาททางการเมือง ส่วนชนชั้นกรรมกรก็เข้า
มามีบทบาททางการเมืองเพราะมีจำนวนกรรมกรเพิ่มมาขึ้น ได้รวมพลัง
กันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิที่พึ่งจะได้รับการจัดตั้ง
สหภาพแรงงาน (Trade Union) เริ่มในประเทศอังกฤษเป็นแห่งแรก ใน
ระยะสหภาพแรง
งานเหล่านี้ได้รับการต่อต้านและขัดขวางจากรัฐบาลโดยระบุว่าเป็ นเหมือง
อาชญากร แต่ในระยะต่อมาได้รับการรับรองจากรัฐบาล สหภาพแรงงานใช้
วิธีการนัดหยุดงานเป็ นอาวุธสำหรับการต่อรองกับนายจ้างการเกิด
สหภาพแรงงานทำให้ฐานะของกรรมกรปรับปรุงดีขึ้น มีการขยายสิทธิผู้มี
สิทธิเลือกตั้ง ทำให้กรรมกรค่อยๆเข้ามามีบทบาททางการเมือง
บรรณานุกรม
ชาติชาย พณานานนท์. (2553). ประวัติศาสตร์สากล ชั้นมัธยมศึกษาตอน
ปลายปีที่ 4-6. กรุงเทพฯ : บริษัท สานักพิมพ์แม็ค จากัด. ไพฑูรย์ มีกุศล
และคณะ. (มปป.). คู่มือการสอนประวัติศาสตร์ ม.4-6 เล่ม 2. กรุงเทพฯ :
บริษัท ไทยวัฒนาพานิช จากัด. วงดือน นาราสัจน์และชมพูนุช นาคีรักษ์.
(2554). ประวัติศาสตร์สากล : พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
มนุษยชาติ. กรุงเทพฯ
: สานักพิมพ์ บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จากัด.
สัญชัย สุวังบุตรและคณะ. (2553). ประวัติศาสตร์สากล ม. 4-6.
กรุงเทพฯ : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) จากัด. บล็อกสปอร์ตดอท
คอม. (2555 ). การสารวจทางทะเล. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2558
จากเว็บไซด์ http://history5-7.blogspot.com/.
เมทริกเวิร์ดเพลสดอทคอม. (2555 ). การปฏิวัติวิทยาศาสตร์. สืบค้นเมื่อ
วันที่ 30 สิงหาคม 2558
http://metricsyst.wordpress.com/2013/02/24/.
เมทริกเวิร์ดเพลสดอทคอม. (2556). การปฏิวัติอุตสาหกรรม. สืบค้นเมื่อ
วันที่ 30 สิงหาคม 2558 จากเว็บไซต์
http://metricsyst.wordpress.com/2013/02/24/
เมทริกเวิร์ดเพลสดอทคอม. (2556 ). การสารวจทางทะเล. สืบค้นเมื่อวัน
ที่ 30 สิงหาคม 2558 จากเว็บไซต์
http://metricsyst.wordpress.com/2013/02/22/.