รายงานการวิจยั ในช้นั เรียน
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวเิ คราะหว์ รรณคดี
ตามแนวคดิ หอ้ งเรยี นกลบั ดา้ น (Flipped Classroom)
โดยใช้ Google Classroom
ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/4
โรงเรียนมธั ยมประชานเิ วศน์
จัดทาโดย
ครูธนวชิ ญ์ แสงนรินทร์
ตาแหนง่ ครผู ชู้ ว่ ย
๑
รายงานการวิจยั ในชั้นเรยี น
ชอ่ื เร่ือง การพฒั นาความสามารถดา้ นการอ่านวเิ คราะห์วรรณคดี ตามแนวคิดห้องเรยี นกลับดา้ น
(Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3/4
โรงเรยี นมธั ยมประชานิเวศน์
ช่อื ผวู้ ิจยั ธนวิชญ์ แสงนรนิ ทร์
สอนวชิ า ท23101 ภาษาไทย 5 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564
บทที่ 1
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
วรรณคดีเป็นสิ่งสร้างสรรค์อันล้ำค่าของมนุษย์ มนุษย์สร้างและสื่อสารเรื่องราวของชีวิต
วัฒนธรรม และอารมณค์ วามรูส้ ึกท่ีเก่ียวข้อง หรือสะท้อนความเป็นไปของมนษุ ย์ ด้วยกลวธิ ใี ชถ้ อ้ ยคำสำนวนภาษา
ซึ่งมีความเหมือน และความแตกต่างกันไป ตามแต่ละยุคสมัย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) แสดงให้เห็นถึง
ความสำคัญของวรรณคดไี ทยว่าเป็นส่ิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพนั ธ์กบั สำนวนภาษาในแต่ละยุค
สมัย อีกทั้งวรรณคดีก็เสมือนเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศชาติเช่นกันดังคำกล่าวที่ว่า ชาติไทยมีวรรณคดีเป็น
สมบัติของชาติซึ่งแสดงความเป็นเอกราช ไม่ได้อยู่ใต้บังคับของชาติใด วรรณคดีไทยยังเป็นศูนยร์ วมความรู้สึกของ
คนในชาติ รวมถงึ วรรณคดียงั สะทอ้ นประวัติความเปน็ มาของชาติทเ่ี ป็นเอกราชตลอดมา (ธดิ า โมกสิกรัตน์, 2541
: 512) จากที่กล่าวมาข้างต้นสะท้อนให้เห็นความสำคัญของวรรณคดีว่า วรรณคดีเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติที่
เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ในชาติ อีกทั้งเป็นสิ่งที่บันทึกประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย และให้เห็นถึง
ความงดงามของภาษา ซงึ่ กล่าวโดยสรปุ ได้ว่าวรรณคดีเป็นสมบตั ิอันล้ำค่าของประเทศชาติควรได้รับการศึกษาและ
อนรุ กั ษไ์ ว้
ดังนั้น นักเรียน ควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้วรรณคดีไทยที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของ
ประเทศชาติ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญของวรรณคดีไทย จึงได้มีการบรรจุวรรณคดีไทยไว้ใน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาไทย ทุกระดับชั้นการศึกษา
สาระที่ 5 : วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 ว่า “เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ
วรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคณุ ค่าและนำมาประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง” (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551 : 1 – 3)
แม้ว่าการเรียนวรรณคดีอาจไม่ให้ประโยชน์ในเชิงรูปธรรมโดยการประกอบอาชีพหรือใช้ในชวี ิตประจำวนั
ทว่าวรรณคดียังมีประโยชน์ในการจรรโลงใจผู้ที่ศึกษา อีกทั้งนักเรียนจะต้องมีการทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
วรรณคดไี ทย ทง้ั ระดบั ช้นั เรยี น ระดับโรงเรยี น และระดบั ชาติ เชน่ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน
O-NET ที่มีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ตามคุณภาพผู้เรียนตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานพทุ ธศักราช 2551 ทใ่ี ชใ้ นการสอบ O-NET ท่ีวา่ สรปุ เนอื้ หาวรรณคดีและ
วรรณกรรมที่อา่ น วเิ คราะหต์ วั ละครสำคัญวิถชี วี ติ ไทย และคุณคา่ ท่ีได้รบั จากวรรณคดวี รรณกรรมและบทอาขยาน
พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การ
มหาชน), 2560: ออนไลน์) นักเรียนจึงต้องได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีให้มีผลสัมฤทธิ์ที่ดี
๒
ยง่ิ ขนึ้ เมอื่ นกั เรยี นมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวรรณคดีท่ีดขี ึ้นย่อมเห็นคุณค่าและสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับจากวรรณคดีและ
สามารถนำไปปรับใช้ชีวติ ประจำวนั ได้อย่างถกู ต้อง
การวิเคราะหส์ ภาพปัญหาในชั้นเรยี น ผ้ศู กึ ษาพบว่าปญั หาของการจัดการเรียนการสอนท่ีพบมากที่สุดของ
นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรยี นมธั ยมประชานเิ วศน์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 ได้แก่ ปญั หาการ
อา่ นวเิ คราะหว์ รรณคดี โดยนกั เรยี นไมเ่ ข้าใจหลกั การวิเคราะห์วรรณคดี ทำให้ไม่สามารถวเิ คราะหว์ รรณคดไี ทยได้
ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่จะส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนของนักเรียนนั่นคือ
การจัดการเรียนการสอนของครู ดงั นัน้ ครผู ้สู อนต้องเลือกรปู แบบวิธีการจัดการเรียนการสอนใหเ้ หมาะสมกับสภาพ
ปัญหาและสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด โดยวิธีการวิธีการหนึ่งที่พบว่าช่วยพัฒนาการ
ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom ซ่งึ เป็นการเรยี นรู้ทนี่ ักเรยี นได้ศึกษาบทเรยี นลว่ งหน้าโดยเร่ิมจากที่บ้าน
นักเรียนศึกษาเนื้อหาตามอัธยาศัยตามที่ผู้สอนเตรียมไว้เพื่อเตรียมตัวสำหรับกิจกรรมที่วางแผนไว้สำหรับการ
จัดการชั้นเรียน โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนนอกห้องเรียนและส่วนในห้องเรียน ส่วนนอกห้องเรียนจะเร่ิม
ด้วยขั้นก่อนเรียน การกระตุ้น สาธิต การติดตามแบบฝึกออนไลนด์ ้วยการประยุกต์ การสาธิต ส่วนในห้องเรยี นจะ
เรมิ่ ด้วยการทบทวนส้นั ๆ กับสงิ่ ที่นักเรียนไดเ้ รียนมานอกห้องเรยี น การสอนบรรยายส้นั ๆ กจิ กรรมการเรียน และ
การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ อภปิ ราย (Lo et., al: 2561) ซง่ึ ใช้เครื่องมอื หรือเทคโนโลยี Google Classroom ซงึ่ ทำให้
การติดตามงานของนักเรียนและประเมินความเข้าใจของนักเรียนได้ดีขึ้น ไม่ว่านักเรียนจะทำงานล่วงหน้าที่บ้าน
หรือในชั้นเรยี นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี ตามแนวคิดห้องเรียนกลั บด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom ทผี่ ศู้ กึ ษาสนใจที่จะนำรูปแบบมาปรับใช้ในการพัฒนาการอ่านวิเคราะห์
วรรณคดขี องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3/4 โรงเรยี นมธั ยมประชานเิ วศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 เป็น
วิธีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดที่ช่วยให้การจัดการ
เรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงช่วยส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางภาษาและเพิ่มความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนให้ดีขึ้น และจะ
สง่ ผลใหผ้ ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสงู ขนึ้
คำถามการวจิ ัย
1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
มปี ัญหาใดบา้ งท่ีเกยี่ วกับการจัดการเรยี นรู้
2. ปัญหาด้านการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ภาคเรียนที่ 1
ปีการศกึ ษา 2564 ทีพ่ บมากท่สี ุดคอื ปัญหาใด
3. สาเหตุที่สำคัญของปัญหาด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/4
โรงเรยี นมธั ยมประชานเิ วศน์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 เกดิ จากอะไร
4. การใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3/4 โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เปน็ อยา่ งไร
๓
วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัย
1. เพื่อสำรวจสภาพของปัญหาในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานเิ วศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
2. เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
3. เพื่อศึกษานวัตกรรมตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google
Classroom
4. เพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
สามารถอ่านวเิ คราะห์วรรณคดีได้ดีย่งิ ขนึ้
2. ไดแ้ นวทางในการพัฒนาความสามารถด้านการอา่ นวเิ คราะหว์ รรณคดีให้กับนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี
3/4 โรงเรียนมธั ยมประชานิเวศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564
ขอบเขตการวจิ ัย
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์
มีขอบเขตการวจิ ยั เป็นดงั น้ี
1. ขอบเขตดา้ นประชากรเป้าหมาย
ประชากรเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานเิ วศน์ ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 27 คน
2. ขอบเขตเน้ือหา
2.1 เนื้อหาท่ใี ชใ้ นการเรยี นการสอน
เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวเิ คราะหว์ รรณคดี ตามแนวคิดห้องเรยี น
กลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ผู้ศึกษาใช้เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เรอ่ื งการอา่ นวเิ คราะห์วรรณคดีตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พ.ศ. 2551
2.2 เน้ือหาท่ใี ชใ้ นการวิจยั
เนื้อหาทใี่ ช้ในการศึกษา การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดี ตามแนวคิดห้องเรียน
กลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ผู้ศึกษาเนื้อหาการจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียน
กลับด้าน (Flipped Classroom) และ Google Classroom
๔
3. ขอบเขตด้านตวั แปร
3.1 ตวั แปรตน้
ตวั แปรตน้ ได้แก่ แนวคดิ ห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) และ Google Classroom
3.2 ตวั แปรตาม
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดี
4. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
นยิ ามตวั แปร
เพ่ือความเข้าใจในความต้องการและความมุ่งหมายของการวิจัยที่ถูกต้อง ผวู้ ิจยั จึงขอใหค้ ำจำกัดความที่ใช้
ในการวจิ ยั เป็นดังนี้
1. ความสามารถในการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี หมายถึง การแยกองค์ประกอบของวรรณคดี อย่าง
ละเอียด เพื่อสามารถนําไปประเมินค่าและนําไปปรับใช้จากเนื้อหาวรรณคดีในหนังสือเรียน วรรณคดีวิจักษ์
ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โดยการวิเคราะห์ เพอ่ื หาความเขา้ ใจในดา้ นเนอื้ หา วรรณศิลป์ และสงั คม ของวรรณคดี
ประเภทนั้น ๆ ใหไ้ ด้ผลของการวิเคราะห์ออกมาโดยชดั เจนท่ีสุดซงึ่ วัดและประเมินไดจ้ ากเครอื่ งมือทผี่ ้วู ิจัยจัดทําข้ึน
โดยมีองค์ประกอบดังนี้
ด้านการวเิ คราะห์เนือ้ หา คือ การแยกแยะเนอ้ื หาสาระของวรรณคดี ได้แก่ แกน่ เรื่อง ฉาก และตวั ละคร
จากวรรณคดีท่ีอ่าน
ดา้ นการวเิ คราะห์ด้านวรรณศลิ ป์ คือ การพิจารณาด้านการเล่นคำ การเลน่ เสยี ง การใชโ้ วหาร และการ
ใชภ้ าพพจน์ จากวรรณคดที ่ีอา่ น
ด้านการวิเคราะห์ด้านสังคมและวัฒนธรรม คือ พิจารณาบทประพันธ์ที่สะท้อน วิถีชีวิต ค่านิยม
ความเชอื่ วฒั นธรรม และขนบธรรมเนยี มประเพณี จากวรรณคดีท่อี า่ น
2. แนวคดิ หอ้ งเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) หมายถึง
3. การพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์วรรณคดี หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบหนงึ่
ซงึ่ เปล่ียนการใช้ชว่ งเวลาของการบรรยายเน้ือหาในห้องเรียนเป็นการทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม
ในห้องเรียน และจะเน้นให้นักเรยี นสามารถนำสิ่งที่เรียนรูม้ าประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจำวันได้ โดยการบรรยายจะใช้
รว่ มกับชอ่ งทางอ่นื ๆ
4. Google Classroom หมายถึง เครื่องมือการจัดการการชั้นเรียนที่ให้บริการบนเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้
ผเู้ รยี นและผูส้ อนเช่ือมถึงกันได้ง่ายขึ้น โดยครสู ามารถเพ่ิมนกั เรยี นเข้าห้องโดยรหัสของช้ันเรียน สามารถแชร์โพสต์
ตา่ ง ๆ ของหอ้ งเรียน และสามารถมอบหมายงานได้
๕
บทที่ 2
เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย/นวัตกรรม
1. การอ่านวเิ คราะหค์ ุณคา่ วรรณคดี
การศึกษาวรรณคดีให้เข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้นั้น จะต้องสามารถ
วเิ คราะห์คณุ คา่ ดา้ นตา่ ง ๆ ที่ได้รับจากการอา่ น จากการศกึ ษาวรรณคดีเร่ืองน้ัน ๆ ซ่ึงการวเิ คราะห์คุณค่าวรรณคดี
นั้นได้มีผู้กล่าวถึงความหมาย ความสำคัญ องค์ประกอบ รวมถึงแนวทางในการวัดและประเมินผลจากการศึก ษา
วิเคราะหค์ ุณคา่ วรรณคดไี ว้ดงั นี้
1.1 ความหมายของการวิเคราะห์คณุ คา่ วรรณคดี
การวเิ คราะห์คณุ คา่ วรรณคดี เป็นส่งิ ท่มี ีความสำคญั ต่อการศกึ ษาวรรณคดที ้ังนนี้ ักวชิ าการหลายท่านได้มี
การกล่าวถึงความหมายของคุณค่าวรรณคดีไวด้ ังนี้
ฟองจันทร์ สขุ ยง่ิ และคณะ (2553: 46-54) ให้ความหมายของการวิเคราะหค์ ุณคา่ วรรณคดีวา่ แนว
ทางการอ่านวเิ คราะหว์ รรณคดี เพ่อื ให้เขา้ ใจซาบซ้ึงถึงวรรณคดจี นสามารถวเิ คราะห์และแสดงความคิดเหน็
เกี่ยวกบั ตัวละครท่สี ำคญั แนวคดิ ในเร่อื งโดยเปรียบเทยี บกับเหตุการณใ์ นชวี ติ ประจำวนั จนทำใหเ้ กดิ ความ
ประทบั ใจในศิลปะการประพันธ์
กุหลาบ มลั ลิกะมาส (2554: 98) กลา่ ววา่ การวเิ คราะหค์ ุณคา่ วรรณคดี คือ การแยกวรรณคดเี ปน็ รปู
สำเร็จอยู่แลว้ นน้ั ออกเปน็ สว่ นยอ่ ยตา่ ง ๆ อย่างมีหลกั เกณฑ์
จติ ต์นิภา ศรไี สย์, ประนอม วิบูลย์พันธ์ุ และ อนิ ทรว์ ธุ เกษตระชนม์ (2558: 8) ให้ความหมายของการ
วเิ คราะห์คุณคา่ วรรณคดีไทยไว้วา่ การพิจารณาคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม เปน็ การพจิ ารณาเพื่อใหเ้ ห็น
ความสาํ คัญ และเกดิ ความซาบซงึ้ ในวรรณคดีและวรรณกรรม
จากความหมายของการวเิ คราะหค์ ุณค่าวรรณคดีไทยที่กล่าวมาแล้วขา้ งตน้ สามารถกล่าวโดยสรุปได้วา่
การวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีไทย คือ การพิจารณาวรรณคดีออกเปน็ ส่วนย่อย ๆ อยา่ งมหี ลักเกณฑ์ เพื่อให้เห็น
ความสำคัญของวรรณคดีนน้ั ๆ อกี ท้ังให้เขา้ ใจซาบซึ้งถึงวรรณคดแี ละวรรณกรรมน้ัน ๆ
1.2 ความสำคัญของการวิเคราะห์คณุ คา่ วรรณคดี
ความสามารถในการวเิ คราะห์คุณคา่ วรรณคดนี ้ัน เปน็ ความสามารถท่ีสำคญั ในการศึกษาวรรณคดี ในการ
เรยี นรวู้ รรณคดนี ัน้ ผเู้ รียนรคู้ วรทราบถึงความสำคัญคุณค่าวรรณคดีไทย ซง่ึ ไดม้ ีนกั วิชาการให้ความสำคัญของการ
วเิ คราะห์คุณค่าวรรณคดีดงั น้ี
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551: 41) ได้กล่าวว่า คุณภาพผู้เรียนที่จบการศึกษา
ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ในสาระที่ 5 ไวว้ า่ ผู้เรยี นสามารถสรุปเนอ้ื หาวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่าน วิเคราะห์
ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้
ข้อคิดเพอ่ื นำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ จรงิ
สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2556: 10) ไดใ้ หค้ วามสำคัญของ การวเิ คราะห์วรรณคดีไว้ว่า
การวิเคราะห์วรรณคดีจะชว่ ยให้ผู้อ่านเข้าใจโลกทัศน์ของกวหี รอื ผู้ประพันธ์มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สังเกตได้ว่าใน
การกล่าวถึงสิ่งหน่ึงหรอื บุคคลหนึ่งนัน้ กวีหรือผู้ประพันธ์มีท่าทแี ละมีนำ้ เสียงอย่างไร นอกจากนั้นยังทำให้เข้าใจวิธี
คิดของคนในสังคมซ่งึ กวี หรือผ้ปู ระพันธ์ก็เปน็ สมาชิกคนหน่งึ ดว้ ย
๖
ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2559: 2) กล่าวว่า คุณค่าวรรณคดีทำให้ผู้อ่านได้รับความสนุกสนาน
เพลดิ เพลินจรรโลงใจ สามารถยกระดบั จิตใจ ไม่ชกั นำใหป้ ระพฤตเิ ส่ือมลง
จากความสำคัญของการวเิ คราะห์คุณคา่ วรรณคดีข้างต้น สามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า การวิเคราะห์คุณค่า
วรรณคดี มีความสำคัญ ทำให้ผู้เรียนได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินจรรโลงใจ สามารถยกระดับจิตใจ รวมถึง
เข้าใจโลกทัศน์ของกวี และทำใหเ้ ขา้ ใจวธิ คี ดิ ของคนในสังคม ซงึ่ ผูเ้ รียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
1.3 องค์ประกอบความสามารถในการวเิ คราะหค์ ุณคา่ วรรณคดี
การวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีน้ัน ผู้เรียนจะต้องทราบและเข้าใจถึงองค์ประกอบด้านต่าง ๆ ของการ
วิเคราะห์วรรณคดี ซึ่งในการวิเคราะห์คุณค่านั้นผู้เรียนจะต้องพิจารณาและกลั่นกรองคุณค่าด้านต่าง ๆ จาก
วรรณคดีออกมา โดยผู้วิจัยได้จำแนกองค์ประกอบความสามารถในการวิเคราะห์ไว้ทั้งสิ้น 3 ด้าน คือ คุณค่า
ทางดา้ นวรรณศิลป์ คณุ ค่าทางด้านเน้อื หา และคุณคา่ ทางด้าน สงั คม ดงั ต่อไปนี้
1.3.1 คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์
วรรณคดีแต่ละเรื่องล้วนมีความงดงามทางด้านวรรณศิลป์ที่หลากหลายและแตกต่างกันไป
ความสามารถในการวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ เป็นสิ่งที่ทำให้สามารถเข้าถึงและซาบซึ้งในความงดงาม
วรรณศิลป์ของวรรณคดีนั้น ๆ จึงได้มีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกล่าวถึงองค์ประกอบความสามารถด้านการ
วิเคราะหค์ ณุ คา่ วรรณศิลป์ ดังนี้
หทัยวรรณ ไชยะกุล (2544: 6-7) กล่าวถึงวรรณศิลป์ว่า หนังสือที่เขียนอย่างมีศิลปนั้นจะต้อง
ทําให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ (Emotion) และจินตนาการ (Imagination) คล้อยตามได้ การเขียนอย่างมีศิลปนี้อาศัย
องค์ประกอบรวมในแง่ความงดงามของภาษา เนื้อหา รูปแบบ และวิธีแต่งที่ผสานกลมกลืนกัน ดังนั้นหนังสือที่มี
วรรณศิลป์จึงเป็นหนังสือที่มุ่งเสนอ ความงดงามของภาษา ความงดงามของเนื้อเรื่องและรูปแบบเป็นสําคัญ
วรรณศลิ ป์จงึ เปน็ คณุ สมบัติ ประการสาํ คัญทท่ี าํ ใหว้ รรณกรรมเปน็ วรรณคดี
ศิวกานท์ ปทุมสูติ (2553: 164) ได้กล่าวถึงวรรณศิลป์ว่า หมายถึง ถ้อยคำสำนวนและโวหาร
ต่าง ๆ ที่ใช้ความถูกต้องแบบแผนมีความสละสลวยกลมกลืนกับเนื้อหาและความคิดมีความคมคาย
กระทบกระเทอื นใจและจรงิ ใจตลอดจนมีชวี ติ ชีวาดีหรอื ไมเ่ พียงใด
บันลือ พฤกษะวัน (2556: 142) กล่าวว่า วรรณศิลป์ คือ มีการใช้สำนวนโวหาร รูปแบบ ลีลา
ใชถ้ ้อยคำไดร้ ัดกุมกอ่ ใหเ้ กดิ สะเทือนอารมณ์ ใหแ้ นวคดิ และประสบการณท์ ดี่ ี
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2556: 2-17) กลา่ วถึงคณุ ค่าวรรณศลิ ป์ว่า เป็นศิลปะท่ี
ทำใหว้ รรณคดมี ีความหมาย ความงาม และความไพเราะเปน็ ที่จับใจผู้อา่ น กลวธิ กี ารประพนั ธท์ น่ี กั เรียนควรรู้ได้แก่
การเล่นเสียง การเลน่ คำ และการใชภ้ าพพจน์
จากองค์ประกอบความสามารถด้านการวิเคราะห์คุณค่าวรรณศิลป์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถ
สรุปได้ว่า ความสามารถในการวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ คือ การวิเคราะห์พิจารณาความงดงามทางภาษา
สำนวนโวหาร ลีลาการใช้ถ้อยคำ รวมถึงการเล่นคำ การเล่นเสียง และการใช้ภาพพจน์ ที่บ่งบอกถึงลักษณะเด่น
ลกั ษณะสำคัญของวรรณคดนี นั้ ๆ
๗
1.3.2 คณุ ค่าดา้ นเน้อื หา
การวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีเรื่องหนึ่ง ๆ นั้นคุณค่าด้านเนื้อหาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
สมควรที่จะได้รับการวิเคราะห์และศึกษา เพื่อให้รับรู้เข้าใจ และซาบซึ้งถึงเนื้อหาของวรรณคดีนั้น ๆ โดยมี
ผู้เชยี่ วชาญรวมถึงนักวิชาการกล่าวถึงคุณคา่ ด้านเน้ือหาไวด้ งั น้ี
หทัยวรรณ ไชยะกุล (2544: 65) กล่าวว่า วิเคราะห์เนื้อหา (Content) : การวิเคราะห์เนื้อหา
ของงานเขียนเพื่อพิจารณาเนื้อเรื่องและ แนวคิดนั้น เป็นการค้นหาสารที่ผู้เขียนส่งมาทั้งสารที่สําคัญที่สุด และท่ี
สําคัญรองลงไปเช่น เนื้อหาใน บันเทิงคดี คือ เนื้อเรื่อง แนวคิด และสาระสําคัญของเรื่อง ซึ่งพิจารณาได้จากโครง
เร่ือง เนื้อเร่ือง ฉาก ตวั ละคร บทสนทนา โดยปกติเน้อื เรอ่ื งและจุดมุ่งหมายของเรื่องจะสัมพนั ธ์กนั โดยมีกลวิธีการ
ดําเนินเร่อื ง เปน็ ตัวประสาน ส่วนเน้อื หาท่ีเปน็
สารคดี กจ็ ะประกอบไปด้วยขอ้ เทจ็ จรงิ และประเด็นความคดิ ซึง่ มที ้งั แนวคดิ สําคญั เก่ยี วกบั ความจริง ความรู้ และ
ความคิดเห็นของผูเ้ ขยี น รวมทัง้ เนอื้ ความท่ีเป็นข้อมูลเหตผุ ล และรายละเอยี ดท่สี ัมพนั ธก์ ัน
สุจิตรา จรจิตร (2547: 16) กล่าวถึงคุณค่าด้านเนื้อหาว่า วรรณคดีนอกจากจะประเทือง
อารมณ์ ประเทืองปัญญาแล้วยังให้แง่คิด คตินิยมในศีลธรรมของสังคม หรือแนวประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำ
สอนของศาสนาอกี ด้วย
ศวิ กานท์ ปทมุ สูติ (2553: 164) ได้กล่าวถึงเนื้อหาว่า เนื้อหา (mass story) หมายถงึ เร่ืองราว
และแง่มุมของเรื่องราวที่ส่งมากับตัวเรื่อง หรือพิจารณาว่ามีประเด็นความแปลกใหม่มี น้ำหนักกระทบกระแทก
จิตใจหรือความร้สู กึ ผอู้ ่านมากนอ้ ยเพียงใด มีอิทธิพลหรอื อำนาจเครียดสง่ ผลอย่างไรหรือไม่
จติ ตน์ ภิ า ศรไี สย์ และคณะ (2558: 13) ไดก้ ล่าวถึงคุณค่าด้านเนอ้ื หาว่า หมายถงึ ใจความของ
เรื่อง รายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์ ต่าง ๆ ของวรรณคดีและวรรณกรรม เนื้อหาจึงประกอบด้วย ฉาก ตัว
ละคร เหตุการณ์ต่าง ๆ บทสนทนา ของตัวละคร การพิจารณาคุณค่าด้านเนื้อหา จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบ
เหล่านี้ว่ามีครบถ้วนหรือไม่ สมจริงอย่างไร มีเหตุผลเพียงใด มีคุณค่าต่อผู้อ่านอย่างไร ในด้านเนื้อหานอกจากเน้ือ
เรื่องสนุกสนาน แล้วยังต้องมีความไพเราะของคําประพันธ์ด้วย เนื้อหาที่ดีจะต้องอ่านแล้วประทับใจในแง่มุมใด
แง่มุมหนึ่ง ที่ทําให้วรรณคดีเรื่องนั้นเป็นอมตะ โดยเฉพาะถ้าอ่านวรรณคดีแล้วอิ่มอารมณ์อิ่มใจ ก็จะ ทําให้คุณค่า
ของเนื้อหาน่าประทับใจยิ่งขึ้น เช่น กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดงมีเนื้อหาเล่าเรื่อง การเดินทางไปพระพุทธ
บาทในจงั หวดั สระบรุ ี และชมธรรมชาตอิ ันงดงามระหว่างทาง ชมสัตว์บก สัตว์นำ้ ชมนกชมไม้ คณุ ค่าดา้ นเนอ้ื หาจึง
ใหค้ วามรเู้ รอ่ื งธรรมชาตอิ นั เปน็ ลกั ษณะเดน่ ของวรรณคดี เรือ่ งนี้ เป็นต้น
จากความสามารถในการวิเคราะห์คุณคา่ ดา้ นเนือ้ หาทีก่ ลา่ วมาแลว้ ข้างต้นสามารถกล่าวโดยสรุปได้
ว่า ความสามารถในการวิเคราะห์คุณคา่ วรรณคดีด้านเนื้อหา หมายถึง การวิเคราะห์ใจความของเรื่อง รายละเอียด
ที่ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์ ต่าง ๆ ของวรรณคดีและวรรณกรรม เนื้อหาจึงประกอบด้วย ฉาก ตัวละคร เหตุการณ์
ต่าง ๆ บทสนทนา ของตัวละคร รวมถึงแง่คิด คตินิยมในศีลธรรมของสังคมว่ามีครบถ้วนหรือไม่ และมีประเด็น
ความแปลกใหม่ มนี ำ้ หนกั กระทบกระแทกจิตใจหรือความรู้สึกผู้อ่านมากนอ้ ยเพยี งใด
1.3.3 คณุ ค่าดา้ นสังคม
สภาพสังคมและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ถูกบันทึก และนำมาถ่ายทอด
ผ่านวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ผู้เรียนควรวิเคราะห์และพิจารณาคุณค่าด้านสังคมที่ปรากฏอยู่ใน
วรรณคดเี รอ่ื งต่าง ๆ ซึ่งนักวชิ าการและผ้เู ช่ียวชาญไดอ้ ธบิ ายถึงการวเิ คราะห์คุณค่าด้านสงั คมไวด้ ังนี้
๘
หทยั วรรณ ไชยะกลุ (2544: 66) กลา่ วว่า ดา้ นสงั คม ผแู้ ต่งมงุ่ เสนอแนวคิดใดบา้ ง เช่น แนวคิด
ในเชิงสงั คมวฒั นธรรม การเมอื งการปกครอง หรอื เป็นแนวคิดในเชิงปรชั ญาศาสนา คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ
จิตต์นิภา ศรีไสย์ และคณะ (2558: 15) ได้กล่าวถึงคุณคา่ ดา้ นสังคมว่า ภาพสะท้อนชีวิตความ
เป็นอยู่ของคนที่สะท้อนมาจากวรรณคดี และวรรณกรรมโดยกวีนิยมแทรกไว้ในเน้ือเรือ่ ง เช่น ประเพณี ความเชอื่
คา่ นิยม ความเป็นอยู่การประกอบอาชีพวรรณคดีและวรรณกรรมจงึ เปน็ เสมือนกระจกสะท้อนสภาพสังคมในแต่ละ
ยุคสมัย ซ่ึงเปน็ หลักฐานที่บอกเล่าเรอ่ื งราวในอดตี แก่คนรุ่นหลงั ไดเ้ ปน็ อย่างดี
ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2559: 8) กล่าวว่าคุณค่าของวรรณคดีด้านสังคม แบ่งเป็น
2 ลกั ษณะใหญ่ คอื
1) คุณค่าด้านนามธรรม เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เช่น ความดี ความช่ัว
คา่ นยิ ม จริยธรรมของคนในสงั คม
2) คุณค่าด้านรูปธรรม เป็นสิ่งที่จับต้อง มองเห็นได้ สัมผัสด้วยกายได้ เช่น สภาพ ความเป็นอยู่
วิถีชีวิต การแตง่ กาย การกอ่ สร้างทางวัตถุ เป็นต้น
จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความสามารถในการวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม
คือ การพิจารณา วิเคราะห์ภาพสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่สะท้อนมาจากวรรณคดี ที่ผู้แต่งแทรกไว้ในเนื้อ
เร่ือง สามารถแบ่งเปน็ 2 ลกั ษณะคือ ด้านนามธรรม ในด้านของแนวคดิ ในเชิงสงั คมวัฒนธรรม หรอื เป็นแนวคิดใน
เชิงปรัชญาศาสนา คุณธรรมจริยธรรม และด้านรูปธรรม ในด้านของวิถีชีวิต การแต่งกาย การก่อสร้างทางวัตถุ
รวมถงึ สภาพการเมอื งการปกครองซ่ึงเปน็ หลกั ฐานทีบ่ อกเลา่ เร่ืองราวในอดตี แกค่ นรุ่นหลงั ไดเ้ ป็นอย่างดี
2. การจัดการเรียนรตู้ ามแนวคดิ ห้องเรียนกลับด้าน
แนวโน้มด้านเทคโนโลยีการศึกษาในปัจจุบันนั้นมีศักยภาพมากขึ้นในการรวม ระบบดิจิตอลเข้ากับการ
เรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกทําให้มีความหมายมากขึ้น โดยการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped classroom instruction) ซึ่งถูกพัฒนาโดย Bergmann และ Sams ทั้งคู่เป็นครูเคมีในโรงเรียน
มัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้พัฒนารูปแบบห้องเรียนกลับด้านในบริบทของโรงเรียน แนวคิด
ห้องเรียนกลับด้านมีความหมาย ตรงกับคําว่า Inverted classroom ซึ่งเป็นคําที่ใช้โดย Lage, Plat และ Troglia
ในปี 2000 ใน บริบทการศึกษาที่สูงขึ้น และภายหลังคําว่า “ห้องเรียนกลับด้าน” หรือ “ห้องเรียนกลับทาง”
ก็ได้รับ การใช้มากขึ้นในการศึกษาขั้นสูงอื่น ๆ (Bates & Galloway, 2012; Kellogg, 2009; Lockwood &
Esselstein, 2013; Talbert, 2014; Strayer, 2012; Wentland, 2004 as cited in Ng, 2015, p. 149)
Lage et al. (2000, p. 32) อา้ งถงึ ในเฉลมิ พร เตชะพะโลกลุ 2562: 18) ได้กําหนดให้คําว่า หอ้ งเรียนกลับด้าน
หมายถึง เหตุการณ์ท่เี กิดขนึ้ ตามปกติในห้องเรียน ในทางกลบั กันตอนน้ีได้ไปเกิดข้ึนนอกห้องเรียนและเหตุการณ์ที่
เกิดขน้ึ นอกห้องเรยี นไดม้ าเกิดขึ้นในห้องเรียนแทน
ครูบันทึกการสอนเนื้อหาหรือสาระสําคัญของเนื้อหาโดยใช้ซอฟต์แวร์ที่สามารถ ดาวน์โหลดได้ หรือ
screencast ที่ใช้ซอฟต์แวรช์ ่วยจับหรือแคปเจอร์การเปล่ียนแปลงท่ีหน้าจอภาพ แบบออนไลน์ เช่น Camstudio,
Community Clips, Jing, ShowMe, Educreation และ ExplainEverything โปรแกรมเหลา่ น้ีเป็นแอปพลิเคชัน
ที่เปิดฟรีซึ่งสามารถจับภาพวิดีโอและบันทึก วิดีโอได้ (ตัวอย่างเช่น PowerPoint) และคําบรรยายเสียงประกอบ
คําอธิบายของครูผู้สอน วิดีโอการ เรียนการสอนเหล่านี้จะถูกอัปโหลดไปยังอินเทอร์เน็ตและเผยแพร่แก่นักเรียน
๙
(บางที่อาจเรียกว่า Vodcasts) และสามารถอัปโหลดไปยัง iTunes, YouTube, iTuneU, Google Video ผ่าน
TeacherTube, Vimeo หรือระบบการจัดการเรียนรู้ของสถาบันต่างๆ เช่น Blackboard, Edmodo หรือ
Moodle ทน่ี กั เรียนสามารถเข้าถึงและดาวนโ์ หลด vodcast เพ่ือรบั ชมทีบ่ ้านได้ นอกจากน้ี วดิ ีโอออนไลนอ์ น่ื ๆ ท่ี
นักการศึกษาพบว่าเหมาะสมแก่นักเรียนและอาจจะใช้ประโยชน์ได้ คือโชต์ที่ มีการเผยแพร่ vodcasts ฟรี ได้แก่
YouTube, TED-Ed, Khan Academy, ShowMe และเว็บไซต์ ของมหาวิทยาลัย (เช่น MIT และ Stanford
University) การทําให้ห้องเรียนกลับด้านมีความหมาย แก่ผู้เรียนมากขึ้นคือการทําให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาใน
เวลาและสถานท่ีตามความสะดวกของ ตนเอง แต่ตอ้ งตรวจสอบใหแ้ นใ่ จวา่ นักเรยี นทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี
และอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ได้ สําหรับนักเรียนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตที่บ้านสามารถดาวน์โหลด Vodcasts ลงในแฟลช
ไดรฟ์ USB เพื่อรับชมได้ สําหรับนักเรียนที่ไม่มีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่บ้าน Volcast สามารถคัดลอกลงในดีวดี ี เพื่อ
รบชมบนเครื่องเล่นดีวีดีได้ (Bergmann, & Sams, 2008 as cited in Ng, 2015, p. 150 อ้างถึงในเฉลิมพร
เตชะพะโลกุล 2562: 19)
2.1 ความหมายของแนวคดิ ห้องเรียนกลับด้าน
Hamdan et al. (2013 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 19) กล่าวว่ารูปแบบการเรียนรู้ของ
ห้องเรียนกลับด้านจะเปลี่ยนจากการเรียนรู้แบบกลุ่มใหญ่เป็นการเรียนรู้ตามบุคคล โดยการนําเทคโนโลยีเข้ามา
ช่วย ซึ่ง ครูจะบันทึกการบรรยายเนื้อหาการเรียนการสอนเป็นวีดิโอของตนเอง หรือวีดิโอที่นํามาจากเว็บไซต์การ
เรียนรู้ต่างๆ ให้นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน บนรถ หรือที่ อื่นๆนอกห้องเรียน เพื่อ
เตรยี มเรียนรู้มาก่อนทจ่ี ะเข้าเรียนในชั้นเรียน และในห้องเรียนน้ันครูจะใช้ เวลาสําหรับการบูรณาการและการ
ประยกุ ตใ์ ชค้ วามร้ขู องนกั เรียนอยา่ งหลากหลาย
Mcmahon (2005 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 19) ได้ให้ความหมายของห้องเรียนกลับ
ด้านว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนการสอนโดยที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากการทําการบ้านที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วย
ตนเองจาก สื่อวิดีทัศน์นอกชั้นเรียนหรือที่บ้าน ส่วนการเรียนในชั้นเรียนปกตินั้นจะเป็นการเรียนแบบสืบค้นหา
ความรูท้ ไ่ี ดร้ ับร่วมกนั กบั เพือ่ นร่วมชัน้ โดยมีครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือช้ีแนะ
จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นวิธีการเรียนรู้
รูปแบบหนึ่งที่กลับด้าน โดยผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าเนื้อหาความรู้ภายนอกห้องเรียนซึ่งได้มาจากการศึกษา
เอกสารประกอบการเรียน การดูวีดโิ อผา่ นเวบ็ ไซต์ จากนัน้ นนกั เรียนจะนำเนือ้ หาจากการศึกษาทต่ี นเองได้รับมาทำ
กิจกรรมตา่ ง ๆ ภายในหอ้ งเรยี น
2.2 ทฤษฎีเกยี่ วกบั ห้องเรยี นกลบั ด้าน
การเรียนรู้ในห้องเรียนกลับด้านนั้น เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานที่ใชท้ ั้งการเรียนแบบออนไลน์และการ
เรียนแบบเผชิญหนา้ เข้าหากนั การนําแนวคิดห้องเรียนกลบั ดา้ นมาปฏบิ ัตไิ ม่ใช่เรือ่ งใหม่ และจากหลายงานวิจัยได้
มีครูหลายท่านได้ทดลองปฏิบัติการสอนแบบ ห้องเรียนกลับด้านในชั้นเรียนท่ีแตกต่างกันไปในแต่ละระดับชั้นเปน็
เวลานานมาแล้ว โดยที่ในเนื้อหาวิชาส่วนใหญ่ นักเรียนจะต้องอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียนหรือ
ทําการค้นคว้า หาข้อมูลนอกเวลาเรียน (เช่นการบ้าน) เพื่อเตรียมพร้อมสําหรับการอภิปรายในชั้นเรียนหรือ
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในบทเรียนต่อไป และในความก้าวหน้าของเครื่องมือที่ใช้ทางการศึกษา (เช่นอุปกรณ์
เคลื่อนที่เครือ่ ง screencast) และการคุยแบบต่อหน้าแบบออนไลน์ที่ใช้งานกันโดยทั่วไปนั้นน้ันถูก ทําให้ใช้งานได้
ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งทําให้เกิดความสนใจในการพยายามที่จะนําเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ใน การเรียนการสอนในชั้นเรียน
๑๐
กลบั ด้าน ตวั อย่างของการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ ทผ่ี ลิตรูปแบบ ของบทเรยี นออนไลน์ เชน่ Khan Academy
ก็เปน็ ตวั อยา่ งของแรงแรงผลกั ดนั สาํ หรับการกลบั ด้านชน้ั เรียน (Sparks, 2011 as cited in Ng, 2015, p. 150
อ้างถึงในเฉลมิ พร เตชะพะโลกลุ 2562: 19)
สําหรับครูผู้สอนนั้น แนวคิดที่สอดคล้องกันก็คือการทําให้การสอนของครูนั้น สอนเสร็จที่บ้านด้วย
เทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่สนับสนุนรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน เนื่องจากเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับ
ผู้ใชง้ านมากยิ่งขึน้ ครูหรือนักการศึกษาสามารถบันทกึ วิดโี อ บนั ทกึ เสยี ง หรอื บนั ทกึ การออกอากาศทางจออุปกรณ์
และอัปโหลดไปยังแพลตฟอร์มเพื่อให้ นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ก่อนที่จะมีการเรียนการสอนเกิดขึ้นในชั้นเรียน
และเนือ่ งจากการที่ทุกคน สามารถเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตท่ีเพิม่ จาํ นวนขึ้นขน้ึ น้ันทําให้การเข้าถึงการ
เรียนการ สอนที่บันทึกไว้ล่วงหน้าในสถานที่และเวลาของนักเรียนเองจึงกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะสนับสนุนการ
เรียนรู้ในชั้นเรียนแบบกลับด้าน (BBC, 2008; Griffith, 2013; Sherman, 2013 as cited in Ng, 2015, p.
150 อา้ งถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 19)
2.3 กรอบแนวคดิ เก่ียวกับหอ้ งเรียนกลบั ดา้ น
ทฤษฎีทั่วไปทีส่ นับสนุนห้องเรียนกลับด้าน จากการทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั คือ การใช้วิดีโอเพื่อยา้ ย
รูปแบบการเรียนของนักเรียนโดยตรง โดยการย้ายการสอนแบบดั้งเดิมและการบรรยายแบบกลุ่มใหญ่ไปสู่พื้นท่ี
แห่งการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางนอกห้องเรียน ในห้องเรียนนักเรียนจะถูกเน้นไปที่การมีส่วนร่วมใน
กจิ กรรมปฏิสัมพนั ธ์เชงิ โตต้ อบเพ่ือสรา้ งความเขา้ ใจที่ลึกซึ้งในเน้ือหาผา่ นการอภิปรายการปฏิบัติและการแก้ปัญหา
ที่พวกเขาทําเป็นกลุ่มเดี่ยว หรือทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย เพื่อที่จะแก้ปัญหาได้นักเรียนต้องเรียนจากการสอน
โดยการทาํ การบ้านหรอื แบบฝึกหัด ซึ่งในแบบฝึกหัดจะต้องมีแนวคดิ ท่ีเก่ียวข้องและจะต้องมาจากความรู้ท่ี ได้รับ
ผ่านการดู vodcasts ที่บ้าน โดยต้องออกแบบการสอนและการบ้านมาอย่างรอบคอบเพื่อให้ มั่นใจว่าเนื้อหาที่
เตรยี มมาสามารถอธิบายเนื้อหาได้ดพี อสมควรเพือ่ ใหน้ กั เรียนท่ีมคี วามสามารถ แตกต่างกนั สามารถเขา้ ใจแนวคิดที่
ต้องเรียนรู้ได้ อย่างไรก็ตาม นักเรียนแต่ละคนจะได้รับโอกาสให้ ชี้แจงสาระสําคัญของเนื้อหาที่สอนใน vodcosts
ที่เรียนแล้วยังไม่เข้าใจกับครูผู้สอนในช่วงเวลา เรียนในห้อง ดังนั้นครูผู้สอนจึงใช้บทบาทเป็นวิทยากรหรือพี่เลี้ยง
โดย 1) แนะแนวทางการเรยี นรู้ ด้วย vodcasts 2) ประเมินนกั เรียนเป็นประจําเพื่อกําหนดส่งิ ท่พี วกเขารู้และสิ่งท่ี
พวกเขา จําเป็นต้องรู้เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรูใ้ ห้เหมาะสมและ 3) ให้ความช่วยเหลือในชั้นเรียนเช่น การ
อธิบายเพม่ิ เติมหรอื จัดหาแหล่งขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ เพ่ือช่วยใหน้ ักเรียนได้เรยี นรตู้ ามความตอ้ งการ
นอกจากนี้นักเรียนยังมีโอกาสมากขึ้นในการโต้ตอบกับเพื่อน ๆ ผ่านการสอน โดยเพื่อนช่วยสอน (Door-
tutoring) หรือการทําโครงงานเป็นกลุ่มยอ่ ยทีจ่ ดั ตั้งในห้องเรียน จากที่กล่าวมา แนวคิดเหลา่ นี้เปน็ แนวคิดพื้นฐาน
ของ Vyaotsky เกี่ยวกับ Zone of Proximal Development (ZPD) ที่ถูกอธิบายว่าเป็นระดับของการพัฒนา
ศักยภาพหรอื เปน็ ระยะระหว่างสิง่ ท่ี นกั เรยี นสามารถทําไดแ้ ละสง่ิ ที่นกั เรียนจะสามารถทาํ การพัฒนาตอ่ ไปได้ ZPD
คือจุดที่การเรียนรู้ เกิดขึ้นและทีซ่ ่ึงผู้เรียนสามารถพัฒนาความรู้เพิ่มเติมในหัวขอ้ และพฒั นาทกั ษะขั้นสูงใหเ้ พิ่มขน้ึ
ภายใต้การแนะนําของครูผู้สอนหรือการร่วมมือกันกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ดังนั้น ZPD จึงครอบคลุม ถึงโครงสร้าง
ทางความคิดท่ียังอยูใ่ นกระบวนการของการพัฒนาและกระบวนการที่พวกเขาจะ สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มท่ีผ่าน
บทบาทของคนกลาง (ครูและเพื่อน) ที่ให้ความช่วยเหลือในส่วน ของการพัฒนาของการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละ
บุคคล สําหรับการออกแบบการเรียนรู้ทีอ่ อกแบบมา อย่างรอบคอบโดยคํานึงถึงความรูเ้ ดิมของนักเรียน ครูผู้สอน
สามารถสร้างกิจกรรมการเรียนรูท้ ี่อยู่ ในรอยต่อพัฒนาการได้ การเรียนรูใ้ นห้องเรียนกลับด้านทาํ ให้โอกาสเหล่านี้
๑๑
เกิดได้มากขึ้นเนื่องจาก นักเรียนสามารถทํางานผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากผู้สอน
และจากการให้คําปรึกษาโดยเพื่อนของนักเรียนเอง (Berralt, 2012; Flurnerfelt, & Green, 2013,
Frydenberg, 2013; Marcey, & Brint, 2012; Talbert, 2012 as cited in Ng, 2015, p. 151 อ้างถึงใน
เฉลมิ พร เตชะพะโลกลุ 2562: 22)
2.4 กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคดิ ห้องเรียนกลบั ดา้ น
วิจารณ์ พานิช (2556 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 25) ได้สรุปถึงวิธีการดําเนินการเรียน
การสอนแบบห้องเรียน กลับด้านจาก หนังสือ Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class
Every Day ของ Jonathan Bergmann และAaron G
1. เตรียมความพรอ้ มผู้เรยี นวันแรกท่จี ะเรม่ิ บทเรียน ครูควรอธิบายประโยชน์ ของการเรียนในรูปแบบ
หอ้ งเรยี นกลับด้านซงึ่ เปน็ แบบใหม่และให้นกั เรยี นดูวดิ ที ัศน์ ว่าวิธเี รยี นแบบใหมด่ ตี ่อนักเรียนอยา่ งไร
2. แจ้งให้ผู้ปกครองนักเรียนทราบเรื่องการเรียนแบบใหม่ โดยครูต้องอธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจว่า
นักเรยี นจะได้ประโยชนอ์ ยา่ งไรจากการเรยี นแบบหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นและ ผู้ปกครองควรจะมบี ทบาทอยา่ งไร
3. สอนวิธีดูและจัดการวีดิทัศน์ การฝึกทักษะการดูวีดิทัศน์จะมีลักษณะคล้าย กับการฝึกทักษะการ
อ่านตํารา โดยครูต้องแนะนําวิธีที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน โดยให้ดูวิดีทัศน์แบบตั้งใจ ไม่มีสิ่งรบกวนสมาธิ เช่นไม่มีหูฟัง
iPod เสียบหู ไม่เปิด Facebook ไปพร้อม ๆ กัน ควรฝึกใช้ปุ่มหยุด วีดิทัศน์ แล้วชี้ประเด็นสําคัญในเรื่อง ลองให้
นักเรียนคนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมวีดิทัศน์ที่จะหยุดหรือย้อนกลับไปดูตอนสําคัญ แล้วร่วมกันอภิปรายทั้งขั้นว่าหาก
ตนเองเป็นผู้ควบคุมวดี ทิ ัศน์จะดีต่อตนเองอย่างไร แต่ละคนดูได้เข้าใจเรว็ ช้าแตกตา่ งกนั อย่างไร และการเรียนจาก
วิดีทัศน์ช่วยให้ นักเรียนแต่ละคนเป็นผู้มีอํานาจเหนือการเรียนของตนอย่างไร และควรสอนเทคนิคจดบันทึกตั้ง
คาํ ถามและการจับประเดน็ สําคัญดว้ ย
4. กําหนดให้นักเรียนตั้งคําถามที่น่าสนใจ เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้ดูวิดีทัศน์มาก่อน โดยครูกําหนดให้
นักเรียนต้องมาตั้งคําถามที่น่าสนใจในชั้นเรียน โดยต้องเป็นคําถามที่เกี่ยวข้องกับในวีดิทัศน์และนักเรียนเองไม่รู้
คําตอบ เช่น นักเรียนแต่ละคนต้องตั้งคําถามมาคนละ 1 คําถามต่อวิดีทัศน์ 1 ตอน ทําให้ชั้นเรียนมีช่วงเวลา
“คําถามและคําตอบ” ที่สนุกสนานและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ การเรียนสามารถทําได้โดยการเรียนคนเดียวหรือ
เรียนเป็นกลุม่ และอาจเป็นการทํางานร่วมกับครู จึงทําให้ครไู ด้เรียนรู้ ได้โอกาสสังเกตความเข้าใจผิดของนักเรยี น
และปรับความเข้าใจของนักเรียน และสร้างเป็นกติกาการเรียนที่ทําให้นักเรียนในหอ้ งเรียนแบบปกติ ที่เลื่อนลอย
จากการเรียน ไมก่ ลา้ พดู ไมก่ ลา้ ถามครู ตอ้ งมีสว่ นตัง้ คําถามและชว่ ยกันหาคําตอบมากข้นึ
5. วางรูปแบบห้องเรียนแบบกลับด้าน ห้องเรียนต้องเปลี่ยนจาก Classroom เป็น Studio คือกลายเป็น
ห้องทํางาน มีจุดสนใจคือการเรียนของตนเอง เรียนโดยการลงมือทําที่ไม่ใช้การฟังครูสอนในห้องเรียนแบบเก่า
เครื่องมือต่าง ๆ ในห้อง ต้องเน้นการใช้งานเพ่ือการเรียนของ นักเรียนและเพื่อการเรียนแบบมปี ฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กนั ของนกั เรียน
6. ให้นักเรยี นได้จัดการเวลาและงานของตนเอง ในบางช่วงเวลาของเทอม นักเรียนบางคนอาจมีกิจกรรม
พิเศษที่ต้องทํา เช่น งานเทศกาล หรือ การแข่งขันกีฬาและช่วงใกล้สอบกลางภาค ในห้องเรียนกลับด้านทําให้
นักเรียนสามารถเรียนล่วงหน้าหรือเรียนในบางวิชาให้จบเร็วไว้ล่วงหนา้ สามารถสอบไล่ก่อนเวลาและใช้เวลาของ
วชิ าท่เี รยี นจบเร็ว ในการเรียนวิชาอื่น นักเรียนทเี่ รยี นช้าก็สามารถใช้เวลาเรยี นซ้ำช่วงท่ีต้องการได้ หากนักเรียนได้
ทําการสอบสว่ นใดไม่ ผ่านก็สามารถสอบใหมไ่ ดเ้ สมอ
๑๒
7. ส่งเสริมให้นักเรียนช่วยเหลือกันเอง นั่นคือให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันและ ช่วยเหลือกัน โดยการ
รวมตัวกันเองเป็นกลุ่มเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน หรือจัดนักเรียนเปน็ กลุ่มให้เรียนรู้ เฉพาะเรื่อง เช่นนักเรียนทีย่ ังไม่เขา้ ใจ
ประเด็นไหนก็จะรวมตัวกันเป็น Independent Study Group ในขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ หรือกลุ่มอื่นเรียน
ประเด็นอน่ื เปน็ ตน้
8. การประเมินผล การเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านต้องการระบบประเมินที่ ประเมินความเข้าใจของ
นกั เรยี นอย่างแม่นยาํ
Mcmahon (2005 อ้างถึงในเฉลมิ พร เตชะพะโลกลุ 2562: 27) ไดก้ ล่าวถึงแนวทางปฏิบตั ิที่ดีที่สุดของ
การเรยี นแบบ หอ้ งเรียนกลบั ดา้ นวา่ มีขน้ั ตอนดงั น้ี
1. แนะนําผปู้ กครองเกี่ยวกับห้องเรยี นกลับด้าน โดยอาจจะแนะนำผ่านทาง e-mail, การสง่ จดหมายหรือ
ใช้วิดโี อแนะนําเปน็ ต้น
2. สร้างวดิ โี อการบรรยายการสอนท่มี ีความยาวไม่เกิน 15 นาที
3. มกี ารบริหารจัดการทง่ี ่ายและเป็นท่ียอมรบั
4. ช่วงเวลาในชั้นเรยี น ผู้สอนตอ้ งไม่นั่งอยู่เฉย ๆ แต่ต้องเดินรอบ ๆ ห้องเรียนเพื่อ สังเกตและพร้อมท่จี ะ
ใหค้ าํ ปรึกษาและนาํ ผ้เู รียน
5. ผู้สอนต้องแนะนําวิธีการและทางเลือกเกี่ยวกับการดูวีดิโอสําหรับผู้เรียนที่ ข้อจํากัดหรือไม่มี
อนิ เทอรเ์ นต็
6. มกี ารประเมินผเู้ รยี นอย่างสม่ำเสมอ
7. สรา้ งการตรวจสอบผู้เรยี นในการเข้าถึงวีดีโอโดยใช้แบบฟอร์มออนไลน์
3. Google Classroom
Google classroom เป็นหนึง่ ในเครื่องมือบนเว็บที่ใช้บริหารจดั การชน้ั เรียนที่ให้บริการบนเว็บฟรีสําหรับ
สถานศกึ ษา องค์กรการกุศล และทุกคนทมี่ ีบญั ชี Google สว่ นบคุ คล และ Classroom ยงั ช่วยให้ผเู้ รียนและผู้สอน
เชื่อมต่อถึงกันได้ง่าย ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเปิดให้บริการสําหรับทุกคนที่ใช้ Google Apps for
Education ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือเพื่อประสิทธิภาพการทํางานที่ให้บริการฟรี ประกอบด้วย Gmail, เอกสาร และ
ไดรฟ์ ครูสามารถสร้างและเก็บงานได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษ และมีคุณลักษณะที่ช่วยประหยัดเวลา เช่น
สามารถ ทาํ สาํ เนาของ Google เอกสารสาํ หรับนักเรียนแต่ละคนไดโ้ ดยอัตโนมตั ิ โดยระบบจะสรา้ งโฟลเดอร์ ของ
ไดร์ฟสําหรับแต่ละงานและนักเรียนแต่ละคนเพื่อช่วยจดั ระเบยี บใหท้ ุกคน นักเรียนสามารถ ติดตามว่ามีอะไรครบ
กําหนดบ้างในหน้างาน และเริ่มทํางานได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว ครู สามารถดูได้อย่างรวดเร็วว่าใครทํางาน
เสรจ็ หรอื ไม่เสร็จบา้ ง ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็น แบบเรียลไทม์ และแสดงผลการเรยี นในชน้ั เรยี น
3.1 ประโยชน์ของ Google classroom
เฉลิมพร เตชะพะโลกุล (2562: 37) กล่าวว่าประสิทธิภาพในการใช้งาน Google classroom ซึ่ง
เหมาะสมต่อการนํามาใช้ในการเป็นห้องเรียนออนไลน์ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียน กลับด้าน
ซง่ึ สามารถสรปุ ออกมาได้ 2 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นเวลาและความสะดวกในการจดั การสอนของ ครู และด้านการส่ือสาร
และการทาํ งานรว่ มกนั ระหว่างนักเรียนและครู ดงั นี้
๑๓
3.1.1 ด้านเวลาและความสะดวกในการจัดการสอนของครู
ครูสามารถเพิ่มนักเรียนได้ง่าย นักเรียนสามารถเข้าร่วมชั้นเรียนโดยใช้รหัส ห้องเรียน ครูสามารถ
จดั การหลายชน้ั เรียน นําประกาศงานท่ีมอบหมาย หรือคาํ ถามที่มีอยู่แล้วจาก ช้นั เรียนอน่ื มาแชรไ์ ด้ โดยแชร์โพสต์
กับชั้นเรียนต่างๆ และเก็บชั้นเรียนไว้เพื่อนําข้อมูลมาใช้ใน อนาคตได้นอกจากนี้ครูยังสามารถร่วมกันสอนใน
รายวิชาหรือหลักสูตรร่วมกับผู้สอนคนอื่นๆ ได้ มากถึง 20 คน นอกจากนี้ยังสามารถมอบหมายงานแยกสําหรับ
นักเรียนแต่ละคนได้ และนักเรียนแต่ละคนก็สามารถพิมพ์หรือทํางานตอบกลับมาในไฟล์ที่ครูส่งให้ได้ทันที และ
สามารถมอบหมาย สื่อการสอนได้หลายรูปแบบ เช่น วิดีโอ YouTube, แบบสํารวจ Google ฟอร์ม, PDF และ
รายการ อื่นๆ จากไดรฟ์ ครูและนักเรียนสามารถวาด เขียนโน้ต และไฮไลต์ในเอกสาร และไฟล์ PDF ในแอป
Classroom ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ เมื่อนักเรียนส่งานแล้วครูสามารถติดตามได้ว่าให้คะแนนงานใด แล้วบ้าง ซ่ึง
สามารถทําได้ง่ายและเร็ว จัดเรียงนักเรียนตามชื่อหรือนามสกุล ดูว่าใครส่งงานแล้ว ร่าง คะแนนคร่าวๆ เพื่อแชร์
กับนักเรียนในภายหลัง และเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังสามารถ เพิ่มคําอธิบายประกอบและ ความ
คิดเห็นแบบรูปภาพสําหรับงานของนักเรียนได้ นอกจากนี้ยัง สะดวกต่อครูในการเตรียมการสอนล่วงหน้า จัดทํา
โพสต์และงานฉบับร่าง หรือกําหนดเวลาให้ โพสต์ในสตรีมของชั้นเรียนในวันเวลาอื่นตามต้องการได้ และหาก
ต้องการประเมินนักเรียน ครู สามารถตั้งคําถามท้ายบทเรียน โดยโพสต์คําถามสั้นๆ ถึงนักเรียน และดูผลลัพธ์
คําตอบของ นักเรียนใน Classroom ได้ นอกจากนี้ Google classroom ยังสามารถใช้รวมกับเครื่องมือการสอน
อนื่ ๆ ท่ีสามารถชงิ ค์ชั้นเรียนใน Classroom กับแอพลิเคชนั ได้หลากหลายแอพลเิ คชนั
3.1.2 ด้านการสื่อสารและการทํางานร่วมกันระหวา่ งนักเรยี นและครู
Google classroom ทําให้นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านเว็บ หรือผ่านแอพ
Google classroom ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ Android และ iOS ซึ่งมาพร้อมการเตือน ข้อความจากชั้นเรียน
นอกจากน้ียังสามารถดแู ละแสดงความคดิ เห็นและแก้งานของนักเรียนได้แบบทันตอ่ เวลา (Real Time)
3.2 การใช้ Google classroom ตามแนวคิดหอ้ งเรียนกลับดา้ น
การเลือกใชเ้ ครื่องมือหรือเทคโนโลยีในการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน นัน้ ทําให้การติดตามงาน
ของนักเรียนและประเมินความเข้าใจของนักเรียนได้ดีขึ้น ไม่ว่านักเรียนจะ ทํางานล่วงหน้าที่บ้านหรือในชั้นเรียน
บทเรียนกลับด้านได้แทนที่การสอนบรรยายของครูที่โรงเรียน โดยวิดีโอที่มีเนื้อหาการเรียนการสอนที่นักเรียน
สามารถดแู ละมีปฏิสัมพนั ธ์กับครูทบี่ ้านของนักเรียน ได้ นกั เรียนเตรียมประยุกต์ส่งิ ทจ่ี ะไดเ้ รียนรู้ในห้องเรียนในวัน
ขา้ งหนา้ ผ่านกจิ กรรมหรืองานท่ี หลากหลายซ่งึ ครงั้ หนึ่งเคยเป็นการได้รับการบ้านจากครู
ประโยชน์ที่ผู้เรียนได้รับจากการทํางานตามทางเลือกของตนเอง เพื่อหาเนื้อหาที่ตนเองต้องการเพ่ือ
ทบทวนและนาํ แนวความคิดหรือสาระเน้ือหาวิชาไปปรบั ใช้ในบริบทท่ีแตกตา่ ง กันในชัน้ เรยี น เพ่อื ใหแ้ น่ว่าพวกเขา
เขา้ ใจเนื้อหาน้ันทงั้ หมด อย่างไรกต็ ามแต่ รูปแบบการจัดการ เรยี นรตู้ ามแนวคิดห้องเรียนกลบั ด้านน้ีอาจไม่ประสบ
ความสําเร็จ หากนักเรียนไม่ได้ทํางานหรือ เตรียมตัวล่วงหน้ามา และหากไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนอก
โรงเรียนได้ ดังนั้นนักเรียนคนที่ไม่ สามารถเตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อนตอนอยู่ที่บ้าน ก็จะไม่พร้อมที่จะเข้าร่วม
กิจกรรมในชั้นเรียนใน วันรุ่งข้ึนทางออกหนึ่งคือการรักษาการทํางานหรือเตรียมตัวล่วงหน้าไว้ในช้ันเรียน นักเรียน
สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของการเรียนการสอนแบบกลับด้านได้ ขณะทําทุกอย่างในชั้นเรียน โดยครูจะให้
เวลาแกน่ กั เรยี นในการดูวิดีโอหรอื อ่านเนื้อหาบทเรยี นในชั้นเรียน จากนั้นนักเรยี นจะ ติดตามการทํางาน โดยครูจะ
ให้ความช่วยเหลือและคําแนะนําตามความจําเป็น ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งสําหรับนักเรียนที่ต้องการ
๑๔
ความชว่ ยเหลือเกยี่ วกบั เนอ้ื หาขณะท่ีกาํ ลังเรียนรู้ใน วิดีโอ จากแนวคดิ หอ้ งเรียนแบบกลับด้านน้ี ครจู งึ ยา้ ยจากการ
เป็น “ผู้รอบรู้บนเวที” ไปเป็น “คนแนะนําข้างๆ” โดยให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคลสําหรับนักเรียนแต่ละคน
ในขณะที่ครูบางคน อาจต้องการหลีกเลี่ยงการสอนโดยตรงทั้งชั้นแต่อาจมีประโยชน์สําหรับผู้เรียนในการทบทวน
เนื้อหาหรือแสดงแนวคิดหรือทบทวนแนวคิดใหม่ๆ ส่วนหนึ่งของคุณค่าของห้องเรียนกลับด้านคือการให้ ความ
ยดื หยุ่นสําหรับครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทข่ี ึน้ อยู่กบั ความต้องการของนักเรียน
บทเรียนแบบกลับด้านสามารถวางเปน็ รูปแบบได้หลากหลาย บางบทเรยี นกลับ ด้านน้นั แยกจากกันในแต่
ละบท หมายความว่านักเรียนจะได้เรียนรู้เนื้อหาที่นําเสนอในวิดีโอ ข้อความและการประเมินเพื่อตรวจสอบความ
เข้าใจเป็นบทๆไปก่อนท่ีจะยา้ ยไปสู่เน้ือหาในบทเรียนอน่ื ๆ หรือบางทีบทเรยี นอาจอยู่ในรูปของ HyperDoc ซ่ึงทํา
ให้นกั เรียนตอ้ งเรยี นรผู้ ่านชดุ บทเรยี นท่ี ออกแบบมาเพ่อื กระตุ้นให้นักเรียนมีสว่ นร่วมในการคน้ คว้าหาข้อมลู ที่จะใช้
เรียนรู้ รวมถึง ประยุกต์ใช้ความรู้และขยายความรู้ของผู้เรียน (Petty, 2018 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล
2562: 39 – 40)
เฉลิมพร เตชะพะโลกุล (2562: 40) กล่าวว่าเครื่องมือเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้การจัดชั้นเรียนกลับ
ด้านมีประสิทธิภาพได้นั้นมีหลากหลาย แต่ Google Classroom อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะคุณลักษณะท่ี
สําคญั ที่สดุ ประการหน่ึงคือทําให้ครูสามารถเกบ็ เอกสารการเรียนการสอนทงั้ หมดไว้ในท่ีเดียว วิธนี ้ีเมอ่ื ครูใช้ วิดีโอ
และงานนําเสนอใหมจ่ ากชั้นเรียนหรือทุกปที ําให้งา่ ยตอ่ การจัดระเบียบ นอกจากนี้ Google Classroom ยังทําให้
การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายด้วยการมอบหมายงานต่างๆให้กับนักเรียนที่มีความ แตกต่างกัน ช่วยให้ครูสามารถรวม
ขอ้ ดขี องหอ้ งเรยี นกลับดา้ นเขา้ กับข้อดีของการสอนในรูปแบบท่ี มีความแตกตา่ งกัน นอกจากน้ียงั มโี อกาสน้อยมาก
ที่จะทําให้เกิดความแตกต่างได้เชน่ เมื่อนักเรียน ได้รับวิดีโอที่แตกต่างเพื่อรับชมที่บา้ น ในรูปแบบนี้นักเรยี นทุกคน
สามารถเข้าห้องเรียนในวันรุ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมฝึกทักษะที่ตนเองได้เรียนรู้ แม้ในกรณีที่นักเรียนทุกคนได้รับ
วิดโี อหรืองานนําเสนอ เดียวกันนักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านเน้อื หาท่ีครจู ัดเตรยี มไว้ เหมาะสมกับความต้องการและ
สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและสําหรับนักเรียนที่ต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนก็สามารถรับชม การสอนได้
หลายครั้งตามที่ต้องการ ข้อดีอีกประการของการใช้ Google Classroom เพื่อพลิก บทเรียน คือการผสานรวม
เนื้อหาจากเอกสารชีตไดร์ฟและ Gmail เพื่อให้ครูสามารถมอบหมายงาน ได้ง่ายสําหรับนักเรียนในการเข้าถึง
เน้อื หาการเรียนการสอนท่ีพวกเขาต้องการและสําหรบั ครผู ้สู อน นัน้ สามารถประเมนิ การเรียนรู้ของนักเรียน หัวข้อ
สนทนาต่างๆ หรอื ทําให้นกั เรียนและครูสามารถ สือ่ สารนอกเวลาเรยี นไดต้ ามทีต่ อ้ งการ
3.3 แนวทางการใช้ Google Classroom ในการจดั การเรยี นรู้
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยพบว่ามีนักการศึกษาหลายท่านได้นํา Google classroom มาใช้กับ
การจดั การเรียนรู้ ดังนี้
Bondarenko et al. (2010 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 40) ได้นํา Google
classroom มาใช้กับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) สําหรับนักเรียนที่เรียนในรายวิชา
ภูมิศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า Google classroom สําหรบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานสามารถเพิ่มการมี
ปฏิสัมพันธ์ กับนักเรียนแบบทันต่อเวลาซึ่งมีประโยชน์อย่างมากเมื่อนักเรียนต้องเรียนรู้การทํางานที่มีปริมาณ
เพม่ิ ขน้ึ ด้วยตนเอง นอกจากนกี้ ารจดั การสอนแบบผสมผสานในรูปแบบนย้ี งั ชว่ ยทาํ ให้การรวมกัน ระหวา่ งการเรียน
นอกห้องเรียนและการเรียนในห้องเรียนมีความสมบูรณ์มากขึ้นนอกจากนี้การเพิ่ม สื่อที่เหมาะสมทําให้นักเรียน
พัฒนาความคิดอย่างมีวิจารณญาณ สร้างการมีสมรรถนะทาง ภูมิศาสตร์อย่างเป็นมืออาชีพ และดึงดูดนักเรียนให้
๑๕
เข้ากับสภาพแวดล้อมอิเล็กทรอนิกส์ที่คุ้นเคยโดยการใช้ข้อมูลสารสนเทศ (ICT) ในการพัฒนาความก้าวหน้าและ
ความสําเร็จทางการศึกษา อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียที่ต้องคํานึงถึงเมื่อจัดการเรียนรู้ทางไกลผ่าน Google
classroom ในเรื่อง ของความเด่นด้านการเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน และแรงจูงใจและความพร้อมของนักเรียน
รายบุคคลสําหรบั การทํางานในสภาพแวดล้อมนี้ หากขาดการสนับสนนุ ดา้ นสื่อการสอนและเทคนคิ ที่เหมาะสมกับ
การสอน รวมทั้งครูต้องใช้เวลาที่มากขึ้น และความใส่ใจของครูที่ต้องเพิ่มขึ้นซึ่งอาจ ไม่เพียงพอสําหรับการเรียน
ทางไกลในลกั ษณะของการจดั การเรยี นร้ใู นรูปแบบน้ี
Sutia et al. (2010 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 41) ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับความรู้สึก
ของนักเรียนต่อการเรียนรู้ โครงงานผ่านการใช้ Google classroom ในโครงงานชีววิทยา โดยทําการเก็บข้อมูล
จาก แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์นกั เรียน ผลการวิจยั พบวา่ Google classroom สามารถใชเ้ ปน็ สอ่ื ออนไลน์
ในการบอกแนวทางการเรียนรู้โครงงานของนักเรียนได้ นักเรียนเห็นว่าการอัพโหลด รายงานความคืบหน้าของ
โครงงานเมื่อใช้ Google classroom สามารถทาํ ได้งา่ ยและค่อนขา้ งมี ประสทิ ธิภาพ อย่างไรกต็ ามนักเรยี นบางคน
ให้ความเห็นว่าการทําความเข้าใจจากความคิดเห็นที่ ได้รับจากครูผ่าน Google classroom ยังเป็นไปด้วยความ
ยากลําบากต่อการเข้าใจ นักเรียนยังคง ต้องการการได้รับคําแนะนําตัวต่อตัวจากครูโดยเฉพาะการอภิปรายและ
ให้ผลสะท้อน
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยจึงได้ใช้ Google classroom ในการเป็นห้องเรียนออนไลน์ สําหรับจัดการสอนตาม
แนวคดิ หอ้ งเรียนกลับด้าน โดยยึดกรอบของ L๐ et al. (2018, p.153 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกลุ 2562:
41)
4. งานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง
เฉลิมพร เตชะพะโลกุล (2562) ศึกษา การส่งเสริมสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบร่วมมือของนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ด้วยการจัดการเรยี นร้ตู ามแนวคิดห้องเรียนกลบั ดา้ นโดยใช้ Google Classroom ร่วมกับการใช้
กรณีศึกษา เรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์ โดยเครื่องมือเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบ
บันทึกสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรม ผลการศึกษาพบว่านักเรียนส่วนมหญ่มีการพัฒนา
สมรรถนะการแกป้ ญั หาทส่ี งู ขน้ึ
๑๖
5. กรอบแนวคิดการวจิ ัย
๑๗
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย
ระยะที่ 1 วิเคราะห์สภาพปัญหาในช้นั เรยี น
ผู้วิจยั สำรวจสภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ ผ้วู ิจัยทราบข้อมลู ของปญั หาในการจัดการเรียนการสอนจากแบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียนตาม
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง ดู พูด
สาระที่ 4 หลักภาษา และสาระที่ 5 วรรณคดี ที่สำรวจจากครูผสู้ อนรายวิชาภาษาไทย ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
ซึ่งจากการสำรวจพบว่าตัวชี้วัดทีน่ ักเรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/4 ไมผ่ า่ นเกณฑก์ ำหนดมากที่สุด น่นั คอื สาระ
ที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มฐ ท 5.1 ม.3/2 วิเคราะหืวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกตัวอย่าง
ประกอบ คิดเป็นร้อยละ 60 เนื่องจากนักเรียนอ่านวรรณคดีไทยแล้วไม่สามารถวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ ได้
ปัญหาดงั กลา่ วน้ีจงึ เปน็ อุปสรรคสำคญั ต่อการเรยี นร้ขู องนกั เรียน
แหล่งขอ้ มูล
1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
2. นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3/4 โรงเรยี นมธั ยมประชานิเวศน์
3. ครูผู้สอนรายวชิ าภาษาไทย ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
เครือ่ งมอื
1. แบบสำรวจสภาพปญั หาในชัน้ เรียนของระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3
2. แบบสมั ภาษณค์ รผู ู้สอนเกี่ยวกับทัศนคตแิ ละพฤติกรรมการเรยี นรขู้ องนักเรยี นทมี่ ีผลต่อการเรียนวิชา
ภาษาไทยของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมธั ยมประชานิเวศน์
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ศึกษาคน้ ควา้ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ตามมาตรฐานและตวั ช้ีวดั
ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมไปถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คุณภาพของ
ผู้เรยี นเมอ่ื จบการศึกษาในระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เพ่ือเปน็ แนวทางในการกำหนดเรือ่ งที่จะนำไปทำแบบสำรวจ
สภาพปญั หาในชนั้ เรียน
2. จัดทำเครื่องมือแบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียนของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 และแบบ
สมั ภาษณ์ครูผ้สู อนเกี่ยวกับทัศนคตแิ ละพฤติกรรมการเรยี นรู้ของนักเรียนท่มี ผี ลต่อการเรียนวชิ าภาษาไทย
๓. นำผลที่ได้จากการสังเกตนักเรียนและแบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียนของนักเรียน ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/4 โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์ รวบรวมและนำไปวเิ คราะห์
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1. รวบรวมขอ้ มูลทไี่ ด้จากการเก็บข้อมลู มาวิเคราะห์และหาค่าเฉล่ีย จากแบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้น
เรียนของการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทย ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์จำนวน
23 คน จากน้ันนำขอ้ มลู ทีผ่ า่ นการวเิ คราะห์แลว้ สรุปผลเพ่อื วิเคราะหส์ ภาพปัญหาในชั้นเรียนของนักเรียน
๑๘
2. วิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ เกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยนำข้อมูลการสัมภาษณ์ที่ได้มารวมกับ
แบบสำรวจสภาพปญั หาเพอื่ จดั ลำดบั ความสำคัญและนำมาดำเนินการแก้ไขปญั หาในระยะตอ่ ไป
ระยะท่ี 2 ศกึ ษาวิธีแกป้ ญั หา/พัฒนานวตั กรรม
จากการสำรวจและวิเคราะหส์ ภาพปญั หาในการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3/4
โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ จำนวน 27 คน พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 มีปัญหาในด้านการอ่าน
วิเคราะห์วรรณคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาท่ีมคี วามสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ควรได้รับการแก้ไขและพัฒนาให้ดยี ิง่ ข้ึน
ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้เลือกศึกษาเอกสาร หนังสือ และตำราทางวิชาการชนิดต่าง ๆ เพื่อหานวัตกรรมที่สอดคล้องกับ
ปัญหาดังกล่าวเพื่อพัฒนาทักษะการอา่ นจับใจความให้มปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผลมากย่ิงข้ึน โดยมีแนวทางใน
การพัฒนาเป็นขัน้ ตอนดงั ตอ่ ไปน้ี
แหล่งขอ้ มลู
1. หนงั สอื ตำรา เอกสารทางวชิ าการและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้องกับเรื่องการอา่ นวิเคราะห์วรรณคดีไทย
2. ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชา
ภาษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 จำนวน 3 ทา่ น
3. นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ จำนวน 23 คน
เคร่ืองมอื
1. แบบบันทึกรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาแหล่งข้อมูลทางวิชาการ ได้แก่ หนังสือ เอกสารทางวิชาการ
และงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้องกบั การอา่ นวิเคราะหืวรรณคดี
2. แบบตรวจสอบความสอดคล้องของสภาพปัญหาการพัฒนาการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีตามแนวคิด
หอ้ งเรียนกลบั ดา้ น (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิดา้ นการอ่านวเิ คราะหว์ รรณคดีของชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
จากการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาในชัน้ เรยี นด้านการจัดการเรียนการสอน พบปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน
วิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ผู้วิจัยได้ศึกษานวัตกรรมท่ี
สอดคล้องกับการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีเพื่อพัฒนาการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดี โดยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น
ข้ันตอนดังตอ่ ไปนี้
1. สืบค้นหนังสือ ตำรา เอกสารทางวิชาการและงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้องในเรือ่ งการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี
โดยสบื คน้ จากศนู ยว์ ทิ ยบรกิ าร มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา หอสมดุ แห่งชาติ และเว็บไซตส์ บื ค้นวิทยานพิ นธ์
2. คัดเลือกหนังสือ ตำรา เอกสารทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องการอ่าน วิเคราะห์
วรรณคดีจากสภาพปญั หาเดยี วกนั ระดบั ช้ันใกล้เคียงกัน ปีท่ีจัดทำการวจิ ยั ไม่ต่ำกวา่ ปี พ.ศ. 2550
3. ศึกษาลักษณะของนวัตกรรมอย่างละเอียดจากเอกสารที่เก็บรวบรวมช้อมูลเพื่อความเข้าใจใน
นวตั กรรมมากย่ิงขึน้
4. วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมที่ได้ศึกษาจากเอกสารทางวิชาการแล้วนำมาสรุปเพื่อ
สรา้ งนวตั กรรมในการพฒั นาและแก้ปัญหา
๑๙
5. สร้างรูปแบบนวัตกรรมที่ได้จากการสังเคราะห์และสรุปข้อมูลของเอกสารทางวิชาการให้สอดคล้อง
กับสภาพปญั หา
6. นำรปู แบบของนวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ไปใหผ้ ู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องของนวัตกรรม
และสภาพปญั หา
7. ปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมและเครื่องมือที่ใช้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โดยเกณฑ์การตรวจสอบ
ความสอดคล้องระหว่างเครือ่ งมือกับความเทีย่ งตรงเชิงเน้ือหา (Item - Objective Congruence : IOC) จะต้องมี
ค่าไมต่ ่ำกวา่ 0.5
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. วิเคราะหข์ อ้ มลู ดา้ นเนอื้ หา
นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ ตำรา เอกสารทางวิชาการ และวิจัยท่ี
เกยี่ วข้องกบั เร่ืองการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดีเพอื่ นำมาวิเคราะหข์ ้อมูลดา้ นเนื้อหา
2. วเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงปริมาณ
นำนวัตกรรมที่สร้างจากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาตรวจสอบความสอดคล้องระหวา่ งเคร่ืองมือกับความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Item - Objective Congruence : IOC) โดยมีสูตรการวิเคราะห์เป็นดังนี้ สมนึก ภัททินธนี
(2546: 220)
IOC = R
N
เมื่อ IOC คือ ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์ของการทดสอบ (Item - Objective
Congruence : IOC)
R หมายถึง ความคดิ เหน็ ของผ้เู ช่ียวชาญ โดยมคี า่ คะแนนเปน็ 3 ระดบั นน่ั คอื
1 หมายถงึ แน่ใจว่าขอ้ คำถามนนั้ มีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการถาม
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนนั้ มคี วามสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ ของการถาม
1 หมายถึง แน่ใจว่าขอ้ คำถามน้นั ไม่มคี วามสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการถาม
N หมายถงึ จำนวนของผูเ้ ชยี่ วชาญ ในการหาคุณภาพเครอ่ื งมอื ครัง้ นี้ จึงมคี า่ เปน็ 3
นำผลการประเมินมาวิเคราะห์หาค่าความสอดคล้อง เลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ต้ังแต่ 0.50 ถึง 1.00
ซึง่ เป็นขอ้ สอบท่อี ยใู่ นเกณฑ์ความเทีย่ งตรงเชิงเนื้อหาท่ใี ช้
ระยะที่ 3 การนำนวตั กรรมไปใชใ้ นการแกป้ ญั หา
จากการวจิ ยั เรือ่ ง การพัฒนาความสามารถด้านการอา่ นวเิ คราะห์วรรณคดี ตามแนวคดิ ห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ ใช้ระยะเวลา 1 สัปดาห์ รวม 3 คาบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพือ่ ให้นักเรยี นมีพัฒนาการด้านการอ่านจับ
ใจความได้ดีขึ้นตามลำดับ และเพื่อให้นักเรียนมีความสามารถตรงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้ นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 กำหนดโดยการสรา้ งแผนการเรียนรู้
๒๐
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
ระยะที่ 1 ผลการศกึ ษาสภาพปัญหาในช้ันเรยี น
การนำเสนอผลการศึกษาสภาพปัญหาในชั้นเรียนของการวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน
วิเคราะห์วรรณคดีตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของ
นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3/4 โรงเรยี นมัธยมประชานิเวศน์ โดยสามารถนำเสนอได้ 3 หวั ข้อ ดงั ต่อไปน้ี
1. ผลการศกึ ษาสภาพปญั หาในช้ันเรยี นของนกั เรียนกลมุ่ เปา้ หมาย
2. ผลการศึกษาผลกระทบของปัญหาท่ีสง่ ผลการจดั การเรยี นรู้
3. ผลการศึกษาสาเหตุสำคัญของปญั หาการอา่ นจับใจความ
โดยผลการศึกษาสภาพปัญหาในชั้นเรียนทั้ง 3 หัวข้อนั้น สามารถอธิบายรายละเอียดทั้งหมดได้เป็น
ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ผลการศึกษาสภาพปัญหาในชั้นเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานเิ วศน์
ผลการศึกษาสภาพปัญหาในชั้นเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์
จำนวน 23 คน โดยใช้แบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียนรายวิชาภาษาไทย โดยแบบสำรวจฉบับนี้ยึดตามสาระ
การเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ช้วี ัดของกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทยทั้งหมด 5 สาระ ประกอบดว้ ย สาระ
ที่ 1 ท 1.1 การอ่าน สาระที่ 2 ท 2.1 การเขียน สาระที่ 3 ท 3.1 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 ท 4.1
หลักการใช้ภาษา และสารที่ 5 ท 5.1 วรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งจากการใช้แบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียน
ของกล่มุ เป้าหมาย สามารถชีแ้ จงรายละเอยี ดของปญั หาทเ่ี กดิ ขนึ้ ไดเ้ ป็นดังนี้
ตารางท่ี 1 แสดงผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ของสภาพปญั หาในสาระท่ี 1 ท 5.1 วรรณคดีและวรรณกรรม
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3/4 โรงเรยี นมัธยมประชานิเวศน์ จากการใชแ้ บบสำรวจสภาพปัญหา
ในช้ันเรยี น จำนวน 27 คน
สาระที่ 5 ท 5.1 วรรณคดแี ละวรรณกรรม ผลการวิเคราะห์
ตัวชวี้ ดั ที่ รายการวิเคราะห์สภาพปญั หา จำนวนนกั เรียน ร้อยละ
ทม่ี ปี ญั หา
1. สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถ่ิน 8 29.62
ในระดับท่ยี ากย่งิ ข้ึน
2. วิเคราะห์วิถีไทย และคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรม 12 44.44
ทอ่ี ่าน
๒๑
ตารางที่ 1 แสดงผลการวิเคราะหข์ ้อมูลของสภาพปัญหาในสาระท่ี 1 ท 5.1 วรรณคดีและวรรณกรรม
ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3/4 โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์ จากการใชแ้ บบสำรวจสภาพปัญหา
ในชั้นเรียน จำนวน 27 คน (ตอ่ )
สาระที่ 5 ท 5.1 วรรณคดีและวรรณกรรม ผลการวเิ คราะห์
ตัวชีว้ ดั ท่ี รายการวิเคราะหส์ ภาพปัญหา จำนวนนกั เรียน รอ้ ยละ
ที่มปี ัญหา
3. สรุปความรู้ และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ 4 14.81
ในชวี ิตจริง
4. ท่องจำและบอกคุณค่าบทอาขยานตามที่กำหนดและบท 1 4.34
รอ้ ยกรองทีม่ คี ณุ คา่ ตามความสนใจและนำไปใช้อา้ งองิ
3. สรุปความรู้ และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ 2 8.69
ในชวี ิตจรงิ
จากตารางท่ี 1 แสดงผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ดา้ นจำนวนนักเรยี นและร้อยละของการวิเคราะหส์ ภาพปัญหา
ในสาระที่ 1 ท 5.1 วรรณคดีและวรรณกรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์
โดยใช้แบบสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียน ผลการวิเคราะห์พบว่า นักเรียนมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสาระวรรณคดี
และวรรณกรรมในภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 2 ปญั หา ได้แก่ วิเคราะห์วิถไี ทย และคุณคา่ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ทอ่ี ่าน จำนวน 12 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 44.44, สรุปเนอื้ หาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถ่ิน ในระดับ
ทีย่ ากย่งิ ขึ้น จำนวน 8 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 29.62
จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาในชั้นเรียนของสาระที่ 5 ท 5.1 วรรณคดีและวรรณกรรม พบว่าปัญหาท่ี
ส่งผลกระทบต่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ มากที่สุด คือ ปัญหาการวิเคราะห์
วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน โดยคิดจากจำนวนนักเรียนที่มีปัญหา 15 คน จากนักเรียน
ทั้งหมด 27 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 44.44
2. ผลการวิเคราะห์ผลกระทบของปญั หาท่ีสง่ ผลการจดั การเรยี นรู้
จากการสำรวจปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ พบว่า ปัญหาทีเ่ กดิ ขน้ึ เปน็ ส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่ วเิ คราะห์วถิ ไี ทย และคณุ ค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรม
ท่อี า่ น โดยคดิ จากจำนวนนักเรียนทม่ี ีปัญหา 15 คน จากนักเรยี นทัง้ หมด 23 คน คิดเป็นร้อยละ 63.21
จากผลการวิเคราะห์ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนรู้นั้นพบว่าปัญหาที่ส่งผลมากที่สุดในการ
จัดการเรียนรู้ คือ ปัญหาการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยซ่ึงเป็นปัญหาที่สำคญั ต่อการเรียนรู้ของนกั เรียนเปน็ อย่าง
ยง่ิ
3. ผลการวิเคราะหส์ าเหตุสำคัญของปัญหาการอา่ นวิเคราะห์วรรณคดีไทย
จากผลการวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลกระทบต่อนักเรียนมากที่สุด ผู้วิจัยจึง
วิเคราะห์สาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ เกิดปัญหาการอ่าน
วิเคราะห์วรรณคดีรวมไปถึงแนวคิดและสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว โดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์
ครูผู้สอนเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้น
๒๒
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3/4 โรงเรียนมธั ยมประชา โดยผลการวเิ คราะห์สาเหตขุ องปญั หาจากเครื่องมือดงั กลา่ ว สัมภาษณ์
ครูผ้สู อนรายวิชาภาษาไทย ถึงปญั หาท่เี กิดขน้ึ กบั ผเู้ รยี นในรายวชิ าภาษาไทย สรุปความได้ดงั นี้
“...สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นั้น เป็นวัยที่อยู่ในช่วงที่กำลังมีเพื่อน มีสังคมเป็นของตัวเอง
เพอื่ นจึงนบั ว่ามอี ิทธิพลในทุก ๆ ด้านเป็นอย่างยิ่งตอ่ ตวั นกั เรียน โดยในการจดั การเรียนการสอนในช้นั เรยี นรายวิชา
ภาษาไทยน้ัน จึงจำเปน็ อย่างยงิ่ ท่ีจะต้องให้เพ่ือนเป็นผชู้ ักนำในการเรียนร้ดู ้วยกันเอง โดยทักษะที่พบว่านักเรียนใน
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 พบอยู่เป็นส่วนใหญ่น่ันคือการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยเน่ืองจากนักเรียนขาดทกั ษะ
กระบวนการในการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี ซึ่งเป็นปัญหาที่ครูผู้สอนมองว่าเป็นปัญหาที่สำคัญและจะทำให้ไม่
สามารถเรยี นในรายวชิ าอืน่ ๆ หรือในระดับทีส่ ูงขน้ึ ไดป้ ระสบความสำเรจ็ ได้...”
ดังนั้น จากผลการวิเคราะห์สาเหตุสำคัญของปัญหาโดยใช้แบบสำรวจสภาพปัญหาและแบบสัมภาษณ์
ครูผู้สอนเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้น
มธั ยมศึกษาปที ่ี 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ พบว่าสาเหตุสำคัญของปัญหาท่ีต้องได้รับการพัฒนาในการอ่าน
จับใจความ คือ นักเรียนขาดทักษะและกระบวนการในการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี รวมไปถึงการจัดการเรียนการ
สอนทตี่ ้องมีความหลากหลายและเอ้ือต่อสภาพการเรียนรขู้ องผ้เู รียน
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3/4 โรงเรยี นมธั ยมประชานิเวศน์
ระยะที่ 2 การพัฒนานวัตกรรมแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้
Google Classroom เพือ่ นำไปใช้ในการพฒั นาความสามารถการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดีไทย
การพัฒนานวัตกรรมแนวคดิ หอ้ งเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom เพ่ือ
นำไปใช้ในการพัฒนาความสามารถการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4
โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ จำนวน 27 คน ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลพัฒนานวัตกรรมเป็น 2 หัวข้อ
ดังน้ี
1. ผลการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google
Classroom
2. ผลการตรวจสอบค่าความสอดคล้องระหว่างเครื่ องมือกับความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
(Item - Objective Congruence : IOC) ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom กบั การอา่ นวเิ คราะหว์ รรณคดีจากผ้เู ช่ียชาญ
โดยผลการพัฒนานวัตกรรมทงั้ 2 หวั ขอ้ น้ัน สามารถอธบิ ายรายละเอยี ดท้งั หมดได้เปน็ ดงั ต่อไปนี้
1. ผลการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้
Google Classroom
ผลการศกึ ษาวิเคราะห์ข้อมลู สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3/4
โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ที่ต้องได้รับการพัฒนานั้น ผู้วิจัยได้ทำการศึกษา
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีได้ คือ
แนวคิดหอ้ งเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
๒๓
ผู้วิจัยออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์วรรณคดี ซึ่งกำหนดเกณฑ์
การประเมินที่ร้อยละ 60 จำนวน 1 แผนการเรียนรู้ (3 ชั่วโมง) ของการประเมินผลการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี
โดยใช้วรรณคดี เรือ่ ง พระอภยั มณี ตอนพระอภยั มณหี นีนางผเี สือ้ สมทุ ร
ตารางท่ี 2 แสดงผลการพัฒนารูปแบบกระบวนการเรยี นรู้แนวคิดหอ้ งเรียนกลับดา้ น (Flipped Classroom)
โดยใช้ Google Classroom ท่สี อดคลอ้ ง กับการพัฒนาความสามารถดา้ นการอ่านอ่านวเิ คราะห์
วรรณคดี ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3/4 โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์
รปู แบบกระบวนการเรยี นร้แู บบจก๊ิ ซอว์ (Jigsaw) เน้ือหาทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
ขนั้ ที่ 1 ขั้นเรยี นรู้นอกห้องเรียน
ขั้นที่ 2 ขัน้ ทบทวนเน้ือหา สาระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
ขั้นท่ี 3 ขั้นปฏิบตั กิ ิจกรรมกลุ่ม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดง
ข้ันที่ 4 ข้ันประเมนิ ผล ความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ
วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ
นำมาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ จรงิ
จากตารางแสดงผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้พัฒนารูปแบบกระบวนการ
เรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ที่สอดคล้องกับการพัฒนา
ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยข้างต้นนั้น โดยนำเนื้อหาวรรณคดีจักษ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เร่ือง พระอภัยมณี ตอนพระอภัยมณหี นีนางผีเส้ือสมุทร
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้นำแผนการจัดการเรียนรู้ของการทำวิจัยข้างต้นมาตรวจสอบเพื่อหาค่าความสอดคล้อง
ระหว่างเครื่องมือกับความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Item - Objective Congruence : IOC) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน
การสอนภาษาไทย 3 ท่าน พร้อมทั้งพัฒนาและปรับปรุงนวัตกรรมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แผนการ
จัดการเรยี นรู้มคี วามสมบูรณแ์ ละเหมาะสมในการพัฒนามากย่งิ ขึน้
2. ผลการตรวจสอบค่าความสอดคล้องระหว่างเครื่องมือกับความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
(Item - Objective Congruence : IOC) ของรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom กับการอา่ นวิเคราะห์วรรณคดจี ากผ้เู ชี่ยชาญ
ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้องของนวัตกรรมกับการพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์
วรรณคดี ผ้เู ช่ียวชาญทงั้ 3 ท่าน ใหค้ ่าควาสอดคล้องของนวัตกรรมรูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับ
ด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีอยู่
ในค่าเฉลี่ย 1.00 ซึ่งเป็นค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.66 – 1.00 แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมแนวคิดห้องเรียน
กลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom มีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการนำไปใช้เพื่อ
พฒั นาความสามารถดา้ นการอา่ นวิเคราะหว์ รรณคดีได้
๒๔
ระยะที่ 3 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู การนำนวตั กรรมไปใช้ในการพัฒนา
การนำเสนอข้อมูลของนวัตกรรมท่ีนำไปใช้ในการพฒั นาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัย
นำเสนอข้อมูลเปน็ 4 หัวข้อ ประกอบด้วย
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการนำนวัตกรรมแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้
Google Classroom ไปใช้ในการพฒั นาความสามารถการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดไี ทย
2. ผลการพัฒนาความสามารถการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยจากการใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้
แนวคดิ ห้องเรยี นกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
3. ผลการทดสอบการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยหลงั การใช้นวัตกรรมรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แนวคิด
หอ้ งเรียนกลับดา้ น (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
4. ผลการศึกษาข้อดแี ละขอ้ จำกดั ของรูปแบบการจดั การเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้แนวคิดห้องเรยี น
กลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
โดยผลการวิเคราะหข์ ้อมลู การนำนวตั กรรมไปใช้ในการพัฒนาท้ัง 4 หวั ขอ้ นั้น สามารถอธิบายรายละเอียด
ทง้ั หมดไดเ้ ปน็ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการนำนวัตกรรมแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดย
ใช้ Google Classroom ไปใช้ในการพฒั นาความสามารถการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดไี ทย
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลการพัฒนาความสามารถด้านการวิเคราะห์วรณคดีไทยของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษา
ปที ่ี 3/4 โรงเรยี นมธั ยมประชานิเวศน์ โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แนวคดิ หอ้ งเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom)
โดยใช้ Google Classroom จำนวน 27 คน ผวู้ ิจัยไดน้ ำนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบค่าความสอดคล้องระหว่าง
เครื่องมือกับความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Item - Objective Congruence : IOC) จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน
โดยปรับปรุงและนำไปใช้ในแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจำนวน 1 แผนการเรียนรู้
(3 ช่ัวโมง) ท่เี กดิ จากการนำนวัตกรรมรูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)
โดยใช้ Google Classroom ทั้ง 4 ขั้น และใช้แบบทดสอบหลังเรียนจำนวน 1 ชุด ใช้ร่วมกับแผนการจัดการ
เรยี นร้จู ำนวน 2 ครง้ั ดงั น้ี
ครง้ั ที่ 1 แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 หลกั การอ่านวเิ คราะห์วรรณคดไี ทย
ครั้งท่ี 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอา่ นวเิ คราะห์วรรณคดีไทย เร่อื ง บทพากย์เอราวัณ
จากการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 ครั้ง กระบวนการสุดท้ายในการพัฒนาเพื่อสามารถตรวจสอบผลการ
พัฒนาความสามารถในการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยได้ดีที่สุด คือ การทดสอบท้ายแผนการจัดการเรียนรู้
โดยกำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 60 โดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านวเิ คราะห์วรรณคดีไทย
2. ผลการพัฒนาความสามารถการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยจากการใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้
แนวคดิ หอ้ งเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
จากโมเดลแสดงรูปแบบการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom จำนวน 27 คน ผู้วิจัยนำนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบค่าความ
๒๕
สอดคลอ้ งระหวา่ งเคร่ืองมือกับความเทย่ี งตรงเชงิ เน้ือหา (Item - Objective Congruence : IOC) จากผู้เช่ยี วชาญ
จำนวน 3 ท่าน จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรีนรู้ 1 แผนการเรียนรู้
(3 ชั่วโมง) เพ่ือพฒั นาความสามารถด้านการอา่ นวเิ คราะหว์ รรณคดีไทย
ผลการประเมินการพัฒาการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยจำนวน 1 แผน (3 ชั่วโมง) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3/4 โรงเรียนมธั ยมประชานเิ วศน์ จำนวน 27 คน ปรากฏวา่ นกั เรยี นผา่ นเกณฑก์ ารประเมินตามตามวัตถปุ ระสงค์
ของการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีทุกข้อ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีเป็น
อย่างดีเยี่ยม คือ สามารถบอกหลักการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีได้ครบถ้วน ได้แก่ การเล่นเสียง การเล่นคำ และ
โวหารภาพพจน์ รวมไปถึงมีความสามารถในการอ่านบทร้อยกรองเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
โดยครูผู้สอนได้อธิบายคำศัพท์ยากจากบทร้อยกรองให้นักเรียนเพิ่มเติม ทำให้สามารถเข้าใจการอ่าน วิเคราะหื
วรรณคดีจากบทรอ้ ยกรองได้
3. ผลการทดสอบการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยหลังการใช้นวัตกรรมรูปแบบกระบวนการเรียนรู้
แนวคดิ ห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
ผลการทดสอบการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยหลังจากใช้นวัตกรรมรูปแบบการเรียนรู้การเรียนรู้แบบ
กระบวนการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ จำนวน 27 คน โดยใช้แบบทดสอบการอ่านวิเคราะห์
วรรณคดี โดยมเี กณฑ์การประเมนิ ร้อยละ 60 ซึง่ นำเสนอผลการทดสอบดงั ตารางตอ่ ไปน้ี
ตารางท่ี 3 แสดงผลการวิเคราะห์คะแนนหลังการวิจยั ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3/4
โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์ โดยใชแ้ บบทดสอบการอา่ นวิเคราะหว์ รรณคดี เกณฑ์ร้อยละ 60
คนท่ี กอ่ นเรยี น หลังเรียน ผลการประเมนิ
10 คะแนน 10 คะแนน
ผา่ นเกณฑ์
1. 4 6 ผา่ นเกณฑ์
6 ผา่ นเกณฑ์
2. 4 7 ผา่ นเกณฑ์
6 ผา่ นเกณฑ์
3. 5 6 ผ่านเกณฑ์
4. 5 7 ผา่ นเกณฑ์
7 ผ่านเกณฑ์
5. 3 6 ผา่ นเกณฑ์
7 ผา่ นเกณฑ์
6. 5 6 ผา่ นเกณฑ์
8 ผ่านเกณฑ์
7. 4 6 ผ่านเกณฑ์
6
8. 5
9. 4
10. 5
11. 4
12. 5
13. 5
๒๖
ตารางท่ี 3 แสดงผลการวเิ คราะหค์ ะแนนหลังการวิจัยของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3/4
โรงเรียนมธั ยมประชานิเวศน์ โดยใช้แบบทดสอบการอา่ นวิเคราะห์วรรณคดี เกณฑ์รอ้ ยละ 60 (ตอ่ )
คนที่ กอ่ นเรียน หลงั เรยี น ผลการประเมิน
10 คะแนน 10 คะแนน
ผา่ นเกณฑ์
14. 5 6 ผา่ นเกณฑ์
7 ผ่านเกณฑ์
15. 6 8 ผา่ นเกณฑ์
8 ผ่านเกณฑ์
16. 4 9 ผ่านเกณฑ์
17. 3 8 ผ่านเกณฑ์
7 ผ่านเกณฑ์
18. 2 7 ผ่านเกณฑ์
8 ผ่านเกณฑ์
19. 3 6 ผ่านเกณฑ์
7 ผ่านเกณฑ์
20. 4 7 ผา่ นเกณฑ์
7 ผ่านเกณฑ์
21. 4 7
22. 4
23. 3
24. 4
25. 5
26. 4
27. 4
จากตารางที่ 3 ที่แสดงผลการประเมินหลังการทดสอบวิจัยเพื่อการพัฒนาความสามารถในการอ่าน
วิเคราะห์วรรณคดีไทย จากผลการใช้แบบทดสอบหลังเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียน
มัธยมประชานิเวศน์ จากเกณฑ์การประเมินร้อยละ 60 ตามที่ได้กำหนด นักเรียนสามารถทำคะแนนได้ตั้งแต่ 6
คะแนนขึ้นไป แปลผลการประเมินได้ว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 27 คน สามารถพัฒนาความสามารถการ
อ่านวเิ คราะหว์ รรณคดีไทยได้ตามเกณฑ์การประเมิน ซ่งึ สามารถชแ้ี จงรายละเอยี ดไดด้ ังแผนภาพที่ ๓ ดังนี้
๒๗
แผนภาพที่ 3 แสดงค่าเฉลยี่ การประเมินหลังการทดสอบวิจยั การอา่ นวเิ คราะห์วรรณคดี โดยวเิ คราะหจ์ ากผล
การใช้แบบทดสอบการอ่านวเิ คราะห์วรรณคดีไทย นกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3/4
โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์ เกณฑก์ ารประเมินร้อยละ 60 ตามท่ีกำหนด
ผลการประเมินการอา่ นวิเคราะห์วรรณคดไี ทย
หลงั ใช้รปู แบบการเรียนร้แู บบกล่มุ ร่วมมอื ซี.ไอ.อาร์.ซี
(CIRC) ร่วมกับเทคนคิ การเสรมิ แรง
8 6.89
7
ผลการทดสอบเฉล่ีย 6
5 4.19
4
3
2
1
0
กอ่ นเรยี น หลังเรียน
ดังนั้น จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ระยะที่ 1 – 3 ที่กล่าวมานั้น แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา
ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามมาตรฐานทักษะตัวชี้วัดด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยสูงกว่า
เกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 60 ซึ่งหมายความว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาความสามารถในการอ่าน
วิเคราะห์วรรณคดีจากบทอ่านที่กำหนดได้
๒๘
4. ผลการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้แนวคิด
หอ้ งเรยี นกลับดา้ น (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
ผลการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของการใช้นวัตกรรมรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ กระบวนการเรียนรู้
แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom เพื่อพัฒนาความสามารถในการ
อา่ นวิเคราะห์วรรณคดี มีท้ังขอ้ ดแี ละขอ้ จำกดั ในหลาย ๆ ด้าน ดงั ตารางแสดงตอ่ ไปน้ี
ตารางท่ี 4 แสดงข้อดแี ละข้อจำกัดจากการศึกษารูปแบบการจดั การเรยี นรู้แนวคดิ ห้องเรยี นกลบั ด้าน
(Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom
ข้อดี ขอ้ จำกัด
1. นักเรยี นสามารถเรยี นรู้ไดต้ ลอดเวลา 1. เป็นการเรยี นการสอนแบบทางเดยี ว
2. นักเรียนสามารถทบทวนเนื้อหาและศึกษา 2. ขอ้ จำกัดดา้ นอนิ เทอรเ์ นต็ ของนกั เรยี น
เพิ่มเตมิ ไดอ้ ย่างไม่จำกัด
3. ส่ือมีความนา่ สนใจและทนั สมัย 3. นักเรียนต้องมีความรับผิดชอบค่อนข้างมากใน
การศึกษาด้วยตนเอง
จากตารางที่ 4 ที่แสดงผลการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของการใช้นวัตกรรมรูปแบบการจัดการเรียนรู้
แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ข้อดีและข้อจำกัดของนวัตกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความสอดคล้องกับกับ
จดุ ม่งุ หมายของหลักสตู รการศึกษาขนั้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 และสามารถพฒั นาผเู้ รยี นให้มีประสิทธิภาพตาม
ความมุ่งหวังของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศกั ราช 2542 ตามการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 2 อย่างถาวรและคงทน รวมไปถึงทักษาการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
๒๙
บทท่ี 5
สรปุ อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจยั
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านจำนวนและร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยม
ประชานิเวศน์ จำนวน 27 คน ตามข้อคำถามของการวิจยั ความสามารถดา้ นการวิเคราะห์วรรณคดีไทยที่นักเรียน
กลมุ่ เป้าหมายตอ้ งพัฒนาที่ผวู้ ิจัยวเิ คราะห์จากแบบสำรวจสภาพปัญหาในชัน้ เรียนวิชาภาษาไทย พบปญั หาในสาระ
ที่ 5 ท 5.1 วรรณคดแี ละวรรณกรรม จำนวน 2 ปัญหา วเิ คราะห์วิถไี ทย และคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรม
ที่อ่าน จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 44.44, สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น ในระดับ
ที่ยากยิ่งขึ้น จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 29.62 ปัญหาการวิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและ
วรรณกรรมที่อ่าน โดยคิดจากจำนวนนักเรียนที่มีปัญหา 15 คน จากนักเรียนทั้งหมด 27 คน คิดเป็นร้อยละ
44.44
จากผลการวิเคราะห์สภาพปัญหาที่สง่ ผลกระทบต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนมากที่สุดในคำถามการ
วิจัยข้างต้น ผู้วิจัยจึงทำการวิเคราะห์คำถามการวิจัยต่อมา คือ สาเหตุที่สำคัญของปัญหาด้านการอ่าน วิเคราะห์
วรรณคดีนั้นมีสาเหตแุ ละความเป็นมาจากอะไร โดยในคำถามการวิจัยนผ้ี ู้วิจยั ได้วิเคราะหส์ าเหตขุ องปัญหาโดยการ
ใช้แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนเกี่ยวกับทัศนคติและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีผลต่อการเรยี นวิชาภาษาไทย
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ “...สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 น้ัน
เป็นวัยที่อยู่ในช่วงที่กำลังมีเพื่อน มีสังคมเป็นของตัวเอง เพื่อนจึงนับว่ามีอิทธิพลในทุก ๆ ด้านเป็นอย่างยิ่งต่อตัว
นกั เรยี น โดยในการจดั การเรยี นการสอนในชั้นเรยี นรายวิชาภาษาไทยนัน้ จึงจำเป็นอยา่ งย่ิงท่ีจะต้องให้เพ่ือนเป็นผู้
ชักนำในการเรียนรู้ด้วยกันเอง โดยทกั ษะที่พบว่านักเรยี นในระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 พบอยู่เป็นส่วนใหญ่นั่นคือ
การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีไทยเนื่องจากนักเรียนขาดทักษะกระบวนการในการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี ซึ่งเป็น
ปัญหาที่ครูผู้สอนมองว่าเป็นปัญหาที่สำคัญและจะทำให้ไม่สามารถเรียนในรายวิชาอื่น ๆ หรือในระดับที่สูงขึ้นได้
ประสบความสำเร็จได้...”
จากสาเหตุของสภาพัญหาที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายต้องการพัฒนานั้น ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามคำถามของการวิจัยเพื่อหานวัตกรรมรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อนำมาใช้พัฒนา
ความสามารถให้เหมาะสมกับนักเรียนกลุ่มเปา้ หมายคือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้แนวคดิ
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) แผนการ
จัดการเรียนรู้ของงานวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom 2) แบบทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียนจำนวน 10 ข้อ 3) เนื้อหาในการศึกษา ได้แก่ วรรณคดีเร่ือง พระอภัยมณี ตอนพระอภัยมณหี นีนาง
ผีเสื้อสมุทร ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ของการผ่านการประเมินที่รอ้ ยละ 60 พบว่าผลการประเมินความสามารถการ
อา่ นวิเคราะหว์ รรณคดมี คี ่าเฉลย่ี อยทู่ รี่ อ้ ยละ 70 ของจำนวนแบบทดสอบหลงั เรยี นจำนวน 10 ขอ้ ซง่ึ ขอ้ ดขี องการ
ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ถือว่า
เป็นนวัตกรรมท่ีเหมาะสมกับการเรียนออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชือ้ ไวสรสั โควิด สามารถพัฒนา
ให้นักเรียนเกิดระบบความคิดเกี่ยวกับการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีได้ แต่ในขณะเดียวกันนวัตกรรมดังกล่าวมี
๓๐
ข้อจำกัดในเรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน นักเรียนต้องมีความรับผิดชอบค่อนข้างมากในการศึกษา
ดว้ ยตนเอง
อภิปรายผลการวิจยั
จากผลการดำเนินงานวิจัย การพฒั นาความสามารถดา้ นการอา่ นวิเคราะหว์ รรณคดี ตามแนวคดิ ห้องเรียน
กลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้ Google Classroom ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียน
มธั ยมประชานิเวศน์ สามารถอภิปรายผลการดำเนินการวจิ ยั ได้ดังนี้
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัย การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์วรรณคดีของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรยี นมธั ยมประชานิเวศน์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แนวคดิ ห้องเรยี นกลบั ด้าน (Flipped
Classroom) โดยใช้ Google Classroom นั้น กล่าวได้ว่าสภาพปัญหาที่ส่งกับการจัดการเรียนการสอนในสาระท่ี
5 วรรณคดีและวรรณกรรม ท5.1 ม.1/2 วเิ คราะหว์ ิถไี ทยและคณุ ค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่าน กล่าวได้
ว่า นักเรียนไม่สามารถอ่านวิเคราะห์วรรณคดีได้ ทำให้นักเรียนไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของวรรณคดีไทยได้อย่าง
ชัดเจน ได้และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ในอนาคต สอดคล้องกับกรมวิชาการ (2546 ก: 188) กล่าวว่า
หมายถึง การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสำคัญและส่วนขยายใจความ
สำคัญของเรื่องซึ่งใจความสำคัญของเรื่อง คือ ข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องน้ัน
ทั้งหมด ข้อความอื่น ๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่งหรือตอนหนึ่งจะมีใจความสำคัญ
ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีเช่นกัน จะต้องอาศัยหลักการและทำความเข้าใจให้ชัดเจนเพื่อให้
การวเิ คราะหว์ รรณคดีสมบรู ณ์ยิ่งขน้ึ
จากปัญหาดงั กลา่ ว การสอนการอ่านวเิ คราะหว์ รรณคดีจงึ เป็นส่ิงท่สี ำคัญที่ครูผสู้ อนจะต้องคำนึงถึงเพ่ือให้
นักเรียนเกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ตามความเหมาะสมและช่วงอายุของตนเอง อีกทั้งในสถานการณ์การแพร่
ระบาดของเชื่อไวรัสโควิคจึงทำให้นักเรียนต้องเรียนออนไลน์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้
ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมากขึ้น การเรียนการสอนตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) โดยขั้นขั้นเรียนรู้นอกห้องเรียน นักเรียนจะตอ้ งศึกษาเนื้อหาวีดิโอผ่าน Google Classroom ซึ่งเป้น
เนื้อหาที่เกี่ยวกับภาษาในวรรณคดีไทย โดยจะกล่าวถึงพื้นฐานการวิเคราะห์วรรณคดีไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน
สามารถเรียนรู้เองได้ตามศักยภาพ สอดคล้องกับ McKnight (2013 อ้างถึงในอ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล
2562: 195) กล่าวว่า การสอนผ่านวีดิโอจึงช่วยให้นักเรียนได้รับเนื้อหาในเรื่องที่จะเรียนและจำเป็นสำหรับการ
นำไปใช้ในการแก้ปัญหาในกรณีศึกษาที่ครูกำหนดในห้องเรียนได้ ดังนั้นการที่ครูสอนบรรยายในเนื้อหาทางวีดิโอ
เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน เป็นการเตรียมความรู้พื้นฐานซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือของนักเรียน
(PISA 2015 อา้ งถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 195)
ขั้นทบทวนเนื้อหา เป็นขั้นตอนการประเมินความเข้าใจในเนื้อหาจากการชมวีดิโอบรรยายนอกห้องเรียน
โดยมอบหมายให้นักเรียนสามารถประเมินได้โดยสังเขปว่านักเรียนชมวีดิโอมาหรือไม่ และช่วยตรวจสอบได้ว่า
นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ สอดคล้องกับ Petrillo (2016 อ้างถึงในเฉลิมพร เต
ชะพะโลกุล 2562: 196) ทีใ่ ชค้ อมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีทสี่ ามารถเช่ือใมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นศูนย์กลาง
สะท้อนผลการเรียน ซ่งึ การสะท้อนผลการเรยี นของครชู ว่ ยให้นักเรียนสามารถตรวจสอบการเรยี นรูข้ องตนเองและ
ความกา้ วหน้าทางการเรียนออนไลนข์ องตนเองได้
๓๑
ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนจะนำความรู้ที่ได้รับจากการนำศึกษาเนื้อหาผ่านวีดิโอและการ
ทบทวนเนื้อหาก่อนเข้าห้องเรียนมาร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม โดยนักเรียนสามารถนำความรู้มาแก้ปัญหาหรือ
อภิปรายร่วมกับนักเรียนคนอื่น ๆ สอดคล้องกับ เอกภูมิ จันทรขันตี (2559 อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล
2562: 199) ทก่ี ล่าวไว้วา่ การกระตุ้นให้นักเรียนได้โต้แย้ง แก้ไขปญั หาตา่ ง ๆ ดว้ ยการคิดอย่างเปน็ เหตุเป็นผลกับ
บคุ ลอน่ื ทม่ี ีความเหน็ ต่างกัน จะนำไปสูก่ ารลงขอ้ สรปุ ท่ถี ูกต้องและเป็นทย่ี อมรบั ร่วมกัน
ขั้นประเมินผล นักเรียนแต่ละคนจะทำแบบทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดและประเมินผลเป็นรายบุคคล
จากนั้นคะแนนรายบุคคลจะรวมกันเป็นคะแนนกลุ่มเพื่อวัดความสำเร็จของกลุ่มการทำงาน สอดคล้องกับ
Holffman, & Ritchie 1997 (อ้างถึงในเฉลิมพร เตชะพะโลกุล 2562: 200) กล่าวว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อ
ผู้เรยี นสะทอ้ นการเรยี นของตนเองในขณะทค่ี รเู ปน็ เพียงผู้คอยอำนวยความสะดวก
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ัยไปใช้
1. ผู้วิจัยควรนำรูปแบบการการจัดการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้
Google Classroom ไปใช้ร่วมกบั การเรยี นการสอนในเนอ้ื หาวิชาอ่ืน ๆ ไดแ้ ก่ การจับใจความ การเขยี นเรยี งความ
หรือการจบั ใจความจากการฟัง เพื่อพัฒนาทักษะในด้านการเรียนรูใ้ หม้ ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรู้ท่ีดีข้ึน รวมถึงการ
พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนในการฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมดังกล่าวน้ี
ช่วยพัฒนานกั เรียนในหลากหลายดา้ น
2. การจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยใช้
Google Classroom ส่ิงสำคญั คอื แรงจูงใจและความรับผิดชอบของผู้เรียน
ขอ้ เสนอแนะในการทำวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป
1. การจดั การวิจัยทเี่ กย่ี วข้องกับการอา่ นวิเคราะหว์ รรณคดี ควรมีความหลากหลายของเนื้อหาท่ีใช้ในการ
เรียนการสอนที่มีความชดั เจนและสามารถนำไปใช้ได้ ได้แก่ บทอ่านตามแนวการสอบรู้เร่ืองการอ่าน PISA ซึ่งเปน็
การอา่ นจับใจความและการอ่านคดิ วเิ คราะหท์ ส่ี ำคัญเพอ่ื ความหลากหลาย
2. สามารถนำนวตั กรรมนี้ไปใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้และพัฒนาทักษะการอ่านหรือการเขยี นประเภทอืน่ ๆ
ได้ เชน่ การพฒั นาการอ่านจับใจความ การพัฒนาการเขยี นเรือ่ งส้ัน การพัฒนาการอ่านออกเสียง เปน็ ต้น
๓๒
บรรณนานุกรม
กรมวิชาการ. (2544). เอกสารชุดเทคนิคการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด “การจัด
การเรียนรู้แบบรว่ มมอื ”. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา
กระทรวงศึกษาธิการ (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร:
กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ.
กุหลาบ มัลลกิ ะมาส. (2554). วรรณคดวี ิจารณ์. กรงุ เทพมหานคร: สำนกั พิมพม์ หาวทิ ยาลัยรามคำแหง.
จิตต์นิภา ศรไี สย์, ประนอม วบิ ูลย์พันธุ์ และอินทรว์ ธุ เกษตระชนม.์ (2558). หนงั สือเรยี น รายวิชา
พนื้ ฐานภาษาไทย วรรณคดแี ละวรรณกรรม ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3. กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ัทพฒั นาคุณภาพวิชาการ (พว.).
เฉลมิ พร เตชะพะโลกุล. (2562). การสง่ เสรมิ สมรรถนะการแกป้ ญั หาแบบรว่ มมอื ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษา
ปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านโดยใช้ Google Classroom ร่วมกับการ
ใช้กรณีศึกษา เรือ่ ง ปรมิ าณสารสัมพันธ์. วิทยานิพนธ์หลกั สูตรปริญญาการศึกษามหาบณั ฑิต
สาขาวิทยาศาสตรศ์ ึกษา มหาวิทยาลยั นเรศวร
ธิดา โมกสกิ รัตน์. (2541). ไทยศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
บันลือ พฤกษะวัน. (2556). แนวพัฒนาการอ่านเร็ว-คิดเป็น. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
ฟองจนั ทร์ สขุ ยิ่ง และคณะ. (2553). ศลิ ปะการอา่ น อย่างมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร: อกั ษรเจรญิ ทศั น.์
ศวิ กานต์ ปทมุ สูติ. (2553). คูม่ ือการอา่ นคิดวิเคราะห์. กรุงเทพมหานคร: นวสาสน์ การพมิ พ์.
สจุ ติ รา จรจติ ร. (2547). มนุษยก์ ับวัฒนธรรม. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร.์
๓๓
ภาคผนวก
๓๔
ภาคผนวก ก
แผนการจดั การเรยี นรู้
๓๕
แผนการจดั การเรยี นรู้วิจยั
กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย รายวิชาภาษาไทย 5 รหัส ท ๒3101
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ เรอื่ ง ร้อยพจนานิทานคำกลอน เวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 1 ตัวละครและเนือ้ เรอื่ ง เวลา 3 ช่ัวโมง
สอนสปั ดาห์ที่ 7 วนั ที่ 19 - 23 กรกฎาคม 2564 ช้นั ม.3/4
............................................................................................................................. .................................................
๑. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ดั
๑.๑ มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท. ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความเข้าใจและความคิดไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาและ
สรา้ งวสิ ัยทศั นใ์ นการดำเนินชวี ิต และมีนิสยั รักการอ่าน
มาตรฐาน ท. 5.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลังของ
ภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
๑.๒ ตัวช้ีวดั
ท 1.๑ ม.๓/๑ อ่านออกเสียงรอ้ ยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั เร่ืองท่อี ่าน
ท ๕.๑ ม.๓/2 วเิ คราะห์วถิ ไี ทยและคณุ คา่ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรมท้องถ่นิ ท่ีอ่าน
ท 5.1 ม.3/3 สรุปความร้แู ละข้อคดิ จากการอ่านเพอื่ นำไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จรงิ
๒. สาระสำคัญ
นิทานคำกลอน เรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึง
พระอภยั มณเี ป็นโอรสองคโ์ ตของท้าวสุทัศนก์ บั นางประทุมเกสร แห่งกรงุ รัตนา ถกู ขับไล่ออกจาเมืองเน่ืองจากเลือก
เรียนวิชาปี่ซ่ึงพระบิดามองว่าไร้ประโยชน์ หลังจากออกจาเมืองมาก็ได้พบกับพราหมณ์ทั้ง ๓ คน คือ วิเชียร โมรา
สานน พราหมณ์ท้ังสามขอให้พระอภัยมณีเป่าป่ีให้ฟัง เสยี งป่ีของพระอภัยทำให้นางผเี สื้อสมุทรที่ได้ยินรู้สึกหลงรัก
จึงพาไปอยู่ที่ถ้ำจนมีลูกชื่อว่าสินสมุทร เมื่อสินสมุทรโตมาและได้ทราบว่าแม่ของตนเป็นนางยักษ์ก็สยี ใจมากจึงจะ
หนีไปพร้อมกับพระอภยั มณีและนางเงือกไปอยู่ท่ีเกาะแกว้ พิสดาร ซึ่งข้อคิดของเรื่องคือความรักท่ีดีจะต้องไม่ทำให้
คนอื่นเดือดร้อน
๓. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๑. นักเรียนสามารถบอกเนื้อเร่ืองและข้อคดิ ของพระอภัยมณี ตอน พระอภยั มณหี นนี างผเี ส้ือสมุทรได้ (K)
๒. นกั เรยี นสามารถจับใจความสำคัญของเร่ืองและข้อคิดของพระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนนี างผีเส้ือ
สมุทรได้ (P)
๓. เห็นความสำคัญของวรรณคดแี ละวรรณกรรม (A)
๔. สาระการเรยี นรู้
พระอภยั มณี ตอน พระอภยั มณหี นีนางผเี ส้ือสมุทร
๓๖
๕. สมรรถนะทีส่ ำคัญ ๒. ความสามารถในการคิด
๔. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
๑. ความสามารถในการส่ือสาร
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๖. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ๒. ซื่อสตั ย์สจุ ริต ๓. มีวินยั ๔. ใฝ่เรยี นรู้
๑. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ๖. มุง่ ม่นั ในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๘. มจี ิตสาธารณะ
๗. กระบวนการจัดการเรียนรู้
คาบเรียนที่ ๑
ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
๑. นักเรียนร่วมกันฟังเพลง ผีเสื้อสมุทร (รักเกินจะหกั ใจ) ศิลปิน มินตรา น่านเจ้า จากเว็บไซต์ youtube
จากน้นั รว่ มกันอภิปรายจากเพลง ผา่ นเวบ็ ไซต์ Google Jamboard ในประเดน็ ต่อไปน้ี
1.1 จากเพลง กล่าวถงึ ตัวละครใด
1.2 นักเรยี นคิดว่านางผเี สือ้ สมุทรจากในบทเพลงเป็นคนอยา่ งไร
2. นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายเพื่อโยงเข้าสูเ่ รือ่ งตวั ละครเร่ือง พระอภยั มณี ตอน พระอภยั มณีหนีนาง
ผีเสอ้ื สมุทร
ขน้ั สอน
3. นกั เรียนรว่ มกนั เรียนรเู้ รอื่ งตวั ละคร พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณหี นนี างผีเส้อื สมุทร ผา่ นแอปพลิเค
ชัน Google Meet โดยนักเรียนบันทึกความรู้ลงในเอกสารประกอบการเรียน หากนักเรียนมีข้อสงสัย
สามารถกดปุม่ เปิดไมโครโฟนเพ่อื ถาม – ตอบระหว่างเรยี น
ขน้ั สรุป
4. นักเรียนทำกจิ กรรม ฝากมีมนี้ถึงตัวละคร โดยครูสุม่ นักเรียนจากแอปพลเิ คชัน Class 123 เพื่อ
เพื่อเลือกตัวละคร จากนั้นนักเรียนถ่ายรูปเพื่อสร้างมีมและสร้างคำคมที่เกี่ยวกับตัวละครที่ตนสุ่มได้ จากนั้น
เผยแพรผ่ ลงานผา่ นเฟซบุก๊ และแทก็ #ฝากมีมไวใ้ นกายเธอ #ภาษาไทยครแู จมมี่2021
คาบเรียนท่ี 2
ขนั้ นำเขา้ สู่บทเรียน
๑. นักเรียนร่วมกันทำกิจกรรม ปริศนาตัวละคร โดยนักเรียนร่วมกันทายปริศนาตัวละครจากเรื่อง
พระอภยั มณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเส้ือสมุทร ดงั น้ี
ก. ฉนั ชอื่ อะไร หวั ใจลูกครงึ่
หนุ่มหล่อแสนทงึ่ กำลงั มากมาย
(ตวั อยา่ งคำตอบ : สนิ สมุทร)
๓๗
ข. ฉนั ชอ่ื อะไร ผมยาวแสนสวย
ว่ายน้ำเก่งดว้ ย พร้อมช่วยหลกี ภัย
(ตวั อยา่ งคำตอบ : นางเงือก)
ค. ฉนั ชอ่ื อะไร ฉนั มคี วามรกั
แฟนฉนั ร้องทัก อย่าทิ้งข้าไป
(ตวั อยา่ งคำตอบ : พระอภัยมณ)ี
ง. ฉันช่อื อะไร สวดมนตเ์ ป็นเลิศ
อาศยั เกาะเกิด เขตแดนแสนไกล
(ตวั อย่างคำตอบ : สนิ สมทุ ร)
จ. ฉนั ชื่ออะไร ฉนั มสี องกาย
สวยรา้ ยเลอื กได้ รกั เดียวใจเดียว
(ตวั อยา่ งคำตอบ : ผเี สอื้ สมทุ ร)
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อโยงเข้าสู่เรื่องย่อ พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเส้ือ
สมทุ ร
ขนั้ สอน
3. นกั เรยี นดวู ดี โิ อ เรือ่ ง พระอภยั มณี ตอน พระอภยั มณหี นีนางผีเส้ือสมทุ ร ฉบบั การต์ นู จากเวบ็ ไซต์ ดด
จากนนั้ ร่วมกนั อภิปรายจากวีดดโิ อ ผ่านเว็บไซต์ Google Jamboard ในประเด็นตอ่ ไปนี้
3.1 นกั เรยี นคิดวา่ การท่นี างเงือกช่วยเหลือพระอภยั มณมี ีความผดิ หรือไม่
3.2 นกั เรียนรสู้ ึกอยา่ งไรเก่ยี วกบั การกระทำของนางผีเสื้อสมทุ ร
4. นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายคำตอบ โดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำเพิม่ เติม
ขน้ั สรุป
5. นักเรียนทำกิจกรรม ส่งกำลังใจ โดยนักเรียนส่ง Emoji คนละ 1 รูปให้ตัวละครในเรื่องพระอภัยมณี
ตอน พระอภยั มณีหนีนางผเี สอ้ื สมทุ รพร้อมทง้ั เขยี นประโยคให้กำลงั ใจตัวละครผา่ นโน้ตในกลมุ่ Line Openchat
คาบเรยี นท่ี 3
ขัน้ นำเข้าส่บู ทเรยี น
๑. นักเรียนรว่ มกันตอบคำถามในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
1.1 พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณหี นนี างผีเสอ้ื สมทุ รเปน็ เรอ่ื งราวเก่ยี วกับอะไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ: ความรกั ของนางผีเส้อื สมุทรกบั พระอภยั มณี)
1.2 ข้อคิดของเรือ่ งพระอภยั มณี ตอน พระอภยั มณีหนนี างผเี สือ้ สมุทรคืออะไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ: ความรกั ทไ่ี ม่ทำใหใ้ ครเดือดรอ้ น)
2. นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายคำตอบเพื่อโยงเขา้ สู่การอภปิ รายเร่ืองพระอภยั มณี ตอน พระอภัยมณีหนีนาง
ผีเสื้อสมทุ ร
๓๘
ข้ันสอน
3. นกั เรยี นร่วมกนั เรยี นรู้เรื่องวเิ คราะห์เนื้อเร่ือง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนนี างผีเสื้อสมุทร ผ่าน
แอปพลิเคชัน Google Meet โดยนักเรียนบันทึกความรู้ลงในเอกสารประกอบการเรียน หากนักเรียนมีข้อ
สงสัยสามารถกดป่มุ เปดิ ไมโครโฟนเพ่ือถาม – ตอบระหวา่ งเรยี น
4. นักเรยี นทำกิจกรรม เลอื กให้ได้ ตอบให้ไว โดยนกั เรยี นแบง่ กล่มุ 4 กลุ่มจากแอปพลเิ คชนั Class 123
ดดดจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มผลัดกันเลือกแผ่นป้ายเพื่อสุ่มเลือกคำถามครั้งละ 1 แผ่นป้ายและป้ายโบนัสผ่าน
เว็บไซต์ JeopardyLabs กลุ่มใดที่มีคะแนนสะสมมากที่สุดเป็นกลุ่มที่ชนะเลิศและได้รับคะแนน
พเิ ศษ
ขน้ั สรปุ
5. นักเรียนทำแบบฝึกหัด เรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร จากเอกสาร
ประกอบการเรียน
๘. ส่ือ อุปกรณ์ และแหล่งการเรยี นรู้
๑. เวบ็ ไซต์ Google Jamboard
2. เว็บไซต์ Google Meet
3. เวบ็ ไซต์ youtube
4. เวบ็ ไซต์ Class 123
5. เว็บไซต์ JeopardyLabs
5. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณหี นีนางผีเสื้อสมุทร
๓๙
๙. การวดั และการประเมินผล
ส่งิ ที่ต้องวดั วธิ ีวัด เครอ่ื งมือวัด เกณฑก์ ารประเมินผล
ประเมนิ การทำกจิ กรรม แบบประเมินการทำ ระดับคุณภาพดีขึ้นไป
ด้านความรู้
๑. นักเรียนสามารถบอก เลือกให้ได้ ตอบให้ไว กจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
เนอ้ื เรื่องและข้อคดิ ของ
พระอภยั มณี ตอน พระ ประเมินการทำกจิ กรรม เว็บไซต์ JeopardyLabs ระดับคุณภาพดีข้ึนไป
อภยั มณีหนนี างผีเส้ือ ผ่านเกณฑ์
สมุทรได้ (K) แบบประเมินการทำ
กิจกรรม ระดบั คุณภาพดีข้นึ ไป
ด้านทักษะ/กระบวนการ ผา่ นเกณฑ์
๒. นกั เรียนสามารถจับ
ใจความสำคญั ของเรื่อง
และข้อคิดของพระอภยั
มณี ตอน พระอภยั มณหี นี
นางผเี ส้อื สมุทรได้ (P)
ดา้ นเจตคติ
๓. เหน็ ความสำคญั ของ
วรรณคดแี ละวรรณกรรม
(A)
ลงชือ่ ผูส้ อน/ผู้เขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
(นายธนวิชญ์ แสงนรินทร์)
ตำแหนง่ ครูผชู้ ่วย
๔๐
เกณฑก์ ารประเมนิ การทำกิจกรรม
คำชี้แจง : เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการเรียนเป็นรายบุคคลสร้างขึ้นเพื่อให้ครูใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมิน
นักเรียนเปน็ รายบุคคลโดยพิจารณาพฤติกรรมของนักเรียนวา่ ตรงเกณฑใ์ นช่องใด
เกณฑก์ ารประเมนิ ดมี าก (๔) ระดับคะแนน ควรปรับปรงุ (๑)
ดี (๓) พอใช้ (๒)
๑. มคี วามร่วมมือ ให้ความร่วมมือในการทำ ให้ความรว่ มมือในการ ให้ความร่วมมือในการ ไม่ให้ความร่วมมือใน
ในการทำกจิ กรรม กิจกรรมอย่างดีทุกครั้ง ทำกิจกรรม ตอบ ทำกิจกรรมแต่ไม่ค่อย การทำกจิ กรรมเลย
ด้วยความเต็มใจ มีความ คำถามบ้างในบางครั้ง เต็มใจ ต้องมีการย้ำ
กระตือรือร้น ในการ แต่ยังขาดความ เตอื น
เรียนรู้และตอบคำถาม กระตือรอื รน้
อยา่ งสมำ่ เสมอ
๒. มีความ มีความรับผิดชอบต่อ มีความผิดชอบต่องาน มีความรับผิดชอบ ไม่มีความรับผิดชอบ
รบั ผดิ ชอบ หน้าที่และงานที่ได้รับ และหน้าที่ที่ได้รับ ตอ่ งานและหน้าที่ ต่องานและต่อหนา้ ที่
มอบหมายทุกงานทุก มอบหมายบางงาน ที่ได้รับมอบหมาย ท่ไี ดร้ บั มอบหมาย
หนา้ ท่ี บางหนา้ ที่ อย่างไม่เต็มใจ
๓. มคี ุณธรรม ช่วยเหลือครแู ละเพื่อนใน ไม่ช่วยเหลือครูและ ชว่ ยเหลอื ครูและเพื่อน ไม่ช่วยเหลือครูและ
การทำงานไม่ทุจริตใน เพื่อนในการทำงานไม่ ในการทำงานทุจริตใน เพื่อนในการทำงาน
การทำกิจกรรม ท ุ จ ร ิ ต ใ น ก า ร ท ำ การทำกจิ กรรม ทุจริตในการทำ
กจิ กรรม กิจกรรม
๔. การตรงต่อเวลา เขา้ ช้นั เรียนตรงเวลา เขา้ ช้นั เรยี นชา้ เข้าชั้นเรียนชา้ ไม่เขา้ ชน้ั เรยี น
๕ - ๑๐ นาที เกินกวา่ ๑๐ นาที
๕. คณุ ภาพของ ผลงานเป็นไปตาม ผลงานเปน็ ไปตาม ผลงานเป็นไปตาม ผลงานไม่เป็นไปตาม
ผลงาน วตั ถปุ ระสงค์ มีความถูก วตั ถุประสงค์ มี วัตถปุ ระสงค์ ไม่ วัตถุประสงค์ ไม่
ต้อง และเสร็จภายใน ความถูกต้อง ไม่เสร็จ ถกู ต้อง ไมเ่ สร็จภายใน ถ ู ก ต ้ อ ง ไ ม ่ เ ส ร็จ
เวลาที่กำหนด ภายในเวลาท่ีกำหนด เวลาท่กี ำหนด ภายในเวลาท่กี ำหนด
เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ
๑๔ - ๑๖ ดมี าก
๑๑ - ๑๓ ดี
๘ – ๑๐ พอใช้
๕ – ๗ ควรปรับปรุง
๔๑
เกณฑ์การประเมินสมดุ จดบันทึก
คำชีแ้ จง : เกณฑก์ ารประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นเปน็ รายบุคคลสร้างข้ึนเพ่ือให้ครูใชเ้ ป็นเกณฑ์ในการประเมนิ
นกั เรยี นเป็นรายบคุ คลโดยพิจารณาพฤตกิ รรมของนกั เรยี นวา่ ตรงเกณฑ์ในช่องใด
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
รายการประเมิน ดมี าก ดี พอใช้ ต้องปรบั ปรุง
๑. เน้อื หา (๑)
(๔) (๓) (๒)
๒. อกั ขรวิธี เนื้อหาไมส่ อดคลอ้ ง
เนอ้ื หามีความสอดคลอ้ งกบั เนอื้ หามีความ เนอ้ื หามีความ กับช่อื เรือ่ ง
ชื่อเร่อื ง เสนอเน้อื หาอยา่ ง สอดคลอ้ งกับชื่อเรื่อง สอดคลอ้ งกบั ชือ่ เรื่อง ใช้คำทีถ่ กู ตอ้ ง สะกด
คำ การันต์ คำชอื่
สรา้ งสรรค์ มปี ระเด็นนา่ สนใจ และข้อมลู ครบถว้ น เฉพาะตา่ งๆ ได้
ถกู ตอ้ ง ผิด ๗
มีประเด็นน่าสนใจ และ และขอ้ มลู ครบถ้วน ตำแหน่งข้นึ ไป
ขอ้ มูลครบถ้วน
ใช้คำทถี่ ูกต้อง สะกดคำ ใชค้ ำทถ่ี กู ตอ้ ง สะกด ใชค้ ำท่ถี ูกต้อง สะกด
การันต์ คำช่ือเฉพาะต่างๆ คำ การนั ต์ คำชือ่ คำ การนั ต์ คำช่ือ
ได้ถูกต้อง เฉพาะตา่ งๆ ได้ เฉพาะตา่ งๆ ได้
ถูกตอ้ ง ผดิ ๕ ถกู ตอ้ ง ผดิ ๗
ตำแหน่ง ตำแหน่ง
๓. การใชภ้ าษา ใช้ภาษาถกู ต้อง สละสลวย ใชภ้ าษาถูกต้อง ใช้ภาษาถูกตอ้ ง ใชภ้ าษาไม่ถูกต้อง
๔. การตรงตอ่ เวลา สื่อความหมายชัดเจน การ สละสลวย การลำดับ สละสลวย แต่การ หรือไมเ่ หมาะสม
๕. ความเปน็ ลำดับความไมว่ กวน ความไมว่ กวน ลำดับความวกวน การลำดับความ
ระเบียบ
วกวน
เขา้ ชั้นเรียน และส่งงานตรง เข้าชั้นเรียนตรงเวลา เข้าชั้นเรียนไม่ตรง เข้าชั้นเรียนไม่ตรง
เวลาที่กำหนด แต่ส่งงานล่าช้า ไม่ เวลา และสง่ งานลา่ ชา้ เวลา และไมส่ ง่ งานท่ี
เกนิ ๒ วนั เกิน ๒ วัน ได้รบั มอบหมาย
สะอาด เรียบร้อย ไมม่ ีรอย สะอาด เรยี บร้อย มี สะอาด เรียบรอ้ ย มี ไม่สะอาดเรียบรอ้ ย
ขดู ขีด ฆา่ ลบ แบ่งวรรค รอยขูด ขดี ฆา่ ลบ รอยขดู ขีด ฆา่ ลบ มีรอยขดู ขดี ฆา่ ลบ
ตอนไดเ้ หมาะสม ไมเ่ กิน ๓ ตำแหน่ง ไมเ่ กิน ๗ ตำแหนง่ ๗ ตำแหนง่ ข้นึ ไป
อา่ นง่าย แบง่ วรรคตอนได้
เหมาะสม
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
๑๗ - ๒๐ คะแนน อย่ใู นเกณฑ์ ดีมาก
๑๓ - ๑๖ คะแนน อยใู่ นเกณฑ์ ดี
๙ - ๑๒ คะแนน อยใู่ นเกณฑ์ พอใช้
๕ – ๘ คะแนน อยูใ่ นเกณฑ์ ควรปรบั ปรุง
๔๒
แผนการจดั การเรยี นรู้วจิ ยั
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย 5 รหัส ท ๒3101
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๒ เร่ือง ร้อยพจนานิทานคำกลอน เวลา 2 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 2 คณุ คา่ และขอ้ คดิ เวลา 2 ช่ัวโมง
สอนสัปดาห์ที่ 8 วันที่ 26 - 30 กรกฎาคม 2564 ช้นั ม.3/4
............................................................................................................................. .......................................................
๑. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชี้วดั
๑.๑ มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท. ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความเข้าใจและความคิดไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาและ
สรา้ งวสิ ยั ทัศน์ในการดำเนินชีวิต และมนี สิ ัยรกั การอ่าน
มาตรฐาน ท. 5.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ
ภาษา ภูมิปญั ญาทางภาษาและรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ
๑.๒ ตัวชวี้ ดั
ท 1.๑ ม.๓/๑ อ่านออกเสยี งร้อยแก้วและบทรอ้ ยกรองได้ถูกตอ้ งและเหมาะสมกับเรื่องทอ่ี ่าน
ท ๕.๑ ม.๓/2 วเิ คราะหว์ ิถีไทยและคณุ คา่ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรมท้องถิ่นที่อา่ น
ท 5.1 ม.3/3 สรุปความรแู้ ละข้อคดิ จากการอา่ นเพือ่ นำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตจรงิ
๒. สาระสำคัญ
นิทานคำกลอน เรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรเป็นเรื่องราวที่ให้คุณค่าและ
ข้อคดิ ในหลาย ๆ เร่อื ง ได้แก่ ความรกั ของนางผีเส้ือสมทุ รที่มีต่อพระอภัยมณี หลงั จากที่นางผีเส้ือสมุทรได้พบพระ
อภัยมณีขณะเป่าปี่ นางได้ใช้อุบายจับตัวพระอภัยมณีไปยังถ้ำ แปลงกายเป็นหญิงเพื่อไม่ให้พระอภัยมณีกลัว
รปู ลกั ษณ์ของตน ทำทุกวิถที างเพอ่ื ให้ได้รบั ความรักจากพระอภยั มณีแต่ก็ไม่สามารถทำไดส้ ำเร็จ พระอภัยมณีไม่ได้
รักนางแม้แต่น้อยและพยายามหาทางหนีไปยังเกาะแก้วพิสดาร พร้อมทั้งลูกชายของตนและนางเงือก นับได้ว่า
ความรักของพระอภัยมณีนั้นมีแต่ความหวาดกลัวนางผีเสื้อสมุทรอยู่ตลอดเวลา ได้มาถึงจุดแตกหักและสิ้นสุด
ความสมั พันธน์ ับตั้งแต่ตอนน้ัน
๓. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๑. นกั เรยี นสามารถบอกคณุ ค่าของพระอภัยมณี ตอน พระอภยั มณหี นนี างผีเสื้อสมทุ รได้ (K)
๒. นักเรยี นสามารถพูดสรปุ คุณคา่ ของพระอภัยมณี ตอน พระอภยั มณหี นีนางผเี สอ้ื สมุทรได้ (P)
๓. เหน็ ความสำคัญของวรรณคดแี ละวรรณกรรม (A)
๔. สาระการเรยี นรู้
พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสือ้ สมทุ ร
๔๓
๕. สมรรถนะท่สี ำคญั ๒. ความสามารถในการคิด
๔. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๓. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๖. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ๒. ซ่อื สัตย์สจุ ริต ๓. มีวนิ ยั ๔. ใฝ่เรยี นรู้
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๖. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย
๕. อยู่อย่างพอเพยี ง
๘. มจี ติ สาธารณะ
๗. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
คาบเรยี นที่ ๑ – 2
ขนั้ นำเข้าสบู่ ทเรียน
๑. นักเรียนรว่ มกนั พจิ ารณาบทประพนั ธต์ ่อไปน้ี แลว้ ระบุวา่ สะทอ้ นเน้ือหาเกย่ี วกับเร่อื งใด
ก. แมน้ สิ้นสญู บุญนางในปางนี้ ไม่มีท่พี ึง่ พาจะอาศยั
จะกอดศพซบหนา้ โศกาลัย ระกำใจกว่าจะม้วยไปดว้ ยกนั
(ตวั อย่างคำตอบ : การแสดงความรกั ระหวา่ งชายหญิง)
ข. เสยี แรงรักหนกั หนาอุตสา่ หถ์ นอม สู้อดออมสารพดั ไม่ขัดขนื
ช่างกระไรใจจดื ไมย่ ดื ยืน นางสะอื้นอ้าปากจนรากเรอ
(ตวั อย่างคำตอบ : การตัดพ้อ)
ค. ถึงตวั ไปใจลูกยังผกู คิด พอปลดปลิดเรอื่ งธรุ ะจะมาหา
อย่ากรว้ิ โกรธโปรดปรานเถิดมารดา ไปไสยาอยถู่ ้ำให้สำราญ
(ตัวอย่างคำตอบ : ความรักของลกู ทมี่ ีต่อแม)่
ง. ทง้ั น้เี พราะเคราะหก์ รรมทำให้วนุ่ จงึ สิ้นบญุ วาสนาสีกาเอย๋
เหน็ มิได้ไปอยู่เปน็ คูเ่ ชย ดว้ ยสองเคยปลกู เล้ยี งกนั เพียงน้ี
(ตัวอย่างคำตอบ : คำสอนของพระฤๅษที ่เี ตอื นสติผีเสอ้ื สมุทร)
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อโยงเข้าสู่คุณค่าของเรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนาง
ผีเสอื้ สมุทร
ข้นั สอน
3. นักเรียนร่วมกันเรียนรู้คุณค่าของเรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร ผ่านแอป
พลิเคชัน Google Meet โดยนักเรียนบันทึกความรู้ลงในเอกสารประกอบการเรียน หากนักเรียนมีข้อสงสัย
สามารถกดปุ่ม เปิดไมโครโฟนเพ่ือถาม – ตอบระหวา่ งเรียน
4. นักเรียนทำกิจกรรม เปิดไพ่ไล่หมวดหมู่ โดยนักเรียนแต่ละคนสุ่มเปิดไพ่หมวดหมู่ ได้แก่ คุณค่าด้าน
เนอื้ หา คณุ ค่าดา้ นสงั คม คณุ คา่ ด้านวรรณศลิ ป์ ผา่ นเว็บไซต์ wordwall จากนน้ั ใหน้ ักเรียนเลอื กบทประพันธ์
ที่มีเน้ือหาตรงกบั คณุ คา่ ที่ตนเองสุ่มไพ่ได้
๔๔
5. นักเรียนจับกลุ่ม โดยครูสุ่มนักเรียนจากแอปพลิเคชัน Class 123 ซึ่งภายในกลุ่มจะต้อง
ประกอบดว้ ยนกั เรียนที่ไดร้ ับไพ่ตา่ งชนิดกนั จากนน้ั นกั เรียนแต่ละคนนำเสนอบทประพันธต์ ามคุณค่าของตนเองให้
สมาชิกในกลุ่มฟงั จากนนั้ นกั เรยี นแตล่ ะคนในกลุ่มรว่ มกนั อภิปรายคุณคา่ ของบทประพันธ์
ขั้นสรุป
6. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร ผ่านแอป
พลเิ คชัน Google Form
๘. สื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรยี นรู้
๑. เวบ็ ไซต์ Google Meet
2. เว็บไซต์ wordwall
3. เว็บไซต์ Class 123
4. แอปพลิเคชัน Google Form
5. เอกสารประกอบการเรียน เร่อื ง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเส้ือสมุทร
๙. การวดั และการประเมนิ ผล
สิง่ ท่ตี ้องวดั วธิ วี ดั เครือ่ งมือวัด เกณฑ์การประเมินผล
แบบทดสอบหลังเรียน Google Form ระดับคุณภาพดีขึ้นไป
ดา้ นความรู้
๑. นักเรยี นสามารถบอก กจิ กรรม แบบประเมินการทำ ผา่ นเกณฑ์
คุณคา่ ของพระอภยั มณี เปิดไพ่ไล่หมวดหมู่ กิจกรรม
ตอน พระอภยั มณหี นีนาง ระดับคุณภาพดีข้นึ ไป
ผเี ส้ือสมทุ รได้ (K) ประเมินการทำกจิ กรรม แบบประเมนิ การทำ ผ่านเกณฑ์
กจิ กรรม
ด้านทักษะ/กระบวนการ ระดับคุณภาพดีขน้ึ ไป
๒. นักเรยี นสามารถพดู ผา่ นเกณฑ์
สรุปคุณคา่ ของพระอภยั
มณี ตอน พระอภัยมณีหนี
นางผเี สอื้ สมทุ รได้ (P)
ด้านเจตคติ
๓. เห็นความสำคัญของ
วรรณคดีและวรรณกรรม
(A)
ลงช่อื ผสู้ อน/ผเู้ ขยี นแผนการจัดการเรียนรู้
(นายธนวชิ ญ์ แสงนรนิ ทร)์
ตำแหนง่ ครผู ู้ช่วย
๔๕
เกณฑก์ ารประเมนิ การทำกิจกรรม
คำชีแ้ จง : เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการเรยี นเป็นรายบุคคลสร้างข้ึนเพื่อใหค้ รูใช้เปน็ เกณฑใ์ นการประเมิน
นกั เรยี นเป็นรายบคุ คลโดยพจิ ารณาพฤติกรรมของนักเรยี นวา่ ตรงเกณฑ์ในช่องใด
เกณฑ์การประเมนิ ดีมาก (๔) ระดับคะแนน ควรปรับปรงุ (๑)
๑. มคี วามร่วมมอื ใน ใหค้ วามร่วมมอื ในการทำ
การทำกจิ กรรม กิจกรรมอยา่ งดีทกุ คร้งั ด้วย ดี (๓) พอใช้ (๒) ไม่ใหค้ วามร่วมมือใน
ความเตม็ ใจ มคี วาม การทำกจิ กรรมเลย
๒. มคี วามรับผิดชอบ กระตือรอื รน้ ในการเรียนรู้ ให้ความร่วมมือในการทำ ใหค้ วามรว่ มมอื ในการทำ
และตอบคำถามอย่าง กิจกรรม ตอบคำถามบา้ ง กจิ กรรมแต่ไมค่ อ่ ยเตม็ ใจ
๓. มคี ณุ ธรรม สมำ่ เสมอ ในบางคร้ัง แตย่ ังขาด ตอ้ งมีการย้ำ เตือน
มคี วามรับผิดชอบตอ่ หน้าท่ี ความกระตือรือร้น
๔. การตรงต่อเวลา และงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย
๕. คณุ ภาพของ ทกุ งานทุกหนา้ ท่ี มคี วามผดิ ชอบต่องาน มคี วามรับผดิ ชอบ ไม่มีความรับผิดชอบต่อ
ผลงาน และหน้าท่ที ีไ่ ด้รบั ต่องานและหนา้ ท่ี งานและตอ่ หน้าที่
ชว่ ยเหลือครูและเพอ่ื นใน มอบหมายบางงานบาง ท่ไี ด้รบั มอบหมายอยา่ งไม่ ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
การทำงานไมท่ ุจริตใน หน้าที่ เต็มใจ
การทำกจิ กรรม ไมช่ ่วยเหลอื ครูและ
เขา้ ชัน้ เรยี นตรงเวลา ไม่ช่วยเหลอื ครแู ละเพ่ือน ช่วยเหลอื ครแู ละเพื่อนใน เพื่อนในการทำงาน
ในการทำงานไม่ทจุ รติ ใน การทำงานทจุ รติ ใน ทจุ รติ ในการทำกจิ กรรม
ผลงานเป็นไปตาม การทำกิจกรรม การทำกจิ กรรม ไม่เขา้ ชั้นเรียน
วตั ถุประสงค์ มคี วามถกู ต้อง
และเสรจ็ ภายในเวลาที่ เข้าชนั้ เรียนช้า เข้าช้นั เรยี นชา้ ผลงานไมเ่ ปน็ ไปตาม
กำหนด ๕ - ๑๐ นาที เกนิ กว่า ๑๐ นาที วตั ถุประสงค์ ไม่
ถกู ต้อง ไม่เสร็จภายใน
ผลงานเป็นไปตาม ผลงานเปน็ ไปตาม เวลาท่กี ำหนด
วัตถุประสงค์ มีความถกู วตั ถุประสงค์ ไม่ถูกตอ้ ง
ตอ้ ง ไม่เสร็จภายในเวลา ไม่เสรจ็ ภายในเวลาที่
ท่ีกำหนด กำหนด
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
๑๔ - ๑๖ ดีมาก
๑๑ - ๑๓ ดี
๘ – ๑๐ พอใช้
๕ – ๗ ควรปรบั ปรงุ
๔๖
เกณฑก์ ารประเมินแบบทดสอบหลังเรียน
คำชี้แจง : เกณฑ์การประเมินแบบทดสอบหลงั เรยี นเปน็ รายบุคคลสรา้ งข้ึนเพ่ือใหค้ รใู ชเ้ ปน็ เกณฑ์ในการประเมนิ
นกั เรียนเป็นรายบุคคลโดยพจิ ารณาพฤติกรรมของนกั เรียนว่าตรงเกณฑ์ในช่องใด
เกณฑ์การประเมนิ ดีมาก (๔) ระดับคะแนน ควรปรบั ปรุง (๑)
ดี (๓) พอใช้ (๒)
๑.ความถกู ต้องของ ถกู ต้องร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ถกู ต้องรอ้ ยละ ๗๐- ถกู ต้องร้อยละ ถกู ต้องต่ำวา่ ร้อยละ
ใบงาน ๗๙ ขนึ้ ไป ๖๐-๖๙ ขน้ึ ไป ๖๐
๒.พฤติกรรมของ แสดงออกถึงความตั้งใจ แสดงออกถึงความ แสดงออกถึงความ แสดงออกถึงความ
นักเรยี น ความสนใจและมีสว่ น ต้ังใจ ความสนใจและ ตั้งใจ ความสนใจและ ตัง้ ใจ ความสนใจ
ร่วมในกจิ กรรมการ มีสว่ นรว่ มในกิจกรรม มสี ่วนร่วมในกจิ กรรม และมีส่วนรว่ มใน
เรยี นรบู้ ่อยมาก การเรยี นรมู้ าก การเรียนรู้เป็นบางคร้ัง กจิ กรรมการเรยี นรู้
น้อย
๓.เวลา - - สง่ ช้นิ งานภายในเวลา สง่ ชนิ้ งานชา้ กวา่
ทกี่ ำหนด กำหนด
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
๑๐ ดีมาก
๘ – ๙ ดี
๗ พอใช้
๖ ควรปรับปรงุ
๔๗
ภาคผนวก ข
ภาพประกอบการทำวจิ ยั
๔๘
๔๙