รายงานวจิ ยั ในชน้ั เรยี น
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนเรอ่ื งการปกั ชาไมป้ ระดับตน้ ล้ินกระบอื
โดยการสาธิต สาหรบั นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1/10
โรงเรียนประโคนชยั พิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบรุ รี มั ย์
นางสุทธวรรณ สพุ พตั กุล
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
โรงเรียนประโคนชัยพทิ ยาคม
สานักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 32
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ชอ่ื เรอื่ ง การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเรอื่ งการปักชาไมป้ ระดับต้นลิ้นกระบือ
โดยการสาธติ สาหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1/10
ช่ือผู้วจิ ยั โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบรุ รี ัมย์
สถานศึกษา นางสุทธวรรณ สพุ พัตกุล
ปกี ารศึกษา โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม
2562
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้น
ลิ้นกระบือ โดยการสาธิต และเพ่ือให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้น
ล้ินกระบือไม่ต่ากว่าร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี
1/10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัด
บุรีรัมย์ จานวน 35 คน โดยพิจารณาจากนักเรียนที่มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการเพาะเมล็ดดอก
ดาวเรืองต่ากว่าร้อยละ 80 เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกตการปฏิบัติงานเรื่องการปักชา
ไม้ประดับต้นล้ินกระบือจานวน 5 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองการปักชาไม้
ประดับต้นลิ้นกระบือเป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ สถิติในการวิเคราะห์
ข้อมูล คือ คา่ เฉลี่ย รอ้ ยละ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 ทั้งหมด 39 คน มีคะแนนจากการทา
แบบสังเกตการปฏิบัติงานผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 เม่ือพิจารณาในภาพรวม พบว่า แบบสังเกตการ
ปฏิบัติงานชุดที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ย 8.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ
0.45 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ย 8.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50 ส่วน
เบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 แบบสังเกตการปฏิบัตงิ านชุดท่ี 3 มคี ะแนนเฉลี่ย 8.58 คะแนน คดิ เป็น
ร้อยละ 85.83 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.90 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดท่ี 4 มีคะแนนเฉล่ีย
8.33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 และแบบสังเกตการ
ปฏิบัติงานชุดที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ย 8.17 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.67 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ
0.39 และนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 ทั้งหมด 39 คน ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนเร่ืองการเพาะเมล็ดดอกดาวเรืองผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกคน โดยมีคะแนนเฉล่ีย 17.67 คะแนน
คดิ เปน็ ร้อยละ 88.33 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.07
2
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัยในช้ันเรียนเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองการปักชาไม้ประดับ
ต้นล้ินกระบือโดยการสาธิต สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม
อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์เล่มน้ี สาเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาเป็นอย่างดียิ่งจาก ดร.ชานาญ
บุญวงศ์ ผู้อานวยการโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ท่ีได้ให้คาแนะนาและให้คาปรึกษา ผู้วิจัยรู้สึก
ซาบซ้ึงและขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู
ขอขอบคณุ คณะครู กลุ่มสาระการเรียนรูก้ ารงานอาชีพ โรงเรียนประโคนชยั พิทยาคมทุกทา่ น
ทใี่ หก้ ารสนับสนุน ใหก้ าลังใจในการจดั ทารายงานวิจยั ในช้ันเรียนเลม่ น้ี
คุณค่าและประโยชน์ของรายงานวิจัยในช้ันเรียนเล่มนี้ ขอมอบเป็น เคร่ืองบูชาพระคุณบิดา
มารดา และครอู าจารย์ทกุ ท่านท่ไี ดอ้ บรมสัง่ สอน ประสทิ ธ์ิประสาทความรูแ้ ก่ผู้วิจยั
สทุ ธวรรณ สุพพัตกลุ
มถิ นุ ายน 2562
สารบญั (11)
สารบัญตาราง หนา้
บทท่ี 1 บทนา (2)
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
วัตถุประสงค์ของการวิจยั 1
สมมุตฐิ านของการวจิ ัย 1
ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั 2
ขอบเขตของการวจิ ยั 2
นิยามศัพท์เฉพาะ 2
2
บทที่ 2 เอกสารเก่ียวข้อง 3
หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี 4
แบบสังเกตการปฏิบัตงิ าน 4
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น 8
13
บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การวจิ ัย 18
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง 18
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู 18
การเก็บรวบรวมข้อมูล 19
การวิเคราะห์ข้อมลู 19
สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล 20
21
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 24
บทท่ี 5 สรุปผลการวจิ ยั และข้อเสนอแนะ 24
25
สรุปผลการวิจัย 26
ข้อเสนอแนะ 27
บรรณานุกรม 28
ภาคผนวก 38
แบบสังเกตการปฏบิ ตั งิ านเรื่องการเพาะเมลด็ ดอกดาวเรอื ง
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเร่ืองการเพาะเมลด็ ดอกดาวเรือง
ตารางที่ สารบญั ตาราง (22)
1 แสดงระยะเวลาในการดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอ้ มูล หน้า
2 แสดงคะแนนรวมและร้อยละ จากแบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดท่ี 19
1-5 ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1/10 21
3 แสดงคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นเร่ืองการ 22
เพาะเมล็ดดอกดาวเรืองของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1/10
1
บทท่ี 1
บทนา
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน
ทุกคน ซ่งึ เป็นกาลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทางด้านรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ิตสานึก
เปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มั่นในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็น
ประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมท้ังเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และ
การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ จึงกาหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ ภาษาไทย
วิทยาศาสตร์ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ุขศึกษาและ พลศึกษา ศลิ ปะ
การงานอาชพี และเทคโนโลยี และภาษาตา่ งประเทศ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551 : 4-6)
มบี ทบาทที่สาคญั อย่างย่ิงต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทาใหม้ นุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิด
อย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวเิ คราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ไดอ้ ย่างถ่ีถ้วนรอบคอบ
ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสนิ ใจ แก้ปญั หาและนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง จึงมี
ประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพได้กาหนดสาระหลักท่ีจาเป็นสาหรับผู้เรียนทุกคน ได้แก่
จานวนและการดาเนินการ การวัด เรขาคณิต พีชคณิต การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น และ
ทกั ษะและกระบวนการทาง (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 56)
การจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ง20274 การผลิตไม้ดอกไม้ประดับ ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2561 พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่าในสาระจานวน
และการดาเนินการ โดยเฉพาะเน้ือหาสาระที่เก่ียวกับการเพาะเมล็ดดอกดาวเรือง โดยจากการทา
แบบทดสอบย่อยระหว่างเรียนเร่ืองการปักชาไม้ประดับต้นล้ินกระบือนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็น
ร้อยละ 67.89 มี จากนักเรียนท้ังหมด 38 คน มีคะแนนต่ากว่ารอ้ ยละ 80 ซึ่งไม่ผา่ นเกณฑ์ท่กี าหนด มี
สาเหตุมาจากนักเรียนขาดทักษะในการคิดคานวณ ขาดการเชื่อมโยงความรู้จากเร่ืองการบวกจานวน
เตม็ ลบ และ มคี วามเขา้ ใจท่ีคลาดเคลื่อนเกีย่ วกบั จานวนเต็มลบ
จากเหตผุ ลดังกลา่ วข้างตน้ ทาใหผ้ ู้วิจัยซึ่งเป็นครผู ูส้ อนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความสนใจ
ท่ีจะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้นล้ินกระบือโดยการสาธิต เพื่อให้
นกั เรียนทมี่ ผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นต่าในเร่ืองดังกลา่ ว ไดร้ ับการแกไ้ ขปัญหาโดยการสาธิตเรือ่ งการปัก
ชาไมป้ ระดับต้นลิน้ กระบือส่งผลใหน้ กั เรยี นมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสูงขึ้น และผา่ นเกณฑท์ ก่ี าหนด
2
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเรอ่ื งการปักชาไม้ประดบั ตน้ ลนิ้ กระบือโดยการสาธติ
2. เพ่อื ให้นักเรยี นมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเรอ่ื งการปักชาไม้ประดบั ตน้ ล้นิ กระบอื ไมต่ ่ากวา่
ร้อยละ 80
สมมุติฐานของการวจิ ัย
นกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้นลิ้นกระบือโดยการสาธิต ไม่ต่า
กว่า ร้อยละ 80
ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
ได้พัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้นล้ินกระบือโดยการสาธิต เพ่ือให้
นกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองการเพาะเมล็ดดอกดาวเรืองไม่ต่ากว่าร้อยละ 80 และนักเรียน
ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปักชาไม้ประดับต้นลิ้นกระบือสามารถนาความรู้ท่ีได้รับไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในเนื้อหาสาระระดบั สูงขน้ึ ต่อไป
ขอบเขตของการวิจยั
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2563
โรงเรียนประโคนชัยพทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวดั บุรีรมั ย์ จานวน 35 คน
1.2 กลุม่ ตัวอยา่ ง ได้แก่ นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1/10 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา
2562 โรงเรยี นประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวดั บุรีรัมย์ จานวน 35 คน โดยพจิ ารณา
จากนกั เรยี นท่ีมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเรอ่ื งการเพาะเมลด็ ดอกดาวเรืองต่ากวา่ รอ้ ยละ 80
2. ตัวแปรทศี่ กึ ษาในการวิจัย
2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจดั การเรียนรโู้ ดยการสาธิต
2.2 ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเร่ืองการปักชาไม้ประดบั ต้นลิน้ กระบือ
3. เนื้อหาทใี่ ชใ้ นการทดลอง
เนอ้ื หาเร่ืองการปักชาไม้ประดับตน้ ล้นิ กระบือกลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ ตาม
หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
3
4. ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย คือ ภาคเรียนท่ี 1ปกี ารศกึ ษา 2563โดยดาเนินการและ
เก็บรวบรวมขอ้ มูล ระหวา่ งเดือน 20 กรกฎาคม ถึง วันที่ 5 กนั ยายน 2563 จานวน 12 ชว่ั โมง
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. การพฒั นา หมายถึง คณุ ภาพของนักเรยี นตามจดุ ประสงค์การเรียนรทู้ ่ีวัดไดจ้ ากคะแนน
ทน่ี ักเรยี นได้จากการทาแบบสังเกตการปฏิบตั ิงานเรือ่ งการปักชาไม้ประดบั ต้นลิน้ กระบือผ่านเกณฑท์ ี่
กาหนด
2. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถงึ คะแนนท่ีนักเรียนได้จากการทาแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นที่ผวู้ จิ ยั สร้างขน้ึ เร่ืองการปักชาไม้ประดับตน้ ล้ินกระบือกลมุ่ สาระการ
เรียนรกู้ ารงานอาชพี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
3. แบบสังเกตการปฏิบตั งิ าน หมายถึง ส่ือการเรียนรูท้ ่ีจัดทาขน้ึ เพ่ือใช้ฝกึ ใหเ้ กิดความรู้
ความเข้าใจใน
เน้ือหาสาระเร่ืองการปักชาไม้ประดับตน้ ลิ้นกระบือกล่มุ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี ชนั้ มธั ยมศึกษา
ปีที่ 1
4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น หมายถึง เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวัดความสามารถ
ของนักเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดบั ต้นลนิ้ กระบอื เปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน
20 ขอ้
4
บทท่ี 2
เอกสารที่เก่ียวข้อง
ในการวิจยั ครัง้ นี้ ผ้วู จิ ัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง ดังต่อไปนี้
1. หลักสตู รกลุม่ สาระการเรียนรู้การงานอาชพี
2. แบบสังเกตการปฏิบัติงาน
3. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
หลกั สตู รกลุ่มสาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพ
วสิ ัยทัศน์กลมุ่ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชพี และเทคโนโลยี
พฒั นาใหผ้ ้เู รยี นให้มีความรู้ ความเขา้ ใจ มีทักษะพน้ื ฐานที่จาเปน็ ต่อการดารงชีวติ และ
รู้เทา่ ทัน การเปลี่ยนแปลง สามารถนาความรู้เกี่ยวกับการดารงชีวิต การอาชพี และเทคโนโลยี มาใช้
ประโยชนใ์ นการทางาน อย่างมีความคดิ สร้างสรรค์ และแข่งขนั ในสงั คมไทยและสากล เห็นแนวทาง
ในการประกอบอาชีพ รกั การทางาน และมเี จตคติที่ดีต่อการทางาน สามารถดารงชีวติ อยู่ในสังคมได้
อย่างพอเพียงและมีความสขุ
พนั ธกจิ
1. สง่ เสริมการบรู ณาการสาระการเรียนรู้การดารงชวี ิตและครอบครัว การออกแบบ
และเทคโนโลยี เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร และการอาชีพ
2. ส่งเสริมการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
ตลอดจนนาเทคโนโลยจี ากภมู ิปญั ญาพืน้ บ้าน ภมู ิปัญญาไทยและเทคโนโลยสี ากลมาใช้
และประยุกต์ใชใ้ นการทางาน
เปา้ ประสงค์
1. ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ มที กั ษะในการทางาน เห็นแนวทางในการประกอบ
อาชีพและการศึกษาตอ่ ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
2. ผเู้ รียนมคี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ มีทักษะการออกแบบงานและการทางานอย่างมี
กลยทุ ธ์
3. ผเู้ รยี นมที กั ษะการทางานและการจัดการอย่างเป็นระบบ สร้าง พฒั นาผลิตภณั ฑ์
หรือวธิ ีการใหม่ เน้นการใชท้ รัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ มและพลังงานอย่างประหยดั และคุ้มคา่
5
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานสูม่ าตรฐานสากล มงุ่ ให้ผูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสาคัญ
ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เปน็ ความสามารถในการรับและส่งสาร มวี ฒั นธรรม
ในการใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจนี และภาษาญี่ป่นุ ถ่ายทอดความคดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ
ความรูส้ กึ และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลีย่ นข้อมลู ขา่ วสารและประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชน์
ตอ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมทัง้ การเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหา ความขัดแยง้ ต่าง ๆ
การเลือกรับหรือไม่รับข้อมลู ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถกู ต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วธิ กี าร
สอ่ื สาร ที่มปี ระสิทธิภาพโดยคานึงถงึ ผลกระทบท่ีมตี อ่ ตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สงั เคราะห์
การคิดอยา่ งสร้างสรรค์ การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพือ่ นาไปสกู่ ารสรา้ ง องค์
ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตดั สินใจเก่ียวกบั ตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ทีเ่ ผชญิ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสมบนพืน้ ฐานของหลกั เหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสมั พันธแ์ ละการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใช้
ในการปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจทม่ี ีประสิทธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบทเี่ กิดข้ึนตอ่
ตนเอง สงั คม และส่งิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการตา่ ง ๆ
ไปใชใ้ นการดาเนนิ ชีวติ ประจาวนั การเรียนรูด้ ้วยตนเอง การเรียนร้อู ยา่ งต่อเนือ่ ง การทางานและ
การอยู่ร่วมกนั ในสังคมด้วยการสรา้ งเสริมความสัมพันธอ์ นั ดีระหว่างบคุ คลการจดั การปัญหาและความ
ขดั แย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรบั ตวั ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม
และการรู้จักหลกี เลีย่ งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ที่สง่ ผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ่ืน
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใชเ้ ทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมที ักษะกระบวนการสื่อสารทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการ
เรยี นรู้ การทางาน การแก้ปัญหาคุณลักษณะผเู้ รยี นอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม
6
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
มุ่งพัฒนาผเู้ รยี นให้มีคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ เพ่ือใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกับผู้อนื่ ในสงั คมได้
อยา่ งมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสตั ยส์ จุ ริต
3. มีวินยั
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง
6. มุง่ มน่ั ในการทางาน
7. รกั ความเป็นไทย
คุณภาพผเู้ รียน
จบชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3
เข้าใจกระบวนการทางานทมี่ ปี ระสิทธิภาพ ใชก้ ระบวนการกลมุ่ ในการทางาน มที ักษะ
การแสวงหาความรู้ ทักษะกระบวนการแกป้ ัญหาและทกั ษะการจัดการ มลี กั ษณะนสิ ัยการทางาน
ที่เสียสละ มคี ุณธรรม ตัดสนิ ใจอยา่ งมีเหตุผลและถูกต้อง และมจี ติ สานกึ ในการใช้พลังงาน ทรัพยากร
และสิง่ แวดล้อมอย่างประหยัดและคุ้มค่า
เขา้ ใจกระบวนการเทคโนโลยีและระดบั ของเทคโนโลยี มคี วามคิดสร้างสรรค์ ในการ
แก้ปญั หาหรือสนองความต้องการ สรา้ งสิ่งของเครื่องใช้หรือวิธีการตามกระบวนการเทคโนโลยี อยา่ ง
ถกู ต้องและปลอดภัย โดยถา่ ยทอดความคิดเปน็ ภาพฉายเพ่ือนาไปสู่การสร้างชนิ้ งานหรือแบบจาลอง
ความคดิ และการรายงานผล เลอื กใช้เทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์ตอ่ ชีวติ สังคม สง่ิ แวดลอ้ ม และมีการ
จัดการเทคโนโลยดี ้วยการลดการใช้ทรัพยากรหรอื เลือกใช้เทคโนโลยีท่ไี มม่ ผี ลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
เข้าใจหลกั การเบื้องต้นของการสื่อสารข้อมลู เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ หลกั การและวิธี
แก้ปัญหา หรอื การทาโครงงานดว้ ยกระบวนการทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ มที กั ษะการค้นหาขอ้ มูล
และการตดิ ต่อส่ือสารผ่านเครือขา่ ยคอมพิวเตอรอ์ ย่างมคี ุณธรรมและจริยธรรม การใชค้ อมพวิ เตอร์ใน
การแกป้ ญั หา สร้างช้นิ งานหรือโครงงานจากจินตนาการ และการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศนาเสนองาน
เขา้ ใจแนวทางการเลอื กอาชีพ การมีเจตคติท่ีดีและเห็นความสาคัญของการประกอบ
อาชีพ วธิ กี ารหางานทา คณุ สมบตั ทิ จี่ าเป็นสาหรับการมีงานทา วิเคราะหแ์ นวทางเขา้ สู่อาชีพ มที ักษะ
พนื้ ฐานท่จี าเปน็ สาหรับการประกอบอาชีพ และประสบการณ์ตอ่ อาชีพทสี่ นใจ และประเมนิ ทางเลือก
ในการประกอบอาชีพทีส่ อดคล้องกับความรู้ ความถนัด และความสนใจ
7
คุณภาพผเู้ รียน
จบชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6
เข้าใจวธิ ีการทางานเพื่อการดารงชวี ิต สร้างผลงานอยา่ งมีความคดิ สรา้ งสรรค์ มที ักษะ
การทางานร่วมกนั ทกั ษะการจดั การ ทักษะกระบวนการแก้ปญั หา และทักษะการแสวงหาความรู้
ทางานอย่างมคี ุณธรรม และมีจิตสานึกในการใชพ้ ลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยัง่ ยนื
เขา้ ใจความสมั พันธ์ระหว่างเทคโนโลยกี บั ศาสตร์อื่นๆ วิเคราะห์ระบบเทคโนโลยี มี
ความคดิ สรา้ งสรรค์ในการแก้ปญั หาหรอื สนองความต้องการ สรา้ งและพฒั นา ส่งิ ของเคร่ืองใชห้ รอื
วธิ ีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยีอยา่ งปลอดภัยโดยใชซ้ อฟท์แวรช์ ว่ ยในการออกแบบหรือนาเสนอ
ผลงาน วิเคราะห์และเลือกใช้เทคโนโลยที ี่เหมาะสมกบั ชวี ิตประจาวนั อยา่ งสร้างสรรค์ต่อชีวติ สังคม
สงิ่ แวดล้อม และมกี ารจดั การเทคโนโลยดี ว้ ยวิธกี ารของเทคโนโลยีสะอาด
เขา้ ใจองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลักการทางานของ
คอมพวิ เตอร์ ระบบส่ือสารขอ้ มลู สาหรับเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ คณุ ลักษณะของคอมพิวเตอร์
และอปุ กรณ์ต่อพ่วง และมีทักษะการใชค้ อมพวิ เตอรแ์ กป้ ญั หา เขยี นโปรแกรมภาษา พฒั นาโครงงาน
คอมพิวเตอร์ ใช้ฮาร์ดแวรแ์ ละซอฟต์แวร์ ตดิ ต่อสื่อสารและคน้ หาข้อมูลผา่ นอินเทอรเ์ น็ต
ใชค้ อมพิวเตอร์ในการประมวลผลขอ้ มูลให้เปน็ สารสนเทศเพ่อื การตัดสนิ ใจ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
นาเสนองาน และใชค้ อมพิวเตอรส์ รา้ งชน้ิ งานหรือโครงงาน
เข้าใจแนวทางสู่อาชพี การเลอื ก และใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมกบั อาชพี
มปี ระสบการณ์ในอาชีพท่ีถนัดและสนใจ และมคี ุณลักษณะท่ดี ตี ่ออาชพี
สาระที่ 1 การดารงชีวิตและครอบครัว
มาตรฐาน ง 1.1 เขา้ ใจการทางาน มีความคิดสรา้ งสรรค์ มีทักษะกระบวนการทางาน ทกั ษะ
การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทางานร่วมกัน และ
ทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทางาน
มจี ติ สานึก ในการใชพ้ ลงั งาน ทรพั ยากร และส่ิงแวดลอ้ ม เพ่อื การ
ดารงชีวิตและครอบครวั
สาระท่ี 2 การอาชีพ
มาตรฐาน ง 2.1 เขา้ ใจ มที ักษะทจี่ าเป็น มีประสบการณ์ เหน็ แนวทางในงานอาชีพ
ใช้เทคโนโลยเี พอ่ื พัฒนาอาชีพ มีคุณธรรม และมีเจตคติทด่ี ตี ่ออาชีพ
8
แบบสังเกต (observation form)
1. แบบสังเกต (observation form) คือ เครื่องมอื ท่ีใชป้ ระกอบการสงั เกตเป็นชดุ ของ
พฤติกรรมทผ่ี ้วู จิ ยั ต้องการ ศึกษา แบบสังเกตมหี ลายชนิด เชน่ ระเบยี นพฤติกรรม แบบตรวจสอบ
รายการ (checklist) และแบบจัดอนั ดับคุณภาพ (rating scale) การสงั เกตเปน็ วธิ กี ารซึ่งใช้ประสาท
สัมผสั ของผสู้ งั เกต โดยเฉพาะตา และหู เพื่อตดิ ตามศึกษาพฤตกิ รรมท่ีบุคคลท่ี แสดงออกไดท้ กุ ดา้ น
แบบสงั เกตเปน็ เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ที่ผวู้ จิ ัยสามารถใชไ้ ด้ตลอดเวลา หลกั ในการสรา้ งแบบสงั เกต
ในการสรา้ งแบบสงั เกตน้ันประเด็นในการสังเกตจะถูกสรา้ งข้ึนจากกรอบแนวคิดทฤษฎขี องตวั แปรท่ี
ตอ้ งการ สงั เกตหรอื ตอ้ งการวัด โดยแบบสังเกตจะมหี ลกั ในการสรา้ งดงั ต่อไปน้ี 1. ศึกษาพฤติกรรมท่ี
จะสังเกต โดยการศึกษาพฤติกรรมยอ่ ยท่ีตอ้ งการสงั เกตให้ชัดเจน วา่ มกี ่พี ฤติกรรม อะไรบ้าง โดย
การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้องกับตัวแปรทจ่ี ะสงั เกต/วัด แล้วสรุปเป็นนยิ ามตัวแปรในเชิง
ปฏิบัตกิ าร 2. นยิ าม หรอื ให้ความหมายพฤติกรรมย่อยเหล่านัน้ ซึ่งเปน็ การนยิ ามแบบวดั ได้เปน็
พฤติกรรมทีส่ ังเกตเหน็ ได้อย่างชัดเจน เชน่ การเข้าหอ้ งเรียนตรงเวลา 3. เขียนโครงร่างพฤติกรรม
ยอ่ ยและส่วนประกอบของแบบสังเกตและกาาหนดว่าจะเก็บขอ้ มูลเชิงคุณภาพ หรือเชิงปรมิ าณ 4.
ตรวจสอบแบบสงั เกตด้านความเที่ยงตรงด้วยตนเองและผ้เู ช่ียวชาญ และนาาผลทไ่ี ด้ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ข
5. ทดลองใชเ้ พ่ือหาค่าความเชอื่ ม่ัน โดยการน าแบบสงั เกตไปทดลองใช้กบั กลุ่มท่ีไมใ่ ช่กลุ่มตัวอย่าง
หรือกลมุ่ ทจี่ ะนาาแบบสังเกตไปใช้จริงและนาาผลทไี่ ด้มาคาานวณหาค่าความเชอื่ มน่ั 6. ปรับปรุง
แก้ไข พิมพ์แบบสังเกตฉบับจริง แล้วนาาไปเก็บรวบรวมข้อมลู กบั กลุ่มตัวอยา่ งท่ีใช้ในการวจิ ยั 16
GRADUATE STUDIES JOURNAL 12(58) July – September 2015 มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร
: http://grad.snru.ac.th จากการศึกษางานวิจยั พบวา่ แบบสงั เกตท่ีนยิ มใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมลู ในการวิจัยมี 3 แบบ ได้แก่ แบบ ระเบยี นพฤตกิ รรม ลักษณะเปน็ แบบฟอร์มสาาหรับบนั ทกึ
พฤติกรรม โดยเขยี นบันทึกพฤตกิ รรมท่บี คุ คลนัน้ แสดงออกเปน็ ข้อความบรรยาย มักใชใ้ นการสงั เกต
พฤติกรรมท่ีไม่ใหผ้ ู้ถูกสงั เกตรู้ตวั แบบมาตรประเมนิ คา่ หรือแบบจดั อันดับคุณภาพ ลกั ษณะเปน็
แบบฟอร์มกาาหนดรายการพฤติกรรมที่จะสงั เกต โดยให้ทาเคร่อื งหมาย / ลงในช่องทต่ี รงกับระดบั
คะแนนในการ ประเมนิ พฤติกรรมแต่ละรายการทีส่ งั เกต และแบบสาารวจรายการ ลกั ษณะเป็น
แบบฟอร์มกาาหนดรายการพฤตกิ รรมทจ่ี ะ สงั เกต โดยใหท้ าเครอ่ื งหมาย / ลงในช่อง เพื่อบนั ทึก
พฤติกรรมที่สังเกตพบแลว้ และควรบนั ทึกซา้ หลายครัง้ โดยแบบสังเกต มที ั้งข้อดีและข้อจาากดั ดงั นี้
ขอ้ ดี 1. แบบสงั เกตสามารถเปน็ เครือ่ งมอื ทีใ่ ช้ติดตามศกึ ษาพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมาไดท้ ุก
ดา้ น 2. แบบสงั เกตเป็นเครื่องมือท่ีใชไ้ ด้สะดวก ใช้ไดท้ ุกเวลา และใชไ้ ด้ทกุ สถานที่ 3. แบบสังเกตใช้
สังเกตพฤติกรรมของบคุ คล ทุกเพศ ทกุ วัย โดยไม่ขึ้นอยู่กับระดบั การศึกษา ข้อจากดั 1. พฤติกรรม
หลายอย่างสังเกตได้ยาก และต้องสงั เกตหลายคร้ัง ทาใหเ้ สียเวลาสงั เกตนาน 2. ถา้ ผ้สู ังเกตขาดความ
พร้อม และทักษะในการสังเกต จะทาให้การบนั ทึกข้อมลู ลงในแบบสงั เกตเป็นข้อมูลที่ไม่ มีประโยชน์
9
หรือมีความผิดพลาด 3. ผู้สังเกตอาจมีความลาเอยี งหรืออคติตอ่ ผู้ถูกสงั เกตบางคน ทาให้ได้ข้อมลู ที่
บนั ทึกลงใน แบบสังเกตบิดเบือน ทาให้การแปลผลการสังเกตคลาดเคลอ่ื น 4. ถา้ ผถู้ ูกสังเกตร้ตู วั จะ
เกดิ การระวงั ตวั และปิดบังพฤตกิ รรมที่แทจ้ ริง แบบสงั เกตไดถ้ กู นาใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล
พฤติกรรมในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านพุทธิพิสยั หรือด้านปัญญา เปน็ การสงั เกตพฤติกรรมของบุคคลท่ี
แสดงออกถึงความรู้ ความคิดออกมาทางการพดู และการเขียน ซ่ึงผู้วิจยั สามารถสังเกตได้ ด้านจติ พิสยั
หรอื ด้านความรูส้ ึก ตลอดจนคณุ ธรรมซงึ่ บุคคลจะแสดงออกมาทางการพดู และแสดงออกทางการ
ประพฤติปฏิบตั ิ จนทาใหผ้ วู้ จิ ัยรบั รู้ได้ดว้ ยการสงั เกต และด้านทกั ษะพิสัยหรอื ด้านการปฏิบตั ิ ซง่ึ
บคุ คลจะต้องลงมือปฏิบัตหิ รือมสี ว่ นร่วมใน การปฏบิ ัตงิ านและกจิ กรรม ผวู้ จิ ยั จงึ สามารถติดตาม
สงั เกตความสามารถในการปฏบิ ัติของบุคคลนัน้ ได้และผ้วู จิ ัยจะพิจารณา คุณภาพของผลงาน เพื่อน า
ขอ้ มลู ไปใช้ในการวเิ คราะห์เพ่ือสรุปผลการวจิ ัยต่อไป ความสาคญั ของแบบสงั เกตการปฏบิ ัติงาน
แบบประเมนิ การปฏบิ ัติ (performance assessment form) คือ เครอื่ งมือทใ่ี ชป้ ระกอบการประเมนิ
การใหป้ ฏิบัตจิ ริง มกั เปน็ แบบบันทกึ ผลการปฏบิ ัติตลอดกระบวนการโดยการใหป้ ฏิบตั ิเป็นรูปแบบ
หรอื วธิ กี ารท่กี าหนดขึ้นเพื่อวัดความสามารถ ในการปฏบิ ตั ิงานหรือปฏิบัตกิ ิจกรรมท่ีจดั เป็นพฤติกรรม
ดา้ นทักษะพิสยั เชน่ เริม่ วดั ตัง้ แตค่ วามสามารถในการเตรยี มงาน วดั การลงมือปฏิบัติในแตล่ ะขนั้ ตอน
วดั ผลงานและวัดพฤติกรรมด้านจติ พิสัยบางประการ 20 GRADUATE STUDIES JOURNAL 12(58)
July – September 2015 มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร : http://grad.snru.ac.th หลกั ในการ
สรา้ งแบบประเมินการปฏบิ ตั ิ ในการสรา้ งแบบประเมินการปฏิบตั ินั้น ประเดน็ การประเมินจะถกู สรา้ ง
ข้ึนจากกรอบแนวคิดทฤษฎขี องตวั แปรที่ ตอ้ งการศกึ ษาหรือตอ้ งการวดั โดยแบบประเมินการปฏบิ ตั ิ
จะมหี ลกั ในการสรา้ งดงั ต่อไปน้ี 1. ศึกษาพฤติกรรมทจ่ี ะให้ปฏิบตั ิ หรือวิเคราะหจ์ ดุ ประสงคส์ าคญั ที่
ต้องการประเมินผลการปฏิบตั ิ 2. นยิ ามหรือความหมายพฤติกรรมทจ่ี ะให้ปฏบิ ัติ และกาหนดรูปแบบ
ของวธิ กี ารประเมนิ ใหส้ อดคล้องกับ พฤติกรรมทตี่ ้องการ ว่าจะใชร้ ปู แบบ ทใี่ ห้แสดงออกถงึ
ความสามารถทางอ้อม หรอื ใหป้ ฏิบตั ใิ นสถานการณ์จาลอง หรือให้ ปฏิบตั ิในสถานการณ์จรงิ เช่น ใน
การสรา้ งเกณฑ์การประเมินทักษะการสร้างสื่อการสอนของครู ผู้วจิ ัยควรศึกษาแนวคิด ทฤษฎี
องคป์ ระกอบของส่ือวา่ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง เช่น การประเมนิ เนื้อหา ลักษณะของส่ือ การพมิ พ์
ขนาด รปู เล่ม คณุ คา่ และประโยชน์ ความสะดวกในการนาไปใช้ 3. สรา้ งเครื่องมอื บนั ทึกผลการ
ประเมนิ ตามรายการทว่ี ิเคราะห์ไว้ ซึ่งอาจจะเป็นแบบสารวจรายการหรอื แบบจัดอันดับคณุ ภาพกไ็ ด้
4. กาหนดเกณฑ์ หรอื มาตรฐานข้ันตา่ ทใี่ ช้ตัดสนิ และสรปุ ผลการปฏบิ ตั ิงาน 5. ตรวจสอบแบบ
ประเมนิ การปฏิบัตดิ า้ นความเทีย่ งตรงดว้ ยตนเองและผเู้ ชย่ี วชาญ และนาผลทไ่ี ด้ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ข 6.
ทดลองใชเ้ พือ่ หาคา่ ความเชอ่ื มน่ั น าแบบประเมนิ การปฏบิ ัติไปทดลองใช้กับบุคคลที่ไมใ่ ช่กลุ่ม
ตัวอยา่ ง หรือกลมุ่ ทจี่ ะน าแบบประเมนิ การปฏิบัตไิ ปใชจ้ ริงและนาผลทีไ่ ด้มาคานวณหาค่าความ
เชือ่ มัน่ 7. ปรับปรงุ แก้ไข พมิ พแ์ บบประเมินการปฏิบัตฉิ บับจรงิ แลว้ นาไปเก็บรวบรวมข้อมูลกบั กลุ่ม
10
ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ น การวิจัย จากการศึกษางานวจิ ยั พบว่า แบบประเมินการปฏิบตั ทิ ่ีนิยมใชใ้ นการเกบ็
รวบรวมขอ้ มูลในการวิจยั มี 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบประเมนิ การปฏิบตั ิทางอ้อม โดยการให้ระบุ
จาแนก หรอื จดั หาวสั ดุ อปุ กรณ์ ทีจ่ าเป็นต้องใช้ แบบประเมนิ การ ปฏิบัตใิ นสถานการณ์จาลอง ใน
การปฏิบตั ิงานบางอย่างต้องอาศัยทักษะหลายด้านประกอบกนั และต้องอาศัยเวลาฝึกเพ่ือ สะสม
ประสบการณ์ให้เกิดความชานาญก่อนทจ่ี ะปฏิบตั ิในสถานการณ์จรงิ ไดโ้ ดยไม่เกิดผลเสยี หาย
จงึ จาเปน็ ต้องฝึก สถานการณ์จาลองก่อน เช่น การปฐมพยาบาลผทู้ ี่ได้รบั อบุ ตั ิเหตุ แบบประเมินการ
ปฏบิ ัติในสถานการณ์จรงิ รปู แบบน้คี อื การ ใหบ้ คุ คลได้ปฏิบัติ ในสถานการณท์ เ่ี ป็นจรงิ หรือเหมอื นท่ี
ปฏบิ ัตจิ รงิ ในชวี ติ ประจาวัน เช่น การให้ปฐมพยาบาลคนทไ่ี ดร้ ับ อุบัติเหตจุ ริง หรอื ใหอ้ อกไปขับรถใน
ถนนท่ีมีสภาพการจราจรปกติ การเลือกใช้รปู แบบใดข้ึนอยู่กบั ลกั ษณะของจุดประสงค์ ของการวิจัยวา่
จะใหบ้ ุคคลเกดิ ทักษะถึงระดับใด กต็ ้องเลอื กรูปแบบใหส้ อดคล้องกนั ซง่ึ บางงานท่ตี ้องฝึก
ประสบการณ์ถงึ ขน้ั ชานาญ ก็อาจจะตอ้ งผา่ นรปู แบบวิธกี ารวดั ท้งั 3 รูปแบบเลยก็ได้ นอกจากนีใ้ น
การประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ าน มีส่งิ ท่ีควร จะต้องวดั 2 ประการคือ การวัดวธิ กี ารปฏบิ ตั งิ าน
(procedure) และการวัดผลงาน (product) สว่ นการวดั พฤตกิ รรมของ นักเรยี น คอื การวดั
คณุ ลักษณะบางประการที่ต้องการปลกู ฝงั ซ่งึ เปน็ สว่ นหน่ึงของพฤติกรรมดา้ นจติ พิสยั เชน่ ความตง้ั ใจ
ทางาน ความอดทน ความร่วมมือ ความรับผดิ ชอบ ความมีวินัยในตนเอง (Nitko. 2004 : 257) โดย
แบบการประเมนิ การ ปฏิบตั มิ ที งั้ ข้อดแี ละข้อจากัด ดังนี้ ข้อดี 1. เปน็ เคร่อื งมือทเี่ หมาะสาหรับใชว้ ดั
พฤติกรรมด้านทักษะการใชก้ ลา้ มเนอื้ หรือดา้ นทักษะพิสัย 2. รูปแบบของวิธกี ารวัดในแบบประเมิน
การปฏิบตั เิ ปน็ แบบอิสระ สามารถกาหนดขึน้ ใหเ้ หมาะกับงานหรือ กจิ กรรมทีต่ ้องการวัด ซึ่งแตกตา่ ง
กนั ไปตามธรรมชาติของแต่ละงานหรอื กจิ กรรม 21 วารสารบณั ฑิตศึกษา ปีท่ี 12 ฉบบั ที่ 58
กรกฎาคม-กนั ยายน 2558 มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร : http://grad.snru.ac.th ขอ้ จากดั 1. ตอ้ ง
ใช้เวลาในการวดั มาก โดยเฉพาะการวัดเปน็ รายบุคคล เพราะตอ้ งพจิ ารณาตลอดท้ังกระบวนการ
ปฏิบัติ ต้ังแต่เริม่ ต้นจนเกิดผลสมบูรณ์ 2. ควบคุมสถานการณ์การสอบวดั ให้เปน็ แบบเดียวกันโดยให้
ทกุ คนแสดงความสามารถของตนเองอยา่ งอสิ ระ ไมไ่ ด้ 2.1 ถ้าสอบวัดพร้อมกนั โดยให้ทางานหรือ
กิจกรรมเดยี วกนั ก็จะมปี ัญหาเรอ่ื งการควบคมุ การปฏบิ ัตขิ องแต่ ละกลมุ่ ให้เปน็ อิสระไม่ได้ และการ
ตรวจวัดผลงานของทุกคนในกลุ่มทาได้ ไม่ท่ัวถึง และไม่ทนั เวลา 2.2 ถ้าสอบวดั โดยใหท้ างานหรอื
กิจกรรมต่างกนั ก็จะเกิดความไมเ่ ท่าเทยี มกันเรื่องความยากงา่ ยของ กิจกรรม หรืออาจกาหนด
กิจกรรมได้ไมค่ รบทุกดา้ น ท าใหผ้ ลการวัดเอามาใช้ประโยชนใ์ นการเปรยี บเทยี บ หรือตัดสนิ ไมไ่ ด้ 2.3
ถ้าสอบวัดโดยให้บุคคลปฏิบัตงิ านเป็นกลมุ่ ทุกคนในกลมุ่ ก็ควรจะได้คะแนนเทา่ กันทงั้ ที่มี
ความสามารถ หรอื ทักษะไม่เทา่ กนั คะแนนของบางคนจึงไมส่ อดคล้องกันตามสภาพจริง 3. การ
พจิ ารณาคะแนนผลการปฏบิ ัติงาน หรือผลการปฏิบตั ิกจิ กรรม ทาได้ยากเพราะคอ่ นข้างเป็นอัตนยั แม้
จะ มีแบบฟอร์มกาหนดรายการวดั และบรรยายคณุ ภาพตามคะแนนไวอ้ ย่างชดั เจนแล้วก็ตาม การให้
11
คะแนนแตล่ ะรายการก็ จาเป็นต้องใชค้ วามร้สู ึกสว่ นตัวช่วยตัดสนิ ดว้ ย การให้ปฏบิ ตั ิเป็นรปู แบบของ
วิธกี ารประเมินผลทีใ่ ชเ้ ป็นแบบทดสอบประเภทหน่งึ ไดเ้ รยี กว่าแบบทดสอบภาคปฏิบตั ิ หรอื แบบ
ประเมินการปฏบิ ตั ิ แบบประเมินการปฏิบตั ิจงึ มีบทบาทสาคญั สาหรบั งานวิจัยทีต่ อ้ งการรูว้ ่ากลุ่ม
ตัวอยา่ งหรอื กลมุ่ เป้าหมายในการวจิ ัยรวู้ ธิ กี ารปฏบิ ตั ิและปฏิบตั ไิ ดจ้ รงิ ซง่ึ ในปัจจุบันนยิ มนาไปใช้ใน
การวิจยั เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ในบทความนไ้ี ดน้ าเสนอเคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยวา่
ประกอบด้วย 5 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบแบบสงั เกต แบบ สมั ภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบ
ประเมนิ การปฏิบัติ ซึ่งเครื่องมือทัง้ 5 ประเภทนตี้ ่างมีข้อดีและข้อจากัดทีแ่ ตกตา่ งกนั ไป และมีหลักใน
การสร้างท่ีแตกต่างกนั ดว้ ย โดย แบบทดสอบจะถูกสรา้ งขน้ึ โดยใช้หลักสตู ร มาตรฐาน ตวั ชีว้ ดั เปน็
กรอบการ กาหนดเน้ือหาของแบบทดสอบ แบบสงั เกตนน้ั ประเด็นในการสงั เกตจะถูกสรา้ งขน้ึ จาก
กรอบแนวคิดทฤษฎขี องตัวแปรที่ ตอ้ งการสังเกตหรือต้องการวัด แบบสัมภาษณ์นนั้ ประเดน็ ในการ
สัมภาษณ์จะถูกสรา้ งขึ้นจากกรอบแนวคดิ ทฤษฎีของตวั แปร ทีต่ ้องการศกึ ษา แบบสอบถามนัน้ ข้อ
คาถามจะถูกสร้างขน้ึ จากกรอบแนวคดิ ทฤษฎีของตัวแปรท่ีต้องการศกึ ษาหรือตอ้ งการ วดั ซ่งึ การ
ออกแบบมาตรท่ใี ช้ต้องเหมาะสมกับประเด็นทจ่ี ะวดั
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
1. ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
นกั วิชาการ ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นการศกึ ษา ไดใ้ ห้นยิ ามหรือความหมายของผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี น ดงั นี้
ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ (2543 : 18) ได้กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ เป็น
การมองการวดั ความสามารถทางการเรยี นหลังจากได้เรยี นเนื้อหาของวชิ าใดวชิ าหนึง่ แล้วผเู้ รยี นมี
ความสามารถเรียนรู้มากน้อยเพียงใด น่นั คือการวัดผลสัมฤทธิ์ ยึดเนอื้ หาวิชาเป็นหลัก
สุวทิ ย์ มูลคา และอรทยั มลู คา (2552 : 34) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึง ความสามารถในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งวัดได้จากความสามารถในการทาแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ในวิชานั้น ๆ ในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ความจา ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์
การนาไปใช้ การประเมินค่า ด้านทักษะกระบวนการและเจตคติของผู้เรียนว่าบรรลุจุดมุ่งหมายของ
หลักสูตรมากน้อยเพียงใด พร้อมกับเป็นข้อย้อนกลับให้กับผู้สอนได้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการเรียน
การสอนให้มปี ระสทิ ธิภาพยิง่ ขน้ึ
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555 : 10) ได้กล่าวว่า การวัด
ผลสัมฤทธิ์เป็นการประเมินผลที่มุ่งเนน้ ตามสภาพจรงิ ด้วยการวัดและประเมินการปฏิบตั ิงานในสภาพ
ที่เกิดขึ้นจริงหรือที่ใกล้เคียงกับสภาพจริง รวมท้ังการประเมินเก่ียวกับสมรรถภาพของผู้เรียนเพิ่มเติม
จากความรทู้ ี่ไดจ้ ากการทอ่ งจา โดยใชว้ ิธีการท่ีหลากหลาย จากการที่ผูเ้ รียนได้ลงมือปฏิบตั ิจริง ได้เผชิญ
12
กับปัญหาหรือสถานการณท์ ี่เป็นจริง หรอื สถานการณ์จาลอง ไดแ้ ก้ปัญหา สืบค้น และนาความรู้ไปใช้
รวมท้ังแสดงออกทางการคดิ ตามสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ และผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวงั
สรปุ ไดว้ ่า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถ ความรู้ ทกั ษะทางการเรยี นท่ี
ผเู้ รยี นไดร้ ับจากการพฒั นาในดา้ นต่าง ๆ จากกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งสง่ ผลให้เกิดการเปลีย่ นแปลง
พฤติกรรมในการเรียนรู้ ซึ่งสามารถวดั ไดด้ ้วยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นท่ัวไป
2. ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
สมบรู ณ์ ตันยะ (2545 : 40-41) ไดก้ ล่าวว่าการทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของ
ผู้เรยี นสามารถทาได้ 2 ลกั ษณะ คือ
1. การทดสอบแบบอิงกล่มุ หรือวดั ผลแบบองิ กลุ่ม เปน็ การทดสอบหรอื การวัดทเ่ี กิดจาก
แนวความเช่ือในเรื่องความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลท่ีวา่ ความสามารถของบุคคลใด ๆ ในเรือ่ งนน้ั มีไม่
เทา่ กัน บางคนมีความสามารถเดน่ บางคนมีความสามารถด้อย และสว่ นใหญม่ ีความสามารถปานกลาง
ถา้ นามาเขยี นจะมีลักษณะเป็นกราฟคลา้ ย ๆ โคง้ รปู ระฆัง หรือที่เรียกว่าโค้งปกติ น่ันคือคนทีม่ ี
ความสามารถสงู จะไดค้ ะแนนสงู คนที่มคี วามสามารถด้อยกว่าจะไดค้ ะแนนลดหลัน่ ลงมาจนถงึ ระดับต่า
2. การทดสอบแบบอิงเกณฑ์ หรือการวดั ผลแบบองิ เกณฑ์ เปน็ การทดสอบหรือการวดั
ท่ียึดความเช่ือในเรื่องการเรยี นรู้ กล่าวคอื ยดึ หลกั วา่ ในการสอนนนั้ จะต้องมุ่งส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นทั้งหมด
ประสบความสาเร็จในการเรยี น แมว้ า่ ผ้เู รียนจะมีความแตกต่างกนั กต็ าม แต่ทกุ คนควรได้รบั การส่งเสริม
ใหพ้ ฒั นาไปถึงขีดความสามารถสูงสดุ ของตน โดยอาจใชเ้ วลาทแ่ี ตกต่างกันในแต่ละบุคคล
เกณฑ์ หมายถงึ กลมุ่ พฤตกิ รรมทีไ่ ด้กาหนดไว้ในแตล่ ะวชิ าตามจุดประสงคข์ องการสอนแต่ละบทหรอื
แตล่ ะหน่วยการเรยี นวชิ าน้นั ๆ จดุ ม่งุ หมายของการทดสอบแบบนจี้ งึ เป็นการตรวจสอบดูว่า ใครทเ่ี รยี น
ไดถ้ งึ เกณฑ์ และใครเรยี นไมถ่ ึงเกณฑค์ วรได้รบั การปรับปรุงตอ่ ไป
สมนึก ภทั ทิยธนี (2551 : 73) ไดแ้ บ่งประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทาง
การเรียนออกเปน็ 2 ชนิด คือ
1. แบบทดสอบท่คี รสู รา้ งข้นึ (teacher made test) หมายถงึ แบบทดสอบท่ีมุง่ วัด
ผลสัมฤทธ์ิของผูเ้ รียนเฉพาะกลุ่มทีค่ รูสอน จะไมน่ าไปใช้กับนกั เรยี นกลมุ่ อนื่ เป็นแบบทดสอบท่ใี ช้กนั
ท่ัว ๆ ไปในโรงเรียน
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) หมายถึง แบบทดสอบทม่ี ุ่งวดั ผลสัมฤทธ์ิ
เช่นเดยี วกบั แบบทดสอบท่คี รูสร้างข้นึ แต่มีจดุ มุ่งหมายเพ่ือเปรียบเทียบคุณภาพตา่ ง ๆ ของนักเรียนที่
ต่างกลมุ่ กนั เช่น เปรียบเทียบคุณภาพของนักเรยี นในโรงเรยี นแห่งหนงึ่ กบั นักเรียนกลุ่มอ่นื ๆ ทวั่ ประเทศ
(แบบทดสอบมาตรฐานระดับชาต)ิ หรือกบั นักเรยี นกลุม่ อ่ืน ๆ ท่วั จงั หวดั (แบบทดสอบมาตรฐาน
ระดบั จงั หวัด) เป็นตน้
13
บุญชม ศรีสะอาด (2554 : 53) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธเ์ิ ป็น 2
ประเภท คือ
1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (criterion referenced test) หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึน้
ตามจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม มคี ะแนนจดุ ตดั หรือคะแนนเกณฑ์ สาหรบั ใช้ตัดสนิ ว่าผ้สู อบมคี วามรู้
ตามเกณฑท์ ่ีกาหนดไว้หรือไม่ การวดั ตรงตามจดุ ประสงค์เป็นหัวใจสาคัญของข้อสอบในแบบทดสอบ
ประเภทน้ี
2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (norm referenced test) หมายถงึ แบบทดสอบท่ีม่งุ สร้างเพอ่ื
วดั ใหค้ รอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตามตารางวเิ คราะหห์ ลกั สูตร ความสามารถในการจาแนกผู้สอบ
ตามความเกง่ อ่อนได้ดี เป็นหัวใจสาคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผลการสอบ
อาศัยคะแนนมาตรฐาน ซึง่ เป็นคะแนนทีส่ ามารถใหค้ วามหมายแสดงถงึ สถานภาพ ความสามารถของ
บคุ คลนน้ั เมอ่ื เปรยี บเทียบกับบคุ คลอื่น ๆ ที่ใชเ้ ปน็ กลุ่มเปรียบเทียบ
สรปุ ได้วา่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ แบง่ ตามวตั ถปุ ระสงค์ในการสรา้ ง แบ่งได้ 2 ประเภท
คือ แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (criterion referenced test) และแบบทดสอบอิงกลุ่ม (norm
referenced test) แบ่งตามขอบเขตของการใชง้ าน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบทค่ี รสู รา้ งขึ้น
(teacher made test) และแบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test)
3. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
พรทิพย์ ไชยโส (2545 : 66-70) ได้กลา่ วถึงขั้นตอนการสร้างแบบสอบ หรอื แบบทดสอบ
ดงั นี้
1. ข้นั ตอนแรกในการสร้างแบบทดสอบ คือการกาหนดวตั ถุประสงค์ของการวดั ให้
ชัดเจนว่าจะวัดอะไร วัดกับใครและวัดไปทาไม ทง้ั นีก้ เ็ พ่อื ผู้สร้างแบบทดสอบจะสามารถสร้าง
แบบทดสอบไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์ ถา้ ส่งิ ท่ตี อ้ งการวดั คือ maximum performance ของผตู้ อบที่
ไดต้ อ้ งการใหผ้ ู้ตอบไดแ้ สดงความสามารถสงู สุดที่เขามี ลักษณะคาตอบมีจะเกณฑต์ ดั สนิ วา่ เปน็ คาตอบ
ถกู หรอื ผดิ อย่างเดน่ ชัด แบบทดสอบประเภทน้จี ะเป็นประเภททเ่ี รยี กวา่ แบบทดสอบความสามารถ
(ability test) ซง่ึ ความสามารถทีต่ อ้ งการวัดนั้นอาจจะเป็นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ความถนัดทาง
การเรยี น ความถนดั เฉพาะดา้ นหรอื ความพร้อมทางการเรยี น
2. ขน้ั ตอนที่สองเปน็ ขั้นตอนสาคัญทีผ่ สู้ รา้ งแบบสอบต้องแปลงส่ิงทต่ี ้องการวดั ให้อยู่ใน
รูปของนิยามปฏิบัติการ (operational definition) คือนิยามสิ่งที่ต้องการวดั ใหม้ ลี ักษณะเป็นพฤติกรรม
ที่สามารถสังเกตได้ วัดได้ ในกรณขี องการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ผสู้ รา้ งข้อสอบคือครู
มีความจาเปน็ ต้องออกข้อสอบให้ครอบคลุมเนื้อเรือ่ งที่ครูใช้สอนในหลักสูตรวิชา และสอดคลอ้ งกบั
เนื้อเร่ืองท่กี าหนดไวใ้ นหลกั สูตรการเรยี นการสอนนน้ั ในขณะเดียวกันครูตอ้ งกาหนดความสาคัญของ
เน้อื เร่ือง โดยพิจารณาจากเวลาทีใ่ ช้สอนวา่ เรอ่ื งใดควรมนี า้ หนักมากน้อยอย่างไรในการทามาออก
14
ขอ้ สอบ โดยทวั่ ไปการออกข้อสอบครูควรทาตารางผงั ข้อสอบ (Test Blueprint หรือ Table of
Specification)
3. การเขียนข้อสอบ ในขั้นตอนของการกาหนดวตั ถุประสงค์ในการสอบ การใหน้ ยิ าม
ปฏบิ ตั ิการเกี่ยวกับส่ิงที่วดั และการกาหนดขอบเขตของคุณลักษณะท่ตี ้องการวดั ทีผ่ ่านมาแลว้ จะชว่ ย
ให้ผ้สู รา้ งข้อสอบเหน็ แนวทางในการกาหนดรปู แบบของข้อสอบท่ีจะนามาใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม
4. ขอ้ สอบท่ีเขียนขน้ึ แล้วต้องตรวจสอบถึงความเหมาะสมในความสอดคลอ้ ง
(consistency) ระหวา่ งคาถามทสี่ รา้ งขน้ึ กบั วัตถุประสงคท์ ่ีต้องการวัด ตลอดจนความเหมาะสม
(adequacy) ของการใช้ภาษาและถ้อยคา สานวนทใ่ี ชแ้ ละความเหมาะสมกบั กลมุ่ ท่จี ะใช้วดั
การตรวจสอบเชงิ เหตุผล (logical review) เพื่อตรวจสอบคุณลกั ษณะดงั กล่าวของข้อสอบ ซ่งึ อาจจะ
ตอ้ งใชผ้ เู้ ชย่ี วชาญทางด้านเนื้อหาในการตรวจสอบหรือแม้กระทั่งการนาไปทดลองกับกลมุ่ จานวนน้อย ๆ
เพอื่ ดูความเหมาะสมของถ้อยคา เปน็ สงิ่ ทผ่ี ู้สรา้ งพึงดาเนินการตรวจสอบและแก้ไขใหเ้ หมาะสมใน
ขน้ั แรกก่อนท่ีจะนาไปทดลองใช้ในขัน้ ตอ่ ไป
5. ทดลองใช้ข้อสอบและการวิเคราะห์ ข้นั ตอนน้ีเพ่ือทดลองใช้เครื่องมอื ทีส่ ร้างท้งั ฉบับ
กบั กลุ่มตวั อยา่ งที่มลี ักษณะเหมอื นกับกลมุ่ เป้าหมายท่ีจะนาแบบทดสอบไปใชจ้ รงิ ทังน้ีเพื่อใช้เกณฑ์
เชิงประจักษ์ (empirical criteria) ในการตรวจสอบความเหมาะสมของข้อสอบท่สี ร้าง ไดแ้ ก่ ความยาก
อานาจจาแนก และความเหมาะสมของตัวลวงหรอื ตวั เลอื กต่าง ๆ ขอ้ สอบท่มี ีความยากและอานาจ
จาแนกเหมาะสม ตัวลวงมีคณุ ภาพจงึ จะเหมาะท่ีจะนาไปใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการวดั ต่อไป การทดลอง
ใชแ้ บบสอบทส่ี รา้ งขน้ึ ยงั ชว่ ยใหผ้ ู้สร้างแบบทดสอบสามารถกาหนดเวลาในการตอบแบบทดสอบได้
เหมาะสม ตลอดจนการกาหนดคาชี้แจงในการตอบใหผ้ ู้ตอบไดแ้ สดงพฤติกรรมในการตอบตรงกับท่ี
แบบสอบต้องการ
6. การเกบ็ รวบรวมข้อสอบเขา้ ชุดของแบบทดสอบ ในขนั้ ตอนนขี้ ้อสอบท่มี ีความยาก
และอานาจจาแนกเหมาะสมก็จะไดร้ ับการคัดเลือกเขา้ ชดุ ของแบบทดสอบ ในขณะเดยี วกนั การตดั
ข้อสอบบางข้อท่ีไม่เหมาะสมออกไปควรไดร้ ับการตรวจสอบดว้ ยว่าไม่ทาให้ความเป็นตวั แทนของ
พฤติกรรมทีต่ ้องการวดั ในของเขตทม่ี ่งุ ศึกษาไมข่ าดหายไป จงึ เปน็ การสมควรท่ีผู้สรา้ งขอ้ สอบจะสรา้ ง
ขอ้ สอบก่อนการทดลองให้มากพอในแตล่ ะองค์ประกอบทม่ี ุ่งวัด เพราะเม่อื พบความไม่เหมาะสมกับ
ขอ้ สอบทีจ่ ะต้องถกู ตัดออกไปจะไม่ทาให้พฤติกรรมท่ีต้องการวดั ส่วนนัน้ ขาดหายไป ข้อสอบบางขอ้ ท่ี
ควรได้รับการปรับปรุงใหม้ คี ุณภาพดีขน้ึ หลังจากการวิเคราะห์แลว้ กค็ วรไดร้ ับการปรบั ปรงุ ก่อนทีจ่ ะ
นาเข้าในแบบทดสอบ
7. หลงั จากการรวบรวมข้อสอบเข้าชุดของแบบทดสอบแลว้ การกาหนดความเป็น
มาตรฐาน (standardization) ของแบบทดสอบทส่ี รา้ งข้นึ เป็นกระบวนการทีส่ าคญั ในขัน้ ตอนหนงึ่
ของการสรา้ งแบบสอบมาตรฐาน ขัน้ ตอนน้คี ือการเขยี นคมู่ ือการสอบเพื่อให้การจัดดาเนินการสอบ
15
เปน็ ไปในรปู แบบเดียวกันอย่างเป็นทางการ การกาหนดคาส่ัง คาชแ้ี จงในการตอบข้อสอบ การกาหนด
เวลาในการสอบ นอกจากนี้การกาหนดเกณฑ์ในการให้คะแนนจะทาให้เกิดความเปน็ ปรนัยในการให้
คะแนน
สรุปไดว้ ่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธค์ิ วรมีความเป็นมาตรฐานปฏบิ ัติตามขั้นตอน
โดยเรมิ่ จากการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ กาหนดนยิ ามปฏิบัตกิ าร เพื่อให้แบบทดสอบมคี วามสอดคลอ้ ง
เหมาะสม และทดลองใช้ข้อสอบ วเิ คราะห์ขอ้ สอบ เม่ือแบบทดสอบมีคณุ ภาพตามเกณฑ์ จงึ จัดเขา้ ชุด
และเขยี นคูม่ ือการใช้
16
บทที่ 3
วธิ ีดาเนินการวิจยั
การดาเนนิ การวิจยั ผวู้ ิจัยได้กาหนดวิธกี ารวจิ ัยตามขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
2. เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การวิเคราะห์ขอ้ มูล
5. สถิตทิ ่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร ได้แก่ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวัดบรุ ีรัมย์ จานวน 38 คน
2. กล่มุ ตวั อยา่ ง ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/10 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2563
โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 35 คน โดยพิจารณาจาก
นกั เรียนทีม่ ผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองการเพาะเมลด็ ดอกดาวเรอื งตา่ กว่ารอ้ ยละ 80
เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล
เคร่อื งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู คร้ังนี้ ประกอบด้วย
1. แบบสงั เกตการปฏบิ ตั งิ านเรื่องการปกั ชาไมป้ ระดับตน้ ล้นิ กระบือจานวน 5 ชุด
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนเรื่องการปักชาไมป้ ระดบั ต้นลิน้ กระบอื เป็นแบบ
ปรนัย
ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 20 ข้อ
17
การเก็บรวบรวมข้อมลู
ระยะเวลาในการดาเนินการและเก็บรวบรวมข้อมลู ระหว่างวนั ท่ี 20กรกฏาคม ถึงวันที่ 5
กันยายน 2563 จานวน 12 ช่ัวโมง มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี
วัน เดือน ปี กิจกรรม หมายเหตุ
12 พ.ย. 62 - ศกึ ษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์แนวทางการแก้ปญั หา
13 พ.ย. 62 - เขยี นเค้าโครงงานวิจยั ในช้นั เรียน บันทึกคะแนน
- ศกึ ษาหลักสตู รเกี่ยวกบั วิชา บนั ทึกคะแนน
14 พ.ย. 62 - วเิ คราะหผ์ ู้เรยี นและวเิ คราะห์เนอ้ื หา บันทกึ คะแนน
15 พ.ย. 62 - ออกแบบเครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในงานวจิ ยั บันทกึ คะแนน
16 พ.ย. 62 - นักเรยี นทาแบบสงั เกตการปฏบิ ัตงิ าน ชดุ ที่ 1 บันทึกคะแนน
17 พ.ย. 62 - นกั เรยี นทาแบบสังเกตการปฏิบัตงิ าน ชดุ ท่ี 2 บนั ทึกคะแนน
18 พ.ย. 62 - นกั เรียนทาแบบสังเกตการปฏบิ ัติงาน ชุดที่ 3
19 พ.ย. 62 - นักเรยี นทาแบบสงั เกตการปฏบิ ัตงิ าน ชดุ ที่ 4
22 พ.ย. 62 - นักเรยี นทาแบบสงั เกตการปฏบิ ัตงิ าน ชดุ ที่ 5
22 พ.ย. 62 - นักเรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
23 พ.ย. 62 - เก็บรวบรวมข้อมูลและวเิ คราะหข์ ้อมูล
- สรปุ และอภปิ รายผล
- จัดทารปู เล่ม
-
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
การวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์คะแนนจากแบบสังเกตการ
ปฏิบัติงาน และคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองการปักชาไม้ประดับต้นลิ้นกระบือโดยใช้ค่าเฉลี่ย
ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
18
สถติ ิทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังนี้ (สมนกึ ภทั ทิยธนี. 2555 : 260)
P = F100
N
เมอ่ื P แทน ร้อยละ
F แทน ความถห่ี รอื คะแนนท่ีต้องการแปลงให้เปน็ ร้อยละ
N แทน จานวนความถท่ี ัง้ หมดหรอื คะแนนเต็ม
2. คา่ เฉลี่ย (Mean) ของคะแนน โดยใชส้ ูตรดงั น้ี (สมนกึ ภัททิยธน.ี 2555 : 237)
X = X
N
เมื่อ X แทน คา่ เฉลี่ย
X แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
N แทน จานวนคนทงั้ หมด
3. ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใชส้ ูตรดังน้ี
(สมนึก ภัททิยธน.ี 2555 : 249)
S.D. = N X2 ( X)2
N(N 1)
เมอ่ื S.D แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนของแต่ละคน
N แทน จานวนคนทงั้ หมด
แทน ผลรวม
19
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจยั ดาเนนิ การวจิ ยั เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองการปักชาไม้
ประดับตน้ ลิ้นกระบือ
โดยการสาธติ สาหรบั นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1/10 ได้ดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมลู
เพือ่ นาผลท่ีได้มาวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี
ตารางที่ 2 แสดงคะแนนรวมและรอ้ ยละ จากแบบสงั เกตการปฏิบัติงานชดุ ท่ี 1-5 ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษา ปีที่ 1/11
ที่ ช่อื – สกลุ แบบสังเกตการปฏบิ ตั ิงานชุดที่ คะแน รอ้ ย
1 2 3 4 5 นรวม ละ
1 เดก็ ชายกตั พงศ์ โชคโอฬาร 8 8 8 8 8 40 80
2 เดก็ ชายกิตติพงศ์ สะอาดประโคน 8 9 8 8 8 41 82
3 เด็กชายชิษณุพงศ์ การัมย์ 8 9 9 9 8 43 86
4 เดก็ ชายทักษด์ นัย บญุ ทศ 8 8 8 8 8 40 80
5 เดก็ ชายธีรกานต์ สีลาไล 9 8 8 8 9 42 84
6 เด็กชายนริทร์ หนุนโชค 8 8 10 9 8 43 86
7 เดก็ ชายบรรณสรน์ มีประโคน 9 8 8 8 8 41 82
8 เด็กชายเปรมนัส โคประโคน 8 9 10 8 8 43 86
9 เดก็ ชายพรหมมินทร์ อินต๊ะ 9 8 8 9 8 42 84
10 เด็กชายพรี วชิ ญ์ ทรงประโคน 8 8 8 8 9 41 82
11 เด็กชายภากร บรู ณเ์ จริญ 8 8 8 9 8 41 82
12 เดก็ ชายรังสมิ นั ต์ อ่วมไธสง 8 8 10 8 8 42 84
13 เด็กชายวรวีย์ ประสิทธิเขตกิจ 8 9 8 8 8 41 82
14 เดก็ ชายวฒุ เิ ดช พรมประโคน 8 9 9 9 8 43 86
15 เดก็ ชายศรตี ลุ า เสนจันทร์ 8 8 8 8 8 40 80
16 เดก็ ชายศวิ ดล เจอื จนั ทร์ 9 8 8 8 9 42 84
17 เดก็ ชายอภสิ ิทธ์ิ พุทธชาติ 8 8 10 9 8 43 86
18 เดก็ หญงิ กชกร ศิลา 9 8 8 8 8 41 82
20
ท่ี ชื่อ – สกลุ แบบสังเกตการปฏบิ ัตงิ านชุดที่ คะแน รอ้ ย
นรวม ละ
19 เด็กหญิงกานตมิ า แก้วน้อย 88888 40 80
20 เด็กหญิงกลุ นัส เตือประโคน 8 9 10 8 8 43 86
21 เดก็ หญิงชลติ า อิทธิแสง 89888 41 82
22 เด็กหญิงญาณศิ า ปันประโคน 89998 43 86
23 เด็กหญิงฑิฆมั พร ทวันเวท 88888 40 80
24 เด็กหญงิ ณฐกนั ต์ ฟุง้ สขุ 98889 42 84
25 เดก็ หญงิ ณัฐธดิ า ประสินเดิม 8 8 10 9 8 43 86
26 เด็กหญิงณฐั รจุ า บุญมาก 98888 41 82
27 เด็กหญิงธัญสรณ์ ห่วงประโคน 8 9 10 8 8 43 86
28 เด็กหญงิ นริ าภร สมบรู ณ์ 98898 42 84
29 เดก็ หญงิ ปรียาภรณ์ ขุนพรม 88889 41 82
30 เด็กหญงิ รินรดา ผ่องภิรมย์ 88898 41 82
31 เดก็ หญงิ รุจิรดา มาประโคน 8 8 10 8 8 42 84
32 เด็กหญิงสติ านันท์ สงิ สนน่ั 89888 41 82
33 เดก็ หญิงสริ ินทรา ชอื้ ความสุข 89998 43 86
34 เด็กหญงิ อรปรียา โพธเ์ งิน 88888 40 80
35 เด็กหญิงอินทิรา ตาประโคน 98889 42 84
289 291 300 291 286
รวม
คา่ เฉล่ีย 8.25 8.25 8.58 8.33 8.17
ร้อยละ
สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 82.50 82.50 85.83 83.33 81.67
0.45 0.45 0.90 0.49 0.39
จากตาราง แสดงให้เห็นว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จานวน 35 คน มีคะแนนจาก
การทาแบบสังเกตการปฏิบัติงานผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกคน เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่า แบบ
สังเกตการปฏิบัติงานชุดท่ี 1 มีคะแนนเฉล่ีย 8.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50 ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.45 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดที่ 2 มีคะแนนเฉล่ีย 8.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ
82.50 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดท่ี 3 มีคะแนนเฉลี่ย 8.58
คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.83 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.90 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดท่ี 4
21
มีคะแนนเฉลี่ย 8.33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 และแบบ
สังเกตการปฏิบัติงานชุดท่ี 5 มีคะแนนเฉล่ีย 8.17 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.67 ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.39
ตารางที่ 3 แสดงคะแนนจากแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเรอ่ื งการเพาะเมล็ดดอก
ดาวเรอื งของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1/10
คะแนน ผลการวเิ คราะห์
ที่ ช่อื – สกลุ (คะแนนเต็ม รอ้ ยละ (พิจารณาผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ
20 คะแนน) 80)
1 เดก็ ชายกัตพงศ์ โชคโอฬาร 16 80 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เกณฑ์
2 เดก็ ชายกิตติพงศ์ สะอาดประโคน 17 85 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
เกณฑ์
3 เดก็ ชายชิษณุพงศ์ การัมย์ 16 80 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เกณฑ์
4 เดก็ ชายทกั ษ์ดนัย บญุ ทศ 18 90 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เกณฑ์
5 19 95 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เดก็ ชายธรี กานต์ สลี าไล เกณฑ์
6 17 85 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เด็กชายนริทร์ หนนุ โชค เกณฑ์
7 18 90 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
เดก็ ชายบรรณสรน์ มีประโคน เกณฑ์
8 17 85 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เดก็ ชายเปรมนสั โคประโคน เกณฑ์
9 18 90 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
เดก็ ชายพรหมมินทร์ อินต๊ะ เกณฑ์
10 19 95 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เดก็ ชายพรี วิชญ์ ทรงประโคน เกณฑ์
11 เดก็ ชายภากร บรู ณ์เจรญิ 19 95 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เกณฑ์
22
12 เดก็ ชายรังสมิ นั ต์ อว่ มไธสง 18 90 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
13 เด็กชายวรวีย์ ประสทิ ธเิ ขตกิจ เกณฑ์
14 เดก็ ชายวุฒเิ ดช พรมประโคน
15 เดก็ ชายศรีตุลา เสนจันทร์ 16 80 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
16 เด็กชายศวิ ดล เจอื จนั ทร์ เกณฑ์
17 เดก็ ชายอภสิ ิทธ์ิ พุทธชาติ
18 เด็กหญิงกชกร ศิลา 17 85 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ น
19 เดก็ หญงิ กานตมิ า แก้วน้อย เกณฑ์
20 เด็กหญิงกลุ นัส เตือประโคน
21 เด็กหญงิ ชลิตา อทิ ธิแสง 16 80 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ น
เกณฑ์
18 90 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผา่ น
เกณฑ์
19 95 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เกณฑ์
17 85 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เกณฑ์
18 90 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เกณฑ์
17 85 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
เกณฑ์
17 85 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ น
เกณฑ์
ท่ี ชอื่ – สกลุ คะแนน ผลการวเิ คราะห์
22 เด็กหญงิ ญาณิศา ปนั ประโคน (คะแนน ร้อยละ (พจิ ารณาผา่ นเกณฑร์ ้อยละ
23 เด็กหญิงฑิฆัมพร ทวันเวท เต็ม 20
คะแนน) 80)
16 80 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เกณฑ์
17
85 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เกณฑ์
23
24 16 80 ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เด็กหญิงณฐกนั ต์ ฟ้งุ สุข เกณฑ์
18
25 90 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เดก็ หญิงณัฐธดิ า ประสนิ เดิม 19 เกณฑ์
26 17 95 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เด็กหญงิ ณฐั รจุ า บุญมาก เกณฑ์
18
27 85 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ น
เด็กหญงิ ธัญสรณ์ หว่ งประโคน 17 เกณฑ์
28 18 90 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
เด็กหญิงนิราภร สมบูรณ์ เกณฑ์
19
29 เด็กหญงิ ปรยี าภรณ์ ขุนพรม 85 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผ่าน
19 เกณฑ์
30 เดก็ หญงิ รินรดา ผ่องภริ มย์
18 90 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
31 เด็กหญงิ รจุ ริ ดา มาประโคน เกณฑ์
19
32 เดก็ หญงิ สติ านันท์ สิงสนน่ั 95 ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
19 เกณฑ์
33 เดก็ หญิงสริ ินทรา ชอ้ื ความสุข 212
17.67 95 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
34 เด็กหญิงอรปรียา โพธ์เงนิ 88.33 เกณฑ์
1.07
35 เด็กหญงิ อินทริ า ตาประโคน 90 ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ น
เกณฑ์
39
ค่าเฉลยี่ 95 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ ่าน
ร้อยละ เกณฑ์
ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
95 ผา่ นเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
เกณฑ์
24
จากตาราง แสดงให้เห็นว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 จานวน 35 คน มีคะแนนจาก
การทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเพาะเมล็ดดอกดาวเรืองผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 80 ทุก
คน โดยมีคะแนนเฉล่ีย 17.67 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 88.33 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.07
บทที่ 5
สรปุ ผลการวจิ ัย และข้อเสนอแนะ
ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองการปักชาไม้ประดับต้นลิ้นกระบือ
โดยการสาธิต สาหรับนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 โรงเรยี นประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคน
ชยั จังหวัดบุรรี ัมย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้น
ล้ินกระบือโดยการสาธิต และเพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการปักชาไม้ประดับต้นลิ้น
กระบือไม่ต่ากว่ากวา่ ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 ภาคเรียนท่ี 1ปี
การศึกษา 2561 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 35 คน โดย
พิจารณาจากนกั เรยี นทม่ี ีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นเรื่องการเพาะเมลด็ ดอกดาวเรืองตา่ กว่ารอ้ ยละ 80
สรปุ ผลการวิจัย
จากการศึกษาและวิเคราะห์คะแนนที่ได้จากการทาแบบสังเกตการปฏิบัติงานเร่ืองการปักชา
ไม้ประดับต้นลิ้นกระบือของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 ทั้งหมด 39 คน พบว่า มีคะแนนจากการ
ทาแบบสังเกตการปฏิบัติงานผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกคน เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่า แบบสังเกต
การปฏิบัติงานชุดที่ 1 มีคะแนนเฉล่ีย 8.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 0.45 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ย 8.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.50
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ย 8.58 คะแนน
คดิ เป็นร้อยละ 85.83 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.90 แบบสังเกตการปฏิบัติงานชุดที่ 4 มีคะแนน
เฉลี่ย 8.33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49 และแบบสังเกตการ
ปฏิบัติงานชุดท่ี 5 มีคะแนนเฉลี่ย 8.17 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.67 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ
0.39 และนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 ท้ังหมด 39 คน ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
25
เรียนเร่ืองการเพาะเมล็ดดอกดาวเรืองผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกคน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 17.67 คะแนน
คิดเป็นร้อยละ 88.33 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.07 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นเร่ืองการปักชาไม้ประดับต้นลิ้นกระบือโดยการสาธิต สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
1/10 ทาให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางด้านการคิดคานวณเพิ่มขึ้น สามารถแก้ปัญหาเก่ียวกับการเพาะ
เมล็ดดอกดาวเรืองไดผ้ า่ นเกณฑ์ทีก่ าหนด
ขอ้ เสนอแนะ
1. ปรับเปลีย่ นแบบสงั เกตการปฏิบตั งิ านให้มรี ปู แบบท่ีกระตุ้นความสนใจของนักเรียนมาก
ขึน้ สอดแทรก
เกมหรอื กิจกรรมท่ที าให้นักเรียนไมเ่ บื่อหนา่ ยในการเรียน
2. ให้นกั เรยี นทาอนทุ นิ สะทอ้ นความคิดในแตล่ ะวนั ของการเรียนซ่อมเสริม เพ่อื ใหค้ รูมี
ความเข้าใจนักเรยี นในทุกดา้ น และเป็นแนวทางแก้ไขและพัฒนาไดต้ รงกบั ความเปน็ จรงิ มากทส่ี ุด
26
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). ตัวช้ีวดั และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลมุ่ สาระการเรียนรู้
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
คารณ ล้อมในเมือง. (2548). ค่มู อื การปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. กาฬสินธ์ุ : โรงพมิ พป์ ระสาน
การพมิ พ.์
ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2547). หลักการสอนทั่วไป. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น (1997).
ถวัลย์ มาศจรสั และคณะ. (2550). แบบฝึกหดั แบบสังเกตการปฏบิ ตั งิ าน :ชุดนวตั กรรมการศึกษา
(ฉบับปรับปรงุ ). พิมพ์คร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ : ธารอักษร.
บญุ ชม ศรีสะอาด (2554). การวิจยั เบ้อื งต้น. พิมพ์ครงั้ ท่ี 9. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์สุวรี ิยาสาส์น.
พรทิพย์ ไชยโส. (2545). เอกสารคาสอนวิชา 151521 หลักการวดั และการประเมินผลการศึกษา
ข้นั สงู . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวัดผลการเรยี นรู้. พิมพ์ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ :
สานักพิมพส์ วุ รี ยิ าสาส์น.
วมิ ลรตั น์ สนุ ทรโรจน์. (2551). นวตั กรรมเพ่ือการเรียนรู้. มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555). การอบรมครรู ะบบทางไกล. กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว.
สมนึก ภัททิยธน.ี (2551). เทคนิคการสอนและรปู แบบการเขียนขอ้ สอบแบบเลือกตอบ วชิ า
เบอ้ื งตน้ . พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3. กาฬสนิ ธ์ุ : โรงพมิ พป์ ระสานการพิมพ์.
. (2555). การวดั ผลการศึกษา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 8. กาฬสินธุ์ : โรงพิมพป์ ระสานการพิมพ์.
27
สมบรู ณ์ ตันยะ. (2545). การประเมนิ ทางการศึกษา. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์สุวรี ิยาสาส์น.
สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์. (2551). นวัตกรรมการเรียนการสอนเพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพของเยาวชน.
พิมพ์คร้งั ท่ี 2. กรุงเทพฯ : ห้างหนุ้ ส่วนจากดั 9119 เทคนิคพริน้ ติ้ง.
สนุ นั ทา สุนทรประเสรฐิ . (2547). การสร้างสือ่ การสอนและนวัตกรรมการเรียนรู้ ส.ู่ ..การพัฒนา
ผเู้ รยี น. ราชบุรี : บริษัทธรรมรกั ษ์การพิมพ์ จากดั .
สวุ ทิ ย์ มลู คา และอรทัย มูลคา. (2552). 21 วธิ กี ารจัดการเรยี นรูเ้ พอ่ื พัฒนากระบวนการคิด.
พิมพค์ ร้งั ท่ี 8. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ภาพพิมพ์.
ภาคผนวก