Linguistics guistics START สรุรุ รุ ป รุ ปเนื้นื้ นื้ อ นื้ อหาภาษาศาสตร์ร์ ร์ร์
บ ท ที่ 1 T h e S o u n d s O f E n g l i s h
บทที่ที่ ที่ที่1 The Sounds Of English สัท สั ศาสตร์ (phonetics) คือ วิชาที่ว่ ที่ ว่ าด้วยการศึก ศึ ษาอวัยวะที่ ใช้ใช้ นการออกเสีย สี ง ธรรมชาติของการออกเสีย สี ง การเปล่งเสีย สี ง พูด พู และลักษณะทางกายภาพของเสีย สี งพูด ลักษณะทางกายภาพ ของเสีย สี งพูด พู สามารถทำ ได้หลายวิธี ทั้ง ทั้ การฟังด้วยหู แล้วจำ แนก ด้วยกายวิภาค ไปจนถึงการวิเคราะห์ด้ ห์ ด้ วยเครื่อ รื่ งมือ มื อิเล็กทรอนิค นิ
บทที่1ที่ อวัยวะออกเสีย สี ง (The Organs of Speech) ถ้าเราจะนิย นิ าม การพูด พู ภาษาของมนุษ นุ ย์ใย์ นแง่ที่ ง่ สัม สั พัน พั ธ์ กับระบบการทำ งานของอวัยวะในร่า ร่ งกาย “การพูด พู ” ก็คือ ผลของการ ทำ งานที่ประสานสัม สั พัน พั ธ์กันอย่า ย่ งมีร มี ะบบของ อวัยวะชุด ชุ หนึ่ง นึ่ในร่า ร่ งกาย ในบทนี้จ นี้ ะกล่าวถึงอวัยวะต่างๆ ที่เ ที่ กี่ยวข้อ ข้ งกับการพูด พู ทั้ง ทั้ หมด โดยกล่าวถึงเท่าที่มีค มี วามจำ เป็น ป็ ต่อผู้ที่ ผู้ อยู่ใยู่ น แวดวงภาษาศาสตร์เ ร์ท่านั้น นั้
ริม ริ ฝีปากทั้ง ทั้ สอง (lips) ในขณะที่ทำ เสีย สี งพยัญ ยั ชนะอยู่ ริม ริ ฝีปฝี ากทั้ง ทั้ สองคู่อาจอยู่ใยู่ นลักษณะ “ห่อ ห่ กลม” ขณะกำ ลัง ออกเสีย สี งพยัญ ยั ชนะบางตัว labial (ริม ริ ฝีปฝี าก) เมื่อ มื่ ใดก็ตามที่ มีก มี ารใช้ริ ช้ ม ริ ฝีปฝี ากทั้ง ทั้ คู่เ คู่ ป็น ป็ ฐานกรณ์ เราจะเรีย รี กเสีย สี งนั้น นั้ ว่า bilabial sound ฟัน ฟั (teeth) เป็น ป็ อวัยวะอีกอย่า ย่ งหนึ่ง นึ่ที่มีบ มี ทบาททำ ให้ เกิดเสีย สี งพูด พู เสีย สี งที่เ ที่ กิดที่ฐ ที่ านฟัน ฟั เรีย รี กว่า dental sounds (dentes: ฟัน ฟั ) ส่ว ส่ นมากในการทำ ให้เ ห้ กิดเสีย สี งในภาษานั้น นั้ ฟัน ฟั บนจะมีบ มี ทบาทมากกว่าฟัน ฟั ล่าง
ใช้สิ่ลิ้ สิ่ ง ลิ้ นนี้(นี้ เtoพื่n พื่ อgติu ติ ดeต) าเป็มน ป็ คอะแนวัยวนะอออย่ก ย่ าเงสีต่ย สีต่ องที่ เนื่มี นื่ อค มี งว!าคัม คั ดอ่ล อ่ อนอพกแริ้ว ริ้ ลมะวากางโทเค็นสำ หรับทุกจุด จุ ที่ผู้เล่นได้รับ ที่สุด สุ ในบรรดาอวัยวะออกเสีย สี งทั้ง ทั้ หมด คำ ว่า tongue ในหลายๆ ภาษามีค มี วามหมายว่า “ภาษา” เนื่อ นื่ งจากลิ้นเป็น ป็ อวัยวะที่มีค มี วาม ยืด ยื หยุ่นยุ่ ตัวสูง สู จึง จึ ทำ ให้ลิ้ ห้ ลิ้ นเป็น ป็ ต้นกำ เนิด นิ เสีย สี งพูด พู จำ นวนมาก คำ คุณศัพท์ของคำ ว่า ลิ้น คือ lingual, ส่ว ส่ นคำ คุณ คุ ศัพ ศั ท์ของคำ ว่า tip และ blade คือ apical และ laminal ตามลำ ดับ ปุ่มเหงือ งื ก (alveolar ridge) คือส่ว ส่ นที่อยู่ต่ยู่ ต่ อจากฟัน ฟั บน รูป รู คุณศัพท์ของคำ ๆ นี้คื นี้ คื อ alveolar เพดานแข็ง ข็ (the palate หรือ รื hard palate) คำ นี้ม นี้ าจาก ภาษาละตินว่า palatum บริเ ริ วณที่เรีย รี กว่า เพดานแข็ง ข็ เริ่ม ริ่ ต้นจาก ส่ว ส่ นปลายสุด สุ ของปุ่มปุ่ เหงือ งื กมายัง ยั ส่ว ส่ นต้นของเพดานอ่อน รูป รู คำ ที่เป็น ป็ คำ คุณศัพท์ข ท์ องคำ ๆ นี้ คือ palatal
เพดานอ่อน (soft palate มาจากภาษาละตินว่า velum) เพดานอ่อนคือ ส่ว ส่ นของเพดานปากที่อ ที่ ยู่ต่ยู่ ต่ อจากเพดานแข็ง ข็ หน้า น้ ที่ข ที่ องเพดานอ่อนในเรื่อ รื่ ง ภาษาหรือ รื การพูด พู มี 2 อย่า ย่ ง คือเพดานอ่อนอาจทำ หน้า น้ ที่เ ที่ ป็น ป็ passive articulator ให้ลิ้ ห้ ลิ้ นส่ว ส่ นหลัง เลื่อนเข้า ข้ มาใกล้หรือ รื เลื่อนมาชิด ชิ เพื่อ พื่ ให้เ ห้ กิดเสีย สี งใน กรณีนี้ ณี เ นี้ ราเรีย รี ก เสีย สี งที่เ ที่ กิดขึ้น ขึ้ ว่า velar sound กรณี 2 เพดานอ่อนสามารถที่จ ที่ ะ เลื่อนขึ้น ขึ้ หรือ รื ลงได้ ถ้าเพดานอ่อน ลดระดับลงมาก็จะทำ ให้ม ห้ รช่อ ช่ งทางของ อากาศสู่โสู่ พรงจมูก มู ทำ ให้เ ห้ กิดเสีย สี งนาสิก สิ (nasal sound) แต่ถ้าเพดานอ่อนยก ตัวขึ้น ขึ้ ไปก็จะไปปิด ปิ กั้นทางเดินของอากาศที่จ ที่ ะเข้า ข้ สู่โสู่ พรงจมูก มู ทำ ให้อ ห้ ากาศ ระบายออกทางช่อ ช่ งปากได้ทางเดียว ทำ ให้เ ห้ กิดเป็น ป็ เสีย สี งพยัญ ยั ชนะที่เ ที่ รีย รี กว่า เสีย สี งช่อ ช่ งปาก (oral sound) และถ้ามีล มี มระบายออกทางปาก และจมูก มู พร้อ ร้ มๆ กัน ก็อาจเกิดเป็น ป็ พยัญ ยั ชนะ หรือ รื สระแบบที่มี ที่ เ มี สีย สี งขึ้น ขึ้ จมูก มู (nasalized sound) เสีย สี งที่เ ที่ กิดจากการเคลื่อนตัวของลิ้นส่ว ส่ นหลัง สู่เสู่ พดานอ่อนเรีย รี กว่า Velar Sounds ส่ว ส่ นปลายสุด สุ ของเพดานอ่อนที่เ ที่ ป็น ป็ ติ่งห้อ ห้ ยลงมาคือลิ้นไก่ (uvular) และเสีย สี งที่ลิ้ ที่ ลิ้ นไก่ทำ หน้า น้ ที่เ ที่ ป็น ป็ ส่ว ส่ นฐานกรณ์ จะมีชื่ มี อ ชื่ ว่า uvular sound
ช่อ ช่ งปาก (oral cavity) ช่อ ช่ งปากนี้เป็นอวัยวะอีกส่ว ส่ นหนึ่ง นึ่ ที่มี ที่ มี ความสำ คัญในการพูด พู กล่าวคือ ช่อ ช่ งปาก จะทำ หน้า น้ ที่เ ที่ ป็น ป็ resonance chamber ซึ่ง ซึ่ มีบ มี ทบาทมากในการสั่น สั่ สะท้อ ท้ นเสีย สี งที่ เดินทางผ่า ผ่ นมาถึงบริเ ริ วณนี้ ทั้ง ทั้ นี้เ นี้ พราะช่อ ช่ งปากสามารถจะ เปลี่ยนแปลงเป็น resonance chamber รูป รู ร่า ร่ งต่างๆ กัน เนื่องจากรูป รู ร่า ร่ งของมัน มั แปรผัน ผั ไปตามการจัด จั ท่า ท่ ของลิ้น ริม ริ ฝีปฝี าก และขากรรไกร โพรงจมูก มู (nasal cavity) คุณ คุ สมบัติ บั ติ หรือ รื ลักษณะของเสีย สี ง พูด พู ที่เ ที่ กิดขึ้น ขึ้ จะแปรผัน ผั ไปตามการปิด ปิ เปิด ปิ ของช่อ ช่ งทางออกของ อากาศที่จ ที่ ะออกสู่โสู่ พรงจมูก มู ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ผลมาจากการยกขึ้น ขึ้ หรือ รื เลื่อนลงของเพดานอ่อน
ช่องคอ (pharynx) ช่องคอคือช่องทางเดินของอากาศ ที่อยู่ด้านหลังของโคนลิ้น ทำ หน้าที่เป็น resonance chamber อีกอันหนึ่ง ในบางภาษารูปร่างของช่องคอนี้จะแปรผันไปเพื่อให้คุณภาพเสียง ที่เปล่งออกมามีลักษณะต่างๆ หลอดลม (trachea) เป็นช่องทางเดินของอากาศที่เชื่อมโยงระหว่างกล่องเสียงไปยังปอด โดย การเชื่อมโยงของท่อลมเล็กๆ ในปอด (bronchi) ขณะที่มีการกินอาหารหรือการกลืนอาหาร ช่องทาง เข้าหลอดลมจะถูกปิดโดย epiglottis หรือบางท่านเรียกลิ้นกล่องเสียง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด อาการสำ ลัก อันเนื่องมาจากอาหารตกลงไปในหลอดลม
กล่องเสียง (larynx) กล่องเสียงเป็นอวัยวะที่อยู่ตอนบนสุดของหลอดลมมี ความซับซ้อนภายในตัวกล่องเสียง ประกอบด้วยกระดูกอ่อนหลายชิ้นจัด จั ตัว เรียงกันอยู่ในลักษณะช่วงบนกว้าง ช่วงล่างแคบ ยึดติดกันโดยเอ็น พังผืด กล้ามเนื้อและข้อต่อ กระดูกชิ้นสำ คัญๆ เราสามารถสัมผัสบางส่วนของกล่อง เสียงได้โดยวางทาบนิ้วมือไปที่ลำ คอส่วนหน้า ซึ่งจะหาได้ง่ายในเพศชายคือ บริเวณลูกกระเดือก ในเพศหญิงก็หาได้ไม่ยาก โครงสร้างภายในของกล่อง เสียงจะเหมือนกันหมดทั้งเพศหญิงและเพศชาย ส่วนที่ต่างกันก็คือ ขนาดของ กล่องเสียง ผู้ชายจะใหญ่กว่าผู้หญิง ด้านบนของกล่องเสียงจะอยู่ต่อขากโคน ลิ้น ส่วนด้านล่างจะเชื่อมติดกันกับกระดูกวงแหวนข้อแรกของหลอดลม ทาง ด้านหลังจะสัมผัสกับช่องคอ (pharynx) ตรงบริเวณที่เปิดเข้าสู่หลอดอาหาร (oesophagus) ภายในกล่องเสียงจะมีอวัยวะที่ทำ หน้าที่สำ คัญมากในการพูด คือ เส้นเสียง (vocal cords) วางพาดอยู่
เส้นเสียง (Vocal cords) เส้นเสียงมีชื่อทางกายวิภาคว่า plicae มีบทบาท มากในการทำ ให้เกิดเสียงพูดในภาษา มีลักษณะที่เป็นกล้ามเนื้อคู่พิเศษ ซึ่ง ประกอบด้วยแผ่นเนื้อเยื่อ (tissue) และเอ็น (ligament) วางพาดอยู่ในแนว นอน แถบช่วงกลางของกล่องเสียง ซึ่งไม่มีบทบาทในการเปล่งเสียงพูดตาม ปรกติ แต่สามารถเปิดปิดได้ เพื่อกันไม่ให้อากาศออกจากหลอดลม ปอด (Lungs) เป็นอวัยวะที่สำ คัญอีกชิ้นหนึ่งในการผลิตเสียงพูด เป็นต้น กำ เนิดใหญ่ของพลังงานที่ทำ ให้เกิดเสียง ลักษณะภายนอกของปอดเป็น เนื้อเยื่อชนิดพิเศษ มีลักษณะนิ่มคล้ายฟองน้ำ ไม่มีกล้ามเนื้อหรือกระดูก ประกอบอยู่ ภายในปอดประกอบด้วยถุงลมเล็กๆ (alveoli) มากมาย ซึ่งทำ หน้าที่ฟอกโลหิต และในถุงลมเล็กๆ นี้จะประกอบด้วยหลอดลมฝอยจำ นวน มากซึ่งรวมกันเป็นหลอดลมแขนงใหญ่ 2 หลอด เรียกว่า bronchi ซึ่งจะเชื่อม ตัวกับหลอดลมอีกทีหนึ่ง
ตารางเสีสี สีสี ยงในภาษาอัอั อัอั งกฤษ
บทที่ 2 Etymology
บทที่ที่ ที่ที่2 Etymology Etymology หรือ รื Word formation คือศัพ ศั ทมูล มู วิทยาหรือ รื ที่ม ที่ าของคำ วิธีการสร้า ร้ งคำ แบ่ง บ่ ออกเป็น ป็ ทั้ง ทั้ หมด 9 แบบ ดังนี้ 1.Coinage เป็น ป็ การนำ ชื่อ ชื่ เฉพาะที่เ ที่ ป็น ป็ "ชื่อ ชื่ ยี่ห้ ยี่ อ ห้ " มาเป็น ป็ "คำ ศัพ ศั ท์ทั่ ท์ ว ทั่ไป" เช่น ช่ aspirin, nylon, vaseline, zipper, granola ส่ว ส่ นแบบ Eponyms ต่างกับแบบ Coinage นิด นิ หน่อ น่ ยตรงที่ eponyms เอา ชื่อ ชื่ "บุค บุ คลสำ คัญ" และ "ชื่อ ชื่ สถานที่"ที่ เช่น ช่ sandwich, jeans, volt, watt 2.Borrowing นำ เอาคำ ศัพท์จากภาษาอื่นมาเป็นของตนเอง โดยยืมทั้งเสียงและความหมาย ของคำ หรือเรียกว่า "การทับศัพท์" เช่น croissant (French), dope (Dutch), lilac (Persian), piano (Italian), pretzel (German) อีกแบบหนึ่ง Loan-translation (หรือ Calque) คือ "ยืมเฉพาะความหมาย" ไม่ได้ ยืมเสียง เรียกว่า "ศัพท์บัญญัติ" เช่น skyscraper, horse power, light year
3.Compounding การประสมคำ คำ +คำ = คำ คำ (กลายเป็นคำ ศัพท์ใหม่) ซึ่งเมื่อแยกคำ ยังคง ความหมายเดิมของคำ นั้นอยู่ (แยกคำ ได้) เช่น bookcase, sunburn, textbook, wastebasket, good-looking, low-paid, fast-food 4.Blending Blender คือการปั่น ในที่นี้หมายถึง "การผสมคำ " โดยการเอาหัวของคำ หนึ่งมา ผสมกับหางของอีกคำ หนึ่ง ไม่สามารถแยกคำ ได้เพราะจะทำ ให้ไม่มีความหมาย เช่น gasohol (มาจาก gasoline+alcohol), brunch (breakfast+lunch), smog (smoke+fog)
6.Backformation เป็นการลดรูป Noun ให้เป็น Verb เดิมที N มาก่อน V (หรือพูดอีกแบบหนึ่ง คือ V มาจาก N) เช่น televise (มาจาก television), donate (donation), emote (emotion), babysit (babysitter/babysitting) 5.Clipping คลิป, ขลิป คือการตัดเอาบางส่ว ส่ นออก ธรรมชาติของมนุษ นุ ย์ช ย์ อบตัดคำ ให้สั้ ห้ น สั้ ลง เช่น ช่ ad (มาจาก advertisement), bra (brassiere), cab (cabriolet), condo (condominium), gym, lab, math ส่ว ส่ นแบบ hypocorisms คือการตัดคำ ให้สั้น สั้ ลงเหมือ มื น Clipping แล้วต่อ ท้า ท้ ยด้วย -y หรือ รื-ie เช่น ช่ movie (moving picture), telly (television), aussie (australian), barbie (barbecue)
7.Conversion conver แปลว่า มุ่งมุ่ หน้า น้ ไปสู่,สู่ ย้อ ย้ นกลับ เป็น ป็ การ "เปลี่ยนฟัง ฟั ก์ชัน ชั ของคำ ไป-มา" แต่ไม่ล ม่ ดรูป รู เหมือ มื นกรณีข ณี อง Baackformation เช่น ช่ ว่า N ถูก ถู นำ ไปใช้เ ช้ป็น ป็ V เช่น ช่ bottle (We bottled the home-brew last nigh.), butter (Have you buttered the toast.), chair (Someone has to chair the meeting.) หรือ รื V นำ ไปใช้เ ช้ป็น ป็ N เช่น ช่ a guess, a must, a spy 8.Acronyms ตัวย่อที่สามารถใช้เ ช้ป็น ป็ คำ ใหม่ เช่น ช่ CD (มาจาก compact disk), NATO, NASA, UNESCO, ASEAN 9.Derivation การแตกหน่อ น่ มี 3 ประเภท ได้แก่ 1-prefix เช่น ช่ unhappy 2-infix เช่น ช่ singabloodypore (ไม่เ ม่ ป็น ป็ ทางการ มัก มั ใช้เ ช้ป็น ป็ คำ สบถ) 3-suffix เช่น ช่ happiness
บทที่ 3 Morphology
MORPHEMES Free Bound Lexical Functional Derivational Inflectional บทที่ที่ ที่ที่3 Morphology วจีวิ จีวิ ภาค [ภาษาศาสตร์]ร์ หรือ รื วิทยหน่ว น่ ยคำ คือการศึก ศึ ษา คำ พูด พู /คำ ของคำ พูด พู morph = form/word --> the study of forms แผนผัง ผั
MORPHEMES คือ หน่ว น่ ยที่เ ที่ ล็กที่สุ ที่ ด สุ ที่มี ที่ ค มี วามหมาย หรือมีห มี น้า น้ ที่ท ที่ างไวยกรณ์ A minimal unit of meaning or grammatical function cat talker reopened เช่น ช่ คำ ว่า มีส มี องหน่ว น่ ยคำ หรือ รื two morphemes ได้แก่ 1. cat = N.แมว 2. -s = มีค มี วามหมายว่ามากกว่าหนึ่ง นึ่ (>1) two morphemes 1. talk = V.พูด พู 2. -er = ผู้พูผู้ ด พู three morphemes 1. re- = Prep.(prefix) อีกครั้ง รั้ 2. open = V.เปิด ปิ 3. -ed = suffix
Free and bound morphemes 1.free เป็น ป็ อิสระ ไม่ต้ ม่ ต้ องต่อกับตัวอื่น (ไม่มี ม่ ภ มี าระ) เช่น open = 1 morphemes หรือ 1 words tour = 1 morphemes 2. bound ต้องไปต่อกับตัวอื่น ไม่ส ม่ ามารถอยู่ตัยู่ ตั วเดียวโดด ๆ จะมี prefix / suffix ต่อด้วย โดย morphemes แบบ bound เราจะเรียกคำ ที่มี ที่ ตั มี ตั วอื่นห้อ ห้ ยมาติดด้วยว่า "stems" เช่น undressed un- dress -ed / | \ prefix stem suffix [bound] [free] [bound] *อธิบาย: un- และ -ed อยู่ตัยู่ ตั วเดียวโดด ๆ ไม่ไม่ ด้ ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ประเภท [bound] ต้องมี stem คือ ประเภท [free] นั่น นั่ คือคำ ว่า dress ซึ่ง ซึ่ อยู่คยู่ น เดียวได้โดยไม่ต้ ม่ ต้ องต่อกับตัวอื่น Free Bound
ประเภทของ Free morphemes 1.Lexical morphemes ประกอบด้วย noun, adjective และ verb เช่น girl, man, house, sad, long, yellow, look เป็น ป็ morphemes ประเภทที่พ ที่ ก content (เนื้อ นื้ หา) มา คือบอกข้อมูล มู ว่า ใคร? ทำ อะไร? และเป็น ป็ "open" class of words กลุ่ม ลุ่ คำ แบบ เปิด ปิ คือพวก prefix-suffix สามารถมาติดกับมัน มั ได้ 2.Functional morphemes ประกอบด้วย conjunctions, prepositions, articles และ pronouns เช่น ช่ and, but, when, because, on, near, that เป็น ป็ morphemes ประเภทที่ไที่ ม่ไม่ ด้บอกว่า ใคร? ทำ อะไร? และเป็น ป็ "closed" class of words กลุ่ม ลุ่ คำ แบบ ปิด ปิ คือพวก prefix-suffix ไม่ส ม่ ามารถมาติดกับมัน มั ได้
A E B F C G D ประเภทของ Bound morphemes 2.Inflectional morphemes มีอ มี ะไรมาติดก็ไม่เ ม่ ปลี่ยน part of speech เช่น ช่ opened open เติม -ed ก็ไม่ไม่ ด้เปลี่ยนชนิด นิ ของคำ ยัง ยั คงเป็น ป็ V. เหมือ มื นเดิม (ถึงแม้จ ม้ ะย้า ย้ ย เป็น ป็ V. ช่อ ช่ ง 2) Jim's two sisters are really different. 's = แสดงความเป็น ป็ เจ้า จ้ ของ Jim ก็ยัง ยั คงเป็น ป็ N. เหมือ มื นเดิม, s = >1 sister ก็ยัง ยั คงเป็น ป็ N. เหมือ มื นเดิม 1.Derivational morphemes ติดกับพวก prefix-suffix แล้ว ทำ ให้ part of speech เปลี่ยนทัน ทั ที เช่น ช่ goodness good = adj. มี -ness เข้า ข้ มาติดทำ ให้คำ ห้ คำ นั้น นั้ เปลี่ยนเป็น ป็ n. เช่น ช่ พวก -ful, -less, -ish, -ly, pre-, ex-
บทที่ 4 Syntax
บทที่ที่ ที่ที่4 Syntax ใช้สิ่งนี้เพื่อติดตามคะแนนอย่างต่อเนื่อง! คัดลอกและวางโทเค็นสำ หรับทุกจุด จุ ที่ผู้เล่นได้รับ ศึก ศึ ษาส่ว ส่ นประกอบต่าง ๆ ของประโยค การเรีย รี งตัวของคำ ในประโยค เป็น ป็ การศึก ศึ ษาว่าด้วย การสร้างประโยค sentences ต้องเป็น ป็ ประโยคที่ส ที่ มบูรณ์ มีภ มี าคประธาน + ภาคแสดง เพื่อ พื่ สื่อ สื่ ความหมาย, ข้อ ข้ มูล มู , คำ สั่ง สั่ เพื่อ พื่ ที่จ ที่ ะ สื่อ สื่ main clause หรือ รื subordinate clause เช่น ช่ I was absent yesterday because I was sick. I was absent yesterday = main clause, because I was sick = subordinate clause clause ไม่ขึ้ม่ น ขึ้ ต้นด้วยตัวพิม พิ พ์ใพ์ หญ่ และไม่ไม่ ด้ลงท้า ท้ ยด้วยจุด จุ full stop ซึ่ง ซึ่ไม่เ ม่ หมือ มื นกับ sentences phrase มีคำ มี คำ 2 คำ เช่น ช่ a cat และ is sleeping หรือ รื แค่ N. 1 ตัวก็ถือเป็น ป็ N.phrase แล้ว
ลำ ดับการเรีย รี งตัวของ V.ช่ว ช่ ย
A F B G C H D I E J ตัวอย่า ย่ งการโยงเส้น ส้ tree diagram The dog may have been being given a bone by Sue.
ตัวอย่า ย่ งการโยงเส้น ส้ tree diagram Two ladies might be seen by the police.
บทที่ 5 Semantics
อรรถศาสตร์ The study of meaning. Conceptual meaning เป็น ป็ ความหมายตามตัวอักษรที่อ ที่ ยู่ใยู่ น Dictionary คือความหมายโดยตรง Associative meaning เป็น ป็ ความหมายโดยนัย เปลี่ยนผัน ผั ไปตามบริบ ริ ท ไม่ว่ ม่ ว่ าจะเป็น ป็ สัง สั คม วัฒนธรรม การเมือ มื ง ฯลฯ ศึก ศึ ษาภาษาในแง่ข ง่ องความหมายและบทบาทของคำ รวมไปถึงความสัม สั พัน พั ธ์ของคำ นาม การศึก ศึ ษาความหมายในภาษา มี 2 แบบ 1. 2. needle dove เช่น ช่ coceptual = เข็ม ข็ associative = ความเจ็บ จ็ ปวด coceptual = นกชนิดหนึ่ง นึ่ (นกพิร พิ าบ) associative = สัน สั ติภาพ บทที่ที่ ที่ 5ที่ Semantics
A I C K E M G O J D L F N H P B Semantics roles มองบทบาทของคำ word = containers of meaning คือมองคำ ๆ หนึ่งเหมือน "ตู้คอนเทรนเนอร์" คำ เป็นตู้ คอนเทรนเนอร์ที่ ร์ ที่ มีค มี วามหมาย แล้วเอาคำ ๆ นั้น นั้ มาแปล เช่น The boy kicked the ball. | | agent theme บทบาทของคำ ในประโยค 1) agent & theme 1.1 agent the entity that performs the action สิ่งที่ 'ทำ ' การกระทำ บางอย่า ย่ ง = The boy 1.2 theme the entity that is involved in or affected by the action สิ่งที่ 'เข้ามา เกี่ยวข้อ ข้ ง' / 'ได้รับผลกระทบ' จากการกระทำ นั้น ๆ = the ball สรุป รุ อาจกล่าวได้ว่า agent = subject theme = object
2.2 experiencer ถ้า Noun phrase (ประโยคที่มี ที่ คำ มี คำ นาม) มีค มี วามรู้สึรู้ ก สึ มีปมี ระสาทสัม สั ผัสทั้ง ทั้ ห้า ห้ หรือ รื มีส มี ถานะ จะเรีย รี ก N. ตัวนั้น นั้ ว่า "experiencer" จะไม่เ ม่ รีย รี กคำ นามนั้น นั้ ว่า agent แล้ว เช่น ช่ The boy feels sad. | | agent experiencer เพราะ feels sad เป็น ป็ พวกความรู้สึรู้ ก สึ การรับ รั รู้ smell, sound, hear รวมถึงพวก is, am, are ที่เ ที่ ป็น ป็ verb แท้ และ linking verb ด้วย เช่น ช่ Did you hear that noise? | | | experiencer ประสาทสัมผัส ผั theme (ได้ยิน ยิ ) perception 2) instrument & experiencer 2.1 instrument ถ้า agent มีการใช้อะไรบางอย่าง เพื่อการกระทำ นั้น สิ่ง ๆ นั้นเรียกว่า instrument หรือ "เครื่องมือ" นั่นเอง เช่น The boy cut the rope with an old razor. | | | agent theme instrument
3) location, source and goal 3.1 location ที่ ๆ สิ่งหนึ่งอยู่ เช่น on the table, in the room 3.2 source ที่ ๆ สิ่ง ๆ นั้นย้ายมาจาก [แหล่งที่มา] 3.3 goal เป้าหมาย เช่น The apple is on the fridge. | | | experiencerเพราะมี is location [ข้อสังเกต คืออยู่หลัง preposition (on)] We move from Chicago to New Orleans. | | | agent source goal They are playing tennis. They are playing tennis. | | | | agent ในประโยคนี้are ไม่ใช่ V. แท้ play เป็น V.แท้ เพราะฉะนั้น They จึงไจึ ม่ใช่ experiencer theme
Lexical relations มองภาษาในแง่ข ง่ องความสัม สั พัน พั ธ์ระหว่างคำ นอกจากภาษายัง ยั มีก มี ารศึก ศึ ษาในแง่ข ง่ อง roles (บทบาท) แล้ว ยัง ยั มีก มี ารศึก ศึ ษาในแง่ข ง่ อง relations (ความ สัม สั พันธ์) ระหว่างคำ อีกด้วย ซึ่ง ซึ่ในเรื่อ รื่ งนี้เ นี้ ราจะไม่ม ม่ องแค่ความหมายของคำ ตามพจนานุก นุ รม แต่จะมองว่ามัน มั มี ความสัม สั พันธ์กับคำ อื่นไหม 1.Synonymy เมื่อ มื่ คำ สองคำ หรือ รื มากกว่านั้น นั้ มีค มี วามหมายใกล้เคียงกัน เช่น ช่ big/large, cab/taxi, couch/sofa 2.Antonymy เมื่อ มื่ คำ สองคำ ที่มีค มี วามหมายตรงกันข้า ข้ มกัน เช่น ช่ alive/dead, big/small, fast/slow 3.Hyponymy เมื่อ มื่ ความหมายของคำ ๆ หนึ่ง นึ่ไปหมายรวมความหมายของคำ อีกคำ หนึ่ง นึ่ไว้แล้ว หรือ รื ความหมายของคำ หนึ่ง นึ่ อยู่ภยู่ ายใต้ความหมายของอีกคำ หนึ่ง นึ่ เช่น ช่ animal -> dog, dog -> poodle, vegetable -> carrot
4.Prototypes เมื่อกลุ่ม ลุ่ คำ ที่มี ที่ ลักษณะเดียวกัน เช่น ช่ นก, เป็ด ป็ , ไก่ ลักษณะที่เ ที่ หมือ มื นกันคือ มีปีมี ก ปี ดังนั้น นั้ จึง จึ เป็น ป็ Prototypes ไม่ใช่ Hyponymy โดยพิจ พิ ารณาจากลักษณะที่มั ที่ นมีร่ มี ว ร่ มกัน/เหมือ มื นกัน เช่น ช่ มีปีมี ก ปี มีข มี น 5.Homophones & homonyms - Homophones เมื่อคำ สองคำ เสีย สี งเหมือ มื นกัน แต่เขีย ขี นและความหมายต่างกัน เช่น ช่ bare/bear, meat/meet - Homonyms เมื่อคำ สองคำ เสีย สี งและเขีย ขี นเหมือ มื นกัน แต่ความหมายต่างกัน เช่น ช่ bank (of a river) - bank (financial institution) 6.Polysemy same form and related meanings เมื่อคำ สองคำ เขีย ขี นเหมือนกัน ออกเสีย สี งเหมือ มื นกัน แต่ใช้สื่ ช้ อ สื่ ความหมาย ไม่เหมือนกัน ความหมายจะเชื่อ ชื่ มโยงกัน เช่น ช่ head มี3 ความหมายที่จ ที่ ะสื่อ สื่ ดังนี้ 1) object on top of your body (ศีร ศี ษะ) 2) froth on top of a glass of beer (ส่ว ส่ นด้านบนสุด สุ ของเบีย บี ร์)ร์ 3) the top of a company of department (หัว หั หน้า น้ ) _______end
T H A N K S จัดทำ โดย นางสาวซูฮัยลา เจ๊ะอีแต รหัส 406502002 สาขา ภาษาอังกฤษ (ค.บ.)