๔๕
หน้าที่ของคำซ้อน
เปรม จิต ชนะ วงศ์ (๒๕๓๘:๑๓๙-๑๔0) กล่าวว่า คำซ้อน มีหน้าที่ทางไวยากรณ์ ดังนี้
๑.ใช้เป็นคํานาม โดยเป็นประธาน หรือกรรมของประโยค เช่น
คําซ้อน ประโยค
ถ้วยชาม ถ้วยชามเก็บให้เรียบร้อยนะ
ถนนหนทาง อย่าไปเลยถนนหนทางลำบาก
ทรัพย์สิน พ่อของเขามีทรัพย์สินมากมาย
2. ใช้เป็นคํากริยา ทําหน้าที่กริยาของประโยค เช่น
คําซ้อน ประโยค
ขัดขวาง เขาคงจะขัดขวางเต็มที่แน
ค้นคว้า ฉันต้องค้นคว้าดูก่อน
3. ใช้เป็นคําขยาย ซึ่งส่วนใหญ่จะขยายคำนาม
คําซ้อน ประโยค
ใกล้ชิด คนใกล้ชิดของเขาส่วนใหญ่เป็นคนไม่ดี
เผ็ดร้อน เธอโต้ตอบด้วยถ้อยคําเผ็ดร้อน
เร่งด่วน วันนี้มีเรื่องเร่งด่วนไหม
สรุปได้ว่า คำซ้อน มีหน้าที่ ทางไวยากรณ์ ดังนี้ เป็นคำนาม โดยเป็น
ประธาน หรือ กรรมของประโยค เป็นคำกริยา ทำหน้าที่กริยาของประโยค และ เป็น
คำขยายซึ่งส่วนใหญ่จะขยายนาม
๔๖
ชนิดเเละหน้าที่ของคำในประโยค
ลักษณะของพยางค์ คำ กลุ่มคำและประโยค
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๑๗) คำเกิดจากการนำเสียงในภาษาไทย
คือ เสียงพยัญชนะ เสียงสระและเสียงวรรณยุกต์ประสมกัน คำที่ประสมแล้วไม่มีความหมาย
เราเรียกว่า พยางค์ ถ้าพยางค์หนึ่งพยางค์หรือสองพยางค์ขึ้นไป ร่วมกันจะเกิดเป็นคำที่มีความ
หมายขึ้นเรียกว่า คำ ดังนั้นคำหนึ่งคำอาจมีเพียงพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์
จากตัวอย่างจะเห็นว่าคำไทยคำเดียวมีหลายความหมาย และความหมายจะแตกต่างกันเมื่อ
ปรากฏในตำแหน่งต่างๆของประโยคผู้อ่านจึงต้อง พิจารณาบริบทหรือข้อความที่แวดล้อมด้วย
เช่น
หนูหยิบขันให้แม่หน่อย ขันเป็นคำนาม หมายถึงภาชนะตักน้ำ
เอกขันหัวตะปูเกลียวจนแน่น ขันเป็นคำกริยา หมายถึงหมุนให้แน่น
น้องพูดจาน่าขัน ขันเป็นคำวิเศษ หมายถึงน่าหัวเราะ
เมื่อเรานำคำหลายๆคำมาเรียงกันตามระเบียบของภาษาจะเกิดเป็นกลุ่มคำที่มีความหมายแต่
ยังไม่สมบูรณ์เราเรียกว่า กลุ่มคำหรือ วลี ถ้ากลุ่มคำนั้นมีความหมายชัดเจนกว่าใครทำอะไรทำ
แก่ใครทำให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นเรียกว่าประโยค เพื่อให้เข้าใจประโยคได้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็อาจมี
คำกลุ่มคำหรือประโยคมาขยายก็ได้วลีจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยคเท่านั้น
๔๗
ส่วนประกอบของประโยค
ในการสื่อสาร
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๑๙) สารที่ใช้สื่อสารกันส่วนมากจะพูดและเขียนเป็นประโยค
หรือวลี ประโยคประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือภาคประธานและภาคแสดง
๑)ภาคประธาน ได้แก่ ส่วน ที่เป็นผู้กระทำ อาจมีส่วนขยายหรือไม่มีก็ได้ เช่น
กองลูกเสือสามัญโรงเรียนนพเก้าวิทยา ไปอยู่ค่ายพักแรมที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธานุสรณ์
นักเรียนโรงเรียนสายอนุสรณ์สละที่นั่งให้คนชรา
๒)ภาคแสดง ได้แก่ ส่วนที่บอกอาการหรือบอกสภาพของประธาน อาจมีส่วนขยายหรือไม่มีก็ได้ ส่วน
ขยายอาจเป็นคำ วลีหรือประโยคก็ได้ เช่น
นกร้องเสียงไพเราะ
นภา และครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านใหม่ซึ่งสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ชนิดและหน้าที่ของคำ
ในประโยค
คำในภาษาจำแนกได้เป็น ๗ ชนิด คือ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษ
คำบุพ พบท คำสันธานและคำอุทาน การที่คำไทยคำเดียวมีหลายความหมายและ
หลายนาที ทั้งการจัดลำดับคำในประโยค ถ้าเรียงผิดตำแหน่งจะทำให้หน้าที่และความ
หมายผิดไป ผู้เรียนจึงต้องเรียนรู้ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยคเพื่อให้ผู้รับสารและผู้ส่ง
สารเข้าใจตรงกันและประสบผลสำเร็จในการสื่อสารประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานตาม
จุดประสงค์
๔๘
๓.๑ หมวดคำนาม
คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สภาพ ลักษณะและอาการ
ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งในรูปที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
๑)ประเภทของคำนาม แบ่งได้ ๕ ประเภท ต่อไปนี้
๑.๑) คำนามที่เรียกชื่อทั่วไป ได้แก่ ชื่อบุคคล ชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของ ชื่อสถานที่และ
นามธรรม ดังเช่น พ่อ ช้าง สมุด โรงเรียน ความดี ฯลฯ
๑.๒) คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ได้แก่ ชื่อบุคคล ชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของและชื่อสถานที่ ดังเช่น
พระอภัยมณี ช้างก้านกล้วย หนังสือเรียนภาษาไทย สถานีรถไฟหัวลำโพง ฯลฯ
๑.๓) คำนามที่บอกความเป็นหมูพวก กลุ่มหรือคณะ ได้แก่ ชื่อบุคคล ชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของ
และชื่อสถานที่ ดังเช่น คณะนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองน้ำใส โขลงช้างพัง กองหนังสือ
หมู่บ้านท่าข้าม ฯลฯ
๑.๔) คำนามที่เป็นนามธรรม ไม่มีขนาดและรูปร่าง แดกแต่สามารถสื่อความเข้าใจได้
ดังนี้ การหรือความ นำหน้าคำกริยาเรียกว่า อาการนาม เช่น การกิน การนอน การเดิน
การนั่ง ฯลฯ ซึ่งคำที่มี ความ นำหน้า มักเป็นคำวิเศษหรือคำที่เกี่ยวกับจิตใจ เช่น ความ
รัก ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี ความคิด ความโกรธ ความผูกพัน ฯลฯ
การ นำหน้าคำนาม จัดเป็นนามทั่วไป เช่น การบ้าน การเมือง การครัว การ
คลัง ฯลฯ
๑.๕) คำน้ำที่ใช้บอกลักษณะของนาม บางทีเรียกลักษณนาม คำนามประเภทนี้ บอกให้
ทราบถึงลักษณะของสิ่งของที่กล่าวถึงว่ามีรูปพรรณสัณฐานเช่นไร เช่น
บ้านเรือน มีลักษณะนามเป็น หลัง
รส ร่ม มีลักษณะนามเป็น คัน
ดินสอ มีลักษณนามเป็น แท่ง
ไมเกลม ๆ มีลักษณนามเป็น ท่อน
๔๙
หน้าที่ของคำนามใน
ประโยค
๒.๑) นาทีที่เป็นประธานของประโยค เช่น
คณะรัฐมนตรีกำลังประชุมที่รัฐสภา
ปลาฉลามกัดนักท่องเที่ยวที่กำลังว่ายน้ำทะเล
๒.๒) ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค เช่น
ลูกๆกำลังอ่านหนังสือเรียน
เด็กๆชอบเล่นตุ๊กตา
๒.๓) ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงและกรรมรอง โดยคำที่อยู่หลังกริยาเป็นกรรมตรง ถ้ามีคำว่า แก
หรือ ให้ อยู่ข้างหน้าคำนามนั้นเรียกว่า กรรมรอง เช่น
แม่ให้เงินแก่น้องทุกวัน (เงิน เป็นกรรมตรง ส่วนน้อง เป็นกรรมรอง)
เราส่งสิ่งของต่างๆให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม (สิ่งของต่างๆเป็นกรรมตรง ส่วนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็น
กรรมรอง)
๒.๔) ทำหน้าที่ขยายคำอื่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ ขยายคำนาม คำกริยา เช่น
นายณรงค์ รักดี คณะกรรมการหมู่บ้านกล่าวเปิดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย
(นายณรงค์ รักดี เป็นคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ คณะกรรมการหมู่บ้าน เป็นคำนามทั่วไปที่
ขยายนำชื่อเฉพาะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น)
พ่อนอนเล่นที่เก้าอี้ (เก้าอี้ เป็นคำนามขยายคำกริยาเพื่อบอกสถานที่)
เรากำลังรับประทานอาหารว่างตอนบ่าย ( อาหารว่างตอนบ่าย เป็นคำนามขยายกริยาและ
บอกเวลาตอนบ่าย)
๒.๕) ทำหน้าที่เป็นคำเรียกขาน เช่น
คุณยายขาทำอะไรอยู่คะ(คุณยาย เป็นคำนาม ส่วนคุณยายขา เป็นคำเรียกขาน)
คุณตำรวจคะถนนตกไปทางไหนคะ (ตำรวจ เป็นคำนาม ส่วนคุณตำรวจคะ ทำหน้าที่เป็น
คำเรียกขาน)
๒.๖) ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มให้คำกริยา เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ แปลว่า เช่น
พุ่มพวงเป็นราชินีเพลงลูกทุ่ง
น้องนกหน้าตาคล้ายพ่อมาก
๕๐
หมวดคำสรรพนาม
คำสรรพนามคือคำที่ใช้แทนชื่อคน สัตว์ สิ่งของ มักใช้ในการพูด เช่น ผม ฉัน ดิฉัน คุณ ท่าน เขา เรา ฯลฯ
๑)ประเภทของคำสรรพนาม แบ่งได้ ๗ ป
ระเภท ดังนี้
๑.๑) คำสรรพนามที่ใช้ในการ
พูด (บุรุษสรรพนาม) ได้แก่
๑.๒) คำสรรพนามชี้ระยะ คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่อยู่ใกล้ หรือห่างไกล
จากผู้พูด ได้แก่ คำ นี้ นั้น โน่น เช่น
นี่เสื้อของใคร (นี่ เป็นสรรพนามแทนนามที่อยู่ใกล้ผู้พูด)
นั้นเป็นกระเป๋าของเธอหรือ (นั่น เป็นสรรพนามแทนนามที่อยู่ห่างจากผู้พูด)
โน่น เพื่อนของเธอหรือ (โน่น เป็นสรรพนาม แทนเพื่อนซึ่งอยู่ไกลจากผู้พูดมาก)
๕๑
๑.๓) คำสรรพนามที่ใช้เป็นคำถาม ได้แก่ คำว่า ใคร อะไร ไหน เช่น
ใครมาเปิดตู้ของฉัน
เธอต้องการอะไร
ไหนกระเป๋าของฉัน
๑.๔) สรรพนามบอกความไม่เจาะจง ไม่กำหนดว่าเป็นใคร อะไร ที่ไหน สิ่งใดหรือผู้ใด
ไม่ต้องการคำตอบ มักใช้พูดลอยๆเชิงปรารภ เช่น
ไหนๆก็เป็นไปแล้วทำใจเสียเถิด
(ไหนๆเป็นสรรพนามบอกความไม่เจาะจงทำหน้าที่ประธานของประโยค)
ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง
(ใดใดเป็นสรรพนามบอกความไม่เจาะจงทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค)
๑.๕) สรรพนามบอกความชี้ซ้ำ แบ่งพวกหรือรวมพวก ได้แก่ ต่าง บ้าง กัน คำสรรพนาม
ประเภทนี้มักใช้ชี้ซ้ำกับคำนามที่อยู่ข้างหน้า เช่น
ผู้คนต่างช่วยกันตักน้ำดับไฟ (ต่าง เป็นสรรพนามแทนผู้พูด แสดงความร่วมพวก)
นักเรียนบ้างก็เล่นบ้างก็นั่งทำงาน (บ้าง เป็นสรรพนามแทนนักเรียน บอกความแยกพวก)
เด็กๆต่อยกัน ( กัน เป็นสรรพนามแทนเด็กๆบอกความชีช้ำ)
๕๒
๑.๖) สรรพนามเชื่อมประโยค เป็นสรรพนามใช้แทนนามที่อยู่ข้างหน้าและทำหน้าที่เชื่อม
ประโยคหลักและประโยคย่อยให้เป็นประโยคเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยคความซ้อน
โดยคำที่ใช้แทนนามและใช้เชื่อมประโยคนี้ ได้แก่ คำว่า ที ซึ่ง อั้น ผู้ เช่น
คุณย่าชอบหลังที่อดทน ขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู
ประโยคหลักคือ ย่าชอบหลาน
ประโยคย่อยคือ หลานเป็นคนอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู
เด็กน้อยผู้ร่าเริงคนนั้นเป็นหลานของภารโรง (ผู้ เป็นคำสรรพนามแทนเด็กน้อย)
ประโยคหลักคือเด็กน้อยเป็นหลานภารโรง
ประโยคย่อยคือ เด็กน้อยคนนั้นร่าเริง
๑.๗) คำสรรพนามที่เน้นคำนามที่อยู่ข้างหน้าเพื่อบอกความรู้สึกของผู้พูดที่มีต่อผู้ที่กล่าวถึง
ข้างหน้าคำศัพท์น้ำประเภทนี้มักเป็นคำสรรพนามบุรุษที่ ๓ เช่น
ฉันรู้ดีว่าคุณแม่คุณพ่อท่านรักลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
(คำว่า ท่าน แทนคุณพ่อคุณแม่ซึ่งผู้พูดกล่าวถึงด้วยความเคารพรัก)
คุณพัชรเธอมีธุรกิจสำคัญต้องไปต่างจังหวัด
(คำว่า เธอ แทนคุณพัชรซึ่งกล่าวถึงด้วยความยกย่องและคุ้นเคย)
๕๓
หน้าที่ของคำสรรพนาม
เนื่องจากคำสรรพนาม คือ คำแทนคำนาม ฉะนั้นคำสรรพนาม จึงมีหน้าที่เหมือนคำนาม ดังนี้
๑) คำสรรพนามทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น
ผมซื้อของมาฝากคุณยายครับ
ใคร ๆ ก็รุมซื้อจนทำไม่ทัน
๒) คำสรรพนามทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค เช่น
คุณแม่ให้ฉันไปตลาด
เราถูกนายจ้างให้ออกจากงาน
๓)คำสรรพนามทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มในประโยค มักตามหลังคำว่า
เป็น เหมือน คล้าย เท่า ฯลฯ เช่น
น้องนิดหน้าตาเหมือนเธอมาก
ถ้าฉันเป็นเขานะฉันจะขยันมากกว่านี้
๔) คำสรรพนามทำหน้าที่เป็นคำขยาย เช่น
สุดาหยิบกระเป๋าใบนั้นให้ฉันหน่อย
(นั้นเป็นคำสรรพนามชี้เฉพาะขยายคำว่ากระเป๋า)
ของที่ถืออยู่นั่นเป็นอะไร
(นั่นเป็นคำสรรพนามไม่เจาะจงขยายคำว่าของในมือ)
๕๔
คำกริยา
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๒๕) คํากริยา คือ คําที่แสดงอาการ บอกสภาพหรือ
แสดงการกระทำของประธานในประโยค หาขาดคำกริยาจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ คำกริยาจึง
เป็นคำสำคัญในประโยคซึ่งอาจจะเป็นคำแสดงอาการคำเดียวหรือเป็นกลุ่มคำก็ได้ เช่น นั่ง
นั่งเล่นดู ดูแล ร้อง ร้องเรียก เรียกร้องร้องเพลง นั่งร้องเพลง ฯลฯ.
๑) ประเภทของคํากริยาแบ่งได้ ๔ ประเภท ดังนี้
๑.๑) คำกริยาที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย เป็นคำที่บอกอาการ
แล้วผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ทันที และอาจมีคำขยายกริยาหรือมีคำบุพบทประกอบประโยคก็ได้ เช่น
นกร้องเพลงในสวน (มีส่วนขยายคือคำว่าในสวน)
แม่นั่งเล่นที่ใต้ถุนบ้าน (มีส่วนขยายคือคำว่าที่ใต้ถุนบ้าน )
๑.๒) คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ คำกริยาชนิดนี้ถ้าไม่มีกรรมมารับข้างท้ายแล้วจะทำให้ผู้ฟังไม่
เข้าใจเพราะความหมายยังไม่สมบูรณ์ เช่น
ฉันไป(โรงเรียน) (จากประโยคข้างต้นไม่สามารถบอกได้ว่าไปไหน)
สมสุขซื้อ(ชุดเนตรนารี) (จากประโยคข้างต้นไม่สามารถบอกได้ว่าซื้ออะไร
๕๕
คำกริยา
๑.๓) คำกริยาที่ต้องมีส่วนเติมเต็ม เพราะใจความของประโยคยังไม่สมบูรณ์
ต้องมีคำนามหรือสรรพนามมารับข้างท้ายจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ คำกริยา
ประเภทนี้ ได้แก่ คำว่าเป็นเหมือน คล้ายเท่า แปลว่า หมายความว่าเท่ากับ
ราวกับ คือ เช่น น้องชายของฉันเป็นนักดนตรี
เธอวางท่าราวกับนางพญา
๑.๔) คำช่วยกริยา เป็นคำที่ไม่มีความหมายในตัวเองต้องอาศัยกริยาสำคัญใน
ประโยคช่วยสื่อความหมายในประโยคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คำช่วยกริยาเป็นคำที่บอก
ความรู้สึก การคาดคะเนการขอร้อง บังคับ โดยกริยาช่วยบางคำจะอยู่ท้ายประโยค
ถ้าเอาคำช่วยกริยาออกก็ไม่ทำให้ขาดใจความสำคัญเช่น
วันนี้ฝนตกหนักรถคงติดมาก (เป็นการคาดคะเน)
ลูกควรนอนได้แล้วมิฉะนั้นพรุ่งนี้จะตื่นสาย (เป็นการขอร้องโดยให้เหตุผล)
๕๖
หน้าที่ของคำกริยา
๒.๑)เป็นคำแสดงอาการหรือบอกสภาพของประธาน เช่น
ไก่จิกข้าวที่ตากบนลาน
นกอินทรีบินร่อนในท้องฟ้า
๒.๒) คำกริยาทำหน้าที่ขยายนาม เช่น
คุณยายทําอาหารถวายพระทุกวัน
(ทำอาหาร เป็นกริยาสำคัญ ส่วนถวาย เป็นคำกริยา
ขยายนาม พระ)
พี่ชวนฉันไปทะเล (ชวน เป็นกริยาสำคัญ ไป เป็นคำกริยา
ขยาย ทะเล)
๒.๓) คำกริยาที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม เช่น
สูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นพิษต่อคนใกล้เคียง
(สูบบุหรี่ เป็นคำกริยา ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคเหมือนคำนาม)
พูดดีเป็นศรีแก่ตัว
(พูดดี เป็นคำกริยา ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคเหมือนคำนาม)
๕๗
คำวิเศษณ์
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๒๖) คำวิเศษณ์ คือ คำที่ประกอบคำอื่นและ
ช่วยขยายคำอื่นให้มีเนื้อความแปลกออกไป ทำให้ใจความในประโยคนั้นสมบูรณ์ด้วย
อารมณ์ ความรู้สึกและจินตนาการ
๑) ประเภทของคำวิเศษณ์ จำแนกย่อยได้ ๙ ประเภท ดังนี้
๑.๑) คำวิเศษณ์บอกลักษณะ เช่น
นางสาวไทยผิวขาวสวยจริงๆ
ขนมไทยหอมหวานน่ารับประทาน
๑.๒) คำวิเศษณ์บอกเวลา เช่น
ลูกนอนดึกมากจึงตื่นสาย
วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง
๑.๓) คำวิเศษณ์บอกสถานที่ เช่น
บ้านน้องอยู่ฝั่งซ้าย บ้านพี่อยู่ฝั่งขวา
หนังสือของพี่วางอยู่บนโต๊ะ
๑.๔) คําวิเศษณ์บอกปริมาณหรือจํานวน เช่น
เปิดเทอมนี้แม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนจำนวนมาก
ลูกทุกคนต่างมากราบขอพรแม่
๑.๕) คำวิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะ เช่น
หนูทํางานอะไรก็ได้
ไม่มีใครรักเธอเท่าแม่
๕๘
คำวิเศษณ์
๑.๖) คำวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ เช่น
บ้านโน้นเขามีงานแต่งงาน
เด็กคนนี้เป็นลูกของฉัน
๑.๗) คำวิเศษณ์แสดงคําถาม เช่น
วิชาใดที่เธอชอบเรียนมากที่สุด
มีอะไรหายไปบ้าง
๑.๘) คำวิเศษณ์แสดงการร้องเรียกขานรับ หรือแสดงความสุภาพ เช่น
แสงเอ๊ย เปิดประตูให้ยายหน่อย
คุณตาครับ ผมขออนุญาตไปเล่นดนตรีกับเพื่อนนะครับ
๑.๙) คำวิเศษณ์แสดงความปฏิเสธ เช่น
อย่าเปิดประตูรับคนแปลกหน้า
ไม่ใช่เธอคนเดียวที่ลำบาก คนอื่น ๆ ก็ลำบากเหมือนกัน
๕๙
หน้าที่ของคำวิเศษณ์
คำวิเศษณ์เป็นคำที่ขยายคำอื่นทำให้ความหมายของคำต่างๆ
กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้นคำวิเศษณ์จึงมีหน้าที่ ดังนี้
๒.๑) คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำนาม เช่น
คนดีธรรมะย่อมคุ้มครอง
เด็กเล็ก ๆ กำลังว่ายน้ำในสระ
๒.๒) คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำสรรพนาม เช่น
เขาเองเป็นตัวการในเรื่องนี้
ใครโง่ที่หลงไปเป็นเหยื่อเขา
๒.๓) คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำกริยา เช่น
ยายเดินงกๆเงิน ๆ ไปเปิดประตู
นลินีพูดจาไพเราะ
๒.๔) คำวิเศษณ์ทำหน้าที่ขยายคำวิเศษณ์ เช่น
เด็ก ๆ ไม่ควรนอนดึกเกินไป
เด็กชายพชรเป็นเด็กฉลาดเฉียบแหลม เก่งและดี
๒.๕) คำวิเศษณ์ทำหน้าที่เป็นคำบอกสภาพและเป็นตัวแสดงกริยา
อาการ เช่น
กล้วยเครือแก่จัดแล้ว (แก่จัดแล้ว เป็นคำวิเศษณ์แสดงสภาพ)
น้ำในขวดนี้เย็นจัด (เย็นจัด เป็นคำแสดงอาการของน้ำ)
๖๐
เพิ่มความรู้ เติมความคิด
กิจกรรมที่ ๑
ให้นักเรียนนำคำข้างต้นไปเติมในกล่องคำให้ถูกตามชนิดของคำ
ผิดชอบ ตูมตาม อ้างว้าง จิ้มลิ้ม
เหาะเหิน แนะนำ ได้เสีย ออดอ้อน
ราดน้า จริงจัง ช่างภาพ นักเรียน
ชาวนา ชั่วดี ของหวาน ความคิด
คำซ้อน คำประสม
๖๑
กิจกรรมที่ ๒
คำสั่ง ให้นั่งเรียนดูรูปภาพต่อไปนี้แล้วตั้งชื่อเรื่อง พร้อมกับเขียนบรรยาย
เล่าเรื่องตามจินตนาการ
ที่มา : https://travel.mthai.com
ชื่อเรื่อง……….……….
………………………………………..………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๖๒
ก๊อก ๆ มาเเข่งกันไหม
ให้นั กเรียนจับกลุ่มกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน อ่านข้อความต่อไปนี้
ภานในเวลา 1 นาที
“ข่าวด่วนจากระนองระยองยะลาที่จังหวัด ระนองระยองยะลา ได้มียักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก เพราะ
ยักษ์เล็กจะกินข้าวกับผัดฟักแต่ฟักผัด เป็นของยักษ์ใหญ่ ระนองระยองยะลา จึงได้แต่หวาดวิตก
ว่ายักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็กจะเข้าทำร้าย ส่งทหารถือปืนไปโบกตึกเพราะปูนโบกตึกที่ทหารถือปืน
แบกมานั้น อาเฮียหลีพาอาหลีเฮียไปดูผี และยานัดหมอมีแก้ฝีแก้หิด อย่านัดหมอชิดแก้หิดแก้ฝี
จึงกินมันติดเหงือกกินเผือกติดฟัน จึงพาบริษัท กำจัด จำกัดมหาชน ให้มากำจัก โดยวิธีที่จะทำ
คือ ชามเขียวคว่ำชาวชามขาวคว่ำค่ำ เพื่อเมื่อเช้ากินผัดฟักเย็นกินฟักผัด แล้วจึงบอกให้พ่อ
บอกกับแม่ว่าให้พี่ซึ่งเป็นน้องของคุณย่าให้หาปู่ที่เป็นทวดของคุณลุงลูกแม่ยายของอาที่อยู่
ระนองระยองยะลามาช่วยด่วน"
๖๓
เอิ้ว ๆ เเวะนี้ เดียวเว้อ
เเวะอ่านเพิ่มเติม เพิ่มเติมความรู้ เมื่อเรารู้เรื่องบ้านหนังตะลุง ลุงสุชาติ
เรามาทำความรู้จักตัวหนังกันบ้างดีกว่า
ที่มา:https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content.
บทที่ ๓
ต้องตาต้องใจ
มรดกไทยเมืองนคร
๖๕
บทที่ ๓
ต้องตา ต้องใจ มรดกไทยเมืองนคร
สาระที่ 2 การเขียน
มาตรฐาน ท๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนสื่อสารเขียนเรียยงความข้อความและเขียนเรื่องราวในรูป
แบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวชี้วัด
ท ๒.๑ ม๑/๒ เขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำถูกต้องชัดเจน เหมาะสม และสละสลวย
ท ๒.๑ ม๑/๖ เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับ
สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย
มาต
รฐาน ท๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ
พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ท ๔.๑ ม๑/๔ วิเคราะห์ความแตกต่างของภาษาพูดและภาษาเขียน
จุดประสงค์
๑.นักเรียนสามารถเขียนสื่อสารด้วยถ้อยคำที่ถูกต้อง
๒.นักเรียนสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นได้ถูกต้อง
๓.นักเรียนสามารถแยกระดับของภาษาได้
๖๖
บ้ายบายเมืองนคร
ณ ห้องนอน
“นาเดียร์ เล่ามาเร็ว ๆ เลย ฉันอยากฟังจะแย่แล้ว” ผมเปียรบเร้าให้นาเดียร์ เล่าให้ฟัง
“ได้สิ ตอนพวกเธอไปเที่ยววัดพระธาตุ พวกเธอไม่ได้สังเกตสิ่งที่แปลก ๆ กันเหรอ”
“อะไรแปลก ๆ นกพิราบเหรอ” บังลีเกิดความสงสัย
“55555 ไม่ใช่ ๆ ตอนพวกเธอมองที่องค์ พระธาตุแดดร้อนขนาดนั้น พวกเธอเห็นเงาพระธาตุกันไหม
ล่ะ”
“เอ๊ะ ?” ทั้งสามคนพยายามที่จะนึกสิ่งที่นาเดียร์ตั้งคำถามออกไป
“ฉันไม่เห็นนะ มีใครเห็นบ้าง?” กิ๊กกี้ได้ถามออกมา
“พวกเราสองคนก็ไม่เห็นนะ” ผมเปียและบังลีได้ตอบมา
“พวกเธอจะเห็นได้อย่างไรล่ะ เพราะพระธาตุนั้นไร้เงา”
“ว้าว/ว้าว/ว้าว”ทั้งสามคนอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น
“นี่แหละคือสิ่งมหัศจรรย์ขององค์ธาตุเลย พ่อฉันเคยเล่าให้ฟังนะ ว่าถ้าปีไหนมีคนเห็น
เงาพระบรมธาตุเจดีย์ตกถึงพื้น ปีนั้นจะเกิดอาเพศ ข้าวยากหมากแพงแผ่นดินแห้งแล้ง
จนพืชผลทางการเกษตรเสียหาย คลื่นลมทะเลรุนแรง ชาวประมงจะจับปลาไม่ได้ บ้าน
เมืองจะเกิดเหตุร้ายนานัปการ แต่ที่ผ่านมาฉันก็ยังไม่เห็นเงาพระบรมธาตุเจดีย์ตกถึง
พื้นเลยนะ”
๖๗
“นาเดียร์พาเพื่อนๆลงมาทานข้าวเย็นได้แล้ววันนี้แม่ทำขนมจีนแกง
กะทิกับแกงพุงปลาด้วยนะ” เสียงแม่ตะโกนเรียก นาเดียร์และเพื่อน
ๆให้ลงมาทานเข้าพร้อมกัน
“หืม กลิ่นหอมมากเลยค่ะคุณน้า” ผมเปียเอยปากชม ขณะเดินลง
มาจากบันไดเพื่อที่จะไปทานข้าว
โครกกกกๆๆๆๆๆ “เอ๊ะเสียงท้องใครร้องน่ะ ดังเชียว ฮ่า ๆๆ” อาลี
อุทานขึ้นเมื่อได้ยินเสียงท้องใครบ้างคนร้อง
“ถ้าให้ฉันเดาไม่ผิดนะ เจ้าเก่าเจ้าเดิมแน่ๆ” ผมเปียตอบอย่างรู้ทัน
“จะใครสะอีกถ้าไม่ใช่ กิ๊กกี้ เจ้าแม่นักกิน” นาเดียร์เสริม แล้วหันไปมองหน้ากิ๊กกี้
ยืนยิ้มหวานทำตาปริบ ๆให้กับเพื่อน ๆจนพ่อกับแม่ที่นั่งดูเหตุการณ์ที่ทั้ง 4 คนพูด
แซวกัน อดที่จะหัวเราะไม่ได้
“เอาล่ะ ๆมากินขนมจีนกันดีกว่า กำลังร้อน ๆหอม ๆเลย” พอพูดขึ้น
“หนูจะซัดให้เรียบเลยค่ะ” กิ๊กกี้พูดปนตลก “กินหมดนี่ฉันว่าเธอได้ท้องแตกตายเหมือนชูชก
แน่” ผมเปียอดที่จะแขวะเพื่อนไม่ได้ แล้วทั้งสี่ก็ตักขนมจีนราดกับน้ำแกงกะทิพร้อมกับแกง
ไตปลา
“อย่าลืมกินกับผักเนาะละ กินขนมจีนก็ต้องมีผักนาะ”
“อ๋อผั“กอเะนไาระคือก็ผคัืกอเผนักาะสดหรๆอทีค่เอะคาุไณว้กนิ้นา”กับผนม้ำเปพียริกถหามรือด้กวัยบคข้วาวามขอสงงคสันยใต้จ้ะ”
ซูดดดดดดดดดดดด เสียงของกิ๊กกี้ซดขนมจีน “แหม่เสียงซดน้ำแกงดังยังกับ
คนเกาหลี ญี่ปุ่นก็ไม่ปาน” อาลีท้วงขึ้นเมื่อเห็นกิ๊กกี้ซดน้ำขนมจีนอย่าง
เอร็ดอร่อย “ฮ่า ๆว่าไม่ได้ก็มันอร่อยหนิ” กิ๊กกี้ตอบกลับ
บรรยากาศการทานข้าวเย็นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เสียงหัวเราะของนา
เดียร์และเพื่อน ๆที่หยอกล้อกันจนทำให้พ่อกับแม่อดที่จะหัวเราะตามไม่ได้
“มาค่ะเดี๋ยวหนูกับอาลีช่วยล้าง” ผมเปียเดินเข้าไปหาแม่ของนาเดียร์ที่กำลังเก็บจาน
ล้างอยู่ในห้องครัว
๖๘
“แต๊นนนๆ ใครจะกินแตงโมบ้างเอ๋ยจะผ่าแล้วนะ” เสียงนาเดียณืตะโกนถามเพื่อน ๆ
“ ฉันนนนนนนนนนนนน ฉันกิน ฉันชอบแตงโม ยิ่งแช่เย็นนะอร่อยสุดๆไปเลย”
เสียงของกิ๊กกี้ดังขึ้นมา
“โอ๊ยยยยยย หัวจะปวด” ผมเปียอุทานขึ้นเมื่อเห็นกิ๊กกี้จะกินแตงโม
อีกแล้วทั้งที่เพิ่งกินขนมจีนหมดไปสองชามตะกี้ “ฮ่า ๆว่าไม่ได้ท้องยัง
ว่างพอที่จะใส่แตงโม” กิ๊กกี้หัวเราพร้อมกับวลีเดิม
“มา ๆกินแตงโมกันดูสิ่ลูกแตงแจ๊ดเลย” นาเดียร์ผ่าแตงโมใส่จานแล้วมานั่งหน้าทีวีกับพ่อ
ที่กำลังดูรายการร้องเพลง พร้อมกับเรียกเพื่อน ๆมานั่งดูด้วยเพื่อรอให้อาหารย่อย
แล้วทั้ง 4 คนก็นั่งกินแตงโม ดูทีวีสักพักจนอาหารย่อยดี ก็พากันขึ้นบนห้องไปอาบน้ำ
“พวกหนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” นาเดียร์บอกพ่อกับแม่ แล้วพาเพื่อน ๆขึ้นไปบนห้อง
ทั้ง 4 คนคนผลัดกันอาบน้ำจนเสร็จทุกคนแล้วมานั่งชวนคุยเรื่องต่าง ๆ
“ว่าแต่พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันอีกอะ” อาลีถามความคิดเห็นของ
เพื่อน ๆ “ฉันคิดว่าอยากพาพวกเธอไปดูพวกภูมิปัญญาชาวบ้าน พวก
เครื่องถมนคร เครื่องประดับจากหัวนะโม เครื่องทองเหลือง เครื่องใช้จาก
หญ้าลิเภา แล้วก็สานกระจูด พวกเธอว่าไง” นาเดียร์ถามเพื่อน ๆ
“ฉันว่าก็ดีได้ไปดูของขึ้นชื่อของนครศรีธรรมราช และเป็นการเรียนรู้
ภูมิปัญญาชาวบ้านไปในตัวด้วย” ผมเปียเสนอแก่เพื่อน ๆ
“งั้นก็ตามนี้นะทุกคน” นาเดียร์พูด “นี่พวกเราก็คุยกันนานล่ะจะ 5 ทุ่มละฉันว่า
พวกเราเก็บแรงดีกว่าเพราะพรุ่งนี้เราต้องตะลุยกันทั้งวัน” กิ๊กกี้บอกกับเพื่อน ๆ
ด้วยสีหน้าที่ง่วงนอนเต็มที่ “ถ้างั้นพวกเราก็เตรียมตัวนอนกันเถอะ ฝันดีนะทุก
คน” “ฝันดีเช่นกัน แล้วทั้ง 4 คนก็พากันเข้านอน
๖๙
เช้าวันใหม่…………………………………..
“ตื่นจ้ะตื่นทุกคนตื่น” เสียงผมเปียปลุกเพื่อน ๆให้ตื่น แต่ละคนต่างพากัน
สะดุ้งตื่นด้วยอาการงัวเงีย
“ช่วงเวลาแห่งการนอนหลับช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินเหมือนฉันเพิ่งจะได้หลับไป
ตะกี้เอง” อาลีบ่นพึมพัมกับตัวเองด้วยอาการที่ง่วงสุด ๆ “ฉันด้วย” กี๊กกี้พูดเสริม
“ฉันว่าพวกเรารีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปกินข้าวเช้ากันเถอะ”
นาเดียร์บอกเพื่อน ๆที่กำลังงัวเงีย
ทั้ง 4 คน พากันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็พากันเดินไปข้างล่าง เพื่อไป
ทานเข้าเช้าที่แม่ของนาเดียร์เตรียมไว้ให้
“เช้านี้มีโจ๊กหมูสับ กับปาท๋องโกพร้อมกับน้ำเต้าห็ร้อน ๆจ๊ะ” แม่นา
เดียร์บอกกับเด็ก ๆที่เดินลงมาจากห้อง “แล้ววันนี้จะไปเที่ยวที่ไหน
กันล่ะฮือ” “วันนี้นาเดียร์บอกพวกหนูว่าจะพาไปซื้อของฝากกลับไป
ฝากที่บ้านค่ะแม่” เป็นกิ๊กกี้ที่พูดตอบ
แล้วทั้งสี่คนก็ขึ้นรถสองแถวไปในเมืองเพื่อเลืกซื้อของฝาก
“ว่าแตพวกเธอคิดกันรึยังละว่าจะซื้ออะไร เมื่อคืนฉันเห็นนะว่า
นอนเสริซหาข้อมูลกันใหญ่”
“ฉันไม่รู้จะซื้ออะไรไปฝากพ่อแม่ดีอะนาเดียร์ แต่พ่อกับแม่ฉันนะเป็นสา
ยมูมาก” กิ๊กกี้เอ่ย
“หืม”นาเดียร์ทำท่าคิด “ฉันนึกออกละไปกันเลย”
“แท๊เด่นนนนนน นี่เลยสายมูสายใจต้องอันนี้เลยกิ๊กกี้” นาเดียร์กล่าว
๗๐
“ว้าว สวยจัง มันคืออะไรเหรอ”
“เขาเรียกกันว่า หัวนะโม เป็นของมงคลมีความศักดิ์สิทธิ์ คนนครต่างก็รู้จักและ
มีไว้เป็นของมงคลประจำตัว โดยเชื่อกันว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาล คือทั้งด้าน
เมตตามหานิยม โชคลาภ และป้องกันภัยแคล้วคลาด เป็นของดีที่คนนคร นิยมมี
ไว้ติดตัว”
“ว้าว พ่อแม่ฉันต้องชอบแน่เลย แต่ทำไมมันมีหลายแบบจัง”
“เขาทำในหลายรูปแบบ เธอเลือกเลยมีทั้ง สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู และแหวน”
“งั้นฉันเอาสร้อยคอไปฝากพ่อ แล้วเอาแหวนไปฝากแม่ดีกว่า”
“คุณน้าคะ หนูเอาสร้อยคอและแหวนค่ะ”
“นี่เลยจ้ะลูก”
“เย้ ๆ พ่อแม่ฉันต้องชอบแน่นอนเลย ขอบคุณนะนาเดียร์”
“จ้าไม่เป็นไร แล้วพวกเธอสองคนล่ะ จะยืนคิ้วขมวดกันทำไม”
“ก็ฉันสองคนไม่รู้นิ ว่าจะซื้ออะไรดี”ผมเปียตอบ
“ของฝากบ้านฉันไม่ได้มีแต่หัวนะโมสักหน่อย พวกเธออยากได้เครื่องถมหรือ
เครื่องจักสานไหมละ สวยมากเลยนะ”
“หืม สวยมากเลยเหรอ”บังลีถามออกไป
“ใช่นะสิ ถ้าไม่สวยไม่ขึ้นชื่อจะไปอยู่ที่คำขวัญจังหวัดได้ยังไงล่ะ” นาเดียร์มีการ
แซะเพื่อนนิดหน่อย
“ว้าวนาเดียร์นั่นอะไรน่ะ สวยมากเลย” บังลีเอ่ยถาม
๗๑
“นี้ไงเครื่องถมของนคร พ่อนายชอบสะสมของนิ ไม่สนใจซื้อไปฝากพ่อสักชุดเหรอ” นา
เดียร์ถามบังลี
“สวยมากเลยทำยังไงเนี่ย”
“เครื่องถมนคร จะมีสีดำเงางาม ลวดลายเกิดจากการสลักด้วยมือ
ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคาะ หรือแผ่รีด ทำให้ลวดลายมีความละเอียด ถ้า
สังเกตจากด้านใน จะมีรอยสลักนูนขึ้นมา แต่ถ้าเป็นเครื่องถมที่ทำด้วยการ
กัดกรด ไม่ใช้การสลัก ด้านในจะไม่มีรอยสลัก จะเห็นว่าการทำของนครฯ ทำ
ด้วยมือ มีรอยสลักด้วยมือจริงๆ แต่ปัจจุบันอาจมีเครื่องจักรมาใช้บางขั้น
ตอน อาทิ แหวนนะโม ใช้วิธีการหล่อขึ้นรูป จุดเด่นอีกประการที่เห็นชัดของ
เครื่องถมนครนั้นอยู่ที่ตัวยาถมซึ่งมีสีดำ ขึ้นเงา แวววาว สวยไหมล่ะ ที่ทั้ง
ในห้องนั่งเล่นที่เธอชมว่าสวยนั้นแหละเครื่องถม” นาเดียร์ได้เอ่ยบอกบังลี
“พ่อฉันต้องชอบแน่ ๆ เลยขอบใจนะ” บังลีตอบ
“นาเดียร์ !! ฉันนึกออกแล้วจะซื้ออะไรไปฝากที่บ้านดี” ผม
เปียได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ว้าว อะไรล่ะ” นาเดียร์ถาม
“กระเป๋าที่ทำจากย่าน อะไรสักอย่างนี้แหละ ๆ” ผมเปียตอบ
“อ่อ ย่านลิเภารึป่าว ตาถึงสมกับเป็นคุณหนูผมเปียจริง ๆ” นาเดียร์แซวเพื่อน
๗๒
“นี้ไงสวยมากฉันอยากได้ ฉันจะซื้อหลาย ๆ อันเลย” ผมเปียเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“เขาเรียกว่า เครื่องจักสานย่านลิเภา นำย่านลิเภามาจักผิวเป็นเส้นๆ แล้วชักเรียด
ให้เส้นเรียบ เสมอกัน จากนั้นนำมาสานขัดกับตัวโครงที่ทำจากหวาย และไม้ไผ่ให้
เป็นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระเชอ เชี่ยนหมาก กล่องใส่ยาเส้น พาน ปั้นชา
ขันดอกไม้ธูปเทียน กรงนก หรือกระเป๋าถือที่เธออยากได้นั่นแหละ”
“มันดูประณีตมากเลย พวกคุณป้า เก่งกันมากเลย” ผมเปียเอ่ย
ชม “หนูขอ 10 ใบ เลยค่คุณป้า”
“ว้าวลูกสาว ได้เลยป้าใส่ถุงให้ ขอบคุณมาก ๆมีความสุขนะลูกนะ”
“ขอบคุณค่ะ” ผมเปียเอ่ย นาเดียร์พาเพื่อน ๆตระเวนเที่ยวและซื้อของฝากกลับไป
ฝากที่บ้านเต็มไม้เต็มมือหลังจากนั้นก็พากันไปหาอาหารเที่ยงกินรองท้อง
“ไป ๆ พวกเธอได้ของฝากเต็มไม้เต็มมือแล้วเราก็ไปหาอะไรรองท้องกันสักหน่อยแล้วกลับ
บ้าน จะได้ไปจัดกระเป๋า” นาเดียร์บอกกับเพื่อน ๆ
“จริงด้วยๆ ชั้นคนเดียวสินะที่ยังไม่ได้จัด เพราเมื่อคือมั่วแต่นั่งเม้าส์ไปเรื่อยเปื่อย พูดแล้วจะ
ร้อง” กิ๊กกี้พูดพลางทำหน้าบูดเบี้ยวทำให้เพื่อน ๆ ทั้งสามคนพากันหัวเราะ
๗๓
หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็แวะกินอาหารเที่ยงเสร็จเรียบร้อยก็โบกรถ
สองแถวนั่งกลับบ้าน
“อ้าวกลับกันมาแล้วหรอเด็ก ๆ ได้อะไรกับกันมาบ้างเนี่ยเยอะแยะ
เชี่ยว” แม่หันมาถามทั้งสี่คน ขณะกำลังจัดของอยู่
“เยอะแยะเลยค่ะคุณน้า ทั้งสนุกแล้วก็ได้ของฝาก” ผมเปียตอบ
“แม่งั้นหนู พาเพื่อน ๆขึ้นไปเก็บของ จัดกระเป๋าบนห้องก่อนนะ เดี๋ยวต้องไปส่งเพื่อน ๆ
ที่สถานีรถไฟ” นาเดียร์บอกแม่ พลางพาเพื่อนๆ ขึ้นไปเก็บของบนห้อง แล้วช่วยเพื่อน ๆ
จัดของเก็บกระเป๋าจนเสร็จเรียบร้อย แล้วทั้งสี่คนก็เดินลงมา
“เก็บของกันเสร็จแล้วใช่มั้ยจ๊ะเด็กๆ แม่ทำไตปลาคั่วกับขนมลาไว้เป็นของฝากกลับไปให้ที่บ้านด้วยนะ”
“โฮ้ คุณน้าจริง ๆไม่ต้องก็ได้แล้วนะคะแค่นี้ก็เยอะมากแล้วค่ะ” ผมเปียพูด “นั่นสิครับแค่นี้พวกผมก็
รบกวนคุณน้ามากแล้ว”
“ไม่เป็นไรจ้ะ แค่นี้เอง” แม่นาเดียร์พูดพลางยิ้มให้อย่างเอ็นดู
“งั้นพวกหนูลาก่อนนะคะคุณน้า ไว้ปิดเทอมหน้า พวกหนูจะมา
เที่ยวใหม่นะคะ” กิ๊กกี้พูดพร้อมกับยกมือสวัสดี
สวัสดีค่ะ/ครับ ทั้งสามยกมือไหว้สวัสดีพร้อมกับเข้าไป
สวมกอดแม่ของนาเดียร์
“เดินปลอดภัยนะจ๊ะเด็ก ๆพระคุ้มครองนะลูก” แม่ของนาเดียร์ให้พร
แล้วนาเดียร์ก็พาเพื่อน ๆไปขึ้นรถที่พ่อสตาร์ทรอไว้
“ไปเถอะพวกเราเดี๋ยวไปทัน”
๗๔
สถานีรถไฟ…………..
“ถึงแล้ว” นาเดียร์บอกเพื่อน ๆ “ มาเที่ยวนครครั้งนี้สนุกมาก ๆ
เลยได้ทั้งความรู้ ได้กินอาหารอร่อย ๆและได้ของฝากกลับไป
มากมาย ทั้งสนุกทั้งอิ่ม” อาลีบอกนาเดียร์
พวกเราต้องขอบคุณเธอมาก ๆเลยนะที่พาเราไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ
และได้กินของอร่อย ๆ” ผมเปียพูดเสริม
“ฉันก็ด้วย ไม่รู้เมื่อไหร่จะปิดเทอมอีกอยากเที่ยวอีกแล้ว”กิ๊กกี้บอกกับ
เพื่อน ๆ
แล้วทั้งสามก็ยืนพูดคุย บอกลากัน กิ๊กกี้ ผมเปีย และอาลีก็ขึ้นรถไฟ
กลับบ้าน นาเดียร์ ยืนโบกมือบายๆเพื่อนทั้งสามที่ขึ้นรถไฟ
“ไว้ปิดเทอมหน้าเรามาเที่ยวด้วยกันอีกนะ กิ๊กกี้ ผมเปีย อาลี”
นาเดียร์ตะโกนบอกเพื่อน ๆพร้อมกับโบกลือลา หลังจากส่งเพื่อนเสร็จนาเดียร์ก็ขึ้น
รถกลับบ้านกับพ่อ พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข…
พรรณิ ภา,ดุจเดือน
๗๕
สาระน่ ารู้
ภูมิปัญญาการทำกระบอกขนมจีนทองเหลือง
กระบอกขนมจีนเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตเส้นขนมจีน ซึ่งจัดเป็นงานฝีมือที่เป็น
เอกลักษณ์ของชาวเมืองนครศรีธรรมราชและได้แบบอย่างจากแขก (ชาวไทยมุสลิม) เมืองไทรบุรี ซึ่งมี
การเล่า สืบต่อกันว่า เมื่อครั้ง พ.ศ. ๒๓๕๔ เจ้าพระยานคร (น้อย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
ได้ยกทัพไปปราบ กบฏที่เมืองไทรบุรี และได้กวาดต้อนครอบครัวแขกเมืองไทรบุรีมายังเมืองนครศรี
ธรรมราชเป็นจํานวนมาก ซึ่ง ในบรรดาแขกที่กวาดต้อนมานั้นจะมีเหล่าช่างต่างๆ ปะปนมาด้วย โดย
ให้ช่างทอผ้าตั้งรกรากในบริเวณตําบล มะม่วงสองต้น อําเภอเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ช่าง
เครื่องเงินและเครื่องประดับตั้งรกรากอยู่ริมคลอง (สโมสรข้าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช) และช่าง
หล่อโลหะประเภททองเหลืองตั้งรกรากบริเวณหลังวัด พระมหาธาตุวรมหาวิหาร
เดิมชาวเมืองนครศรีธรรมราชมีการทํากระบอกขนมจีนใช้เอง แต่ไม่แน่ชัดว่าทําจาก วัสดุ
ชนิดใด เช่น อาจทําจากไม้และได้พัฒนาต่อเนื่องจนเป็นกระบอกขนมจีนที่ทําด้วยทองเหลืองเหมือนใน
ปัจจุบัน อาจจะกล่าวได้ ชาวเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันได้รับการสืบทอดการทํากระบอกขนมจีน
ทองเหลืองมาจากแขกไทรบุรีที่ถูกกวาดต้อนมายังเมืองนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในเรื่องการหล่อ
เบ้า ซึ่ง ลูกหลานได้มีการพัฒนาวิธีการผลิตเพื่อให้กระบอกขนมจีนมีความคงทนถาวรมากขึ้น
ปัจจุบัน ช่างทองเหลืองที่ทํากระบอกขนมจีนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนใหญ่ เป็นชาว
ไทยอิสลามซึ่งได้รับการสืบทอดภูมิปัญญาดังกล่าวจากบรรพบุรุษมาแทบทั้งสิ้น
๗๖
กระบอกขนมจีน หรือที่เรียกว่า (บอกหนมจีน) เป็นเครื่องมือที่ใช้ทำเส้นขนมจีน โดยอาศัย
แรงกดทับทําให้แป้งซึ่งอยู่ในกระบอกดันออกมาเป็นเส้นบริเวณรูที่ก้นกระบอก การทําเส้นขนมจีนใน ระ
ยะแรกๆ แต่เดิมทําจากไม้เพียง ๒ ชิ้น โดยไม้ชิ้นแรกจะเจาะกระบอกลึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและเจาะ
รูที่ ก้นกระบอก ส่วนไม้ชิ้นที่ ๒ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกับรูช่องสี่เหลี่ยมกลวงของไม้ชิ้นที่ ๒ เพื่อ
ใช้อัดแป้งให้ ออกเป็นเส้น ซึ่งกระบอกขนมจีนดังกล่าวยังมีข้อจํากัดหลายประการ อาทิ ไม่สามารถทํา
เส้นขนมจนี ได้ครั้งละ ปริมาณมาก ต่อมาจึงมีการคิดพัฒนากระบอกขนมจีนขึ้น โดยปรับเปลี่ยนรูป
ทรงกระบอกให้เป็นทรงกลม ส่วนของกระบอกรองด้วยแผ่นทองแดงที่เจาะรูไว้ และมีการใช้เหล็กแผ่น
บางพันรอบกระบอกใส่แป้งเป็นระยะๆ เพื่อความคงทน ไม่ให้แตกง่ายส่วนแกนอัดทําจากไม้ทรงกลม
ตันขนาดเท่าช่องของกระบอกใส่แป้ง ต่อมาจึง พัฒนาเป็นกระบอกทองเหลืองแบบปัจจุบันเนื่องจากมี
ความแข็งแรงและทนทานกว่า
ที่มา : http://www.artscultural.psu.ac.th
คลังปัญญานำพาความรู้
๗๘
การเขียนสื่อสาร
การเขียนถ้อยคำหรือข้อความเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ตลอดจน
อารมณ์ความรู้สึกและประสบณ์การของผู้เขียนไปยังผู้อ่าน การเขียนสื่อสารจะช่วย
ให้ผู้อ่านได้รับความรู้และเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้เขียนในหลาย ๆ ด้าน
องค์ประกอบการเขียนสื่อสาร
๑.ผู้เขียน
ผู้ส่งสารไปยังผู้อ่านด้วยวิธีการเขียน ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ ความคิด ศึกษาค้นคว้า
เรื่องราวต่างๆ แล้วนำมาเรียบเรียง
๒.ผู้อ่าน
ผู้รับสาร ด้วยการอ่านข้อความหรือเรื่องราวของผู้เขียน ผู้อ่านถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่มี
ความแตกต่างทั้ง เพศ สถานภาพ อาชีพ และระดับการศึกษา ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านเรื่อง
ราวที่ผู้เขียนสื่อและเป็นเรื่องที่ตนเองสนใจอ่าน
๓.เนื้อหา
เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการเขียนสื่อสารไปยังผู้อ่าน เนื้อหาประกอบด้วยความรู้ ความคิด
การแสดงทรรศนะ ประสบณ์การเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารกับผู้อ่านอาจจะมีหลายรูป
แบบ เช่น ข่าว บทความ สารคดี การเขียนอธิบาย ซึ่งการเขียนในรูปแบบต่างๆ อาจจะพิมพ์
ในหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร สารานุกรม หรือเอกสารตพราต่างๆ
๔.สื่อ
ช่องทางการสื่อสาร หรือสิ่งที่ใช้ตีพิมพ์ ข้อเขียนสื่อสาร เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร
นิตยสาร จดหมาย ตำรา สารานุกรม
๗๙
หลักการเขียนที่ดี
๑. เขียนตัวหนังสือชัดเจน อ่านง่าย เป็นระเบียบ
๒. เขียนได้ถูกต้องตามอักขรวิธี สะกดการันต์ วรรณยุกต์ วางรูปเครื่องหมายต่างๆ เว้น
วรรคตอนได้ถูกต้อง เพื่อให้สื่อความหมายได้ตรงและชัดเจน ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสารได้ดี
๓. เลือกใช้ถ้อยคำได้เหมาะสม สื่อความหมายได้ดี ชัดเจน เหมาะสมกับเนื้อหา เพศ วัย
และระดับของผู้อ่าน
๔. เลือกใช้สำนวนภาษาได้ไพเราะ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึกได้ดี
จุดมุ่งหมายของการเขียน
๑.การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง คือการเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆที่ผู้เขียนประสบมา
ด้วยตนเอง เช่น การเขียนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของตนเองที่เรียกว่า อัตชีวประวัติ การเขียนเพื่อ
ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของบุคคลอื่นที่เรียกว่า ชีวประวัติ การเขียนข่าว และการเขียนสารคดีต่างๆ เป็นต้น
วิธีเขียนเขียนเพื่อเล่าเรื่อง ผู้เขียนต้องเล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ข้อมูลถูกต้องตามความ
เป็นจริง
๒.การเขียนเพื่ออธิบาย คือการเขียนเพื่อบอกวิธีทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การเขียนอธิบายวิธีประดิษฐ์
สิ่งของ เครื่องมือต่างๆวิธีใช้ยา หรือการเขียนเพื่อชี้แจง ไขความ ตอบปัญหาความรู้ หรือความคิดที่เข้าใจ
ยาก เช่น การเขียนอธิบายศัพท์ ข้อธรรมะต่างๆ เป็นต้น วิธีเขียนเพื่ออธิบาย ผู้เขียนต้องลำดับเรื่องราวตาม
ขั้นตอน โดยใช้ภาษาให้รัดกุมและชัดเจน ในการเขียนควรแบ่งเป็นย่อหน้าย่อยๆหรือเป็นข้อๆเพื่อให้ผู้อ่าน
เข้าใจและจำได้ง่าย
๓.การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น คือการเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนในเรื่องต่างๆ เช่น ใน
เรื่องการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น วิธีเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จ
จริง ชี้แจงเหตุผล ข้อดีข้อเสียอย่างชัดเจน เพื่อให้ความคิดเห็นของผู้เขียนมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ
๘๐
๔.การเขียนเพื่อโฆษณา คือการเขียนเพื่อโน้มน้าว จูงใจ หรือเชิญชวนให้ผู้อ่านสนใจสิ่งที่เขียน
แนะนำ เช่น การเขียนคำโฆษณา คำขวัญ เป็นต้น วิธีเขียนเพื่อโฆษณาควรเขียนให้สั้น ใช้คำ
คล้องจอง แปลกใหม่ ซึ่งสามารถแสดงลักษณะของสินค้าที่ต้องการเน้นอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่าน
จดจำได้ในเวลาอันรวดเร็ว
๕.การเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ คือการเขียนเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการ
ให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกและเห็นภาพตามผู้เขียน เช่น การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร กวีนิพนธ์
เป็นต้น วิธีเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ ผู้เขียนต้องเลือกใช้ภาษาอย่างประณีต ละเอียดลออ ลึกซึ้ง ใช้
ภาษาที่ทำให้เกิดภาพพจน์ เป็นต้น
การเขียนที่ดีนอกจากจะต้องคำนึงถึงความมุ่งหมายของ
การเขียนแล้ว ยังต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้อ่านข้อเขียนนั้นๆเป็นใคร
ทั้งนี้เพื่อจะได้ใช้ถ้อยคำ ภาษา สำนวน รวมทั้งการนำเสนอข้อมูล
ให้เหมาะกับวัย ระดับความรู้ ประสบการณ์ และความสนใจของผู้
อ่าน
๘๑
ความเเตกต่างของภาษา
(https://e-news.chaiyaphum3.go.th)
ในชีวิตประจําวันเรารับสารด้วยการฟังและการอ่าน ซึ่งสารด้วยการ
พูดและการเขียน ดังนั้นทักษะการฟังการพูด การอ่าน และการเขียน จึง
เป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องฝึกฝน
การสื่อสารที่มีผู้ใช้ภาษาจะต้องมีความรู้ เรื่องการใช้ภาษาพูดและ
ภาษาเขียน เข้าใจความหมายลักษณะภาษาพูด ภาษาเขียนสามารถใช้
ภาษาได้ถูกต้องตามหลักภาษาระดับภาษา เหมาะแก่กาลเทศะและบุคคล
ผู้ที่มีทักษะในการใช้ภาษาสื่อสารจะทำให้เข้าใจได้ตรงกันไม่ว่าจะประกอบ
ธุรกิจใดย่อมประสบผลสําเร็จและได้ผลตรงตามต้องการ
๘๒
ภาษาพูด
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๓๓) ภาษาพูดการพูดเป็นการสื่อสารโดยใช้
ถ้อยคำ น้ำเสียงรวมทั้งกิริยาอาการ ถ่ายทอดความรู้ ความคิดความรู้สึก จินตนาการ
และความต้องการของผู้พูดให้ผู้ฟังรับรู้และตอบสนองดังนั้น การพูดจึงมีความสำคัญมาก
เพราะคำพูดเป็นสื่อทำให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล อีกทั้งสามารถทำให้คนรักและคนซังได้
ดังที่สุนทรภู่ กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทองว่า
“ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา...”
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
“ อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
เจ็บจนตายก็เพราะเหน็บให้เจ็บใจ”
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
ดังนั้น ผู้พูดต้องพูดอย่างระมัดระวัง กล่าวคือ พูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์เป็น
มงคล พูดในเชิงสร้างสรรค์และพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ มีสำเนียงอ่อนหวานและมีท่าที
อ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อกล่าวถึงผู้อื่นให้กล่าวด้วยเจตนาดี ไม่ใช้วจีทุจริต เช่น คำหยาบ
คำเท็จ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ ฯลฯ
๘๓
ลักษณะของภาษาพูด
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๓๔) ภาษาพูด หมายถึง ภาษาที่ใช้พูดใน
ชีวิตประจำวันซึ่งผู้พูดไม่เคร่งครัดในระเบียบของภาษา มุ่ง แต่การสื่อสารเข้าใจได้
ตรงกันและบรรลุผลตามที่ต้องการเท่านั้น โดยมีลักษณะที่ควรสังเกต ดังนี้
๑. ระดับภาษาที่ใช้ส่วนมากเป็นภาษาระดับกันเองระดับสนทนาและระดับกึ่งทางการ มักใช้
ภาษาระดับกันเองสำหรับคนสนิท คุ้นเคยเช่น ใช้สรรพนามว่า ฉัน เรา เธอ ฯลฯ ใช้ภาษาระดับสนทนา
กับคนที่ไม่คุ้นเคย และแตกต่างกันด้วยคุณวุฒิต่าง ๆ เพื่อแสดงความสุภาพเช่น ใช้สรรพนามว่าผม กระผม
ดิฉัน คุณ ท่าน
๒. ประโยคที่ใช้ส่วนมากเป็นประโยคความเดียวและประโยคความรวมส่วน ประโยคความซ้อน
มีไม่มากนัก
๓. มักมีการตัดคำ ย่อคำ รวมคำ เพื่อความรวดเร็ว เช่น
ใหญ่เปื่อยไม่งอกสอง หมายถึงก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่เนื้อเปื่อยไม่ใส่ถั่วงอกสองชาม
ผ. อ. สบายดีหรือ หมายถึงท่านผู้อำนวยการสบายดีหรือ
๘๔
๔. มีคำลงท้ายเรียกขานหรือคำขานรับ เพื่อแสดงความสุภาพหรือยกย่อง เช่น แม่จ๋า คุณหนู
ขาคุณคงเข้าใจนะคะ ฯลฯ
๕. มีการใช้ภาษาท้องถิ่นปนมาก เช่น ปลาแดก หมากหุ่งตำมั่ว บักหนาน บักเสี่ยว ฯลฯ
๖. มีการพูดโดยใช้ถ้อยคำ สำนวนโวหาร สุภาษิต คำพังเพย คำซ้ำ คำซ้อน คำคล้องจอง
ประกอบการพูดหรือใช้คำพูดที่มีความหมายโดยนัยต้องตีความ เช่น จับปลาสองมือ ย้อมแมวขายวัว
หายล้อมคอก ฯลฯ
๗. มีการใช้ประโยคที่ไม่สมบูรณ์ เช่นการละประธาน กริยา กรรมหรือคำบุพบทไว้ในฐานที่
เข้าใจซึ่งสามารถสื่อสารกันได้เพราะเป็นการพูดเฉพาะตัวบุคคล ผู้พูดอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่แล้วหาก
ถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนก็ต้องดูข้อความที่แวดล้อม (บริบท ) จึงจะเข้าใจ เช่น
กรกนก:“ (พี่)ซื้ออะไรมาบ้างคะ พี่ซื้อ(ของ)ได้ครบหรือยัง” ละสรรพนามและกรรม
วนิดา:“ (พี่)ก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากหรอก (พี่ซื้อของ)ได้ครบแล้วล่ะ” ละสรรพนามและประโยค
(https://panisaae.wordpress.com)
๘๕
การใช้ภาษาพูด
การพูดในชีวิตประจำวันมีลักษณะการใช้ภาษาแต่ละระดับแตกต่างกัน ดังนี้
๑) ภาษาระดับกันเอง ไม่เคร่งครัดในระเบียบกฎเกณฑ์ทางภาษาใช้สนทนาในชีวิต
ประจำวันระหว่างคนใกล้ชิด สนิทสนม เพื่อน ญาติพี่น้อง เป็นต้น
๒) ภาษาระดับสนทนาหรือภาษากึ่งทางการ ใช้สนทนากับผู้ที่ไม่คุ้นเคย ต้อง
ติดต่อกันตามมารยาททางสังคม ตามสายงานและตำแหน่งหน้าที่ เช่น การแนะนำให้คน
รู้จักกันในวงสังคมการพูดโทรศัพท์ การอภิปรายกลุ่มย่อย เป็นต้น
๓) ภาษาระดับทางการ ใช้ในการสื่อสารกับมวลชน เป็นการสื่อสารกับคนกลุ่ม
ใหญ่ เช่น พิธีกร วิทยากรการอภิปรายบนเวที การปาฐกถา การสัมภาษณ์ การกล่าวใน
โอกาสต่างๆ เป็นต้น การสื่อสารในลักษณะนี้ผู้พูดกับผู้ฟังไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน
แต่ต้องศึกษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่เราจะพูดด้วยมาล่วงหน้า และต้องระมัดระวังไม่
วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนาหรือสิ่งที่คนเคารพ
๔) ภาษาระดับพิธีการ ได้แก่ การกล่าวรายงานการ กล่าวในพิธีเปิดงาน การก
ล่าวอาศิรวาทต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อให้ผิดพลาดน้อยที่สุดและใช้ภาษาตาม
ระเบียบแบบแผน
๘๖
ภาษาเขียน
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๓๕) ภาษาเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้
ความรู้สึกนึกคิด ความคิดความเข้าใจของมนุษย์ โดยใช้อักษรหรือใช้สัญลักษณ์อื่น ๆ แทนคำพูด เช่น
แผนภาพ แผนภูมิแผนที่ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้เข้าใจ และตอบสนองตามที่ผู้เขียนต้องการ การเขียนเป็นการ
สื่อสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ ผู้เขียนสามารถตรวจทาน ทบทวนแก้ไขให้
ถูกต้องเหมาะสมได้ซึ่งแตกต่างจากภาษาพูดเพราะการพูดเป็นการสื่อสารเฉพาะหน้าที่มีโอกาสจะแก้ไขคำ
พูดของตนน้อยมาก ภาษาพูดจึงอาจผิดพลาดไม่เหมาะสมได้เท่ากับภาษาเขียน
ความสำคัญของภาษาเขียนความคิด
ในสมัยโบราณการเขียนมีความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักฐานในการบันทึกความรู้ ความเชื่อ
สภาพสังคมในสมัยนั้นถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของบรรพชนเป็นการเขียนเพื่อ
ระบายอารมณ์ ความรู้สึกหรือเพื่อแสดงภูมิปัญญาของผู้เขียน แต่ปัจจุบันการเขียนมีความสำคัญมากขึ้น
นอกจากเป็นการสื่อสารความรู้ความเข้าใจจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งแล้วการเขียนยังทำให้เกิดอาชีพ
เช่น อาชีพนักเขียนสารคดี นักประพันธ์ อนักหนังสือพิมพ์ นักโฆษณา ฯลฯ การเขียนบันทึกเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นทำให้ทราบสภาพวิถีชีวิต ความคิดความเชื่อความต้องการของคนในสังคม การเขียนกฎหมายเป็น
กฎระเบียบ แนวทางที่ผู้คนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้สังคมสงบสุข การเขียนข่าวเป็นการแจ้งข่าวคราว
เหตุการณ์บ้านเมืองให้คนในสังคมทราบ ดังนั้นภาษาเขียนจึงเป็นเครื่องมือแสดงความคิด ความรู้
อารมณ์ ความรู้สึกและแสดงภูมิปัญญาของมนุษย์
๘๗
ลักษณะของภาษาการเขียน
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๓๖) การเขียนเป็นการบันทึกความรู้ความคิด
ความเข้าใจต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งแตกต่างจากภาษาพูด ผู้เขียนสามารถขัดเกลา
ภาษาให้สละสลวย ทำให้ภาษาเขียนมีลักษณะสุภาพ ถูกต้องตามระดับภาษา ตรงความ
หมายและสะกดถูกต้อง ภาษาเขียนโดยทั่วไปมี ๒ ลักษณะคือ
๑) เขียนตามภาษาพูดที่พูดในชีวิตประจำวัน เหมาะสมกับลักษณะวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเขียนบันทึกส่วนตัว บันทึกความรู้จากการอ่าน การ
เขียนเรื่องสั้น นวนิยายนิทานอัตชีวประวัติ เป็นต้น
๒) เขียนโดยใช้ภาษาที่กลั่นกรองถ้อยคำอย่างละเมียดละไม มีความประณีตใน
การใช้ภาษาใช้ภาษาที่ถูกต้องตามพจนานุกรมตามรูปแบบตามระเบียบและตาม
ขนบธรรมเนียมของภาษาเช่นการเขียนเรียงความ ย่อความ บทความสารคดี รายงาน
โครงงานและร้อยกรอง เป็นต้น
๘๘
การใช้ภาษาเขียน
ฟองจันทร์ สุขยิ่งเเละคณะ(๒๕๕๑:๑๓๖) การสื่อสารด้วยภาษาเขียนนั้น ผู้ส่งสารต้องมีความ
รู้ความเข้าใจเรื่องหลักภาษาและสามารถใช้ภาษาเขียนถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้ความคิดจินตนาการ
และประสบการณ์ เป็นตัวอักษรสื่อสารให้ผู้รับสารเข้าใจได้ อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาเขียนขึ้นอยู่กับจุด
มุ่งหมายของผู้ส่งสารและรูปแบบการเขียน ซึ่งสามารถแบ่งได้ ๒ ลักษณะ ดังนี้
๑)การเขียนอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการเขียนถ่ายทอดเหตุการณ์ อารมณ์ความรู้สึกของผู้
เขียน เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน การเขียนจดหมาย การเขียนเล่าเรื่อง การแต่งเพลงการเขียน
เรื่องสั้น นวนิยาย ฯลฯ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ หรือเก็บไว้อ่านเองก็ได้ ภาษาเขียนอย่างไม่เป็นทางการเป็นการ
ถ่ายทอดอารมณ์ของผู้สื่อสารเหมือนเสียงพูดของมนุษย์ที่พูดสื่อสารในชีวิตจริง
๒) การเขียนอย่างเป็นทางการ เป็นการเขียนอย่างมีแบบแผน มีหลักในการเขียน เช่น การ
เขียนเรียงความ ย่อความการแต่งคำประพันธ์ การเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขียนรายงาน
โครงงาน รายงานการวิจัย การเขียนบันทึกข้อความและเขียนจดหมายราชการ ฯลฯ การใช้ภาษา
เขียนต้องมีการขัดเกลาภาษาให้ละเมียดละไม ไพเราะสละสลวยเหมาะสมกับระดับภาษาและฐานะของ
ผู้รับสาร โอกาสและสถานการณ์ ถูกต้องตามข้อบังคับ องค์ประกอบและรูปแบบที่กำหนด
๘๙
เปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน
ภาษาพูดที่ใช้ในการสื่อสารมีอยู่หลายระดับ และมีความแตกต่างจากภาษาเขียน เพราะ
ภาษาเขียนมีระดับและระเบียบในการเคร่งครัดมากกว่าภาษาพูด
๙๐
เพิ่มความรู้ เติมความคิด
กิจกรรมที่ ๑
คำสั่ง ให้นักเรียนอ่านประโยคต่อไปนี้แล้วเปลี่ยนคำในประโยคจาก
“ภาษาพูด “เป็น “ภาษาเขียน “ให้ถูกต้อง
๙๑
กิจกรรมที่ ๒
แบบฝึกหัด
คำสั่ง ให้นักเรียนเปลี่ยนภาษาพูดต่อไปนี้มาเป็นภาษาเขียน ให้ถูกต้อง
๙๒
คำผวน ชวนฉงน
มาหนึ่ งคือผู้ให้เกิดกาย (มาดาน-มารดา)
มาหนึ่ งสาธยายเวทซึ้ง (มาตรน-มนตรา)
มาหนึ่ งขอเชิญทายเดือนหนึ่ ง (มานี -มีนา)
มาหนึ่ งอย่าอ้ำอึ้งค่าเพี้ยงเพชรพลอย (มาดุ๊ก-มุกดา)
๙๓
บรรณานุกรม
กิ่งกาญจน์.(๒๕๕๙).ภาพผีเสื้อสมุทร.สืบค้นเมื่อ ๓0 มีนาคม ๒๕๖๕,จาก
https://kingkarnk288.wordpress.com/snap11/.
เด็กนั่งเรียน.(๒๕๕๙).สืบค้นวันที่๙ มีนาคม ๒๕๖๕,จาก https://panisaae.wordpress.com.
เที่ยวไหนต่อ.(๒๕๖๑).ภาพบ้านลุงสุชาติ.สืบค้นเมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๕,จาก
https://www.touronthai.com/travelguide/.
ไทยท็อปทัวร์.(๒๕๖๓).ภาพวัดพระธาตุ.สืบค้นเมื่อ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๕,จาก
https://www.thaitoptour.com.
เปรมจิต ชนะวงศ์ .หลักภาษาไทย.นครศรีธรรมราช:โครงการตำราและเอกสารทางวิชาการ สถาบันราชภัฏ
นครศรีธรรมราช,๒๕๓๘.
ผู้จัดการออนไลน์.(๒๕๕๖).ภาพมังคุดคัด.สืบค้นเมื่อ ๙ มีนาคม ๒๕๖๕,จาก
https://mgronline.com/travel/detail/.
ฟองจันทร์ สุขยิ่งและคณะ.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑.กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์.๒๕๔๗.
วงใน.(๒๕๖๒).ภาพศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช.สืบค้นเมื่อ ๙ มีนาคม ๒๕๖๕,จาก
https://www.wongnai.com/reviews/.
วัลยา ช้างขวัญยืนและคณะ.บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๒ :คำการสร้างคำและการยืมคำ. กรุงเทพฯสถาบัน
ภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวง
ศึกษาธิการ,๒๕๔๙.
สอางค์ ดำเนินสวัสดิ์และคณะ.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา
ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ .กรุงเทพฯ:พัฒนาคุณภาพวิชาการ,๒๕๔๖.
เสนีย์ วิลาวรรณ.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานพัฒนาทักษะภาษา ม .๓เล่ม ๕.กรุงเทพฯ:วัฒนาพา
นิช,๒๕๔๘.
หนังตะลุง. (๒๕๕๘). สืบค้นวันที่๙ มีนาคม ๒๕๖๕,จาก
https://sites.google.com/site/angkana47013/phakh-ti/hnang-talung