ไหวพ้ ระ วดั
สบื สิริสวัสดิ์ รัชกาล
กระทรวงวฒั นธรรม กรมการศาสนา
www.dra.go.th
ไหว้พระ ๑๐ วัด สบื สริ สิ วัสด์ิ ๑๐ รชั กาล
ผจู้ ัดพิมพ ์ กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม
ปีที่พิมพ ์ พ.ศ. ๒๕๕๙
จำ�นวนพิมพ ์ ๑๐,๐๐๐ เลม่
ทีป่ รึกษา
นายมานสั ทารตั น์ใจ ผตู้ รวจราชการกระทรวงวฒั นธรรม
รักษาราชการแทนอธบิ ดกี รมการศาสนา
รองอธบิ ดีกรมการศาสนา
ผ้อู ำ�นวยการสำ�นกั พฒั นาคณุ ธรรมจริยธรรม
นางพมิ พ์กาญจน์ ชัยจติ ร์สกลุ ผู้อำ�นวยการกองศาสนปู ถัมภ์
เลขานกุ ารกรมการศาสนา
นางศรนี วล ลัภกติ โร ที่ปรึกษากรมการศาสนา
ท่ปี รึกษากรมการศาสนา
นายเกรียงศกั ดิ์ บญุ ประสิทธ ์ิ
นายส�ำ รวย นักการเรียน
นายชวลิต ศริ ภิ ริ มย ์
นางสาวพไิ ล จิรไกรศิริ
คณะท�ำ งาน ผู้อำ�นวยการส�ำ นักพฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรม
นางศรนี วล ลัภกิตโร นกั วชิ าการศาสนาชำ�นาญการ
นายธนพล พรมสุวงษ ์ นักวชิ าการศาสนาปฏบิ ตั กิ าร
นายเอกสิทธ์ิ คล้ายแดง นักวิชาการศาสนา
นายธนเดช เจอื จารย์ เจ้าหนา้ ท่วี เิ คราะหโ์ ครงการ
นายยุทธนา สวุ รรณรังสิกุล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการ
นายอนนั ตต์ ชาติ สทุ ธการ เจ้าหนา้ ที่วิเคราะหโ์ ครงการ
นางสาวชรินรัตน์ แกว้ เขยี ว เจา้ หนา้ ที่วิเคราะห์โครงการ
นายจักรกฤต อภลิ าภ
คำ�นำ�
การสักการะส่ิงศักด์ิสิทธิ์ ไหว้พระ ๑๐ วัด สบื สริ สิ วัสดิ์ ๑๐ รชั กาล ในวาระดิถี
ขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นกิจกรรมท่ีสร้างความสุขให้แก่พุทธศาสนิกชน
เปน็ อยา่ งดยี ง่ิ เนอ่ื งจากการไหวพ้ ระเปน็ คตคิ วามเชอ่ื ของคนไทยทแี่ ฝงไวซ้ งึ่ ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี วิถีปฏิบัติอันดีงาม เป็นการแสดงออกซ่ึงความเคารพ ศรัทธายึดมั่น
ในพระพุทธศาสนาและพระรตั นตรยั ชว่ ยฝึกจติ ใจให้สงบและเป็นสมาธิ ถือเปน็ บอ่ เกิด
แหง่ สตปิ ญั ญา นอกจากนยี้ งั สรา้ งโอกาสและประสบการณ์ ในการเรยี นรเู้ กยี่ วกบั สถานที่
ส�ำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ทถ่ี อื เปน็ ศาสนสถานและโบราณสถานอนั ทรงคณุ คา่ ของชาติ
ซึ่งแต่ละแห่งมีเกร็ดความรู้ ความเช่ือแตกต่างกัน และถือเป็นสิริมงคลย่ิงของชีวิต
หากได้มีโอกาสไปกราบไหว้สักการะ อีกทั้งเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาได้ธ�ำรงอยู่
อย่างม่นั คง
กรมการศาสนา หวังว่า หนังสอื ไหวพ้ ระ ๑๐ วัด สบื สริ ิสวสั ดิ์ ๑๐ รัชกาล เลม่ น้ี
จะอ�ำนวยประโยชน์และเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติศาสนกิจของ
พุทธศาสนกิ ชน อนั จะกอ่ ให้เกิดความสุขอย่างแทจ้ รงิ และเกดิ ความยง่ั ยืนของชวี ติ สืบไป
(นายมานัส ทารตั น์ใจ)
ผตู้ รวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
รักษาราชการอธบิ ดีกรมการศาสนา
บทนำ�
ไหว้พระ ๑๐ วัด สบื สริ ิสวัสดิ์ ๑๐ รัชกาล
ของขวญั ปใี หม่คืนความสุขใหแ้ ก่ประชาชน พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
จากการทค่ี นไทยสว่ นใหญน่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาไดน้ �ำหลกั ค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้
มาเปน็ หลกั ส�ำคญั ในการด�ำรงชวี ติ ท�ำใหค้ นไทยสามารถอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ นบั ตงั้ แต่
บรรพชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการจัดงานต่าง ๆ ทั้งทางด้านสังคมศิลปวัฒนธรรม
ประเพณีและอ่ืน ๆ วัดจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต
ของคนไทยในอดตี หลายประการ ในปจั จบุ นั วดั กย็ งั เปน็ องคก์ รหลกั ในการท�ำหนา้ ทเี่ ผยแผ่
พุทธธรรมค�ำสอนเป็นแหล่งบ่มเพาะความดีทางสังคมเป็นต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรม
ทสี่ �ำคญั ในการสรา้ งเสรมิ ความสขุ และมพี ระภกิ ษสุ งฆท์ �ำหนา้ ทเ่ี ปน็ ผนู้ �ำทางจติ ใจ วดั จงึ เปน็
ส่วนประกอบท่ีส�ำคัญของชุมชน อาทิเป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
เป็นแหล่งการศึกษาของประชาชนเป็นสถานศึกษาส�ำหรับชาวบ้านได้ส่งกุลบุตรมารับ
การฝึกอบรมทางศีลธรรมและเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้การศึกษา
และเผยแผ่ธรรมะอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าให้สามารถน�ำหลักธรรมไปปฏิบัติ
ในชวี ติ ประจ�ำวนั ได้
กระทรวงวฒั นธรรม โดยกรมการศาสนา ก�ำหนดจดั กจิ กรรมเพอื่ เปน็ ของขวญั ปใี หม่
คืนความสุขให้แก่ประชาชน พุทธศักราช ๒๕๖๐ นับเป็นโอกาสที่ดีที่คนไทยทุกคน
จะรว่ มกนั ฟน้ื กระแสวฒั นธรรมทด่ี งี ามพรอ้ มใจกนั สง่ เสรมิ ความเปน็ ไทย มคี วามภาคภมู ใิ จ
ในขนบธรรมเนียม ประเพณี ศลิ ปะ วัฒนธรรมไทยและน�ำมาปฏิบตั ใิ นชวี ติ ประจ�ำวัน เช่น
การยม้ิ ไหว้ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ มวี นิ ยั มีน�้ำใจไมตรี อนรุ ักษป์ ระเพณีอาหารพน้ื ถ่นิ
การแสดงทางวัฒนธรรมพ้ืนบ้าน แต่งกายผ้าไทย ภาษาไทย หรือภาษาถิ่น ให้คนไทย
มคี วามสขุ บนพน้ื ฐานของศาสนาและวฒั นธรรมอยา่ งยง่ั ยนื โดยไดร้ ว่ มกบั องคก์ รเครอื ขา่ ย
ทง้ั ภาครฐั และภาคเอกชนจดั กจิ กรรมไหวพ้ ระ ๑๐ วดั สบื สริ สิ วสั ด์ิ ๑๐ รชั กาล เพอื่ สง่ เสรมิ
ใหป้ ระชาชนเกิดความส�ำนกึ ในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความกตัญญูกตเวทติ าธรรม
ต่อบุรพมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงเลื่อมใสและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
ซึ่งจัดระหว่างวันท่ี ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ - วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๐ ณ วัดส�ำคัญที่มี
ความเก่ยี วเนื่องกบั พระมหากษตั รยิ แ์ ห่งราชวงศจ์ กั รที ุกพระองค์
กิจกรรมไหว้พระ ๑๐ วัด สืบสิริสวัสดิ์ ๑๐ รัชกาล เป็นรูปแบบการท่องเท่ียว
เชิงธรรมะ ท่ีถือว่าเป็นสิ่งท่ีเป็นมงคลที่ต้องกระท�ำอย่างสม่�ำเสมอเพ่ือสร้างบุญบารมี
ใหช้ วี ิตและครอบครวั ให้ประสบความสุข ความเจริญร่งุ เรือง การไหวพ้ ระ จงึ เป็นทีน่ ิยม
ของพุทธศาสนิกชนที่หาโอกาสท่ีจะไปไหว้พระร่วมกับครอบครัวเพ่ือท�ำกุศลร่วมกัน
ซ่ึงกรมการศาสนามีความมุ่งม่ันที่จะส่งเสริมความเลื่อมใสศรัทธาน้ี โดยให้ประชนชน
ไดเ้ ข้าวดั ใกลช้ ิดพระพุทธศาสนา ได้ไปสักการะส่งิ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ ท�ำบญุ ตกั บาตร ปฏบิ ัติธรรม
สวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา สืบสานวิถีพุทธ เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน
กระตุ้นให้เกิดความรัก ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาโดยให้รู้จักใช้หลักธรรมมาเป็น
รากฐานส�ำคญั ของชวี ติ อนั เปน็ การเพมิ่ พลงั ชวี ติ ใหเ้ บกิ บานมพี ลงั กายพลงั ใจทจ่ี ะอยรู่ ว่ มกนั
ในสังคมได้อย่างมั่นคงและมีความสุข ซ่ึงเป็นความสุขทางตรงท่ีรับได้จากการเติมรัก
ความเอื้ออาทรของเพื่อนมนุษย์ท่ีมีต่อกัน ตลอดจนจากการชมทัศนียภาพที่สวยงาม
การได้ชื่นชมสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมที่ช่างศิลป์บรรจงสร้างอย่างประณีต เพ่ือถวาย
เป็นพุทธบูชา โดยกรมการศาสนาได้ส�ำรวจเส้นทาง ติดต่อประสานงานกับวัดต่าง ๆ
จัดโปรแกรมท่องเท่ียวไหว้พระ ๙ วัด เพื่ออ�ำนวยความสะดวกสบายและให้การต้อนรับ
แก่พุทธศาสนิกชนที่จะไปแสวงบุญ วัดต่าง ๆ ท่ีได้จัดไว้เป็นวัดดัง ๆ ที่เป็นท่ีรู้จัก
ศรัทธาของประชาชนทั่วไป และเป็นวัดที่มีส่ิงศักด์ิสิทธิ์ มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
เพ่ืออ�ำนวยโชคลาภให้นักแสวงบุญผู้เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาและความเช่ือ “ท�ำดีได้ดี”
ได้รบั ความสขุ ท่สี มบรู ณ์ย่งิ ขึน้
กจิ กรรมในแตล่ ะวดั
� ไหว้พระสักการะองคป์ ระธานในพระอโุ บสถหรือขอพรส่ิงศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ
� พระคณุ เจา้ น�ำสวดมนตน์ งั่ สมาธิ เจรญิ จติ ภาวนา และประพรมนำ้� พระพทุ ธมนต์
ในพระอโุ บสถ
� ฟังพระธรรมเทศนา
� ถวายปัจจัยท�ำนบุ �ำรุงพระพทุ ธศาสนาตามศรัทธา
� พระคณุ เจา้ หรอื มคั คเุ ทศก์ น�ำชมวดั โบราณสถาน โบราณวตั ถแุ ละสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ
ภายในวัด
� ใหเ้ วลาพักผ่อนตามอธั ยาศยั หรอื ท�ำธุระสว่ นตัวกอ่ นขึน้ รถส่เู ปา้ หมายวดั ถัดไป
สารบัญ
แนะน�ำไหว้พระ ๑๐ วดั สืบสริ สิ วสั ด์ิ ๑๐ รัชกาล หนา้
รชั กาลท่ี ๑ วดั พระเชตุพนวิมลมงั คลาราม ๑
รัชกาลท่ี ๒ วดั อรุณราชวราราม ๒
รัชกาลท่ี ๓ วัดราชโอรสาราม ๘
รชั กาลที่ ๔ วดั ราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ๑๔
รชั กาลที่ ๕ วดั เบญจมบพิตรดสุ ติ วนาราม ๒๐
รัชกาลที่ ๖ วัดบวรนเิ วศวหิ าร ๒๖
รชั กาลท่ี ๗ วัดราชบพธิ สถิตมหาสีมาราม ๓๒
รัชกาลที่ ๘ วัดสทุ ัศนเทพวราราม ๓๘
รัชกาลท่ี ๙ วดั พระราม ๙ กาญจนาภเิ ษก ๔๔
รชั กาลที่ ๑๐ วัดวชริ ธรรมสาธิต ๕๐
บรรณานุกรม ๕๖
๖๒
แนะนำ�ไหว้พระ ๑๐ วัด
สืบสริ สิ วสั ดิ์ ๑๐ รัชกาล
พระราชปณิธาน
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
“ตั้งใจจะอุปถมั ภก ยอยกพระพุทธศาสนา
ปอ้ งกันขอบขณั ฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”
(พระราชนพิ นธน์ ิราศทา่ ดินแดง, พ.ณ. ประมวลมารค, สบิ สองกวี,
ส�ำนักพิมพแ์ พร่พิทยา, ๒๕๑๐, หนา้ ๑๐๓)
“ทุกวันนี้ต้ังพระทัยแต่ท่ีจะท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนา ไพร่ฟ้าประชากร
ใหอ้ ยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ใหต้ งั้ อยใู่ นคตธิ รรมทงั้ ๔ ด�ำรงจติ จตรุ สั บ�ำเพญ็ ศลี ทาน จะไดส้ คุ ตภิ มู ิ
มนุษยสมบตั ิ สวรรคสมบตั ิ นพิ พานสมบัติเปน็ ประโยชนแ์ กต่ น...”
(กฎหมายตราสามดวง, กรมศลิ ปากร, ๒๕๒๑)
“พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระอนุชาธิราช
กรมพระราชวงั บวรฯ เมอื่ ไดท้ รงสดบั พระสงฆร์ าชาคณะ ถวายพระพรโดยพสิ ดาร ดงั นนั้
จึงตรัสว่า คร้ังน้ีขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าท้ังปวงจงมีอุตสาหะในฝ่ายพระพุทธจักรให้
พระไตรปิฎกบริบูรณ์ข้ึนให้จงได้ ฝ่ายข้างอาณาจักรที่จะเป็นศาสนูปถัมภก น้ันเป็น
พนกั งาน โยม โยม จะสูเ้ สียสละชีวิตบูชาพระรตั นตรยั สดุ แต่จะให้พระปริยัติบริบรู ณ์
เปน็ ขอ้ มลู ทจ่ี ะตงั้ พระพทุ ธศาสนาจงไดพ้ ระราชาคณะทง้ั วงรบั สาธแุ ลว้ ถวายพระพร...”
(เจา้ พระยาทิพากรวงศ์ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสนิ ทร์ รัชกาลที่ ๑
กรมศิลปากร, ๒๕๒๖, หนา้ ๑๑๓)
2 รัชกาลท่ี ๑
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑)
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ฏสิ งั ขรณว์ ดั โพธาราม (วดั โพธ)ิ์ ซง่ึ เปน็ วดั เกา่ แกค่ รง้ั
กรุงศรีอยุธยา เป็นวัดพระอารามหลวงประจ�ำรัชกาล เม่ือ พ.ศ. ๒๓๓๑ ทรงมี
พระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น “มหาวิทยาลัยส�ำหรับประชาชน” จึงโปรดเกล้าฯ
ให้รวบรวมสรรพวิชาความรู้มาจารึกบนแผ่นศิลาติดไว้บริเวณพระอุโบสถ เพื่อให้
ประชาชนไดศ้ กึ ษาหาความรู้ “พระพทุ ธเทวปฏมิ ากร” ประดษิ ฐานเปน็ พระประธาน
อยู่ภายในพระอโุ บสถและเปน็ ทป่ี ระดิษฐานพระบรมอัฐขิ องพระองคอ์ กี ดว้ ย
วดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม 3
ประวตั คิ วามเป็นมา
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดโบราณ สร้างต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
เดมิ ช่อื ว่า วดั โพธาราม ไม่ปรากฏประวัติการสรา้ ง
ในปพี ุทธศักราช ๒๓๑๑ เมอื่ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรุ ี ทรงสถาปนากรงุ ธนบรุ ี
ขน้ึ เปน็ ราชธานี โดยก�ำหนดเขตท้ังสองฝง่ั แม่นำ้� เจ้าพระยาใหแ้ มน่ �้ำผา่ นกลางพระนคร
วัดโพธารามต้ังอยู่ในเขตก�ำแพงพระนครฝั่งตะวันออก จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์
ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง และมีพระราชาคณะปกครองตลอดสมยั กรุงธนบุรี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ปฏิสังขรณ์
วดั โพธารามขึ้นใหม่ท้ังพระอาราม สร้างพระอุโบสถพระระเบยี ง พระวหิ าร ตลอดจน
ส่ิงก่อสร้างท่ีจ�ำเป็นอ่ืน ๆ และสร้างถาวรวัตถุแล้วโปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูป
จากหวั เมอื งตา่ ง ๆ มาประดษิ ฐานบรเิ วณพระอโุ บสถ พระวหิ ารทศิ และพระระเบยี ง ฯลฯ
แลว้ พระราชทานนามวา่ วดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลาวาส
4 รัชกาลที่ ๑
พุทธศักราช ๒๓๗๕-๒๓๙๑ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้
บูรณปฏิสังขรณ์ ส่ิงใดช�ำรุดทรุดโทรมมากก็ร้ือสร้างใหม่ขยายรูปทรงบ้าง
สร้างเพม่ิ ขน้ึ ใหมบ่ ้าง ส่วนกฏุ สิ งฆส์ ร้างใหมเ่ ปน็ ตกึ และโปรดใหจ้ ารึกสรรพต�ำราตา่ ง ๆ
๘ หมวด ลงแผน่ หนิ อ่อนประดบั ไว้ตามศาลารายเพือ่ เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน
สมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ปฏิสังขรณ์
พระรัศมี พระพุทธไสยาสน์ ทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์ประจ�ำรัชกาล และแก้สร้อย
นามพระอารามเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร พระองค์ทรง
ริเริ่มพระราชประเพณีอันเนื่องด้วยวัดพระเชตุพนอย่างหน่ึง คือ ประเพณีการเสด็จ
พระราชด�ำเนินเลียบพระนครทางสถลมารค เดิมไม่มีประเพณีท่ีพระมหากษัตริย์
จะต้องเสด็จไปยังวัดพระเชตุพนมาก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร
พระประธานในพระอุโบสถวัดพระเชตุพน และทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศล รชั กาลต่อมา
จงึ ถอื เปน็ พระราชประเพณวี า่ เมอ่ื เสดจ็ พระราชด�ำเนนิ เลยี บพระนครโดยทางสถลมารค
จะเสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพน
สมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ทรงมอบให้กระทรวงโยธาธิการบูรณปฏิสังขรณ์
จนถึงรัชกาลปัจจุบัน โปรดให้ด�ำเนินการปฏิสังขรณ์คร้ังใหญ่ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๔
เปน็ ตน้ มา
วัดพระเชตพุ นวมิ ลมังคลาราม 5
ส่งิ สำ� คญั ในพระอาราม
พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างในรัชกาลท่ี ๓ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน
ทรงไทย หลังคาลด ๓ ช้นั ประดับชอ่ ฟา้ ใบระกา หางหงส์ หนา้ บันปดิ ทองประดับ
กระจก มรี ะเบยี งเดนิ ไดร้ อบพระวหิ าร ซมุ้ ประตหู นา้ ตา่ งเปน็ ลายปนู ปน้ั ปดิ ทองทรงมงกฎุ
ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น พระบาทประดับมุก
เปน็ ภาพมงคล ๑๐๘ ประการ ผนงั ภายในมภี าพจติ รกรรมทเ่ี พดานและเสาเปน็ ลายทอง
บนพ้ืนแดง
6 รัชกาลท่ี ๑
พระมหาเจดีย์ประจำ� รัชกาล ๔ องค์
๑. พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างครอบพระศรีสรรเพชญ์ พระพุทธรูปยืนซึ่งชะลอมา
จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
พระเจดยี ์สูง ๘๒ ศอก ลกั ษณะเป็นพระเจดียเ์ หล่ยี มยอ่ ไม้ย่สี บิ ประดับด้วยกระเบ้อื ง
เคลือบสีเขียว พระนามว่า พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ เป็นพระมหาเจดีย์
ประจ�ำรัชกาลท่ี ๑
๒. พระมหาเจดยี ด์ ิลกธรรมกรกนิทาน พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว
โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนท้ังพระอาราม และสร้างพระมหาเจดีย์
ขนาดสูงเท่ากับพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ ทรงพระราชอุทิศถวาย
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ประดบั ดว้ ยกระเบอื้ งสขี าว พระบาทสมเดจ็
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน
เป็น พระมหาเจดยี ป์ ระจ�ำรัชกาลที่ ๒
๓. พระมหาเจดีย์มุนีปัตตบริขาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสร้างเพื่อพระองคเ์ อง องค์ทางใต้ ประดับดว้ ยกระเบือ้ งสีเหลอื ง พระบาทสมเดจ็
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระมหาเจดีย์มุนีปัตตบริขาร เป็น
พระมหาเจดีย์ประจ�ำรชั กาลที่ ๓
๔. พระมหาเจดยี ์ประจ�ำรชั กาลที่ ๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว
โปรดให้สร้างขึ้นอยู่ทางตะวันตกของพระมหาเจดีย์ประจ�ำรัชกาลท่ี ๑ โดยถ่ายแบบ
มาจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
มีลักษณะเป็นพระเจดยี เ์ หล่ียมยอ่ ไม้สบิ สอง มซี ้มุ จระน�ำ ประดับกระเบอ้ื งสีขาบหรือ
สนี ้ำ� เงินเขม้ เป็นพระมหาเจดียป์ ระจ�ำรัชกาลท่ี ๔
วดั พระเชตุพนวิมลมงั คลาราม 7
พระราชด�ำรัส
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี ๒
พระบาทสมเด็จบรมธรรมมิกมหาราชารามาธิราช บรมนารถบรมบพิตร
พระพุทธเจ้าอย่หู ัว ทรงพระราชศรทั ธาจะยกรือ้ วสิ าขบูชามหายัญพธิ อี นั ขาดประเพณี
มาน้ัน ให้กลับคืนเจียรฐิติกาล เริ่มในปีพุทธศักราช ๒๓๖๐ (จุลศักราช ๑๑๗๙)
ดังพระบรมราโชวาทความตอนหนึง่ วา่
“...แต่นี้สืบไปถึง ณ วันเดือนหกขึ้นสิบส่ีค่�ำสิบห้าค่�ำ แรมค�่ำหน่ึง เป็นวันพิธี
วิสาขบูชานักขัตฤกษ์ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะทรงรักษา
พระอโุ บสถศลี ปรนนบิ ตั พิ ระสงฆส์ ามวนั ปลอ่ ยสตั วส์ ามวนั หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดฆา่ สตั วต์ ดั ชวี ติ
เสพสุราเมรัยในสามวัน ถวายประทีปตั้งโคมแขวนเคร่ืองสักการบูชาดอกไม้เพลิง
สามอารามหลวง ถวายไทยทานสามวัน ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ แลข้าทูลละออง
ธลุ พี ระบาทไพรฟ่ า้ อาณาประชาราษฎร์ ลกู คา้ วานชิ สมณชพี ราหมณท์ ง้ั ปวง จงมศี รทั ธา
ปลงใจลงในการกศุ ล
อุตสาหะกระท�ำวิสาขบูชาให้เป็นประเพณีย่ังยืนไปทุกปี อย่าให้ขาด
ฝ่ายฆราวาสนั้น จงรักษาพระอุโบสถศีล ถวายบิณบาตทาน ปล่อยสัตว์ตามศรัทธา
ท้ังสามวัน ดุจวันตรุษสงกรานต์ เพลาเพลแล้วมีพระธรรมเทศนาในอาราม ธูปเทียน
ชวาลา ธงผ้า ธงกระดาษออกไปยังพระอารามบูชาพระรัตนตรัย ตั้งพนมดอกไม้
แขวนพวงดอกไม้ ธปู เทยี น ธงใหญ่ ธงน้อยในพระอุโบสถพระวิหารแลนอกพระอโุ บสถ
พระวหิ าร ทีล่ านเจดีย์ และพระศรีมหาโพธ.์ิ ...”
(พระราชปณธิ านแหง่ พระมหากษตั รยิ ไ์ ทยทมี่ ตี ่อพระพทุ ธศาสนา)
http://www.jariyatam.com/th/kings-voh
8 รัชกาลท่ี ๒
วัดอรณุ ราชวราราม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณ
ปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม พระองค์ทรงพระปรีชางานด้านทรงพุทธศิลป์
ทรงปน้ั พระพกั ตร์ “พระพทุ ธธรรมศิ รราชโลกธาตดุ ลิ ก” พระประธานในพระอโุ บสถ
ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และเมื่อทรงเสด็จสวรรคตแล้ว พระบรมอัฐิ
ของพระองค์ ได้อัญเชิญมาประดิษฐานไวท้ พี่ ระอุโบสถวดั อรณุ ราชวรารามแหง่ นี้
วัดอรณุ ราชวราราม 9
ประวัตคิ วามเปน็ มา
วดั อรณุ ราชวราราม เปน็ วดั โบราณ สรา้ งสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา เดมิ ชอื่ วดั มะกอก
สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้ปฏิสังขรณ์แล้วเปล่ียนช่ือเป็น
วัดแจ้ง
ปีพทุ ธศกั ราช ๒๓๑๑ โปรดใหส้ ร้างพระราชวงั ใหม่ โดยขยายเขตพระราชฐาน
ให้กว้างออกไป ท�ำให้วัดแจ้งต้ังอยู่ในเขตพระราชวัง เป็นวัดไม่มีพระสงฆ์ และโปรด
ใหส้ ร้างก�ำแพงพระราชวงั โอบล้อมวัด
สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ถือกันว่าวัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่
ประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบาง ซ่ึงสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
(พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช) ไปตเี มอื งเวยี งจนั ทนไ์ ด้ แลว้ อญั เชญิ
พระพุทธรูปส�ำคัญ ๒ องค์ คือ พระแก้วมรกต และพระบาง ลงมากรุงธนบุรีด้วย
ต่อมาไดอ้ ญั เชญิ พระแกว้ มรกต และพระบางขนึ้ ประดษิ ฐานในมณฑป ซึง่ อยดู่ า้ นหลงั
พระอโุ บสถและพระวหิ ารเกา่
10 รัชกาลท่ี ๒
เมอื่ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช เสดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ิ
โปรดให้สร้างพระนครข้ึนใหม่ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น�้ำเจ้าพระยา แล้วโปรด
ให้ร้ือก�ำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก ด้วยเหตุน้ีวัดแจ้งจึงอยู่นอกพระราชวัง
โปรดใหเ้ ปน็ วดั มพี ระสงฆจ์ �ำพรรษา โดยนมิ นต์พระโพธวิ งศาจารยจ์ ากวัดบางหว้าใหญ่
(วดั ระฆงั โฆสิตาราม) มาครองวดั
วัดแจ้งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ท้ังพระอาราม โดยพระเจ้าลูกยาเธอ
เจ้าฟา้ กรมหลวง อศิ รสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลยั เมื่อครั้งด�ำรง
พระราชอสิ ริยยศเปน็ พระโอรส)
ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยข้ึนครองราชย์สมบัติ
โปรดใหส้ ร้าง พระอโุ บสถ พระวหิ าร และพระปรางค์ พรอ้ มทัง้ ทรงป้นั หนุ่ พระพุทธรูป
ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธาน
ในพระอุโบสถ และพระราชทานนามใหม่ว่า วดั อรุณราชธาราม
สมยั รชั กาลท่ี ๓ โปรดใหป้ ฏสิ งั ขรณใ์ หมท่ งั้ หมด แลว้ โปรดใหก้ อ่ สรา้ งพระปรางค์
จนแล้วเสร็จ ซ่ึงเป็นสถาปัตยกรรมท่ีมีความงดงาม ปัจจุบันเรียกกันว่า พระปรางค์
วดั อรณุ
วัดอรณุ ราชวราราม 11
สมยั รชั กาลท่ี ๔ โปรดใหส้ รา้ งและปฏสิ งั ขรณส์ งิ่ ตา่ ง ๆ เพม่ิ เตมิ เชน่ บษุ บกยอด
พระปรางค์เปน็ ทีป่ ระดษิ ฐานพระพุทธรปู ฉลองพระองค์ พระนามวา่ พระพุทธนฤมติ ร
และได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาบรรจุไว้
ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถ เม่ือปฏิสังขรณ์พระอุโบสถเรียบร้อย
แล้ว พระราชทานนามวา่ วดั อรณุ ราชวราราม
ปีพุทธศักราช ๒๔๓๙ เกิดอัคคีภัยไหม้พระอุโบสถ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ได้เสด็จพระราชด�ำเนนิ ไปอ�ำนวยการดับเพลงิ ด้วยพระองค์
เอง และโปรดให้กรมหมนื่ ปราบปรปักษ์ เปน็ แมก่ องปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ตลอดจน
เขียนภาพผนังด้านในและปฏิสังขรณ์พระระเบียงรอบพระอุโบสถ พร้อมท้ังถาวรวัตถุ
อนื่ ๆ และโปรดใหพ้ ระยาราชสงคราม (กร หงสกลุ ) เปน็ นายงานอ�ำนวยการปฏสิ งั ขรณ์
พระปรางค์ใหญ่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์
สถาปัตยกรรมที่ส�ำคัญภายในวัด เช่น ศาลาการเปรียญ กุฏิ พระวิหาร พระเจดีย์
พระปรางค์ โดยเฉพาะพระปรางค์ได้รับการปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ใช้เวลา ๕ ปี
จึงแล้วเสร็จ
12 รัชกาลท่ี ๒
สง่ิ ส�ำคญั ในพระอาราม
พระประธาน ในพระอุโบสถ เปน็ พระพุทธรปู ปางมารวชิ ยั เฉพาะพระพกั ตร์
เป็นฝีพระหัตถ์ในรัชกาลท่ี ๒ ซึ่งทรงปั้นหุ่นด้วยพระองค์เอง ท่ีฐานผ้าทิพย์ได้บรรจุ
พระอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีเคร่ืองหมายตราครุฑจับนาค
และระหว่างพระอัครสาวก มีพัดยศต้ังอยู่ ๑ เล่ม พระพุทธรูปองค์น้ี พระนามว่า
พระพุทธธรรมิศราชโลกธาตดุ ิลก
พระปรางค์ใหญ่ ต้ังอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ เป็นของโบราณ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ก่อเสริมพระปรางค์องค์เดิมท่ีมีขนาดสูง ๘ วา
เป็น ๓๓ วาเศษ เพื่อให้เป็นพระมหาธาตุประจ�ำกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วเสร็จในสมัย
รัชกาลที่ ๓ ลกั ษณะก่ออฐิ ถือปูน ประดบั ด้วยชิน้ กระเบือ้ งเคลอื บสีตา่ ง ๆ และจานชาม
ของโบราณทมี่ ลี วดลายสวยงาม เชน่ ชามเบญจรงค์ เปน็ ตน้ ยอดพระปรางคม์ พี ระมงกฎุ
ประดษิ ฐานเหนือยอดนภศูล
วัดอรณุ ราชวราราม 13
พระราชปณิธาน
พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจา้ อย่หู วั รชั กาลที่ ๓
“เม่ือเห็นว่าบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชา รอบรู้
ราชานุวัตร จะเป็นศาสนูปถัมภกยกพระบวรพุทธศาสนา และจะปกป้อง
ไพร่ฟ้า อาณาประชาราษฎร์รักษาแผ่นดินให้สุขสวัสด์ิ โดยย่ิงเป็นที่ยินดี
แก่มหาชนท้ังปวงได้ ก็สุดแท้แต่จะเห็นดีประนีประนอมพร้อมใจกัน
ยกพระบรมวงศานวุ งศพ์ ระองคน์ น้ั ขน้ึ เสวยมไหสวรรยาธปิ ตั ยร์ าชสบื สนั ตตวิ งศ์
ด�ำรงราชประเพณีตอ่ ไปเถิด”
(จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๓)
14 รชั กาลที่ ๓
วดั ราชโอรสาราม
เมอื่ พ.ศ.๒๓๖๓พมา่ เตรยี มยกทพั เขา้ มาตสี ยามพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้
นภาลัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์
(พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๓) ทรงเป็นแม่ทัพคุมกองทัพไปรบ
กับพม่า ทางด่านเจดีย์ ๓ องค์ จังหวัดกาญจนบุรี พระองค์ได้เสด็จฯ ประทับแรม
ท่หี นา้ วัดจอมทอง และทรงท�ำพธิ ีเบิกโขลนทวารตามลกั ษณะพิชัยสงคราม อธิษฐาน
ให้ประสบความส�ำเร็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ แต่เน่ืองจากพม่าไม่ได้ยกทัพมา
ตามที่เล่าลือ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จึงเสด็จฯ กลับพระนคร
และโปรดเกลา้ ฯ ให้ปฏิสังขรณ์วดั จอมทองใหมท่ ้งั วดั และถวายเปน็ พระอารามหลวง
พระราชทานนามใหมว่ า่ “วดั ราชโอรสาราม”
วดั ราชโอรสาราม 15
ประวตั คิ วามเป็นมา
วดั ราชโอรสาราม เป็นวดั โบราณ สร้างสมัยกรุงศรอี ยธุ ยา เดมิ ช่อื วัดจอมทอง
ปีพุทธศักราช ๒๓๖๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะด�ำรง
พระอิสริยยศเป็นพระเจ้า ลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๒ เป็นแม่ทัพคุมพลไปขัดตาทัพพม่า
ทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ จงั หวัดกาญจนบรุ ี เม่อื เคลื่อนทพั ผา่ นวดั จอมทองได้เสดจ็
ประทบั แรมทห่ี นา้ วดั ทรงท�ำพธิ เี บกิ โขลนทวารตามลกั ษณะต�ำราพชิ ยั สงคราม และทรง
อธษิ ฐานใหไ้ ปราชการสงครามประสบผลส�ำเรจ็ หลงั จากเสรจ็ การทพั ทรงไดป้ ฏสิ งั ขรณ์
วดั จอมทองใหมท่ งั้ วดั แลว้ ถวายเปน็ พระอารามหลวง พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้
นภาลยั พระราชทานนามวา่ วัดราชโอรส
16 รชั กาลท่ี ๓
ด้วยเหตุท่ีการสถาปนาวัดน้ีเป็นการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จ
พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ มพี ระราชด�ำรแิ บบการกอ่ สรา้ งตามพระราชหฤทยั ซงึ่ ขณะนนั้
การติดต่อค้าขายกับจีนเฟื่องฟูมาก การก่อสร้างวัตถุสถานและศิลปะการตกแต่ง
ภายในวดั จึงนยิ มเป็นแบบจนี
วัดราชโอรสตกแต่งด้วยศิลปะจีนเป็นส่วนมาก นับเป็นวัดท่ีสร้างต่างจากแบบ
วัดทั่วไป ศิลปกรรมท่ีมีอยู่ในวัดนี้มีการประดับตกแต่งต่าง ๆ เป็นแบบจีนผสมไทย
เชน่ พระอโุ บสถ พระวหิ าร หลงั คาพระอโุ บสถเปน็ กระเบอ้ื งเคลอื บแบบไทย กฏุ พิ ระสงฆ์
เปน็ อาคารตกึ แทนเรอื นไมแ้ บบของเดมิ บานประตหู นา้ ตา่ งพระวหิ าร พระพทุ ธไสยาสน์
ประดบั ด้วยเซีย่ วกางแทนลายเทพพนม หรอื ลายไทยแบบของเดมิ หน้าบนั พระอโุ บสถ
และพระวิหารประดับกระเบื้องเคลือบสี เป็นการประยุกต์ศิลปกรรมได้อย่างประณีต
เหมาะสม
วัดราชโอรสาราม 17
ส่ิงสำ� คัญในพระอาราม
พระอโุ บสถ เปน็ อาคารก่ออฐิ ถือปนู สถาปตั ยกรรมเลียนแบบจนี ตามพระราช
นิยมในรัชกาลที่ ๓ หลังคาลด ๒ ช้ัน มุงกระเบื้องเคลอื บสี หน้าบันประดับกระเบือ้ ง
เคลือบสีสวยงาม ตอนบนประดิษฐ์เป็นเคร่อื งบชู า มีดอกไม้ มังกร หงส์ ตอนล่างเปน็
ภาพทิวทัศน์ มีบ้านเรือน สัตว์เลี้ยง ภูเขา ต้นไม้ ตามขอบหลังคาประดับกระเบ้ืองสี
ซุ้มประตูหน้าต่างประดับปูนปั้นประดิษฐ์เป็นลายดอกเบญจมาศ บานประตูด้านนอก
ประดับมุกลายมังกรดั้นเมฆ ฝีมือละเอียดประณีต ด้านในเขียนรูปทวารบาลแบบจีน
บานหนา้ ตา่ งดา้ นนอกประดบั ลายมงั กรดน้ั เมฆเปน็ ลายปนู ปน้ั ดา้ นในเขยี นลายดอกไม้
เฟื่องสีทอง ผนังด้านในเขียนลายเคร่ืองบูชาแบบจีน บางช่วงมีความหมายในการให้พร
ฮก ลก ซว่ิ ตามคตขิ องจีน เพดานเขียนดอกเบญจมาศทอง บนพืน้ แดง
พระประธาน ในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานภายใต้
ฉัตรแก้วเหนอื ฐานชุกชี ๕ ช้นั ช้ันลา่ งเป็นฐานเชียงรูปสเี่ หลยี่ ม ชนั้ บนมนขอบยกลาย
กลีบบวั ลงรักปดิ ทอง ประดับกระจก ตราผา้ ทิพย์ ด้านหน้ามเี คร่ืองหมายรปู ปราสาท
ท่ีผ้าทิพย์ฐานพระพุทธรูป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อัญเชิญ
พระสรรี งั คารของพระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั มาประดษิ ฐานไวพ้ รอ้ มกบั ถวาย
พระปรมาภิไธยประจ�ำรัชกาล และศิลาจารกึ ดวงพระชันษา พระราชทานพระนามวา่
พระพุทธอนันตคณุ อดุลยญาณบพติ ร
18 รัชกาลท่ี ๓
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช โปรดใหป้ ระดษิ ฐานนพปฎลมหา
เศวตฉตั ร (ฉตั ร ๙ ชั้น) เหนือพระประธานในพระอโุ บสถ เมื่อปพี ทุ ธศักราช ๒๕๐๔
วิหารพระยืน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง อยู่ด้านเหนือ
พระอุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ปางประทานอภัย เป็นพระพุทธรูป
หล่อส�ำริด สงู ๖.๒๕ เมตร ศิลปะกอ่ นสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา พระนามว่า พระอทู่ อง
ถะ (สถูปเจดีย์) คือสถูปหรือเจดีย์แบบจีน อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นสถูป
แบบจนี มที รงเหลีย่ มซอ้ นกนั ๕ ช้ัน ยอดเปน็ รูปทรงนำ�้ เตา้ ถดั มาทรงเหลี่ยมซอ้ นกัน
เปน็ ชน้ั ๆ ในแต่ละเหลี่ยมเจาะเปน็ ช่อง เวน้ ระยะโดยรอบ ถะ หรือสถปู องคน์ ้ี ก่อดว้ ย
อฐิ ถือปูนปิดทึบ ภายนอกเปน็ หินอ่อนสลกั รูปสเ่ี หลี่ยม และลวดลายปะติดไวด้ ้านนอก
ศาลาการเปรยี ญ อยู่ทางทิศใต้ของพระอโุ บสถ เปน็ อาคารคอนกรีตเสริมเหลก็
หลงั คาลด ๒ ช้นั แบบจีน มงุ กระเบ้ืองเคลอื บ สันหลังคาประดับรูปถะ อยูร่ ะหว่างมังกร
กระเบื้องเคลือบสีอย่างศาลเจ้าจีน ผนังด้านนอกตอนบนเขียนรูปผลไม้เป็นสัญลักษณ์
ของความเป็นสริ มิ งคล (ฮก ลก ซิว่ )
วัดราชโอรสาราม 19
พระราชด�ำรสั
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว รัชกาลท่ี ๔
“พระนครนี้เป็นถิ่นท่ีของคนนับถือพระพุทธศาสนามาแต่เดิม ไม่ใช่
แผ่นดินของศาสนาอื่น คนที่ถือศาสนาอ่ืน มาแต่อื่นก็ดี อยู่ในเมืองนี้ก็ดี
จะโทมนัสน้อยใจด้วยริษยาแก่พระพุทธศาสนา เพราะบูชาอันน้ีไม่ได้
ด้วยไมใ่ ชเ่ มอื งศาสนาตัวเลย ถ้าโทมนัสก็ชอ่ื ว่าโลภล่วงเกนิ ไป”
(พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
“ประกาศพระราชทานส่วนพระราชกุศล ในการท่ที รงบรจิ าคเพชรใหญ่
ประดบั พระอณุ าโลมพระพุทธรัตนปฏิมากร”
ในประชุมประกาศ รชั กาลที่ ๔ เล่ม ๑, องคก์ ารคา้ ของคุรุสภา, ๒๕๒๘, หน้า ๘๒)
20 รชั กาลท่ี ๔
วัดราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งวดั ราชประดษิ ฐ
สถติ มหาสมี ารามเปน็ วดั พระอารามหลวงประจ�ำรชั กาลตามโบราณพระราชประเพณี
วัดราชประดิษฐฯ เป็นพระอารามหลวงช้ันเอก ชนิดราชวรวิหาร ส่ิงส�ำคัญ
ในพระอาราม มีพระอุโบสถ และพระวิหารหลวง ต้ังอยู่บนฐานสูงมีลักษณะ
สถาปัตยกรรมไทย ภายในพระวิหารมีบุษบก ๓ ยอด อยู่เหนือฐานชุกชี บุษบก
องค์กลางประดิษฐานพระพุทธสิหังคปฏิมากร ซ่ึงโปรดเกล้าฯ ให้จ�ำลองมาจาก
พระพทุ ธสหิ งิ ค์ ในฐานพระพทุ ธรปู องคน์ ป้ี ระดษิ ฐานพระบรมอฐั ใิ นพระบาทสมเดจ็
พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั (รัชกาลที่ ๔)
วัดราชประดษิ ฐสถิตมหาสมี าราม 21
ประวตั คิ วามเป็นมา
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลท่ี ๔ โปรดให้สร้างถวายพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย ดังปรากฏข้อความ
ในประกาศซึ่งจารึกอยู่บนศิลาด้านหลังพระวิหารหลวงว่า “ทรงพระราชด�ำริ
เพ่ือประโยชน์ ๒ ประการคือ ประการที่หนึ่ง เพ่ือให้ต้องตามประเพณีโบราณที่ว่า
ในราชธานีจะต้องมีวัดส�ำคัญประจ�ำ ๓ วัด ได้แก่ วัดมหาธาตุ วัดราชบุรณะและ
วัดราชประดิษฐฯ ดังปรากฏตัวอย่างมาแล้วคือ ท่ีจังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก
และจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา เปน็ ตน้ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเดจ็ พระบวรราชเจา้
มหาสุรสิงหนาท ได้ทรงบูรณะวัดสลัก ซึ่งต่อมาได้นามว่า วัดมหาธาตุ คร้ัง เจ้าฟ้า
กรมหลวงเทพหรริ กั ษ์ ทรงบูรณะวดั เลียบ ซึง่ ตอ่ มาไดน้ ามว่า วดั ราชบุรณะ อีกวดั หนึง่
ยังขาดแต่วัดราชประดิษฐฯ จึงสมควรที่จะทรงสร้างข้ึนใหม่เพื่อให้ครบตามประเพณี
โบราณ ประการที่สอง เพ่ือประโยชน์ในพระองค์ เจ้านาย และข้าราชการฝ่ายหน้า
ฝ่ายใน ซึ่งเคยเป็นศิษย์ศึกษาฝ่ายธรรมยุติกนิกายมาตั้งแต่คร้ังยังทรงผนวช เห็นว่า
วดั ธรรมยตุ อยไู่ กล เพอื่ ใหส้ ามารถท�ำบญุ ใหท้ านตามคตไิ ดส้ ะดวก โดยไมต่ อ้ งเดนิ ทางไป
ถึงวัดบวรนเิ วศ จึงสมควรทจ่ี ะให้สร้างวัดฝ่ายธรรมยุตข้ึนใกล้ ๆ พระบรมมหาราชวัง”
22 รชั กาลท่ี ๔
สมยั รชั กาลท่ี ๕ โปรดใหป้ ฏิสงั ขรณส์ ่ิงท่ชี �ำรุด ทัง้ พระอาราม และโปรดให้แบ่ง
พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงในกล่องศิลา อัญเชิญไปบรรจุ
ในพระพทุ ธอาสนพ์ ระประธานในพระวหิ ารหลวง การบรรจพุ ระบรมอฐั พิ ระมหากษตั รยิ ์
ในพระพุทธอาสน์พระประธานวัดส�ำคัญ เกิดจากพระราชด�ำริในพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพ่ือป้องกันมิให้พระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์รัชกาลต่าง ๆ
กระจดั กระจายสูญหายไป และเปดิ โอกาสให้ประชาชนไดส้ กั การบูชาหรอื บ�ำเพญ็ กุศล
ถวายได้ตามอัธยาศัย และโปรดให้รวบรวมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในรัชกาลก่อน ๓ รัชกาล บรรจุลงกล่องศิลา แล้วอัญเชิญไปบรรจุในพระพุทธอาสน์
พระประธานวัดส�ำคัญในรัชกาล คือ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จฬุ าโลกมหาราช บรรจุ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระบรมอฐั ิพระบาทสมเดจ็
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย บรรจุ ณ วัดอรุณราชวราราม พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกลา้ เจ้าอยหู่ วั บรรจุ ณ วัดราชโอรสาราม ส่วนของพระองค์มีพระราชประสงค์
จะใหบ้ รรจุ ณ วดั ราชประดษิ ฐฯ ซงึ่ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กป็ ฏบิ ตั ิ
ตามพระราชประสงคด์ ังกลา่ วมาแล้ว
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสมี าราม 23
ส่งิ สำ� คัญในพระอาราม
พระประธาน ในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้จ�ำลองจากพระพุทธสหิ ิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน ณ พระทน่ี ัง่ พทุ ไธสวรรย์ ภายใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร พระนามว่า พระพุทธสิหังคปฏิมากร
ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี ภายใต้บุษบก เน่ืองจากทรงพอพระทัยพุทธลักษณะ
และทรงนบั ถอื ดว้ ยพระราชศรทั ธาเปน็ พเิ ศษ ทฐี่ านพระพทุ ธสหิ งิ คป์ ฏมิ ากร ประดษิ ฐาน
พระบรมอฐั พิ ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ดา้ นหนา้ พระประธานประดษิ ฐาน
พระพุทธสิหงิ ค์จ�ำลองอกี องค์หน่ึง ซ่ึงมีขนาดยอ่ มลงมา และทางด้านซ้ายประดิษฐาน
พระพทุ ธชนิ สีหจ์ �ำลอง ส่วนทางด้านขวาประดษิ ฐานพระพทุ ธชนิ ราชจ�ำลอง
24 รชั กาลที่ ๔
พระปรางค์ขอม อย่บู นฐานไพที ด้านทศิ ใต้ของพระอโุ บสถ ถัดจากพระเจดีย์
ออกไป เป็นปราสาทก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยม มียอดปรางค์แบบขอม ภายในบรรจุ
พระสรรี งั คารของสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา ปสุ สฺ เทวมหาเถร) สรรี งั คารของพระศาสนโสภณ
(อ่อน อหโิ ก) และสรีรังคารของพระพรหมมนุ ี (แยม้ อปุ วิกาโส)
หอไตร สรา้ งโดยพระราชประสงคข์ องพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
โปรดให้ร้ืออาคารเดิมท่ีเป็นเครื่องไม้และช�ำรุดทรุดโทรมลง ต้ังอยู่บนฐานไพที
ด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ มีลักษณะเป็นปราสาทยอดพระปรางค์แบบขอม
ตัวปราสาทก่ออิฐถือปูน หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น เป็นภาพพระพุทธประวัติ
ปางประสูติ และเสดจ็ ดับขนั ธปรนิ พิ พาน ภายในเปน็ ทเี่ ก็บพระไตรปฎิ กและคัมภีร์
วดั ราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 25
พระราชปณธิ าน
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
...ขา้ พเจา้ จะไมม่ จี ติ ยนิ ดนี อ้ มไปในศาสดาอนื่ นอกจากสมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
และพระธรรมอนั พระองคไ์ ดต้ รสั รชู้ อบดแี ลว้ กบั ทงั้ พระสงฆห์ มใู่ หญ่ อนั ไดป้ ระพฤตติ าม
ค�ำสงั่ สอนของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคน์ น้ั เลยเปน็ อนั ขาด จนตราบกวา่ สนิ้ ชวี ติ ...
(เสด็จประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๑๖)
“พระราชบิดาของฉันได้ทรงสละเวลาเป็นส่วนใหญ่ในการศึกษาและคุ้มครอง
ศาสนาของชาติ ส่วนฉันได้ข้ึนครองราชย์ในขณะอายุยังน้อย จึงไม่มีเวลาท่ีจะเป็น
นักศึกษาอย่างพ่อ ฉันเองมีความสนใจในการศึกษาหนังสือหลักธรรมต่าง ๆ สนใจ
ทจี่ ะคุ้มครองศาสนาของเราและตอ้ งการทจ่ี ะใหม้ หาชนท่วั ไปมีความเขา้ ใจถูกต้อง”
(พระราชหัตถเลขาถึง เชอร์ เอด็ วนิ อารโ์ นลด)์
“ขา้ พเจา้ ยอ่ มรสู้ กึ วา่ เปน็ หนา้ ทข่ี องขา้ พเจา้ ทจ่ี ะตอ้ งท�ำนบุ �ำรงุ พระพทุ ธศาสนา
ซึ่งเป็นสิ่งคกู่ บั พระราชอาณาจักรใหด้ �ำเนินไปทางวฒั นาถาวรพร้อมกนั ท้ังสองฝ่าย”
(พระราชด�ำรสั ตอ่ คณะสงฆ์ ณ วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม
เมือ่ พุทธศกั ราช ๒๔๔๐)
26 รัชกาลที่ ๕
วดั เบญจมบพติ รดุสิตวนาราม
เม่ือคร้ัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงขยายพระนคร
ซอ้ื ทด่ี นิ บรเิ วณคลองสามเสนและคลองผดงุ กรงุ เกษมตอนเหนอื ของวดั เบญจมบพติ ร
ที่ทรุดโทรม ทรงท�ำผาติกรรมข้ึนเป็นวัดใหม่ให้งดงามสมกับเป็นพระอารามหลวง
โปรดให้ก่อสร้างวัดใหม่ทั้งหมดและทรงพระราชทานนามเติมอักษร “ม” และ
เพิ่มสร้อยว่า “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” หมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดิน
รชั กาลที่ ๕ อกี ทง้ั พระบรมราชสรรี งั คารในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ไดบ้ รรจไุ วใ้ ตร้ ตั นบลั ลงั กพ์ ระพทุ ธชนิ ราช พระประธานในพระอโุ บสถ ทท่ี รงโปรดเกลา้ ฯ
ให้จ�ำลองมาจากวดั พระศรีมหาธาตุ จงั หวดั พิษณุโลก
วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม 27
ประวัตคิ วามเปน็ มา
วัดเบญจมบพิตร เป็นวัดโบราณ เดิมช่ือว่าวัดแหลม หรือวัดไทรทอง
สมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พระราชโอรส
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี ๒ โปรดตั้งกองทัพรับ
ขบถเจ้าอนุวงศ์ทว่ี ัดน้ี หลังจากเสร็จจากการขบถเจ้าอนวุ งศแ์ ล้วได้มศี รทั ธาปฏสิ งั ขรณ์
วัดแหลม โดยร่วมกับพระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าน้องเธอ รวม ๔ พระองค์ คือ
กรมพระพทิ กั ษ์เทเวศร์ กรมหลวงภูวเนตรนรนิ ทรฤทธ์ิ พระองค์เจ้าหญงิ อินทนิล และ
พระองคเ์ จา้ หญงิ วงศ์ ในการปฏสิ งั ขรณค์ รง้ั นโี้ ปรดใหส้ รา้ งพระเจดยี ไ์ วเ้ ปน็ อนสุ รณ์ ๕ องค์
เรียงอยู่ด้านหน้าวัด สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทาน
นามวัดใหมว่ า่ วัดเบญจบพติ ร หมายถึง วดั ของเจา้ นายทัง้ ๕ พระองค์
รชั กาลท่ี ๕ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดทจ่ี ะขยายพระนคร
ได้ซื้อที่ดินบริเวณคลองสามเสน กับคลองผดุงกรุงเกษมตอนเหนือของวัดเบญจบพิตร
ในปีพทุ ธศักราช ๒๔๔๑ เพื่อสร้างเป็นพระราชอุทยาน โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์
และพระราชทานนามว่า สวนดุสิต พร้อมทั้งโปรดให้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ คือ
พระราชวงั ดสุ ิต
28 รชั กาลที่ ๕
บรเิ วณทส่ี รา้ งสวนดสุ ติ เปน็ พน้ื ทข่ี องวดั รา้ ง ๒ วดั คอื วดั ดสุ ติ และวดั ปากคลอง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงท�ำผาติกรรมและประกอบกับ
วัดเบญจบพิตรก�ำลังทรุดโทรม โปรดมีพระราชด�ำริท่ีจะสถาปนาขึ้นเป็นวัดใหญ่
ให้มีความงดงามสง่าสมกับเป็นพระอารามหลวง โปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงเป็นประธานในการก่อสร้างวัดใหม่ท้ังหมด
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเป็นองค์ประธานในการผูกพัทธสีมา
เม่ือปีพุทธศักราช ๒๔๔๒ แล้วพระราชทานนามเติมอักษร “ม” และเพ่ิมสร้อยว่า
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ พร้อมท้ัง
ทรงแสดงพระราชประสงค์ว่า เม่ือพระองค์เสด็จสวรรคตและถวายพระเพลิงแล้ว
ให้น�ำพระสรีรังคารมาบรรจุไว้ภายใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช พระประธาน
ในพระอโุ บสถ
ปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จ
พระราชด�ำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ โปรดให้สร้างด้วยหินอ่อน
ท่ีส่งั มาจากประเทศอิตาลี การกอ่ สรา้ งด�ำเนินมาโดยล�ำดับ จนถงึ ปพี ุทธศักราช ๒๔๕๓
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดเ้ สดจ็ สวรรคต การกอ่ สรา้ งยงั ไมแ่ ลว้ เสรจ็
สมยั รชั กาลท่ี ๖ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดใหด้ �ำเนนิ การตอ่
โปรดให้ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับตกแต่งหินอ่อนฝาผนังและพ้ืน
พร้อมทั้งรัตนบัลลังก์ และให้ช่างกรมศิลปากรเขียนลายไทยที่ฝาผนัง และได้อัญเชิญ
พระสรีรังคารในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาบรรจุไว้ใต้รัตนบัลลังก์
พระพุทธชนิ ราชในพระอโุ บสถ
วดั เบญจมบพติ รดสุ ิตวนาราม 29
ส่ิงสำ� คัญในพระอาราม
พระอโุ บสถ ประดบั ตกแตง่ ดว้ ยหนิ ออ่ นทง้ั หลงั เปน็ อาคารทรงจตรุ มขุ มมี ขุ เดจ็
ยน่ื ออกมาทงั้ ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั หลงั คาซอ้ นกนั ๕ ชน้ั มงุ ดว้ ยกระเบอื้ งกาบสู เี หลอื ง
ลกั ษณะเป็นกาบโค้ง กระเบอื้ งเชงิ ชายเทพพนม มีระเบียงคดล้อมรอบ ประดับชอ่ ฟ้า
ใบระกา หางหงส์ ลงรักปิดทอง หน้าบันแกะสลักด้วยไม้ลงรักปิดทองประดับกระจก
หน้าบันมุขเด็จ ด้านหน้าเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ส่วนมุขเด็จด้านหลัง
เป็นรูปอุณาโลมประดับกระจก หน้าบันด้านอื่น ๆ เป็นรูปต่าง ๆ ไม่ซ�้ำกัน ฝาผนัง
ภายในเขยี นภาพลายไทยเทพพนมทรงขา้ วบณิ ฑส์ เี หลอื งตลอดถงึ เพดาน บนขอื่ ทงั้ หมด
มีภาพเขียนลายทองรดน้�ำ เพดานประดับดาวกระจาย ซุ้มหน้าต่างเป็นเรือนแก้ว
ฐานเท้าสิงห์ บานประตู ๓ ด้าน จ�ำหลักโลหะภาพนูน ด้านหน้าเป็นภาพมารผจญ
ด้านเหนือเป็นภาพเจดีย์จุฬามณี ด้านใต้เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์
ที่ซุ้มมุขด้านตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ปิดทอง เป็นพระพุทธรูป
ที่หล่อจากเศษทองที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราชจ�ำลองเรียกกันท่ัวไปว่า
หลวงพอ่ ธรรมจกั ร
30 รชั กาลท่ี ๕
พระประธาน ในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้หล่อเมื่อปพี ุทธศักราช ๒๔๔๔ เป็นพระนงั่ สมาธริ าบ ปางมารวิชยั สมัยสุโขทยั
จ�ำลองจากองค์จรงิ ที่จังหวดั พษิ ณุโลก คือ พระพุทธชินราช
พระระเบียงคด ลักษณะเป็นมุขกระสันต่อจากมุขพระอุโบสถด้านทิศใต้
โอบไปทางตะวนั ตกมาจรดมขุ ดา้ นหนา้ พน้ื ระเบยี งปหู นิ ออ่ นตดั เปน็ ลายตลอด เสากลม
หินอ่อนทั้งแท่ง ๖๔ ต้น เสาเหล่ียมประกบแผ่นหินอ่อน ๒๘ ต้น ปลายเสาปั้นบัว
ปดิ ทองประดบั กระจก ขอ่ื ทง้ั หมด ลงรกั ปดิ ทองลายรดนำ�้ เพดานในลอ่ งชาดประดบั ดาว
๖๑๐ ดวง มุขกลางเป็นจตุรมุข ผนงั ด้านในถือปูน ดา้ นนอกประดบั หนิ อ่อนตลอด และ
ท�ำหน้าต่างลกู มะหวดเปน็ ระยะ ๆ รอบพระระเบยี ง ประดบั ชอ่ ฟา้ ใบระกา หางหงส์
ลงรกั ปดิ ทอง หนา้ บนั ตา่ ง ๆ ลงรกั ปดิ ทองประดบั กระจกเปน็ ลวดลายจ�ำหลกั ตราประจ�ำ
กระทรวงต่าง ๆ สมัยรัชกาลที่ ๕ รวม ๑๐ กระทรวง ใตห้ นา้ บันนอกจากที่ตรงประตู
มซี มุ้ ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู รวม ๔ องค์ มพี ระพทุ ธรปู ปางและสมยั ตา่ ง ๆ ประดษิ ฐาน
บนแทน่ ป้นั ลาย ลงรกั ปดิ ทองเรยี งรายรอบระเบยี ง ปัจจบุ นั มี ๕๒ องค์ สลับอริ ิยาบถ
นง่ั และยนื จดั เปน็ พพิ ิธภณั ฑพ์ ระพทุ ธรปู โบราณแบบต่าง ๆ
พระท่ีน่ังทรงผนวช เดิมอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเม่ือทรงผนวชในปีพุทธศักราช ๒๔๑๖ ต่อมาโปรด
ให้ร้ือมาสร้างถวาย วัดเบญจมบพิตร ภายในมีจติ รกรรมฝาผนงั เร่อื งพระราชกรณียกจิ
และเหตุการณส์ �ำคญั ที่เกดิ ขึ้นในรัชกาลที่ ๕
พระทนี่ ั่งทรงธรรม สมเดจ็ พระนางเจา้ สว่างวฒั นา โปรดใหส้ ร้างเพ่ืออุทิศถวาย
เจ้าฟา้ มหาวชิรุณหศิ สยามมกฎุ ราชกุมาร เมือ่ ปีพทุ ธศกั ราช ๒๔๔๕ พระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว ทรงมพี ระราชประสงคใ์ ช้เปน็ ท่ีประทบั ทรงศีลในวนั อโุ บสถ
วดั เบญจมบพติ รดุสติ วนาราม 31
พระราชปณิธาน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว รัชกาลท่ี ๖
“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาส�ำหรับชาติเรา เราจ�ำเป็นต้องถือด้วย
ความกตัญญูต่อบิดามารดา และต้นโคตรวงศ์ของเรา จ�ำเป็นต้องถือไม่มี
ปัญหาอะไร เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกได้แน่นอน จึงได้กล้าลุกข้ึนยืนแสดงเทศนา
ทางพระพุทธศาสนาแกท่ า่ นทงั้ หลาย...
...เป็นความจ�ำเป็นท่ีเราท้ังหลาย ผู้เป็นไทยจะต้องม่ันอยู่ใน
พระพุทธศาสนา ซ่ึงเป็นศาสนาส�ำหรับชาติเรา ถ้ามีอันตรายอย่างใดมาถึง
พระพทุ ธศาสนา เราทง้ั หลายจะเปน็ ผทู้ ไ่ี ดร้ บั ความอบั อายดว้ ยกนั เปน็ อนั มาก
เหตุฉะนั้น เป็นหน้าท่ีของเราที่จะต้องตั้งใจ ท่ีจะรักษาความมั่นคงของ
พระพุทธศาสนาในประเทศไทย อยา่ ใหม้ ีอนั ตรายมาถึงได”้
(พระบรมราโชวาท เรอ่ื ง เทศนาเสือป่า)
32 รชั กาลที่ ๖
วดั บวรนิเวศวิหาร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๖) ทรงพระราชด�ำริว่า
วดั รังษีสทุ ธาวาสอยู่ตดิ กับวดั บวรนเิ วศวหิ าร มสี ภาพทรุดโทรดมาก จงึ โปรดเกลา้ ฯ
ให้ยุบรวมเข้าเป็นวัดเดียวกัน เรียกว่า คณะรังษี และหลังจากถวายพระเพลิง
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว พระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท่ี ๗) ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหอ้ ญั เชญิ พระบรมราชสรรี งั คาร
มาบรรจไุ ว้ ณ ใตบ้ ลั ลงั กพ์ ระพทุ ธชนิ สหี ใ์ นพระอโุ บสถ เมอื่ วนั ท่ี ๒๕ มนี าคม ๒๔๖๘
วดั บวรนิเวศวิหาร 33
ประวัติความเป็นมา
วดั บวรนเิ วศวหิ าร สร้างขึน้ ในสมัยรัชกาลท่ี ๓ ในระหว่างพทุ ธศักราช ๒๓๖๗-
๒๓๗๕ โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ สร้างใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาส
ท่ีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสร้าง เรียกนามขณะนั้น
วา่ วัดใหม่
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เล่ือนสมณศักดิ์ สมเด็จ
พระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชจ�ำพรรษาอยู่ ณ วัดราชาธิวาส ข้ึนเสมอ
เจ้าคณะรอง และเชิญเสด็จมาครองวัดนี้ในปีพุทธศักราช ๒๓๗๙ โดยจัดขบวนแห่
เหมือนอย่างพระมหาอุปราชแล้วจึงได้พระราชทานนามวัดว่า วัดบวรนิเวศวิหาร
หรือเรยี กส้ัน ๆ ว่า วัดบน ขณะที่ทรงผนวชอยูพ่ ระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
ได้ทรงปรับปรุงวางหลักเกณฑ์ความประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติตาม
อยา่ งพระองคม์ ากขนึ้ ซ่งึ เรยี กคณะสงฆ์นวี้ า่ คณะธรรมยตุ กิ
34 รชั กาลท่ี ๖
สมัยรัชกาลท่ี ๖ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�ำริวา่
วัดรังษีสุทธาวาสอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศ มีสภาพทรุดโทรมมาก จึงโปรดให้ยุบรวม
เข้าเปน็ วัดเดียวกบั วัดบวรนเิ วศวหิ าร เรียกว่า คณะรงั ษี และหลังจากถวายพระเพลงิ
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัว โปรดให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารมาบรรจุไว้ ณ ใต้บัลลังก์
พระพุทธชนิ สีห์ ในพระอุโบสถ เม่อื วนั ที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผนวชท่ี
วดั พระศรีรตั นศาสดาราม ปพี ทุ ธศักราช ๒๔๙๙ แล้วเสด็จมาประทับทีว่ ัดน้ี
วดั บวรนเิ วศวหิ าร 35
สิง่ ส�ำคัญในพระอาราม
พระอโุ บสถ เปน็ อาคารกอ่ อฐิ ถอื ปนู ลกั ษณะทรงตรมี ขุ หนั หนา้ ไปทางทศิ เหนอื
หลงั คามงุ กระเบอ้ื งเคลอื บลกู ฟกู แบบจนี หนา้ บนั ประดบั ลวดลายดว้ ยกระเบอื้ งเคลอื บ
ตรงกลางเป็นตราพระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ประดิษฐานเหนือพานแว่นฟ้า
ผนงั ภายนอกบดุ ว้ ยหนิ ออ่ น หวั เสาสลกั เปน็ ลายใบผกั กาดเทศ ผนงั ดา้ นหนา้ มใี บเสมาศลิ า
ตดิ อยทู่ ผี่ นงั ซมุ้ ประตหู นา้ ตา่ งเปน็ ปนู ปน้ั ปดิ ทอง บานประตหู นา้ ตา่ งดา้ นนอกแกะสลกั
ผนังภายในมีภาพจิตรกรรมฝีมือขรัวอินโข่ง จิตรกรผู้มีช่ือเสียงท่านหนึ่งของ
กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ แบง่ เน้ือเรอื่ งออกเป็น ๒ ตอน ตอนบน เหนอื หนา้ ต่างเปน็ ภาพฝรั่ง
แสดงปรศิ นาธรรม ตอนลา่ ง ระหวา่ งชอ่ งหนา้ ตา่ ง เปน็ ภาพเกย่ี วกบั ขนบธรรมเนยี มทาง
พระพุทธศาสนา ท่ตี น้ เสาระบายพื้นเปน็ สีตา่ ง ๆ เขียนลวดลาย และภาพปรศิ นาธรรม
ฉฬาภิชาติ ภาพเหล่าน้ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�ำริให้
เขยี นขน้ึ ตงั้ แตย่ งั ทรงผนวชและครองพระอารามน้ี ภายในประดษิ ฐานพระสวุ รรณเขต
พระพุทธชนิ สีห์ และพระอัฏฐารส
36 รัชกาลท่ี ๖
บนฐานชุกชีเบ้ืองหน้าพระพุทธชินสีห์มีพระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
ประดษิ ฐานอยู่ ๓ องค์ องค์กลาง คอื พระรปู สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยา
ปวเรศวริยาลงกรณ์ หล่อเม่ือปี พุทธศักราช ๒๔๕๙ องค์ซ้าย คือ พระรูปสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส หล่อเม่ือปีพุทธศักราช ๒๔๖๒
องค์ขวา คือ พระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ หล่อเมื่อ
พุทธศักราช ๒๕๐๗
พระอุโบสถนี้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงสร้างแต่ยังนับว่า
ไม่บริบรู ณ์ เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไดเ้ สด็จมาครองพระอารามนี้
ขณะด�ำรงสมณเพศ ในรชั กาลท่ี ๓ ไดท้ รงบรู ณะเพม่ิ เตมิ เชน่ เขยี นภาพจติ รกรรมภายใน
ท�ำซมุ้ สาหรา่ ยมตี รามงกฎุ เบอื้ งหนา้ พระพทุ ธชนิ สหี ์ เปน็ ตน้ เมอ่ื เสดจ็ ขนึ้ ครองราชยแ์ ลว้
ได้ทรงบูรณะอีก สังเกตได้จากลายพระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ ท่ีหน้าบัน และ
เดิมผูกพัทธสีมาเพียงมุขหน้า พระองค์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก
รชั กาลท่ี ๓ ผกู พัทธสีมาใหม่ทัง้ ๓ มุข ตอ่ มาปพี ุทธศักราช ๒๓๙๐ ไดข้ ยายพทั ธสีมา
ออกไปอกี โดยก�ำหนดนิมติ ๖ แหง่ ดา้ นหน้าก�ำหนดดว้ ยรกุ ขนิมติ คือ ต้นจนั ทน์ ๒ ตน้
ดา้ นข้างก�ำหนดดว้ ยอุทกนมิ ติ คอื บ่อนำ�้ ๒ แหง่ ดา้ นหลงั ก�ำหนดด้วยปาสาณนิมติ คอื
หลักศลิ า ๒ แหง่ รอบพระอโุ บสถลอ้ มดว้ ยก�ำแพงแกว้ กรุกระเบือ้ งปรุ
พระประธาน ในพระอุโบสถ พระนามว่า พระสุวรรณเขต หรือเรียกว่า
หลวงพ่อโต หรือ หลวงพ่อเพชร ประดิษฐานอยู่ด้านในสุด สมเด็จพระบวรราชเจ้า
มหาศกั ดิพลเสพ อญั เชญิ มาจากวัดสระตะพาน จงั หวดั เพชรบุรี เปน็ พระพทุ ธรูปโลหะ
ลงรกั ปิดทอง ปางมารวิชัย พระยาช�ำนหิ ัตถการ ไดเ้ ลาะเม็ดพระศกเดมิ ออก ประดับ
เม็ดพระศกใหม่ด้วยดินเผาให้ขนาดเล็กลง แล้วลงรักปิดทอง ด้านข้างพระพุทธรูป
องค์น้มี รี ปู พระอัครสาวกปนู ป้ันขา้ งละ ๑ องค์
วัดบวรนิเวศวหิ าร 37
พระราชดำ� รัส
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยูห่ วั รัชกาลที่ ๗
“มาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช พระบรมชนกนาถของเรา
จึงเริ่มทรงจัดการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในมณฑลนี้ มาโดยทรงพระราชด�ำริ
จะให้พทุ ธจกั ร และอาณาจกั รเจริญรุ่งเรืองสมสมัย”
(พระบรมราโชวาทในการเสด็จเลียบ มณฑลฝ่ายเหนือ
และมณฑลพายบั พุทธศกั ราช ๒๔๖๙)
38 รัชกาลที่ ๗
วดั ราชบพธิ สถติ มหาสีมาราม
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับการบูรณะหลายครั้งในรัชสมัยต่าง ๆ
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ได้ทรงโปรดเกล้าฯ
ใหล้ บภาพพระพทุ ธประวตั ทิ ผี่ นงั ชว่ งบนของพระอโุ บสถออกและทาสฟี า้ ออ่ นเปน็ พนื้
ประดับด้วยลายดอกไม้ร่วงสีทอง เพ่ิมเติมลวดลายที่ผนังระหว่างโคนช่วงเสาและ
ด้านหลังพระประธาน ดูงดงามย่ิง เม่ือส้ินรัชกาลได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรังคาร
มาประดษิ ฐานทฐี่ านชกุ ชีของพระประธาน
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 39
ประวตั คิ วามเป็นมา
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดใหส้ ถาปนาวดั ราชบพธิ ขน้ึ เปน็ พระอารามประจ�ำรชั กาล ตามโบราณราชประเพณี
ซ่ึงปฏิบัติสืบเนื่องกันมา และนับเป็นพระอารามสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง
ตามประเพณี โปรดให้พระวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้าประดิษฐ์วรการ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ
กรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล)
ควบคมุ การกอ่ สร้างมาเปน็ ล�ำดบั
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ก่อสร้างตามแบบของวัด
แต่โบราณ คือ สถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหลักส�ำคัญของวัด ล้อมด้วยพระระเบียง
พระอุโบสถ พระวหิ าร และวหิ ารทศิ มกี �ำแพงก้นั ระหว่างเขตพทุ ธาวาส และสังฆาวาส
ทางด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถเป็นบริเวณสุสานหลวง ซึ่งมีอนุสาวรีย์ต่าง ๆ
ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นท่ีระลึก และ
อุทศิ ถวายพระราชกศุ ลแก่พระบรมวงศานุวงศ์
40 รชั กาลท่ี ๗
นามวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกได้แก่
ค�ำว่า ราชบพิธ หมายถงึ เปน็ พระอารามทพี่ ระเจา้ แผ่นดนิ สร้าง สว่ นทา้ ยไดแ้ ก่ ค�ำว่า
สถิตมหาสีมาราม หมายถึง พระอารามซ่ึงมีมหาเสมาหรือเสมาใหญ่ นามส่วนน้ี
ได้มาจากมีเสาศิลาจ�ำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร ๘ เสา ต้ังประจ�ำเป็นเสมา
ทีก่ �ำแพงท้งั ๘ ทศิ พระอารามทม่ี ีมหาเสมาเชน่ น้มี เี พยี ง ๓ แหง่ คือ วัดราชประดษิ ฐ
สถิตมหาสีมาราม วัดราชบพิธ และวัดบรมนิวาส ลักษณะพิเศษของพระอาราม
มหาสีมา การท�ำสังฆกรรมจะไม่จ�ำกัดเฉพาะในพระอุโบสถเท่านั้น แต่สามารถท�ำได้
ทุกแหง่ ในขอบเขตของมหาสีมา
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดที่มีความส�ำคัญ และถือเป็นวัด
ประจ�ำรชั กาลองคพ์ ระมหากษตั รยิ แ์ หง่ ราชวงศจ์ กั รถี งึ ๒ พระองค์ คอื พระบาทสมเดจ็
พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว และพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอย่หู ัว ทรงมพี ระราช
ศรัทธาบูรณปฏสิ งั ขรณ์เสมอื นหน่งึ เปน็ วัดประจ�ำรชั กาลของพระองค์ดว้ ย
วัดราชบพิธสถติ มหาสมี าราม 41
ส่งิ สำ� คญั ในพระอาราม
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แบ่งบริเวณภายในออกเป็น ๒ เขต คือ
เขตพุทธาวาส และสังฆาวาส มีก�ำแพงกั้นเป็นสัดส่วนจากกัน มีซุ้มประตูที่ก�ำแพง
๔ ซุ้ม ทง้ั ๒ เขต
เขตพุทธาวาส อยู่ทางเหนือของวัด ในเขตนี้มีฐานไพทีปูด้วยหินอ่อนเป็น
ทปี่ ระดษิ ฐานพระอโุ บสถ พระวหิ าร พระเจดยี ์ พระวหิ ารทศิ พระวหิ ารคด และศาลาราย
ล้อมรอบด้วยก�ำแพงแก้วประดับกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์สูงประมาณ ๑ เมตร
กระเบื้องเคลือบเหล่านี้ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์
ทรงกล่าวว่าเป็นฝีมือการออกแบบลายของอาจารย์แดง ช่างเขียนมีชื่อในรัชกาลที่ ๕
แลว้ สง่ ไปท�ำเปน็ กระเบือ้ งเคลอื บท่ีเมืองจีน
พระอโุ บสถ เปน็ อาคารกอ่ อฐิ ถอื ปนู มมี ขุ เดจ็ ดา้ นหนา้ รปู ทรงภายนอกเปน็ แบบ
สถาปัตยกรรมไทย หลังคาลด ๒ ชน้ั มงุ ดว้ ยกระเบ้ืองเคลือบสี ประดับชอ่ ฟา้ ใบระกา
หางหงส์ หนา้ บนั เปน็ รปู ชา้ งเจด็ เศยี ร เทดิ พานรองรบั พระเกยี้ ว ขนาบสองขา้ งดว้ ยฉตั ร
มีราชสีห์และคชสีห์ประคอง หน้าบันมุขเด็จเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ประตูหน้าต่าง
มซี มุ้ ปนู ปน้ั ลงรกั ปดิ ทองยอดมณฑป บานประตหู นา้ ตา่ งดา้ นนอกดา้ นในเปน็ ลายรดนำ�้
พุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับมุกเป็นลายเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ ๕ ดวง บานมุก
ทง้ั พระอุโบสถมีบานประตูหนา้ ๓ คู่ หลงั ๒ คู่ รวม ๕ คู่ บานหน้าต่างดา้ นละ ๗ คู่
42 รชั กาลที่ ๗