The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลสารสนเทศ ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย ประจำปีงบประมาณ 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cr.cultural.lib, 2022-11-22 01:50:51

ข้อมูลสารสนเทศ ประจำปีงบประมาณ 2565

ข้อมูลสารสนเทศ ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย ประจำปีงบประมาณ 2565

ขอ้ มลู สารสนเทศ (Information Data)

ด้านศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรม จงั หวดั เชียงราย

ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

สานกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย
www.m-culture.go.th/chiangrai
Facebook : สนง.วฒั นธรรม เชยี งราย
โทรศัพท์ : 053-150169 โทรสาร : 053-150170

คำนำ

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา
๑๑ กาหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
อยา่ งสม่าเสมอ โดยตอ้ งรับรขู้ ้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพอ่ื นามาประยุกต์ใช้
ในการปฏิบัติราชการอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนา
ความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปล่ียนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรท่ีมี
ประสทิ ธิภาพ และมกี ารเรยี นรู้ร่วมกนั

สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นส่วนราชการในสังกัดสานักงานปลัดกระทรวง
วัฒนธรรม ไดต้ ระหนักถึงความสาคญั ในการปฏิบัตริ าชการตามหลกั เกณฑ์ และวธิ บี ริหารจัดการบ้านเมืองท่ีดี
อีกท้ังมีภารกิจสาคัญประการหนึ่ง ได้แก่ การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาองค์ความรู้ ข้อมูล และแหล่งเรียนรู้
ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัด ดังน้ัน สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยกลุ่ม
ยทุ ธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม จงึ ไดด้ าเนินการรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ทางด้านศาสนา ศลิ ปะ
วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีถูกต้อง ร่วมสมัย และความเป็นมืออาชีพในการเผยแพร่
ประชาสมั พนั ธ์ และใหบ้ ริการข้อมลู แก่บุคลากรในสังกดั สานักงานวัฒนธรรมจังหวัด หนว่ ยงานภายนอก และ
ประชาชนผู้สนใจทว่ั ไป

ผ้จู ัดทาหวงั เป็นอยา่ งย่ิงวา่ เอกสารข้อมลู สารสนเทศชุดนี้จะมปี ระโยชน์ต่อผสู้ นใจข้อมูลและ
องค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย ท้ังนี้ หากมี
ข้อผดิ พลาดประการใด หรือ ขอ้ มูลไมส่ มบูรณ์ผ้จู ดั ทาจึงขออภัยมา ณ ท่นี ีด้ ว้ ย

สานกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดเชียงราย
30 กนั ยายน ๒๕๖๕

สำรบญั หนำ้

ส่วนที่ ๑ ขอ้ มลู ทว่ั ไปจังหวัดเชยี งรำย ๑
ขอ้ มลู ทัว่ ไปจงั หวดั เชียงราย ๑
ข้อมลู สภาพทัว่ ไป ๑3
ขอ้ มลู การปกครองและประชากร ๑4
ตราประจาจงั หวดั เชยี งราย ๑7
ดอกไม้ประจาจงั หวัดเชียงราย ๑8
ตน้ ไมป้ ระจาจงั หวดั เชียงราย ๑9
20
ส่วนที่ ๒ ข้อมลู ทัว่ ไปสำนกั งำนวฒั นธรรมจงั หวัดเชียงรำย 20
ขอ้ มลู บคุ ลากรสานกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดเชียงราย ๒1
โครงสร้างบุคลากร ๒2
ขอ้ มลู สานกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งราย ๒8
วิสยั ทศั น/์ พนั ธกจิ /ยุทธศาสตร์สานักงานวฒั นธรรมจงั หวัดเชยี งราย 30
อานาจหนา้ ทีแ่ ละภารกจิ งานสานกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั เชยี งราย ๓4
วิสยั ทัศน/์ พันธกจิ /ยุทธศาสตรก์ ระทรวงวฒั นธรรม ๓๕
นโยบายหลกั 4 ประการ 38
๓๘
ส่วนท่ี ๓ ข้อมลู และภำรกิจดำ้ นศำสนำ ๓๘
ข้อมูลด้านศาสนา ๗1
ศาสนาพุทธ ๗3
รายนามคณะสงฆ์จงั หวดั เชยี งราย ๗5
ศาสนาอสิ ลาม 102
ศาสนาครสิ ต์ 102
ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู ศาสนาซิกส์ ฯลฯ 103
ข้อมูลศาสนสถานโครงการพลงั บวร : ชมุ ชนคุณธรรม ลานธรรม ลานวถิ ไี ทย 106
ข้อมูลศนู ย์ศกึ ษาพระพุทธศาสนาวนั อาทิตย์ 107
ข้อมูลศูนยศ์ กึ ษาพระพุทธศาสนาวนั อาทติ ย์ตน้ แบบ 108
ข้อมูลหมูบ่ า้ นศลี ๕ 110
ทาเนยี บวดั หรือสถานทป่ี ฏบิ ัตธิ รรมทมี่ ีการสอนวิปัสสนา จงั หวดั เชยี งราย 114
ขอ้ มลู ผลการสง่ เสริมและพัฒนา “องคก์ รคุณธรรม” ประจาปี ๒๕๖๕ 132
ข้อมลู ผลการสง่ เสรมิ และพฒั นา "ชุมชนคณุ ธรรม" ประจาปี 256๕ 133
ขอ้ มลู ผลการสง่ เสรมิ และพฒั นา “อาเภอคุณธรรม” ประจาปี ๒๕๖๕ 134
ชุมชนคณุ ธรรมฯ ทมี่ ีศักยภาพดา้ นการทอ่ งเท่ียว "บวร On Tour"
ขอ้ มูลการสารวจเมรุ

สำรบัญ (ตอ่ ) หนำ้
136
ส่วนท่ี ๔ ขอ้ มูลและภำรกจิ ด้ำนศิลปะ 136
ทาเนียบศิลปินเชยี งราย 162
เครือขา่ ยศลิ ปนิ เชียงราย 178
178
ส่วนที่ ๕ ข้อมูลและภำรกิจดำ้ นวฒั นธรรม 178
ขอ้ มลู แหลง่ เรียนรู้ของจังหวัด 178
ขอ้ มูลโครงการศูนย์วฒั นธรรมเฉลมิ ราช 179
บญั ชีมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมระดบั จังหวดั ๑82
ข้อมูลผลิตภัณฑ์วฒั นธรรมไทย (Cultural Product of Thailand) : CPOT 183
ขอ้ มูลโครงการวฒั นธรรมไทยสายใยชุมชน 188
ปฏิทินเทศกาล งานประเพณขี องจงั หวดั 204
ปฏทิ นิ ขนบธรรมเนียม ประเพณที อ้ งถนิ่ (แยกเป็นรายอาเภอ) 206
ขอ้ มลู ผทู้ าคุณประโยชน์ตอ่ กระทรวงวฒั นธรรม 212
ข้อมลู แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วทางวัฒนธรรม 212
เอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมประเพณีทีส่ าคัญและมชี ่อื เสยี งของจงั หวัด 212
ด้านหัตถกรรม/ช่างฝมี อื 213
ดา้ นอาหาร 213
ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี 213
ด้านศิลปะการแสดงและดนตรี 215
ด้านโบราณสถาน (ท่ีข้ึนทะเบยี น) 222
ทาเนยี บคณะนักแสดงพนื้ บา้ นจงั หวัดเชยี งราย 233
ทาเนยี บศิลปินพ้ืนบา้ น จังหวดั เชียงราย 233
235
สว่ นที่ ๖ ขอ้ มลู และภำรกจิ ด้ำนเฝำ้ ระวงั ทำงวัฒนธรรม 236
ขอ้ มูลศูนย์เฝา้ ระวงั ในสถานศึกษา 244
ข้อมลู สถานประกอบกจิ การตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวดี ิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ 244
ข้อมลู เด็กและเยาวชนอาสาสมัครเฝา้ ระวังทางวฒั นธรรม 248
266
ส่วนที่ ๗ ขอ้ มูลสภำวฒั นธรรม เครอื ข่ำย และอน่ื ๆ 339
ทาเนียบนามคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งราย 342
ทาเนียบนามคณะกรรมการสภาวฒั นธรรมอาเภอ 344
ทาเนียบนามคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมตาบล 345
ทะเบียนรายช่อื อาสาสมคั รท้องถิ่นในการดแู ลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม 347
ทะเบียนรายช่อื เครือขา่ ยหนงั สือพมิ พท์ ้องถิน่ จังหวัดเชียงราย 355
ทะเบยี นรายชอ่ื เครือข่ายผู้สือ่ ข่าวสถานีวิทยโุ ทรทศั นจ์ งั หวัดเชยี งราย 356
ทะเบียนรายช่อื เครือข่ายสถานวี ทิ ยุกระจายเสียงหลัก 9 สถานี
ทะเบียนรายชอ่ื เครือขา่ ยสถานวี ทิ ยกุ ระจายชุมชนจงั หวัดเชียงราย
ทะเบียนรายช่อื สมาคมและชมรม สื่อมวลชนในจงั หวดั เชียงราย

ภำคผนวก

ส่วนท่ี ๑

ขอ้ มูลทัว่ ไปของจังหวดั เชียงราย

จังหวดั เชียงราย

คาขวญั จงั หวดั "เหนอื สุดในสยาม ชายแดนสามแผน่ ดิน ถ่นิ วัฒนธรรมล้านนา ลา้ คา่ พระธาตุดอยตงุ "

วสิ ยั ทัศน์ “เชยี งรายเมืองแห่งความสุข สะอาด ปลอดภัย น่ายล”

ผ้วู า่ ราชการจงั หวัด นายภาสกร บญุ ญลกั ษม์

รองผวู้ ่าราชการจงั หวดั ๑. นายบญั ชา เชาวรินทร์
๒. นายพินจิ แก้วจติ คงทอง
๓. นางสุภาพรรณ หมน่ั เจริญ (กา้ กบั ดแู ลงานวัฒนธรรม)
4. นายวราดิศร ออ่ นนุช

ยทุ ธศาสตร์จงั หวดั
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 1 การสร้างมลู คา่ เพิ่มดา้ นการท่องเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม เชงิ นิเวศ และเชงิ สขุ ภาพ

โดยดา้ รงฐานวัฒนธรรมล้านนา
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 2 การส่งเสรมิ การผลติ และพฒั นานวตั กรรมสนิ ค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานสากลและ

เปน็ มติ รกับสง่ิ แวดล้อม
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 การจดั การทรพั ยากร ธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมให้ดา้ รงความสมบรู ณ์และยัง่ ยืน
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 4 การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันดา้ นการคา้ การลงทุนและบริการ

โลจิสติกส์ เชื่อมโยงกล่มุ จงั หวัดและกลุ่มอาเซยี น+๖ และ GMS
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 5 การรักษา ความมน่ั คง ความปลอดภยั ชีวิตและทรัพย์สิน และการเสรมิ สร้างความเป็น

พลเมือง เพื่อสรา้ งจติ ส้านกึ ความรักสถาบันหลักของชาติ
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 6 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคณุ ภาพชีวติ เพ่อื ใหป้ ระชาชนอย่เู ยน็ เป็นสุข

ยทุ ธศาสตร์กลมุ่ จังหวดั
ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาสภาพแวดล้อมในการพัฒนาการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เช่ือมโยงกับ

ตา่ งประเทศ
ยุทธศาสตร์ท่ี 2 การสร้างความเข้มแข็งและเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

การเกษตรเพ่ือเพมิ่ มูลคา่ สนิ ค้าเกษตรทมี่ ีศกั ยภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศิลปวัฒนธรรมและสุขภาพ เพื่อสร้าง

รายได้สชู่ ุมชนและเชื่อมโยงห่วงโซม่ ูลคา่ เพมิ่ การท่องเที่ยวของกลุ่มจงั หวดั อย่างย่งั ยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้ารงฐานทรัพยากรธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและ

พลงั งานโดยการมสี ว่ นร่วมของชุมชนสู่การเปน็ กลมุ่ จังหวัดสีเขยี ว

ชอ่ื กลุ่มจังหวัด กลุม่ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ๒ (กลมุ่ ล้านนาตะวนั ออก)

รายชื่อจังหวดั ในกลุ่มจงั หวัดประกอบด้วย 2) จงั หวดั พะเยา
๑) จังหวดั เชียงราย 4) จงั หวดั น่าน
๒) จังหวัดแพร่

๑|หน้า

ประวัติศาสตร์เมอื งเชยี งราย
จากการศึกษาด้านต้านานพืนเมืองต่าง ๆ นักวิชาการท้องถิ่นของเชียงรายกล่าวว่าเรื่องราวเก่ียว

ดว้ ยเรื่องการตงั อาณาจกั รตา่ ง ๆ ท่ีเป็นดินแดนของจังหวัดเชียงรายในปจั จุบนั นันได้ปรากฏในพงศาวดารเหนือ
เป็นหนังสือคัมภีร์ใบลาน ตัวหนังสืออักษรธรรมล้านนา ต้านานเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน บางแห่ง
เรียกว่า ต้านานโยนกนครราชธานี ไชยบุรีศรีช้างแสง เช่น ต้านานสิงหนวัติ เป็นต้น แต่ละเล่มเป็นเรื่องราว
เก่ียวกับเมืองโยนกทังสิน จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพงสาวดารโยนก อีกประการหนึ่งจะเกี่ยวพันกับอาณาจักร
โบราณตา่ ง ๆ อนั เปน็ ทตี่ ังของจงั หวดั เชยี งรายในปจั จุบัน

ตามแนวความคิดเก่ียวกับถิ่นก้าเนิดของชนชาติไทยในหลายความคิด ได้มีความเช่ือว่า ถิ่นก้าเนิด
ของชนชาติไทยนันน่าจะอยู่ทางประเทศจีนมาก่อน ในยุคท่ีชนชาติไทยเราก้าลังหนีจีนมาตังนครหลวงอยู่ท่ี
แคว้นเมาและหนองแสนัน ถิ่นท่ีเป็นที่ตังของจังหวัดเชียงรายนีเป็นที่อยู่ของชาวป่าชาวเขาพวกหน่ึงเรียกว่า
“ลวั ะ” (หรือลงั วะ หรอื ละวา้ ) และชาวป่าพวกอื่นอาศยั อยู่

ครังนัน ราว พ.ศ. 50 ไทยเผ่าหน่ึงเรียกว่า อ้ายลาว ตังอาณาจักรอยู่ที่นครปา ถูกจีนรุกราน
หนักเข้า จึงอพยพมาตังอยบู่ รเิ วณเมืองเล็ม เชียงรุ้ง เชียงลาว ริมแม่นา้ สาย ตังราชวงศ์ขึนปกครองสืบต่อกันมา
จนถึงสมัย ลวจักราช จึงได้ลงมาตังเมืองที่ต้าบลยางเสี่ยวใกล้ดอยตุง เรียกว่า เชียงลาว ราวพุทธศตวรรษที่ 5
มพี วกไทยถอยร่นจากจีนตอนใต้ มาสมทบไทยท่ีเมืองเชียงลาวมากขึนทุกที จึงได้ขยายเมืองให้กว้างขวางขึนอีก
เรียกว่า แคว้นยุนซาง หรือยวนเซียง มีอาณาเขตแผ่ไปถึงหลายเมือง เช่น เวียงกาหลง (อ้าเภอเวียงป่าเป้า
ในปจั จบุ นั น)ี เวียงฮ่อ ดงเวยี ง เวยี งวงั แจห้ ม่ เชียงแสน ทงั นีภายหลงั พ.ศ. 590 เป็นต้นมา

ตอ่ มาราวพุทธศตวรรษที่ 11 ขอมมีอ้านาจถึงอาณาจักรโครตบรู ณ์ จึงยกเข้ามาตีแคว้นยวนเซียง
ขบั ไล่ชาวไทย แลว้ ตังเมืองขึนที่เชียงแสน เรียกว่า สุวรรณโคมคา้ บรเิ วณที่เคยเป็นเมืองเชียงลาว ใกล้ฝ่ังน้าโขง
และได้สร้างเมือง อุมงคเสลา ท่ีเมืองฝาง ต้นล้าน้ากก อาณาเขตสุวรรณโคมค้าของขอมครังนัน ทิศเหนือจดถึง
เมืองหนองแส ทิศใต้จนฝายนาค (ลีผี) ตะวันออกถึงแม่น้าแตก (แม่น้าแท้) ทิศตะวันตกถึงแม่น้าตู แต่ขอม
ปกครองไทยอย่างป่าเถ่ือนและทารุณจนไทยเราอพยพจากเมืองสุวรรณโคมคา้ กระจดั กระจายไปอีก ขอมจึงยา้ ย
ไปตงั เมอื งอุมงคเสลา (เมืองฝางในปัจจุบัน) ทิงให้เมอื งสวุ รรณโคมค้ารา้ งไว้)

เจ้าสิงหนวัติกุมาร โอรสพระเจ้าเทวกาล กษัตริย์เมืองหนองแส เป็นชันหลานปู่ของขุนบรม
ได้อพยพคนไทยประมาณแสนครัวจากหนองแส (ตาลิฟู) ลงมาสร้างเมืองขึนใหม่อีกให้มั่นคงถาวรยิ่งขึน
แล้วขนานนามว่า เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร ภายหลังเรียกสัน ๆ ว่า นาเคนทร์นคร, นาคบุรี, โยนกนาคนคร
และโยนกนครหลวง เปน็ ตน้ (คือเมืองเชียงแสนในปจั จบุ ัน)

พระเจ้าสิงหนวัติครองราชย์สมบัติในโยนกนครหลวงได้ 52 ปี สวรรคตเม่ือ พ.ศ. 1367
มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายองค์ องค์ท่ีส้าคัญ ๆ เช่น รัชกาลที่ 3 พระเจ้าอชุตราช ผู้สร้างมหาสถูป
ดอยตุง ปูชนียสถานที่ส้าคัญแห่งหนึ่งของเชียงรายและล้านนาไทย รัชกาลท่ี 4 พระเจ้ามังรายนราช (โอรส
พระเจ้าอชุตราช) พระองค์มีโอรส 2 พระองค์ องค์ใหญ่มีพระนามว่า พระองค์เชือง องค์เล็กมีพระนามว่า
ไชยนารายณ์ รัชกาลที่ 5 พระองค์เชือง (ราชโอรสพระเจ้ามังรายนราช ครองเมืองโยนกนครหลวงต่อมา)
ส่วนโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้ามังรายนราช มีพระนามว่า พระองค์ไชยนารายณ์ ซ่ึงเป็นพระองค์น้อง
ไดไ้ ปสรา้ งเมืองใหมท่ ต่ี า้ บลดอนมูล รมิ แมน่ า้ ลาว (น้ากาหลง) เรียกว่าเมืองไชยนารายณ์

๒|หน้า

พระองค์ไชยนารายณ์ ได้ครองเมืองไชยนารายณ์ และมีกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกหลาย
พระองค์ จนถึงองค์ท่ี 27 มีพระนามว่า พระองค์พังคราช ชาติไทยได้อ่อนก้าลังลง ขอมซึ่งตังม่ันอยู่ที่เมือง
อุมงคเสลาได้ยกทัพเข้าตีเมืองโยนกนาคนคร พระองค์พังคราชหนีไปอยู่เวียงสีทวง แต่นันมาไทยก็เป็นเมืองขึน
ของขอมเรื่อยมา ใน พ.ศ. 1461 พระมเหสีก็ได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า เจ้าทุกขิตกุมาร และต่อมา
พ.ศ. 1436 พระมเหสีก็ประสูติเจ้าพรหม กุมารอกี พระองคห์ นึ่ง

ครังเจ้าพรหมกุมารมีพระชนมายุ 17 พรรษา ทรงแกล้วกล้าในการรบพุ่ง อย่างยิ่ง ได้ขับไล่ขอม
จนส้าเร็จ เม่ือ พ.ศ. 1479 แล้วเชิญพระราชบิดาไปครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป เจ้าพรหมกุมารตีได้เมือง
อุมงคเสลาซึ่งมีอ้านาจร่วม 500 ปีแตก ขับไล่ขอมจนถึงเมืองหริภุญไชย และเมืองก้าแพงเพชรจนหมดสิน
เชือชาติขอมในอาณาจักรโยนก พระองค์สร้างเมืองอุมงคเสลาขึนใหม่ ขนานนามว่า เมืองไชยปราการ ในปี
พ.ศ. 1479 นันเอง อน่ึง เมืองโยนกนาคนครก็เปลี่ยนนามใหม่ว่า เวียงไชยบุรี เพื่อระลึกถึงชัยชนะ
ของพระองค์

พระเจ้าพรหมนครองเมืองไชยปราการต่อมา เสด็จสวรรคต พ.ศ. 1582 ก็ได้เสียเมืองให้แก่
ขุนเสือขวัญฟ้า (บางฉบับก็ว่าพระยาสุธรรมวดี) แม้กษัตริย์ที่เมืองนครไชยบุรีและนครไชยนารายณ์จะยกทัพ
มาช่วยก็สู้ข้าศึกไม่ได้ พระเจ้าไชยศิริจึงรับส่ังให้เผาเมือง แล้วอพยพผู้คนพลเมืองหนีมาทางใต้ ไปตังอยู่ที่เมือง
อทู่ องเพ่อื ตงั ตัวต่อไป

ยังมีกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่า ลาวจก หรือลาวจง ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จังกราช
(ค้าว่า ลว เป็นช่ือราชวงศ์ ไม่ใช่ลัวะหรือละว้าซึ่งเป็นชื่อชาวป่าชาวเขา) ซ่ึงครองเมืองเชียงลาว (แคว้นจก)
ได้ขยายอ้านาจมาจนถึงเมืองเงินยาง จนรวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้วได้ขนานนามเมืองว่า หิรัญนคร
เงนิ ยาง และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองคท์ ่ีได้กล่าวมานี เป็นสังเขปประวตั ิความเป็นมาก่อน
สร้างเมืองเชียงราย นับเป็นประวัติความเป็นมาของชาติไทยในดินแดนภาคเหนือ อันมีนครโยนกเป็นราชธานี
ตามการศึกษาจากตา้ นานพืนเมอื ง

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบางยุคบางสมัยในดินแดนเหล่านี บางครังก็มีความ
คลาดเคลื่อนกันไป ทังทางด้านสถานที่ หรือด้านของเวลา จึงยากที่จะชีชัดลงไปอย่างชัดเจนว่าหลักฐานใด
ถูกต้อง ส้าหรับอาณาจักรโบราณและเมืองต่าง ๆ อันเป็นที่ตัง ของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน ท่ีปรากฏใน
ต้านานหรอื พงศาวดารและหลกั ฐานทางประวัติศาสตรน์ ัน พอจะแบ่งออกเป็นยุคตา่ ง ๆ ดังนี

1. ยคุ อาณาจักรโยนกไชยบุรศี รชี ้างแสน
2. ยคุ หริ ญั นครเงินยาง
3. ยคุ เชยี งราย (มังราย)
4. ยุคพันธมุ ตริ ตั นอาณาเขต

ยุคอาณาจกั รโยนกไชยบุรศี รชี ้างแสน
เร่ืองราวของอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน (ช้างแส่งก็เรียก) ท่ีมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง

โยนกนคร ราชธานีศรีชา้ งแสน หรือเมอื งนาคพนั ธสุ์ ิงหนวตั ินครนัน เปน็ เรือ่ งราวทีป่ รากฏอยใู่ นพงศาวดารโยนก
ได้กล่าวถึงมหากษตั รยิ ์องคห์ นึง่ ชื่อวา่ เทวกาละ ครองราชยส์ มบัติเปน็ ใหญ่แก่ไทยทังหลายในเมอื งนครไทยเทศ
อันมีเมืองราชคหะ (ราชคฤห์) เป็นนครหลวงมหากษัตริย์พระองค์นัน มีราชโอรส 30 พระองค์ ราชธิดา
30 พระองค์ รวมทังหมด 60 พระองค์ ราชโอรสองค์แรกมีพระนามว่า พิมพิสารราชกุมาร องค์ที่สองมี
พระนามว่า สิงหนวัติกุมาร (บางต้าราเป็นสิงหนติกุมาร และเพียนไปเป็น สีหนติกุมาร หรือศรีหนติกุมาร ก็มี)
ดว้ ยเหตุวา่ มลี กั ษณะและก้าลังดจุ ราชสีหน์ ั่นเอง

๓|หน้า

เม่ือนัน มหากษัตริย์ผู้เป็นพ่อได้แบ่งราชสมบัติให้แก่ราชโอรสและธิดาทัง 60 พระองค์แล้ว
ได้แต่งตังให้เจ้าพิมพิสาร โอรสองค์แรกเป็นอุปราชา และให้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาผู้หนึ่งให้อยู่ในเมือง
ราชคฤหน์ ครหลวง ส่วนโอรสและราชธิดา 29 ค่นู ัน ใหจ้ ับคกู่ นั แลว้ แยกยา้ ยออกไปตังบา้ นเมืองอยู่ตามท่ตี า่ ง ๆ
ส่วนเจ้าสิงหนวัติกุมารโอรสที่สองกับน้องหญิงผู้หน่ึงได้แบ่งเอาราชสมบัติพร้อมไพร่พลแสนหน่ึง แล้วก็เสด็จ
ออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวง ข้ามแม่น้าสระพูมุ่งหน้าไปทางทิศอาคเนย์ออกจากเมืองราชคฤห์ได้ 4 เดือน
“พอถึงเดือน 5 ออก 11 ค้่า วันศุกร์ ก็จึงได้ไปถึงประเทศที่หน่ึงมีสัณฐานราบเปียงเรียงงาม มีแม่น้าใหญ่
น้าฮาม น้าน้อยมากนัก ก็บ่พอไกลขรนที (แม่น้าโขง) เท่าใดนัก แลมีน้าห้วยน้อยอันจักสร้างไร่นาดีนัก แลเป็น
แว่นแคว้นเมืองสวุ รรณโคมค้าเก่าอันร้างไปแล้วนัน ในกาลนัน มแี ต่พวกลัวะ มิละขุ คอื ชาวป่าชาวดอยทังหลาย
ยังอยู่ในซอกห้วยราวเขาภูดอยไคว่จุท่ีแล้ว และมีขุนหลวงผู้หนึ่ง นามว่า ปู่เจ้าลาวจก เป็นใหญ่แก่มิละขุ
ทงั หลายก็ยังอยู่ดอยดินแดงอันมีหนประจิมทศิ ประเทศนนั และยามนนั สิงหนวัติกุมารก็มารอดถงึ ที่หน่ึง หมดใส
กว้างขวางนัก บ่ไกลแม่น้าใหญ่ แม่น้าฮาม แม่น้าน้อยมากแล แลห่างจากแม่น้า ขรนทีนัน 7,000 วา
แลเมืองสุวรรณโคมคา้ เกา่ นนั อยู่เบืองฝ่ายแม่นา้ ขรนทกี า้ หนา้ นันแล”

ในต้านานนันได้กล่าวอีกว่า “เมื่อนัน ท่านก็ให้แปงปางจอดยังเยาอชัยอยู่ท่ีนัน รอดเดือนส่ี
ขึนหนึ่งค่้าวันศุกร์ มหาศักราชขึนใหม่แถมตัวหน่ึงเป็น 18 ตัวปีล่วงเป้า วันนันยังมีพญานาคตัวหนึ่ง มีชื่อว่า
“พันธุนาคราช” ก็มาเนรมิตตนเป็น พราหมณ์ผู้หนึ่ง แล้วเข้ามาสู่ท่ีแห่งเจ้าสิงหนวัติกุมาร แล้วกล่าวว่า
“ดูกร เจ้ากุมารท่านนี เป็นลูกท้าวพระยามหากษัตริย์ หรือว่าเป็นลูกเศรษฐีหรือคหบดี กระฎุมพี แลว่าพ่อค้า
อันจา ลูกบ้านใดเมอื งใดมานนั จาแลเจ้ากุมารเห็นว่ามีประโยชน์อันใดจา จึงมายังพักยังสถานท่ีนี ว่าอัน ว่าดังนี
เมอ่ื นนั เจ้าสิงหนวุ ัติกมุ าร กล่าววา่ ดูกรท่านพราหมณ์ เรานีหากเป็นลูกกษตั ริยต์ นหนึ่ง ช่ือว่าเทวกาละ ผ้เู ปน็ เจ้า
แผ่นดินเมืองราชคฤห์นครหลวงพุ้นแล เรามานี่เพ่ือจักแสวงหาท่ีควรสร้างบ้านตังเมืองอยู่แล ว่าอัน เม่ือนัน
นาคพราหมณ์ก็ว่า ดีแท้แล ท่านจุ่งมาตังที่นีให้เป็นบ้านเมืองอยู่เทอะ จักวุฒิจ้าเริญดี จักบริบูรณ์ด้วยข้าวของ
ราชสมบัติประการหน่ึง ข้าศึกศัตรูทังหลาย เป็นต้นว่าศึกมหานครเมืองใหญ่ทังหลายจักมารบก็เป็นอันยาก
เหตุว่าแมน่ า้ ใหญ่ สะเภาเลากาจกั มาก็ไม่ถึง แตว่ ่าขอใหม้ สี ัจจะรักษายังขา้ คนและสัตว์ทังหลายแดเ่ ทอะ”

เมื่อนัน เจ้าสิงหนวัติกุมารจึงกล่าวว่า “ดูกร ท่านพราหมณ์ ท่านนีอยู่ที่ใด อยู่บ้านเมืองใด และมี
ชื่อว่าดังฤา” นาคพราหมณ์ก็กล่าวว่า “ข้านีมีชื่อว่าพันธุพราหมณ์ อยู่รักษาประเทศท่ีนี่มาตังแต่ตระกูลเค้ามา
แล ท่านจุ่งใช้สัปปรุริสะแห่งท่านไปตามดูที่อยู่แห่งข้าเทอะ ว่าอัน” แล้วก็กล่าวอ้าลาเจ้าสิงหนวิตกุมารออกไป
แล เจ้าสิงหนวัติกุมารจึ่งใช้ให้บ่าวแห่งท่านตามไปดู 7 คน ไปทางหนหรดี ไกลประมาณ 1,000 วา แล้วก็
ลวดหายไปเสียแล เม่ือนันบ่าวทัง 7 คน จึงกลับคืนมาบอกแก่เจา้ แห่งเขา ตามด่ังที่ได้เห็นมานันทุกประการแล
เจ้าสิงหนวัติกุมารได้ยินค้าดังนันก็สล่ังใจอยู่แล ส่วนว่านาคพราหมณ์ผู้นันก็เอาเพศเป็นพญานาคดังเก่าแล้วก็
ทวนบุ่นไปให้เป็นเซตคูเวียง กว้าง 3,000 วา รอดชุกน้า แล้วก็หนีไปสู่ที่อยู่แห่งตนในกลางคืนนันแล ครันรุ่ง
แจ้งแล้ว เจ้าสิงหนวัติกุมารเห็นเป็นประการฉันนันแล้ว ก็มีใจช่ืนชมย่ิงนัก จึงให้หาพราหมณ์อาจารย์มา แล้วก็
ตรัสถามว่า “พราหมณ์ผู้มาบอกให้แก่เรานัน จักเป็นเทวบุตร เทวดา พระยาอินทร์พรหมดังฤา พราหมณ์
อาจารย์จงึ กล่าวว่า ตามดง่ั ข้าผู้เฒ่ามาพิจารณาดูนี คงจะเป็นพญานาคเป็นแนแ่ ท้ เม่ือนันกพ็ รอ้ มกนั เข้ายงั เรือน
หลวง แล้วตังหอเรืองบริบูรณ์แล้ว ก็เข้าอยู่เป็นเมืองใหญ่ แล้วพราหมณ์อาจารย์ผู้นันก็พิจารณา เอาชื่อ
พญานาคพันธ์นุ นั กับชอ่ื กุมารผเู้ ปน็ เจ้านัน ช่อื สิงหนวตั นิ นั มาผสมกนั แลว้ เรียกนามเมืองนันว่า เมอื งพนั ธุสงิ หน
วตั ินคร นันแล

เมื่อเจ้าสิงหนวัติกุมารได้เป็นเจ้าเมืองพันธุสิงหนวัตินครแล้ว ได้มีอาชญาเรียกว่าเอาขุนหลวง
มิลักขุทังหลาย ให้เข้ามาสู่สมภารแห่งพระองค์นั่นแล แต่นันไปภายหน้าได้ 3 ปี ยังมีเมืองอันหนึ่งอยู่หนหรดี
ไกลประมาณ 4 คืนทาง มีข้างหัวกุกกะนที (แม่น้ากก) ที่น่ัน ช่ือว่าเมืองอุมงคเสลานคร เมืองนันเป็นที่อยู่ของ
ชาวขอมทังหลาย และส่วนว่าเมืองขอมนีก็เป็นเมืองพร้อมกันกับ เมืองสุวรรณโคมค้า แต่ครังสมัยศาสนา

๔|หน้า

พระกัสสปะและยังไม่เคยเป็นเมืองรา้ งเลย พระยาขอมเจ้าเมืองอุมงคเสลานครนนั มีมานะกระด้างไม่ยอมเข้าสู่
บรมโพธิสมภารเจ้าสิงหนวัติ พระองค์จึงยกก้าลังรีพลไปรบเอาเมืองอุมงคเสลานครได้เข้าสู่ บรมโพธิสมภาร
แต่นันมา มหาศักราชได้ 22 ตัว ปีดังไส้ ตังเมืองพันธุสิงหนวัตินครได้ 5 ปี ถึงปีนันท่านก็ปราบได้ล้านนาไทย
ทังมวลแล ฯ เสนาอ้ามาตย์ พราหมณ์อาจารย์ ไพร่ไทยทังหลาย ก็พร้อมใจกันราชาภิเษกยังเจ้าสิงหนวัติ
ราชกมุ ารขึนเป็นเอกราชมหากษตั ริย์ ปราบล้านนาไทยทังมวล ขนานพระนามว่าเจ้าพระยาสิงหนวัติราชกษัตริย์
ตังแต่นันมา และเมืองนีก็บริบูรณ์ด้วยผู้คน ช้างม้าวัวควาย สมบัติมากนัก เกิดเป็นเมืองใหญ่แต่นันมา
มีอาณาเขตดังนี ในทิศบูรพา มีแม่น้าขรนทีเป็นแดนในทิศปัจฉิม มีดอยรูปช้างชุนน้าย้อยมาหาแม่คงเป็นแดน
ในทิศอุดร มีต้าง(เขื่อน) หนองแสเป็นแดนในทิศทักษิณ มีลวะรัฐเป็นแดน บ้านเมืองก็มีความสงบสุขร่มเย็น
ตลอดสมัยของพระเจ้าสิงหนวัติ พระองค์ครองราชสมบัติได้ 102 ปี มีอายุได้ 120 ปี (บางต้านานก็ว่า
ครองราชย์ได้ 52 ปี) ในภายหลังอาณาจกั รโยนกไชยบุรีศรีช้างแสนที่มี เมืองพันธสุ ิงหนวัตินครเป็นเมอื งหลวงนัน
ต้านานได้กล่าวไว้ว่า ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องต่อกันมาประมาณกว่า 40 พระองค์ ซ่ึงบางพระองค์ก็จะ
ปรากฏพระนาม ในตา้ นานของการสร้างเมอื งใหม่ หรือโบราณสถานที่ยังคงมมี าอยู่จนถงึ ยุคปัจจุบัน ได้แก่ พระ
เจ้าอชุตราช กษัตริย์องค์ที่ 3 เป็นผู้สร้างพระธาตุเจ้าดอยตุง โอรส องค์ที่สองของพระเจ้ามังรายนราช กษัตริย์
องค์ท่ี 4 คือ พระองค์ไชยนารายณ์ เป็นผู้สร้างเวียงไชยนารายณ์ พระองค์เว่าหรือพระองค์เวา กษัตริย์องค์ท่ี
10 เปน็ ผสู้ รา้ งพระธาตดุ อยเวา อ้าเภอแม่สาย เป็นตน้

รายนามกษัตริย์ท่ีปกครองอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน (จากพงศาวดารโยนก ของพระยา

ประชากิจกรจกั ร)

1. สิงหนกุมาร 2. คันธกมุ าร 3. อชุตราช

4. มงั รายนราช 5. พระองคเ์ ชือง 6. พระองคช์ ืน

7. พระองค์ด้า 8. พระองค์เกงิ 9. พระองคช์ าติ

10. พระองคเ์ วา 11. พระองคแ์ วน 12. พระองค์แก้ว

13. พระองคเ์ งนิ 14. พระองคต์ น 15. พระองคง์ าม

16. พระองคล์ ือ 17. พระองคร์ วย 18. พระองค์เชงิ

19. พระองคก์ งั 20. พระองค์เกา 21. พระองคพ์ งิ

22. พระองค์ศรี 23. พระองคส์ ม 24. พระองค์สวรรย์ (สวน)

25. พระองคแ์ พง 26. พระองคพ์ วน 27. พระองคจ์ กั ทร์

28. พระองค์ฟู 29. พระองค์ผนั 30. พระองค์วัง

31. พระมงั สงิ ห์ 32. พระมังแสน 33. พระมังสม

34. พระองคท์ ิพ 35. พระองค์กอง 36. พระองค์กม (กลม)

37. พระองคช์ าย (จาย) 38. พระองค์ชิน (จนิ ) 39. พระองคช์ ม (จม)

40. พระองคก์ ัง (ปัง) 41. พระองค์กงิ (พึง) 42. พระองค์เกียง (เปียง)

43. พระองค์พัง (พังคราช) 44. ทุกชติ 45. มหาวนั

46. มหาไชยชนะ

อาณาจักรโยนก ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาจนสมัยพระองค์มหาไชยชนะ อาณาจักรจึงได้
ถึงกาลล่มจมดังปรากฏในต้านานสิงหนวัติท่ีกล่าวว่า ได้มีชาวเมืองไปได้ปลาไหลเผือก (บางต้านานก็ว่าปลา
มหากษัตริย์) พระองค์จึงให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินท่ัวทังเวียง และในคืนนันก็ได้เกิดมีเหตุเสียงดังสนั่น
เหมือนกับแผ่นดินไหว ถึงสามครัง จนเป็นเหตุให้เมืองโยนกถล่มกลายเป็นหนองน้าขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นน่า
อัศจรรย์ท่ียังคงเหลือบ้านของหญิงหม้ายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับส่วนแบ่งเนือปลานันจากชาวเมืองไปบริโภค

๕|หน้า

ในปัจจุบันหนองน้าดังกล่าวจึงได้มีผู้สันนิษฐานไปต่าง ๆ กัน บ้างก็สันนิษฐานว่าคือทะเลสาบเชียงแสน (หนอง
บงกาย) ในเขตอ้าเภอเชียงแสน บ้างก็วา่ คือเวียงหนองล่ม (เวยี งหนองหรือเมืองหนองก็ว่า) ในเขตอ้าเภอแม่จัน
เนอื่ งจากมีชือ่ สถานทีต่ ่าง ๆ ได้ปรากฏอยใู่ นปจั จุบันนีอยใู่ กลเ้ คียงบรเิ วณนนั เช่น บ้านแม่ลาก ก็หมายถึงตอนท่ี
ชาวเมืองได้ช่วยกันลากปลาไหลตัวนัน บ้านแม่ลัว (คงเลือนมาจากค้าว่าคัว) ก็หมายถึงตอนที่ได้ช้าแหละ
ปลาไหลนันเพื่อแจกจ่ายกัน แม่น้ากก หมายถึงตัดเป็นชิน ๆ ซ่ึงชื่อดังกล่าวนีปัจจุบันมีอยู่ในท้องท่ีของต้าบล
ท่าข้าวเปลอื ก อา้ เภอแม่จัน และยงั มผี ้สู นั นิษฐานว่าคือหนองหลวง ในเขตอา้ เภอเวียงชยั อีกด้วย

หลังจากท่ีอาณาจักรโยนกได้ล่มสลายพร้อมด้วยราชวงศ์ดังกล่าวแล้ว ชาวเมือง จึงได้ปรึกษากัน
พร้อมใจกันยกให้ขุนลัง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านขึนมาเป็นผูป้ กครองแทนราชวงศ์ และได้มีการสร้างเมืองใหม่ขึนที่ริม
ฝั่งแม่น้าโขง ชื่อ เวียงปรึกษา (เวียงเปิ๊กษา) ซ่ึงเมืองใหม่นี ว่ากันว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย เน่ืองจาก
ผู้น้าได้มาจากการประชุมปรึกษาหารือกันคล้ายระบบการเลือกตังจึงเป็นท่ีมาของช่ือเวียงปรึกษา เวียงปรึกษา
ได้มผี ้ปู กครองสบื ต่อกนั มา 15 คน เปน็ ระยะเวลา 93 ปี

ยคุ หริ ัญนครเงนิ ยาง
ในยุคนีได้กล่าวถึงลวจังกราชหรือลวจักกราช ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์นี ซึ่งในหลักฐานบางฉบับ

เรียกว่า ราชวงศ์ลาว เน่ืองจากพระนามของกษัตริย์ในราชวงศ์นีล้วนขึนต้นด้วยค้าว่า “ลาว” มีอ้านาจอยู่ใน
เมืองเชียงลาว (เชียงเรือน) สันนิษฐานว่าอยู่ใกล้บรเิ วณดอยตุงและแม่น้าสาย ต่อมาได้ขยายจากเมืองเชียงลาว
มาสู่เมืองเงินยางหรือเงินยัง ซ่ึงตังอยู่ริมแม่น้าโขง สันนิษฐานว่าเมืองเงินยางนีอยู่ใกล้กับเมืองเชียงแสน หรือ
อาจเป็นบริเวณเดียวกันก็เป็นได้ เมืองเงินยางมีช่ือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “หริ ัญนคร” อันเป็นที่มาและเรียกชื่อ
เมืองนวี า่ หิรัญนครเงนิ ยาง

ลวจังกราช (ลาวจง) มีราชบุตร 3 พระองค์ คือ ลาวครอบ ลาวช้าง และลาวเก๊าแก้วมาเมือง
ลวจังกราชได้ส่งราชบุตรออกไป สร้างบ้านแปงเมือง คือ ให้ลาวครอบราชบุตรองค์โตไปครองเมืองเชียงของ
ลาวช้างราชบตุ รองค์ที่สองไปครองเมืองยอง ส่วนลาวเก๊าแก้วมาเมือง ราชบุตรองค์เลก็ นีให้ครองเมืองเชียงลาว
สืบเน่ืองมา ด้วยเหตุนีภายหลังจึงท้าให้ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) เป็นต้นของราชวงศ์เมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา
เชียงของ เชียงค้า จนถึงสมัยพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงรายแล้ว พบว่าเจ้าเมืองต่าง ๆ ได้มีเชือสายมาจาก
วงศ์ลวจังกราชดว้ ยกนั จงึ มพี ระราโชบายรวบรวมใหเ้ ป็นปกึ แผน่ เปน็ อันหนง่ึ อันเดยี วกัน

รายนามกษัตรยิ ร์ าชวงศ์ลาว (ลวจังกราช หรือวงศห์ ิรญั นคร)

รชั กาลที่ 1 ลวจงั กราช (ลาวจง) รชั กาลที่ 13 ลาวคน

รัชกาลท่ี 2 ลาวเกา๊ แกว้ มาเมือง รัชกาลท่ี 14 ลาวสม

รชั กาลที่ 3 ลาวเส้า (ลาวเสา) รัชกาลที่ 15 ลาวกวก (ลาวพวก)

รชั กาลที่ 4 ลาวตัง (ลาวพงั ) รัชกาลที่ 16 ลาวกิว (ลาวกวนิ )

รัชกาลที่ 5 ลาวกลม (ลาวหลวง) รชั กาลที่ 17 ลาวจง

รัชกาลที่ 6 ลาวเหลว รชั กาลท่ี 18 จอมผาเรือง

รชั กาลที่ 7 ลาวกับ รัชกาลที่ 19 ลาวเจิง (ลาวเจอื๋ ง)

รัชกาลท่ี 8 ลาวคมิ (ลาวกนิ ) รชั กาลที่ 20 ลาวเงนิ เรือง

รัชกาลที่ 9 ลาวเคยี ง รัชกาลที่ 21 ลาวซิน (ลาวช่ืน)

รชั กาลท่ี 10 ลาวคิว รชั กาลท่ี 22 ลาวมงิ

รัชกาลท่ี 11 ลาวเทงิ (ลาวติง) รัชกาลท่ี 23 ลาวเมือง (ลาวเมงิ )

รัชกาลที่ 12 ลาวทึง (ลาวเตงิ ) รชั กาลท่ี 24 ลาวเมง

๖|หน้า

ลาวจงมีราชบุตร 2 พระองค์ องค์พ่ีช่ือ ลาวชิน ได้ให้ปกครองเมืองไชยนารายณ์ ส่วนผู้น้องชื่อ
จอมผาเรืองนัน ให้ครองเมอื งเชยี งลาวต่อมา จอมผาเรือง (ลาวจอมเรือง) มีราชบตุ รชือ่ ลาวเจอื่ ง (ขุนเจื่อง) ลาว
เจื่อง ได้ครองเมืองเชียงลาวอยู่ระยะหนึ่ง และได้แผ่ขยายอาณาเขตไปถึงเมืองของพระยาแก๋ว แล้วได้อยู่ครอง
หลายเมือง ส่วนทางเมืองเงินยาง (เชียงลาว) นัน ได้ให้ลาวเงินเรืองราชบุตรปกครองแทน และในสมัยของลาว
เจื่องนีได้ให้ราชบุตรอีกหลายพระองค์ไปครองยังเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองล้านช้าง เมืองน่าน เป็นต้น อันเป็นการ
กระจายราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ อีกสมัยหน่ึง มาจนถึงสมยั ลาวเมง ลาวเมืองพระบิดาได้
สู่ขอนางอัวม่ิงจอมเมอื งหรือนางเทพค้าขยาย ธิดาท้าวรุ้งแกน่ ชาย เจ้านครเชียงรุง้ เมืองใหญ่แว่นแคว้นสิบสอง
ปันนา มาอภิเษกเป็นชายาเจ้าลาวเมง ครันภายหลังอภิเษกแล้วไม่นานเท่าใด นางเทพค้าขยายก็ทรงมีครรภ์
แลว้ ประสตู พิ ระราชโอรส เมอ่ื พ.ศ. 1782 ทรงพระนามว่า “เจา้ มงั ราย”

อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง (เชียงลาว หรือเชียงเรือง หรือหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ก็เรียก)
นันเคยมีความรุ่งเรืองมาก่อน มีประวัติความเป็นมาท่ียาวนาน ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันในราชวงศ์
ลวจังกราชมาหลายพระองค์ มาจนถึงสมัยพญามังราย จึงได้มีการสร้างเมืองใหญ่ขึนท่ีเชียงราย และหลั กฐาน
ทางประวตั ิศาสตร์ได้เร่ิมมคี วามชดั เจนขึน นบั แตก่ ารสร้างเมอื งเชียงรายเป็นต้นมา

ยุคเชียงราย (มงั ราย)
พญามังราย ได้ขนึ ครองราชย์สมบัติทเ่ี มืองหิรัญนครเงนิ ยาง เม่ือ พ.ศ. 1802 ในขณะมีพระชนม์

ได้ 20 ปี พระองค์จึงได้ให้พระยามหานครทังหลายไปถวายบังคม เมืองใดขัดแข็งมิยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี
ก็แต่งกองทัพยกออกไปปราบปราม ตีได้เมืองมอบ เมืองไร เมอื งเชียงค้า ได้ปลดเจ้าผู้ครองนครออกแล้วแต่งตัง
ให้ขุนนางอยู่รังเมืองเหล่านัน แต่นันหัวเมืองทังหลาย มีเมืองเชียงช้าง เป็นต้น ก็พากันอ่อนน้อมยอมเป็น
เมืองขึน เมื่อรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือได้แล้ว คิดจะปราบหัวเมืองฝ่ายใต้ จึงได้ลงไปอยู่ท่ีเมืองหน่ึงช่ือเมืองว่า
เวียงเตา่ รอง เผอญิ ชา้ งมงคลของพญามังรายได้พลัดไป พญามังรายเสด็จตามช้างไปถึงยอดจอมทองริมแม่น้ากก
เห็นภูมิประเทศท่ีเป็นชัยภูมิดี จึงให้สร้างพระนครไว้ ณ ที่นันก่อปราการโอบล้อมเอาดอยจอมทองไว้ใน
ท่ามกลางเมือง ขนานนามว่า เมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 1805 แล้วพญามังรายก็ยกจากเมืองหิรัญนครเงินยาง
ขึนมาประทับอยู่ท่ีเมืองเชียงรายในปีเดียวกันนียังได้ตีเมืองเชียงตุงอีกด้วย ถัดมาอีก 3 ปี พญามังรายได้เสด็จ
จากเมอื งเชยี งรายไปประทับอยทู่ ี่เมืองฝาง (เวียงไชยปราการ) โดยมีพระราชประสงค์ที่จะแผ่ขยายอาณาเขตไป
ทางล้านนา หลังจากนัน 1 ปี ก็ได้ยกทัพไปตีเมืองผาแดง เชียงจอง ตีได้เมืองเชียงจองแล้วก็กลับประทับที่
เมืองฝางอีก ตอ่ มาราว 6 ปี ได้เสดจ็ ยกทัพไปตเี มอื งเชงิ แลว้ กลับมาประทับ ณ เมอื งฝางดงั เกา่

เมืองฝางที่พญามังรายประทับอยู่ติดต่อกับแคว้นล้านนาพ่อค้าวานิชชาวเมืองหริภุญไชยไปม าท่ี
เมืองฝางเป็นอันมาก พญามังรายทราบว่าเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์ ก็อยากได้ไว้ในอา้ นาจ จึงทรง
ให้ อ้ายฟ้า เข้าไปเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองหริภุญไชย แล้วจึงสามารถตีเมืองหริภุญไชยจากพระยายีบาได้ในเวลา
ต่อมา รวมทังตไี ด้เมืองเขลางคจ์ ากพระยาเบิก เจ้าเมอื งเขลางค์ ซง่ึ เป็นน้องของพระยายบี าในภายหลังอกี ด้วย

ในปี พ.ศ. 1818 พญามังรายได้ให้ราชบุตรองค์ใหญ่ช่ือ ขุนเครื่อง มาครองเมืองเชียงราย
ขนุ เครือ่ งได้เชือ่ ถอ้ ยค้าขุนใสเรียงคิดการกบฎ พญามงั รายจังได้ออกอุบายให้ขนุ เครอ่ื งไปเฝา้ ยังเมืองฝาง แล้วให้
อ้ายเผียนซุ่มริมทางดักยิงด้วยหน้าไม้ปืนผา (หน้าไม้ที่อาบยาพิษ) ถูกขุนเครื่องตาย พญามังรายจึงได้กลับมา
ครองราชยส์ มบัติอยทู่ ่เี มอื งเชยี งรายอีกครงั

พ.ศ. 1819 พญามังรายได้ยกกองทัพบงไปตีเมอื งพะเยา พระยาง้าเมือง เจ้าเมืองพะเยาเหน็ ว่าสู้
ด้วยก้าลังมิได้ จึงยกกองทัพออกไปรับปลายแดน ต้อนรับอย่างไมตรี แล้วยกต้าบลปากน้าให้แก่พญามังราย
พญามังรายก็รับปฏิญาณเป็นมิตรกัน ต่อมาได้ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี พระยาหงสาวดีสุทธโสม เจา้ เมือง จงึ ได้
ยกนางปายโค พระธิดา ให้เป็นราชธิดา เพื่อขอเป็นพระราชไมตรี ในภายหลงั ไดย้ กกองทัพไปตีเมืองพุกามอังวะ

๗|หน้า

เจ้าเมืองอังวะได้น้าเอาเครื่องราชบรรณาการมาถวายต้อนรับขอพระราชไมตรีด้วย ในครังนีได้นา้ เอาช่างต่าง ๆ
เช่น ช่างฆ้อง ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างค้า ช่างทอง กลับมาเผยแพรอ่ ีกดว้ ย พร้อมทังได้บ้ารุงพระพุทธศาสนาโดย
ได้รบั อทิ ธพิ ลตามแบบอยา่ งของอังวะ

ในปี พ.ศ. 1839 พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ และขนานนามเมืองว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์
เชียงใหม่” พระองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตราบจนสวรรคต ขณะเสด็จประพาสกลางเมืองเม่ือ
พ.ศ. 1860 ส่วนเมืองเชียงรายนันได้ให้ขุนครามมาครองเมืองแทน นับเป็นจุดเร่ิมต้นที่เมืองเชียงรายเร่ิมลด
บทบาทลง และในขณะเดียวกัน เมืองเชียงใหม่ก็ได้เร่ิมมีความส้าคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร
ล้านนา ซง่ึ มคี วามเป็นปกึ แผน่ ม่ันคงและรุ่งเรอื งอย่างสูงสุดในสมยั ของพญามงั ราย

เมื่อพญามังรายสวรรคต พระยาไชยสงคราม (ขุนคราม) ราชโอรส จึงครองเมืองเชียงรายต่อมา
และสถาปนาให้พระยาแสนภู โอรสองค์ใหญ่ไปครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 1861 ใน พ.ศ. 1870 พระยา
ไชยสงครามถึงแก่ทิวงคต พระยาแสนภูได้ให้เจ้าค้าฟูราชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ แล้วพระองค์ได้กลับมา
ครองเมืองเชยี งราย

รุ่งขึนปี พ.ศ. 1871 พระยาแสนภูมีพระราชประสงค์จะสร้างพระนครอยู่ใหม่ต้องการชัยภูมิที่ดี
ขุนนางได้ส้ารวจหาได้ที่เมืองเก่าริมแม่น้าโขง อันเป็นเมืองโบราณของเวียงไชยบุรีจึงโปรดให้สร้างนครใหม่ขึน
ท่ีนัน เอาแม่น้าโขงเป็นคูปราการเมืองด้านตะวันออกอีก 3 ด้าน ให้ขุดโอบล้อมพระนครไว้ ตังพิธีฝังหลักเมือง
วันศุกร์ เดือน 5 (เดือน 7 เหนือ) ขึน 2 ค่้า ปีมะโรง พ.ศ. 1871 ขนานนามว่า หิรัญนครชัยบุรีศรีเชียงแสน
(ตามพระนามของพระองค์) แต่คนต่อมาภายหลังเรยี กว่า เชียงแสน คืออ้าเภอเชียงแสนในปัจจบุ ัน ซ่ึงยังมีซาก
ก้าแพงเมืองปรากฏอยู่

พระยาแสนภู ครองอยู่เมืองเชียงแสนได้ 7 ปี ก็ได้ถึงแก่ทิวงคต พระยาค้าฟู ราชโอรสจึงได้ครอง
เมืองเชียงแสนต่อมา พระยาค้าฟูจึงไดใ้ ห้ท้ายผายรู าชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระยาค้าฟูถึงแก่ทิวงคต
ท้ายผายู ราชโอรส ซึ่งครองเมืองเชียงใหม่อยู่ ก็ได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อมา แล้วให้ท้าวกือนา (ตือนา)
ราชโอรส มาครองเมืองเชียงรายแทน นับแต่นันมาเมืองเชียงราย (รวมทังเชียงแสนด้วย) ได้เร่ิมมีฐานะคล้าย
เมืองลูกหลวง โดยมีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังคงมีเชือพระวงศ์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์
สุดท้ายในสมัยพระยากลม เป็นเจ้าเมืองเชียงแสน โดยมีพระเจ้าเมกุฏครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2101
เมืองเชียงใหม่และเชียงแสนก็เสียใหแ้ ก่บุเรงนอง เจ้ากรุงหงสาวดี อาณาจักรล้านนา (รวมทังเชียงรายและเชียง
แสนด้วย) จึงไดต้ กเป็นเมืองขนึ ของพม่าตังแต่นันมา แตม่ ีบางครังก็เป็นอิสระและบางครังก็ตกอยู่ในอ้านาจของ
กรุงศรีอยุธยา รวมเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับ 200 ปี จนถึงสมัยธนบุรี แม้ว่าบางสมัยจะมีการจับอาวุธขึน
ต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากพม่าแต่ก็ไม่ประสบผลส้าเร็จ ในระยะหนึ่งพม่าได้ฟ้ืนฟูเมืองเชียงแสนให้เป็นเมืองเอก
ในการปกครองเนื่องจากต้องการให้เป็นหัวเมืองเพ่ือป้องกันการรุกรานจากรุงศรีอยุธยา และยังษมารถใช้เป็น
แหลง่ สะสมเสบียงในยามศึกสงครามกับกรุงศรอี ยธุ ยาอีกด้วย

ยุคพันธุมติรตั นอาณาเขต
ในสมัยพระเจา้ กรุงธนบุรี ยกทัพมาปราบปรามขับไลข่ ้าศึกพม่าทางหวั เมืองฝ่ายเหนือ แต่ไม่สา้ เร็จ

เด็ดขาด ครันสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งราชวงศ์จักรี พ.ศ. 2347 กรมหลวง
เทพหริรกั ษ์และพระยายมราช ยกกองทัพขึนมาขบั ไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้ส้าเร็จ ใหเ้ ผาเมืองเสยี สิน กวาด
ต้อนเอาผู้คนพลเมือง 23,000 ครอบครัว แบ่งเป็น 5 ส่วน โดยให้ไปอยู่เมืองเชียงใหม่ นครล้าปาง นครน่าน
เมอื งเวยี งจนั ทน์ และลงมายงั กรุงเทพฯ บางสว่ นให้ตังบา้ นเรือนอยู่ เมืองสระบุรี เมอื งราชบรุ ี บ้าง

หลังจากท่ีได้กวาดต้อนเอาผู้คนพลเมืองให้ไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ แล้ว เชียงแสนจงึ กลายเป็นเมือง
ร้าง จึงท้าให้นับแต่นันมาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองเชียงแสนได้ขาดหายไประยะหน่ึง ส่วนใหญ่

๘|หน้า

แล้วมักจะกล่าวถึงเมืองเชียงใหม่ท่ีเป็นศูนย์กลางของล้านนาในยุคนัน โดยมีตระกูลเจ้าเจ็ดตนปกครอง ซึ่งจะ
เก่ียวพันกับการท้าศึกสงครามกับพม่า บางครังก็ถูกพม่ารุกราน บางครังก็ยกทัพไปตีเขตหัวเมืองขึนของพม่า
และกวาดตอ้ นเอาผคู้ นลงมาด้วย อันไดแ้ ก่ พวกไทยใหญ่ ไทยเขิน เปน็ ต้น

พ.ศ. 2386 ในรัชกาลท่ี 3 ได้มีการจัดตังเมืองเชียงรายฟื้นคืนให้เป็นบ้านเมืองขึนมาใหม่ เพื่อ
เป็นก้าลังช่วยเหลือเชียงใหม่ป้องกันภัยจากพม่าโดย มีฐานะเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตร
ประเทศ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ใหญ้ าติพี่น้อง อันมเี จ้าหลวงธรรมลังการเป็นเจา้ หลวงเมืองเชียงราย เจ้าอุ่นเรือน
เป็นพระยาอุปราช เจ้าค้าแสนเป็นพระยาราชวงศ์ เจ้าชายสามเจ้าพูเกี๋ยง เป็นพระยาราชบุตร และพระยา
บุรีรัตน์ มีราษฎรที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองขึนของพม่า ในสมัย “เก็บผักใสซ้า เก็บข้าใส่เมือง” พร้อมด้วย
พ่อค้าท่ีเป็นคนพืนเมืองของไพร่เมือง 4 เมือง คือ เมืองเชียงตุง เมืองพยาก เมืองเลน และเมืองสาด ประมาณ
1,000 ครอบครัวขึนมาตังสร้างบ้านเมือง เมืองเชียงรายในยุคนีได้มีการก่อก้าแพง สร้างประตูเมืองต่าง ๆ
เพ่ิมเติมในสว่ นท่ีเคยเปน็ เมืองเก่ามาแต่สมัยพญามังรายให้เป็นเมอื ง “พนั ธมุ ตริ ัตนอาณาเขต” มีสะดือเมืองอยู่ที่
วัดจนั ทโลก (ปัจจุบันคือวัดกลางเวียง) ในสมัยนันเมืองเชียงใหม่มชี ่ือว่า เมืองรัตตนติงสาวภิวนบุรี การปกครอง
เมืองเชียงรายในฐานะเป็นเมืองบริวาร ของเมืองเชียงใหม่ในสมัยนี เป็นยุคที่เรียกว่า เจ้าขัน 5 ใบ ซ่ึงเป็น
เชือสายในตระกูลเจ้าเจ็ดตนท่ีได้รับการแต่งตังจากเมืองเชียงใหม่มาเป็น คณะปกครองเมืองเชียงราย
ประกอบด้วย เจ้าหลวง (มีฐานะเป็นเจ้าเมือง) และผู้ช่วยอีก 4 ต้าแหน่ง คือ พระยาอุปราช พระยาราชวงศ์
พระยาราชบตุ ร พระยาบรุ ีรัตน์

พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ นครเชยี งใหม่ มีใบบอกข้อราชการไปยัง
กรุงเทพฯ ว่า พม่า ลือ เขิน เมืองเชียงตุง ประมาณ 300 ครอบครัว มาอยู่เมืองเชียงแสนตังตัวเป็นอิสระไม่
ยอมอยู่ใต้การปกครองของไทย จึงให้อุปราชแต่งคนไปวา่ กล่าวใหถ้ อยออกจากราชอาณาจักร ถ้าอยากจะตังอยู่
ให้อยู่ในบังคับบัญชาเมืองเชียงรายและนครเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะพวกนันไม่ยอมออกไป พ.ศ. 2417
เจ้าอินทวิไชยยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่เกณฑ์ก้าลังจากเชียงใหม่ นครล้าปาก เมืองล้าพูน มีไพร่ทังสิน 4,500
คน ยกจากเชียงใหม่มาเชียงรายและเชียงแสน ไล่ต้อนพวกนันออกจากเชียงแสน จึงท้าให้เชียงแสนกลายเป็น
เมืองร้างไประยะหน่ึง จวบจนถึงปี พ.ศ. 2423 จึงได้ให้ เจ้าอินต๊ะ บุตรเจ้าบุญมา (เจ้าบุญมาเป็นน้องของเจ้า
กาวิละ เจ้านครเชียงใหม่) เจ้าผู้ครองเมืองล้าพูน เป็นหัวหน้า น้าราษฎรเมืองล้าพูน เชียงใหม่ ประมาณ
1,500 ครอบครัว ขึนมาตังรกราก “ปกั ซังตงั ถ่นิ ” อยเู่ มืองเชียงแสน นบั เป็นการ สรา้ งบา้ นแปงเมือง ครังใหญ่
ของเมืองเชียงแสน กลุ่มท่ีอพยพมารุ่นแรกได้มาตังถ่ินฐาน ท้ากินอยู่เรียงรายตามล้าแม่น้าแม่ค้า ตังแต่บ้านแม่
ค้า บ้านห้วยน้าราก จนถงึ เขตเชียงแสน ตลอดถึงบ้านกว๊านบุญเรอื ง ในเขตประเทศลาวปจั จบุ ัน

ต่อมา เจ้าอินต๊ะ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นพระยาราชเดชด้ารง ต้าแหน่งเจ้าเมืองเชียง
แสน สมัยนันการปกครองล้านนาเฉพาะมณฑลพายัพเหนือ มีเจ้าเมืองบริเวณหัวเมืองมี 5 ช่ือ ประจ้าเมือง
ต่าง ๆ คือพระยาประเทศอุตรทิศ เจ้าเมืองพะเยาพระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝางพระยารัตนเขตต์ เจ้าเมือง
เชียงรายพระยาราชเดชด้ารง เจา้ เมืองเชียงแสนพระยาจติ วงศว์ รยศรังษี เจ้าเมอื งเชยี งของ

ใน พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระศรีสหเทพ
(เส็ง วิรยิ สิริ) จัดการปกครองมณฑลพายัพใหม่ เมอื งใหญ่มี เก๊าสนามหลวง เป็นศูนย์กลางจดั ให้มีแคว่นแกบ่ ้าน
(ก้านัน - ผู้ใหญ่บ้าน) แต่ละแคว่นขึนกบั เมือง เรียกผู้ปกครองเมืองว่า เจ้าเมือง เมืองขึนกับ บริเวณ เรยี กผู้เป็น
หัวหน้าว่า ข้าหลวงบริเวณ ข้าหลวงบริเวณขึนต่อเก๊าสนามหลวง โดยได้จัดท้าขึนเป็นพระราชบัญญัติ เรียกว่า
พระราชบัญญัติจัดตังมณฑลพายัพ ตังนครเชียงใหม่เป็นตัวมณฑล และเมืองเชียงแสนสมัยนันขึนต่อ
กระทรวงกลาโหม ต่อมา พ.ศ. 2453 ตรงกับ ร.ศ. 129 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ยกเมืองเชียงราย
เปน็ เมอื งจัตวารวมอยู่ในมณฑลพายพั ดังตอ่ ไปนี

๙|หน้า

ประกาศยกเมืองเชียงรายเปน็ หัวเมืองจตั วา รวมอยูใ่ นมณฑลพายพั
มีพระราชดองการด้ารัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วหน้ากันว่า แต่เดิมเมืองเชียงราย

เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อ้าเภอแม่ใจ อ้าเภอดอกค้าใต้ อ้าเภอแม่สรวย อ้าเภอเชียงค้า อ้าเภอ
เชียงของ ได้จัดรวมเข้าเป็นจังหวัด เรียกว่า จังหวัดพายัพภาคเหนือ ต่อมาเมืองเหล่านีมีความเจริญย่ิงขึน
จนเป็นเหตุให้เห็นว่า การจัดให้เป็นเมือง ไม่พอแก่ราชการและความเจริญ สมควรเล่ือนการปกครองขึน
ให้สมกับราชการและความเจริญในท้องถ่ิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย
เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อ้าเภอแม่ใจ อ้าเภอดอกค้าใต้ อ้าเภอแม่สรวย อ้าเภอเชียงค้า อ้าเภอเชียงของ
ตังเป็นเมืองจัตวาเรียกว่าเมืองเชียงราย อยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็น 10 อ้าเภอ คือ
อ้าเภอเมอื งเชียงราย อ้าเภอเมอื งเชียงแสน อ้าเภอเมืองฝาง อ้าเภอเวียงปา่ เป้า อ้าเภอเมอื งพะเยา อ้าเภอแม่ใจ
อา้ เภอดอกค้าใต้ อ้าเภอแม่สรวย อ้าเภอเชียงค้า อ้าเภอเชียงของ เหมือนอย่างหัวเมืองชันในที่ขึนกับกรุงเทพฯ
ทังปวง และพระทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระภักดีณรงค์ ซึ่งเป็นข้าหลวงประจ้าจังหวัดพายัพภาคเหนือ เป็น
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศ
ณ วันที่ 9 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 129 (ลงพระนาม) ด้ารงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีตรา
ประจา้ เมืองเปน็ รปู หนุมาน (หอระมาน)

ดวงตราประจ้าเมืองพันธุมติรัตนอาณาเขต คือเมืองเชียงรายในอดีต ท่ีแปลมาตรงกับตัวอักษร
ล้านนา(ตัวเมือง) ในดวงตรานัน ส่วนอักษรไทยข้างล่างเขียนว่า เมืองพันธุมติอะณาเขรษ เป็นการสะกดผิด
เนื่องจากการท้าตราต่าง ๆ ในสมัยนันต้องส่งไปท้าต่างประเทศที่ใกล้ท่ีสุด คือประเทศอินเดีย ช่ือเมืองพันธุ
มติรัตน อาณาเขตเลยต้องใช้อย่างนันมา แต่คนเชียงรายในสมัยนันอ่านภาษาไทย (กลาง) ไม่ออก สภาพ
บา้ นเมืองในยคุ พันธุมติรัตนอาณาเขตนัน ไดเ้ กิดความยุ่งยากเก่ียวกับกบฎเงยี ว ซึ่งไดเ้ กิดขึนตามหัวเมืองต่าง ๆ
ในอาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นผลมาจากยุคการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ท่ีได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดน
พม่าและลาว และต่อมาได้มีการยุยงสนับสนุนให้เงียวก่อความไม่สงบขึนตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อที่จะขยาย
อทิ ธพิ ลเขา้ มายังลา้ นนา ทไี่ ดเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของราชอาณาจักรไทยแล้ว แต่ทางการก็สามารถปราบปรามลงได้

ยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต ได้มีการพัฒนารูปแบบการปกครองจากหัวเมืองท่ีมีเจ้าเมืองครองมา
จนถึง พ.ศ. 2453 (ร.ศ. 129) จึงได้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล อันเป็น
ต้นแบบมาสู่การปรับปรุงพัฒนามาสู่ในยุคปัจจุบันท่ีมีฐานะเป็นจังหวัด แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16
อ้าเภอ 2 กง่ิ อ้าเภอ

๑๐ | ห น ้ า

ความสมั พนั ธ์กับอาณาจกั รตา่ ง ๆ
นับตังแต่สมัยราชวงศ์ลวจังกราช ได้ให้พระโอรสไปสร้างและครองเมืองต่าง ๆ จึงท้าให้มีการ

กระจายเชือพระวงศ์ออกไปยังเมืองต่าง ๆ ด้วย อันเป็นการขยายอาณาเขตในลักษณะหนึ่งมาจนถึงสมัยพญา
มังราย จึงได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีเมืองหิรัญนครเงินยางเป็นศูนย์กลาง เม่ือมีความ
เปน็ ปกึ แผน่ แล้ว ต่อมาจึงได้ขยายลงมาสร้างเมืองเชยี งราย เพอื่ ใช้เป็นศูนย์กลางในการแผข่ ยายอาณาเขตต่อไป
ยังอาณาจักรอื่น ๆ รวมทังการมีสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง อาณาจักรต่าง ๆ เหล่ านี ได้แก่
อาณาจักรหรภิ ุญไชย

อาณาจักรหริภุญไชยได้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยการสร้างเมืองเชียงราย โดยเป็น
ศูนย์กลางของเมืองต่าง ๆ ท่ีอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้าปิงและแม่น้าวัง ซึ่งต้านานจามเทวีได้กล่าวว่าฤาษีวาสุเทพ
เป็นผู้สร้างเมอื งหรภิ ุญไชยขนึ เมอ่ื ราว พ.ศ. 1310 - 1311 หลงั จากท่ีไดส้ ร้างเสรจ็ แล้ว จึงไดท้ ูลเชญิ พระนาง
จามเทวีธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรี) มาครองเมือง จึงท้าให้วัฒนธรรมของละโว้แพร่ ขยายมายัง
อาณาจกั รหรภิ ญุ ไชยดว้ ย

ด้วยเหตุอาณาจักรหริภุญไชยมีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งค่ังสมบูรณ์ พญามังรายมีพระประสงค์
อยากได้ไวใ้ นอ้านาจ จึงได้ใช้กลอุบายให้อ้ายฟ้าเขา้ ไปเป็นไส้ศึก วางแผนให้เกิดความแตกแยกกันในอาณาจักร
ในภายหลัง กองทัพของพญามังรายจึงเข้ายึดอาณาจักรหริภุญไชยจากพระยายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของ
อาณาจักรหริภุญไชยไว้ในอ้านาจได้ส้าเร็จ ในปี พ.ศ. 1835 และได้ผนวกหริภุญไชยเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของ
อาณาจกั รลา้ นนาตังแต่นนั เป็นต้นมา

อาณาจักรสโุ ขทัย
หลังจากที่พญามังรายได้แผ่ขยายอาณาเขตและรวบรวมบ้านเมืองจนเป็นปึกแผ่นมั่นคงจนเป็น

ท่ีมาของ อาณาจักรล้านนา แล้ว จงึ ได้สร้างเมืองเชียงใหม่หรือ นพบรุ ีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ขึนใน พ.ศ. 1839
เพื่อเปน็ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ในการสร้างเมืองนัน พระองคท์ รงได้ทูลเชิญพอ่ ขุนรามค้าแหงจากกรุง
สโุ ขทัยและพญางา้ เมอื ง เจา้ เมอื งพะเยาซึ่งเปน็ พระสหาย ให้เสด็จมาชว่ ยเลือกชัยภูมิการสรา้ งเมือง จึงเหน็ ไดว้ ่า
อาณาจกั รเหล่านีมสี มั พันธไมตรตี ่อกนั อยา่ งแนบแน่น ในต้าราราชวงศป์ กรณ์กลา่ วว่า กษัตรยิ ท์ ังสามได้ตังสจั จะ
ปฏญิ าณตอ่ กัน โดยนั่งหลังพิงกันทฝ่ี ั่งแมน่ ้าขนุ ภู แล้วเอามดี มาแทงมอื กนั ทกุ คน เอาเลือดใส่แพง่ ฝา ส่กู นั กิน ให้
เป็นมิตรสนิทต่อกันทุกพระองค์ ต่อมาแม่น้าขุนภูจึงเรียกว่า แม่น้าอิง ในปัจจุบันนีได้มีอนุสรณ์สถานคือ
อนสุ าวรยี ์สามกษัตริย์ ประดิษฐานอยูท่ ีห่ นา้ ศาลากลาง (เกา่ ) จงั หวัดเชียงใหม่

อาณาจกั รลา้ นนา
สมัยหิรัญนครเงินยาง อาณาจักรล้านนามีความเป็นมาหลังจากท่ีพญามังรายได้รวบรวมหัวเมือง

ต่าง ๆ อันมีเจ้าเมืองที่มีเชือสายมาจากวงศ์ลวจังกราชด้วยกันจนเป็นปึกแผ่นในอาณาจักรหิรัญนครเงินยาง
ตอ่ มาได้ตีอาณาจักรหริภุญไชยแล้วผนวกเข้าไว้ในอาณาจกั รดว้ ย นับเป็นการเร่ิมต้นของอาณาจักรใหม่ ท่ีต่อมา
เรียกว่า อาณาจักรล้านนา ภายหลังได้มีการย้ายศูนย์กลางของอาณาจักรไปอยู่ที่เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์
เชียงใหม่ ท้าให้เมืองเชียงรายซึ่งเดิมนันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรหิรัญนครเงินยางได้ลดความส้าคัญลงไป
ในระยะหลัง ๆ

๑๑ | ห น ้ า

สมยั รัตนโกสินทร์
อาณาจักรล้านนาได้มีบทบาทส้าคัญในการท้าสงครามกับพม่า โดยน้าก้าลังร่วมกับกองทัพทาง

กรุงเทพฯ ท้าสงครามกับพม่าในระหว่าง พ.ศ. 2312 - 2347 สงครามในระยะดังกล่าวนีได้เกิดลัทธิ เก็บผ้า
ใสซ่ ้า เกบ็ ข้าใสเ่ มือง ได้กวาดต้อนเอาผู้คนจากเมืองเชียงตุง สบิ สองปันนา ฯลฯ ผูค้ นท่ีถกู กวาดต้อนมาเหล่านัน
ส่วนใหญ่ ได้แก่ ชาวไทยใหญ่ ชาวไทยลือ และชาวไทยเขิน ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกับชาวไทย
โยนกของอาณาจักรล้านนา แล้วมาไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา กลุ่มท่ีถูกกวาดต้อนมานันได้เอา
ศิลปวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ด้วย เช่น การท้าเครื่องเขิน แกงฮังเล น้าพริกอ่องของชาวไทยเขิน ขนมจีน
นา้ เงียวของชาวไทยใหญ่ การทอผ้าของชาวไทยลือ เปน็ ตน้

ในปัจจุบัน กลุ่มชาวไทยลือหรือชาวไทยเขิน มีถ่ินฐานกระจายอยู่ในหลายอ้าเภอของจังหวัด
เชียงราย และจังหวัดในภาคเหนือ และได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ไว้อย่างมาก เช่น วัฒนธรรมก าร
แตง่ กาย อาหารการกิน งานหตั ถกรรม เปน็ ตน้

๑๒ | ห น ้ า

ข้อมลู สภาพท่ัวไป
๑. ลกั ษณะทางกายภาพ
(๑) ทตี่ ั้ง
จังหวัดเชียงราย ตังอยู่เหนือสุดของประเทศไทยอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๙ องศาเหนือ

ถงึ ๒๐ องศา ๓๐ ลิปดาเหนือและเส้นแวงที่ ๙๙ องศา ๑๕ ลิปดาถึง ๑๐๐ องศา ๔๕ ลิปดาตะวันออกอยู่ห่าง
จากกรงุ เทพฯ ๘๒๙ กโิ ลเมตร

(๒) อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับเมืองสาดและจังหวัดท่าขีเหล็กของรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ และ

แขวงบ่อแกว้ สปป.ลาว
ทิศตะวันออก ติดตอ่ กับแขวงอุดมไชย ประเทศลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับอ้าเภอภูซาง อ้าเภอจุน อ้าเภอดอกค้าใต้ อ้าเภอภูกามยาว อ้าเภอแม่ใจ

จงั หวัดพะเยา , อา้ เภอเมอื งปาน อา้ เภอวงั เหนือ จังหวดั ลา้ ปาง และอา้ เภอดอยสะเกด็ จงั หวัดเชยี งใหม่
ทิศตะวันตก ติดกับอ้าเภอดอยสะเก็ด อ้าเภอพร้าว อ้าเภอไชยปราการ อ้าเภอฝาง

และอ้าเภอแมอ่ าย จงั หวัดเชยี งใหม่ และเมอื งสาด รฐั ฉาน ประเทศเมยี นมาร์

๑๓ | ห น ้ า

(๓) สภาพภูมิประเทศ
จังหวดั เชียงราย มพี ืนท่ี 11,678.369 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,290,000 ไร่

มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงในทวีปตอนเหนือ (North Continental Highland) มีพืนที่ราบสูงเป็นหย่อม ๆ
ในเขตอ้าเภอแม่สรวย อา้ เภอเวยี งป่าเป้า และอา้ เภอเชียงของ บริเวณเทือกเขาจะมีความสูงประมาณ 1,500 -
2,000 เมตรจากระดับน้าทะเล โดยมีดอยลงั กาหลวง เปน็ ยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดในจังหวดั มีความสูง 2,031 เมตร
บริเวณส่วนที่ราบตามลุ่มแม่น้าส้าคัญในตอนกลางของพืนท่ี ได้แก่ อ้าเภอพาน อ้าเภอเมืองเชียงราย อ้าเภอแม่จัน
อ้าเภอแม่สาย อ้าเภอเชียงแสน และอ้าเภอเชียงของ มีความสูงประมาณ 410 - 580 เมตร จากระดับน้าทะเล
ลักษณะพืนท่ีส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีป่าไม้ปกคลุม บริเวณเทือกเขามีชันความสูง 1,500-2,000 เมตร จาก
ระดับน้าทะเล มีที่ราบเป็นหย่อม ๆ ในระหว่างหุบเขา และตามลุ่มน้าส้าคัญ จังหวัดเชียงรายมีภูเขาล้อมรอบ
โดยเฉพาะทางทศิ ตะวันตกเปน็ แนวเทือกเขาผปี ันน้า ติดต่อกันไปเป็นพืดตลอดเขตจงั หวัด

(๔) สภาพภมู อิ ากาศ
ฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กลางเดือนพฤษภาคม มีอุณหภูมิเฉล่ียสูงสุด

30.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35.4 องศาเซลเซียส ฤดูฝน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ถึง
กลางเดือนตุลาคม มีฝนตกทงั ปี 145 วัน ปรมิ าณฝนรวมตลอดทังปี 2,042.6 มิลลิเมตร ฤดูหนาว อยู่ในช่วง
กลางเดือนตุลาคม ถึง กลางเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต้่าสุดเฉลี่ย 15.1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต้่าสุด 10.๒
องศาเซลเซียส

ข้อมลู การปกครองและประชากร
๑. ข้อมูลการปกครอง
(๑) หน่วยการปกครอง จงั หวัดเชยี งรายแบ่งหน่วยปกครองออกเป็น
(๑.๑) สว่ นราชการสังกัดส่วนภมู ิภาค ๓๔ หน่วยงานส่วนราชการสงั กดั ส่วนกลาง 100

หน่วยงาน
(๑.๒) ส่วนราชการสังกดั สว่ นทอ้ งถิน่ ไดแ้ ก่องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ๑ แห่งเทศบาลนคร

๑ แหง่ เทศบาลตา้ บล ๗๒ แห่งองค์การบรหิ ารสว่ นตา้ บล ๗๐ แหง่
(๑.๓) อา้ เภอ ๑๘ อา้ เภอ ๑๒๔ ตา้ บล ๑,763 หมบู่ ้าน

ตารางที่ ๑ การแบง่ เขตการปกครองของจังหวัดเชยี งราย

เขตการปกครอง

ที่ ช่ืออาเภอ ตาบล หม่บู า้ น เทศบาลนคร เทศบาลตาบล อบต.
/อบจ.
๑ เมอื งเชียงราย ๑๖ ๒๒9 ๕
๒ เวียงชัย ๕ ๗๕ ๒ ๑๐ ๑
๓ เชียงของ ๗ ๑๐2 ๑
๔ เทิง ๑๐ ๑๕๖ ๕ ๖
๕ พาน ๑๕ ๒๓6 ๑๔
๖ ป่าแดด ๕ ๕9 ๗ ๐
๗ แม่จนั ๑๑ ๑๓9 ๕
๘ เชยี งแสน ๖ ๗1 ๖ ๒
๙ แมส่ าย ๘ ๘7 ๖

๑๔ | ห น ้ า








เขตการปกครอง

ท่ี ชือ่ อาเภอ ตาบล หมูบ่ ้าน เทศบาลนคร เทศบาลตาบล อบต.
/อบจ.
๑๐ แมส่ รวย
๑๑ เวียงปา่ เปา้ ๗ 131 ๓๖
๑๒ พญาเม็งราย
๑๓ เวียงแก่น ๗ ๙๓ ๔๕
๑๔ ขุนตาล
๑๕ แมฟ่ า้ หลวง ๕ ๗2 ๓๓
๑๖ แมล่ าว
๑๗ เวียงเชียงรงุ้ ๔ ๔๑ ๓๑
๑๘ ดอยหลวง
๓ ๕๕ ๓๑
รวมทังสิน
๔ ๗8 ๔

๕ ๖3 ๓๔

๓ ๔๓ ๑๓

๓ ๓๓ ๓

๑๒๔ ๑,763 ๒ ๗๒ ๗๐

๒. ข้อมูลประชากร
ประชากร ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. ๒๕๖5 รวมทังสิน 1,299,330 คน เป็นชาย

630,704 คน หญิง 668,626 คน สา้ หรับอา้ เภอท่ีมีประชากรมากที่สดุ ไดแ้ ก่ อ้าเภอเมอื งเชยี งราย มีจ้านวน
263,288 คน รองลงมาได้แก่ อ้าเภอแม่สายมีจ้านวน 129,872 คน และอ้าเภอพาน มีจ้านวน
117,465 คน

ตารางท่ี ๒ จ้านวนประชากรของจงั หวดั เชียงราย ณ วนั ท่ี 30 กันยายน 2565

ที่ อำเภอ จำนวนประชำกร รวม
ชำย หญงิ
263,288
๑ อ้าเภอเมืองเชียงราย 125,575 137,713 45,722
53,346
2 อ้าเภอเวียงชัย 22,098 23,624 83,439
117,465
3 อา้ เภอเชียงของ 26,231 27,115 25,559
106,652
4 อา้ เภอเทิง 41,092 42,347 55,435
129,872
5 อา้ เภอพาน 56,847 60,618 84,781
68,208
6 อา้ เภอป่าแดด 12,570 12,989 42,197
37,750
7 อา้ เภอแม่จัน 51,031 55,621 30,923

8 อา้ เภอเชียงแสน 26,937 28,498

9 อ้าเภอแม่สาย 60,870 69,002

10 อา้ เภอแมส่ รวย 42,522 42,259

11 อ้าเภอเวียงป่าเป้า 33,526 34,682

12 อ้าเภอพญาเม็งราย 20,840 21,357

13 อา้ เภอเวียงแกน่ 19,027 18,723

14 อา้ เภอขุนตาล 15,106 15,817

๑๕ | ห น ้ า

ที่ อำเภอ จำนวนประชำกร รวม

15 อ้าเภอแม่ฟา้ หลวง ชำย หญงิ 77,577
16 อ้าเภอแมล่ าว 30,574
17 อ้าเภอเวยี งเชยี งรุ้ง 38,592 38,985 27,915
18 อ้าเภอดอยหลวง 18,627
14,748 15,826 1,299,330
รวม
13,773 14,142

9,319 9,308

630,704 668,626

หมำยเหตุ ข้อมูลอ้างอิงจากส้านักงานปกครองจงั หวดั เชียงราย

๑๖ | ห น ้ า

ตราประจาจังหวัดเชียงราย
รปู ช้างสีขาวใต้เมฆ

ตราประจาจังหวัด : รูปช้างสีขาวใต้เมฆ หมายถึง นิมิตของความรุ่งเรืองในอดีต เพราะพญา
มังรายเคยใช้ช้างเป็นก้าลังส้าคัญในการท้าศึกปราบศัตรูจนได้ชัยชนะ นอกจากนี ช้างยังเป็นชนวนให้พญา
มังรายมาก่อร่างสร้างเมืองนีขึนอีกด้วย โดยว่ากันว่า ช้างทรงของพญามังรายหลุดหายไปจากหลักท่ีผูกไว้
พญามงั ราย ติดตามไปจนถึงภมู ิประเทศอนั บริบรู ณ์ริมน้ากก จึงโปรดให้ตงั เมอื งเชยี งรายขนึ ณ ท่ีนัน

เม่ือพญามังรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบ ๆ ได้แล้วจึงทรงกรีฑาทัพไป
แสดงฝีมือในการยทุ ธต่อหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา จึงได้ไปรวมพล ณ เมืองลาวกู่เต้า และหมอควาญได้น้าช้างมงคล
ของพญามังรายไปทอด (ผูก) ไว้ในป่าหัวดอยทิศตะวันออก พลัดหายไป พญามังรายจงึ ได้เสด็จติดตามรอยช้าง
ไปจนถึงดอยทองริมแม่น้ากกนัทธีได้ทัศนาการเห็น ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิท่ีดี จึงได้
สร้างเมืองใหม่ขึนในที่น่ัน ให้ก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางเมือง ขนานนามเมืองว่า "เวียง
เชียงราย" ตามพระนามของพญามังรายผู้สรา้ งเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 ดังนัน จึงได้น้ารูปช้างสีขาว
ใต้เมฆแหง่ ความรุ่งเรือง และอยู่เย็นเปน็ สุข บนพนื สีมว่ งของวันเสาร์ ซ่ึงตรงกบั วันประสตู ิของพญาเม็งราย เป็นสี
ประจ้าจงั หวัด

คาขวัญของจังหวัดเชียงราย
"เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผน่ ดิน ถน่ิ วัฒนธรรมล้านนา ล้าค่าพระธาตดุ อยตุง"

ธงประจาจงั หวดั เชยี งราย

๑๗ | ห น ้ า

ดอกไมป้ ระจาจังหวัดเชียงราย

ชอื่ ดอกไม้ ดอกพวงแสด
ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ : Pyrostegia Venusta (ker) Miers
วงศ์ : Bignonia Ceae
ลกั ษณะชนิดพนั ธ์ไุ ม้ : ไม้เลอื ยต่างประเทศ
ช่อื อื่น ๆ : Orange trumpet, Flane Flower, Fire - Cracder Vine

๑๘ | ห น ้ า

ตน้ ไม้ประจาจังหวัดเชียงราย

ช่ือพันธ์ุไม้ ตน้ กาสะลองค้า
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Radermachera ignea (Kurz) Steenis
วงค์ Dignoniaceae
ช่ืออื่น ๆ ปีปทอง, แคเป๊าะ, สา้ เนาหลามต้น, สะเภา, อ้อยช้าง, จางจดื

ประวัติความเป็นมาของต้นไม้ประจาจังหวดั เชียงราย
ต้นกาสะลองค้า เป็นต้นไม้ท่ีได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ในพิธีเปิดโครงการปลกู ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั เน่ืองในวโรกาสทรงครองราชย์
ปีที่ 50 วนั ท่ี 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศนู ย์ประชุมแห่งชาติสริ ิกิติ์

๑๙ | ห น ้ า

สว่ นที่ ๒

ขอ้ มูลท่วั ไปสานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย
ข้อมลู บคุ ลากรสานักงานวัฒนธรรมจงั หวัดเชยี งราย

นายพิสันต์ จันทรศ์ ิลป์
วฒั นธรรมจังหวดั เชยี งราย
เบอร์โทรศัพท์ : 08 9569 9909

นางเบ็ญจมาส บุญเทพ นางพัชรนนั ท์ แกว้ จินดา นางสาวกฤษยา จนั แดง
ผ้อู านวยการกลุ่มยุทธศาสตร์ ผอู้ านวยการกลุ่มสง่ เสริมศาสนา ผู้อานวยการกลมุ่ กจิ การพเิ ศษ
และเฝ้าระวังทางวฒั นธรรม เบอรโ์ ทรศัพท์ : 08 1874 1958
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๘๗๔ ๒๐๐๗ ศิลปะและวฒั นธรรม
เบอรโ์ ทรศัพท์ : 08 1870 4150

นางสาวสพุ ิชชา ชุ่มมะโน นายภัทรพงษ์ มะโนวัน
หวั หนา้ ฝา่ ยบริหารทว่ั ไป หวั หนา้ กลุม่ พธิ กี ารศพที่ได้รบั พระราชทาน
เบอร์โทรศัพท์ : 06 3218 8083
เบอรโ์ ทรศัพท์ 06 3349 2690

๒๐ | ห น ้ า

โครงสร้างบุคลากร

นายพิสันต์ จนั ทรศ์ ิลป์ - วา่ ง ขรก. 2 คน
วัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย - วา่ งจ้างเหมา 1 คน

- ข้าราชการ 32 คน
- พนักงานราชการ 10 คน
- จ้างเหมาบริการ 18 คน
- จนท. มรดกภมู ป 1 คน

กลมุ่ ยุทธศาสตร์ฯ กล-มุ่ นสว่งธเ.สชรพ-ิมศ1าสคนนาฯ กลุ่มพิธกี ารศพฯ
- นวธ.ชพ 1 คน - นวธ.ปก./ชก. 2 คน
- นวธ.ปก./ชก. 6 คน - นวธ.ปก./ชก. 12 คน - พนง.ราชการ 4 คน
- พนง.ราชการ 1 คน - พนง.ราชการ 1 คน - จ้างเหมาบริการ 15 คน
- จนท.มรดกภมู ปัญญา 1 คน
- ว่างจา้ งเหมาบริการ 1 คน
- วา่ ง ขรก. 2 คน

กลมุ่ กิจการพเิ ศษ ฝ่ายบรหิ ารท่ัวไป
- นวธ.ชพ 1 คน - นจก.ปก./ชก. 3 คน
- นวธ. ปก./ชก. 4 คน - นวช.กง. ปก./ชก. 1 คน
- พนง.ราชการ 1 คน - พนง.ราชการ 3 คน
- จา้ งเหมาบริการ 3 คน

๒๑ | ห น ้ า

ข้อมูลสานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งราย

๑. ชื่อหนว่ ยงาน สานักงานวฒั นธรรมจังหวัดเชยี งราย

๒. สถานที่ต้ังสานกั งาน ศาลากลางจังหวดั เชยี งราย ชั้น ๑ ตาบลรมิ กก อาเภอเมืองเชยี งราย

จังหวดั เชยี งราย ๕๗๑๐๐

3. วฒั นธรรมจังหวัด ช่ือ-นามสกลุ นายพสิ ันต์ จันทรศ์ ิลป์ วฒั นธรรมจงั หวดั เชียงราย

4. ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัด/ที่ปรกึ ษาผตู้ รวจราชการภาคประชาชนด้านวัฒนธรรม

ชือ่ -นามสกลุ นางสลกั จฤฎดิ์ ติยะไพรัช

ตาแหนง่ ประธานสภาวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งราย

๕. ที่ปรกึ ษาหัวหนา้ ผูต้ รวจราชการภาคประชาชน นางพรสวรรค์ พงษ์ประภาส
ด้านสงั คม นายวโิ รจน์ ชายา
นายพรเทพ อนิ ทะชยั
ดา้ นเศรษฐกิจ นายเอกภพ ช่างแก้ว
นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์
ดา้ นวชิ าการ ว่าท่ีร้อยตรีสุวรรณชาติ สวุ รรณนาม
ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม นายบุญนาค จอมธรรม

6. บคุ ลากร ปฏบิ ัติงานจริง 58 คน
อัตราวา่ ง 3 ตาแหนง่
ชว่ ยราชการ - คน
ตาแหน่ง (ข้าราชการ)
วฒั นธรรมจังหวัด ๑ คน
นกั วิชาการวฒั นธรรม ระดบั ปฏิบัตกิ าร 10 คน
นกั วิชาการวฒั นธรรม ระดบั ชานาญการ ๑2 คน
นกั วชิ าการวฒั นธรรม ระดับชานาญการพเิ ศษ ๓ คน
นกั จดั การงานทว่ั ไป ระดบั ปฏิบัตกิ าร ๑ คน
นกั จัดการงานทั่วไป ระดับชานาญการ ๒ คน
นกั วิชาการเงนิ และบญั ชี ระดับชานาญการ ๑ คน

๒๒ | ห น ้ า

พนักงานราชการ 7 คน
นักวชิ าการวัฒนธรรม 2 คน
นักจดั การงานทว่ั ไป 1 คน
นักวิชาการเงินและบญั ชี

พนักงานจา้ งเหมาบรกิ าร 9 คน
เจ้าหน้าท่ปี ฏิบตั งิ านพิธี ๑ คน
เจ้าหนา้ ทีบ่ รหิ ารงานท่ัวไป ๓ คน
พนกั งานขับรถ 2 คน
พนกั งานรักษาความปลอดภยั ๑ คน
พนกั งานทาความสะอาด ๑ คน
พนกั งานซักรดี 1 คน
เจ้าหน้าทีม่ รดกภูมิปญั ญา

๗. โครงสร้างตามแผนภูมโิ ครงสร้างทีส่ านักงานปลัดกระทรวงกาหนดไว้ แบ่งเปน็ ๔ กลุ่ม ๑ ฝา่ ย

นักวชิ าการวฒั นธรรมปฏิบตั งิ านทจี่ งั หวัด รวม ๒๕ คน

ผอู้ านวยการกลมุ่ ยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ชอ่ื นางเบ็ญจมาส บุญเทพ

ผู้อานวยการกลมุ่ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ชอ่ื นางพัชรนนั ท์ แก้วจนิ ดา

ผู้อานวยการกลุ่มกิจการพเิ ศษ ชอ่ื นางสาวกฤษยา จนั แดง

หัวหน้าฝา่ ยบรหิ ารทั่วไป ชอื่ นางสาวสุพชิ ชา ชุ่มมะโน

หวั หนา้ กลุ่มพิธีการศพท่ีไดร้ ับพระราชทาน ชื่อ นายภัทรพงษ์ มะโนวนั

นักวชิ าการวฒั นธรรมทปี่ ฏบิ ัตงิ านท่ีอาเภอ (ตามภารกิจ) รวม ๑๙ คน

( ) ประจา

( ) ไปเป็นครง้ั คราว (จานวนวัน ๓ วัน/สัปดาห์)

( ✓) อนื่ ๆ (ถ้ามี) ลงพน้ื ทป่ี ฏบิ ตั ิงานตามภารกิจ .

๒๓ | ห น ้ า

โครงสร้างตามกรอบอัตรากาลัง ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕

กลุ่มยุทธศาสตรแ์ ละเฝ้าระวังทางวฒั นธรรม (ตามกรอบอัตรากาลงั )

นกั วชิ าการวัฒนธรรมชานาญการพเิ ศษ ๑ ตาแหน่ง

นกั วิชาการวฒั นธรรม ปฏิบตั ิการ/ชานาญการ ๖ ตาแหน่ง

นักวิชาการวฒั นธรรม (พนักงานราชการ) ๑ ตาแหนง่

กลมุ่ ยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม จานวนตาม ปฏบิ ัตงิ านจรงิ จานวนที่ขาด
กรอบ (คน)
นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการพเิ ศษ (คน)
นกั วชิ การวัฒนธรรม ปฏิบัติการ/ชานาญการ 1 1-
นกั วิชาการวฒั นธรรม (พนกั งานราชการ) 6 6-
1-
รวม 1 8-

8

กลมุ่ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม (ตามกรอบอัตรากาลงั )

นักวชิ าการวัฒนธรรมชานาญการพเิ ศษ ๒ ตาแหนง่

นักวิชาการวฒั นธรรม ปฏบิ ตั กิ าร/ชานาญการ ๑๖ ตาแหนง่

นักวชิ าการวัฒนธรรม (พนกั งานราชการ) ๑ ตาแหนง่

เจา้ หน้าทีม่ รดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ๑ ตาแหน่ง

กลมุ่ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม จานวนตาม ปฏบิ ัติงานจรงิ จานวนทข่ี าด
กรอบ (คน)
นักวชิ าการวัฒนธรรมชานาญการพิเศษ (คน)
นกั วิชการวฒั นธรรม ปฏบิ ตั ิการ/ชานาญการ 2 2-
นกั วิชาการวฒั นธรรม (พนักงานราชการ) 16 14 2
เจา้ หนา้ ทีม่ รดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม 2-
2 1-
รวม 19 2
1

21

๒๔ | ห น ้ า

ฝ่ายบรหิ ารทั่วไป (ตามกรอบอตั รากาลัง) ๓ ตาแหนง่
นกั จัดการงานทัว่ ไป ปฏิบตั ิการ/ชานาญการ ๑ ตาแหน่ง
นักวิชาการเงนิ และบัญชี ปฏิบัติการ/ชานาญการ ๒ ตาแหน่ง
นักจดั การงานทว่ั ไป (พนกั งานราชการ) ๑ ตาแหน่ง
นกั วชิ าการเงนิ และบัญชี (พนักงานราชการ) ๑ ตาแหน่ง
เจ้าหนา้ ทบ่ี รหิ ารงานทัว่ ไป ๑ ตาแหน่ง
พนกั งานขับรถ ๑ ตาแหน่ง
พนักงานทาความสะอาด

ฝ่ายบริหารทั่วไป จานวนตาม ปฏิบัตงิ านจริง จานวนที่ขาด
กรอบ (คน)
นักจัดการงานทั่วไป ปฏบิ ตั กิ าร/ชานาญการ (คน)
นักวชิ าการเงินและบญั ชี ปฏิบัตกิ าร/ชานาญการ 3 3-
นักจัดการงานทัว่ ไป (พนกั งานราชการ) 1 1-
นักวิชาการเงินและบญั ชี (พนักงานราชการ) 2-
พนักงานจา้ งเหมาบริการ 2 1-
3-
รวม 1 10 -

3

10

กลุ่มพธิ กี ารศพทีไ่ ดร้ บั พระราชทาน (กรอบอัตรากาลงั )

นักวชิ การวฒั นธรรม ปฏิบัตกิ าร/ชานาญการ ๒ ตาแหน่ง

นักวิชาการวฒั นธรรม ๔ ตาแหน่ง

เจา้ หน้าท่ปี ฏบิ ัตงิ านพธิ ี ๑๐ ตาแหน่ง

พนกั งานขับรถ ๒ ตาแหนง่

พนกั งานซกั รีด ๑ ตาแหน่ง

เจ้าหน้าทรี่ ักษาความปลอดภัย ๒ ตาแหนง่

ประเภทบคุ ลากร จานวนตามกรอบ ปฏิบัติงานจริง จานวนทข่ี าด
กลุ่มพิธีการศพฯ (คน) (คน)

ขา้ ราชการ 2 ๔ -
พนักงานราชการ 4 14 -
พนักงานจ้างเหมาบริการ ๑5 20 1
21 1
รวม

๒๕ | ห น ้ า

๘. รายชือ่ บุคลากรสานกั งานวัฒนธรรมจังหวดั เชียงราย

ที่ ชื่อ-สกุล ตาแหน่ง การปฏิบัติงาน (กลุ่ม/ฝ่าย)
วฒั นธรรมจงั หวัดเชียงราย
1 นายพสิ ันต์ จันทรศ์ ิลป์ วฒั นธรรมจังหวัดเชียงราย
กลมุ่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝ้าระวังฯ
กลุ่มยุทธศาสตรแ์ ละเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กลมุ่ ยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังฯ
กลมุ่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝ้าระวังฯ
2 นางเบญ็ จมาส บญุ เทพ ผู้อานวยการกลมุ่ ยุทธศาสตร์ฯ กลุม่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวงั ฯ
ฝ่ายบรหิ ารท่วั ไป
3 นางสภุ ัสสร ประภาเลศิ นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการ กลมุ่ กิจการพเิ ศษ
กลุ่มยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวงั ฯ
4 นายฐิตกิ ารณ์ ศริ ิอศิ รานุวัฒน์ นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการ กลุ่มยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวงั ฯ

5 นางสาวสุดา นนทะวงษ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการ กลุ่มสง่ เสริมศาสนาฯ
กลุ่มกิจการพิเศษ
6 นางสาวสพุ ชิ ชา ชมุ่ มะโน หวั หน้าฝา่ ยบรหิ ารท่ัวไป กลุ่มกิจการพเิ ศษ
กลมุ่ กจิ การพิเศษ
7 นายกาพล จาววฒั นาสกลุ นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการ กล่มุ สง่ เสริมศาสนาฯ
กลมุ่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวังฯ
8 นายเอกณฏั ฐ์ กาศโอสถ นักวิชาการวฒั นธรรมชานาญการ กลุ่มส่งเสรมิ ศาสนาฯ
กลุ่มกิจการพเิ ศษ
9 นางสาววรุณยุพา โปทากาศ นักวชิ าการวัฒนธรรม กลุม่ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
กลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม กลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
กลุ่มส่งเสรมิ ศาสนาฯ
10 นางพชั รนันท์ แกว้ จนิ ดา ผู้อานวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนาฯ กลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
กลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
11 นางสาวกฤษยา จนั แดง ผู้อานวยการกล่มุ กิจการพเิ ศษ กลุ่มสง่ เสรมิ ศาสนาฯ
กลมุ่ สง่ เสรมิ ศาสนาฯ
12 นางสาวณพิชญา นนั ตาดี นักวชิ าการวฒั นธรรมชานาญการ กลุ่มส่งเสริมศาสนาฯ
กลุ่มกจิ การพเิ ศษ
13 นางกลั ยา แก้วประสงค์ นกั วชิ าการวฒั นธรรมชานาญการ กลมุ่ สง่ เสริมศาสนาฯ

14 นางเพยี รโสม ปาสาทงั นกั วิชาการวฒั นธรรมชานาญการ ฝา่ ยบรหิ ารทวั่ ไป
ฝา่ ยบรหิ ารทวั่ ไป
15 นางสาวพนดิ า คา้ สม นกั วชิ าการวัฒนธรรมชานาญการ ฝ่ายบรหิ ารทั่วไป
ฝา่ ยบริหารท่ัวไป
16 นางสุพรรณี เตชะตน นกั วชิ าการวัฒนธรรมชานาญการ ฝา่ ยบรหิ ารท่วั ไป

17 นายจริ ฏั ฐ์ ยทุ ธ์ธนประวิช นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการ ๒๖ | ห น ้ า

18 นายพิพัฒน์ สมุ่ มาตย์ นักวชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ตั กิ าร

19 นายสุพจน์ ทนทาน นักวิชาการวัฒนธรรมปฏบิ ัตกิ าร

20 นายยุทธนา สทุ ธสม นกั วชิ าการวัฒนธรรมปฏิบตั กิ าร

21 นายอภชิ าต กนั ธิยะเขยี ว นักวชิ าการวฒั นธรรมปฏิบตั ิการ

22 นางสาวพิรุณพร อินเทพ นกั วิชาการวฒั นธรรมปฏิบตั ิการ

23 นางสาวมทุ ติ า ธงิ าเครือ นักวิชาการวฒั นธรรมปฏิบตั ิการ

24 นางสาวจุฬาลักษณ์ เขตรกั ษา นักวชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ตั ิการ

25 นายวรพล จันทร์คง นกั วิชาการวฒั นธรรมปฏบิ ัตกิ าร

26 นางสาวธญั วรตั ม์ วรรณสอน นกั วิชาการวฒั นธรรม

27 นางสาวณิชากานต์ คามูล นกั วชิ าการวฒั นธรรม

28 นางสาววลยั พร บญุ มาก เจา้ หนา้ ทมี่ รดกภมู ิปัญญา

ฝ่ายบริหารทั่วไป

29 นางอทุ ุมพร ปูธปิ ิน นกั วชิ าการเงนิ และบัญชชี านาญการ

30 นางสาวมธุรส เมืองเสรมิ นกั จดั การงานทั่วไปชานาญการ

31 นางสาวรุ่งทิวา ทานะขันธ์ นักจดั การงานทวั่ ไปชานาญการ

32 นายนพพร หน่อแก้ว นกั จัดการงานท่ัวไปปฏิบัติการ

33 นายธีรพงษ์ มนต์ขลงั นักจดั การงานทว่ั ไป

ท่ี ชื่อ-สกุล ตาแหน่ง การปฏิบตั งิ าน (กลุ่ม/ฝ่าย)
34 นางสาวสทุ ธิดา รวมจติ นกั จดั การงานทั่วไป ฝ่ายบรหิ ารท่ัวไป
35 นางสาวพรทพิ ย์ ลอื ชยั นกั วชิ าการเงนิ และบัญชี ฝา่ ยบริหารทว่ั ไป
36 นางสาวพมิ พ์จนั ทร์ วอ่ งศิริกุล เจ้าหนา้ ทบ่ี รหิ ารงานทั่วไป ฝา่ ยบรหิ ารทว่ั ไป
37 นายพรอ้ มพงษ์ ทาสทิ ธิ์ พนักงานจ้างเหมาบริการ ฝา่ ยบริหารทั่วไป
38 นางสาวอภญิ ญา ปนิ จนั ทร์ พนกั งานจ้างเหมาบริการ ฝา่ ยบรหิ ารทว่ั ไป
กลมุ่ พธิ กี ารศพท่ีได้รบั พระราชทาน
39 นายภทั รพงษ์ มะโนวัน หัวหน้ากล่มุ พิธกี ารศพท่ไี ดร้ บั พระราชทาน กลุ่มพิธีการศพฯ
40 นายเอกอนันต์ แก้วมะคา
41 นายกรณัท บุญรักษาเดชธนา นกั วชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ตั ิการ กลมุ่ พิธกี ารศพฯ
42 นายสพุ จน์ กันติบ๊
43 นายเอกชัย กนกรตั นไพศาล นกั วชิ าการวัฒนธรรม กลุ่มพธิ ีการศพฯ
44 นายณัฐวุฒิ อปุ มาณ
45 นายอนพุ งษ์ นันใจยะ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มพิธกี ารศพฯ
46 นายเอกพงษ์ ยะคาป้อ
47 นายเขต ของเทิง นกั วชิ าการวฒั นธรรม กลุ่มพิธีการศพฯ
48 นายณรงค์ ปงลังกา
49 นาพิทักษ์ ธรรมยศ นักวิชาการวัฒนธรรม กลมุ่ พิธกี ารศพฯ
50 นายจิรพงศ์ ขดั วิชยั
51 นายณัฐพล ถน่ิ นอก เจา้ หน้าที่ปฏิบตั ิงานพธิ ี กล่มุ พธิ กี ารศพฯ
52 นายจริ ภัทร อินต๊ะรักษ์
53 นายจิราวัฒน์ พรมศริ ิ เจ้าหนา้ ที่ปฏบิ ัติงานพิธี กลุ่มพธิ กี ารศพฯ
54 นายสมบัติ สุภารัตน์
55 นายธนากร สุวรรณสงั ข์ เจ้าหน้าทป่ี ฏิบัตงิ านพิธี กลุ่มพธิ กี ารศพฯ
56 นางสาวรศั มี แก้วจนิ ดา
57 นายทนงค์ศักดิ์ เมืองงาม เจา้ หนา้ ท่ีปฏบิ ตั งิ านพธิ ี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
58 นายภูวดล สขุ เกษม
เจ้าหนา้ ทป่ี ฏิบตั ิงานพิธี กลมุ่ พิธีการศพฯ

เจ้าหน้าทป่ี ฏิบัติงานพธิ ี กลมุ่ พธิ กี ารศพฯ

เจา้ หน้าทีป่ ฏบิ ตั งิ านพิธี กลุ่มพิธีการศพฯ

เจา้ หนา้ ทป่ี ฏิบตั ิงานพธิ ี กลุ่มพธิ กี ารศพฯ

เจ้าหน้าที่ปฏิบัตงิ านพธิ ี กลุ่มพธิ ีการศพฯ

พนักงานขบั รถ 6 ลอ้ กลมุ่ พิธกี ารศพฯ

พนักงานขับรถต้ปู รับอากาศ กลมุ่ พิธีการศพฯ

พนักงานซกั รดี กลมุ่ พธิ กี ารศพฯ

เจา้ หน้าท่รี ักษาความปลอดภยั กลุ่มพิธกี ารศพฯ

เจ้าหน้าทร่ี ักษาความปลอดภยั กลมุ่ พธิ ีการศพฯ

๒๗ | ห น ้ า

วิสัยทัศน์/พนั ธกจิ /ยทุ ธศาสตร์
สานกั งานวัฒนธรรมจังหวดั เชยี งราย

วิสัยทัศน์
“วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีบทบาทนาในการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมไทย”

พันธกิจ
1. เทิดทูนสถาบันหลกั ของชาติ สบื สานศิลปวฒั นธรรมและวิถีชีวิตทดี่ งี ามของสงั คมไทย
2. ส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพือ่ สร้างคุณค่าทางสังคมและมลู คา่ ทางเศรษฐกิจ
3. พฒั นาความสมั พนั ธ์ ดา้ นวัฒนธรรมกับต่างประเทศ และสง่ เสริมบทบาททางวฒั นธรรมของไทยใน

เวทโี ลก
4. เสรมิ สรา้ งภูมคิ ุ้มกนั ทางสังคม จิตสานกึ ค่านิยมเชิงบวก และคุณลักษณะของคนไทยท่ีพรอ้ ม

ปรับตัวสู่อนาคต
5. สง่ เสรมิ การเรียนรู้ การศกึ ษา การสรา้ งสรรค์ และการจัดการองคค์ วามรู้ทางวัฒนธรรม
6. บรหิ ารจัดการงานศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรมใหม้ ีคณุ ภาพมาตรฐานระดับสากล

ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์สานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งราย

ยุทธศาสตร์ กลยทุ ธ์

1. เสรมิ พลังการเทิดทูนสถาบันหลกั 1. กลยุทธเ์ สริมสรา้ งความจงรักภักดตี อ่ สถาบนั ชาติ ศาสนา
ของชาตแิ ละการสบื สาน พระมหากษัตริย์
สร้างสรรค์วฒั นธรรมอยา่ งย่งั ยนื
2. กลยุทธส์ ่งเสริม สืบสานงานวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปญั ญา
2. ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก 1. กลยทุ ธส์ ่งเสรมิ การท่องเท่ียวด้านศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม
ด้วยมิติทางวัฒนธรรม และพัฒนา 2. กลยทุ ธ์ส่งเสริม พัฒนาทุนทางวัฒนธรรม
ศกั ยภาพอุตสาหกรรมวฒั นธรรม
ใหส้ ามารถแขง่ ขันได้ในตลาดโลก และอตุ สาหกรรมสร้างสรรค์

3. เสรมิ สร้างภาพลกั ษณ์ เกียรตภิ ูมิ 1. กลยุทธส์ ง่ เสริมการมสี ว่ นรว่ มของเครือขา่ ยด้านศาสนา
และยกระดบั บทบาท ศิลปะและวฒั นธรรม
ดา้ นวัฒนธรรมของไทยในเวทโี ลก
2. กลยทุ ธ์สง่ เสริมความสมั พันธด์ ้านวัฒนธรรมกบั ประเทศเพอื่ นบา้ น
4. ปลูกจติ สานึกและเสริมสร้าง 1. กลยุทธเ์ สริมสรา้ งภูมิคมุ้ กันทางสงั คมในมิติวฒั นธรรม
ค่านยิ มเชิงบวกสู่สงั คมคุณธรรม
ในบริบทสงั คมไทยและสงั คมโลก การเฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรม พัฒนาสอ่ื ปลอดภัยและสร้างสรรค์
2. กลยุทธส์ ่งเสริม และพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม
5. พฒั นาสภาพแวดล้อมทาง 1. กลยทุ ธส์ ง่ เสรมิ และพฒั นาองค์ความรู้แก่บุคลากรให้หลากหลาย
วัฒนธรรม 2. กลยุทธ์สง่ เสรมิ พัฒนางานวจิ ยั ทางวฒั นธรรม
3. กลยทุ ธส์ ่งเสริมและพฒั นาแหล่งเรียนรู้และพิพธิ ภัณฑ์ท้องถน่ิ
เพือ่ เสรมิ สร้างการเรียนรู้และ
การสร้างสรรค์งานด้าน
ศิลปวฒั นธรรม

๒๘ | ห น ้ า

6. พัฒนาศักยภาพการบริหารจดั การ 1. กลยุทธพ์ ัฒนาระบบการบริหารงานภายในองค์กร

งานศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม 2. กลยทุ ธส์ ง่ เสริม และพัฒนาการบริหารจดั การงานดา้ นศาสนา

สู่ระดบั นานาชาติ ศิลปะและวัฒนธรรม

คาขวัญสานกั งานวัฒนธรรมจังหวดั เชียงราย
อนุรกั ษ์ สบื สาน งานวฒั นธรรมสรา้ งสรรค์ ดว้ ยหลักธรรมาภิบาล

โครงสรา้ งการบริหารงานภายใน

สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดโครงสร้างการบริหารงาน แบ่งการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ออกเปน็ 2 ลกั ษณะงาน

ลักษณะงานที่ 1 การปฏิบัตริ าชการประจาสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชยี งราย แบ่งออกเป็น 1 ฝ่าย
4 กลมุ่ คอื

1) ฝา่ ยบริหารทวั่ ไป
2) กลุม่ ยทุ ธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
3) กลุ่มส่งเสรมิ ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม
4) กลมุ่ งานพิธกี ารศพทไ่ี ด้รับพระราชทาน
5) กล่มุ กิจการพเิ ศษ
ลักษณะงานที่ 2 การปฏิบตั ริ าชการประสานงานวฒั นธรรมอาเภอ 18 อาเภอ
โดยแบ่งเป็น 3 กลุม่ อาเภอ ได้แก่
กลมุ่ ที่ 1 อาเภอเมืองเชียงราย พาน เวยี งชัย แม่สรวย แม่ลาว เวียงปา่ เป้า
กล่มุ ที่ 2 อาเภอแมจ่ นั แมส่ าย เชยี งแสน เวียงเชียงรุ้ง แม่ฟา้ หลวง ดอยหลวง
กลุ่มท่ี 3 อาเภอเทงิ เชยี งของ เวียงแกน่ พญาเมง็ ราย ขนุ ตาล ป่าแดด

๒๙ | ห น ้ า

อานาจหน้าท่แี ละภารกิจงานสานกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั เชยี งราย

อานาจหนา้ ท่ี

ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสานักปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2562 ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา เล่มท่ี 136 ตอนท่ี 134 ก ลงวันท่ี 6 ธันวาคม 2562 ข้อ 3 ข. กาหนดให้สานักงาน
วฒั นธรรมจังหวัดเปน็ ราชการบริหารสว่ นภูมภิ าค และข้อ 14 สานักงานวัฒนธรรมจังหวัด มีหน้าทแ่ี ละอานาจ
ดังต่อไปนี้

1) ปฏิบตั ิหน้าทใี่ นฐานะตัวแทนของกระทรวง ในส่วนภูมิภาค รวมทั้งประสานและสนับสนนุ งานด้าน
ศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรมในเขตพน้ื ที่จังหวัดและกลมุ่ จังหวดั

2) ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ และแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในเขตพ้ืนท่ี
จงั หวดั

3) ดาเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเบ่ียงแบนทางวัฒนธรรม โดยประสานงานหรือร่วมมือกับ
หน่วยงานของรฐั และเอกชน

4) จัดทายุทธศาสตร์ และแผนปฏฺบัติการด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในพ้ืนท่ีจังหวัดและ
กลมุ่ จงั หวดั

5) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการดาเนินงานของสภาวัฒนธรรมจังหวัด สภาวัฒนธรรมอาเภอ
และสภาวัฒนธรรมตาบล รวมทั้งหน่วยงานอ่ืนท่ีดาเนินงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
ในเขตพ้นื ทีจ่ ังหวดั

6) ปฏิบัติงานและให้คาปรึกษา แนะนาเกี่ยวกับพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในเขตพื้นที่จังหวัด
รวมทัง้ สนับสนนุ การปฏิบัตงิ านในเขตพ้ืนท่กี ลุม่ จังหวัด ตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย

7) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นทีเก่ียวข้อง หรือที่ได้รับ
มอบหมาย

คาส่ังสานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ท่ี 802/2563 ลงวันท่ี 17 เมษายน 2563 กาหนดให้มี
กลุ่มกิจการพเิ ศษ เป็นหน่วยงานภายในสานกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั มหี น้าท่ี

1) ส่งเสริม สนับสนุน อานวยการ ประสานงาน การขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับนโยบายพิเศษ
นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หรือกระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี ข้อสั่งการของ
นายกรัฐมนตรี ดา้ นศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในส่วนภูมิภาคใหบ้ รรลผุ ลสาเร็จ

2) กากับ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะและ
วัฒนธรรม ตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม มติ
คณะรัฐมนตรี ขอ้ สัง่ การของนายกรฐั มนตรี

3) รวบรวมข้อมูลท่ีได้ดาเนินการแล้ว ตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หรือ
กระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อนามา
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลการดาเนินการ รวมทั้งนาเสนอแนวทางการปฏิบัติงาน เพ่ือให้
เกดิ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากขนึ้

๓๐ | ห น ้ า

4) ขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคล่ือน
ด้วยพลังบวร ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือสนองนโยบายของราชการบริหาร
ส่วนกลาง (สานักงานปลัดกระทรวงวฒั นธรรม) ไปสู่การปฏิบตั ใิ นส่วนภมู ิภาค (สานักงาน
วฒั นธรรมจังหวดั )

5) ปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนท่ีเก่ียวข้อง หรือได้รับ
มอบหมาย

ภารกิจ
สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชยี งราย แบง่ ออกเป็น 1 ฝ่าย 4 กลุ่ม โดยแตล่ ะกลุ่ม/ฝา่ ยมีภารกิจ ดังน้ี
1) ฝา่ ยบริหารทั่วไป มภี ารกจิ และหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบในการปฏิบัตงิ าน ได้แก่
(1.1) งานบริหารทวั่ ไป
(1.2) งานบริหารงานบุคคล
(1.3) งานการเงินและบัญชี
(1.4) งานพสั ดุและอาคารสถานท่ี
(1.5) งานควบคุมภายใน
(1.6) งานการประชาสัมพันธ์ดา้ นศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรม
(1.7) งานสวสั ดิการและนันทนาการ
(1.8) ประสานและดาเนนิ การเกย่ี วกบั งานพธิ ี งานพระราชพิธีและงานกจิ กรรมพเิ ศษ
(1.9) งานดา้ นกฎหมายและวินยั อทุ ธรณ์ ร้องทกุ ข์
(1.10) งานจดั ทาแผนปฏบิ ัติงานรายบคุ คล (IP)
(1.11) งานตามกฎหมายว่าด้วยข้อมลู ขา่ วสารของราชการ
(1.12) งานประสานราชการท่ัวไปและงานที่มิได้กาหนดให้เปน็ หน้าทขี่ องกลมุ่ ใดกลุ่มหน่ึง
โดยเฉพาะ
(1.๑3) งานอนื่ ๆ ตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย

2) กลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม มีภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบในการ
ปฏบิ ัติงาน ได้แก่

(2.1) ศกึ ษา ค้นคว้า วเิ คราะหง์ านทางวชิ าการ เพื่อพฒั นางานดา้ นวฒั นธรรมของจงั หวัด
(2.2) จดั ทาและพัฒนาแผนยุทธศาสตรเ์ กย่ี วกับงานดา้ นศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม ในเขต
พน้ื ทจ่ี งั หวัด/กลมุ่ จังหวดั /เขตภาคเหนือ
(2.3) การจดั ทาแผนงาน/โครงการ เพ่ือการขอรับงบประมาณสนบั สนนุ หรือสนบั สนนุ การ
ดาเนินงานขององค์กรตา่ ง ๆ ท้งั ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ
(2.4) บรหิ ารงบประมาณ เพ่ือให้สอดคลอ้ งกบั นโยบายและยทุ ธศาสตร์
(2.5) จัดทาแผนการตรวจตดิ ตามและประเมินผลงานด้านศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรมของ
จังหวดั
(2.6) ติดตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผลและรายงานผลตามแผนงาน/โครงการ
(2.7) สนบั สนุนการตรวจราชการในพนื้ ท่ี
(2.8) จัดทาตวั ชี้วัดตามคารบั รองการปฏบิ ตั งิ านของจงั หวัด (งบจงั หวัด/กลุ่มจังหวดั /ภาค)
(2.9) บรหิ ารจัดการศูนยข์ ้อมูลกลางทางวฒั นธรรมระดบั จังหวดั

๓๑ | ห น ้ า

(2.10) จัดทาผลสารวจความคิดเห็น (Poll) และเฝ้าระวังรายงานสถานการณท์ างสงั คมใน
พน้ื ท่ี

(2.11) แก้ไขและป้องกนั สถานการณ์ความเบ่ยี งเบนทางวฒั นธรรมร่วมกับทกุ ภาคสว่ น
(2.12) พัฒนาส่ือปลอดภยั และสร้างสรรค์ระดบั จังหวัด
(2.13) เป็นศนู ยก์ ลางในการประสานงานเฝา้ ระวังทางวฒั นธรรมของจังหวดั
(2.14) สร้างและพฒั นาเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรม
(2.15) ดาเนนิ งานตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดทิ ศั น์ พ.ศ. ๒๕๕๑
(2.16) ดาเนนิ งานตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วน
(2.17) ปฏิบัติงานรว่ มกบั หรอื สนับสนนุ การปฏิบัตงิ านของกลุ่มงานอน่ื ทีเ่ กี่ยวข้องหรือที่ได้รับ
มอบหมาย

3) กลุ่มสง่ เสรมิ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม มีภารกจิ และหน้าที่รบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ิงาน
ได้แก่

(3.1) ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์งานทางวิชาการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ
วฒั นธรรม และภมู ปิ ญั ญา

(3.2) ส่งเสรมิ และพฒั นาแหล่งเรยี นรู้ทางด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในชมุ ชน
(3.3) ส่งเสริม สนับสนุน ธารงรักษาสืบทอดการดาเนินการเก่ียวกับงานพระราชพิธีงานพระ
ราชกุศล งานรัฐพิธี และงานศาสนพิธีในเขตพ้นื ทจี่ ังหวัด
(3.4) ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา เพ่ือดาเนินการด้านคุณธรรมจริยธรรมของทุกศาสนาและ
งานศาสนิกสมั พนั ธ์
(3.5) รณรงค์ ส่งเสริม พัฒนา และสร้างค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทาง
วัฒนธรรม
(3.6) สง่ เสริม ยกยอ่ ง เชิดชูเกียรติใหก้ ับผ้มู ีผลงานดีเดน่ ด้านศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม
(3.7) สร้างและพัฒนาเครือข่ายทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เพ่ือเผยแพร่ ธารงรักษา
อนุรักษ์ สบื สานศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม และวัฒนธรรม ในระดับทอ้ งถิ่น
(3.8) ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน (Corporate Social Responsibility: CSR) ใน
การดาเนนิ งานดา้ นศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม
(3.9) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการดาเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ทุก
ระดบั ในเขตพื้นที่
(3.10) ดาเนินการตามระเบียบและกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน
โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ กฎหมายว่าดว้ ยจดแจ้งการพิมพ์ กฎหมายว่าด้วย
วฒั นธรรมแห่งชาติ เปน็ ตน้
(3.11) สง่ เสริม สนบั สนนุ การดาเนนิ งานดา้ นศลิ ปวัฒนธรรมร่วมสมยั
(3.12) สง่ เสริม สนบั สนนุ การคุ้มครองทรพั ย์สินทางปัญญาด้านวัฒนธรรม
(3.13) บูรณาการงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมกับหน่วยงาน องค์กรที่เก่ียวข้องใน
จงั หวดั กล่มุ จังหวดั
(3.14) สง่ เสริม สนับสนุน การเผยแพร่ แลกเปลยี่ นศลิ ปะ วฒั นธรรมกับประเทศเปา้ หมายใน
ระดบั ท้องถน่ิ
(3.15) ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมและชาตพิ ันธุ์
(3.16) สง่ เสริม สนับสนุน และประสานการดาเนนิ งานของสภาวฒั นธรรมทุกระดับ

๓๒ | ห น ้ า

(3.17) ปฏบิ ตั งิ านประจาอาเภอตามท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
(3.18) สง่ เสรมิ สนบั สนนุ งานจดหมายเหตใุ นระดับทอ้ งถิ่น
(3.19) ปฏบิ ัติงานอ่ืน ๆ ตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย

4) กลุ่มงานพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน มีภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงาน
ได้แก่

(4.1) ปฏิบตั ิงานพิธีการศพท่ไี ด้รับพระราชทานตามหมายรับสั่งจากสานักพระราชวัง ในพ้ืนที่
จงั หวดั

(4.2) จัดหา จดั เตรียม ดูแล และบารุงรักษาเครอื่ งเกียรติยศประกอบศพ และสิ่งของเครื่องใช้
พระราชทานท่ีเกย่ี วข้อง

(4.3) ให้คาปรึกษา แนะนา เก่ียวกับพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานแก่หน่วยงานและบุคคล
ทว่ั ไป

(4.4) จัดเก็บข้อมูลและรายงานสถิติการปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดทารายงานสรุปผลการ
ปฏบิ ัตงิ านพิธกี ารศพทไ่ี ดร้ ับพระราชทาน ระดับจังหวดั

(4.5) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยงข้องหรือที่
ได้รบั มอบหมาย

5) กลุ่มกจิ การพเิ ศษมีภารกิจและหนา้ ทีร่ บั ผดิ ชอบในการปฏบิ ัตงิ าน ได้แก่
(5.1) ส่งเสริม สนับสนุน อานวยการ ประสานงาน การขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับนโยบายพิเศษ

นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
ดา้ นศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในส่วนภูมิภาคใหบ้ รรลผุ ลสาเรจ็

(5.2) กากับ ติดตาม ประเมินผลและรายงานผลการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะ และ
วัฒนธรรม ตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี
ขอ้ สงั การของนายกรัฐมนตรี

(5.3) รวบรวมข้อมูลที่ได้ดาเนินการแล้วตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือ
กระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อนามาวิเคราะห์
สังเคราะห์ผลการดาเนินการ รวมท้ังนาเสนอแนวทางการปฏิบัติงาน เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลมากขน้ึ

(5.4) ขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองนโยบายของราชการบริหาร
ส่วนกลาง (สานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) ไปสู่การปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค (สานักงาน
วฒั นธรรมจงั หวัด)

(5.5) ปฏิบัติงานร่วมกบั หรอื สนับสนุนการปฏิบัตงิ านของหน่วยงานอนื่ ท่ีเกยี่ วข้องหรอื ที่ไดร้ ับ
มอบหมายตามคาสั่งสานกั งานปลัดกระทรวงวฒั นธรรม ที่ 802/2563 ลงวนั ท่ี 17 เมษายน 2563
กาหนดใหม้ ี “กลมุ่ ภารกิจพเิ ศษ” เปน็ หน่วยงานภายในสานกั งานวัฒนธรรมจงั หวัด โดยให้มหี นา้ ท่ีและ
อานาจหลักในการปฏิบัติงานตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม
มติคณะรัฐมนตรีและข้อส่ังการของนายกรัฐมนตรี รวมท้ังให้มีการขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรม
นอ้ มนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งขบั เคล่ือนด้วยพลงั บวร น้ัน

๓๓ | ห น ้ า

วิสัยทัศน/์ พันธกจิ /ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงวัฒนธรรม

วิสัยทัศน์
“วัฒนธรรมและความคดิ สร้างสรรค์ มบี ทบาทนาในการพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมไทย”

พนั ธกิจ
๑) เทิดทูนสถาบันสถาบันหลักของชาติ สืบสานศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท่ีดีงามของ

สงั คมไทย
๒) สง่ เสรมิ เศรษฐกจิ วฒั นธรรม เพ่ือสร้างคุณคา่ ทางสังคมและมูลคา่ ทางเศรษฐกจิ
๓) พฒั นาความสัมพนั ธ์ด้านวฒั นธรรมกับต่างประเทศ และส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีโลก
๔) เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม จิตสานึก ค่านิยมเชิงบวก และคุณลักษณะของคนไทยที่

พร้อมปรับตัวสู่อนาคต
๕) ส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษา การสรา้ งสรรค์และการจัดการองค์ความรู้ทางวฒั นธรรม
6) บรหิ ารจัดการงานศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรมให้มีคณุ ภาพมาตรฐานระดับสากล

ประเดน็ ยุทธศาสตร์กระทรวงวฒั นธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เสรมิ พลงั การเทิดทูนสถาบันหลกั ของชาติและการสบื สานสร้างสรรค์

วฒั นธรรมอย่างยง่ั ยืน
ยุทธศาสตร์ท่ี ๒ สง่ เสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยมติ ิทางวฒั นธรรม และพัฒนาศักยภาพ

อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ให้สามารถแข่งขนั ได้ในตลาดโลก
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เสรมิ สรา้ งภาพลักษณ์ เกียรติภูมิและยกระดบั บทบาทด้านวฒั นธรรม

ของไทยในเวทีโลก
ยทุ ธศาสตร์ท่ี ๔ ปลกุ จติ สานึกและเสรมิ สรา้ งคา่ นิยมเชิงบวกสสู่ งั คมคุณธรรมในบริบท

สังคมไทยและสงั คมโลก
ยทุ ธศาสตร์ที่ ๕ พัฒนาสภาพแวดลอ้ มทางวฒั นธรรม เพื่อเสรมิ สรา้ งการเรียนรู้

และการสร้างสรรค์งานด้านศิลปวัฒนธรรม
ยทุ ธศาสตร์ที่ ๖ พฒั นาศักยภาพการบรหิ ารจดั การงานศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

ส่รู ะดับนานาชาติ

๓๔ | ห น ้ า

นโยบายหลัก ๔ ประการ

สืบสาน รักษา ต่อยอด ธรรมาภบิ าล

ประการท่ี 1 ดา้ นการสืบสานงานวัฒนธรรมของชาติ
1.1 ถวายงานพระราชพิธีและกิจกรรมเฉลิมพร ะเกียรติพระบาทสมเด็จ

พระปรเมนทร-รามาธิบดศี รีสินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานวุ งศ์
ด้วยความจงรักภักดีและสานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เพื่อเทิดทูนและธารงไว้ซ่ึงสถาบันอนั สูงสุด
ของปวงชนชาวไทย

1.2 ดาเนินงานตามพระราชดาริ ส่งเสริมการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สู่การปฏิบตั เิ พ่อื ไปสูว่ ัฒนธรรมเพอ่ื คุณค่า และวัฒนธรรมเพ่มิ มูลค่า

1.3 ทานุบารุงศาสนาให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมสถาบันศาสนาทุกศาสนา ให้มีบทบาทใน
การเผยแพร่คาสอนท่ีดีงาม ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จิตใจ
และสงั คม

1.4 สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการอนุรักษ์ ทานุ
บารุงและบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงอนุรักษ์และ
ส่งเสริมศิลปะการแสดงและนาฏศิลป์ไทย ตลอดจนการใช้การอนุรักษ์ทรัพยากรและมรดกทางด้านวฒั นธรรม
อย่างรู้คณุ คา่ โดยชมุ ชนมีส่วนร่วม

1.5 ส่งเสริมศิลปิน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้นาจิตวญิ ญาณ กระตุ้นให้นารากวัฒนธรรมประจา
ถิ่นและภูมิปัญญาชาวบ้าน รวบรวมเป็นคลังข้อมูล เป็นองค์ความรู้ต่อยอดและส่งผ่านวัฒนธรรมของชาติสืบทอด
รุ่นสูร่ ุ่น สเู่ ยาวชนยุคดจิ ิตอล แบบไรร้ อยตอ่

ประการที่ 2 ดา้ นการรกั ษาและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม
2.1 ส่งเสริมสร้างความเช่ือมโยงระหว่างทรัพยากรบุคคลทางด้านศาสนา ศิลปะ

วัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ ปูชนียบุคคล ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นาจิตวิญญาณ ผู้นาศาสนา ให้มีส่วนร่วมเป็นแม่พิมพ์
(Role Model) ในการถ่ายทอดภมู ปิ ัญญา องคค์ วามรู้

2.2 ปลุกกระแสความเป็นไทย (Thainess) สร้างจิตสานึก ส่งเสริมค่านิยมและอัต
ลักษณ์ความเปน็ ไทย ผา่ นพื้นทีแ่ ละกจิ กรรมทางวฒั นธรรมท่ัวประเทศ

2.3 ผลักดันนโยบายการจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยมีแนวทาง
การดาเนินงานทีส่ าคัญ ได้แก่

๓๕ | ห น ้ า

1) ตรวจสอบข้อมูล และสารวจพ้ืนที่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อจดั ทาแผนการบรู ณา
การการบรหิ ารจัดการพนื้ ทมี่ รดกวัฒนธรรม

2) บูรณาการการบริหารจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม ระหว่างหน่วยงานของรัฐท่ี
เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขและป้องกันปัญหาการบุกรุกมรดกวัฒนธรรม และแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ทม่ี ีประโยชน์

3) จัดทาแผนบูรณาการการบริหารจัดการพ้ืนท่ีมรดกวัฒนธรรม รวมทั้งแก้ไข
เพ่ิมเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องบางมาตรา เพอ่ื ประโยชน์ในการจัดการพื้นท่ี และเพอ่ื ลดผลกระทบต่อประชาชนที่
บกุ รกุ พน้ื ท่มี รดกวัฒนธรรม โดยไม่ตง้ั ใจ

4) นาแผนบูรณาการบริหารจัดการพื้นที่มรดกวัฒนธรรม ด้านการแก้ไขปัญหา
การบุกรุกมาทดลองปฏิบตั ิ

2.4 ส่งเสริมการนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สนองต่อนโยบายการเตรียมคน
ไทย สู่ศตวรรษท่ี 21 มาประยุกต์ใช้ เพื่อการอนุรักษ์ ทานุบารุง และบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งศาสนา ศิลปะ
วฒั นธรรม โบราณสถาน โบราณวตั ถุ

2.5 สนับสนุนการจัดทาและบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG DATA) เพื่อเป็น
ศูนย์กลางแลกเปล่ียนขอ้ มูลด้านวัฒนธรรมของประเทศ เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ เผยแพร่ รักษาและทานุบารุง
สมบัติของชาติ

2.6 สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการเสริมสร้างความสัมพันธ์
อันดี กับอารยประเทศ เผยแพรอ่ งค์ความรู้ทถี่ กู ตอ้ งสู่สงั คมไทยและนานาอารยประเทศ

2.7 ผลักดันการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางการแสดง
การประชุม การถ่ายทอดองค์ความรู้ การนาเสนอวชิ าการและปฏบิ ตั กิ าร

ประการที่ 3 การต่อยอดวัฒนธรรม ด้วยการนาคุณค่าของวัฒนธรรม สร้างสรรค์สินค้าและบริการ

(Creative Culture) เพ่ือเพิม่ มลู คา่ ทางเศรษฐกิจ สรา้ งรายได้จากการทอ่ งเท่ยี วและบริการทางวฒั นธรรม

3.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการนาทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

สง่ เสรมิ การนาวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพ่ือสร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่น

ให้เปน็ วฒั นธรรมสรา้ งสรรค์ สรา้ งมลู ค่าเพมิ่ ทางเศรษฐกิจ

3.2 ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือให้เกิดสถาบันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สร้าง

มาตรฐานผลิตภณั ฑ์และบรกิ าร แหลง่ ทอ่ งเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม

3.3 สนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ที่มีศักยภาพ

5F คือ 1) อาหาร (Food) 2) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) 3) การออกแบบและแฟช่ัน (Fashion) 4) มวยไทย

(Fighting) และศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย และ 5) เทศกาล ประเพณี (Festival) โดยการบูรณา

การและร่วมมือ กบั หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

3.4 ส่งเสริมให้มีเวทีและพ้ืนท่ีเชิงวัฒนธรรม รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิง

วฒั นธรรมที่ไดร้ ับการรับรองมาตรฐาน

3.5 สนับสนุนให้เกิดการสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการร่วมลงทุน (Eco

System) ระหว่างปราชญ์ชาวบา้ น นักวิจยั พฒั นา นกั ลงทนุ นักการตลาดและผู้ประกอบการหนา้ ใหม่

3.6 ส่งเสริมการนานวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เป็นเคร่ืองมือในการคิดค้นและ

วิจัย ออกแบบผลงาน ผลิตสินค้าและบริการทางด้านวัฒนธรรม รวมไปถึงการส่งเสริมการตลาดด้วย

เครื่องมือ ทางการตลาดสมัยใหม่

๓๖ | ห น ้ า

ประการที่ 4 ปฏิบตั ิหนา้ ทรี่ าชการด้วยหลกั ธรรมาภิบาลและการสรา้ งคณุ คา่ ทางสงั คม (Value Creation)
4.1 ผลักดันการจัดทาเกณฑม์ าตรฐานคุณธรรมแห่งชาตพิ รอ้ มด้วยร่างพระราชกฤษฎีกา

จัดต้งั ศนู ยค์ ณุ ธรรม จดั ต้ังคณะทางานดาเนินการพฒั นามาตรฐานดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ ม
4.2 เร่งรัดขับเคลื่อนการพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านศิลปะ

วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม โดยประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับ
กระทรวงวฒั นธรรม และสง่ เสริมให้มกี ารวางหลักสตู รการเรยี นรู้เสริมภายในท้องถิ่น

4.3 เร่งสร้างสรรค์วิถีชีวิตและสังคมคุณภาพ ด้วยการนามิติทางวัฒนธรรมมาสร้าง
คา่ นิยมและจิตสานึกทดี่ ีใหก้ บั สงั คมไทย การใชช้ ีวิตอยา่ งมีคณุ ภาพ เคารพ และรบั ผิดชอบต่อสงั คมสว่ นรวม

4.4 สนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการนามิติของวัฒนธรรมมาปลูกฝังและสร้าง
สานึกวินัยการจราจรอย่างย่ังยืน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติด้านการจราจรและลดการสูญเสียชีวติ และทรัพย์สินของพี่น้อง
ประชาชน

4.5 สนับสนุนการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม เพื่อสร้างความ
เข้มแข็งของสถาบันทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม และความเข้มแข็งของชุมชน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมและ
นวัตกรรม ที่เออื้ ต่อการดารงชวี ติ ในสงั คมสูงวัย

4.6 ปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ด้วยการดาเนินการปรับปรุง
โครงสร้างบทบาท และภารกิจของหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม ปรับปรุงกฎหมายด้านศิลปวัฒนธรรม
พัฒนากลไกสนับสนนุ การบรหิ ารจัดการงานวัฒนธรรม

4.7 นาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารราชการและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ภายใน องค์กรให้มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานในหน้าที่ มีความมั่นคง และเจริญก้าวหน้าใน
สาขาอาชพี

๓๗ | ห น ้ า

ส่วนที่ ๓
ขอ้ มลู และภารกิจด้านศาสนา

๑. ข้อมูลด้านศาสนา
(๑) ศาสนาพุทธ

ขอ้ มลู วดั
จานวนวดั (รวม) ๑,08๓ แหง่ แบ่งเป็น
วดั พระอารามหลวง ๓ แห่ง วัดราษฎร์ ๑,0๘๐ แหง่

ที่ ช่ือวัด ท่อี ยู่ นิกาย ประเภทวัด

ตาบล อาเภอ มหานิกาย พระอารามหลวง
มหานกิ าย พระอารามหลวง
1 พระสงิ ห์ เวียง เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย พระอารามหลวง
มหานกิ าย วัดราษฎร์
2 พระแก้ว เวยี ง เมืองเชยี งราย ธรรมยุต วัดราษฎร์
มหานกิ าย วดั ราษฎร์
3 เจด็ ยอด เวยี ง เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
4 กลางเวยี ง เวยี ง เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานกิ าย วดั ราษฎร์
5 ก่ปู ระสาท ท่าสุด เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานิกาย วัดราษฎร์
6 เกษแกว้ แม่ข้าวตม้ เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานกิ าย วัดราษฎร์
7 เกษมสขุ หว้ ยสกั เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
8 ขัวแคร่ บา้ นดู่ เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
9 เขาแก้วดับภัย หว้ ยสัก เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
10 ครี ีชัย รอบเวยี ง เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
11 จอมครี ี แมย่ าว เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
12 จาบอน ดอยลาน เมอื งเชยี งราย
๓๘ | ห น ้ า
13 เชตวัน รอบเวียง เมืองเชียงราย

14 เชตุพน รอบเวยี ง เมืองเชียงราย

15 เชียงยนื เวยี ง เมอื งเชียงราย

16 ดงเทพนิมิต ปา่ อ้อดอนชัย เมืองเชียงราย

17 ดงปา่ เหมย้ี ง หว้ ยสัก เมืองเชียงราย

18 ดงมะผาง ห้วยสัก เมืองเชยี งราย

19 ดงหนองเปด็ รอบเวยี ง เมอื งเชยี งราย

20 ดอนเจริญ ดอยลาน เมอื งเชียงราย

21 ดอนเรือง ดอยลาน เมืองเชียงราย

22 ดอยเขาควาย รอบเวยี ง เมอื งเชียงราย

23 ดอยงาเมือง เวยี ง เมืองเชยี งราย

24 ดอยทอง เวยี ง เมืองเชียงราย

ที่ ชือ่ วัด ตาบล ทอี่ ยู่ นิกาย ประเภทวดั
รอบเวียง อาเภอ
25 ดอยพระบาท ดอยลาน มหานกิ าย วัดราษฎร์
26 ดอยสมบรู ณ์ ดอยฮาง เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
27 ดอยฮางใน ดอยฮาง เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
28 ดอยฮางใหม่ ห้วยสัก เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
29 ตน้ กอ๊ ท่าสุด เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
30 ถ้าผาตอง แมย่ าว เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
31 ทรายขาว(หว้ ยทรายขาว) แม่ข้าวต้ม เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
32 ทรายมูล แมก่ รณ์ เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
33 ทา่ ไคร้ แมข่ ้าวต้ม เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
34 ทงุ่ ต้อม แมย่ าว เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
35 ทงุ่ หลวง แมย่ าว เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
36 เทพบุญยนื แมข่ ้าวต้ม เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
37 เทวานิมิต นางแล เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
38 นางแล นางแล เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
39 นางแลใน ดอยลาน เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
40 นา้ เย็น รมิ กก เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
41 น้าลดั ทา่ สดุ เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
42 บอ่ ทอง บ้านดู่ เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
43 บา้ นดู่ ห้วยสกั เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
44 บ้านร้อง ดอยลาน เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
45 ปงอ้อ นางแล เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
46 ปฐมพุทธาราม แมข่ า้ วต้ม เมืองเชียงราย ธรรมยุต วดั ราษฎร์
47 ประชารว่ มมติ ร สนั ทราย เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
48 ปา่ กล้วย ดอยลาน เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
49 ป่าเก็ด ทา่ สาย เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
50 ป่าเขอ่ื นแกว้ แมก่ รณ์ เมอื งเชยี งราย ธรรมยุต วดั ราษฎร์
51 ปางกอก รมิ กก เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
52 ปางม่วน แมก่ รณ์ เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
53 ปางรมิ กรณ์ บา้ นดู่ เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
54 ปางลาว แมก่ รณ์ เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
55 ปางสนุก บา้ นดู่ เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
56 ปา่ ซาง บา้ นดู่ เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
57 ป่าดอยพระบาท เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
เมอื งเชยี งราย
๓๙ | ห น ้ า

ที่ ช่อื วัด ทีอ่ ยู่ นิกาย ประเภทวดั

58 ป่าตึง ตาบล อาเภอ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
59 ปา่ ธรรมประทปี ธรรมยุต วดั ราษฎร์
60 ปา่ ไผ่ สนั ทราย เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
61 ป่ามหามงคล ธรรมยตุ วัดราษฎร์
62 ปา่ ยางมน ท่าสาย เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
63 ปา่ ยางหลวง มหานิกาย วดั ราษฎร์
64 ป่ารวก ปา่ ออ้ ดอนชยั เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
65 ปา่ ไร่ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
66 ป่าห้วยบง แม่ข้าวตม้ เมอื งเชยี งราย ธรรมยุต วดั ราษฎร์
67 ป่าหวายขมุ เงนิ มหานกิ าย วัดราษฎร์
68 ปา่ หัวดอย รอบเวยี ง เมอื งเชียงราย ธรรมยตุ วัดราษฎร์
69 ปา่ หา้ มหานกิ าย วัดราษฎร์
70 ปา่ อ้อ รมิ กก เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
71 ป่าอ้อ(ปา่ อ้อดอนชยั ) มหานิกาย วัดราษฎร์
72 ป่าอ้อร่มเยน็ นางแล เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
73 ป่าอุดมมงคล มหานิกาย วดั ราษฎร์
74 ปยุ คา บา้ นดู่ เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
75 โปง่ ขาม มหานิกาย วดั ราษฎร์
76 โป่งนาคา ท่าสาย เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
77 โป่งพระบาท มหานกิ าย วดั ราษฎร์
78 โปง่ สลี บ้านดู่ เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
79 ฝ่ังหมน่ิ มหานิกาย วดั ราษฎร์
80 ฝงั่ หม่นิ ท่าสาย เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
81 พนาลยั มหานิกาย วัดราษฎร์
82 พระธาตุกู่แก้วดอยงาม นางแล เมอื งเชียงราย ธรรมยตุ วัดราษฎร์
83 พระธาตเุ กาะแก้ว มหานิกาย วัดราษฎร์
84 พระธาตุจอมสกั บา้ นดู่ เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
85 พระธาตเุ จดีย์ทอง มหานกิ าย วัดราษฎร์
86 พระธาตดุ อยกองขา้ ว ป่าออ้ ดอนชัย เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
87 พระธาตดุ อยฮาง มหานิกาย วัดราษฎร์
88 พระธาตุสรอ้ ยทอง นางแล เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
89 พระธาตสุ ันกู่ มหานกิ าย วัดราษฎร์
90 พระบาทสนามบนิ ดอยลาน เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์

ปา่ ออ้ ดอนชัย เมอื งเชียงราย ๔๐ | ห น ้ า

หว้ ยสกั เมืองเชยี งราย

ดอยฮาง เมืองเชียงราย

บ้านดู่ เมืองเชยี งราย

สันทราย เมืองเชยี งราย

แมก่ รณ์ เมืองเชยี งราย

ริมกก เมอื งเชยี งราย

แม่ยาว เมอื งเชยี งราย

แมข่ ้าวตม้ เมอื งเชยี งราย

ท่าสาย เมอื งเชยี งราย

บา้ นดู่ เมอื งเชยี งราย

แม่กรณ์ เมืองเชียงราย

ดอยฮาง เมืองเชียงราย

ดอยฮาง เมืองเชียงราย

ดอยลาน เมอื งเชียงราย

หว้ ยสัก เมอื งเชยี งราย

รอบเวียง เมอื งเชียงราย

ที่ ช่อื วัด ทีอ่ ยู่ นิกาย ประเภทวดั

91 พุทธอุทยาน ตาบล อาเภอ มหานกิ าย วัดราษฎร์
92 ภูมิพาราราม ธรรมยุต วดั ราษฎร์
93 มว่ งคา ดอยฮาง เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
94 มิง่ เมือง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
95 มงุ เมือง ท่าสดุ เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
96 เม็งรายมหาราช ธรรมยตุ วัดราษฎร์
97 แม่กรณ์ นางแล เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
98 แมข่ ้าวตม้ ท่าสุด มหานิกาย วัดราษฎร์
99 แม่สาด เวยี ง เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
100 รอ่ งขุ่น มหานกิ าย วดั ราษฎร์
101 รอ่ งดู่ เวยี ง เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
102 ร่องธาร มหานิกาย วดั ราษฎร์
103 ร่องเบอ้ ใน รอบเวียง เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
104 ร่องปลาขาว มหานิกาย วดั ราษฎร์
105 ร่องเผยี ว แมก่ รณ์ เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
106 รอ่ งเสือเต้น มหานิกาย วัดราษฎร์
107 ราษฎรน์ มิ ิต นางแล เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
108 รมิ กก มหานกิ าย วดั ราษฎร์
109 รงุ่ เรอื ง แม่กรณ์ เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
110 ลาเปงิ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
111 โละ๊ ป่าหา้ ป่าออ้ ดอนชัย เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
112 วรกจิ ตาราม มหานิกาย วัดราษฎร์
113 เวียงกลาง ดอยลาน เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
114 เวียงกลาง มหานิกาย วัดราษฎร์
115 เวียงหวาย ทา่ สาย เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
116 ศรเี กดิ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
117 ศรีจมุ ห้วยสกั เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
118 ศรชี มุ มหานิกาย วัดราษฎร์
119 ศรดี งชัย ห้วยสัก เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
120 ศรีดอนชยั มหานิกาย วดั ราษฎร์
121 ศรีดอนชุม ห้วยสกั เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
122 ศรีทรายมลู มหานิกาย วัดราษฎร์
123 ศรบี ญุ เรือง ริมกก เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์

แมข่ ้าวตม้ เมอื งเชยี งราย ๔๑ | ห น ้ า

แมย่ าว เมอื งเชียงราย

ดอยลาน เมอื งเชยี งราย

นางแล เมอื งเชยี งราย

แมข่ า้ วตม้ เมอื งเชียงราย

รอบเวยี ง เมืองเชียงราย

แมข่ ้าวต้ม เมืองเชยี งราย

ท่าสาย เมืองเชียงราย

ป่าออ้ ดอนชยั เมืองเชยี งราย

เวยี ง เมืองเชยี งราย

นางแล เมืองเชียงราย

ปา่ ออ้ ดอนชัย เมืองเชียงราย

ห้วยสัก เมืองเชียงราย

ท่าสาย เมอื งเชยี งราย

ห้วยสกั เมืองเชียงราย

รอบเวียง เมืองเชยี งราย

เวียง เมืองเชียงราย

ท่ี ชอ่ื วดั ทอี่ ยู่ นิกาย ประเภทวดั

124 ศรีบุญเรอื ง ตาบล อาเภอ มหานิกาย วัดราษฎร์
125 ศรปี ูคา มหานกิ าย วดั ราษฎร์
126 ศรีพิงชยั ดอยลาน เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
127 ศรีมงคล มหานิกาย วัดราษฎร์
128 ศรีม่ิงแกว้ สันทราย เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
129 ศรีศกั ดาราม มหานกิ าย วัดราษฎร์
130 ศรีสม้ สุก ห้วยสกั เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
131 ศรสี ุพรรณ มหานกิ าย วัดราษฎร์
132 สถาน ป่าอ้อดอนชยั เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
133 สวนดอก มหานิกาย วัดราษฎร์
134 สกั กวัน รอบเวียง เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
135 สนั ตน้ กอก มหานิกาย วดั ราษฎร์
136 สนั ตน้ เปา หว้ ยสัก เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
137 สันต้นผ้ึง มหานิกาย วดั ราษฎร์
138 สนั ต้นแฟน แมข่ า้ วต้ม เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
139 สนั ตาลเหลือง มหานิกาย วัดราษฎร์
140 สนั ทรายงาม ท่าสาย เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
141 สนั ทรายนอ้ ย มหานิกาย วัดราษฎร์
142 สันทรายหลวง ทา่ สาย เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
143 สันทรายใหม่ มหานกิ าย วัดราษฎร์
144 สนั ป่าก่อ แม่กรณ์ เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
145 สันป่ากอ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
146 สนั ปา่ ยาง ริมกก เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
147 สันม่วงทอง มหานิกาย วัดราษฎร์
148 สนั มะนะ ทา่ สดุ เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
149 แสงพระธาตุ มหานิกาย วัดราษฎร์
150 โสภาสิทธาราม หว้ ยสกั เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
151 หนองนกเขียน มหานิกาย วัดราษฎร์
152 หนองบวั แดง รอบเวียง เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
153 หนองป่าอนั้ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
154 หนองหม้อ แม่ข้าวต้ม เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
155 ห้วยขม มหานกิ าย วัดราษฎร์
156 ห้วยเคยี น ริมกก เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์

ดอยลาน เมืองเชยี งราย ๔๒ | ห น ้ า

ป่าออ้ ดอนชัย เมอื งเชียงราย

สนั ทราย เมืองเชียงราย

ริมกก เมอื งเชยี งราย

ดอยลาน เมอื งเชียงราย

รอบเวียง เมอื งเชียงราย

แม่ยาว เมืองเชียงราย

แม่ขา้ วตม้ เมอื งเชียงราย

ปา่ อ้อดอนชยั เมอื งเชียงราย

แม่ข้าวตม้ เมืองเชยี งราย

รมิ กก เมืองเชยี งราย

รอบเวยี ง เมืองเชียงราย

แมข่ า้ วตม้ เมอื งเชียงราย

รอบเวียง เมอื งเชียงราย

ปา่ ออ้ ดอนชัย เมอื งเชียงราย

แม่ยาว เมอื งเชยี งราย

ท่าสดุ เมอื งเชยี งราย

ท่ี ชื่อวดั ตาบล ท่อี ยู่ นกิ าย ประเภทวัด
ทา่ สดุ อาเภอ
157 หว้ ยทรายขาว ท่าสุด มหานิกาย วดั ราษฎร์
158 หว้ ยทรายสามคั คธี รรม ริมกก เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
159 ห้วยปลาก้ัง นางแล เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
160 ห้วยพลู แม่ข้าวตม้ เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
161 หว้ ยอ้ม แม่ข้าวต้ม เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
162 ห้วยอ้มใหม่ ดอยลาน เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
163 หตั ถีวนาราม ดอยลาน เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
164 อินทราราม ดอยฮาง เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
165 ฮ่องอ้อ ปา่ ตาล เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
166 เขาแกว้ อภัย ปา่ ตาล เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
167 เจดีย์ ยางฮอม ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
168 ชมภู ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
169 ชยั มงคล ตา้ ขนุ ตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
170 ตา้ กลาง ตา้ ขนุ ตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
171 ต้านาล้อม ตา้ ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
172 ตา้ หลวง ตา้ ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
173 ตา้ หัวฝาย ยางฮอม ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
174 นา้ แพร่ ยางฮอม ขุนตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
175 น้าลอ้ ม ป่าตาล ขนุ ตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
176 ป่าข่า ยางฮอม ขุนตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
177 ป่าแดง ป่าตาล ขนุ ตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
178 ปา่ ตาลใต้ ป่าตาล ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
179 ปา่ ยาง ตา้ ขุนตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
180 พระธาตุแท่นคา ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
181 พระธาตมุ ่อนศิลาอาสน์ ตา้ ขนุ ตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
182 พระเนตร ป่าตาล ขนุ ตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
183 มว่ งบญุ เรือง ยางฮอม ขุนตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
184 ยางฮอม ปา่ ตาล ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
185 ร่องขนุ่ ยางฮอม ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
186 ศรเี กิด ป่าตาล ขุนตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
187 แสงเมอื งมา ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
188 หว้ ยเดอื่ ตา้ ขนุ ตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
189 ห้วยโป่ง ขนุ ตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
ขุนตาล
๔๓ | ห น ้ า

ที่ ช่ือวัด ที่อยู่ นกิ าย ประเภทวดั

190 หว้ ยสกั ตาบล อาเภอ มหานกิ าย วัดราษฎร์
191 ห้วยหลวง มหานกิ าย วัดราษฎร์
192 หว้ ยหลวงใต้ ยางฮอม ขนุ ตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
193 หว้ ยห้อม มหานิกาย วดั ราษฎร์
194 เก๋ยี งใต้ ยางฮอม ขุนตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
195 เกยี๋ งเหนอื มหานกิ าย วัดราษฎร์
196 แก่นใต้ ยางฮอม ขนุ ตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
197 แกน่ เหนอื มหานิกาย วดั ราษฎร์
198 คร่งึ ใต้ ป่าตาล ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
199 คร่งึ เหนอื มหานกิ าย วดั ราษฎร์
200 จาปา ห้วยซอ้ เชยี งของ ธรรมยุต วัดราษฎร์
201 โจ้โก้ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
202 เชยี งคาน หว้ ยซ้อ เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
203 ซาววา มหานิกาย วดั ราษฎร์
204 ดงหลวง หว้ ยซ้อ เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
205 ดอนแก้ว มหานิกาย วดั ราษฎร์
206 ดอนท่ี ห้วยซ้อ เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
207 ดอนมหาวนั มหานิกาย วัดราษฎร์
208 แดนเมือง ครง่ึ เชียงของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
209 ต้นปล้อง มหานกิ าย วัดราษฎร์
210 เต๋น ครึ่ง เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
211 ทา่ ขา้ มศรดี อนชยั มหานกิ าย วัดราษฎร์
212 ทา่ เจริญ เวยี ง เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
213 ทุ่งงิ้ว มหานิกาย วัดราษฎร์
214 ทุ่งซาง เวยี ง เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
215 ทุ่งดกุ มหานิกาย วดั ราษฎร์
216 ทงุ่ ทราย สถาน เชียงของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
217 ทงุ่ อา่ ง มหานกิ าย วัดราษฎร์
218 เทพนิมิตสุดเขตสยาม บุญเรือง เชียงของ ธรรมยุต วดั ราษฎร์
219 นา้ ม้า มหานกิ าย วดั ราษฎร์
220 เนนิ สมบูรณ์ ศรีดอนชัย เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
221 บา้ นเขียะ มหานิกาย วัดราษฎร์
222 บ้านตอง ห้วยซ้อ เชียงของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์

ริมโขง เชยี งของ ๔๔ | ห น ้ า

เวยี ง เชยี งของ

บญุ เรือง เชียงของ

บญุ เรือง เชยี งของ

สถาน เชียงของ

ศรีดอนชยั เชียงของ

ศรีดอนชัย เชียงของ

สถาน เชียงของ

ศรีดอนชยั เชียงของ

เวียง เชียงของ

เวียง เชียงของ

สถาน เชยี งของ

เวียง เชียงของ

สถาน เชียงของ

หว้ ยซอ้ เชยี งของ

ศรดี อนชัย เชียงของ

ครึ่ง เชยี งของ

ท่ี ช่ือวดั ท่ีอยู่ นิกาย ประเภทวดั

223 บุญเรืองใต้ ตาบล อาเภอ มหานิกาย วัดราษฎร์
224 บญุ เรืองเหนือ มหานิกาย วดั ราษฎร์
225 ปากอิงใต้ บญุ เรือง เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
226 ปากอิงเหนือ มหานิกาย วัดราษฎร์
227 ปา่ เคาะ บญุ เรือง เชยี งของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
228 ผากบุ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
229 พระแก้ว ศรดี อนชยั เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
230 พรา้ วกุด มหานิกาย วัดราษฎร์
231 แฟน ศรีดอนชยั เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
232 ม่วงเจด็ ต้น มหานิกาย วัดราษฎร์
233 มว่ งชมุ บญุ เรือง เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
234 เมอื งกาญจน์ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
235 รอ่ งห้า รมิ โขง เชยี งของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
236 ลงุ มหานิกาย วดั ราษฎร์
237 ศรชี ยั มงคล เวยี ง เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
238 ศรดี อนชัย มหานิกาย วดั ราษฎร์
239 ศรีดอนมลู ครึ่ง เชียงของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
240 ศรวี ิไล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
241 สถาน สถาน เชียงของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
242 สบสม มหานิกาย วัดราษฎร์
243 สา้ น ศรีดอนชยั เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
244 หลวง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
245 หลวง ครง่ึ เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
246 หว้ ยซอ้ มหานิกาย วัดราษฎร์
247 ห้วยเม็ง รมิ โขง เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
248 ห้วยหก มหานกิ าย วดั ราษฎร์
249 หวาย ศรีดอนชยั เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
250 หวั เวยี ง มหานิกาย วัดราษฎร์
251 หา้ เจดยี ์ ศรีดอนชัย เชยี งของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
252 หาดไคร้ มหานิกาย วัดราษฎร์
253 หาดบ้าย ศรีดอนชัย เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
254 ใหมเ่ จริญ มหานกิ าย วัดราษฎร์
255 ใหม่ทุง่ หมด เวียง เชยี งของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์

สถาน เชยี งของ ๔๕ | ห น ้ า

หว้ ยซ้อ เชียงของ

สถาน เชียงของ

เวียง เชียงของ

ครึ่ง เชียงของ

ครึ่ง เชยี งของ

เวยี ง เชยี งของ

ห้วยซ้อ เชยี งของ

เวยี ง เชียงของ

บญุ เรอื ง เชยี งของ

ศรีดอนชยั เชยี งของ

เวยี ง เชียงของ

ศรดี อนชัย เชียงของ

เวยี ง เชียงของ

รมิ โขง เชียงของ

รมิ โขง เชียงของ

สถาน เชยี งของ

ท่ี ช่อื วัด ท่ีอยู่ นกิ าย ประเภทวดั

256 กเู่ ตา้ ตาบล อาเภอ มหานิกาย วัดราษฎร์
257 เกาะผาคา มหานิกาย วดั ราษฎร์
258 โค้งงาม โยนก เชียงแสน มหานิกาย วดั ราษฎร์
259 งว้ิ แก้วพัฒนา มหานกิ าย วดั ราษฎร์
260 เจดยี ห์ ลวง บ้านแซว เชยี งแสน มหานิกาย วดั ราษฎร์
261 ไชยสถาน มหานกิ าย วัดราษฎร์
262 ดอยงาม โยนก เชียงแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
263 ดอยจัน มหานิกาย วดั ราษฎร์
264 ดอยจาปี ศรดี อนมูล เชียงแสน มหานิกาย วัดราษฎร์
265 ดอยศรีแก้ว มหานกิ าย วัดราษฎร์
266 ทา่ เดื่อ เวียง เชยี งแสน มหานกิ าย วัดราษฎร์
267 ทุง่ ฟ้าฮา่ ม มหานกิ าย วดั ราษฎร์
268 ธรรมประสิทธ์ิ ศรดี อนมลู เชยี งแสน มหานกิ าย วัดราษฎร์
269 ธารทอง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
270 บ้านแซว โยนก เชยี งแสน มหานิกาย วดั ราษฎร์
271 บ้านทงุ่ มหานิกาย วัดราษฎร์
272 ปงของ โยนก เชยี งแสน มหานิกาย วดั ราษฎร์
273 ปงสนุก มหานกิ าย วัดราษฎร์
274 ปา่ คา ปา่ สกั เชยี งแสน มหานกิ าย วัดราษฎร์
275 ปางหมอปวง มหานกิ าย วัดราษฎร์
276 ป่าญาณสมั ปนั โนอารยาราม ปา่ สกั เชียงแสน ธรรมยตุ วัดราษฎร์
277 ปา่ แดด ดอนแก้ว มหานกิ าย วดั ราษฎร์
278 ปา่ ตงึ แม่เงิน เชียงแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
279 ป่าถอ่ น มหานิกาย วัดราษฎร์
280 ป่ายาง โยนก เชียงแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
281 ปา่ ยางสบยาบ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
282 ป่าสักนอ้ ย ศรีดอนมลู เชียงแสน มหานิกาย วดั ราษฎร์
283 ป่าสักหางเวยี ง มหานกิ าย วัดราษฎร์
284 ผ้าขาวปา้ น แมเ่ งนิ เชยี งแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
285 พระเจา้ ล้านทอง มหานกิ าย วัดราษฎร์
286 พระธาตุจอมกิตติ บา้ นแซว เชยี งแสน มหานกิ าย วัดราษฎร์
287 พระธาตบุ รรพต ธรรมยุต วดั ราษฎร์
288 พระธาตุผาเงา บ้านแซว เชียงแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์

แม่เงิน เชียงแสน ๔๖ | ห น ้ า

เวียง เชยี งแสน

แม่เงนิ เชยี งแสน

ปา่ สัก เชียงแสน

โยนก เชียงแสน

ปา่ สกั เชยี งแสน

บ้านแซว เชียงแสน

ศรีดอนมลู เชยี งแสน

ศรดี อนมลู เชยี งแสน

แม่เงิน เชยี งแสน

ป่าสัก เชียงแสน

เวยี ง เชียงแสน

เวยี ง เชียงแสน

เวียง เชียงแสน

เวยี ง เชียงแสน

บ้านแซว เชียงแสน

เวียง เชยี งแสน


Click to View FlipBook Version