ขอ้ มลู สารสนเทศ (Information Data)
ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม จังหวัดเชยี งราย
ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. 2564
สานกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย
www.m-culture.go.th/chiangrai
Facebook: สนง.วฒั นธรรม เชยี งราย
โทรศพั ท์ ๐ ๕๓๑๕ ๐๑๖๙ โทรสาร ๐ ๕๓๑๕ ๐๑๗๐
คำนำ
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา
๑๑ กาหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
อยา่ งสม่าเสมอ โดยตอ้ งรับรขู้ ้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพอ่ื นามาประยุกต์ใช้
ในการปฏิบัติราชการอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนา
ความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปล่ียนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรท่ีมี
ประสทิ ธิภาพ และมกี ารเรยี นรู้ร่วมกนั
สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นส่วนราชการในสังกัดสานักงานปลัดกระทรวง
วัฒนธรรม ไดต้ ระหนักถึงความสาคญั ในการปฏิบัตริ าชการตามหลกั เกณฑ์ และวธิ บี ริหารจัดการบ้านเมืองท่ีดี
อีกท้ังมีภารกิจสาคัญประการหนึ่ง ได้แก่ การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาองค์ความรู้ ข้อมูล และแหล่งเรียนรู้
ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัด ดังน้ัน สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยกลุ่ม
ยทุ ธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม จงึ ไดด้ าเนินการรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ทางด้านศาสนา ศลิ ปะ
วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีถูกต้อง ร่วมสมัย และความเป็นมืออาชีพในการเผยแพร่
ประชาสมั พนั ธ์ และใหบ้ ริการข้อมลู แก่บุคลากรในสังกดั สานักงานวัฒนธรรมจังหวัด หนว่ ยงานภายนอก และ
ประชาชนผู้สนใจทว่ั ไป
ผ้จู ัดทาหวงั เป็นอยา่ งย่ิงวา่ เอกสารข้อมลู สารสนเทศชุดนี้จะมปี ระโยชน์ต่อผสู้ นใจข้อมูลและ
องค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย ท้ังนี้ หากมี
ข้อผดิ พลาดประการใด หรือ ขอ้ มูลไมส่ มบูรณ์ผ้จู ดั ทาจึงขออภัยมา ณ ท่นี ีด้ ว้ ย
สานกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดเชียงราย
30 กนั ยายน ๒๕๖4
สำรบญั หนำ้
ส่วนท่ี ๑ ข้อมลู ท่วั ไปจังหวัดเชียงรำย ๑
ข้อมูลทัว่ ไปจังหวดั เชยี งราย ๑
ข้อมลู สภาพทว่ั ไป ๑3
ขอ้ มูลการปกครองและประชากร ๑4
ตราประจาจงั หวัดเชยี งราย ๑7
ดอกไมป้ ระจาจงั หวดั เชียงราย ๑8
ตน้ ไมป้ ระจาจงั หวัดเชยี งราย ๑9
20
สว่ นท่ี ๒ ข้อมลู ทว่ั ไปสำนกั งำนวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรำย 20
ขอ้ มูลบคุ ลากรสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชยี งราย ๒1
โครงสรา้ งบุคลากร ๒2
ขอ้ มูลสานักงานวฒั นธรรมจงั หวัดเชยี งราย ๒8
วิสยั ทศั น/์ พันธกจิ /ยทุ ธศาสตรส์ านักงานวัฒนธรรมจงั หวัดเชียงราย 30
อานาจหนา้ ทแ่ี ละภารกิจงานสานักงานวฒั นธรรมจังหวดั เชยี งราย ๓4
วสิ ัยทศั น์/พนั ธกจิ /ยุทธศาสตร์กระทรวงวัฒนธรรม ๓๕
นโยบายหลกั 4 ประการ 38
๓๘
ส่วนที่ ๓ ขอ้ มลู และภำรกจิ ดำ้ นศำสนำ ๓๘
ขอ้ มลู ด้านศาสนา ๗2
ศาสนาพทุ ธ ๗4
รายนามคณะสงฆ์จังหวัดเชยี งราย ๗6
ศาสนาอสิ ลาม ๘9
ศาสนาครสิ ต์ 90
ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู ศาสนาซกิ ส์ ฯลฯ 91
ขอ้ มลู ศาสนสถานโครงการพลังบวร : ชมุ ชนคณุ ธรรม ลานธรรม ลานวถิ ไี ทย 94
ข้อมลู ศูนยศ์ กึ ษาพระพุทธศาสนาวนั อาทติ ย์ 95
ข้อมูลศนู ย์ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ต้นแบบ 96
ขอ้ มลู หมบู่ า้ นศีล ๕ ๙8
ทาเนยี บวดั หรือสถานท่ปี ฏบิ ตั ธิ รรมท่มี ีการสอนวปิ สั สนา จงั หวดั เชียงราย 103
ข้อมูลผลการส่งเสรมิ และพฒั นา “องคก์ รคณุ ธรรม” ประจาปี ๒๕๖4 123
ขอ้ มลู ผลการสง่ เสรมิ และพัฒนา "ชมุ ชนคุณธรรม" ประจาปี 2564 124
ข้อมลู ผลการสง่ เสริมและพัฒนา “อาเภอคุณธรรม” ประจาปี ๒๕๖4 124
ชุมชนคุณธรรมฯ ทมี่ ีศกั ยภาพดา้ นการทอ่ งเท่ียว "บวร On Tour"
ข้อมูลการสารวจเมรุ
สำรบญั (ตอ่ )
หนำ้
ส่วนที่ ๔ ข้อมูลและภำรกจิ ด้ำนศลิ ปะ 126
ทาเนยี บศลิ ปนิ เชียงราย 126
เครอื ขา่ ยศิลปนิ เชยี งราย 152
สว่ นท่ี ๕ ข้อมูลและภำรกิจดำ้ นวฒั นธรรม 168
ข้อมลู แหล่งเรียนรู้ของจงั หวัด 168
ข้อมูลโครงการศนู ย์วัฒนธรรมเฉลิมราช 168
บญั ชมี รดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมระดบั จงั หวดั 168
ข้อมลู ผลติ ภัณฑว์ ฒั นธรรมไทย (Cultural Product of Thailand) : CPOT 169
ขอ้ มูลโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชมุ ชน ๑71
ปฏทิ นิ ขนบธรรมเนียม ประเพณีสาคญั ของจงั หวดั 173
ปฏิทินขนบธรรมเนียม ประเพณสี าคญั ของจงั หวดั (แยกเปน็ รายอาเภอ) 174
ขอ้ มลู ผ้ทู าคุณประโยชนต์ ่อกระทรวงวัฒนธรรม 190
ข้อมูลแหลง่ ทอ่ งเท่ียวทางวัฒนธรรม 191
เอกลักษณท์ างวฒั นธรรมประเพณที ีส่ าคญั และมชี ื่อเสยี งของจังหวัด 197
ดา้ นหตั ถกรรม/ชา่ งฝมี อื 197
ดา้ นอาหาร 198
ดา้ นขนบธรรมเนียมประเพณี 198
ด้านศลิ ปะการแสดงและดนตรี 198
ด้านโบราณสถาน (ทีข่ น้ึ ทะเบยี น) 199
ทาเนียบคณะนักแสดงพ้ืนบา้ นจังหวดั เชยี งราย 201
สว่ นที่ ๖ ข้อมูลและภำรกจิ ด้ำนเฝำ้ ระวังทำงวัฒนธรรม 209
ขอ้ มลู ศูนยเ์ ฝ้าระวังในสถานศึกษา 209
ข้อมูลสถานประกอบกิจการตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดทิ ัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ 211
ขอ้ มูลเด็กและเยาวชนอาสาสมัครเฝา้ ระวังทางวัฒนธรรม 212
สว่ นที่ ๗ ขอ้ มลู สภำวฒั นธรรม เครอื ข่ำย และอนื่ ๆ 218
ทาเนยี บนามคณะกรรมการสภาวฒั นธรรมจังหวัดเชียงราย 218
ทาเนยี บนามคณะกรรมการสภาวฒั นธรรมอาเภอ 222
ทาเนียบนามคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมตาบล 241
ทะเบยี นรายชื่ออาสาสมคั รท้องถ่นิ ในการดูแลรกั ษามรดกทางศลิ ปวฒั นธรรม 307
ทะเบยี นรายชอ่ื เครอื ขา่ ยหนังสือพมิ พ์ท้องถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย 311
ทะเบียนรายช่อื เครอื ข่ายผ้สู ือ่ ขา่ วสถานวี ิทยุโทรทัศน์จังหวัดเชียงราย 313
ทะเบยี นรายชื่อเครือขา่ ยสถานีวิทยุกระจายเสยี งหลัก 9 สถานี 314
ทะเบยี นรายช่ือเครอื ข่ายสถานวี ทิ ยุกระจายชมุ ชนจงั หวัดเชียงราย 316
ภำคผนวก 324
คาสัง่ แต่งต้ังคณะทางานจัดทาข้อมูลสารสนเทศดา้ นศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม 324
ส่วนท่ี ๑
ข้อมูลท่วั ไปของจงั หวดั เชยี งราย
จงั หวัดเชียงราย
คาขวญั จงั หวดั "เหนือสดุ ในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถนิ่ วฒั นธรรมลา้ นนา ลา้ คา่ พระธาตดุ อยตงุ "
วสิ ัยทัศน์ “เชียงรายเมืองแห่งความสขุ สะอาด ปลอดภยั นา่ ยล”
ผวู้ า่ ราชการจงั หวัด นายประจญ ปรัชญส์ กลุ
รองผวู้ า่ ราชการจังหวัด ๑. นายวุฒิชัย เสาวโกมุท (ก้ากับดูแลงานวฒั นธรรม)
๒. วา่ ทีร่ ้อยตรณี รงค์ โรจนโสทร
๓. นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์
4. นายวรวิทย์ ชยั สวัสด์ิ
ยุทธศาสตร์จงั หวัด
ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การสรา้ งมูลคา่ เพิ่มดา้ นการทอ่ งเทีย่ วเชิงวัฒนธรรม เชิงนเิ วศ และเชิงสุขภาพ
โดยด้ารงฐานวฒั นธรรมลา้ นนา
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 2 การสง่ เสริมการผลติ และพฒั นานวตั กรรมสินคา้ เกษตรคุณภาพมาตรฐานสากลและ
เปน็ มิตรกับสง่ิ แวดล้อม
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3 การจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ มให้ด้ารงความสมบูรณ์และย่งั ยืน
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 4 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขง่ ขันด้านการคา้ การลงทนุ และบริการ โลจิ
สตกิ ส์ เช่ือมโยงกลมุ่ จงั หวดั และกล่มุ อาเซยี น+๖ และ GMS
ยทุ ธศาสตร์ที่ 5 การรกั ษา ความม่ันคง ความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สนิ และการเสรมิ สรา้ งความเปน็
พลเมอื ง เพื่อสร้างจิตส้านกึ ความรกั สถาบันหลักของชาติ
ยุทธศาสตร์ท่ี 6 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชวี ิตเพื่อใหป้ ระชาชนอยู่เย็นเป็นสขุ
ยทุ ธศาสตร์กลมุ่ จังหวัด
ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาสภาพแวดล้อมในการพัฒนาการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับ
ตา่ งประเทศ
ยุทธศาสตร์ท่ี 2 การสร้างความเข้มแข็งและเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
การเกษตรเพอ่ื เพมิ่ มลู ค่าสนิ คา้ เกษตรทมี่ ีศักยภาพ
ยุทธศาสตร์ท่ี 3 พัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศิลปวัฒนธรรมและสุขภาพ เพ่ือสร้าง
รายได้สูช่ มุ ชนและเช่อื มโยงห่วงโซ่มลู คา่ เพิม่ การท่องเทยี่ วของกลุ่มจงั หวดั อยา่ งย่งั ยนื
ยุทธศาสตร์ท่ี 4 ด้ารงฐานทรัพยากรธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและ
พลังงานโดยการมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชนสกู่ ารเป็นกลุ่มจงั หวัดสเี ขียว
ชอื่ กลุ่มจงั หวดั กลุ่มจงั หวดั ภาคเหนือตอนบน ๒ (กลุม่ ลา้ นนาตะวันออก)
รายช่อื จังหวัดในกลุ่มจงั หวัดประกอบดว้ ย 2) จงั หวดั พะเยา
๑) จงั หวดั เชียงราย 4) จังหวัดนา่ น
๒) จงั หวดั แพร่
๑|หน้า
ประวตั ศิ าสตรเ์ มอื งเชียงราย
จากการศึกษาด้านต้านานพืนเมืองต่าง ๆ นักวิชาการท้องถ่ินของเชียงรายกล่าวว่าเร่ืองราวเกี่ยว
ด้วยเรอื่ งการตังอาณาจักรตา่ ง ๆ ที่เป็นดนิ แดนของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบนั นันได้ปรากฏในพงศาวดารเหนือ
เป็นหนังสือคัมภีร์ใบลาน ตัวหนังสืออักษรธรรมล้านนา ต้านานเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน บางแห่ง
เรียกว่า ต้านานโยนกนครราชธานี ไชยบุรีศรีช้างแสง เช่น ต้านานสิงหนวัติ เป็นต้น แต่ละเล่มเป็นเร่ืองราว
เกี่ยวกับเมืองโยนกทังสิน จึงถูกเรียกอีกช่ือหน่ึงว่าพงสาวดารโยนก อีกประการหนึ่งจะเก่ียวพันกับอาณาจักร
โบราณตา่ ง ๆ อนั เปน็ ทีต่ งั ของจงั หวดั เชยี งรายในปัจจุบนั
ตามแนวความคดิ เกี่ยวกับถิ่นก้าเนิดของชนชาติไทยในหลายความคิด ได้มีความเชื่อว่า ถิ่นก้าเนิด
ของชนชาติไทยนันน่าจะอยู่ทางประเทศจีนมาก่อน ในยุคท่ีชนชาติไทยเราก้าลังหนีจีนมาตังนครหลวงอยู่ที่
แคว้นเมาและหนองแสนัน ถ่ินท่ีเป็นท่ีตังของจังหวัดเชียงรายนีเป็นที่อยู่ของชาวป่าชาวเขาพวกหนึ่งเรียกว่า
“ลัวะ” (หรือลังวะ หรือละวา้ ) และชาวป่าพวกอืน่ อาศัยอยู่
ครังนัน ราว พ.ศ. 50 ไทยเผ่าหน่ึงเรียกว่า อ้ายลาว ตังอาณาจักรอยู่ที่นครปา ถูกจีนรุกราน
หนักเข้า จึงอพยพมาตังอยู่บรเิ วณเมืองเลม็ เชียงรุ้ง เชยี งลาว ริมแม่น้าสาย ตังราชวงศ์ขึนปกครองสืบต่อกันมา
จนถึงสมัย ลวจักราช จึงได้ลงมาตังเมืองที่ต้าบลยางเส่ียวใกล้ดอยตุง เรียกว่า เชียงลาว ราวพุทธศตวรรษที่ 5
มีพวกไทยถอยร่นจากจีนตอนใต้ มาสมทบไทยที่เมืองเชียงลาวมากขึนทุกที จึงได้ขยายเมืองให้กว้างขวางขึนอีก
เรียกว่า แคว้นยุนซาง หรือยวนเซียง มีอาณาเขตแผ่ไปถึงหลายเมือง เช่น เวียงกาหลง (อ้าเภอเวียงป่าเป้า
ในปจั จบุ ันน)ี เวียงฮอ่ ดงเวยี ง เวยี งวงั แจ้หม่ เชยี งแสน ทังนีภายหลงั พ.ศ. 590 เป็นตน้ มา
ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 11 ขอมมีอ้านาจถึงอาณาจักรโครตบรู ณ์ จึงยกเข้ามาตีแคว้นยวนเซียง
ขบั ไล่ชาวไทย แล้วตังเมืองขึนที่เชียงแสน เรียกว่า สุวรรณโคมค้า บรเิ วณท่ีเคยเปน็ เมืองเชียงลาว ใกลฝ้ ั่งน้าโขง
และได้สร้างเมือง อุมงคเสลา ท่ีเมืองฝาง ต้นล้าน้ากก อาณาเขตสุวรรณโคมค้าของขอมครังนัน ทิศเหนือจดถึง
เมืองหนองแส ทิศใต้จนฝายนาค (ลีผี) ตะวันออกถึงแม่น้าแตก (แม่น้าแท้) ทิศตะวันตกถึงแม่น้าตู แต่ขอม
ปกครองไทยอย่างปา่ เถื่อนและทารุณจนไทยเราอพยพจากเมอื งสวุ รรณโคมคา้ กระจัดกระจายไปอีก ขอมจึงยา้ ย
ไปตังเมอื งอุมงคเสลา (เมืองฝางในปจั จบุ ัน) ทงิ ให้เมอื งสุวรรณโคมคา้ ร้างไว)้
เจ้าสิงหนวัติกุมาร โอรสพระเจ้าเทวกาล กษัตริย์เมืองหนองแส เป็นชันหลานปู่ของขุนบรม
ได้อพยพคนไทยประมาณแสนครัวจากหนองแส (ตาลิฟู) ลงมาสร้างเมืองขึนใหม่อีกให้ม่ันคงถาวรย่ิงขึน
แล้วขนานนามว่า เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร ภายหลังเรียกสัน ๆ ว่า นาเคนทร์นคร, นาคบุรี, โยนกนาคนคร
และโยนกนครหลวง เปน็ ต้น (คือเมอื งเชยี งแสนในปจั จบุ นั )
พระเจ้าสิงหนวัติครองราชย์สมบัติในโยนกนครหลวงได้ 52 ปี สวรรคตเม่ือ พ.ศ. 1367
มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายองค์ องค์ที่ส้าคัญ ๆ เช่น รัชกาลท่ี 3 พระเจ้าอชุตราช ผู้สร้างมหาสถูป
ดอยตุง ปูชนียสถานที่ส้าคัญแห่งหนึ่งของเชียงรายและล้านนาไทย รัชกาลที่ 4 พระเจ้ามังรายนราช (โอรส
พระเจ้าอชุตราช) พระองค์มีโอรส 2 พระองค์ องค์ใหญ่มีพระนามว่า พระองค์เชือง องค์เล็กมีพระนามว่า
ไชยนารายณ์ รัชกาลท่ี 5 พระองค์เชือง (ราชโอรสพระเจ้ามังรายนราช ครองเมืองโยนกนครหลวงต่อมา)
ส่วนโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้ามังรายนราช มีพระนามว่า พระองค์ไชยนารายณ์ ซึ่งเป็นพระองค์น้อง
ได้ไปสรา้ งเมืองใหมท่ ่ตี า้ บลดอนมูล รมิ แม่น้าลาว (น้ากาหลง) เรียกวา่ เมืองไชยนารายณ์
๒|หน้า
พระองค์ไชยนารายณ์ ได้ครองเมืองไชยนารายณ์ และมีกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกหลาย
พระองค์ จนถึงองค์ที่ 27 มีพระนามว่า พระองค์พังคราช ชาติไทยได้อ่อนก้าลังลง ขอมซึ่งตังม่ันอยู่ที่เมือง
อุมงคเสลาได้ยกทัพเข้าตีเมืองโยนกนาคนคร พระองค์พังคราชหนีไปอยู่เวียงสีทวง แต่นันมาไทยก็เป็นเมืองขึน
ของขอมเรื่อยมา ใน พ.ศ. 1461 พระมเหสีก็ได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า เจ้าทุกขิตกุมาร และต่อมา
พ.ศ. 1436 พระมเหสีกป็ ระสตู ิเจ้าพรหม กมุ ารอกี พระองคห์ น่ึง
ครังเจ้าพรหมกุมารมีพระชนมายุ 17 พรรษา ทรงแกล้วกล้าในการรบพุ่ง อย่างยิ่ง ได้ขับไล่ขอม
จนส้าเร็จ เม่ือ พ.ศ. 1479 แล้วเชิญพระราชบิดาไปครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป เจ้าพรหมกุมารตีได้เมือง
อุมงคเสลาซึ่งมีอ้านาจร่วม 500 ปีแตก ขับไล่ขอมจนถึงเมืองหริภุญไชย และเมืองก้าแพงเพชรจนหมดสิน
เชือชาติขอมในอาณาจักรโยนก พระองค์สร้างเมืองอุมงคเสลาขึนใหม่ ขนานนามว่า เมืองไชยปราการ ในปี
พ.ศ. 1479 นันเอง อน่ึง เมืองโยนกนาคนครก็เปลี่ยนนามใหม่ว่า เวียงไชยบุรี เพื่อระลึกถึงชัยชนะ
ของพระองค์
พระเจ้าพรหมนครองเมืองไชยปราการต่อมา เสด็จสวรรคต พ.ศ. 1582 ก็ได้เสียเมืองให้แก่
ขุนเสือขวัญฟ้า (บางฉบับก็ว่าพระยาสุธรรมวดี) แม้กษัตริย์ที่เมืองนครไชยบุรีและนครไชยนารายณ์จะยกทัพ
มาช่วยก็สู้ข้าศึกไม่ได้ พระเจ้าไชยศิริจึงรับสั่งให้เผาเมือง แล้วอพยพผู้คนพลเมืองหนีมาทางใต้ ไปตังอยู่ที่เมือง
อทู่ องเพ่อื ตงั ตัวต่อไป
ยังมีกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หน่ึง พระนามว่า ลาวจก หรือลาวจง ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จังกราช
(ค้าว่า ลว เป็นชื่อราชวงศ์ ไม่ใช่ลัวะหรือละว้าซ่ึงเป็นช่ือชาวป่าชาวเขา) ซ่ึงครองเมืองเชียงลาว (แคว้นจก)
ได้ขยายอ้านาจมาจนถึงเมืองเงินยาง จนรวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้วได้ขนานนามเมืองว่า หิรัญนคร
เงนิ ยาง และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอกี หลายพระองค์ที่ได้กล่าวมานี เป็นสังเขปประวตั ิความเป็นมาก่อน
สร้างเมืองเชียงราย นับเป็นประวัติความเป็นมาของชาติไทยในดินแดนภาคเหนือ อันมีนครโยนกเป็นราชธานี
ตามการศึกษาจากตา้ นานพืนเมอื ง
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบางยุคบางสมัยในดินแดนเหล่านี บางครังก็มีความ
คลาดเคลื่อนกันไป ทังทางด้านสถานที่ หรือด้านของเวลา จึงยากที่จะชีชัดลงไปอย่างชัดเจนว่าหลักฐานใด
ถูกต้อง ส้าหรับอาณาจักรโบราณและเมืองต่าง ๆ อันเป็นที่ตัง ของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน ท่ีปรากฏใน
ต้านานหรอื พงศาวดารและหลักฐานทางประวัติศาสตรน์ นั พอจะแบง่ ออกเปน็ ยคุ ตา่ ง ๆ ดังนี
1. ยคุ อาณาจกั รโยนกไชยบุรศี รีชา้ งแสน
2. ยุคหริ ัญนครเงินยาง
3. ยุคเชียงราย (มังราย)
4. ยุคพนั ธุมตริ ัตนอาณาเขต
ยุคอาณาจกั รโยนกไชยบุรีศรชี ้างแสน
เร่ืองราวของอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน (ช้างแส่งก็เรียก) ท่ีมีศูนย์กลางอยู่ท่ีเมือง
โยนกนคร ราชธานศี รชี ้างแสน หรือเมืองนาคพนั ธ์สุ ิงหนวัตนิ ครนนั เปน็ เรอ่ื งราวทีป่ รากฏอยู่ในพงศาวดารโยนก
ได้กล่าวถึงมหากษตั ริย์องค์หนึง่ ช่ือว่า เทวกาละ ครองราชย์สมบัติเป็นใหญแ่ ก่ไทยทังหลายในเมอื งนครไทยเทศ
อันมีเมืองราชคหะ (ราชคฤห์) เป็นนครหลวงมหากษัตริย์พระองค์นัน มีราชโอรส 30 พระองค์ ราชธิดา
30 พระองค์ รวมทังหมด 60 พระองค์ ราชโอรสองค์แรกมีพระนามว่า พิมพิสารราชกุมาร องค์ท่ีสองมี
พระนามว่า สิงหนวัติกุมาร (บางต้าราเป็นสิงหนติกุมาร และเพียนไปเป็น สีหนติกุมาร หรือศรีหนติกุมาร ก็มี)
ดว้ ยเหตุวา่ มลี กั ษณะและกา้ ลงั ดจุ ราชสหี ์นนั่ เอง
๓|หน้า
เม่ือนัน มหากษัตริย์ผู้เป็นพ่อได้แบ่งราชสมบัติให้แก่ราชโอรสและธิดาทัง 60 พระองค์แล้ว
ได้แต่งตังให้เจ้าพิมพิสาร โอรสองค์แรกเป็นอุปราชา และให้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาผู้หน่ึงให้อยู่ในเมือง
ราชคฤหน์ ครหลวง สว่ นโอรสและราชธิดา 29 คู่นนั ให้จับคู่กันแล้วแยกยา้ ยออกไปตงั บ้านเมืองอยตู่ ามทีต่ ่าง ๆ
ส่วนเจ้าสิงหนวัติกุมารโอรสที่สองกับน้องหญิงผู้หน่ึงได้แบ่งเอาราชสมบัติพร้อมไพร่พลแสนหนึ่ง แล้วก็เสด็จ
ออกจากเมืองราชคฤห์นครหลวง ข้ามแม่น้าสระพูมุ่งหน้าไปทางทิศอาคเนย์ออกจากเมืองราชคฤห์ได้ 4 เดือน
“พอถึงเดือน 5 ออก 11 ค้่า วันศุกร์ ก็จึงได้ไปถึงประเทศที่หน่ึงมีสัณฐานราบเปียงเรียงงาม มีแม่น้าใหญ่
น้าฮาม น้าน้อยมากนัก ก็บ่พอไกลขรนที (แม่น้าโขง) เท่าใดนัก แลมีน้าห้วยน้อยอันจักสร้างไร่นาดีนัก แลเป็น
แวน่ แคว้นเมืองสุวรรณโคมค้าเก่าอันร้างไปแล้วนัน ในกาลนนั มีแต่พวกลัวะ มิละขุ คือชาวป่าชาวดอยทังหลาย
ยังอยู่ในซอกห้วยราวเขาภูดอยไคว่จุที่แล้ว และมีขุนหลวงผู้หนึ่ง นามว่า ปู่เจ้าลาวจก เป็นใหญ่แก่มิละขุ
ทงั หลายกย็ ังอยู่ดอยดนิ แดงอนั มีหนประจิมทศิ ประเทศนัน และยามนนั สงิ หนวัติกมุ ารก็มารอดถึงท่ีหนึ่ง หมดใส
กว้างขวางนัก บ่ไกลแม่น้าใหญ่ แม่น้าฮาม แม่น้าน้อยมากแล แลห่างจากแม่น้า ขรนทีนัน 7,000 วา
แลเมอื งสุวรรณโคมคา้ เกา่ นนั อยู่เบืองฝา่ ยแม่น้าขรนทีก้าหนา้ นนั แล”
ในต้านานนันได้กล่าวอีกว่า “เมื่อนัน ท่านก็ให้แปงปางจอดยังเยาอชัยอยู่ท่ีนัน รอดเดือนสี่
ขึนหน่ึงค้่าวันศุกร์ มหาศักราชขึนใหม่แถมตัวหน่ึงเป็น 18 ตัวปีล่วงเป้า วันนันยังมีพญานาคตัวหนึ่ง มีชื่อว่า
“พันธุนาคราช” ก็มาเนรมิตตนเป็น พราหมณ์ผู้หนึ่ง แล้วเข้ามาสู่ท่ีแห่งเจ้าสิงหนวัติกุมาร แล้วกล่าวว่า
“ดูกร เจ้ากุมารท่านนี เป็นลูกท้าวพระยามหากษัตริย์ หรือว่าเป็นลูกเศรษฐีหรือคหบดี กระฎุมพี แลว่าพ่อค้า
อันจา ลูกบ้านใดเมืองใดมานนั จาแลเจา้ กุมารเห็นว่ามีประโยชน์อันใดจา จึงมายังพักยังสถานท่ีนี ว่าอัน วา่ ดังนี
เมอื่ นนั เจ้าสิงหนวุ ัตกิ มุ าร กล่าวว่าดูกรทา่ นพราหมณ์ เรานีหากเป็นลกู กษตั ริย์ตนหน่งึ ช่ือว่าเทวกาละ ผูเ้ ป็นเจ้า
แผ่นดินเมืองราชคฤห์นครหลวงพุ้นแล เรามานี่เพื่อจักแสวงหาท่ีควรสร้างบ้านตังเมืองอยู่แล ว่าอัน เมื่อนัน
นาคพราหมณ์ก็ว่า ดีแท้แล ท่านจุ่งมาตังที่นีให้เป็นบ้านเมืองอยู่เทอะ จักวุฒิจ้าเริญดี จักบริบูรณ์ด้วยข้าวของ
ราชสมบัติประการหน่ึง ข้าศึกศัตรูทังหลาย เป็นต้นว่าศึกมหานครเมืองใหญ่ทังหลายจักมารบก็เป็นอันยาก
เหตุว่าแม่นา้ ใหญ่ สะเภาเลากาจกั มากไ็ ม่ถึง แตว่ ่าขอใหม้ ีสจั จะรกั ษายงั ขา้ คนและสตั วท์ ังหลายแดเ่ ทอะ”
เมื่อนัน เจ้าสิงหนวัติกุมารจึงกล่าวว่า “ดูกร ท่านพราหมณ์ ท่านนีอยู่ที่ใด อยู่บ้านเมืองใด และมี
ช่ือว่าดังฤา” นาคพราหมณ์ก็กล่าวว่า “ข้านีมีช่ือว่าพันธุพราหมณ์ อยู่รักษาประเทศท่ีนี่มาตังแต่ตระกูลเค้ามา
แล ท่านจุ่งใช้สัปปรุริสะแห่งท่านไปตามดูท่ีอยู่แห่งข้าเทอะ ว่าอัน” แล้วก็กล่าวอ้าลาเจ้าสิงหนวิตกุมารออกไป
แล เจ้าสิงหนวัติกุมารจึ่งใช้ให้บ่าวแห่งท่านตามไปดู 7 คน ไปทางหนหรดี ไกลประมาณ 1,000 วา แล้วก็
ลวดหายไปเสียแล เม่ือนันบ่าวทัง 7 คน จึงกลับคืนมาบอกแก่เจ้าแห่งเขา ตามด่ังทไ่ี ด้เห็นมานันทุกประการแล
เจ้าสิงหนวัติกุมารได้ยินค้าดังนันก็สลั่งใจอยู่แล ส่วนว่านาคพราหมณ์ผู้นันก็เอาเพศเป็นพญานาคดังเก่าแล้วก็
ทวนบุ่นไปให้เป็นเซตคูเวียง กว้าง 3,000 วา รอดชุกน้า แล้วก็หนีไปสู่ที่อยู่แห่งตนในกลางคืนนันแล ครันรุ่ง
แจ้งแล้ว เจ้าสิงหนวัติกุมารเห็นเป็นประการฉันนันแล้ว ก็มีใจช่ืนชมย่ิงนัก จึงให้หาพราหมณ์อาจารย์มา แล้วก็
ตรัสถามว่า “พราหมณ์ผู้มาบอกให้แก่เรานัน จักเป็นเทวบุตร เทวดา พระยาอินทร์พรหมดังฤา พราหมณ์
อาจารย์จึงกลา่ วว่า ตามดั่งข้าผู้เฒ่ามาพิจารณาดนู ี คงจะเป็นพญานาคเป็นแนแ่ ท้ เม่ือนันก็พร้อมกนั เข้ายงั เรือน
หลวง แล้วตังหอเรืองบริบูรณ์แล้ว ก็เข้าอยู่เป็นเมืองใหญ่ แล้วพราหมณ์อาจารย์ผู้นันก็พิจารณา เอาชื่อ
พญานาคพันธนุ์ ัน กบั ช่อื กมุ ารผเู้ ปน็ เจา้ นัน ช่อื สงิ หนวตั ินนั มาผสมกนั แลว้ เรียกนามเมอื งนันวา่ เมอื งพนั ธสุ งิ หน
วัตนิ คร นันแล
เม่ือเจ้าสิงหนวัติกุมารได้เป็นเจ้าเมืองพันธุสิงหนวัตินครแล้ว ได้มีอาชญาเรียกว่าเอาขุนหลวง
มิลักขุทังหลาย ให้เข้ามาสู่สมภารแห่งพระองค์น่ันแล แต่นันไปภายหน้าได้ 3 ปี ยังมีเมืองอันหน่ึงอยู่หนหรดี
ไกลประมาณ 4 คืนทาง มีข้างหัวกุกกะนที (แม่น้ากก) ท่ีน่ัน ช่ือว่าเมืองอุมงคเสลานคร เมืองนันเป็นที่อยู่ของ
ชาวขอมทังหลาย และส่วนว่าเมืองขอมนีก็เป็นเมืองพร้อมกันกับ เมืองสุวรรณโคมค้า แต่ครังสมัยศาสนา
๔|หน้า
พระกัสสปะและยังไม่เคยเป็นเมืองรา้ งเลย พระยาขอมเจา้ เมืองอมุ งคเสลานครนัน มีมานะกระด้างไม่ยอมเข้าสู่
บรมโพธิสมภารเจ้าสิงหนวัติ พระองค์จึงยกก้าลังรีพลไปรบเอาเมืองอุมงคเสลานครได้เข้าสู่ บรมโพธิสมภาร
แต่นันมา มหาศักราชได้ 22 ตัว ปีดังไส้ ตังเมืองพันธุสิงหนวัตินครได้ 5 ปี ถึงปีนันท่านก็ปราบได้ล้านนาไทย
ทังมวลแล ฯ เสนาอ้ามาตย์ พราหมณ์อาจารย์ ไพร่ไทยทังหลาย ก็พร้อมใจกันราชาภิเษกยังเจ้าสิงหนวัติ
ราชกมุ ารขึนเปน็ เอกราชมหากษตั รยิ ์ ปราบล้านนาไทยทังมวล ขนานพระนามวา่ เจา้ พระยาสงิ หนวตั ิราชกษตั ริย์
ตังแต่นันมา และเมืองนีก็บริบูรณ์ด้วยผู้คน ช้างม้าวัวควาย สมบัติมากนัก เกิดเป็นเมืองใหญ่แต่นันมา
มีอาณาเขตดังนี ในทิศบูรพา มีแม่น้าขรนทีเป็นแดนในทิศปัจฉิม มีดอยรูปช้างชุนน้าย้อยมาหาแม่คงเป็นแดน
ในทิศอุดร มีต้าง(เขื่อน) หนองแสเป็นแดนในทิศทักษิณ มีลวะรัฐเป็นแดน บ้านเมืองก็มีความสงบสุขร่มเย็น
ตลอดสมัยของพระเจ้าสิงหนวัติ พระองค์ครองราชสมบัติได้ 102 ปี มีอายุได้ 120 ปี (บางต้านานก็ว่า
ครองราชย์ได้ 52 ปี) ในภายหลังอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสนที่มี เมืองพันธสุ ิงหนวัตินครเป็นเมอื งหลวงนัน
ต้านานได้กล่าวไว้ว่า ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องต่อกันมาประมาณกว่า 40 พระองค์ ซ่ึงบางพระองค์ก็จะ
ปรากฏพระนาม ในต้านานของการสร้างเมืองใหม่ หรือโบราณสถานที่ยงั คงมีมาอยู่จนถึงยคุ ปจั จบุ ัน ไดแ้ ก่ พระ
เจ้าอชุตราช กษัตริย์องค์ท่ี 3 เป็นผู้สร้างพระธาตุเจ้าดอยตุง โอรส องค์ที่สองของพระเจ้ามังรายนราช กษัตริย์
องค์ท่ี 4 คือ พระองค์ไชยนารายณ์ เป็นผู้สร้างเวียงไชยนารายณ์ พระองค์เว่าหรือพระองค์เวา กษัตริย์องค์ท่ี
10 เปน็ ผสู้ รา้ งพระธาตดุ อยเวา อ้าเภอแมส่ าย เป็นต้น
รายนามกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน (จากพงศาวดารโยนก ของพระยา
ประชากิจกรจกั ร)
1. สิงหนกุมาร 2. คันธกุมาร 3. อชุตราช
4. มงั รายนราช 5. พระองคเ์ ชือง 6. พระองค์ชนื
7. พระองคด์ ้า 8. พระองค์เกงิ 9. พระองคช์ าติ
10. พระองคเ์ วา 11. พระองคแ์ วน 12. พระองคแ์ กว้
13. พระองคเ์ งนิ 14. พระองค์ตน 15. พระองคง์ าม
16. พระองคล์ ือ 17. พระองคร์ วย 18. พระองคเ์ ชงิ
19. พระองคก์ ัง 20. พระองค์เกา 21. พระองค์พงิ
22. พระองค์ศรี 23. พระองค์สม 24. พระองค์สวรรย์ (สวน)
25. พระองคแ์ พง 26. พระองค์พวน 27. พระองค์จกั ทร์
28. พระองค์ฟู 29. พระองค์ผนั 30. พระองค์วงั
31. พระมงั สงิ ห์ 32. พระมังแสน 33. พระมังสม
34. พระองคท์ พิ 35. พระองคก์ อง 36. พระองค์กม (กลม)
37. พระองคช์ าย (จาย) 38. พระองคช์ ิน (จนิ ) 39. พระองค์ชม (จม)
40. พระองคก์ ัง (ปงั ) 41. พระองค์กงิ (พึง) 42. พระองค์เกยี ง (เปียง)
43. พระองค์พัง (พังคราช) 44. ทุกชติ 45. มหาวัน
46. มหาไชยชนะ
อาณาจักรโยนก ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาจนสมัยพระองค์มหาไชยชนะ อาณาจักรจึงได้
ถึงกาลล่มจมดังปรากฏในต้านานสิงหนวัติท่ีกล่าวว่า ได้มีชาวเมืองไปได้ปลาไหลเผือก (บางต้านานก็ว่าปลา
มหากษัตริย์) พระองค์จึงให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินทั่วทังเวียง และในคืนนันก็ได้เกิดมีเหตุเสียงดังสน่ัน
เหมือนกับแผ่นดินไหว ถึงสามครัง จนเป็นเหตุให้เมืองโยนกถล่มกลายเป็นหนองน้าขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นน่า
อัศจรรย์ท่ียังคงเหลือบ้านของหญิงหม้ายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับส่วนแบ่งเนือปลานันจากชาวเมืองไปบริโภค
๕|หน้า
ในปัจจุบันหนองน้าดังกล่าวจึงได้มีผู้สันนิษฐานไปต่าง ๆ กัน บ้างก็สันนิษฐานว่าคือทะเลสาบเชียงแสน (หนอง
บงกาย) ในเขตอ้าเภอเชียงแสน บ้างก็วา่ คือเวียงหนองล่ม (เวียงหนองหรอื เมืองหนองก็ว่า) ในเขตอ้าเภอแม่จัน
เนื่องจากมีชอื่ สถานท่ตี า่ ง ๆ ไดป้ รากฏอยใู่ นปจั จุบันนีอยู่ใกลเ้ คียงบริเวณนัน เชน่ บา้ นแม่ลาก ก็หมายถงึ ตอนท่ี
ชาวเมืองได้ช่วยกันลากปลาไหลตัวนัน บ้านแม่ลัว (คงเลือนมาจากค้าว่าคัว) ก็หมายถึงตอนที่ได้ช้าแหละ
ปลาไหลนันเพื่อแจกจ่ายกัน แม่น้ากก หมายถึงตัดเป็นชิน ๆ ซ่ึงชื่อดังกล่าวนีปัจจุบันมีอยู่ในท้องท่ีของต้าบล
ทา่ ขา้ วเปลือก อา้ เภอแม่จัน และยังมีผู้สนั นิษฐานว่าคือหนองหลวง ในเขตอ้าเภอเวยี งชัยอีกดว้ ย
หลังจากท่ีอาณาจักรโยนกได้ล่มสลายพร้อมด้วยราชวงศ์ดังกล่าวแล้ว ชาวเมือง จึงได้ปรึกษากัน
พร้อมใจกันยกให้ขุนลัง ซ่ึงเป็นผู้ใหญ่บ้านขึนมาเป็นผู้ปกครองแทนราชวงศ์ และได้มีการสร้างเมืองใหม่ขึนท่ีริม
ฝ่ังแม่น้าโขง ชื่อ เวียงปรึกษา (เวียงเปิ๊กษา) ซึ่งเมืองใหม่นี ว่ากันว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย เน่ืองจาก
ผู้น้าได้มาจากการประชุมปรึกษาหารือกันคล้ายระบบการเลือกตังจึงเป็นที่มาของชื่อเวียงปรึกษา เวียงปรึกษา
ได้มผี ปู้ กครองสืบต่อกนั มา 15 คน เปน็ ระยะเวลา 93 ปี
ยุคหิรัญนครเงนิ ยาง
ในยุคนีได้กล่าวถึงลวจังกราชหรือลวจักกราช ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์นี ซึ่งในหลักฐานบางฉบับ
เรียกว่า ราชวงศ์ลาว เน่ืองจากพระนามของกษัตริย์ในราชวงศ์นีล้วนขึนต้นด้วยค้าว่า “ลาว” มีอ้านาจอยู่ใน
เมืองเชียงลาว (เชยี งเรอื น) สันนิษฐานว่าอยู่ใกล้บรเิ วณดอยตุงและแม่น้าสาย ต่อมาได้ขยายจากเมืองเชียงลาว
มาสู่เมืองเงินยางหรือเงินยัง ซ่ึงตังอยู่ริมแม่น้าโขง สันนิษฐานว่าเมืองเงินยางนีอยู่ใกล้กับเมืองเชียงแสน หรือ
อาจเป็นบริเวณเดียวกันก็เป็นได้ เมอื งเงินยางมีชอื่ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า “หริ ัญนคร” อันเป็นที่มาและเรียกชื่อ
เมืองนีว่า หิรัญนครเงินยาง
ลวจังกราช (ลาวจง) มีราชบุตร 3 พระองค์ คือ ลาวครอบ ลาวช้าง และลาวเก๊าแก้วมาเมือง
ลวจังกราชได้ส่งราชบุตรออกไป สร้างบ้านแปงเมือง คือ ให้ลาวครอบราชบุตรองค์โตไปครองเมืองเชียงของ
ลาวชา้ งราชบตุ รองค์ท่ีสองไปครองเมืองยอง ส่วนลาวเก๊าแก้วมาเมือง ราชบุตรองค์เลก็ นีให้ครองเมืองเชียงลาว
สืบเนื่องมา ด้วยเหตุนีภายหลังจึงท้าให้ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) เป็นต้นของราชวงศ์เมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา
เชียงของ เชียงค้า จนถึงสมัยพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงรายแล้ว พบว่าเจ้าเมืองต่าง ๆ ได้มีเชือสายมาจาก
วงศล์ วจงั กราชดว้ ยกัน จงึ มีพระราโชบายรวบรวมใหเ้ ป็นปกึ แผน่ เปน็ อนั หนึ่งอนั เดยี วกัน
รายนามกษัตรยิ ร์ าชวงศล์ าว (ลวจังกราช หรือวงศ์หริ ัญนคร)
รชั กาลท่ี 1 ลวจังกราช (ลาวจง) รัชกาลที่ 13 ลาวคน
รัชกาลที่ 2 ลาวเก๊าแก้วมาเมือง รชั กาลที่ 14 ลาวสม
รัชกาลท่ี 3 ลาวเสา้ (ลาวเสา) รชั กาลท่ี 15 ลาวกวก (ลาวพวก)
รัชกาลที่ 4 ลาวตัง (ลาวพัง) รชั กาลที่ 16 ลาวกวิ (ลาวกวนิ )
รชั กาลที่ 5 ลาวกลม (ลาวหลวง) รชั กาลที่ 17 ลาวจง
รัชกาลที่ 6 ลาวเหลว รชั กาลที่ 18 จอมผาเรอื ง
รชั กาลที่ 7 ลาวกบั รัชกาลท่ี 19 ลาวเจิง (ลาวเจอ๋ื ง)
รชั กาลท่ี 8 ลาวคมิ (ลาวกนิ ) รชั กาลท่ี 20 ลาวเงินเรือง
รัชกาลท่ี 9 ลาวเคยี ง รัชกาลที่ 21 ลาวซิน (ลาวช่ืน)
รชั กาลที่ 10 ลาวคิว รชั กาลที่ 22 ลาวมิง
รัชกาลท่ี 11 ลาวเทิง (ลาวติง) รชั กาลท่ี 23 ลาวเมอื ง (ลาวเมงิ )
รชั กาลท่ี 12 ลาวทึง (ลาวเติง) รัชกาลที่ 24 ลาวเมง
๖|หน้า
ลาวจงมีราชบุตร 2 พระองค์ องค์พ่ีช่ือ ลาวชิน ได้ให้ปกครองเมืองไชยนารายณ์ ส่วนผู้น้องช่ือ
จอมผาเรืองนัน ให้ครองเมอื งเชยี งลาวต่อมา จอมผาเรือง (ลาวจอมเรือง) มีราชบุตรชอ่ื ลาวเจื่อง (ขุนเจ่ือง) ลาว
เจื่อง ได้ครองเมืองเชียงลาวอยู่ระยะหนึ่ง และได้แผ่ขยายอาณาเขตไปถึงเมืองของพระยาแก๋ว แล้วได้อยู่ครอง
หลายเมือง ส่วนทางเมืองเงินยาง (เชียงลาว) นัน ได้ให้ลาวเงินเรืองราชบุตรปกครองแทน และในสมัยของลาว
เจื่องนีได้ให้ราชบุตรอีกหลายพระองค์ไปครองยังเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองล้านช้าง เมืองน่าน เป็นต้น อันเป็นการ
กระจายราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ อีกสมัยหน่ึง มาจนถึงสมัยลาวเมง ลาวเมืองพระบิดาได้
สู่ขอนางอัวม่ิงจอมเมอื งหรือนางเทพค้าขยาย ธดิ าท้าวรุ้งแก่นชาย เจ้านครเชียงรุง้ เมืองใหญ่แว่นแคว้นสิบสอง
ปันนา มาอภิเษกเป็นชายาเจ้าลาวเมง ครันภายหลังอภิเษกแล้วไม่นานเท่าใด นางเทพค้าขยายก็ทรงมีครรภ์
แล้วประสตู พิ ระราชโอรส เมอ่ื พ.ศ. 1782 ทรงพระนามว่า “เจา้ มงั ราย”
อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง (เชียงลาว หรือเชียงเรือง หรือหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ก็เรียก)
นันเคยมีความรุ่งเรืองมาก่อน มีประวัติความเป็นมาท่ียาวนาน ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันในราชวงศ์
ลวจังกราชมาหลายพระองค์ มาจนถึงสมัยพญามังราย จึงได้มีการสร้างเมืองใหญ่ขึนที่เชียงราย และหลั กฐาน
ทางประวตั ิศาสตร์ได้เร่ิมมคี วามชดั เจนขนึ นับแต่การสร้างเมอื งเชียงรายเปน็ ตน้ มา
ยุคเชียงราย (มงั ราย)
พญามังราย ได้ขนึ ครองราชย์สมบัติทเ่ี มืองหิรัญนครเงนิ ยาง เมื่อ พ.ศ. 1802 ในขณะมพี ระชนม์
ได้ 20 ปี พระองค์จึงได้ให้พระยามหานครทังหลายไปถวายบังคม เมืองใดขัดแข็งมิยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี
กแ็ ต่งกองทัพยกออกไปปราบปราม ตีได้เมืองมอบ เมืองไร เมืองเชียงค้า ได้ปลดเจ้าผู้ครองนครออกแล้วแต่งตัง
ให้ขุนนางอยู่รังเมืองเหล่านัน แต่นันหัวเมืองทังหลาย มีเมืองเชียงช้าง เป็นต้น ก็พากันอ่อนน้อมยอมเป็น
เมืองขึน เมื่อรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือได้แล้ว คิดจะปราบหัวเมืองฝ่ายใต้ จึงได้ลงไปอยู่ที่เมืองหนึ่งชื่อเมืองว่า
เวียงเตา่ รอง เผอญิ ชา้ งมงคลของพญามังรายไดพ้ ลดั ไป พญามังรายเสด็จตามช้างไปถึงยอดจอมทองรมิ แม่น้ากก
เห็นภูมิประเทศท่ีเป็นชัยภูมิดี จึงให้สร้างพระนครไว้ ณ ที่นันก่อปราการโอบล้อมเอาดอยจอมทองไว้ใน
ท่ามกลางเมือง ขนานนามว่า เมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 1805 แล้วพญามังรายก็ยกจากเมืองหิรัญนครเงินยาง
ขึนมาประทับอยู่ท่ีเมืองเชียงรายในปีเดียวกันนียังได้ตีเมืองเชียงตุงอีกด้วย ถัดมาอีก 3 ปี พญามังรายได้เสด็จ
จากเมืองเชยี งรายไปประทับอย่ทู ี่เมืองฝาง (เวียงไชยปราการ) โดยมีพระราชประสงค์ท่ีจะแผ่ขยายอาณาเขตไป
ทางล้านนา หลังจากนัน 1 ปี ก็ได้ยกทัพไปตีเมืองผาแดง เชียงจอง ตีได้เมืองเชียงจองแล้วก็กลับประทับท่ี
เมอื งฝางอีก ตอ่ มาราว 6 ปี ได้เสดจ็ ยกทัพไปตีเมอื งเชงิ แลว้ กลบั มาประทับ ณ เมอื งฝางดังเกา่
เมืองฝางที่พญามังรายประทับอยู่ติดต่อกับแคว้นล้านนาพ่อค้าวานิชชาวเมืองหริภุญไชยไปม าท่ี
เมืองฝางเป็นอันมาก พญามังรายทราบว่าเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองม่งั คั่งสมบูรณ์ ก็อยากได้ไว้ในอา้ นาจ จึงทรง
ให้ อ้ายฟ้า เข้าไปเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองหริภุญไชย แล้วจึงสามารถตีเมืองหริภุญไชยจากพระยายีบาได้ในเวลา
ตอ่ มา รวมทังตไี ด้เมืองเขลางคจ์ ากพระยาเบิก เจา้ เมอื งเขลางค์ ซง่ึ เป็นนอ้ งของพระยายบี าในภายหลงั อกี ดว้ ย
ในปี พ.ศ. 1818 พญามังรายได้ให้ราชบุตรองค์ใหญ่ช่ือ ขุนเครื่อง มาครองเมืองเชียงราย
ขุนเครือ่ งได้เชือ่ ถอ้ ยค้าขุนใสเรียงคิดการกบฎ พญามงั รายจังได้ออกอุบายให้ขุนเครอื่ งไปเฝ้ายังเมอื งฝาง แล้วให้
อ้ายเผียนซุ่มริมทางดักยิงด้วยหน้าไม้ปืนผา (หน้าไม้ท่ีอาบยาพิษ) ถูกขุนเคร่ืองตาย พญามังรายจึงได้กลับมา
ครองราชยส์ มบัติอยทู่ ่เี มอื งเชยี งรายอีกครงั
พ.ศ. 1819 พญามังรายได้ยกกองทัพบงไปตีเมอื งพะเยา พระยางา้ เมือง เจ้าเมืองพะเยาเหน็ ว่าสู้
ด้วยก้าลังมิได้ จึงยกกองทัพออกไปรับปลายแดน ต้อนรับอย่างไมตรี แล้วยกต้าบลปากน้าให้แก่พญามังราย
พญามังรายก็รับปฏิญาณเป็นมิตรกัน ต่อมาได้ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี พระยาหงสาวดีสุทธโสม เจา้ เมือง จึงได้
ยกนางปายโค พระธิดา ให้เป็นราชธิดา เพื่อขอเป็นพระราชไมตรี ในภายหลังไดย้ กกองทัพไปตีเมืองพุกามอังวะ
๗|หน้า
เจ้าเมืองอังวะได้น้าเอาเครื่องราชบรรณาการมาถวายต้อนรับขอพระราชไมตรีด้วย ในครังนีได้นา้ เอาช่างต่าง ๆ
เช่น ช่างฆ้อง ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างค้า ช่างทอง กลับมาเผยแพรอ่ ีกดว้ ย พร้อมทังได้บ้ารุงพระพุทธศาสนาโดย
ได้รบั อทิ ธพิ ลตามแบบอยา่ งของอังวะ
ในปี พ.ศ. 1839 พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ และขนานนามเมืองว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์
เชียงใหม่” พระองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตราบจนสวรรคต ขณะเสด็จประพาสกลางเมืองเม่ือ
พ.ศ. 1860 ส่วนเมืองเชียงรายนันได้ให้ขุนครามมาครองเมืองแทน นับเป็นจุดเร่ิมต้นที่เมืองเชียงรายเร่ิมลด
บทบาทลง และในขณะเดียวกัน เมืองเชียงใหม่ก็ได้เร่ิมมีความส้าคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร
ล้านนา ซง่ึ มคี วามเป็นปกึ แผน่ ม่ันคงและรุ่งเรอื งอย่างสูงสุดในสมยั ของพญามงั ราย
เมื่อพญามังรายสวรรคต พระยาไชยสงคราม (ขุนคราม) ราชโอรส จึงครองเมืองเชียงรายต่อมา
และสถาปนาให้พระยาแสนภู โอรสองค์ใหญ่ไปครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 1861 ใน พ.ศ. 1870 พระยา
ไชยสงครามถึงแก่ทิวงคต พระยาแสนภูได้ให้เจ้าค้าฟูราชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ แล้วพระองค์ได้กลับมา
ครองเมืองเชยี งราย
รุ่งขึนปี พ.ศ. 1871 พระยาแสนภูมีพระราชประสงค์จะสร้างพระนครอยู่ใหม่ต้องการชัยภูมิที่ดี
ขุนนางได้ส้ารวจหาได้ที่เมืองเก่าริมแม่น้าโขง อันเป็นเมืองโบราณของเวียงไชยบุรีจึงโปรดให้สร้างนครใหม่ขึน
ท่ีนัน เอาแม่น้าโขงเป็นคูปราการเมืองด้านตะวันออกอีก 3 ด้าน ให้ขุดโอบล้อมพระนครไว้ ตังพิธีฝังหลักเมือง
วันศุกร์ เดือน 5 (เดือน 7 เหนือ) ขึน 2 ค่้า ปีมะโรง พ.ศ. 1871 ขนานนามว่า หิรัญนครชัยบุรีศรีเชียงแสน
(ตามพระนามของพระองค์) แต่คนต่อมาภายหลังเรยี กว่า เชียงแสน คืออ้าเภอเชียงแสนในปัจจบุ ัน ซ่ึงยังมีซาก
ก้าแพงเมืองปรากฏอยู่
พระยาแสนภู ครองอยู่เมืองเชียงแสนได้ 7 ปี ก็ได้ถึงแก่ทิวงคต พระยาค้าฟู ราชโอรสจึงได้ครอง
เมืองเชียงแสนต่อมา พระยาค้าฟูจึงไดใ้ ห้ท้ายผายรู าชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระยาค้าฟูถึงแก่ทิวงคต
ท้ายผายู ราชโอรส ซึ่งครองเมืองเชียงใหม่อยู่ ก็ได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อมา แล้วให้ท้าวกือนา (ตือนา)
ราชโอรส มาครองเมืองเชียงรายแทน นับแต่นันมาเมืองเชียงราย (รวมทังเชียงแสนด้วย) ได้เร่ิมมีฐานะคล้าย
เมืองลูกหลวง โดยมีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังคงมีเชือพระวงศ์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์
สุดท้ายในสมัยพระยากลม เป็นเจ้าเมืองเชียงแสน โดยมีพระเจ้าเมกุฏครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2101
เมืองเชียงใหม่และเชียงแสนก็เสียใหแ้ ก่บุเรงนอง เจ้ากรุงหงสาวดี อาณาจักรล้านนา (รวมทังเชียงรายและเชียง
แสนด้วย) จึงไดต้ กเป็นเมืองขนึ ของพม่าตังแต่นันมา แตม่ ีบางครังก็เป็นอิสระและบางครังก็ตกอยู่ในอ้านาจของ
กรุงศรีอยุธยา รวมเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับ 200 ปี จนถึงสมัยธนบุรี แม้ว่าบางสมัยจะมีการจับอาวุธขึน
ต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากพม่าแต่ก็ไม่ประสบผลส้าเร็จ ในระยะหนึ่งพม่าได้ฟ้ืนฟูเมืองเชียงแสนให้เป็นเมืองเอก
ในการปกครองเนื่องจากต้องการให้เป็นหัวเมืองเพ่ือป้องกันการรุกรานจากรุงศรีอยุธยา และยังษมารถใช้เป็น
แหลง่ สะสมเสบียงในยามศึกสงครามกับกรุงศรอี ยธุ ยาอีกด้วย
ยุคพันธุมติรตั นอาณาเขต
ในสมัยพระเจา้ กรุงธนบุรี ยกทัพมาปราบปรามขับไลข่ ้าศึกพม่าทางหวั เมืองฝ่ายเหนือ แต่ไม่สา้ เร็จ
เด็ดขาด ครันสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งราชวงศ์จักรี พ.ศ. 2347 กรมหลวง
เทพหริรกั ษ์และพระยายมราช ยกกองทัพขึนมาขบั ไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้ส้าเร็จ ใหเ้ ผาเมืองเสยี สิน กวาด
ต้อนเอาผู้คนพลเมือง 23,000 ครอบครัว แบ่งเป็น 5 ส่วน โดยให้ไปอยู่เมืองเชียงใหม่ นครล้าปาง นครน่าน
เมอื งเวยี งจนั ทน์ และลงมายงั กรุงเทพฯ บางสว่ นให้ตังบา้ นเรือนอยู่ เมืองสระบุรี เมอื งราชบรุ ี บ้าง
หลังจากท่ีได้กวาดต้อนเอาผู้คนพลเมืองให้ไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ แล้ว เชียงแสนจงึ กลายเป็นเมือง
ร้าง จึงท้าให้นับแต่นันมาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองเชียงแสนได้ขาดหายไประยะหน่ึง ส่วนใหญ่
๘|หน้า
แล้วมักจะกล่าวถึงเมืองเชียงใหม่ท่ีเป็นศูนย์กลางของล้านนาในยุคนัน โดยมีตระกูลเจ้าเจ็ดตนปกครอง ซึ่งจะ
เก่ียวพันกับการท้าศึกสงครามกับพม่า บางครังก็ถูกพม่ารุกราน บางครังก็ยกทัพไปตีเขตหัวเมืองขึนของพม่า
และกวาดตอ้ นเอาผคู้ นลงมาด้วย อันไดแ้ ก่ พวกไทยใหญ่ ไทยเขิน เปน็ ต้น
พ.ศ. 2386 ในรัชกาลท่ี 3 ได้มีการจัดตังเมืองเชียงรายฟื้นคืนให้เป็นบ้านเมืองขึนมาใหม่ เพื่อ
เป็นก้าลังช่วยเหลือเชียงใหม่ป้องกันภัยจากพม่าโดย มีฐานะเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตร
ประเทศ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ใหญ้ าติพี่น้อง อันมเี จ้าหลวงธรรมลังการเป็นเจา้ หลวงเมืองเชียงราย เจ้าอุ่นเรือน
เป็นพระยาอุปราช เจ้าค้าแสนเป็นพระยาราชวงศ์ เจ้าชายสามเจ้าพูเกี๋ยง เป็นพระยาราชบุตร และพระยา
บุรีรัตน์ มีราษฎรที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองขึนของพม่า ในสมัย “เก็บผักใสซ้า เก็บข้าใส่เมือง” พร้อมด้วย
พ่อค้าท่ีเป็นคนพืนเมืองของไพร่เมือง 4 เมือง คือ เมืองเชียงตุง เมืองพยาก เมืองเลน และเมืองสาด ประมาณ
1,000 ครอบครัวขึนมาตังสร้างบ้านเมือง เมืองเชียงรายในยุคนีได้มีการก่อก้าแพง สร้างประตูเมืองต่าง ๆ
เพ่ิมเติมในสว่ นท่ีเคยเปน็ เมืองเก่ามาแต่สมัยพญามังรายให้เป็นเมอื ง “พนั ธมุ ตริ ัตนอาณาเขต” มีสะดือเมืองอยู่ที่
วัดจนั ทโลก (ปัจจุบันคือวัดกลางเวียง) ในสมัยนันเมืองเชียงใหม่มชี ่ือว่า เมืองรัตตนติงสาวภิวนบุรี การปกครอง
เมืองเชียงรายในฐานะเป็นเมืองบริวาร ของเมืองเชียงใหม่ในสมัยนี เป็นยุคที่เรียกว่า เจ้าขัน 5 ใบ ซ่ึงเป็น
เชือสายในตระกูลเจ้าเจ็ดตนท่ีได้รับการแต่งตังจากเมืองเชียงใหม่มาเป็น คณะปกครองเมืองเชียงราย
ประกอบด้วย เจ้าหลวง (มีฐานะเป็นเจ้าเมือง) และผู้ช่วยอีก 4 ต้าแหน่ง คือ พระยาอุปราช พระยาราชวงศ์
พระยาราชบตุ ร พระยาบรุ ีรัตน์
พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ นครเชยี งใหม่ มีใบบอกข้อราชการไปยัง
กรุงเทพฯ ว่า พม่า ลือ เขิน เมืองเชียงตุง ประมาณ 300 ครอบครัว มาอยู่เมืองเชียงแสนตังตัวเป็นอิสระไม่
ยอมอยู่ใต้การปกครองของไทย จึงให้อุปราชแต่งคนไปวา่ กล่าวใหถ้ อยออกจากราชอาณาจักร ถ้าอยากจะตังอยู่
ให้อยู่ในบังคับบัญชาเมืองเชียงรายและนครเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะพวกนันไม่ยอมออกไป พ.ศ. 2417
เจ้าอินทวิไชยยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่เกณฑ์ก้าลังจากเชียงใหม่ นครล้าปาก เมืองล้าพูน มีไพร่ทังสิน 4,500
คน ยกจากเชียงใหม่มาเชียงรายและเชียงแสน ไล่ต้อนพวกนันออกจากเชียงแสน จึงท้าให้เชียงแสนกลายเป็น
เมืองร้างไประยะหน่ึง จวบจนถึงปี พ.ศ. 2423 จึงได้ให้ เจ้าอินต๊ะ บุตรเจ้าบุญมา (เจ้าบุญมาเป็นน้องของเจ้า
กาวิละ เจ้านครเชียงใหม่) เจ้าผู้ครองเมืองล้าพูน เป็นหัวหน้า น้าราษฎรเมืองล้าพูน เชียงใหม่ ประมาณ
1,500 ครอบครัว ขึนมาตังรกราก “ปกั ซังตงั ถ่นิ ” อยเู่ มืองเชียงแสน นบั เป็นการ สรา้ งบา้ นแปงเมือง ครังใหญ่
ของเมืองเชียงแสน กลุ่มท่ีอพยพมารุ่นแรกได้มาตังถ่ินฐาน ท้ากินอยู่เรียงรายตามล้าแม่น้าแม่ค้า ตังแต่บ้านแม่
ค้า บ้านห้วยน้าราก จนถงึ เขตเชียงแสน ตลอดถึงบ้านกว๊านบุญเรอื ง ในเขตประเทศลาวปจั จบุ ัน
ต่อมา เจ้าอินต๊ะ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นพระยาราชเดชด้ารง ต้าแหน่งเจ้าเมืองเชียง
แสน สมัยนันการปกครองล้านนาเฉพาะมณฑลพายัพเหนือ มีเจ้าเมืองบริเวณหัวเมืองมี 5 ช่ือ ประจ้าเมือง
ต่าง ๆ คือพระยาประเทศอุตรทิศ เจ้าเมืองพะเยาพระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝางพระยารัตนเขตต์ เจ้าเมือง
เชียงรายพระยาราชเดชด้ารง เจา้ เมืองเชียงแสนพระยาจติ วงศว์ รยศรังษี เจ้าเมอื งเชยี งของ
ใน พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระศรีสหเทพ
(เส็ง วิรยิ สิริ) จัดการปกครองมณฑลพายัพใหม่ เมอื งใหญ่มี เก๊าสนามหลวง เป็นศูนย์กลางจดั ให้มีแคว่นแกบ่ ้าน
(ก้านัน - ผู้ใหญ่บ้าน) แต่ละแคว่นขึนกบั เมือง เรียกผู้ปกครองเมืองว่า เจ้าเมือง เมืองขึนกับ บริเวณ เรยี กผู้เป็น
หัวหน้าว่า ข้าหลวงบริเวณ ข้าหลวงบริเวณขึนต่อเก๊าสนามหลวง โดยได้จัดท้าขึนเป็นพระราชบัญญัติ เรียกว่า
พระราชบัญญัติจัดตังมณฑลพายัพ ตังนครเชียงใหม่เป็นตัวมณฑล และเมืองเชียงแสนสมัยนันขึนต่อ
กระทรวงกลาโหม ต่อมา พ.ศ. 2453 ตรงกับ ร.ศ. 129 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ยกเมืองเชียงราย
เปน็ เมอื งจัตวารวมอยู่ในมณฑลพายพั ดังตอ่ ไปนี
๙|หน้า
ประกาศยกเมืองเชียงรายเปน็ หัวเมืองจตั วา รวมอยูใ่ นมณฑลพายพั
มีพระราชดองการด้ารัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วหน้ากันว่า แต่เดิมเมืองเชียงราย
เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อ้าเภอแม่ใจ อ้าเภอดอกค้าใต้ อ้าเภอแม่สรวย อ้าเภอเชียงค้า อ้าเภอ
เชียงของ ได้จัดรวมเข้าเป็นจังหวัด เรียกว่า จังหวัดพายัพภาคเหนือ ต่อมาเมืองเหล่านีมีความเจริญย่ิงขึน
จนเป็นเหตุให้เห็นว่า การจัดให้เป็นเมือง ไม่พอแก่ราชการและความเจริญ สมควรเล่ือนการปกครองขึน
ให้สมกับราชการและความเจริญในท้องถ่ิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย
เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อ้าเภอแม่ใจ อ้าเภอดอกค้าใต้ อ้าเภอแม่สรวย อ้าเภอเชียงค้า อ้าเภอเชียงของ
ตังเป็นเมืองจัตวาเรียกว่าเมืองเชียงราย อยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็น 10 อ้าเภอ คือ
อ้าเภอเมอื งเชียงราย อ้าเภอเมอื งเชียงแสน อ้าเภอเมืองฝาง อ้าเภอเวียงปา่ เป้า อ้าเภอเมอื งพะเยา อ้าเภอแม่ใจ
อา้ เภอดอกค้าใต้ อ้าเภอแม่สรวย อ้าเภอเชียงค้า อ้าเภอเชียงของ เหมือนอย่างหัวเมืองชันในที่ขึนกับกรุงเทพฯ
ทังปวง และพระทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระภักดีณรงค์ ซึ่งเป็นข้าหลวงประจ้าจังหวัดพายัพภาคเหนือ เป็น
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศ
ณ วันที่ 9 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 129 (ลงพระนาม) ด้ารงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีตรา
ประจา้ เมืองเปน็ รปู หนุมาน (หอระมาน)
ดวงตราประจ้าเมืองพันธุมติรัตนอาณาเขต คือเมืองเชียงรายในอดีต ท่ีแปลมาตรงกับตัวอักษร
ล้านนา(ตัวเมือง) ในดวงตรานัน ส่วนอักษรไทยข้างล่างเขียนว่า เมืองพันธุมติอะณาเขรษ เป็นการสะกดผิด
เนื่องจากการท้าตราต่าง ๆ ในสมัยนันต้องส่งไปท้าต่างประเทศที่ใกล้ท่ีสุด คือประเทศอินเดีย ช่ือเมืองพันธุ
มติรัตน อาณาเขตเลยต้องใช้อย่างนันมา แต่คนเชียงรายในสมัยนันอ่านภาษาไทย (กลาง) ไม่ออก สภาพ
บา้ นเมืองในยคุ พันธุมติรัตนอาณาเขตนัน ไดเ้ กิดความยุ่งยากเก่ียวกับกบฎเงยี ว ซึ่งไดเ้ กิดขึนตามหัวเมืองต่าง ๆ
ในอาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นผลมาจากยุคการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ท่ีได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดน
พม่าและลาว และต่อมาได้มีการยุยงสนับสนุนให้เงียวก่อความไม่สงบขึนตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อที่จะขยาย
อทิ ธพิ ลเขา้ มายังลา้ นนา ทไี่ ดเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของราชอาณาจักรไทยแล้ว แต่ทางการก็สามารถปราบปรามลงได้
ยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต ได้มีการพัฒนารูปแบบการปกครองจากหัวเมืองท่ีมีเจ้าเมืองครองมา
จนถึง พ.ศ. 2453 (ร.ศ. 129) จึงได้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล อันเป็น
ต้นแบบมาสู่การปรับปรุงพัฒนามาสู่ในยุคปัจจุบันท่ีมีฐานะเป็นจังหวัด แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16
อ้าเภอ 2 กง่ิ อ้าเภอ
๑๐ | ห น ้ า
ความสมั พนั ธ์กับอาณาจกั รตา่ ง ๆ
นับตังแต่สมัยราชวงศ์ลวจังกราช ได้ให้พระโอรสไปสร้างและครองเมืองต่าง ๆ จึงท้าให้มีการ
กระจายเชือพระวงศ์ออกไปยังเมืองต่าง ๆ ด้วย อันเป็นการขยายอาณาเขตในลักษณะหนึ่งมาจนถึงสมัยพญา
มังราย จึงได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีเมืองหิรัญนครเงินยางเป็นศูนย์กลาง เม่ือมีความ
เปน็ ปกึ แผน่ แล้ว ต่อมาจึงได้ขยายลงมาสร้างเมืองเชยี งราย เพอื่ ใช้เป็นศูนย์กลางในการแผข่ ยายอาณาเขตต่อไป
ยังอาณาจักรอื่น ๆ รวมทังการมีสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง อาณาจักรต่าง ๆ เหล่ านี ได้แก่
อาณาจักรหรภิ ุญไชย
อาณาจักรหริภุญไชยได้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยการสร้างเมืองเชียงราย โดยเป็น
ศูนย์กลางของเมืองต่าง ๆ ท่ีอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้าปิงและแม่น้าวัง ซึ่งต้านานจามเทวีได้กล่าวว่าฤาษีวาสุเทพ
เป็นผู้สร้างเมอื งหรภิ ุญไชยขนึ เมอ่ื ราว พ.ศ. 1310 - 1311 หลงั จากท่ีไดส้ ร้างเสรจ็ แล้ว จึงไดท้ ูลเชญิ พระนาง
จามเทวีธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรี) มาครองเมือง จึงท้าให้วัฒนธรรมของละโว้แพร่ ขยายมายัง
อาณาจกั รหรภิ ญุ ไชยดว้ ย
ด้วยเหตุอาณาจักรหริภุญไชยมีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งค่ังสมบูรณ์ พญามังรายมีพระประสงค์
อยากได้ไวใ้ นอ้านาจ จึงได้ใช้กลอุบายให้อ้ายฟ้าเขา้ ไปเป็นไส้ศึก วางแผนให้เกิดความแตกแยกกันในอาณาจักร
ในภายหลัง กองทัพของพญามังรายจึงเข้ายึดอาณาจักรหริภุญไชยจากพระยายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของ
อาณาจักรหริภุญไชยไว้ในอ้านาจได้ส้าเร็จ ในปี พ.ศ. 1835 และได้ผนวกหริภุญไชยเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของ
อาณาจกั รลา้ นนาตังแต่นนั เป็นต้นมา
อาณาจักรสโุ ขทัย
หลังจากที่พญามังรายได้แผ่ขยายอาณาเขตและรวบรวมบ้านเมืองจนเป็นปึกแผ่นมั่นคงจนเป็น
ท่ีมาของ อาณาจักรล้านนา แล้ว จงึ ได้สร้างเมืองเชียงใหม่หรือ นพบรุ ีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ขึนใน พ.ศ. 1839
เพื่อเปน็ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ในการสร้างเมืองนัน พระองคท์ รงได้ทูลเชิญพอ่ ขุนรามค้าแหงจากกรุง
สโุ ขทัยและพญางา้ เมอื ง เจา้ เมอื งพะเยาซึ่งเปน็ พระสหาย ให้เสด็จมาชว่ ยเลือกชัยภูมิการสรา้ งเมือง จึงเหน็ ไดว้ ่า
อาณาจกั รเหล่านีมสี มั พันธไมตรตี ่อกนั อยา่ งแนบแน่น ในต้าราราชวงศป์ กรณ์กลา่ วว่า กษัตรยิ ท์ ังสามได้ตังสจั จะ
ปฏญิ าณตอ่ กัน โดยนั่งหลังพิงกันทฝ่ี ั่งแมน่ ้าขนุ ภู แล้วเอามดี มาแทงมอื กนั ทกุ คน เอาเลือดใส่แพง่ ฝา ส่กู นั กิน ให้
เป็นมิตรสนิทต่อกันทุกพระองค์ ต่อมาแม่น้าขุนภูจึงเรียกว่า แม่น้าอิง ในปัจจุบันนีได้มีอนุสรณ์สถานคือ
อนสุ าวรยี ์สามกษัตริย์ ประดิษฐานอยูท่ ีห่ นา้ ศาลากลาง (เกา่ ) จงั หวัดเชียงใหม่
อาณาจกั รลา้ นนา
สมัยหิรัญนครเงินยาง อาณาจักรล้านนามีความเป็นมาหลังจากท่ีพญามังรายได้รวบรวมหัวเมือง
ต่าง ๆ อันมีเจ้าเมืองที่มีเชือสายมาจากวงศ์ลวจังกราชด้วยกันจนเป็นปึกแผ่นในอาณาจักรหิรัญนครเงินยาง
ตอ่ มาได้ตีอาณาจักรหริภุญไชยแล้วผนวกเข้าไว้ในอาณาจกั รดว้ ย นับเป็นการเร่ิมต้นของอาณาจักรใหม่ ท่ีต่อมา
เรียกว่า อาณาจักรล้านนา ภายหลังได้มีการย้ายศูนย์กลางของอาณาจักรไปอยู่ที่เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์
เชียงใหม่ ท้าให้เมืองเชียงรายซึ่งเดิมนันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรหิรัญนครเงินยางได้ลดความส้าคัญลงไป
ในระยะหลัง ๆ
๑๑ | ห น ้ า
สมยั รัตนโกสินทร์
อาณาจักรล้านนาได้มีบทบาทส้าคัญในการท้าสงครามกับพม่า โดยน้าก้าลังร่วมกับกองทัพทาง
กรุงเทพฯ ท้าสงครามกับพม่าในระหว่าง พ.ศ. 2312 - 2347 สงครามในระยะดังกล่าวนีได้เกิดลัทธิ เก็บผ้า
ใสซ่ ้า เกบ็ ข้าใสเ่ มือง ได้กวาดต้อนเอาผู้คนจากเมืองเชียงตุง สบิ สองปันนา ฯลฯ ผูค้ นท่ีถกู กวาดต้อนมาเหล่านัน
ส่วนใหญ่ ได้แก่ ชาวไทยใหญ่ ชาวไทยลือ และชาวไทยเขิน ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกับชาวไทย
โยนกของอาณาจักรล้านนา แล้วมาไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา กลุ่มท่ีถูกกวาดต้อนมานันได้เอา
ศิลปวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ด้วย เช่น การท้าเครื่องเขิน แกงฮังเล น้าพริกอ่องของชาวไทยเขิน ขนมจีน
นา้ เงียวของชาวไทยใหญ่ การทอผ้าของชาวไทยลือ เปน็ ตน้
ในปัจจุบัน กลุ่มชาวไทยลือหรือชาวไทยเขิน มีถ่ินฐานกระจายอยู่ในหลายอ้าเภอของจังหวัด
เชียงราย และจังหวัดในภาคเหนือ และได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ไว้อย่างมาก เช่น วัฒนธรรมก าร
แตง่ กาย อาหารการกิน งานหตั ถกรรม เปน็ ตน้
๑๒ | ห น ้ า
ข้อมลู สภาพท่ัวไป
๑. ลกั ษณะทางกายภาพ
(๑) ทตี่ ั้ง
จังหวัดเชียงราย ตังอยู่เหนือสุดของประเทศไทยอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๙ องศาเหนือ
ถงึ ๒๐ องศา ๓๐ ลิปดาเหนือและเส้นแวงที่ ๙๙ องศา ๑๕ ลิปดาถึง ๑๐๐ องศา ๔๕ ลิปดาตะวันออกอยู่ห่าง
จากกรงุ เทพฯ ๘๒๙ กโิ ลเมตร
(๒) อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับเมืองสาดและจังหวัดท่าขีเหล็กของรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ และ
แขวงบ่อแกว้ สปป.ลาว
ทิศตะวันออก ติดตอ่ กับแขวงอุดมไชย ประเทศลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับอ้าเภอภูซาง อ้าเภอจุน อ้าเภอดอกค้าใต้ อ้าเภอภูกามยาว อ้าเภอแม่ใจ
จงั หวัดพะเยา , อา้ เภอเมอื งปาน อา้ เภอวงั เหนือ จังหวดั ลา้ ปาง และอา้ เภอดอยสะเกด็ จงั หวัดเชยี งใหม่
ทิศตะวันตก ติดกับอ้าเภอดอยสะเก็ด อ้าเภอพร้าว อ้าเภอไชยปราการ อ้าเภอฝาง
และอ้าเภอแมอ่ าย จงั หวัดเชยี งใหม่ และเมอื งสาด รฐั ฉาน ประเทศเมยี นมาร์
๑๓ | ห น ้ า
(๓) สภาพภูมิประเทศ
จังหวดั เชียงราย มพี ืนท่ี 11,678.369 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,290,000 ไร่
มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงในทวีปตอนเหนือ (North Continental Highland) มีพืนที่ราบสูงเป็นหย่อม ๆ
ในเขตอ้าเภอแม่สรวย อา้ เภอเวยี งป่าเป้า และอา้ เภอเชียงของ บริเวณเทือกเขาจะมีความสูงประมาณ 1,500 -
2,000 เมตรจากระดับน้าทะเล โดยมีดอยลงั กาหลวง เปน็ ยอดเขาท่ีสูงท่ีสุดในจังหวดั มีความสูง 2,031 เมตร
บริเวณส่วนที่ราบตามลุ่มแม่น้าส้าคัญในตอนกลางของพืนท่ี ได้แก่ อ้าเภอพาน อ้าเภอเมืองเชียงราย อ้าเภอแม่จัน
อ้าเภอแม่สาย อ้าเภอเชียงแสน และอ้าเภอเชียงของ มีความสูงประมาณ 410 - 580 เมตร จากระดับน้าทะเล
ลักษณะพืนท่ีส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีป่าไม้ปกคลุม บริเวณเทือกเขามีชันความสูง 1,500-2,000 เมตร จาก
ระดับน้าทะเล มีที่ราบเป็นหย่อม ๆ ในระหว่างหุบเขา และตามลุ่มน้าส้าคัญ จังหวัดเชียงรายมีภูเขาล้อมรอบ
โดยเฉพาะทางทศิ ตะวันตกเปน็ แนวเทือกเขาผปี ันน้า ติดต่อกันไปเป็นพืดตลอดเขตจงั หวัด
(๔) สภาพภมู อิ ากาศ
ฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กลางเดือนพฤษภาคม มีอุณหภูมิเฉล่ียสูงสุด
30.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35.4 องศาเซลเซียส ฤดูฝน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ถึง
กลางเดือนตุลาคม มีฝนตกทงั ปี 145 วัน ปรมิ าณฝนรวมตลอดทังปี 2,042.6 มิลลิเมตร ฤดูหนาว อยู่ในช่วง
กลางเดือนตุลาคม ถึง กลางเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต้่าสุดเฉลี่ย 15.1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต้่าสุด 10.๒
องศาเซลเซียส
ข้อมลู การปกครองและประชากร
๑. ข้อมูลการปกครอง
(๑) หน่วยการปกครอง จงั หวัดเชยี งรายแบ่งหน่วยปกครองออกเป็น
(๑.๑) สว่ นราชการสังกัดส่วนภมู ิภาค ๓๔ หน่วยงานส่วนราชการสงั กดั ส่วนกลาง 100
หน่วยงาน
(๑.๒) ส่วนราชการสังกดั สว่ นทอ้ งถิน่ ไดแ้ ก่องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ๑ แห่งเทศบาลนคร
๑ แหง่ เทศบาลตา้ บล ๗๒ แห่งองค์การบรหิ ารสว่ นตา้ บล ๗๐ แหง่
(๑.๓) อา้ เภอ ๑๘ อา้ เภอ ๑๒๔ ตา้ บล ๑,764 หมบู่ ้าน
ตารางที่ ๑ การแบง่ เขตการปกครองของจังหวัดเชยี งราย
เขตการปกครอง
ที่ ช่ืออาเภอ ตาบล หม่บู า้ น เทศบาลนคร เทศบาลตาบล อบต.
/อบจ.
๑ เมอื งเชียงราย ๑๖ ๒๒9 ๕
๒ เวียงชัย ๕ ๗๕ ๒ ๑๐ ๑
๓ เชียงของ ๗ ๑๐2 ๑
๔ เทิง ๑๐ ๑๕๖ ๕ ๖
๕ พาน ๑๕ ๒๓6 ๑๔
๖ ป่าแดด ๕ ๕9 ๗ ๐
๗ แม่จนั ๑๑ ๑๓9 ๕
๘ เชยี งแสน ๖ ๗1 ๖ ๒
๙ แมส่ าย ๘ ๘8 ๖
๒
๑๔ | ห น ้ า
๕
๘
๕
๔
เขตการปกครอง
ท่ี ชอ่ื อาเภอ ตาบล หมบู่ ้าน เทศบาลนคร เทศบาลตาบล อบต.
/อบจ.
๑๐ แม่สรวย
๑๑ เวียงป่าเป้า ๗ 131 ๓๖
๑๒ พญาเม็งราย
๑๓ เวียงแก่น ๗ ๙๓ ๔๕
๑๔ ขุนตาล
๑๕ แม่ฟา้ หลวง ๕ ๗2 ๓๓
๑๖ แมล่ าว
๑๗ เวียงเชยี งรุ้ง ๔ ๔๑ ๓๑
๑๘ ดอยหลวง
๓ ๕๕ ๓๑
รวมทงั สนิ
๔ ๗8 ๔
๕ ๖3 ๓๔
๓ ๔๓ ๑๓
๓ ๓๓ ๓
๑๒๔ ๑,764 ๒ ๗๒ ๗๐
๒. ข้อมูลประชากร
ประชากร ณ วันท่ี 25 สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖4 รวมทังสิน ๑,๒๙7,๑63 คน เป็นชาย
630,475 คน หญิง 666,688 คน สา้ หรับอ้าเภอท่ีมีประชากรมากท่ีสุดไดแ้ ก่ อ้าเภอเมืองเชียงราย มีจา้ นวน
261,749 คน รองลงมาได้แก่ อ้าเภอแม่สายมีจ้านวน 127,268 คน และอ้าเภอพาน มีจ้านวน
118,724 คน
ตารางที่ ๒ จ้านวนประชากรของจังหวัดเชยี งราย ณ วันท่ี 25 สงิ หาคม 2564
ท่ี อำเภอ จำนวนประชำกร รวม
ชำย หญิง
261,749
๑ อา้ เภอเมืองเชียงราย 124,969 136,780 45,694
53,715
2 อา้ เภอเวียงชยั 22,109 23,585 83,832
118,724
3 อา้ เภอเชยี งของ 26,435 27,280 25,757
107,015
4 อ้าเภอเทิง 41,371 42,461 55,408
127,268
5 อ้าเภอพาน 57,524 61,200 84,281
68,521
6 อ้าเภอป่าแดด 12,675 13,082 42,222
37,113
7 อ้าเภอแมจ่ นั 51,269 55,746 31,086
8 อ้าเภอเชียงแสน 26,888 28,520
9 อ้าเภอแมส่ าย 59,697 67,571
10 อ้าเภอแมส่ รวย 42,376 41,905
11 อ้าเภอเวยี งปา่ เป้า 33,724 34,797
12 อ้าเภอพญาเม็งราย 20,881 21,341
13 อา้ เภอเวยี งแก่น 18,719 18,394
14 อา้ เภอขุนตาล 15,182 15,904
๑๕ | ห น ้ า
ที่ อำเภอ จำนวนประชำกร รวม
15 อ้าเภอแม่ฟา้ หลวง ชำย หญงิ 77,509
16 อ้าเภอแมล่ าว 30,680
17 อ้าเภอเวยี งเชยี งรุ้ง 38,615 38,894 27,905
18 อ้าเภอดอยหลวง 18,684
14,865 15,815 1,297,163
รวม
13,814 14,091
9,362 9,322
630,475 666,688
หมำยเหตุ ข้อมูลอ้างอิงจากส้านักงานปกครองจงั หวดั เชียงราย
๑๖ | ห น ้ า
ตราประจาจังหวัดเชียงราย
รปู ช้างสีขาวใต้เมฆ
ตราประจาจังหวัด : รูปช้างสีขาวใต้เมฆ หมายถึง นิมิตของความรุ่งเรืองในอดีต เพราะพญา
มังรายเคยใช้ช้างเป็นก้าลังส้าคัญในการท้าศึกปราบศัตรูจนได้ชัยชนะ นอกจากนี ช้างยังเป็นชนวนให้พญา
มังรายมาก่อร่างสร้างเมืองนีขึนอีกด้วย โดยว่ากันว่า ช้างทรงของพญามังรายหลุดหายไปจากหลักที่ผูกไว้
พญามงั ราย ติดตามไปจนถึงภมู ิประเทศอนั บริบรู ณ์ริมน้ากก จึงโปรดให้ตงั เมอื งเชยี งรายขนึ ณ ที่นนั
เม่ือพญามังรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบ ๆ ได้แล้วจึงทรงกรีฑาทัพไป
แสดงฝีมือในการยทุ ธต่อหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา จึงได้ไปรวมพล ณ เมืองลาวกู่เต้า และหมอควาญได้น้าช้างมงคล
ของพญามังรายไปทอด (ผูก) ไว้ในป่าหัวดอยทิศตะวันออก พลัดหายไป พญามังรายจงึ ได้เสด็จติดตามรอยช้าง
ไปจนถึงดอยทองริมแม่น้ากกนัทธีได้ทัศนาการเห็น ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิท่ีดี จึงได้
สร้างเมืองใหม่ขึนในที่น่ัน ให้ก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางเมือง ขนานนามเมืองว่า "เวียง
เชียงราย" ตามพระนามของพญามังรายผู้สรา้ งเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 ดังนัน จึงได้น้ารูปช้างสีขาว
ใต้เมฆแหง่ ความรุ่งเรือง และอยู่เย็นเป็นสุข บนพนื สีมว่ งของวันเสาร์ ซ่ึงตรงกบั วันประสตู ิของพญาเม็งราย เป็นสี
ประจ้าจงั หวัด
คาขวัญของจังหวัดเชียงราย
"เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผน่ ดิน ถน่ิ วัฒนธรรมล้านนา ล้าค่าพระธาตดุ อยตุง"
ธงประจาจงั หวดั เชยี งราย
๑๗ | ห น ้ า
ดอกไมป้ ระจาจังหวัดเชียงราย
ชอื่ ดอกไม้ ดอกพวงแสด
ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ : Pyrostegia Venusta (ker) Miers
วงศ์ : Bignonia Ceae
ลกั ษณะชนิดพนั ธ์ไุ ม้ : ไม้เลอื ยต่างประเทศ
ช่อื อื่น ๆ : Orange trumpet, Flane Flower, Fire - Cracder Vine
๑๘ | ห น ้ า
ตน้ ไม้ประจาจังหวัดเชียงราย
ช่ือพันธ์ุไม้ ตน้ กาสะลองค้า
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Radermachera ignea (Kurz) Steenis
วงค์ Dignoniaceae
ช่ืออื่น ๆ ปีปทอง, แคเป๊าะ, สา้ เนาหลามต้น, สะเภา, อ้อยช้าง, จางจดื
ประวัติความเป็นมาของต้นไม้ประจาจังหวดั เชียงราย
ต้นกาสะลองค้า เป็นต้นไม้ท่ีได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในพิธีเปิดโครงการปลกู ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั เน่ืองในวโรกาสทรงครองราชย์
ปีที่ 50 วนั ท่ี 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศนู ย์ประชุมแห่งชาติสริ ิกิติ์
๑๙ | ห น ้ า
สว่ นที่ ๒
ข้อมูลทว่ั ไปสานักงานวฒั นธรรมจังหวดั เชยี งราย
ข้อมลู บคุ ลากรสานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย
นายพสิ นั ต์ จันทร์ศลิ ป์
วฒั นธรรมจงั หวดั เชียงราย
เบอรโ์ ทรศัพท์ : 08 9569 9909
นางสิรริ ตั น์ โอภาพ นางเบญ็ จมาส บุญเทพ นางสาวทศั นีย์ ดอนเนตร์
ผ้อู านวยการกลุ่มยุทธศาสตร์ ผ้อู านวยการกลุ่มสง่ เสริมศาสนา ผู้อานวยการกลมุ่ กจิ การพิเศษ
และเฝ้าระวังทางวฒั นธรรม เบอรโ์ ทรศัพท์ : ๐๘ ๑๘๗๔ ๑๙๕๘
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๘๗๐ ๔๑๕๐ ศิลปะและวัฒนธรรม
เบอรโ์ ทรศัพท์ : ๐๘ ๑๘๗๔ ๒๐๐๗
นางสาวสุพิชชา ชุ่มมะโน นายภัทรพงษ์ มะโนวัน
หวั หนา้ ฝ่ายบริหารทวั่ ไป หวั หน้ากลุม่ พธิ ีการศพที่ได้รบั พระราชทาน
เบอร์โทรศัพท์ : 06 3218 8083
เบอรโ์ ทรศัพท์ 06 3349 2690
๒๐ | ห น ้ า
โครงสรา้ งบุคลากร
นายพิสันต์ จันทร์ศลิ ป์ - วา่ ง ขรก. 2 คน
วัฒนธรรมจงั หวัดเชียงราย - วา่ งจา้ งเหมา 1 คน
- ขา้ ราชการ 32 คน
- พนักงานราชการ 4 คน
- จา้ งเหมาบรกิ าร 18 คน
- อาสาสมคั รวฒั นธรรม 1 คน
กลมุ่ ยุทธศาสตรฯ์ กล-ุ่มนสว่งธเ.สชรพ-ิมศ1าสคนนาฯ กลมุ่ พธิ กี ารศพฯ
- นวธ.ชพ 1 คน - นวธ.ปก./ชก. 2 คน
- นวธ.ปก./ชก. 6 คน - นวธ.ปก./ชก. 12 คน - พนง.ราชการ 4 คน
- อาสาสมัครวฒั นธรรม 1 คน - จ้างเหมาบริการ 15 คน
- ว่าง ขรก. 1 คน - ว่างจา้ งเหมาบริการ 1 คน
กลมุ่ กจิ การพิเศษ ฝ่ายบริหารทั่วไป
- นวธ.ชพ 1 คน - นจก.ปก./ชก. 3 คน
- นวธ. ปก./ชก. 4 คน - นวช.กง. ปก./ชก. 1 คน
- จา้ งเหมาบรกิ าร 3 คน
- วา่ ง ขรก. 1 คน
๒๑ | ห น ้ า
ข้อมูลสานักงานวัฒนธรรมจงั หวัดเชยี งราย
๑. ชื่อหน่วยงาน สานกั งานวัฒนธรรมจังหวดั เชียงราย
๒. สถานท่ีตัง้ สานักงาน ศาลากลางจงั หวดั เชียงราย ชน้ั ๑ ตาบลรมิ กก อาเภอเมืองเชยี งราย
จงั หวดั เชยี งราย ๕๗๑๐๐
3. วฒั นธรรมจงั หวัด ชอ่ื -นามสกุล นายพิสันต์ จนั ทรศ์ ิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
4. ประธานสภาวัฒนธรรมจงั หวดั /ทปี่ รึกษาผตู้ รวจราชการภาคประชาชนด้านวัฒนธรรม
ช่อื -นามสกุล นางสลักจฤฎด์ิ ตยิ ะไพรัช
ตาแหนง่ ประธานสภาวฒั นธรรมจงั หวัดเชยี งราย
๕. ทปี่ รกึ ษาหัวหนา้ ผตู้ รวจราชการภาคประชาชน
ดา้ นสงั คม นางพรสวรรค์ พงษ์ประภาส
นายวิโรจน์ ชายา
ดา้ นเศรษฐกจิ นายพรเทพ อินทะชยั
นายเอกภพ ชา่ งแกว้
นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์
ด้านวชิ าการ ว่าทีร่ อ้ ยตรสี วุ รรณชาติ สุวรรณนาม
ด้านสิง่ แวดล้อม นายบญุ นาค จอมธรรม
6. บคุ ลากร ปฏบิ ัตงิ านจริง 52 คน
อัตราวา่ ง 3 ตาแหนง่
ช่วยราชการ - คน
ตาแหน่ง (ข้าราชการ)
วฒั นธรรมจงั หวดั ๑ คน
นักวิชาการวัฒนธรรม ระดบั ปฏิบตั ิการ ๑๑ คน
นกั วิชาการวัฒนธรรม ระดบั ชานาญการ ๑๑ คน
นักวชิ าการวัฒนธรรม ระดับชานาญการพเิ ศษ ๓ คน
นกั จัดการงานทั่วไป ระดับปฏบิ ัตกิ าร ๑ คน
นักจัดการงานทว่ั ไป ระดับชานาญการ ๒ คน
นักวชิ าการเงนิ และบัญชี ระดับชานาญการ ๑ คน
พนกั งานราชการ
นักวชิ าการวฒั นธรรม 4 คน
๒๒ | ห น ้ า
พนักงานจา้ งเหมาบรกิ าร 10 คน
เจา้ หนา้ ท่ีปฏบิ ตั งิ านพธิ ี ๑ คน
เจา้ หน้าทบี่ ันทกึ ขอ้ มลู ๓ คน
พนกั งานขับรถ 1 คน
พนักงานรักษาความปลอดภัย ๑ คน
พนักงานทาความสะอาด ๑ คน
พนกั งานซกั รดี 1 คน
อาสาสมัครวัฒนธรรม
๗. โครงสรา้ งตามแผนภูมโิ ครงสร้างทีส่ านกั งานปลัดกระทรวงกาหนดไว้ แบ่งเปน็ ๔ กลุ่ม ๑ ฝ่าย
นกั วิชาการวัฒนธรรมปฏบิ ัตงิ านทจ่ี ังหวดั รวม ๒๒ คน
ผู้อานวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝา้ ระวังทางวัฒนธรรม ชื่อ นางสิรริ ตั น์ โอภาพ
ผอู้ านวยการกล่มุ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม ชอ่ื นางเบ็ญจมาส บุญเทพ
ผอู้ านวยการกลมุ่ กิจการพเิ ศษ ชื่อ นางสาวทัศนีย์ ดอนเนตร์
หัวหน้าฝา่ ยบริหารท่วั ไป ชอ่ื นางสาวสุพชิ ชา ชุ่มมะโน
หวั หน้ากลมุ่ พธิ ีการศพที่ไดร้ ับพระราชทาน ช่อื นายภัทรพงษ์ มะโนวนั
นกั วิชาการวฒั นธรรมทปี่ ฏิบตั ิงานท่ีอาเภอ (ตามภารกิจ) รวม ๑๘ คน
( ) ประจา
( ) ไปเป็นครง้ั คราว (จานวนวนั ๓ วัน/สัปดาห์)
( ✓) อนื่ ๆ (ถา้ มี) ลงพื้นทีป่ ฏิบัติงานตามภารกจิ .
โครงสรา้ งตามกรอบอัตรากาลงั
กลุม่ ยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวังทางวฒั นธรรม (ตามกรอบอัตรากาลัง)
นกั วิชาการวฒั นธรรมชานาญการพิเศษ ๑ ตาแหน่ง
นักวิชาการวฒั นธรรม ปฏบิ ัติการ/ชานาญการ ๖ ตาแหน่ง
กลมุ่ ยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวังทางวัฒนธรรม จานวนตาม ปฏบิ ัติงานจริง จานวนท่ขี าด
กรอบ (คน)
นกั วชิ าการวฒั นธรรมชานาญการพเิ ศษ (คน)
นักวิชการวฒั นธรรม ปฏิบตั กิ าร/ชานาญการ 1 1-
6 6-
รวม 7-
7
๒๓ | ห น ้ า
กลมุ่ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม (ตามกรอบอัตรากาลัง)
นักวชิ าการวัฒนธรรมชานาญการพเิ ศษ ๒ ตาแหน่ง
นักวชิ าการวฒั นธรรม ปฏบิ ัตกิ าร/ชานาญการ ๑๖ ตาแหนง่
กลมุ่ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม จานวนตาม ปฏบิ ัตงิ านจรงิ จานวนที่ขาด
กรอบ (คน)
นกั วชิ าการวัฒนธรรมชานาญการพเิ ศษ (คน)
นกั วชิ การวฒั นธรรม ปฏบิ ตั กิ าร/ชานาญการ 2 2-
16 14 2
รวม 16 2
18
ฝ่ายบริหารท่ัวไป (ตามกรอบอัตรากาลงั ) ๓ ตาแหน่ง
นักจัดการงานท่ัวไป ปฏิบัติการ/ชานาญการ ๑ ตาแหนง่
นกั วิชาการเงินและบัญชี ปฏบิ ตั กิ าร/ชานาญการ ๑ ตาแหน่ง
เจา้ หน้าที่บันทึกข้อมูล ๑ ตาแหน่ง
พนักงานขบั รถ ๑ ตาแหน่ง
พนักงานทาความสะอาด
ฝ่ายบริหารท่ัวไป จานวนตาม ปฏิบัตงิ านจรงิ จานวนทข่ี าด
กรอบ (คน)
นักจัดการงานทั่วไป ปฏบิ ัตกิ าร/ชานาญการ (คน)
นกั วชิ าการเงนิ และบัญชี ปฏบิ ัติการ/ชานาญการ 3 3-
พนักงานจ้างเหมาบริการ 1 1-
3-
รวม 3 7-
7
๒๔ | ห น ้ า
กลุ่มพธิ กี ารศพท่ีไดร้ ับพระราชทาน (กรอบอัตรากาลัง)
นกั วชิ การวฒั นธรรม ปฏบิ ตั ิการ/ชานาญการ ๒ ตาแหน่ง
นกั วชิ าการวฒั นธรรม ๔ ตาแหน่ง
เจ้าหน้าที่ปฏบิ ัติงานพิธี ๑๐ ตาแหนง่
พนักงานขบั รถ ๒ ตาแหน่ง
พนักงานซกั รีด ๑ ตาแหนง่
เจา้ หน้าทรี่ ักษาความปลอดภยั ๒ ตาแหน่ง
ประเภทบุคลากร จานวนตามกรอบ ปฏบิ ัติงานจรงิ จานวนทีข่ าด
กลมุ่ พธิ ีการศพฯ (คน) (คน)
๒
ข้าราชการ 2 ๔ -
พนักงานราชการ 4 14 -
พนกั งานจา้ งเหมาบริการ ๑5 20 1
21 1
รวม
๒๕ | ห น ้ า
๘. รายช่ือบคุ ลากรสานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย
ท่ี ชอ่ื -สกุล ตาแหน่ง การปฏิบัติงาน (กลุ่ม/ฝ่าย)
วัฒนธรรมจงั หวัดเชียงราย
1 นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจงั หวดั เชียงราย
กลุม่ ยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวงั ฯ
กล่มุ ยุทธศาสตร์และเฝา้ ระวังทางวัฒนธรรม กลุ่มยุทธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวังฯ
กลุ่มยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวังฯ
2 นางสริ ิรตั น์ โอภาพ ผู้อานวยการกลุม่ ยุทธศาสตร์ฯ กล่มุ ยุทธศาสตร์และเฝ้าระวงั ฯ
ฝา่ ยบรหิ ารทวั่ ไป
3 นางสุภสั สร ประภาเลิศ นกั วิชาการวฒั นธรรมชานาญการ กลุ่มกจิ การพิเศษ
กลุ่มยุทธศาสตรแ์ ละเฝ้าระวังฯ
4 นายฐติ กิ ารณ์ ศริ ิอศิ รานวุ ฒั น์ นกั วชิ าการวฒั นธรรมชานาญการ
กล่มุ ส่งเสริมศาสนาฯ
5 นางสาวสดุ า นนทะวงษ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชานาญการ กลมุ่ กจิ การพเิ ศษ
กลมุ่ กจิ การพิเศษ
6 นางสาวสพุ ิชชา ชมุ่ มะโน หวั หน้าฝา่ ยบริหารทว่ั ไป กลุ่มสง่ เสรมิ ศาสนาฯ
กลุ่มยุทธศาสตร์และเฝา้ ระวงั ฯ
7 นายกาพล จาววัฒนาสกุล นักวชิ าการวฒั นธรรมชานาญการ กลุ่มส่งเสริมศาสนาฯ
กลมุ่ ส่งเสริมศาสนาฯ
8 นายเอกณฏั ฐ์ กาศโอสถ นักวชิ าการวัฒนธรรมชานาญการ กลุ่มกจิ การพเิ ศษ
กลุ่มสง่ เสรมิ ศาสนาฯ
กลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม กลุ่มสง่ เสริมศาสนาฯ
กลมุ่ สง่ เสริมศาสนาฯ
9 นางเบ็ญจมาส บญุ เทพ ผอู้ านวยการกลุ่มสง่ เสริมศาสนาฯ กล่มุ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
กลุ่มส่งเสรมิ ศาสนาฯ
10 นางสาวทัศนีย์ ดอนเนตร์ ผู้อานวยการกล่มุ กจิ การพเิ ศษ กลมุ่ ส่งเสริมศาสนาฯ
กลมุ่ ส่งเสริมศาสนาฯ
11 นางสาวณพิชญา นนั ตาดี นักวชิ าการวัฒนธรรมชานาญการ กล่มุ สง่ เสริมศาสนาฯ
กลมุ่ ส่งเสรมิ ศาสนาฯ
12 นางเพยี รโสม ปาสาทัง นักวิชาการวฒั นธรรมชานาญการ
ฝา่ ยบริหารท่ัวไป
13 นางสาวพนดิ า ค้าสม นกั วิชาการวฒั นธรรมชานาญการ ฝา่ ยบริหารทั่วไป
ฝ่ายบริหารทัว่ ไป
14 นางสพุ รรณี เตชะตน นกั วชิ าการวัฒนธรรมปฏิบตั กิ าร ฝา่ ยบรหิ ารทั่วไป
ฝา่ ยบริหารท่ัวไป
15 นายพพิ ัฒน์ สมุ่ มาตย์ นกั วิชาการวฒั นธรรมปฏบิ ัติการ ฝา่ ยบรหิ ารทั่วไป
ฝา่ ยบรหิ ารทัว่ ไป
16 นายจริ ฏั ฐ์ ยทุ ธ์ธนประวชิ นักวิชาการวฒั นธรรมปฏิบัตกิ าร
๒๖ | ห น ้ า
17 นายสุพจน์ ทนทาน นกั วชิ าการวัฒนธรรมปฏิบตั ิการ
18 นายนพพร หน่อแกว้ นกั วิชาการวฒั นธรรมปฏบิ ัตกิ าร
19 นายยทุ ธนา สุทธสม นักวชิ าการวฒั นธรรมปฏิบัตกิ าร
20 นางสาวพิรณุ พร อินเทพ นกั วชิ าการวัฒนธรรมปฏิบัตกิ าร
21 นางสาวปาณชิ า ใจมขุ นักวิชาการวฒั นธรรมปฏิบัตกิ าร
22 นายธนาคาร คุ้มภยั นกั วิชาการวฒั นธรรมปฏิบัตกิ าร
23 นางสาวมทุ ิตา ธิงาเครือ นกั วชิ าการวัฒนธรรมปฏบิ ตั กิ าร
24 นางสาวจฬุ าลักษณ์ เขตรักษา นักวิชาการวฒั นธรรมปฏิบตั ิการ
25 นางสาวธญั วรตั น์ ธรรมสอน อาสาสมคั รวัฒนธรรม
ฝ่ายบริหารท่ัวไป
26 นางอุทุมพร ปูธิปิน นักวิชาการเงินและบญั ชชี านาญการ
27 นางสาวมธุรส เมอื งเสริม นกั จดั การงานท่ัวไปชานาญการ
28 นางสาวรงุ่ ทิวา ทานะขนั ธ์ นกั จดั การงานท่วั ไปปฏิบตั กิ าร
29 นายอภิชาต กันธิยะเขียว นักจดั การงานท่วั ไปปฏิบัตกิ าร
30 นางสาวพมิ พ์จนั ทร์ ว่องศริ ิกลุ เจ้าหน้าที่บริหารงานทว่ั ไป
31 นายพร้อมพงษ์ ทาสิทธิ์ พนกั งานจ้างเหมาบริการ
32 นางพูลทรัพย์ ธรานันทวทิ ยา พนกั งานจา้ งเหมาบริการ
ท่ี ชอ่ื -สกุล ตาแหน่ง การปฏบิ ัตงิ าน (กลุ่ม/ฝ่าย)
กลุม่ พธิ กี ารศพท่ีได้รบั พระราชทาน
33 นายภทั รพงษ์ มะโนวนั หวั หน้ากลมุ่ พิธกี ารศพทไี่ ด้รบั พระราชทาน กลุ่มพิธกี ารศพฯ
34 นายเอกอนนั ต์ แกว้ มะคา
35 นายกรณทั บญุ รักษาเดชธนา นักวชิ าการวัฒนธรรมปฏิบตั กิ าร กลมุ่ พิธีการศพฯ
36 นายสพุ จน์ กันต๊บิ
37 นายเอกชยั กนกรตั นไพศาล นักวชิ าการวัฒนธรรม กลมุ่ พิธีการศพฯ
38 นายณัฐวุฒิ อปุ มาณ
39 นายอนพุ งษ์ นันใจยะ นกั วชิ าการวัฒนธรรม กลมุ่ พธิ กี ารศพฯ
40 นายเอกพงษ์ ยะคาปอ้
41 นายเขต ของเทิง นกั วชิ าการวัฒนธรรม กลุม่ พธิ ีการศพฯ
42 นายสิทธชิ ัย บญุ ชมุ
43 นายณรงค์ ปงลังกา นกั วชิ าการวัฒนธรรม กลมุ่ พธิ ีการศพฯ
44 นายพทิ ักษ์ ธรรมยศ
45 นายนัฐพล ปัญญาเหมือง เจ้าหน้าทป่ี ฏิบตั งิ านพธิ ี กลุ่มพิธีการศพฯ
46 นายฤทธเิ กียรติ พรหมสมบตั ิ
47 นายณัฐพล ถนิ่ นอก เจา้ หน้าที่ปฏบิ ตั งิ านพิธี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
48 นายอนพุ งศ์ บุญจนั ทร์
49 นายสมบัติ สุภารัตน์ เจ้าหน้าทปี่ ฏิบตั ิงานพธิ ี กลมุ่ พิธกี ารศพฯ
50 นายธนากร สุวรรณสังข์
51 นางสาวรศั มี แก้วจินดา เจา้ หนา้ ที่ปฏิบัติงานพิธี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
52 นายทนงค์ศักด์ิ เมืองงาม
เจ้าหน้าที่ปฏบิ ตั ิงานพธิ ี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
เจ้าหน้าทีป่ ฏิบตั งิ านพิธี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
เจา้ หนา้ ทป่ี ฏิบตั งิ านพิธี กลุ่มพิธกี ารศพฯ
เจ้าหน้าที่ปฏิบัตงิ านพิธี กลุ่มพธิ กี ารศพฯ
เจ้าหน้าที่ปฏิบตั งิ านพธิ ี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
เจ้าหนา้ ทป่ี ฏบิ ัตงิ านพิธี กลุ่มพธิ ีการศพฯ
พนกั งานขบั รถ 6 ลอ้ กลุ่มพิธกี ารศพฯ
พนักงานขบั รถตูป้ รบั อากาศ กลุม่ พิธกี ารศพฯ
พนักงานซกั รดี กลมุ่ พิธกี ารศพฯ
เจ้าหน้าที่รกั ษาความปลอดภัย กลมุ่ พิธกี ารศพฯ
๒๗ | ห น ้ า
วิสัยทัศน์/พันธกจิ /ยทุ ธศาสตร์
สานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งราย
วิสยั ทศั น์
“สำนักงำนวฒั นธรรมจังหวดั เชียงรำย เป็นองค์กรหลกั ในกำรสง่ เสรมิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
เสริมสรำ้ งเครอื ขำ่ ย ขยำยองคค์ วำมรู้ พัฒนำสเู่ ศรษฐกจิ สรำ้ งสรรค์”
พนั ธกิจ
๑. บรหิ ารจดั การงานด้านศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม ตามระเบียบกฎหมายท่เี กีย่ วข้อง
๒. สง่ เสรมิ อนรุ กั ษ์ สบื สาน สร้างสรรค์ และบูรณาการ ด้านศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม
๓. สร้างภูมคิ มุ้ กัน และเฝ้าระวงั ทางวัฒนธรรม
๔. สง่ เสริมสนับสนุน และพัฒนาเครือขา่ ยดา้ นศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม
๕. ยกย่องเชิดชแู ละเผยแพร่ผลงาน เครอื ข่ายดา้ น ศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม
๖. ศกึ ษา คน้ ควา้ วิจยั องคค์ วามรแู้ ละแหลง่ เรยี นรู้ ดา้ นศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
๗. เพม่ิ คณุ ค่า และมูลค่าทุนทางวัฒนธรรม สเู่ ศรษฐกจิ สรา้ งสรรค์
๘. พฒั นา เช่อื มโยง และบูรณาการ นโยบายและยุทธศาสตร์การดาเนนิ งานด้านศาสนา ศิลปะ
และวฒั นธรรม
ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์สานักงานวัฒนธรรมจังหวดั เชยี งราย
ยุทธศาสตรท์ ี่ กลยทุ ธ์
๑. บรหิ ารจัดการงานด้านศาสนา
๑. กลยุทธป์ รบั ปรงุ ระบบการบริหารงานภายในองค์กร
ศิลปะ และวัฒนธรรมสคู่ วาม ๒. กลยทุ ธพ์ ัฒนาระบบงานประชาสัมพันธ์ของ สวจ.ชร.
เป็นมืออาชพี ๓. กลยุทธ์สง่ เสรมิ สนับสนุนการดาเนินงานตาม พรบ.ภาพยนตร์
๒. อนุรกั ษ์ฟนื้ ฟู สืบสาน ส่งเสรมิ และวีดิทศั น์ พ.ศ.๒๕๕๑
พัฒนาวัฒนธรรม ประเพณี
ภมู ปิ ัญญาและสร้างภูมคิ ุ้มกัน ๑. กลยทุ ธ์เสรมิ สร้างภูมิค้มุ กันทางสังคมในมติ ิวัฒนธรรม
ทางสังคม เฝา้ ระวังทางวฒั นธรรม และพฒั นาสื่อปลอดภยั และสร้างสรรค์
๓. สง่ เสรมิ สนับสนนุ บรู ณาการและ ๒. กลยุทธส์ ่งเสรมิ วัฒนธรรมท้องถิ่นใหเ้ ข้มแขง็
พฒั นาเครอื ข่ายด้านศาสนา ๓. กลยุทธป์ กป้องคุ้มครองสทิ ธิเด็กและเยาวชน
ศิลปะ วฒั นธรรม ๔. กลยุทธพ์ ฒั นา สืบสาน สรา้ งสรรค์ วฒั นธรรมในเขตเศรษฐกจิ พเิ ศษ
๑. กลยทุ ธส์ ง่ เสรมิ กระบวนการการบรหิ ารงานสภาวฒั นธรรมทุกระดับ
๒. กลยทุ ธ์พัฒนาสง่ เสรมิ งานวฒั นธรรมโดยการสนับสนนุ จาก
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน
๓. กลยุทธส์ ง่ เสรมิ การบูรณาการงานดา้ นศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
กับองคก์ ร เครือข่าย
๔. กลยุทธ์พัฒนาเครอื ขา่ ยวัฒนธรรม ขบั เคล่อื นเฝา้ ระวัง
ความเบี่ยงเบนทางวฒั นธรรม
๕. กลยทุ ธ์เชื่อมโยงประเทศอนภุ ูมิภาคลุม่ น้าโขง และอาเซียน
๒๘ | ห น ้ า
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ กลยุทธ์
๔. สง่ เสรมิ สนับสนนุ งานวิจยั พฒั นา
๑. กลยุทธเ์ พม่ิ มาตรการพฒั นาองค์ความรู้บุคลากรให้หลากหลาย
องค์ความรแู้ ละแหล่งเรียนรู้ ตรงกับความต้องการและเหมาะสมกับการปฏบิ ตั ิงาน
ดา้ นศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม
๒. กลยุทธพ์ ฒั นางานวจิ ยั ทางวัฒนธรรม
๕. ส่งเสรมิ การนาทนุ ทางวัฒนธรรม ๓. กลยทุ ธส์ ง่ เสรมิ สมรรถนะและทักษะของเยาวชน ประชาชน
มาสรา้ งคุณคา่ เพมิ่ ทางสังคม และ
สร้างมูลคา่ เพิม่ ทางเศรษฐกิจ ดา้ นการสอ่ื สารด้วยเทคโนโลยี
๔. กลยุทธส์ ่งเสรมิ และพัฒนาแหลง่ เรียนรูแ้ ละพิพธิ ภณั ฑ์ท้องถน่ิ
๑. กลยทุ ธส์ ง่ เสรมิ การทอ่ งเที่ยวด้านวฒั นธรรม
๒. กลยทุ ธ์ส่งเสริม พฒั นาทนุ ทางวฒั นธรรม ใหม้ ีอตั ลักษณ์ลา้ นนา
โครงสร้างการบริหารงานภายใน
สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดโครงสร้างการบริหารงาน แบ่งการปฏิบัติหน้าท่ีราชการ
ออกเปน็ 2 ลกั ษณะงาน
ลกั ษณะงานที่ 1 การปฏิบัติราชการประจาสานักงานวัฒนธรรมจังหวดั เชียงราย แบ่งออกเป็น 1 ฝา่ ย
4 กล่มุ คอื
1) ฝา่ ยบริหารทั่วไป
2) กล่มุ ยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
3) กล่มุ ส่งเสรมิ ศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม
4) กลมุ่ งานพธิ ีการศพทไ่ี ด้รบั พระราชทาน
5) กลุ่มกจิ การพเิ ศษ
ลกั ษณะงานที่ 2 การปฏบิ ัตริ าชการประสานงานวัฒนธรรมอาเภอ 18 อาเภอ
โดยแบง่ เป็น 3 กลุม่ อาเภอ ได้แก่
กลมุ่ ที่ 1 อาเภอเมอื งเชียงราย พาน เวยี งชัย แม่สรวย แมล่ าว เวียงปา่ เปา้
กลมุ่ ท่ี 2 อาเภอแม่จัน แม่สาย เชียงแสน เวยี งเชียงรงุ้ แม่ฟา้ หลวง ดอยหลวง
กลมุ่ ที่ 3 อาเภอเทงิ เชียงของ เวยี งแกน่ พญาเมง็ ราย ขนุ ตาล ปา่ แดด
๒๙ | ห น ้ า
อานาจหน้าทแ่ี ละภารกิจงานสานกั งานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
อานาจหนา้ ท่ี
ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสานักปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2562 ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 136 ตอนท่ี 134 ก ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ข้อ 3 ข. กาหนดให้สานักงาน
วัฒนธรรมจงั หวดั เปน็ ราชการบรหิ ารสว่ นภูมิภาค และขอ้ 14 สานักงานวัฒนธรรมจังหวดั มีหนา้ ทแี่ ละอานาจ
ดงั ต่อไปน้ี
1) ปฏิบตั ิหนา้ ทีใ่ นฐานะตัวแทนของกระทรวง ในส่วนภูมภิ าค รวมท้ังประสานและสนบั สนนุ งานด้าน
ศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรมในเขตพืน้ ที่จงั หวดั และกลุม่ จังหวัด
2) ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ และแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในเขตพ้ืนท่ี
จงั หวดั
3) ดาเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเบ่ียงแบนทางวัฒนธรรม โดยประสานงานหรือร่วมมือกับ
หนว่ ยงานของรฐั และเอกชน
4) จัดทายุทธศาสตร์ และแผนปฏฺบัติการด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในพ้ืนที่จังหวัดและ
กลุ่มจังหวัด
5) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการดาเนินงานของสภาวัฒนธรรมจังหวัด สภาวัฒนธรรมอาเภอ
และสภาวัฒนธรรมตาบล รวมท้ังหน่วยงานอื่นที่ดาเนินงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
ในเขตพ้ืนทจ่ี ังหวดั
6) ปฏิบัติงานและให้คาปรึกษา แนะนาเก่ียวกับพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในเขตพ้ืนท่ีจังหวัด
รวมทัง้ สนับสนุนการปฏิบตั ิงานในเขตพ้ืนทกี่ ลุม่ จงั หวดั ตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
7) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นทีเก่ียวข้อง หรือท่ีได้รับ
มอบหมาย
คาส่ังสานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่ 802/2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 กาหนดให้มี
กลุ่มกจิ การพเิ ศษ เปน็ หน่วยงานภายในสานักงานวฒั นธรรมจังหวดั มหี น้าที่
1) ส่งเสริม สนับสนุน อานวยการ ประสานงาน การขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับนโยบายพิเศษ
นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หรือกระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี ข้อสั่งการของ
นายกรฐั มนตรี ด้านศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม ในส่วนภูมภิ าคให้บรรลุผลสาเรจ็
2) กากับ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะและ
วัฒนธรรม ตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม มติ
คณะรัฐมนตรี ขอ้ สงั่ การของนายกรฐั มนตรี
3) รวบรวมข้อมูลท่ีได้ดาเนินการแล้ว ตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หรือ
กระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อนามา
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ผลการดาเนินการ รวมทั้งนาเสนอแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อให้
เกิดประสทิ ธิภาพ และประสทิ ธิผลมากข้ึน
๓๐ | ห น ้ า
4) ขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อน
ด้วยพลังบวร ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองนโยบายของราชการบริหาร
ส่วนกลาง (สานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) ไปสู่การปฏิบัติในส่วนภมู ิภาค (สานักงาน
วฒั นธรรมจงั หวดั )
5) ปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นท่ีเก่ียวข้อง หรือได้รับ
มอบหมาย
ภารกิจ
สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย แบง่ ออกเป็น 1 ฝ่าย 4 กลุ่ม โดยแต่ละกลมุ่ /ฝา่ ยมีภารกจิ ดงั น้ี
1) ฝา่ ยบริหารทั่วไป มีภารกจิ และหนา้ ทีร่ ับผิดชอบในการปฏิบัตงิ าน ไดแ้ ก่
(1.1) งานบริหารทวั่ ไป
(1.2) งานบรหิ ารงานบุคคล
(1.3) งานการเงนิ และบญั ชี
(1.4) งานพัสดุและอาคารสถานท่ี
(1.5) งานควบคุมภายใน
(1.6) งานการประชาสัมพันธ์ดา้ นศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม
(1.7) งานสวัสดกิ ารและนันทนาการ
(1.8) ประสานและดาเนินการเกย่ี วกบั งานพิธี งานพระราชพิธีและงานกจิ กรรมพเิ ศษ
(1.9) งานดา้ นกฎหมายและวินัย อทุ ธรณ์ รอ้ งทกุ ข์
(1.10) งานจดั ทาแผนปฏบิ ัติงานรายบุคคล (IP)
(1.11) งานตามกฎหมายวา่ ด้วยข้อมลู ขา่ วสารของราชการ
(1.12) งานประสานราชการทั่วไปและงานทีม่ ิได้กาหนดให้เปน็ หน้าท่ขี องกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
โดยเฉพาะ
(1.๑3) งานอน่ื ๆ ตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
2) กลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม มีภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบในการ
ปฏบิ ัติงาน ได้แก่
(2.1) ศกึ ษา ค้นคว้า วเิ คราะห์งานทางวชิ าการ เพ่ือพัฒนางานดา้ นวัฒนธรรมของจังหวัด
(2.2) จัดทาและพัฒนาแผนยุทธศาสตรเ์ ก่ียวกับงานดา้ นศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ในเขต
พน้ื ทจ่ี งั หวัด/กลุ่มจังหวดั /เขตภาคเหนือ
(2.3) การจดั ทาแผนงาน/โครงการ เพื่อการขอรบั งบประมาณสนบั สนุน หรือสนับสนนุ การ
ดาเนินงานขององค์กรตา่ ง ๆ ท้งั ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่
(2.4) บริหารงบประมาณ เพ่ือให้สอดคลอ้ งกับนโยบายและยทุ ธศาสตร์
(2.5) จดั ทาแผนการตรวจตดิ ตามและประเมินผลงานด้านศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรมของ
จังหวดั
(2.6) ติดตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผลและรายงานผลตามแผนงาน/โครงการ
(2.7) สนบั สนุนการตรวจราชการในพน้ื ท่ี
(2.8) จัดทาตวั ช้วี ดั ตามคารบั รองการปฏบิ ัตงิ านของจงั หวัด (งบจงั หวัด/กลมุ่ จังหวดั /ภาค)
(2.9) บรหิ ารจดั การศนู ยข์ ้อมูลกลางทางวฒั นธรรมระดบั จงั หวดั
๓๑ | ห น ้ า
(2.10) จดั ทาผลสารวจความคดิ เห็น (Poll) และเฝา้ ระวงั รายงานสถานการณ์ทางสังคมใน
พื้นที่
(2.11) แกไ้ ขและป้องกันสถานการณ์ความเบย่ี งเบนทางวฒั นธรรมร่วมกับทกุ ภาคสว่ น
(2.12) พฒั นาสือ่ ปลอดภยั และสรา้ งสรรคร์ ะดับจังหวัด
(2.13) เปน็ ศนู ย์กลางในการประสานงานเฝา้ ระวังทางวัฒนธรรมของจงั หวัด
(2.14) สร้างและพัฒนาเครอื ข่ายเฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรม
(2.15) ดาเนินงานตาม พ.ร.บ.ภาพยนตรแ์ ละวดี ิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
(2.16) ดาเนินงานตามนโยบายพเิ ศษ นโยบายเร่งด่วน
(2.17) ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกบั หรอื สนับสนนุ การปฏิบตั งิ านของกลุม่ งานอื่นทเ่ี ก่ยี วขอ้ งหรือท่ีไดร้ ับ
มอบหมาย
3) กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม มีภารกจิ และหนา้ ทรี่ บั ผิดชอบในการปฏิบตั ิงาน
ได้แก่
(3.1) ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์งานทางวิชาการ เพ่ือพัฒนาองค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ
วฒั นธรรม และภมู ิปญั ญา
(3.2) สง่ เสริมและพัฒนาแหลง่ เรียนรูท้ างดา้ นศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรมในชมุ ชน
(3.3) ส่งเสริม สนับสนุน ธารงรักษาสืบทอดการดาเนินการเก่ียวกับงานพระราชพิธีงานพระ
ราชกศุ ล งานรัฐพิธี และงานศาสนพธิ ใี นเขตพื้นทีจ่ งั หวดั
(3.4) ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา เพ่ือดาเนินการด้านคุณธรรมจริยธรรมของทุกศาสนาและ
งานศาสนกิ สัมพนั ธ์
(3.5) รณรงค์ ส่งเสริม พัฒนา และสร้างค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เพ่ือสร้างภูมิคุ้มกันทาง
วัฒนธรรม
(3.6) สง่ เสริม ยกยอ่ ง เชิดชเู กียรตใิ หก้ บั ผู้มีผลงานดีเดน่ ด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
(3.7) สร้างและพัฒนาเครือข่ายทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เพ่ือเผยแพร่ ธารงรักษา
อนรุ ักษ์ สบื สานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และวัฒนธรรม ในระดบั ทอ้ งถิน่
(3.8) ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน (Corporate Social Responsibility: CSR) ใน
การดาเนนิ งานดา้ นศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรม
(3.9) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการดาเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ทุก
ระดบั ในเขตพืน้ ท่ี
(3.10) ดาเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เก่ียวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน
โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ กฎหมายว่าดว้ ยจดแจ้งการพมิ พ์ กฎหมายว่าด้วย
วัฒนธรรมแหง่ ชาติ เปน็ ต้น
(3.11) ส่งเสริม สนับสนุนการดาเนนิ งานดา้ นศลิ ปวัฒนธรรมรว่ มสมัย
(3.12) สง่ เสริม สนับสนุนการคุ้มครองทรัพยส์ นิ ทางปญั ญาด้านวัฒนธรรม
(3.13) บูรณาการงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมกับหน่วยงาน องค์กรท่ีเก่ียวข้องใน
จังหวดั กล่มุ จงั หวัด
(3.14) สง่ เสริม สนบั สนุน การเผยแพร่ แลกเปลยี่ นศลิ ปะ วัฒนธรรมกับประเทศเปา้ หมายใน
ระดับทอ้ งถ่ิน
(3.15) ส่งเสรมิ สนับสนนุ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพนั ธุ์
(3.16) สง่ เสรมิ สนับสนุน และประสานการดาเนินงานของสภาวัฒนธรรมทุกระดบั
๓๒ | ห น ้ า
(3.17) ปฏบิ ตั งิ านประจาอาเภอตามทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
(3.18) สง่ เสริม สนบั สนนุ งานจดหมายเหตุในระดบั ทอ้ งถน่ิ
(3.19) ปฏบิ ัติงานอ่นื ๆ ตามท่ีได้รับมอบหมาย
4) กลุ่มงานพิธีการศพท่ีได้รับพระราชทาน มีภารกิจและหน้าท่ีรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน
ได้แก่
(4.1) ปฏิบัติงานพธิ ีการศพทไี่ ด้รับพระราชทานตามหมายรับสั่งจากสานักพระราชวัง ในพ้ืนที่
จงั หวัด
(4.2) จัดหา จัดเตรียม ดแู ล และบารงุ รักษาเคร่อื งเกียรติยศประกอบศพ และส่ิงของเคร่ืองใช้
พระราชทานทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
(4.3) ให้คาปรึกษา แนะนา เกี่ยวกับพิธีการศพท่ีได้รับพระราชทานแก่หน่วยงานและบุคคล
ทวั่ ไป
(4.4) จัดเก็บข้อมูลและรายงานสถิติการปฏิบัติงาน รวมท้ังจัดทารายงานสรุปผลการ
ปฏิบัตงิ านพิธกี ารศพท่ีได้รบั พระราชทาน ระดบั จงั หวัด
(4.5) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนๆ ที่เก่ียงข้องหรือที่
ได้รับมอบหมาย
5) กล่มุ กิจการพเิ ศษมีภารกจิ และหนา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบในการปฏบิ ัตงิ าน ไดแ้ ก่
(5.1) ส่งเสริม สนับสนุน อานวยการ ประสานงาน การขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับนโยบายพิเศษ
นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี ข้อส่ังการของนายกรัฐมนตรี
ดา้ นศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม ในสว่ นภูมภิ าคให้บรรลุผลสาเร็จ
(5.2) กากับ ติดตาม ประเมินผลและรายงานผลการขับเคล่ือนงานด้านศาสนา ศิลปะ และ
วัฒนธรรม ตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี
ข้อสังการของนายกรัฐมนตรี
(5.3) รวบรวมข้อมูลที่ได้ดาเนินการแล้วตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือ
กระทรวงวัฒนธรรม มติคณะรัฐมนตรี และข้อส่ังการของนายกรัฐมนตรี เพื่อนามาวิเคราะห์
สังเคราะห์ผลการดาเนินการ รวมทั้งนาเสนอแนวทางการปฏิบัติงาน เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและ
ประสิทธผิ ลมากขึ้น
(5.4) ขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ขับเคล่ือนด้วยพลังบวร ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือสนองนโยบายของราชการบริหาร
ส่วนกลาง (สานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) ไปสู่การปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค (สานักงาน
วฒั นธรรมจงั หวัด)
(5.5) ปฏิบตั ิงานรว่ มกับหรอื สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่นื ที่เกย่ี วข้องหรือท่ีไดร้ ับ
มอบหมายตามคาสั่งสานักงานปลัดกระทรวงวฒั นธรรม ท่ี 802/2563 ลงวนั ที่ 17 เมษายน 2563
กาหนดใหม้ ี “กลมุ่ ภารกจิ พเิ ศษ” เป็นหนว่ ยงานภายในสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด โดยให้มีหน้าท่ีและ
อานาจหลักในการปฏิบัติงานตามนโยบายพิเศษ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงวัฒนธรรม
มติคณะรัฐมนตรีและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งให้มีการขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรม
น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงขับเคล่ือนด้วยพลงั บวร น้นั
๓๓ | ห น ้ า
วิสยั ทศั น์/พันธกจิ /ยุทธศาสตรก์ ระทรวงวฒั นธรรม
วิสัยทัศน์
“วัฒนธรรมสร้ำงคนดี สร้ำงสังคมดี ทุนทำงวัฒนธรรมเพ่ิมมูลค่ำทำงเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทย เป็น
ศูนย์กลำงกำรแลกเปลี่ยนทำงวฒั นธรรมในระดบั นำนำชำต”ิ
พนั ธกจิ
๑) เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทานุบารุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
ใหม้ ีการรกั ษา สืบทอดและพัฒนาอยา่ งย่งั ยนื
๒) ส่งเสรมิ การพัฒนาและต่อยอดทนุ ทางวฒั นธรรมเพ่ือสรา้ งมูลค่าเพิม่ ทางเศรษฐกจิ
๓) ส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับต่างประเทศเพื่อนาความเป็นไทย
สสู่ ากล
๔) สร้างจติ สานึก สรา้ งค่านิยม และวถิ ีชีวิตท่ดี งี ามในสังคมไทย
๕) จัดการศึกษา วิจัย บริหารจัดการองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมด้านศาสนา ศิลปะ
และวฒั นธรรม
๖) ยกระดับการบริหารจัดการ กลไก มาตรการ แผน ยุทธศาสตร์ และกฎหมายต่างๆ
ดา้ นศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม
ประเดน็ ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงวฒั นธรรม
ยุทธศาสตรท์ ี่ ๑ เสรมิ สร้างความตระหนักต่อสถาบนั หลักของชาติ และพฒั นากลไกในการอนรุ ักษ์และ
สบื ทอดวฒั นธรรม
ยทุ ธศาสตร์ท่ี ๒ สง่ เสรมิ อตุ สาหกรรมวัฒนธรรมเชงิ สรา้ งสรรค์เพ่ือสร้างมลู คา่ เพิ่มทางเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์ท่ี ๓ พฒั นาความสมั พันธ์ และสง่ เสรมิ เกียรตภิ ูมิและภาพลักษณ์ไทยในเวทโี ลก
ยุทธศาสตรท์ ี่ ๔ เสริมสร้างคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยมและความเป็นไทย
ยทุ ธศาสตรท์ ่ี ๕ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานในการจัดการศกึ ษา วิจยั บรหิ ารจัดการความรู้ และ
สร้างนวัตกรรมด้านศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ ๖ พฒั นากลไกและยกระดบั การบริหารจดั การงานวฒั นธรรม
๓๔ | ห น ้ า
นโยบายหลัก ๔ ประการ
สืบสาน รักษา ต่อยอด ธรรมาภบิ าล
ประการที่ 1 ด้านการสบื สานงานวัฒนธรรมของชาติ
1.1 ถวายงานพระราชพิธีและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ
พระปรเมนทร-รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานวุ งศ์
ดว้ ยความจงรกั ภักดีและสานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เพื่อเทิดทูนและธารงไวซ้ ึ่งสถาบันอันสูงสุด
ของปวงชนชาวไทย
1.2 ดาเนินงานตามพระราชดาริ ส่งเสริมการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สกู่ ารปฏบิ ัตเิ พื่อไปสวู่ ฒั นธรรมเพ่อื คุณคา่ และวัฒนธรรมเพิ่มมูลคา่
1.3 ทานุบารุงศาสนาให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมสถาบันศาสนาทุกศาสนา ให้มีบทบาทใน
การเผยแพร่คาสอนที่ดีงาม ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จิตใจ
และสงั คม
1.4 สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยการอนุรักษ์ ทานุ
บารุงและบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงอนุรักษ์และ
ส่งเสริมศิลปะการแสดงและนาฏศิลป์ไทย ตลอดจนการใช้การอนุรกั ษ์ทรัพยากรและมรดกทางด้านวฒั นธรรม
อยา่ งรู้คุณคา่ โดยชุมชนมีสว่ นร่วม
1.5 ส่งเสริมศิลปิน ปราชญ์ท้องถ่ิน ผู้นาจิตวญิ ญาณ กระตุ้นให้นารากวัฒนธรรมประจา
ถิ่นและภูมิปัญญาชาวบ้าน รวบรวมเป็นคลังข้อมูล เป็นองค์ความรู้ต่อยอดและส่งผ่านวัฒนธรรมของชาติสืบทอด
รนุ่ สู่รุ่น สูเ่ ยาวชนยคุ ดจิ ิตอล แบบไรร้ อยต่อ
ประการที่ 2 ด้านการรักษาและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม
2.1 ส่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรบุคคลทางด้านศาสนา ศิลปะ
วัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ ปูชนียบุคคล ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นาจิตวิญญาณ ผู้นาศาสนา ให้มีส่วนร่วมเป็นแม่พิมพ์
(Role Model) ในการถ่ายทอดภมู ปิ ญั ญา องค์ความรู้
2.2 ปลุกกระแสความเป็นไทย (Thainess) สร้างจิตสานึก ส่งเสริมค่านิยมและอัต
ลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านพืน้ ทแ่ี ละกจิ กรรมทางวฒั นธรรมทั่วประเทศ
2.3 ผลักดันนโยบายการจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยมีแนวทาง
การดาเนนิ งานที่สาคัญ ไดแ้ ก่
๓๕ | ห น ้ า
1) ตรวจสอบข้อมูล และสารวจพ้นื ที่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เพ่ือจดั ทาแผนการบรู ณา
การการบรหิ ารจดั การพนื้ ทีม่ รดกวฒั นธรรม
2) บูรณาการการบริหารจัดการพื้นท่ีมรดกทางวัฒนธรรม ระหว่างหน่วยงานของรัฐที่
เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขและป้องกันปัญหาการบุกรุกมรดกวัฒนธรรม และแนวทางการแลกเปล่ียนข้อมูล
ทม่ี ีประโยชน์
3) จัดทาแผนบูรณาการการบริหารจัดการพื้นที่มรดกวัฒนธรรม รวมทั้งแก้ไข
เพ่ิมเติมกฎหมายท่ีเก่ียวข้องบางมาตรา เพื่อประโยชน์ในการจัดการพื้นที่ และเพ่ือลดผลกระทบต่อประชาชนท่ี
บกุ รกุ พน้ื ท่มี รดกวัฒนธรรม โดยไม่ตั้งใจ
4) นาแผนบูรณาการบริหารจัดการพื้นท่ีมรดกวัฒนธรรม ด้านการแก้ไขปัญหา
การบุกรุกมาทดลองปฏบิ ตั ิ
2.4 ส่งเสริมการนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ท่ีสนองต่อนโยบายการเตรียมคน
ไทย สู่ศตวรรษที่ 21 มาประยุกต์ใช้ เพ่ือการอนุรักษ์ ทานุบารุง และบูรณปฏิสังขรณ์แหล่งศาสนา ศิลปะ
วฒั นธรรม โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
2.5 สนับสนุนการจัดทาและบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG DATA) เพื่อเป็น
ศูนย์กลางแลกเปล่ียนข้อมูลด้านวัฒนธรรมของประเทศ เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ เผยแพร่ รักษาและทานุบารุง
สมบัติของชาติ
2.6 สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการเสริมสร้างความสัมพันธ์
อันดี กับอารยประเทศ เผยแพรอ่ งค์ความรทู้ ถี่ กู ต้องส่สู งั คมไทยและนานาอารยประเทศ
2.7 ผลักดันการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางการแสดง
การประชุม การถ่ายทอดองค์ความรู้ การนาเสนอวชิ าการและปฏิบตั ิการ
ประการที่ 3 การต่อยอดวัฒนธรรม ด้วยการนาคุณค่าของวัฒนธรรม สร้างสรรค์สินค้าและบริการ
(Creative Culture) เพ่ือเพิม่ มลู ค่าทางเศรษฐกจิ สร้างรายได้จากการทอ่ งเท่ยี วและบรกิ ารทางวัฒนธรรม
3.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการนาทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
สง่ เสรมิ การนาวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่น
ให้เปน็ วฒั นธรรมสรา้ งสรรค์ สรา้ งมลู คา่ เพิ่มทางเศรษฐกจิ
3.2 ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือให้เกิดสถาบันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สร้าง
มาตรฐานผลิตภัณฑ์และบรกิ าร แหลง่ ท่องเทย่ี วเชิงวฒั นธรรม
3.3 สนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ที่มีศักยภาพ
5F คือ 1) อาหาร (Food) 2) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) 3) การออกแบบและแฟช่ัน (Fashion) 4) มวยไทย
(Fighting) และศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย และ 5) เทศกาล ประเพณี (Festival) โดยการบูรณา
การและร่วมมือ กับหน่วยงานภาครฐั ภาคเอกชน และภาคประชาชน
3.4 ส่งเสริมให้มีเวทีและพ้ืนที่เชิงวัฒนธรรม รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิง
วฒั นธรรมที่ไดร้ ับการรับรองมาตรฐาน
3.5 สนับสนุนให้เกิดการสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการร่วมลงทุน (Eco
System) ระหว่างปราชญ์ชาวบา้ น นักวจิ ยั พัฒนา นักลงทนุ นักการตลาดและผูป้ ระกอบการหน้าใหม่
3.6 ส่งเสริมการนานวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เป็นเคร่ืองมือในการคิดค้นและ
วิจัย ออกแบบผลงาน ผลิตสินค้าและบริการทางด้านวัฒนธรรม รวมไปถึงการส่งเสริมการตลาดด้วย
เครื่องมือ ทางการตลาดสมยั ใหม่
๓๖ | ห น ้ า
ประการท่ี 4 ปฏิบตั ิหนา้ ที่ราชการดว้ ยหลกั ธรรมาภิบาลและการสรา้ งคณุ คา่ ทางสงั คม (Value Creation)
4.1 ผลกั ดนั การจัดทาเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาตพิ รอ้ มด้วยรา่ งพระราชกฤษฎีกา
จดั ต้ังศนู ย์คุณธรรม จัดตง้ั คณะทางานดาเนนิ การพัฒนามาตรฐานดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ ม
4.2 เร่งรัดขับเคล่ือนการพัฒนาและบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้านศิลปะ
วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม โดยประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับ
กระทรวงวฒั นธรรม และสง่ เสริมให้มกี ารวางหลกั สูตรการเรยี นรู้เสริมภายในทอ้ งถิน่
4.3 เร่งสร้างสรรค์วิถีชีวิตและสังคมคุณภาพ ด้วยการนามิติทางวัฒนธรรมมาสร้าง
ค่านยิ มและจติ สานึกทดี่ ีให้กบั สังคมไทย การใช้ชวี ติ อย่างมคี ณุ ภาพ เคารพ และรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมส่วนรวม
4.4 สนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการนามิติของวัฒนธรรมมาปลูกฝังและสร้าง
สานึกวินัยการจราจรอย่างย่ังยืน เพ่ือแก้ปัญหาวิกฤติด้านการจราจรและลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพ่ีน้อง
ประชาชน
4.5 สนับสนุนการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม เพ่ือสร้างความ
เขม้ แข็งของสถาบันทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม และความเข้มแข็งของชุมชน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมและ
นวัตกรรม ท่เี อ้ือตอ่ การดารงชวี ิตในสังคมสงู วัย
4.6 ปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ด้วยการดาเนินการปรับปรุง
โครงสร้างบทบาท และภารกิจของหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม ปรับปรุงกฎหมายด้านศิลปวัฒนธรรม
พัฒนากลไกสนับสนนุ การบริหารจัดการงานวัฒนธรรม
4.7 นาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารราชการและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ภายใน องค์กรให้มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานในหน้าที่ มีความม่ันคง และเจริญก้าวหน้าใน
สาขาอาชพี
๓๗ | ห น ้ า
ส่วนท่ี ๓
ข้อมูลและภารกิจด้านศาสนา
๑. ข้อมูลด้านศาสนา
(๑) ศาสนาพุทธ
ข้อมลู วดั
จานวนวดั (รวม) ๑,082 แหง่ แบ่งเป็น
วัดพระอารามหลวง ๓ แหง่ วดั ราษฎร์ ๑,079 แหง่
ท่ี ชอ่ื วดั ทอ่ี ยู่ นิกาย ประเภทวัด
ตาบล อาเภอ มหานิกาย พระอารามหลวง
มหานกิ าย พระอารามหลวง
1 พระแก้ว เวยี ง เมืองเชยี งราย มหานิกาย พระอารามหลวง
มหานิกาย วัดราษฎร์
2 พระสิงห์ เวียง เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
3 เจด็ ยอด เวยี ง เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
มหานิกาย วัดราษฎร์
4 กลางเวียง เวียง เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
5 เกษแกว้ แม่ข้าวต้ม เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานกิ าย วดั ราษฎร์
6 เกษมสขุ หว้ ยสัก เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
7 ขวั แคร่ บา้ นดู่ เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานิกาย วดั ราษฎร์
8 เขาแกว้ ดบั ภยั หว้ ยสัก เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
มหานกิ าย วัดราษฎร์
9 ครี ีชัย รอบเวยี ง เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
มหานิกาย วัดราษฎร์
10 จอมคีรี แม่ยาว เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
มหานกิ าย วัดราษฎร์
11 จาบอน ดอยลาน เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
12 เชตะวัน เวียง เมอื งเชยี งราย ๓๘ | ห น ้ า
13 เชตุพน รอบเวยี ง เมืองเชียงราย
14 เชยี งยนื เวยี ง เมืองเชยี งราย
15 ดงเทพนิมติ ป่าออ้ ดอนชยั เมืองเชยี งราย
16 ดงป่าเหม้ียง หว้ ยสกั เมืองเชยี งราย
17 ดงมะผาง ห้วยสกั เมอื งเชียงราย
18 ดงหนองเป็ด รอบเวยี ง เมืองเชียงราย
19 ดอนเจรญิ ดอยลาน เมอื งเชียงราย
20 ดอนเรอื ง ดอยลาน เมอื งเชียงราย
21 ดอยเขาควาย รอบเวยี ง เมืองเชียงราย
22 ดอยงาเมือง เวยี ง เมอื งเชยี งราย
23 ดอยทอง เวยี ง เมอื งเชยี งราย
ที่ ชือ่ วดั ทีอ่ ยู่ นกิ าย ประเภทวัด
24 ดอยพระบาท ตาบล อาเภอ มหานกิ าย วัดราษฎร์
25 ดอยฮางใน มหานิกาย วัดราษฎร์
26 ดอยฮางใหม่ รอบเวยี ง เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
27 ต้นกอ๊ มหานิกาย วดั ราษฎร์
28 ถ้าผาตอง ดอยฮาง เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
29 ทรายขาว(หว้ ยทรายขาว) มหานกิ าย วัดราษฎร์
30 ทรายมูล ดอยฮาง เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
31 ทา่ ไคร้ มหานกิ าย วัดราษฎร์
32 ทุ่งต้อม ห้วยสกั เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
33 ทงุ่ หลวง มหานกิ าย วัดราษฎร์
34 เทพบญุ ยืน ทา่ สดุ เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
35 เทวานิมติ มหานิกาย วัดราษฎร์
36 นางแล แมย่ าว เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
37 น้าลัด มหานิกาย วดั ราษฎร์
38 บ่อทอง แมข่ า้ วต้ม เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
39 บา้ นดู่ มหานิกาย วดั ราษฎร์
40 บา้ นร้อง แม่กรณ์ เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
41 ปงอ้อ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
42 ประชารว่ มมิตร แมข่ ้าวตม้ เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
43 ปา่ กลว้ ย มหานิกาย วัดราษฎร์
44 ปางกอก แมย่ าว เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
45 ปางมว่ น มหานกิ าย วัดราษฎร์
46 ปางรมิ กรณ์ แม่ยาว เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
47 ปางลาว มหานิกาย วัดราษฎร์
48 ปางสนกุ แมข่ า้ วต้ม เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
49 ปา่ ซาง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
50 ปา่ ตึง นางแล เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
51 ป่าไผ่ มหานิกาย วัดราษฎร์
52 ป่ายางมน ริมกก เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
53 ป่ายางหลวง มหานิกาย วัดราษฎร์
54 ป่ารวก ทา่ สุด เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
55 ปา่ หัวดอย ธรรมยตุ วัดราษฎร์
บา้ นดู่ เมอื งเชยี งราย
๓๙ | ห น ้ า
ห้วยสกั เมอื งเชียงราย
ดอยลาน เมืองเชยี งราย
แม่ขา้ วตม้ เมอื งเชยี งราย
สนั ทราย เมืองเชยี งราย
แมก่ รณ์ เมอื งเชียงราย
รมิ กก เมืองเชยี งราย
แมก่ รณ์ เมืองเชียงราย
บ้านดู่ เมอื งเชียงราย
แมก่ รณ์ เมอื งเชยี งราย
บา้ นดู่ เมืองเชยี งราย
สนั ทราย เมืองเชยี งราย
ป่าออ้ ดอนชยั เมอื งเชียงราย
รอบเวยี ง เมืองเชียงราย
ริมกก เมืองเชยี งราย
นางแล เมืองเชยี งราย
ท่าสาย เมอื งเชยี งราย
ท่ี ช่ือวดั ทอี่ ยู่ นิกาย ประเภทวดั
56 ปา่ หา้ ตาบล อาเภอ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
57 ปา่ อ้อ มหานิกาย วดั ราษฎร์
58 ปา่ ออ้ (ปา่ ออ้ ดอนชัย) นางแล เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
59 ปยุ คา มหานิกาย วดั ราษฎร์
60 โป่งขาม บ้านดู่ เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
61 โป่งนาคา มหานกิ าย วดั ราษฎร์
62 โป่งพระบาท ปา่ ออ้ ดอนชัย เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
63 โปง่ สลี มหานิกาย วัดราษฎร์
64 ฝง่ั หม่นิ ปา่ อ้อดอนชยั เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
65 ฝั่งหม่นิ มหานิกาย วดั ราษฎร์
66 พนาลยั ห้วยสัก เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
67 พระธาตุจอมสกั มหานิกาย วดั ราษฎร์
68 พระธาตุดอยกองขา้ ว ดอยฮาง เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
69 พระบาทสนามบิน มหานกิ าย วัดราษฎร์
70 ภมู ิพาราราม บ้านดู่ เมืองเชยี งราย ธรรมยตุ วดั ราษฎร์
71 มว่ งคา มหานกิ าย วัดราษฎร์
72 มงิ่ เมือง สนั ทราย เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
73 มุงเมือง มหานิกาย วัดราษฎร์
74 เม็งรายมหาราช แม่กรณ์ เมืองเชยี งราย ธรรมยุต วดั ราษฎร์
75 แมก่ รณ์ มหานิกาย วัดราษฎร์
76 แม่ขา้ วต้มท่าสดุ ริมกก เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
77 แมส่ าด มหานกิ าย วดั ราษฎร์
78 รอ่ งขนุ่ แมย่ าว เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
79 ร่องธาร มหานิกาย วดั ราษฎร์
80 รอ่ งเบ้อใน บ้านดู่ เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
81 รอ่ งปลาขาว มหานิกาย วดั ราษฎร์
82 รอ่ งเผียว ดอยฮาง เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
83 รมิ กก มหานิกาย วดั ราษฎร์
84 รุง่ เรอื ง รอบเวยี ง เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
85 ลาเปงิ มหานิกาย วัดราษฎร์
86 โละ๊ ปา่ ห้า ท่าสุด เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
87 วรกจิ ตาราม มหานกิ าย วดั ราษฎร์
นางแล เมืองเชียงราย
๔๐ | ห น ้ า
เวยี ง เมอื งเชียงราย
เวยี ง เมอื งเชยี งราย
รอบเวยี ง เมอื งเชยี งราย
แมก่ รณ์ เมอื งเชียงราย
นางแล เมืองเชียงราย
แม่กรณ์ เมืองเชยี งราย
ป่าอ้อดอนชัย เมอื งเชยี งราย
ท่าสาย เมอื งเชยี งราย
ห้วยสัก เมอื งเชยี งราย
หว้ ยสกั เมืองเชียงราย
หว้ ยสัก เมอื งเชียงราย
แมย่ าว เมอื งเชียงราย
ดอยลาน เมืองเชียงราย
นางแล เมืองเชียงราย
แม่ข้าวต้ม เมืองเชียงราย
รอบเวียง เมืองเชยี งราย
ท่ี ชื่อวัด ท่อี ยู่ นิกาย ประเภทวดั
88 เวียงกลาง ตาบล อาเภอ มหานิกาย วัดราษฎร์
89 เวียงหวาย มหานกิ าย วัดราษฎร์
90 ศรเี กิด ท่าสาย เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
91 ศรชี ุม มหานิกาย วดั ราษฎร์
92 ศรดี งชัย ป่าออ้ ดอนชัย เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
93 ศรีดอนชยั มหานกิ าย วดั ราษฎร์
94 ศรดี อนชุม เวยี ง เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
95 ศรที รายมลู มหานกิ าย วดั ราษฎร์
96 ศรีบญุ เรอื ง ปา่ ออ้ ดอนชัย เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
97 ศรีบญุ เรือง มหานกิ าย วัดราษฎร์
98 ศรปี ูคา ห้วยสัก เมืองเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
99 ศรพี ิงชัย มหานิกาย วดั ราษฎร์
100 ศรีมงคล ทา่ สาย เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
101 ศรีมง่ิ แก้ว มหานกิ าย วัดราษฎร์
102 ศรศี กั ดาราม หว้ ยสัก เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
103 ศรสี ม้ สุก มหานิกาย วดั ราษฎร์
104 ศรสี พุ รรณ รอบเวยี ง เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
105 สถาน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
106 สวนดอก เวยี ง เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
107 สกั กวนั มหานิกาย วดั ราษฎร์
108 สนั ต้นกอก ดอยลาน เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
109 สนั ต้นเปา มหานกิ าย วดั ราษฎร์
110 สันตน้ ผ้ึง สนั ทราย เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
111 สนั ตน้ แฟน มหานิกาย วัดราษฎร์
112 สนั ทรายงาม หว้ ยสกั เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
113 สันทรายนอ้ ย มหานกิ าย วัดราษฎร์
114 สันทรายหลวง ปา่ ออ้ ดอนชยั เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
115 สันทรายใหม่ มหานิกาย วดั ราษฎร์
116 สันปา่ กอ รอบเวียง เมืองเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
117 สันปา่ ยาง มหานกิ าย วัดราษฎร์
118 สันมะนะ หว้ ยสัก เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
119 แสงพระธาตุ มหานิกาย วัดราษฎร์
แมข่ า้ วตม้ เมืองเชียงราย
๔๑ | ห น ้ า
ทา่ สาย เมอื งเชยี งราย
ท่าสาย เมืองเชียงราย
แม่กรณ์ เมอื งเชยี งราย
ริมกก เมืองเชยี งราย
ทา่ สดุ เมอื งเชียงราย
หว้ ยสกั เมืองเชียงราย
รอบเวยี ง เมอื งเชยี งราย
แม่ข้าวตม้ เมอื งเชียงราย
ดอยลาน เมอื งเชยี งราย
ปา่ อ้อดอนชยั เมอื งเชยี งราย
สนั ทราย เมอื งเชยี งราย
รมิ กก เมอื งเชยี งราย
รอบเวยี ง เมอื งเชยี งราย
แม่ยาว เมืองเชียงราย
ปา่ ออ้ ดอนชยั เมอื งเชียงราย
แมข่ ้าวตม้ เมืองเชียงราย
ท่ี ชอื่ วัด ทอี่ ยู่ นกิ าย ประเภทวัด
120 หนองปา่ อ้นั ตาบล อาเภอ มหานิกาย วดั ราษฎร์
121 หนองหม้อ มหานิกาย วัดราษฎร์
122 ห้วยขม รอบเวียง เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
123 หว้ ยพลู มหานิกาย วัดราษฎร์
124 ห้วยอ้ม ป่าอ้อดอนชัย เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
125 ห้วยอม้ ใหม่ มหานิกาย วัดราษฎร์
126 หตั ถีวนาราม แม่ยาว เมอื งเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
127 อนิ ทราราม มหานกิ าย วัดราษฎร์
128 นางแลใน นางแล เมืองเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
129 ฮ่องอ้อ มหานิกาย วัดราษฎร์
130 สันตาลเหลอื ง แม่ขา้ วต้ม เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
131 หนองบัวแดง มหานกิ าย วัดราษฎร์
132 ป่าไร่ แมข่ ้าวตม้ เมืองเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
133 หว้ ยปลากัง้ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
134 น้าเยน็ ดอยลาน เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
135 ห้วยเคยี น มหานิกาย วัดราษฎร์
136 ปา่ มหามงคล ดอยลาน เมืองเชียงราย ธรรมยตุ วดั ราษฎร์
137 พทุ ธอุทยาน มหานกิ าย วัดราษฎร์
138 ป่าหวายขุมเงิน นางแล เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
139 ดอยสมบูรณ์ มหานกิ าย วัดราษฎร์
140 โสภาสทิ ธาราม ดอยฮาง เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
141 พระธาตุดอยฮาง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
142 ปา่ ออ้ ร่มเย็น รมิ กก เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
143 พระธาตุกแู่ กว้ ดอยงาม ธรรมยตุ วัดราษฎร์
144 สนั ม่วงทอง แม่ข้าวต้ม เมอื งเชยี งราย มหานิกาย วัดราษฎร์
145 สันป่าก่อ มหานิกาย วัดราษฎร์
146 ปา่ ดอยพระบาท บา้ นดู่ เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
147 ห้วยทรายสามัคคธี รรม มหานิกาย วดั ราษฎร์
148 ศรีจุม ริมกก เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
149 พระธาตุสันกู่ มหานิกาย วดั ราษฎร์
150 เวยี งกลาง ดอยลาน เมืองเชียงราย มหานิกาย วัดราษฎร์
151 พระธาตสุ ร้อยทอง มหานกิ าย วัดราษฎร์
ท่าสุด เมืองเชยี งราย
๔๒ | ห น ้ า
แมข่ ้าวตม้ เมอื งเชยี งราย
ดอยฮาง เมืองเชยี งราย
บ้านดู่ เมืองเชียงราย
ดอยลาน เมืองเชียงราย
รมิ กก เมืองเชยี งราย
ดอยฮาง เมืองเชียงราย
นางแล เมืองเชียงราย
แมข่ ้าวต้ม เมอื งเชียงราย
แมข่ ้าวตม้ เมืองเชยี งราย
ดอยลาน เมอื งเชยี งราย
บ้านดู่ เมอื งเชยี งราย
ท่าสุด เมอื งเชยี งราย
นางแล เมืองเชียงราย
ห้วยสัก เมอื งเชียงราย
แม่ขา้ วต้ม เมอื งเชียงราย
ดอยลาน เมอื งเชยี งราย
ท่ี ช่อื วัด ตาบล ท่ีอยู่ นกิ าย ประเภทวดั
แม่กรณ์ อาเภอ
152 พระธาตุเจดยี ์ทอง แม่ขา้ วต้ม มหานกิ าย วดั ราษฎร์
153 ราษฎรน์ ิมิต นางแล เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
154 ปฐมพุทธาราม ท่าสุด เมอื งเชยี งราย ธรรมยตุ วดั ราษฎร์
155 หว้ ยทรายขาว ดอยลาน เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
156 ปา่ อุดมมงคล ท่าสาย เมืองเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
157 ป่าเขื่อนแก้ว ทา่ สาย เมืองเชียงราย ธรรมยุต วัดราษฎร์
158 ปา่ ธรรมประทปี รมิ กก เมอื งเชียงราย ธรรมยุต วัดราษฎร์
159 รอ่ งเสือเตน้ รอบเวียง เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
160 หนองนกเขียน ทา่ สุด เมอื งเชียงราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
161 กู่ประสาท ทา่ สาย เมอื งเชียงราย ธรรมยุต วดั ราษฎร์
162 ป่าหว้ ยบง ดอยลาน เมอื งเชียงราย ธรรมยุต วดั ราษฎร์
163 ร่องดู่ ดอยลาน เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
164 ปา่ เกด็ ทา่ สาย เมอื งเชยี งราย มหานกิ าย วัดราษฎร์
165 พระธาตุเกาะแก้ว ป่าตาล เมอื งเชียงราย มหานกิ าย วดั ราษฎร์
166 เขาแก้วอภัย ปา่ ตาล เมืองเชยี งราย มหานิกาย วดั ราษฎร์
167 เจดยี ์ ยางฮอม ขนุ ตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
168 ชมภู ตา้ ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
169 ชัยมงคล ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
170 ต้ากลาง ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
171 ตา้ นาลอ้ ม ตา้ ขนุ ตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
172 ต้าหลวง ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
173 ตา้ หวั ฝาย ยางฮอม ขนุ ตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
174 น้าแพร่ ยางฮอม ขุนตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
175 นา้ ล้อม ป่าตาล ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
176 ป่าขา่ ยางฮอม ขุนตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
177 ปา่ แดง ป่าตาล ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
178 ป่าตาลใต้ ตา้ ขุนตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
179 พระธาตแุ ท่นคา ตา้ ขุนตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
180 พระเนตร ป่าตาล ขนุ ตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
181 มว่ งบุญเรอื ง ยางฮอม ขุนตาล มหานิกาย วดั ราษฎร์
182 ยางฮอม ป่าตาล ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
183 รอ่ งขุ่น ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
ขนุ ตาล
๔๓ | ห น ้ า
ที่ ชื่อวัด ทอ่ี ยู่ นกิ าย ประเภทวดั
184 ศรีเกิด ตาบล อาเภอ มหานิกาย วดั ราษฎร์
185 แสงเมอื งมา มหานิกาย วัดราษฎร์
186 ห้วยเดอ่ื ยางฮอม ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
187 ห้วยโป่ง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
188 ห้วยสกั ป่าตาล ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
189 หว้ ยหลวง มหานิกาย วัดราษฎร์
190 ห้วยหลวงใต้ ตา้ ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
191 หว้ ยหอ้ ม มหานิกาย วัดราษฎร์
192 ป่ายาง ตา้ ขนุ ตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
193 พระธาตุม่อนศิลาอาสน์ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
194 เกี๋ยงใต้ ยางฮอม ขุนตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
195 เก๋ยี งเหนือ มหานกิ าย วัดราษฎร์
196 แก่นใต้ ยางฮอม ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
197 แก่นเหนอื มหานกิ าย วัดราษฎร์
198 คร่งึ ใต้ ยางฮอม ขนุ ตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
199 ครึง่ เหนือ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
200 เชียงคาน ปา่ ตาล ขุนตาล มหานิกาย วัดราษฎร์
201 ซาววา มหานิกาย วดั ราษฎร์
202 ดงหลวง ป่าตาล ขนุ ตาล มหานกิ าย วดั ราษฎร์
203 ดอนแกว้ มหานิกาย วัดราษฎร์
204 ดอนท่ี ตา้ ขนุ ตาล มหานกิ าย วัดราษฎร์
205 ดอนมหาวนั มหานิกาย วัดราษฎร์
206 แดนเมือง หว้ ยซ้อ เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
207 ตน้ ปลอ้ ง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
208 เต๋น หว้ ยซ้อ เชียงของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
209 ทา่ ขา้ มศรดี อนชยั มหานิกาย วัดราษฎร์
210 ทา่ เจรญิ ห้วยซอ้ เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
211 ท่งุ งว้ิ มหานิกาย วดั ราษฎร์
212 ทงุ่ ซาง ห้วยซอ้ เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
213 ทุ่งดกุ มหานกิ าย วัดราษฎร์
214 ทงุ่ ทราย ครึ่ง เชยี งของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
215 ทุ่งอา่ ง มหานกิ าย วัดราษฎร์
ครง่ึ เชียงของ
๔๔ | ห น ้ า
สถาน เชยี งของ
บุญเรือง เชียงของ
ศรีดอนชยั เชยี งของ
หว้ ยซ้อ เชียงของ
รมิ โขง เชียงของ
เวยี ง เชียงของ
บญุ เรอื ง เชยี งของ
บุญเรอื ง เชียงของ
สถาน เชียงของ
ศรีดอนชัย เชยี งของ
ศรีดอนชยั เชยี งของ
สถาน เชยี งของ
ศรดี อนชยั เชยี งของ
เวียง เชยี งของ
เวยี ง เชยี งของ
สถาน เชยี งของ
ท่ี ช่อื วัด ท่อี ยู่ นกิ าย ประเภทวัด
216 น้ามา้ ตาบล อาเภอ มหานิกาย วัดราษฎร์
217 เนินสมบูรณ์ มหานกิ าย วัดราษฎร์
218 บ้านเขียะ สถาน เชยี งของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
219 บา้ นตอง มหานิกาย วดั ราษฎร์
220 บุญเรืองใต้ หว้ ยซอ้ เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
221 บญุ เรืองเหนือ มหานิกาย วัดราษฎร์
222 ปากอิงใต้ ศรีดอนชัย เชยี งของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
223 ปากอิงเหนือ มหานิกาย วดั ราษฎร์
224 ปา่ เคาะ คร่ึง เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
225 ผากบุ มหานกิ าย วัดราษฎร์
226 พระแกว้ บญุ เรอื ง เชยี งของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
227 พร้าวกดุ มหานิกาย วดั ราษฎร์
228 แฟน บญุ เรอื ง เชยี งของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
229 มว่ งเจด็ ตน้ มหานิกาย วดั ราษฎร์
230 มว่ งชมุ ศรีดอนชยั เชียงของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
231 เมอื งกาญจน์ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
232 รอ่ งหา้ ศรดี อนชยั เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
233 ลุง มหานกิ าย วัดราษฎร์
234 ศรดี อนชัย บญุ เรอื ง เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
235 ศรีวไิ ล มหานิกาย วดั ราษฎร์
236 สถาน ริมโขง เชียงของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
237 สบสม มหานิกาย วดั ราษฎร์
238 สา้ น เวียง เชยี งของ มหานิกาย วัดราษฎร์
239 หลวง มหานกิ าย วดั ราษฎร์
240 หลวง ครงึ่ เชยี งของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
241 ห้วยซ้อ มหานกิ าย วัดราษฎร์
242 ห้วยเม็ง สถาน เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
243 หว้ ยหก มหานกิ าย วดั ราษฎร์
244 หวาย ศรดี อนชัย เชียงของ มหานกิ าย วัดราษฎร์
245 หัวเวยี ง มหานกิ าย วัดราษฎร์
246 หาดไคร้ ครึ่ง เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
247 หาดบ้าย มหานิกาย วดั ราษฎร์
รมิ โขง เชยี งของ
๔๕ | ห น ้ า
ศรีดอนชัย เชียงของ
ศรดี อนชัย เชยี งของ
เวยี ง เชียงของ
ห้วยซ้อ เชียงของ
สถาน เชียงของ
เวียง เชยี งของ
คร่ึง เชยี งของ
ครึ่ง เชียงของ
เวยี ง เชียงของ
ห้วยซอ้ เชียงของ
เวยี ง เชียงของ
บุญเรอื ง เชยี งของ
ศรดี อนชยั เชยี งของ
เวียง เชยี งของ
เวียง เชียงของ
รมิ โขง เชียงของ
ท่ี ชอ่ื วัด ที่อยู่ นกิ าย ประเภทวัด
248 ใหมท่ ่งุ หมด ตาบล อาเภอ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
249 จาปา ธรรมยตุ วดั ราษฎร์
250 ศรดี อนมลู สถาน เชยี งของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
251 ศรีชัยมงคล มหานิกาย วัดราษฎร์
252 โจ้โก้ เวียง เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
253 หา้ เจดยี ์ มหานิกาย วัดราษฎร์
254 เทพนิมิตสุดเขตสยาม สถาน เชยี งของ ธรรมยุต วัดราษฎร์
255 ใหมเ่ จรญิ มหานกิ าย วัดราษฎร์
256 กูเ่ ต้า ศรีดอนชยั เชียงของ มหานกิ าย วดั ราษฎร์
257 เกาะผาคา มหานกิ าย วดั ราษฎร์
258 โคง้ งาม เวยี ง เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
259 งว้ิ แก้วพฒั นา มหานิกาย วดั ราษฎร์
260 เจดยี ห์ ลวง ศรดี อนชัย เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
261 ไชยสถาน มหานิกาย วดั ราษฎร์
262 ดอยงาม เวยี ง เชียงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
263 ดอยจัน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
264 ดอยจาปี รมิ โขง เชียงของ มหานิกาย วัดราษฎร์
265 ทุ่งฟา้ ฮ่าม มหานกิ าย วัดราษฎร์
266 ธรรมประสิทธ์ิ โยนก เชยี งแสน มหานกิ าย วัดราษฎร์
267 บา้ นแซว มหานกิ าย วัดราษฎร์
268 บา้ นทุ่ง บา้ นแซว เชยี งแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
269 ปงของ มหานิกาย วดั ราษฎร์
270 ปงสนุก โยนก เชียงแสน มหานิกาย วัดราษฎร์
271 ป่าคา มหานกิ าย วัดราษฎร์
272 ปางหมอปวง ศรดี อนมูล เชียงแสน มหานกิ าย วดั ราษฎร์
273 ปา่ แดดดอนแก้ว มหานิกาย วัดราษฎร์
274 ป่าตึง เวยี ง เชยี งแสน มหานกิ าย วัดราษฎร์
275 ปา่ ถอ่ น มหานิกาย วดั ราษฎร์
276 ป่าสักนอ้ ย ศรีดอนมลู เชียงแสน มหานิกาย วดั ราษฎร์
277 ป่าสกั หางเวยี ง มหานิกาย วดั ราษฎร์
278 ผา้ ขาวป้าน โยนก เชียงแสน มหานิกาย วัดราษฎร์
279 พระเจา้ ล้านทอง มหานิกาย วัดราษฎร์
โยนก เชียงแสน
๔๖ | ห น ้ า
ปา่ สกั เชยี งแสน
โยนก เชยี งแสน
ศรดี อนมลู เชียงแสน
บา้ นแซว เชียงแสน
บา้ นแซว เชยี งแสน
แม่เงนิ เชียงแสน
เวยี ง เชียงแสน
แม่เงนิ เชยี งแสน
ปา่ สัก เชยี งแสน
ปา่ สกั เชยี งแสน
บา้ นแซว เชยี งแสน
ศรดี อนมูล เชยี งแสน
ปา่ สกั เชยี งแสน
เวยี ง เชียงแสน
เวียง เชยี งแสน
เวยี ง เชียงแสน