เอกสารประกอบการสมั มนา
เรอ่ื ง ขา วโพดหวานพนั ธุเทียนเหลืองนำ้ วัง
เรยี บเรียงโดย
นายกีฟนนั อาบวู ะ รหสั นักศึกษา 64305010001
เสนอ
นางรัตนพภี รณ ทองประพนั ธ
เอกสารเลมนเ้ี ปนสวนหนงึ่ ของรายวิชาสัมมนาทางดานการเกษตร
วทิ ยาลยั เทคโนโลยกี ารเกษตรและประมงปตตานี
สารบญั
เรื่อง หนา
1 ลักษณะทว่ั ไป 1
2 รากขาวโพด 1
3 ลำตนขาวโพด 2
4 ใบ 3
5 ดอกขาวโพด 4
6 เมล็ด 5
7 สายพนั ธุขา วโพด 5
8 การขยายพันธุ 6
9 การเตรยี มการปลูก 6
10 การดูแลขา วโพด 7
11 การใหปุย 8
12 การเกบ็ เก่ียวขา วโพด 8
13 การเกบ็ เมลด็ พนั ธุขาวโพด 9
14 คาความหวานของขาวโพด 9
15 สรรพคุณของขาวโพด 9
16 โรคราน้ำคา ง 12
17 โรคราสนมิ 13
18 โรคใบไหมแผลเลก็ 14
19 โรคใบจุด 15
20 หนอนกระทหู อม 16
21 มอดดนิ 17
22 เพลย้ี ออ นขาวโพด 18
1
ลกั ษณะท่ัวไป
ขาวโพดเปนพืชตระกูลหญา มีอายุสั้นเพียงฤดูเดียว เจริญเติบโตไดงายๆ ผลเปนฝก มีลักษณะ
ทรงกระบอก หุมดวยกาบบางๆหลายช้ันรอบฝก ฝกออนมีสเี ขียว ฝกแกกาบจะแหง มีสีน้ำตาล ขางในมีเสน
คลายเสนไหมยาว หุมเมล็ดอยูประปราย และมีเมล็ดเรียงอยูสม่ำเสมอ เมล็ดมีลักษณะทรงกลมแบนเล็กๆ มี
เยอ่ื หุมเมลด็ ผวิ เรียบบางใส เมลด็ มีสนี วล สีเหลอื ง สขี าว หรอื สมี วงดำ ตามสายพนั ธุ มรี สชาติ หวานมัน เมล็ด
ออนมีเน้ือนุมฉ่ำนำ้ เมลด็ แกจะแข็งมาก มีถิ่นกำเนิดอยูใ นทวีปอเมริกา มีปลกู กันในหลายประเทศทั่วโลก ใน
ประเทศไทย
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
ภาพท่ี 1 รากขา วโพด
ราก
รากแรกท่อี อกมาจากคพั ภะ (embryo) เปน รากช่ัวคราวเรียกวา ไพรมารี (primary) หรอื
เซมินัล (seminal) หลังจากขาวโพดเจรญิ เติบโตไดป ระมาณ 7 ถงึ 10 วัน รากถาวรจะงอกขึ้นรอบๆ ขอปลายๆ
ในระดับใตพื้นดินประมาณ 1 ถึง 2 นิ้ว รากถาวรนี้ เมื่อเจริญเติบโตเต็มทีจ่ ะแผออกไปโดยรอบประมาณ 100
เซนติเมตร และแทงลึกลงไปในดินแนวด่ิงยาวมากซึ่งอาจยาวถึง 300 เซนติเมตร รากของขาวโพดเปนระบบ
รากฝอย (fibrous root system) นอกจากรากที่อยูใตดินแลว ยังมีรากยึดเหนี่ยว (bracer root) ซึ่งเกิดข้ึน
รอบๆ ขอ ทอี่ ยูใกลผวิ ดนิ และบางครัง้ รากพวกน้ยี ังชว ยหย่งั ยดึ พื้นดนิ อีกดว ย
2
ภาพท่ี 2 ลำตน ขาวโพด
ลำตน
ขาวโพดมีลำตนแข็ง ไสแนนไมกลวง มีความยาวตั้งแต 30 เซนติเมตร จนถึง 8 เมตร แลวแตชนิดของ
พันธุ ตามลำตน มีขอ (node) และปลอง (internode) ปลองที่อยูในดิน และใกลผิวดนิ สั้น และจะคอยๆ ยาว
ข้ึนไปทางดา นปลาย ปลอ งเหนือพ้ืนดินจะมจี ำนวนประมาณ 8 ถึง 20 ปลอง พนั ธุขาวโพดสวนมากลำตนสดมี
สีเขียว แตบางพันธุมีสีมวง ขาวโพดแตกกอไมมากนัก สวนมากไมแตกกอทั้งนี้ แลวแตชนิดพันธุ และ
สง่ิ แวดลอม ขาวโพดทีแ่ ตกกอได 3 ถงึ 4 ตน เชน ขาวโพดหวาน ขา วโพดทปี่ ลกู ในที่สูงกวาระดับน้ำทะเลมากๆ
อาจแตกกอไดตัง้ แต 7 ถึง 10 ตน
3
ภาพท่ี 3 ใบ
ใบ
ขาวโพดมใี บลักษณะยาวรี คลายพชื ตระกูลหญา ทั่วไป ประกอบดวยตวั ใบ กาบใบ และเขย้ี วใบ ลักษณะ
ของใบรวมทง้ั สีของใบแตกตางกนั ไป แลว แตชนดิ ของพันธุ บางพันธใุ บสเี ขียว บางพันธุใบสีมว ง และบางพันธุ
ใบลายจำนวนใบกเ็ ชน เดยี วกันอาจมีตง้ั แต 8 ถึง 48 ใบ
4
ภาพที 4 ดอกขา วโพด
ดอก
ขาวโพดจัดเปน พวกโมโนอิเซยี ส (monoecious) คอื มดี อกตัวผแู ละดอกตัวเมยี แยกอยูในตนเดียวกนั
ชอดอกตัวผู (tassel) อยตู อนบนสดุ ของลำตน ดอกตวั ผูด อกหนงึ่ จะมีอับเกสร (anther) ๓ อับ แตล ะอบั จะมี
เรณเู กสร (pollen grain) ประมาณ 2,500 เมด็ ดังนัน้ ขา วโพดตนหนึง่ จงึ มเี รณูเกสรอยูเปนจำนวนหลายลา น
และสามารถปลวิ ไปไดไ กลกวา 2,000 เมตร สว นดอกตัวเมียอยูรวมกนั เปน ชอ เกดิ ข้ึนตอนขอ กลางๆ ลำตน ตน
หน่ึงอาจมหี ลายชอแลวแตช นดิ พันธุ ดอกตัวเมยี แตละดอกประกอบดวยรังไข (ovary) และเสนไหม (silk หรือ
style) ซงึ่ มคี วามยาวประมาณ 5 ถึง 15 เซนตเิ มตร และย่ืนปลายโผลออกไปรวมกนั เปน กระจุกอยตู รงปลายชอ
ดอกซึ่งมเี ปลือกหุมอยู ดอกพวกนพี้ รอ มทีจ่ ะผสมพันธุ หรือรบั ละอองเกสรไดเ ม่ือเสนไหมโผลออกมา หลังจาก
ไดร บั การผสมเสน ไหมจะแหงเห่ียวและรังไขเ จริญเตบิ โตเปนเมลด็ ชอ ดอกตวั เมยี ที่รับการผสมแลว เรยี กวา ฝก
(ear) แตละฝกอาจมเี มล็ดมากถงึ 1,000 เมลด็ แกนกลางของฝก เรียกวา ซัง (cob) ปกติดอกตัวผจู ะบานพรอม
ที่จะผสมกอนดอกตวั เมยี ด้งั น้ันจึงเปนพชื ทผ่ี สมขามพนั ธุ (cross - pollination) ตามธรรมชาตมิ ีการผสม
ตวั เอง (self - pollination) เพยี งเล็กนอยเทานนั้
5
ภาพที่ 5 เมล็ด
เมล็ด
เมลด็ ขาวโพด อยูในฝกเมล็ดจะเรยี งอยูสมำ่ เสมอ โดยรอบแกนกลางของฝก เมล็ดมลี กั ษณะทรงกลม
แบนเลก็ ๆ มีเยอื่ หมุ เมลด็ ผวิ เรียบบางใส มสี ีนวล สีเหลือง สีขาว หรอื สีมว งดำ ตามสายพันธุ มรี สชาตหิ วานมัน
เมล็ดออนมเี นื้อนมุ ฉ่ำน้ำ เมลด็ แกจะแข็งมาก
สายพนั ธุขา วโพด
ขาวโพดทน่ี ยิ มปลกู ในประเทศไทยจากการสำรวจพบวา มีอยู 5 กลมุ ไดแก
1. ขาวโพดหัวแข็ง ( Flint corn ) มชี อ่ื ทางวทิ ยาศาสตรวา ซี เมยส อนิ ดูราทา (Zea mays in durata)
เมล็ดมีแปงแข็งหอหุมโดยรอบ หัวเรียบไมบุบเมล็ดคอนขางกลม มีปลูกกันมากในเอเชีย และอเมริกาใต
ขาวโพดไรของคนไทย มีนิยมปลูกกัยอยู เปนชนิดนี้ทั้งสิ้น สีของเมลด็ อาจเปนสีขาว สีเหลือง สีมวง หรือสีอ่ืน
แลว แตช นดิ ของพนั ธุ
2. ขาวโพดหวาน (Sweet corn ) มชี ่อื วิทยาศาสตรว า ซี เมยส แซคคาราทา (Zea mays saccharata)
นิยมปลูกกันอยางแพรหลาย เพื่อรับประทานฝก สด เพราะฝก มีน้ำตาลมาก ทำใหมีรสหวาน เมื่อแกเตม็ ที่หรอื
แหง เมลด็ จะหดตัวเหี่ยวยน
3. ขาวโพดคั่ว ( Pop orn ) มีชื่อวิทยาศาสตรวา ซี เมยส อีเวอรท า (Zea mays everta) เมล็ดมีขนาด
คอ นขางเล็ก มีแปงประเภทแข็งอยใู น ภายนอกหอหุมดวยเยอ่ื ทเ่ี หนียว และยืดตัวได เมลด็ มคี วามช้ืนภายในอยู
พอสมควร เม่ือถกู ความรอน จะเกดิ แรงดนั ภายในเมลด็ ระเบิดตัวออกมา เมล็ดอาจมลี กั ษณะกลมหรือหวั แหลม
กไ็ ด มีสีตางๆ กัน เชน เหลือง ขาว มวง
4. ขา วโพดขาวเหนียว ( Waxy Corn ) มชี อ่ื วทิ ยาศาสตรวา ซี เมยส เซอราทนิ า (Zea
maysceratina) เมลด็ มีแปงออนคลา ยแปง มนั สำปะหลงั นิยมปลกู เพื่อรบั ประทานฝกสดคลา ยขาวโพดหวาน
6
แมจะไมห วานมาก แตเ มล็ดนิ่ม รสอรอย ไมติดฟน เมลด็ มสี ีตางๆ กนั เหลอื ง ขาว สม มวง หรือมีหลายสใี นฝก
เดยี วกัน
5. ขาวโพดปา ( Pod Corn ) มีช่ือทางวิทยาศาสตรวา ซี เมยส ทูนิกา (Zea mays tunica) มีลักษณะ
ใกลเคียงขาวโพดพันธุปา มีลำตน และฝกเล็กกวาขาวโพดธรรมดา ขนาดเมล็ดคอนขางเล็กเทาๆ กับเมล็ด
ขาวโพดมีขั้วเปลือกหุมทุกเมล็ด และยังมีเปลือกหุมฝกอีกชั้นหนึ่งเหมือนขาวโพดธรรมดาทั่วๆ ไป เมล็ดมี
ลกั ษณะตางๆ กัน ขา วโพดชนิดนไี้ มม คี วามสำคญั ทางเศรษฐกจิ ปลูกไวเ พอื่ การศกึ ษาเทา นั้น
การขยายพนั ธุ
โดยการเพาะเมล็ดขาวโพดมี 8 ขัน้ ตอน ดงั น้ี
1. ใสเ มล็ด ในถาดหลุมเพาะ รดน้ำใหช มุ และหาผา บางๆคลุมไว 2 ถึง 3 วนั
2. เมื่อท้ิงไว 2 ถงึ 3 วนั เมลด็ พนั ธุเร่มิ งอก เชค็ ดูถาดินแหง กร็ ดนำ้ โดยใชน ้ำเบาๆ โดยใชฟ อกก้ี หรอื ใช
ฝก บัวเล็ก ระวงั รดนำ้ แรงเกินโดนตนออ น โดยตรงเด๋ยี วจะบอบช้ำ
3. เมือ่ ผานไป7 ถงึ 10 วัน ตนขา วโพดนอ ยๆ เรมิ่ แตกใบเปน 2 ถงึ 4 ใบ ใหเหน็ โดยใบจะใหญขน้ึ ตอนนี้
ก็จะสูงประมาณ 10 เซนตเิ มตร เตรยี มเอาลงดนิ ได
4. นำตนออนลงดินที่เตรยี มไว โดนดินควรจะเปนดินรว น ในภาชนะปลกู แบบใดกไ็ ดแตควรมขี นาดใหญ
ประมาณ 50 X 50 เซนติเมตร ข้นึ ไป เพราะรากขา วโพดจะหากินในวงรัศมี 30 X 30 เซนติเมตร ดนิ ไมควรเปน
ดนิ ท่แี ข็งหรือเหนียวเกินไป จะทำใหโ ตไดไมด ี
5. รดน้ำใสปุยทกุ วนั จะรดนำ้ วันละสองครั้ง หรอื วนั ละครง้ั ก็ได โดยใหสงั เกตุความชื้นในดนิ ถา ดินแหง
ก็ใหรดน้ำได
6. เม่ือเวลาผานไป ประมาณ 1 เดอื น หลังจากลงดนิ ขาวโพดจะเรมิ่ ออกฝก ออนใหเ หน็ ใหห มน่ั ตรวจตรา
เดินจบั หนอนแมลงทีเ่ กาะยอดออก
7. เม่อื เวลาผานไปประมาณเดอื นคร่ึง ไดเวลาผสมเกสร ขั้นตอนนฝี้ กขาวโพดจะเริม่ โผลเหน็ เปนไหมยาว
ออกมาพรอ มกบั บนยอดบนสุดของตนจะมีเกสรตัวผโู ผลเ ปนยวงคลายรวงขาว ใหหกั เกสรตวั ผมู าเขย่ี ๆตบๆลง
บนไหมทฝี่ กทุกฝก
8. รอเวลาเก็บเกี่ยวฝก เมื่อเวลาครบ 2 เดอื น ฝกขา วโพดจะใหญแ ละไหมเปน สีนำ้ ตาล หรอื ดำ น่ัน
แปลวา เกบ็ ไดแ ลว
การเตรยี มการปลกู
ทด่ี ินทเ่ี หมาะในการปลูกขาวโพดควรเปนท่ดี อนมีการระบายน้ำไดดี ถาเปน ท่ีลุมควรยกรองระบายน้ำ
อยาใหน ้ำขัง ขา วโพดขึน้ ไดด ใี นดินรว นปนทรายที่ระบายน้ำไดดี มคี วามอุดมสมบูรณข องดนิ และปรมิ าณแรธาตุ
อาหารพชื สงู พอสมควร ดนิ มคี วามเปนกรดเปนดา งปานกลาง ( pH ประมาณ 5.5-8.0 ) หรือคอ นขางเปนดา ง
เล็กนอ ย นอกจากนี้ ขาวโพดยงั เปน พชื ทีป่ ลูกไดดีบนพืน้ ท่ีลาดเอียงหรอื สูงๆ ต่ำๆพื้นทป่ี ลูกดงั น้คี ือ วิธกี ารปลกู
มที ้ังแบบพืน้ ราบและแบบยกรอ ง ขึน้ กบั ชนดิ ของดิน โดยใชระยะระหวา งแถว 75 เซนตเิ มตร และระยะระหวาง
7
ตน 20 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจำนวน 1 เมล็ดตอหลมุ อตั ราเมลด็ ท่ีเหมาะสมคือ 3.0 ถึง 3.5 กโิ ลกรมั ตอไร จะ
ไดจ ำนวนตนประมาณ 10,000 ถงึ 11, 000 ตน ตอไร
การปลกู
เมล็ดพันธุทนี่ ำมาปลกู ควรมีความงอกสูงกวา 85 เปอรเซน็ ต หยอด 1 เมลด็ ตอหลุม โดยใชเมลด็ พันธุ
ประมาณ 1.0 ถึง 1.2 กิโลกรัมตอไร แตถาเมลด็ พันธุมีความงอกต่ำกวา 85 เปอรเซน็ ต ควรหยอดเมลด็ 1 ถึง 2
เมลด็ ตอหลุม และหยอดลึกประมาณ 3 ถงึ 5 เซนติเมตร ซ่ึงใชเมลด็ พนั ธปุ ระมาณ 1.5 ถึง 2.0 กโิ ลกรมั ตอ ไร
เน่อื งจากพนั ธุขาวโพดหวานที่มอี ยูในปจจบุ ันยังไมต านทานตอโรคราน้ำคาง ดงั นัน้ กอ นปลูกทกุ คร้ังตอ งคลกุ
เมลด็ พันธดุ ว ยสารเมตาแลกซลิ อัตรา 7 กรมั ตอ เมลด็ 1 กโิ ลกรมั เพื่อปองกนั โรคราน้ำคา ง สำหรบั อตั ราปลูกที่
เหมาะสมของขาวโพดหวานเพือ่ อตุ สาหกรรมการแปรรปู ควรอยใู นชว ง 8,500 ถึง 11,00 ตนตอ ไร ซ่งึ การจัด
ระยะปลูกสามารถทำไดโดย
1. ใชร ะยะระหวางแถว 75 เซนติเมตร และระยะระหวา งตน 20 ถึง 25 เซนตเิ มตร เมื่อขาวโพดมีอายุ
ประมาณ 10 ถึง 14 วัน ถอนแยกใหเ หลือ 1 ตน ตอ หลุม จะไดจ ำนวนตนประมาณ 8,533 ถึง 10,667 ตน ตอไร
2. ใชระยะระหวางแถวและระยะระหวา งตน เทา กนั คือ ประมาณ 40 เซนตเิ มตร เมอ่ื ขา วโพดมีอายุ
ประมาณ 10 ถึง 14 วัน ถอนแยกใหเหลอื 1 ตน ตอ หลุม จะไดจำนวนตนประมาณ 10,000 ตน ตอ ไร
การยา ยปลูก
จะทำเมือ่ ตนกลา อายุประมาณ 30 วันหรือมีใบจริงประมาณ 2 ใบ กอนยายปลกู 2 ถงึ 3 วัน ควรงดการ
ใหนำ้ เพ่ือใหต นกลาแข็งแรง และควรยา ยตน กลาในชว งเวลาเยน็ นำตน ที่สมบูรณม าแยกใสลงในแปลงดนิ หรือ
ในถงุ เพาะท่เี ตรียมไว หลังจากยายแลวใหนำ้ ทนั ที ถาปลกู โดยอาศัยน้ำฝนตองรดน้ำจนกวา ขาวโพดจะตั้งตัวได
โดยดูวาตนขาวโพดแขง็ แรง มีชีวิตชีวา ไมเหยี่ ว
การดูแลขาวโพด
การอดูแลขา วโพดหวานในระยะแรกของการเตบิ โต ไดแก การควบคมุ วชั พืช การปองกันกำจดั โรคและแมลง มี
วธิ ีปฏิบตั ิ ตอ ไปน้ี
1. วธิ เี ขตกรรม
ดวยการควบคมุ วัชพืช ใน 2 แนวทาง ไดแ ก เตรียมดิน การดายหญา และการพรวนดินพนู โคน
1.1 การควบคุมวัชพืชดวยการเตรียมดิน เปนขั้นตอนสำคัญในการปลูกขาวโพดหวานเพื่อใหได
ผลผลิตตอไรสูง เพราะดินที่รวนซุยจะเหมาะกับการงอกของเมล็ด ทำใหรากหยั่งลึก แทรกตัวในดิน และนำ
สารอาหาร และแรธาตุไดด ี ทำใหผ ลผลิตตอไรจะสูงตาม
1.2 การควบคุมวัชพืชดวยการดายหญา และการพรวนดินพูนโคน โดยการถากดวยจอบใหวัชพืช
หลุดจากดนิ หลังจากนั้น ทำการพูนโคนตนดว ยจอบจากดินบริเวณรองแปลงใหส ูงขึ้น โดยทั่วไปการดายหญา
และพนู โคนนิยมทำหลงั จากตนขาวโพดหวานงอกแลว 3 ถงึ 4 สปั ดาห ซง่ึ พรอมกับการใสปุยครง้ั แรกพอดี
8
2. การใชส ารเคมีกำจัดวัชพืช
การกำจดั วชั พชื แบง เปน การใชส ารกอนปลูก การใชกอ นและหลงั วชั พืชงอก
2.1 (pre - planting) มีวัตถุประสงคเพื่อกำจัดวชั พืชในข้ันตอนการเตรียมดินเพื่อชวยลดวัชพืช โดย
ฉีดพนกอนเตรียมดิน 3 ถึง 10 วัน ขึ้นกับชนดิ วัชพืช โดยเฉพาะกรณีเรงปลูก และไมมเี วลาไถตากดิน แตทั้งน้ี
ควรใชสารกำจัดวชั พืชที่ไมมีฤทธติ์ กคา ง เชน พาราควอท (paraquat) หรอื ไกลโฟเสท (glyphosate)
2.2 การใชสารเคมีกำจดั วัชพืชกอนขาวโพดงอก (pre-mergence) เปนการใชสารเคมีกำจัดวัชพืช
ชนดิ เลือกทำลายวัชพืชสำหรับปอ งกนั เมล็ดวชั พชื งอก และยบั ยั้งการเติบโตหรือทำลายตนกลาวชั พืชที่งอกแลว
ทย่ี งั อยใู ตด ิน โดยการพนสารเคมที นั ทหี ลังการปลกู ขา วโพดหวาน สารเคมีท่ใี ช เชน พาราควอท ไกลโฟเสท อะ
ลาคลอร เปนตน
2.3 การใชสารเคมีกำจัดวัชพืชหลังขาวโพดงอก (post-emergence) เปนสารเคมีกำจัดวัชพืช
หลงั จากขาวโพดหวาน และวัชพืชงอก ทั้งในระยะตนกลาหรือเติบโตแลว ซึง่ ควรใชกอนขาวโพด หวานหรือ
วชั พชื ออกดอก แตการใชสารกลุมนี้ตองระมดั ระวังเมื่อหลังพนควรใหม กี ารปลอดฝนประมาณ 4 ชัว่ โมง เพ่อื ให
ยาออกฤทธ์ิ สารในกลมุ นี้ ไดแ ก พาราควอท ไกลโฟเสท อะลาคลอร เปน ตน
การใหปยุ
ควรมกี ารใสปยุ ใหตน ขาวโพด เพ่อื ใหม ีธาตุอาหารใชใ นการสรางผลผลิตใหเพมิ่ ข้ึน ซึง่ การใสป ุยควรแบง
ใส 2 คร้ัง
1. ปยุ รองพนื้ ควรใสรองกน หลุมหรือโรยเปนแถวแลวกลบพรอมปลูก ถาใชเ คร่อื งปลูกจะมีถังสำหรับใส
ปุยพรอมอยูแลว ถาปลูกดวยมือ ควรหยอดปุยที่กนหลุมแลวกลบดินบาง ๆ กอนหยอดเมล็ด ไมควรใหปุย
สมั ผสั กับเมลด็ โดยตรง เพราะอาจทำใหเ มล็ดเนา ได ปยุ รองพื้นท่ใี ช อาจใชส ูตร 16 – 20 – 0, 15 – 15 – 15 ,
20 – 20 – 0 หรือสตู รอืน่ ๆ ตามความเหมาะสมถาเปนไปได ควรมีการวิเคราะหดนิ เพ่ือหาสตู รปุยที่เหมาะกับ
พืน้ ที่ โดยปยุ รองพื้น ควรใสอตั ราประมาณ 25 ถึง 30 กิโลกรัมตอ ไร
2. ปุย แตงหนา หลังจากปลูกประมาณ 25 ถึง 30 วัน ควรมีการใสป ุยอกี คร้ังหนึ่ง โดยใชปุยยเู รยี (46 –
0 – 0) โรยขางตนในอัตรา 20 ถึง 25 กิโลกรัมตอ ไร ใสขณะดินมีความช้นื หรือใสแลวกลบดวยเครือ่ งทำรนุ พูน
โคน
การเกบ็ เก่ยี วขาวโพด
ทำการปลิดฝกสดออกจากตนไมตองปอกเปลอื ก การเก็บรกั ษาขาวโพดหวานในอุณหภูมิหอง ถาเก็บไว
โดยไมปอกเปลือกจะยงั คงสภาพความสดไวไ ดป ระมาณ 24 ช่วั โมง แตถ า เกบ็ ในสภาพที่ปอกเปลือกแลว ความ
สดของขาวโพดหวานจะลดลงตามอายุของขาวโพดหลงั การเก็บเกี่ยว หลงั จากเก็บเกี่ยวขา วโพดหวานแลว ควร
สง ถงึ ผบู รโิ ภคหรอื โรงงานโดยเรว็ ทส่ี ุดภายใน 24 ชว่ั โมง ในกรณเี ก็บเพอ่ื สงตลาด ควรตัดใหมีสวนของลำตน ติด
โคนฝก ประมาณ 20 เซนตเิ มตร จะชวยยืดความสดและความหวานไดอ ีกประมาณ 24 ช่วั โมง รวมเปน 48
9
ชั่วโมง และควรเก็บฝกขาวโพดหวานไวในทีร่ ม มีอากาศถายเทไดสะดวก ไมใหถูกแสงแดดโดยตรงและไมก อง
สุมกัน
การเก็บเมล็ดพันธุขา วโพด
การสุกแกของขาวโพดแบงได 2 ระดับ คือ การสุกแกทางสรีรวทิ ยา และการสุกแกเก็บเกี่ยว การสุกแก
ทางสรรี วิทยาเปนระยะทีข่ าวโพดสิน้ สุดการเจริญเตบิ โตและมกี ารสะสมน้ำหนักแหงสงู สุด โดยทั่วไปประมาณ
45 วนั หลังออกไหม หรือสังเกตไดจากสว นโคนเมลด็ จะมีเน้ือเยอ่ื สดี ำ เรียกวา black layer เกิดขึ้น ทำใหการ
สงผานธาตุอาหารจากสวนตาง ๆ ของตนขาวโพดสูเมล็ดสิ้นสุดลง เมล็ดจะมีความชื้นรอยละ 35 ถึง 40
หลังจากนั้นความชื้นภายในเมลด็ จะเริ่มลดลงเรอื่ ย ๆ จะเร็วหรือชาขึ้นอยูกับอุณหภูมขิ องอากาศและความช้นื
สัมพทั ธ สว นการเก็บเกี่ยวที่ระดับการสุกแกเก็บเกี่ยว หมายถึง การเก็บเกี่ยวขาวโพดทีค่ วามชื้นของเมล็ดต่ำ
กวารอ ยละ 25 ถาสงั เกตภายนอกจะเหน็ วากาบหุม ฝก เปนเปนสีน้ำตาลและแหง
คาความหวานของขาวโพด
ขาวโพดหวานลูกผสมทดลองมีคาความหวานมากกวาขาวโพดหวานลูกผสมพันธุการคาอยูระหวาง
15.90 ถึง 18.40องศาบริกซ ขณะท่ีขาวโพดหวานลูกผสมพันธุการคา มีคาความหวาน อยูระหวาง 14.90 ถึง
16.60องศาบริกซ ขาวโพดหวานลูกผสมทดลอง S1577 มีคาความหวานสูงสุด เทากับ 18.40 องศาบริกซ
รองลงมาคือ S1581 และ S1538 มีคาความหวาน 18.00 และ 16.70 องศาบริกซ ตามลำดับขาวโพดหวาน
ลูกผสมทดลอง S1577 มีคาความหวานไมแตกตางกันทางสถิติกับขาวโพดหวานลูกผสมพันธุการคา พันธุเอส
เอม็ 1351 ท่มี คี าความหวานเทา กบั 16.60 องศาบรกิ ซ แตม คี า ความหวานมากกวา พนั ธชุ ยั นาท 2 ไฮบริกซ 3
ซีพีสวที เอส 1 สงขลา 84-1 และหวาน 54 อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งมีคาความหวานเทากับ 14.90 15.50
15.70 15.70 และ 16.00 องศาบริกซ ตามลำดับ
สรรพคณุ ของขาวโพด
1. เมล็ดมรี สหวานมนั ชว ยบำรุงรา งกาย (เมลด็ )
2. หากความจำเสื่อมหรือลืมงาย ใหใชยอดเกสรเพศเมียแหงเอามาใสในกลองยาสูบแลวใชจุดสูบ (เกสร
เพศเมีย)
3. เมล็ดชวยบำรงุ ปอดและหัวใจ (เมลด็ )
4. ยอดเกสรเพศเมยี และฝอยขาวโพดใชเ ปน ยาแกเบาหวาน ดว ยการใชยอดเกสรเพศเมียทต่ี ากแหงแลว
ประมาณ 30 กรมั นำมาตมกับน้ำดม่ื (เกสรเพศเมยี , ฝอย)
5. ยอดเกสรเพศเมียหรือไหมขาวโพดและฝอยขาวโพดชวยแกโรคความดันโลหิตสูง ตามตำรับยาจะใช
ยอดเกสรเพศเมียท่ีแหงแลว เปลอื กกลวยแหง และเปลอื กแตงโมแหงอยางละเทากนั นำมาตม กบั น้ำด่ืม (เกสร
เพศเมีย, ฝอย)
6. ตน และเมลด็ ชวยทำใหเ จรญิ อาหาร (ตน , เมลด็ )
10
7. เกสรเพศเมียมรี สหวาน เปนยาสุขุม ออกฤทธิ์ตอกระเพาะลำไสและทางเดินปสสาวะ มีสรรพคุณขับ
ความรอนช้ืน แกอ าการกระหายน้ำ (เกสรเพศเมีย)
8. ชวยแกไ ขทับระดู (ตน )
9. ชว ยแกโลหิตกำเดา (เกสรเพศเมีย)
10. หากตรากตรำทำงานหนัก มีอาการไอเปนเลือดหรือตกเลือด ใหใชยอดเกสรเพศเมีย นำมาตมกับ
เนือ้ สัตวรบั ประทาน (เกสรเพศเมีย)
11. ชวยแกอาการคลื่นไสอาเจียน (ฝอย) รากและเมล็ดชวยแกอ าการเจียน (ราก, เมล็ด) รากและเกสร
เพศเมียชวยแกอ าการอาเจยี นเปนโลหิต ดว ยการใชร ากขาวโพดแหงประมาณ 60-120 กรมั นำมาตมกับน้ำดื่ม
(ราก, เกสรเพศเมยี )
12. ชวยแกโพรงจมูกอักเสบ จมกู อักเสบเรอื้ รงั (เกสรเพศเมีย)
13. สำหรับผูท ี่ปวยเปนโรคเย่ือหุมปอดอักเสบ โดยมีอาการเจ็บแปลบที่หนาอกเพียงจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่ง
อาจจะเปน ซกี ซายหรอื ขวาก็ได และจะเจ็บเพียงชว่ั ขณะทห่ี ายใจเขาลึก ๆ ท่ีปอดขยายตวั เต็มที่ เลยทำใหสวน
ที่อักเสบเกิดการเสียดสีกัน ถาเปนเยื่อหุมปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสชนิดที่ไมรุนแรงก็จะไมมีอาการ
ผิดปกติอื่น ๆ แตสำหรับอาการที่เห็นทั่วไปจะมีเหงื่อเย็น ๆ ออกจนเปยกขางลำตัว ใหใชเกสรเพศเมีย 1
กิโลกรัม นำมานึ่งแลวใชพอกบริเวณปอด จะชวยทำใหมีอาการดขี ึน้ หรอื จะนำมาตม กับน้ำด่ืมก็ไดผลเชนกัน
(เกสรเพศเมีย)
14. ชว ยแกเ ตานมเปนฝ (เกสรเพศเมีย)
15. ชว ยบำรงุ กระเพาะอาหาร (เมล็ด)
16. ชวยรักษาอาการอาหารไมย อย ดว ยการใชขาวโพด 500 กรมั และเปลอื กทับทิม 120 กรัม นำมาผงิ
ไฟใหแหง แลวบดใหเ ปน ผง นำมาผสมกับนำ้ ใหไดป ระมาณ 1,500 มลิ ลิลิตร แลวใชด มื่ 10 มลิ ลลิ ิตรตอ อายุ 1
ป จะชว ยรักษาอาการพิษได และในชว งการรักษาใหร ะวังคอยดแู ลระดับนำ้ และอณุ หภูมิของรางกายไมใหเ กดิ
ความผดิ ปกติดวย (ไมร ะบแุ นชดั วา ใชสวนใดของขาวโพด)
17. สำหรบั ผทู ไี่ ดรับการผาตัดโรคมะเรง็ ที่กระเพาะอาหาร ใหใ ชเ มลด็ ขาวโพดนำมาตมใสเ กลือเล็กนอยและไข
ขาว แลวนำมารับประทานเปนอาหารเสริม (เมลด็ )
18. ซงั ขาวโพดมรี สจืดชมุ ใชซ งั แหงประมาณ 10-12 กรมั นำมาตมกบั น้ำดมื่ หรอื นำมาเผาเปนถานผสม
กับนำ้ ดื่มเปน ยาแกบิด แกอาการทองรวง (ซงั )
19. ราก เกสรเพศเมีย ซัง และเมล็ดเปนยาขับปสสาวะ ตามตำรบั ยาจะใชรากแหงประมาณ 60-120
กรัม นำมาตมกับน้ำดื่ม หรือจะใชยอดเกสรเพศเมียหรือซังขาวโพดเอามาตมกับน้ำดื่มแทนน้ำชาก็ได (ราก,
เกสรเพศเมีย, ฝอย, ซัง, เมล็ด) ใชเกสรเพศเมียประมาณ 10-20 กรัม นำมาตม กับนำ้ ด่ืมทุกวนั เปนยาแกโรค
กระเพาะปสสาวะอักเสบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ชวยแกโรคทางเดินปสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปสสาวะ
รวมถงึ นิ่วในอวัยวะอืน่ ๆ ดวย (เกสรเพศเมีย) ชวยขับปสสาวะ แกปสสาวะกะปริดกะปรอย แกนิว่ ในทางเดิน
ปส สาวะ (ลำตน , ใบ, เกสรเพศเมยี ) ชวยแกป สสาวะขัด (ซงั ) ราก ตน และใบมีรสออกหวาน ใชเปน ยาแกน่วิ
11
ขับนิ่ว ตามตำรับยาใหใชตนและใบสดหรือแหงจำนวนพอสมควร นำมาตม กับน้ำดื่มเปนยาแกน่ิว ขับนิ่ว ถา
เปนรากใหใ ชรากแหงประมาณ 60-120 กรัมนำมาตม กับดม่ื (ราก, ตน และใบ, ฝอย)
20. เกสรเพศเมียหรือไหมขาวโพดมีรสออกหวาน ชวยขับนิ่วในถุงน้ำดี กระตุนใหน้ำดีขับเคลื่อน แกถุง
น้ำดีอกั เสบ มะเร็งในถุงน้ำดี และชว ยบำรุงน้ำดี (เกสรเพศเมยี )
21. เกสรเพศเมียชวยบำรุงตับ แกตับอักเสบ ตับอกั เสบเปนดีซาน แกด ีซาน แกไ ตอักเสบ ซึ่งตามตำรบั
ยาแกไตอกั เสบจะใชเกสรเพศเมีย 30 กรัม, หญา หนวดแมว 20 กรมั , หญา คา 20 กรัม, ขาวเย็นเหนือ 25 กรัม
, ขาวเยน็ ใต 25 กรัม และโกฐน้ำเตา 5 กรัม นำมาตมกับน้ำดื่ม หรือหากไตอักเสบหรือเริ่มเปนนิ่วที่ไต ใหใช
ยอดเกสรเพศเมียพอประมาณ นำมาตมจนขนแลวนำมากิน หรอื หากเปนโรคไตอักเสบเรื้อรัง ใหใชยอดเกสร
เพศเมียแหง 50 กรัมนำมาตมกบั น้ำกนิ โดยจะมฤี ทธิ์ชว ยขับปส สาวะ ทำใหไ ตทำงานไดด ีข้ึนจากอาการบวมน้ำ
และปรมิ าณของอัลบูมนิ (albumin) ในปสสาวะนั้นลดลง โดยคนไขทีก่ นิ ติดตอ กนั นาน 6 เดอื นยังไมพ บอาการ
เปนพิษแตอยางใด สวนอีกตำรับยาที่ใชร กั ษาโรคเกีย่ วกับไต ใหใชยอดเกสรเพศเมียแหง 60 กรัม นำมาตม กบั
กินวันละ 2 ครั้ง แลวใหกินโพแทสเซียมคลอไรดรวมดวย โดยทั่วไปเมื่อกินยานี้ไปแลว 3 วัน ปสสาวะจะมาก
ขึ้น ปรมิ าณของอัลบูมนิ และสารจำพวกไนโตรเจนที่
ไมใชโปรตีนในปสสาวะนั้นจะลดลง และคนไขบางรายจะมปี ริมาณของอัลบมู ินในโลหิตสูง สวนบางรายความ
ดนั โลหติ จะลดลงจนสูระดับปกติ (เกสรเพศเมีย) ชว ยรักษาไต (ฝอย)
22. ใชซังแหงประมาณ 10-12 กรัมนำมาตมกับนำ้ ด่ืม หรือนำมาเผาเปน ถา นผสมกับน้ำกินเปน ยาบำรุง
มาม (ซงั )
23. ชวยแกอ าการบวมน้ำ ดวยการใชซังแหงประมาณ 10-12 กรัม นำมาตมกับนำ้ ดืม่ หรือนำมาเผาให
เปนถานแลวผสมกับน้ำกิน หรือจะใชซังขาวโพดแหง 60 กรัมผสมกับฮวงเฮียงกวย 30 กรัม (ผลของ
Liquidambar taiwaniana Hance.) นำมาตมกับน้ำกิน สวนเกสรเพศเมียชวยแกอาการบวมน้ำ ขาบวม ซึ่ง
ตามตำรับยาจะใชเกสรเพศเมีย 30 กรัม, หญาหนวดแมว 20 กรัม, หญาคา 20 กรัม, ขา วเยน็ เหนอื 25 กรัม,
ขาวเย็นใต 25 กรัม และโกฐน้ำเตา 5 กรัม นำมาตมกับนำ้ กิน สว นอีกตำรบั จะใชเกสรเพศเมีย 50 กรัม ผสม
กับเมล็ดเทยี นเกลด็ หอย 15 กรมั นำมาตมกบั นำ้ ด่ืมวันละ 3 ครง้ั (เกสรเพศเมยี , ซงั )
24. เมล็ดนำมาบดพอกแผลเพือ่ ทำใหเ ยื่อออ นนุมไมใหเ กดิ การระคายเคอื ง (เมล็ด)
25. หากเกิดบาดแผล ใหใชเ กสรเพศเมยี สด ๆ นำมาตำใหละเอียดแลว ใชเปนยาพอกแผล จะชว ยทำให
อาการดีขนึ้ (เกสรเพศเมยี )
26. สำหรบั เดก็ ท่ีเปนแผลที่ผวิ หนัง และมีเลือดออก ใหใชซ งั ขา วโพดนำมาเผาใหเ ปน เถา แลวนำมาผสม
กบั น้ำมนั เมล็ดปานหรือน้ำมนั พชื ใชเปนยาทา (ซงั )
12
โรคและแมลงศตั รูพืช
โรค
1. โรคราน้ำคา ง
ภาพท่ี 6 โรครานำ้ คาง
อาการ : เชอ้ื โรคสามารถเขาทำลายขา วโพดไดตงั้ แตยงั เปนตนกลาจนถึงออกดอก อาการในระยะแรก
เมื่อขาวโพดยังเปนตน กลา จะเกิดจุดสขี าวหรอื สเี หลอื งออนบนใบเลีย้ งและใบจริงสองสามใบแรก ตอจากนั้นจุด
นี้จะขยายออกเปนทางสขี าวลามไปยังฐานใบ ตอมาในระยะท่ีสอง ใบท่ผี ลอิ อกมาใหมจะมีทางสีขาว เขียวออน
หรือเหลอื งออ นเกดิ ขน้ึ จากฐานใบถึงปลายใบ ระยะน้ีเปน ระยะทีข่ าวโพดเสยี หายอยา งมาก ตน ท่เี ปนโรคอาจ
แหงตายกอนออกดอกหรอื ฝก หรือถึงมีฝก ฝก จะไมสมบรู ณ มเี มลด็ จำนวนนอย อาการผดิ ปกตอิ ีกอยา งทีพ่ บ
คอื สวนยอดและดอกแตกเปนพมุ หรอื กา นฝกยาวและมฝี กหลายฝก เปนกระจุก
การแพรระบาด : โรคจะเร่ิมระบาดตน ฤดฝู น ประมาณเดือนพฤษภาคมไปจนสิ้นฤดฝู น สภาพอณุ หภมู ิทีเ่ หมาะ
แกเ ชื้อโรคคอื 20 ถงึ 26 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง โดยการระบาดสามารถระบาดโดยตรงจากตน
ขาวโพด และยังสามารถตดิ ไปกับเมล็ดพันธุท ี่อยใู นดิน หรืออาศัยอยใู นพชื ชนิดอ่ืน
13
2. โรคราสนมิ
ภาพท่ี 8 โรคราสนิม
อาการ : เกิดโรคไดแ ทบทุกสวนของตน ขา วโพด โดยแสดงอาการเปนจุดนูนเล็ก ๆ ขนาดแผลประมาณ
0.2 ถึง 2.0 มิลลิเมตร แผลจะเกิดดานบนใบมากกวาดานลา งใบ เมื่อเปน โรคในระยะแรก ๆ จะพบเปนจดุ นูน
เลก็ ตอมาแผลจะแตกออกเหน็ เปน ผงสีสนิมเหล็ก ในกรณที ่ีเปน โรครนุ แรงจะทำใหใบแหง ตาย
การแพรระบาด : ระบาดปลายฤดูฝนตนฤดูหนาว ในขณะที่มีความชื้นในอากาศสูง และมีอุณหภูมิ
คอนขางเย็น การแพรระบาดจะแพรออกไปจากแผลที่ใบ กาบใบ และเปลือกหุมฝก เมื่อปลิวไปตกที่มี
สภาพแวดลอ มเหมาะสมจะทำใหเ กิดโรคกบั ขาวโพด
14
3. โรคใบไหมแผลเลก็
ภาพที่ 9 โรคใบไหมแผลเล็ก
อาการ : ระยะแรกเกดิ จุดเลก็ ๆ สีเขยี วออ นฉำ่ น้ำ ตอมาจดุ จะขยายออกตามความยาวของใบโดยจำกัด
ดานกวางของแผลขนานไปตามเสนใบ ตรงกลางแผลมีสีเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาล ในกรณที ีเ่ ปนโรครุนแรงแผล
จะขยายรวมตัวกันเปนแผลใหญและทำใหใบแหงตาย ถาเกิดกับตน กลาจะเกิดขึ้นพรอมกันทุกใบ และจะแหง
ตายภายใน 3-4 สปั ดาหหลังปลกู แตถาเกดิ กับตน แกอาการจะเกิดกับใบลางกอน
การแพรร ะบาด : เชื้อโรคระบาดติดไปกับเมล็ดที่เปนโรค และโดยทางลมหรือฝน เขา ทำลายขาวโพด
แลวสรา งสปอรอ ีกจำนวนมากแพรกระจายในแหลงปลูก เชื้อราสามารถเขาทำลายไดห ลายคร้งั ในแตละฤดปู ลูก
15
4. โรคใบจุด
ภาพท่ี 10 โรคใบจดุ
อาการ : อาการสวนใหญแสดงใหเปนบนใบ ระยะแรกเกิดเปนจุดเล็ก ๆ ขนาดเทาหัวเข็มหมุดสเี ขียว
ออน ตอมาตรงกลางจุดจะแหงมีสีเทาหรือน้ำตาลออน ขอบแผลสีนำ้ ตาลแดง ในที่สุดเปล่ยี นเปนสีนำ้ ตาลไหม
และจะมีวงแหวนสีเหลืองลอมรอบอกี ชน้ั หน่งึ
การแพรระบาด : แพรร ะบาดโดยทางลม ฝน หรอื ตดิ ไปกับเมล็ด
16
แมลงศัตรูพืช
1. หนอนกระทูหอม
ภาพที่ 11 หนอนกระทหู อม
หนอนกระทูห อมหรือหนอนหลอดหอม - เปนศตั รสู ำคญั ของขาวโพดในระยะ 7-30 วัน กัดกนิ ใบและตน
ทำใหเ กิดความเสียหายมาก ถาปลอยใหเขา ทำลายโดยไมมีการปอ งกันกำจัดขาวโพดจะตายในทส่ี ุด
17
2. มอดดนิ
ภาพท่ี 12 มอดดิน
มอดดนิ โดยทว่ั ไปชอบอาศัยอยใู นดินและมสี ีสนั กลมกลืนกบั สีดนิ จึงไดชือ่ วา มอดดิน แตม รี ปู รางลำตวั
อว นปอ มส้ัน และมีปากงุมลงคลา ยงวงชา ง เกษตรกรจึงนิยมเรยี กวา มอดชา ง พบระบาดครง้ั แรกท่ีอำเภอลำ
นารายณ จังหวดั ลพบรุ ี ป 2522 และมีบทบาทเพม่ิ มากขึ้น และนบั วันยิง่ ทวคี วามรุนแรงข้ึน โดยกัดกินใบและ
ตนออน ตลอดจนเมล็ดท่เี พง่ิ งอกของขาวโพด ทำใหต นกลาเสยี หายถึงตายได ตน ทรี่ อดจากการทำลายจะแตก
แขนง ชะงักการเจรญิ เติบโตทำใหข า วโพดแกไมพรอมกนั ฝกลบี เล็กหรอื ไมต ิดเมลด็ เกษตรกรไมสามารถแกไข
เมอ่ื เกิดการระบาดของแมลงชนดิ นี้ จำเปน ตอ งไถทิ้งและปลูกใหม และอาจตองทำเชน นี้ 3-5 ครั้ง ตอฤดูปลกู ท่ี
2 ในระหวางปลายเดอื นสิงหาคม และกนั ยายน ซ่ึงเปน ชวงทพ่ี บการระบาดของแมลงรนุ แรง และรวดเร็ว
ประกอบกบั ในระยะดังกลา วเปน ชว งปลายฤดูฝน ซ่ึงมกั ประสบปญ หาฝนแลง จงึ เปนการเพิม่ ระดบั ความ
เสียหายจากแมลงชนดิ นี้ใหร ุนแรงยงิ่ ขึ้น แมลงชนดิ นี้จะทำลายพืชในระยะตัวเตม็ วยั เทาน้นั
18
3. เพล้ียออนขา วโพด
ภาพท่ี 13 เพลย้ี ออนขา วโพด
เพลี้ยออ นขาวโพด - มักจะพบเกาะเปนกลมุ ๆ ดดู กินน้ำเลี้ยงจากสว นตาง ๆ ของตน ขา วโพด เชน ยอด
กาบใบ โคนใบ กาบฝก และจะพบมากที่สดุ บรเิ วณชอ ดอกทำใหบ รเิ วณทถ่ี กู ดดู กินแสดงอาการเปน จดุ สเี หลือง
ปนแดง ถาชอดอกมีเพลย้ี เกาะกนิ อยมู ากจะทำใหช อ ดอกไมบ าน การตดิ เมลด็ นอยและทำใหเ มล็ดแกเ รว็ ทั้ง ๆ
ที่เมล็ดยงั ไมเ ตม็ ฝก นอกจากนน้ี ้ำหวานท่เี กิดจากเพล้ยี ออนยงั ดึงดูดใหแมลงศัตรชู นดิ อน่ื ของขา วโพด เชน
หนอนเจาะฝกหนอนเจาะลำตนขา วโพด มาวางไขท ่ไี หมขา วโพดอกี ดวย