รายงาน ปลากัดไทย จัดทำ โดย นาย ธนภัทร หาญกล้า เสนอ ครู วธัญญู ทองเหลือ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ วิชาเลี้ยงสัตว์น้ำ จืด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้
ปลากัดไทย หรือ ปลากัดสยาม (Betta Splendens หรือ Siamese Fighting Fish) เป็นปลาสวยงามที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งใน ด้านสีสัน การเคลื่อนไหวของครีบและลำ ตัวที่ ดูพริ้วไหวสง่างาม และโดยเฉพาะด้าน พฤติกรรมของปลากัดตัวผู้ ที่มีการพองครีบ และเกล็ดเมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่เอกลักษณ์ ปลากัด จัดเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กับคนไทยมาอย่าง ยาวนาน และยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีการส่งออก ไปขายยังต่างประเทศ นำ เงินเข้าสู่ประเทศปี ละหลายร้อยล้านบาท
ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของปลากัด คือ สีสันที่สดใสและความอดทน จึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยม อีกทั้งปลา กัดยังมีความสำ คัญในฐานะของสัตว์น้ำ ประจำ ชาติไทยตามที่ทางกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ได้เสนอกรมประมง ดังนี้ ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ปลากัดอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปลากัดมีถิ่น กำ เนิดในประเทศไทยและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้านประโยชน์ใช้สอย ทั้งด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้าง นวัตกรรมในการเพาะพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์ ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทาง เศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทางด้านเศรษฐกิจนั้น ในแต่ละปีมีการเพาะพันธุ์ และส่งออกปลากัดไทยไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ในประเทศไทยมีผู้เพาะพันธุ์ปลากัดไทยเพื่อจำ หน่ายกว่า 1,500 ราย และ หนึ่งในนั้นคือร้านขายปลากัดไทยเจ้าดัง อินเตอร์ ฟิช ไทยแลนด์ Inter Fish Thailand ซึ่งจะมีหน้าร้านจัดแสดงและจำ หน่ายปลากัดไทยสวยๆ สีสันแปลกตา ที่โครงการ มิกซ์ จตุจักร Mixt Chatuchak บริเวณชั้น 3 การเพาะพันธ์ปลากัด ปลากัดที่จะใช้นำ มาผสมพันธุ์ต้องแข็งแรงและสมบูรณ์เพศเต็มที่ ปลาที่ เหมาะสมนำ มาผสมพันธุ์ต้องมีอายุประมาณ 5-7 เดือน เนื่องจากแม่พันธุ์จะ ให้ไข่ถึง 500-1,000 ฟอง และลูกปลาที่ฟักออกมาจะมีความ แข็งแรงกว่าลูกปลาที่ได้จากแม่พันธุ์ที่มีอายุน้อย ปลาตัวผู้ต้องมีความแข็งแรง มีลักษณะสีสันตามต้องการ และต้อง เป็นปลาที่ชอบสร้างหวอด ซึ่งมีลักษณะเป็นฟองอากาศจับกลุ่มลอยอยู่ บริเวณผิวน้ำ หวอดเกิดจากปลาตัวผู้พ่นฟองอากาศที่ประกอบด้วย เมือกจากปากและลำ คอห่อหุ้มอากาศเอาไว้ ปลาตัวเมียต้องมีความแข็งแรง และมีลักษณะสีสันตามต้องการ เช่นกัน ปลาตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ต้องมีท้องที่เป่ง ใต้ท้องมีตุ่มสีขาวที่ เรียกว่า ไข่นำ มองเห็นได้ชัดเจน และจะมีลายพาดตามขวางของลำ ตัว 2-3 แถบ เรียกว่า ลายชะโด
เมื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลากัดที่จะนำ มาผสมพันธุ์ได้แล้ว ให้นำ มาใส่ขวดขวดละตัว แล้ว นำ ขวดมาตั้งคู่กันโดยไม่ต้องมีอะไรกั้น ขั้นตอนนี้เรียกว่า การเทียบคู่ การเทียบคู่นี้เพื่อ ต้องการให้ปลามองเห็นกันตลอดเวลา และเร่งให้ไข่พัฒนาได้เร็วขึ้น บริเวณที่เทียบ คู่ควรเลือกสถานที่ที่ไม่มีสิ่งรบกวน เพราะจะทำ ให้ปลาตกใจ ใช้เวลาเทียบคู่ประมาณ 3- 10 วัน ในระหว่างเทียบปลา ควรเตรียมภาชนะที่จะใช้เพาะฟักซึ่งเราเรียกว่า อ่างรัด หรือ อ่างเพาะ เช่น ขวดโหล ตู้กระจก อ่างซีเมนต์ ขนาดพื้นที่ไม่กว้างมาก (ไม่ควรเกิน 1 ตารางเมตร) ปากอ่างควรมีฝาปิดเพื่อป้องกันปลากระโดดเติมน้ำ ที่มีคุณภาพเดียวกับที่ ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ระดับน้ำ สูงไม่เกิน 5-7 เซนติเมตร ระดับน้ำ มีผลคือ เมื่อแม่ปลากัดปล่อยไข่ พ่อปลาจะได้ใช้เวลาไม่นานในการว่ายเก็บไข่มาใส่หวอดหรือเมื่อลูกปลาฟักออกจากไข่ ลูกปลาจะจมลงก้นอ่าง ถ้าน้ำ ลึกเกินไปลูกปลาจะไม่สามารถว่ายขึ้นมาหายใจได้ ใช้พันธุ์ ไม้น้ำ ที่สามารถหาได้ง่ายเช่น สาหร่ายน้ำ จืด จอก ใบผักตบชวา หรือพันธุ์ไม้น้ำ อื่นๆ ที่หา ได้ง่่ายมาใช้เพื่อเป็นที่เกาะของหวอด การเทียบคู่ การผสมพันธุ์และวางไข่ของปลากัด เมื่อปลาตัวผู้และตัวเมียได้เทียบคู่กันแล้ว ขั้นต่อไปจึงนำ ปลาทั้งคู่มาใส่ลงในอ่าง เพาะที่เตรียมไว้ โดยจะต้องมีฝาปิดด้านบนเพื่อป้องกันปลากระโดด อ่างที่ใช้ควรมีสี เข้มพื่อปลาตัวผู้จะได้มองไข่ได้ชัดเจน เมื่อปลาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพ แวดล้อมใหม่(ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน)ในอ่างเพาะได้แล้ว ปลาตัวผู้จะเริ่มก่อหวอด ติดกับพันธุ์ไม้น้ำ หลังจากก่อหวอดเสร็จจะเริ่มพองเหงือกและกางครีบ ไล่ต้อนตัว เมียให้ไปอยู่ใต้หวอด เมื่อปลาตัวเมียลอยตัวขึ้นบริเวณผิวน้ำ ปลาตัวผู้จะงอตัวเป็นรูปตัวยู หรือตัวเอส รัดปลาตัวเมียตรงบริเวณช่องอวัยวะเพศ ถ้าปลาตัวเมียมีไข่แก่เต็มที่ไข่ก็จะหลุด ออกมาทางช่องอวัยวะเพศ ทันทีที่ปลาตัวเมียปล่อยไข่ ปลาตัวผู้ก็จะฉีด น้ำ เชื้อเข้าผสมทันที ไข่ที่ปล่อยออกมาจะค่อยๆจมลงสู่ก้นอ่างเพาะ ปลาตัวผู้ก็จะ ตามลงไปใช้ปากอมไข่ทีี่ละฟองมาพ่นใส่ไว้ที่หวอดจนหมด ส่วนตัวเมียอาจช่วยตัวผู้ เก็บไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปพ่นที่หวอดบ้างเป็นบางครั้งในช่วงต้นๆของการผสม พันธุ์ เมื่อปลาตัวเมียวางไข่แล้วจะลอยตัวนิ่งๆสักพักหนึ่งแล้วเริ่มว่ายหงายท้อง เพื่อให้ตัวผู้รัดอีกครั้ง พฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลายๆครั้งจนกว่าตัวเมียจะ วางไข่หมด ตัวเมียจะใช้เวลาในการวางไข่ ทั้งหมดประมาณ 1-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของตัวเมีย เมื่อ สิ้นสุดการวางไข่ตัวผู้จะทำ หน้าที่ดูแลไข่เพียงตัวเดียว และจะไล่ต้อนตัวเมียไม่ให้เข้า ใกล้หวอด ช้อนตัวเมียออกจากอ่างเพาะเพราะตัวเมียอาจกินไข่ที่ผสมแล้ว ปล่อยให้ ตัวผู้ดูแลไข่ประมาณ 2 วัน แล้วจึงแยกออกจากอ่างเพาะ ช่วงที่ตัวผู้ดูแลไข่มันจะไม่ ยอมกินอาหาร อาจเนื่องมาจากกลัวจะเข้าใจผิดคิดว่าไข่เป็นอาหาร ไข่จะเริ่มฟักออก เป็นตัวหลังจากได้รับการผสมจากน้ำ เชื้อประมาณ 36 ชั่วโมง