The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 09879, 2022-11-15 08:53:58

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

จัดทำโดย
นางสาวนพรดา ทวีรัตน์

ชั้นม.๕/๕ เลขที่๒๗

มหาเวสสันดรชาดก
กัณฑ์มัทรี

ประวัติผู้แต่ง

เจ้าพระยาพระคลัง นามเดิมว่า หน
เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า เดิมเป็นหลวงสรวิชิต
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รับราชการเป็นหลวงสรวิชิตแล้วไป
เป็นนายด่านเมืองอุทัยธานีในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เลื่อน
เป็นพระยาพิพัฒน์โกษาและเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า

เกิด
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในแผ่นดินสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ถึงแก่อสัญกรรม
เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๔๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๑
งานประพันธ์
•ในสมัยกรุงธนบุรีมี อิเหนาคำฉันท์ ลิลิตเพชรมงกุฎ
บทมโหรีเรื่องกากี
•ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มี สามก๊ก ราชาธิวาช
ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตศรีวิชัยชาดก
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี

ประวัติความเป็นมา

เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เป็น วรรณคดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่มาจาก
คัมภีร์ “จริยาปิก” และคัมภีร์ “ชาดก” พระสุตตันตปิฎก หมวดขุททกนิกาย
ซึ่งกล่าวถึงมูลเหตุของการตรัสเล่าเรื่องมหาชาติว่า เมื่อทรงตรัสรู้แล้วจึงเสด็จ
ไปโปรดพระราชบิดาและพระประยูรญาติ ขณะที่ประทับ ณ วัดนิโครธาราม
เมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อบรรดาพระประยูรญาติมาเฝ้าต่างมีใจกระด้างด้วยทิฐิ
มานะ ถือตนมิยอมเคารพไหว้พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้น ไปบน
อากาศเหนือพระประยูรญาติ ยังให้สิ้นมานะละพยศในใจ บังเกิดศรัทธา
เลื่อมใสและถวายอภิวาทบังคม เมื่อเหตุเป็นดังนั้นก็เกิดฝนโบกขรพรรษตกลง
มาเป็นเครื่องแสดงความปราโมทย์ยินดี ด้วยเหตุทรงละพยศในใจพระญาติ
ทั้งปวงให้ศรัทธาเลื่อมใสได้

ภายหลังเมื่อพระราชบิดาและพระประยูรญาติทั้งปวงทูลลากลับ พระสาวก
จึงได้ทูลถามถึง ความน่าอัศจรรย์เหตุแห่งฝนนี้ พระองค์จึงตรัสว่าฝนโบกขร
พรรษที่ตกมานี้ไม่อัศจรรย์เลยเพราะในชาติก่อนทั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นพระ
โพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรนั้นฝนชนิดนี้ก็เคยตกมาแล้วครั้งหนึ่ง
พระสาวกท้ังหลายจึงกราบทูลอาราธนาให้ทรงเล่าเรื่องนี้พระองค์
จึงทรงเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดกเพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า
ฝนโบกขรพรรษเป็นสาเหตุที่ ทำให้พระพุทธเจ้าทรงเทศน์
เรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบพระชาติสุดท้าย
ก่อนบรรลุ ธรรมวิเศษ

ลักษณะคำประพันธ์

เวสสันดรชาดกที่เป็นมหาชาติกลอนเทศน์ มีลักษณะคำ
ประพันธ์เป็นร่ายยาวที่มีคาถาบาลีน่า

ร่ายยาว บทหนึ่งไม่จำกัดจำนวนวรรค ซึ่งนิยมตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้น
ไป โดยแต่ละวรรคไม่จำกัด จำนวนคำ แต่ไม่ควรน้อยกว่า ๕ คำ
ซึ่งคำสุดท้ายของวรรคหน้าจะส่งสัมผัสไปวรรคหลังคำใดก็ได้ เว้น
คำสุดท้าย และอาจจบลงด้วย “คำสร้อย” (คำสร้อย เช่น ฉะนี้ ดังนี้
นั้นเถิด นั้นแล แล้วแล ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น) ดังแผนผังและ
ตัวอย่างบทประพันธ์ ดังนี้

เรื่องย่อ

กัณฑ์มัทรีเป็นกัณฑ์ที่ ๙ จากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก เริ่มตั้งแต่เทวบุตร ๓
องค์นิรมิตกาย เป็นสัตว์ร้ายขวางทางพระนางมัทรี เกิดลางแก่พระนางมัทรี
พระนางจึงทรงวิงวอนขอทาง ต่อสัตว์ร้ายทั้งสาม เมื่อเสด็จกลับถึงอาศรม
พระนางทูลถามพระเวสสันดรถึงพระกุมารทั้งสอง พระเวสสันดรจึงทรง
ตัดพ้อต่อว่าถึงการที่กลับมาผิดเวลา พระนางมัทรีทรงเฝ้ารำพึงรำพันถึง
สองกุมาร พลางเที่ยวเสด็จตามหาจนสลบไป ครั้นพอพระนางมัทรีทรงฟื้น
คืนสติแล้ว พระเวสสันดรจึงตรัสบอก ความจริงว่าได้พระราชทานสองกุมาร
เป็นทานแก่ชูชก พระนางมัทรีจึงทรงอนุโมทนาบุตรทานบารมี

เนื้อเรื่อง

กล่าวถึงพระนางมัทรีได้เสด็จออกจากพระอาศรมเพื่อไปแสวงหาผล
ไม้เผือกมันมาเป็นอาหาร ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว แต่ในพระทัย
ของพระนางในวันนี้มีความหวาดหวั่นถึงสองกุมาร คือ พระชาลีและพระ
กัณหายิ่งนัก (เพราะเมื่อคืนนี้พระนางทรงฝันร้าย แต่พอทูลให้พระ
เวสสันดรทรงแก้ความฝันให้พระเวสสันดรกลับทรงบอกว่าไม่มีอะไรร้าย
แรง แต่จริงๆ แล้วมี เพราะชูชกเดินทางมาขอสองกุมารจากพระเวสสันดร
ได้สำเร็จ) เดินทางไปพลางพระนางก็ร้องไห้คร่ำครวญตลอดเวลา ผล
หมากรากไม้ที่เคยพบเห็นอยู่มากมาย ในวันนี้กลับหายไปหมดสิ้น ทำให้
พระนางต้องเดินทางไปไกลกว่าทุกวัน และขณะที่กำลังเดินทางจะกลับ
อาศรม ก็มีเทวดาแปลงกายมาเป็นสัตว์ร้าย อาทิ ราชสีห์ เสือโคร่ง และ
เสือเหลืองขวางทางไว้
จำทำให้พระนางมัทรีกลับถึงพระอาศรมเป็นเวลาค่ำมากกว่าทุกวัน และ
พอมาถึงพระอาศรมพระนางก็เรียกหาลูกทั้งสองก็ไม่มีเสียงตอบตามหาก็
ไม่พบ

เนื้อเรื่อง

พระนางมัทรีจึงมาทูลถามพระเวสสันดรตอนแรกพระเวสสันดรก็ทรง
ทำเฉยแต่พอพระนางมัทรีเซ้าซี้ถามอีก พระเวสสันดรก็ทรงแสร้งทำเป็น
โมโหหึงหวงต่อว่าต่อขานพระนางที่กลับมาถึงพระอาศรมจนมืดค่ำทั้งยัง
ทรงกล่าวบริภาษพระนางมัทรีต่างๆ นานานพระนางมัทรีได้ กล่าวขออภัย
โทษพระเวสสันดรก็ทรงทำเฉยอีกพระนางมัทรีจึงออกติดตามหาสอง
กุมารตลอดทั้งคืน

พร้อมทั้งรำพึงรำพันไปตลอดเวลาด้วยความเศร้าโศกเสียพระทัยและ
ความอิดโรย ทำให้พระนางมัทรีมาสลบลงตรงหน้าพระอาศรม
พระเวสสันดรจึงทรงแก้ไขจนพระนางฟื้นขึ้นมา แล้วก็ทรงเล่าความจริง
(ที่ได้ทรงมอบสองกุมารให้ไปเป็นข้ารับใช้ของชูชก) ให้พระนางมัทรีฟัง
พระนางมัทรีจึงอนุโมทนาต่อบุตรทานในครั้งนี้ด้วยความปีติยินดียิ่ง
บรรดาทวยเทพยดาก็พลอยยินดีปรีดาไปกับบุตรทานในครั้งนี้ด้วย จึง
พร้อมกับสาธุการสรรเสริญพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งดาวดึงส์สวรรค์ ก็
มาโปรดดอกไม้ทิพย์เป็นการบูชาพระนางมัทรีด้วย

เนื้อเรื่อง

ค่านิยมที่ปรากฏในเรื่อง มหาเวสสันดรชาดก เป็นค่านิยมเชิง
โลกุตระ คือ ค่านิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน เป็นค่านิยมของอริยบุคคล
ที่ปรารถนาในพุทธภูมิ คือ พระเวสสันดรซึ่งทรงเห็นว่าการบำเพ็ญ
ทานบารมีหรือบำเพ็ญคุณงามความดีเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับ
พระองค์เพราะเป็นสิ่งที่จะนำพระองค์ไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริง (พระ
โพธิญาณ)อันจะทำให้พระองค์ทรงชี้ทางนิพพานช่วยสัตว์ทั้งหลายให้พ้น
ทุกข์ได้

ข้อคิด

๑. ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นัก พระนางมัทรีมีความรัก
ในสองกุมารยิ่งนักพระนางทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังสติปัญญาที่มีเพื่อ
ค้นหาสองกุมารจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง และสิ้นเสียงที่ร่ำร้องเรียกหา พระนา
งมัทรีดั้นด้นตามหาสองกุมารในป่าโดยมิได้พรั่นกลัวต่อภยันตรายเลยถึง
๓ รอบ จนกระทั่งหมดกำลังและสิ้นสติไปในที่สุด

๒. ผู้ที่จะปรารถนาสิ่งต่าง ๆ อันยิ่งใหญ่จะต้องทำด้วยความ
อดทนและเสียสละอันยิ่งใหญ่ด้วย เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรงปรารถนา
พระโพธิญาณ จึงต้องทรงบำเพ็ญบุตรทานที่ถือว่าเป็นทานที่สูงส่ง
พระองค์ต้องทรงตัดความอาลัยรักที่มีต่อพระลูกรักทั้งสอง ทั้งยังต้อง
ทรงตัดความรักความสงสารที่มีต่อพระมเหสีมัทรีด้วย ทั้ง ๆ ที่ในพระทัย
นั้นต้องเจ็บปวดยิ่งนักเพราะไหนจะทรงห่วงใยพระลูกรัก และยังต้องเส
แสร้งแกล้งทำเป็นตัดพ้อต่อว่าพระนางมัทรีด้วยการกล่าวบริภาษที่รุนแรง
และยังต้องทรงทนทำเฉยเมยไม่แยแสกับการตัดพ้อต่อว่าคร่ำครวญของ
พระนางมัทรีด้วย

๓. ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยาทำให้ชีวิตครอบครัวมี
ความสุข เฉกเช่น พระนางมัทรีมีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดร
ยิ่งนักไม่ว่าพระเวสสันดรจะทรงกล่าวบริภาษพระนางอย่างรุนแรง
ก็ตาม อาทิ หาว่าพระนางคบชู้สู่ชาย แม้จะสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ
แก่พระนางยิ่งนัก แต่พระนางมัทรีก็มิได้ทรงถือโกรธทั้งยัง
กล่าวชี้แจงเหตุผลตามความเป็นจริงอีกด้วย

ข้อคิด

๔. ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี เห็นได้จาก
พระเวสสันดรที่ทรงมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเยี่ยมในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เพราะเมื่อทรงเห็นว่าพระนางมัทรีกำลังมีแต่ความทุกข์เศร้าโศกที่ตามหาส
องกุมารไม่พบ พระองค์จึงทรงเบี่ยงเบนความคิดและอารมณ์ทุกข์โศกของ
พระนางด้วยการทำทีเป็นตัดพ้อต่อว่าด่าทอที่พระนางมัทรีกลับมาถึงพระอา
ศรมค่ำๆ มืดๆ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งก็ทำให้พระนางมัทรีบรรเทา
ความทุกข์โศกลง เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกต่อว่าทั้ง ๆ ที่ไม่มีความผิด
ทั้งยังต้องคิดถ้อยคำกราบทูลถึงเหตุผลที่แท้จริงให้พระสวามีทรงทราบอีก
ด้วยและครั้นพระเวสสันดรทรงเห็นพระนางสร่างโศกแล้วจึงทรงเล่าความ
จริงให้ฟัง

๕. การบริจาคบุตรทานบารมีเป็นสิ่งที่ยากยิ่งที่ใครจะกระทำได้
ง่ายๆ เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรงกระทำด้วยการให้บุตรทั้งสองแก่ชูชกทั้งๆ
ที่ทรงรู้ว่าชูชกจะนำไปเป็นข้ารับใช้ พระองค์ก็ยังมีพระทัยอันแน่วแน่ที่จะทรง
กระทำ เพื่อให้บรรจุซึ่งพระโพธิญาณที่ได้ทรงหวังไว้

ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่กว่าความรักของพ่อและแม่


Click to View FlipBook Version