ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) ที่พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 Effect of Cooperative learning with Student Team Achievement Division (STAD) for Development of Learning Acheivement on Sequence of Matthayomsuksa 5 students ธีรพัฒน์ เทพบุปผา Thiraphat Thepbuppha บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 จ านวน 39 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนน้ าโสมพิทยาคม ต าบลนางัว อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีห้องเป็นเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนแบบ ร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ หลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับหลังการจัด กิจกรรม สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ค าส าคัญ กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์, STAD, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, คณิตศาสตร์ Abstract The research aims to 1) compare the learning effectiveness in mathematics, specifically the topic of sequences, among 5th-year high school students after participating in cooperative learning activities using the Student Teams Achievement Division (STAD) technique, with a criterion of 70% proficiency; and 2) compare the learning effectiveness in mathematics, specifically the topic of sequences, among 5th-year high school students before and after participating in cooperative learning activities using the STAD technique. The sample group for this research consists of 39 students from Grade 5/8, second semester of the academic year 2566, at Namsoom Pittayakom School in Nangau Subdistrict, Namsoom District, Udon Thani Province. The sampling method used is Cluster Random Sampling, with classrooms as the units for sampling. The research tools include
2 a cooperative learning plan using the STAD technique and a test measuring proficiency in mathematics regarding sequences for 5th-year high school students. The test is a multiple-choice type with 30 questions. The statistical analysis methods used for data analysis include percentages, mean, standard deviation, and a dependent samples t-test. The research findings indicate that: 1. The learning effectiveness in mathematics regarding sequences for 5th-year high school students after participating in cooperative learning activities using the STAD technique is not higher than the 70% proficiency criterion. 2. The learning effectiveness in mathematics regarding sequences for 5th-year high school students after participating in cooperative learning activities using the STAD technique is significantly higher than before the activities, with statistical significance at the 0.05 level, as hypothesized. Keywords Student Team Achievement Division, STAD, Learning Acheivement, Mathematics บทน า สมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กล่าวไว้ว่า ความมุ่งหมายหนึ่งของ การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) คือ การพัฒนานักเรียนให้เกิดทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหา การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ การเชื่อมโยง การให้เหตุผล และการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นความสามารถของนักเรียนที่จะน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ ได้มาซึ่งความรู้และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเชื่อมโยงทาง คณิตศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนที่มองเห็นการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์จะมองเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาต่าง ๆ ในคณิตศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดทางคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ นักเรียนจะเข้าใจเนื้อหาทาง คณิตศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งและมีความคงทนในการเรียนรู้ตลอดจนเห็นว่าคณิตศาสตร์มีคุณค่า น่าสนใจ และสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้ (สมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2563 : 2) ปัจจัยในการเรียนรู้ของนักเรียนที่ส าคัญอีกหนึ่งประการที่จ าเป็น คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ เป็นหนึ่งในทักษะ ที่ส าคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่สถาบันการศึกษาทุกระดับ จ าเป็นต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ และสามารถน าทักษะความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการด าเนินชีวิตจริง (สิณีณาฏ อารีย์, วุฒิชัย เนียม เทศ, เรชา ชูสุวรรณ และ วรลักษณ์ ชูก าเนิด, 2565 : 166) ทั้งนี้จากการสรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ( O -Net) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจ าปีการศึกษา 2563 - 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยระดับโรงเรียนของโรงเรียน น้ าโสมพิทยาคม ประจ าปีการศึกษา 2563 เท่ากับ 22.52 คะแนน ประจ าปีการศึกษา 2564 เท่ากับ 20.54 คะแนน และประจ าปีการศึกษา 2565 เท่ากับ 18.93 คะแนน (โรงเรียนน้ าโสมพิทยาคม, 2565 : 4) จะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ย ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ( O -Net) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในรายวิชาคณิตศาสตร์ยังอยู่ใน เกณฑ์ต่ า จึงต้องหาวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยน ามาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น ผู้วิจัยจึงศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเลือกท าการวิจัย กับกลุ่มทดลองที่อยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อสกัดกั้นปัญหา ให้น้อยลงเมื่อขึ้นชั้นต่อไป สภาพผลการจัด การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตกต่ า เพราะนักเรียนไม่สามารถเรียงล าดับความคิด อธิบายวิธีการวิเคราะห์ปัญหาและขั้นตอนในการแก้ปัญหาได้ ปัญหา ดังกล่าวอาจเป็นเพราะธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์ เป็นเนื้อหามีลักษณะเป็นนามธรรม เป็นตัวเลขและสัญลักษณ์ (กระทรวงศึกษาธิการ.2548 : 2) ท าให้นักเรียนเข้าใจยาก ซึ่งปัญหาที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการเรียน
3 คณิตศาสตร์และทักษะการคิดของนักเรียนคือ วิธีการจัดการเรียนการสอน นั่นคือการจัดการเรียน การสอนของครู ในปัจจุบันยังไม่เอื้ออ านวยให้เกิดการเรียนรู้ การคิด และ การถ่ายโยงการเรียนรู้เท่าที่ควร เพราะ ครูจะต้องใช้ การทุ่มเทและความพยายามที่จะพัฒนารูปแบบการสอนที่จะพัฒนากระบวนการคิดให้กับนักเรียน และครูบางคน ยังไม่เข้าใจการสอนที่พัฒนาการคิด ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่ยุ่งยาก ครูส่วนใหญ่จึงจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะ พื้นฐาน คือการอ่านและการจดจ าเท่านั้น(ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. 2551 : 8 ) ในการท าวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ (STAD) ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ มีชื่อเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งก าหนดให้นักเรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกัน ท างานร่วมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน นักเรียน ที่เรียนปานกลาง 2-3 คน และนักเรียนที่เรียนอ่อน 1 คน (ฉันทพัฒน์ อุตตะมา, 2013) โดยการศึกษาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ในครั้งนี้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาการท างานเป็นทีม โดยเรวดี ศรีสุข (2562 : 10) ได้กล่าวไว้ว่า การจัด กิจกรรมในการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และได้ฝึกและพัฒนาทักษะกระบวนการกลุ่ม ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการท างานกลุ่ม รวมถึงได้ฝึกทักษะการคิด การค้นคว้า การแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง นอกจากนี้ผู้เรียนจะได้ประสบการณ์ในด้านการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีน้ าใจช่วยเหลือผู้อื่น การเสียสละ การยอมรับกันและกัน การไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเป็นผู้น าและการท างานเป็นทีม ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งภายใน ขั้นตอนต่าง ๆ นี้ยังประกอบไปด้วยกลุ่มการเรียนที่แตกต่างกัน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อให้ผู้สอน สามารถวางแผนการเรียนรู้ที่น าไปสู่การเรียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1: ขั้นสอน ผู้สอนด าเนินการสอนเนื้อหา ทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับบทเรียนนั้น ๆ อาจเป็นกิจกรรมที่ผู้สอนบรรยาย สาธิต ใช้สื่อประกอบการสอน หรือให้นักเรียนท ากิจกรรม ขั้นที่ 2 : ขั้นทบทวนความรู้เป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่ม ประกอบด้วยสมาชิก 4-5 คนที่มีความสามารถทางการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มต้องมีความเข้าใจกัน ทุกคน จะต้องท างานร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือกันและกันในการศึกษาเอกสารและทบทวนความรู้เพื่อเตรียมพร้อมส าหรับ การสอบย่อย ขั้นที่ 3 : ขั้นทดสอบย่อย ผู้สอนจัดไห้ผู้เรียนท าแบบทดสอบย่อย หลังจากผู้เรียนได้เรียนและทบทวน เป็นกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องที่ก าหนด โดยผู้เรียนท าแบบทดสอบคนเดียว ขั้นที่ 4 : ขั้นหาคะแนนพัฒนาการ คะแนน พัฒนาการเป็นคะแนนที่ได้จากการพิจารณาความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบครั้งก่อน ๆ กับคะแนนการ ทดสอบครั้งปัจจุบันมีเกณฑ์การให้คะแนนก าหนดไว้นั้นจะต้องมีการก าหนดคะแนนฐานของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งอาจได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนครั้งก่อน หรืออาจใช้คะแนนทดสอบครั้งก่อนหากเป็นการหาคะแนนปรับปรุง โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) เป็นครั้งแรก ขั้นที่ 5 : ขั้นให้รางวัล กลุ่ม โดยรางวัล ผู้สอนอาจจะเป็นผู้ก าหนดร่วมกับผู้เรียน เช่น กลุ่มที่ได้คะแนนพัฒนาการตามเกณฑ์ที่ก าหนด จะได้รับค าชมเชยหรือติดประกาศที่บอร์ดในห้องเรียน (เรวดี ศรีสุข, 2562 : 7) จากความส าคัญและสภาพปัญหาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ระบุดังข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็น ความส าคัญของการน าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) มาใช้ในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์และการท างานเป็นทีมเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD)
4 กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ปรากฏดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังการจัดกิจกรรม สูง กว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) วิธีด าเนินการวิจัย 1. ขอบเขตของการวิจัย 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนน้ าโสมพิทยาคม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 332 คน จากห้องเรียนจ านวน 9 ห้อง 1.1.2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 จ านวน 39 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนน้ าโสมพิทยาคม ต าบลนางัว อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานีที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีห้องเป็นเป็นหน่วยในการสุ่ม 1.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1.2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) 1.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 1.3 ระยะเวลาด าเนินการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 10 ชั่วโมง ทั้งนี้ ไม่รวมเวลา ในการทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 1.4 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหารายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ล าดับ โดยมี หัวข้อดังนี้ 1.4.1 ความหมายของล าดับ 1.4.2 ล าดับเลขคณิต 1.4.3 ล าดับเรขาคณิต 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ชนิด ได้แก่ 2.1 แผนการจัดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) เรื่อง ล าดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 10 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมเวลา 10 ชั่วโมง - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD)
5 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ซึ่งด าเนินการดังนี้ 1. ท าการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ จ านวน 20 ข้อ 2. ด าเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียน จ านวน 10 แผน โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) 3. ท าการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่สร้างขึ้นฉบับเดียวกันกับก่อนเรียน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่มมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) ผู้วิจัยได้ ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติสาหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) ผู้วิจัยได้ด าเนินการดังนี้ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการ ทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test for One Sample) 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการทดสอบ ทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) สรุปผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) มีค่า 21.20 และ 4.20 ตามล าดับ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ กับเกณฑ์ที่ก าหนด พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ N X μ0 S.D. df t P 39 21.20 21 4.20 38.0 0.229 0.410 2. ผลก า ร วิเค ร า ะห์เป รียบเทียบ ผล สัมฤท ธิ์ท างก า รเ รี ยน วิช าคณิตศ า สต ร์ เ รื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์(STAD) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.15
6 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 21.15 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ t เท่ากับ 19.50 มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ หลังการจัดกิจกรรม สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์(STAD) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ดังแสดงในตารางที่2 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนจิตพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียน ระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมจิตพฤติกรรมประชาธิปไตยและการจัดการเรียนรู้แบบปกติ การทดสอบ n X S.D. df t p ก่อนเรียน 39 7.15 2.08 38 19.50* .000 หลังเรียน 39 21.15 4.20 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยเฉลี่ยเท่ากับ 21.20 คิดเป็นร้อยละ 70.60 และเมื่อเปรียบเทียบกับ เกณร้อยละ 70 พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยไม่สูงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) เป็นวิธีสอนที่มีการ แบ่งกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีสมาชิก 3-4 คน แต่การท างานหลายคนย่อมมีปัญหาตามมา ซึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง คือ การทิ้งภาระงานให้กับสมาชิกภายในทีม อาจก่อให้เกิดความบาดหมางกันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม และคนที่ ทิ้งภาระงานให้คนอื่นจะเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาได้ค่อนข้างน้อย อาจท าให้การเรียนรู้เกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่สมควรให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) เรื่อง ล าดับ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) เป็นวิธีสอนที่ได้เรียนรู้ร่วมกันแบบกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสมาชิก 3-4 คน โดยแต่ละคนจะมี ความสามารถที่แตกต่างกัน เป็นการจัดกิจกรรมที่ท าให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม มีการแบ่งปันความรู้กัน ภายในกลุ่มท าให้เกิดการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด ท าให้เกิดความสนิทและกล้าให้ค าปรึกษาซึ่งกันและกัน และเกิดการ เรียนรู้โดยที่ทุกคนในกลุ่มมีภาวะความเป็นผู้น าและผู้ตามไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ สุนารี นวลจันทร์ (2562, บทคัดย่อ) ที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการท างานกลุ่ม เรื่อง ระบบจ านวนจริง โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ผลวิจัยสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนคณิตศาสตร์ โดยการเรียน แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอคล้องกับงานวิจัยของโศจิวัจน์ เสริฐศรี (2561, บทคัดย่อ) ที่ศึกษาการพัฒนา กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะความรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของนักศึกษา สาขาวิชาคณิตศาสตร์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ผลวิจัยสรุปได้ว่า นักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ความรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้
7 1.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงว่าก่อนเรียน ดังนั้นครูที่มีความสนใจสามารถน าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ (STAD) ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น 1.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนควรให้ค าแนะน า และเสริมแรงทางบวกให้กับผู้เรียนอย่าง เสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและกระตือรือร้นในการเข้าร่วมการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 1.3 ครูผู้สอนควรให้ความส าคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มของนักเรียน ถ้าใช้วิธีการ สุ่มสมาชิกภายในกลุ่ม อาจเกิดปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งกันภายในกลุ่ม ซึ่งเป็นปัญหาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เป็นอย่างมาก ครูผู้สอนควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนอย่างมาก 2. ข้อเสนอแนะในการท าการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในเนื้อหาอื่น ๆ โดยการใช้ด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) 2.2 ควรศึกษาพฤติกรรมความขัดแย้งกันระหว่างสมาชิกภายในชั้นเรียนก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือ บรรณานุกรม จตุรภัทร ไสยสมบัติ. (2565). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อการเรียนวิชา ประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาร่วมกับสื่อ ประสม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จรัส พิเลิศ. (2564). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง ล าดับ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จิรัชญา แสงยนต์. (2560). การสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 สาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวคิดของมาร์ซาโน (Marzano’s Taxonomy). วารสารวิจัยร าาไพพรรณ. 11(3): 31-39. นัฐฐนิภา ประทุมชาติ. (2560). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค KWDL เรื่อง เศษส่วนและการประยุกต์ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารศึกษาศาสตร์. 28(3): 40-51. ปริชาต ดาวนุไร. (2565). การบริหารความขัดแยงเพื่อการท างานเปนทีม. วารสารการบริหารนิติบุคคลและ นวัตกรรมท้องถิ่น. 8(9): 308-323. ปัณณวิชญ์ ใบกุหลาบและคณะ. (2558). การสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ตามแนวคิด ของมาร์ซาโน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 16(2): 115-127. ปุญญิศา เมืองจันทึก. (2565). การพัฒนาการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะปฏิบัติส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พรทิพย์ เขาแก้ว และฐานิตา ลิ่มวงศ์. (2558, สิงหาคม). ผลของการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 โดยใช้วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (STAD) เปรียบเทียบกับวิธีสอนแบบปกติ.วารสารการ พัฒนางานประจาสู่งานวิจัย.2: 35-42.
8 เรวดี ศรีสุข. (2562). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Co-operative learning) ในการออกแบบ จัดการเรียนการสอน. The Journal of Boromarjonani College of Nursing Suphanburi. 2(1): 5-16. วิไลลักษณ์ สีประโคน. (2565). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การแก้ปัญหาแบบร่วมมือ. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. โศจิวัจน์ เสริฐศรีและคณะ. (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ความรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ของนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย. วารสาร “ศึกษาศาสตร์ มมร” คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. 6(2): 290-301. สิณีณาฏ อารีย์. (2564). Sandbox: หลักการและแนวคิดส าหรับการประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่ มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 9(1): 166-181. สุนารี นวลจันทร์. (2562). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และความสามารถในการท างานกลุ่ม เรื่อง ระบบจ านวนจริง โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยทักษิณ. สุรีรัตน์ อักษรกาญจน์. (2562). การศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี. วารสารราชพฤกษ์. 17(2): 24-32. อมลรดา มินเทนและดุจเดือน ไชยพิชิต. (2563). การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยใช้ กระบวนการแก้ปัญหาตามแนวคิดของโพลยา ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. Journal of Modern Learning Development. 5(4): 145-158.