โครงงานเรื่อง การศึกษาคุณภาพของสีธรรมชาติและสีสังเคราะห์ เพื่อน าสีมาใช้มัดย้อมเสื้อ จัดท าโดย คณะผู้ศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 นางสาว กุลธิดา ภูหงษ์ทอง เลขที่ 12 นางสาว วรรณนิสา รอดสันเทียะ เลขที่ 15 นางสาว กมลชนก เสถียรพาณิชย์ เลขที่ 17 นางสาว พิชชาภา สังฆทิพย์ เลขที่ 19 นางสาว อรอุมา งามเลิศ เลขที่ 21 นางสาว ณัฐวดี อินต๊ะใจ เลขที่ 34 ครูผู้ดูแลโครงงาน นาย เอนก พรหมชนะ โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒารามในพระบรมราชินูปถัมภ์ มัธยมศึกษาปีที่ 5/6 ปีการศึกษา 2565
บทที่ 1 บทน า 1. ที่มาและความส าคัญของปัญหา แดดดดดดดผ้ามัดย้อม คือ การท าให้ผ้าเดลวดลายต่าง โยใช้เทคนิคในการมัดผ้าแล้วท าการย้อมผ้าใช้สีจาก ธรรมชาติหรือสีสังเคราะห์ส าหรับการย้อมผ้า เพื่อให้ผ้ามีสีสันสวยงามและเกิดลวดลายจากการมัด ม้วน พับ ขย า ซึงผลลัพธ์ ที่ได้นั้น เรียกว่า ผ้ามัดย้อม ( Tie dry ) การก่อก าเนิดผ้ามัดย้อมโดยไม่ตั้งใจของคนสมัยก่อน โดยนัก มนุษย์วิทยาสันนิษฐานว่า อาจจะมีแนวความคิดมาจากการฟอกสีด้วยแสงอาทิตย์โดยบังเอิญ ในยุคแรก ๆ ที่มี การมัดย้อมผ้าคือ ประทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และแอฟริกาที่มีการใช้สีย้อมจากธรรมชาติ การมัดย้อมมี หลายรูปแบบแต่ละประเทศก็มีเทคนิคแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติตามสภาพแวดล้อม วัตถุดิบที่มีในการท าสีมัดย้อม เพื่อสืบสานส่งต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ ให้ศิลปะผ้ามัดย้อม ยังคงอยู่ต่อไป การย้อมสี ยังไม่มีหลัฐานบันทึกไว้ว่ามาจากยุคใด ได้พบว่าในสมัยโบราณมนุษย์เรารู้จักใช้ใยผ้า แต่เพียง 4 ชนิด คือ ขนสัตว์ ลินิน ฝ้าย และไหม ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้กันอยู่มาก แม้ว่าจะมีใยสังเคราะห์มาแทนที่ ประชาชนก็ยังนิยมกันทั่วไป คถุณสมบัติอันดีเด่นของเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งจะหาไม่ได้จากใยสังเคราะห์ ท าให้ใย ธรรมชาติยังเป็นที่นิยมและต้องการกันมาก ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหาวิธีผสมใยธรรมชาติกับใยสังเคราะห์ เข้าด้วยกัน เพื่อน าความดีเด่นของใยสองชนิดให้มารวมกันอยู่ในผ้าผืนเดียวกัน และยังท าให้มีราคาถูกและ ทนทานยิ่งขึ้นด้วย ประชากรรู้จักตกแต่งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายด้วยสี ไม่ว่าเป็นการย้อม การเขียน หรือการท าให้ เกิดลวดลายด้วยวิธีอื่น เป็นเวลามากกว่า 5000 ปี ศิลปะนี้ได้เจริญยิ่งขึ้นทุกทีจากการใช้สีซึ่งได้มาจากพืช สัตว์ และโลหะ มาเป็นสีสังเคราะห์จากการย้อมและเขียนลายด้วยมือ เป็นพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ไม้ แล้วเป็นพิมพ์ด้วย เครื่องจักรศิลปะการย้อมสีเริ่มต้นในประเทศทางภาคพื้นตะวันออกก่อน โดยเฉพาะประเทศจีน อินเดีย และ เปอร์เซีย แพร่เข้าไปในประเทศอียิปต์โดยพ่อค้าผู้ท าการค้าระหว่างประเทศ ชาวโฟนีเซียนน ามาพัฒนาปรับปรุง จนกระทั่งสามารถส่งสีย้อมไปขายยังประเทศกรีกโรมันและประเทศใกล้เคียงอื่นๆ สีที่ใช้กันก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 5000 กว่าปีนั้น เป็นสีที่ได้จากพืชเกือบทั้งหมด ซึ่งคุณสมบัติของสียังไม่ดี สีตกง่าย ซีดจางเร็ว จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศษ ได้น าความรู้ทางด้านเคมีเข้ามาใช้กับสีย้อม เพื่อให้
วิธีการผลิตและการย้อมท าได้ดี และรวดเร็วขึ้นเป็นการขยายตัวทางอุตสาหกรรมส าหรับน าผลประโยชน์มาเป็น ค่าใช้จ่ายในพระราชวัง ซึ่งก าลังใช้กันอย่างฟุ่ยเฟือยมาก การค้นคว้าสี่งเหล่านี้ได้รับความร่วมมือจาก ประเทศอังกฤษ และฮฮลันดาด้วย ปี พ.ศ. 2399 ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในวงการย้อมสี เริ่มตั้งแต่การ น าเอาหลักวิชาเคมีเข้าใช้ผลิตสีสังเคราะห์ขบวนการย้อม การย้นระยะเวลาให้เร็วขึ้น ทั้งนี้ต้องนับว่า วิลเลียม เปอร์กิน ( William Perkin ) ชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบสีสังเคราะห์ครั้งแรก จากกการทดลองหาควินนิน เมื่อ ทดลองจนสิ้นสุดขบวนการแทนที่เขาจะได้รับควินนิน เขากลับได้สีย้อมเป็นสีม่วงสดสวยออกมาแทน ซึ่งเป็น ปรากฎการณ์ครั้งแรกที่นักเคมีสามารถสังเคราะห์สีย้อมจากสารประกอบอินทรีย์ง่าย ๆ และก็เป็นการสังเคราะห์ จากวัสดุทิ้งเสีย คือ น้ ามันจากเขม่าถ่านหินที่ใช้ส าหรับผลิตแก๊สจากผลส าเร็จของเปอร์กินนี้ กระตุ้นใฟห้นักเคมี สนใจหันมาค้นคว้าตัวสีย้อมมากขึ้น ระหว่าง พ.ศ. 2431 –2457 ประเทศเยอรมันได้ตั้งโรงงานผลิตสีสังเคราะห์ และส่งออกจ าหน่ายทั่วโลก สีธรรมชาติคือสีที่สกัดได้จากวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติ เช่น พืช สัตว์ และแร่ธาตุ ต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากกระบวนการตามธรรมชาติ สีธรรมชาติมีบทบาทเกี่ยวข้องกับวิถีการด ารงชีวิตของมนุษย์ มายาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ มนุษย์ด้เรียนรู้ที่จะน าสีจากวัสดุธรรมชาติมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทาสีตาม ร่างกาย สีของภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ย้อมสิ่งทอเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม ภาพวาดฝนผนัง และเป็นส่วนประกอบ ในพิธีกรรมต่าง ๆ โดยมีพัฒนาการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อให้คนศึกษาว่าระหว่างสีธรรมชาติกับสีสังเคราะห์ชนิดไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า 2.2 เพื่อให้คนศึกษาคุณภาพของเสื้อมัดย้อมจากสีธรรมชาติและสีสังเคราะห์ 2.3 เพื่อให้คนศึกษาว่าระหว่างต้นทุนสีธรรมชาติกับสีสังเคราะห์ชนิดไหนที่มีต้นทุนที่ต่ ากว่ากัน 3. กรอบแนวคิดการวิจัย กระบวนการศึกษาการท าผ้ามัดย้อมจากสีสองชนิด สีสังเคราะห์ และสีธรรมชาติ โรงเรียนสตรีวัดมหา พฤฒารามชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 ก าหนดกรอบแนวคิดดดังภาพ
4. ตัวแปรการศึกษา 4.1 ตัวแปรต้น 4.1.1 สีของดอกดาวเรือง สีของดอกอัญชัญ สีของน้ าเปลือกมังคุด สีของใบเตย และสีสังเคราะห์ 4.2 ตัวแปรตาม 4.2.1 ผ้าที่ใช้มัดย้อม 4.3 ตัวแปรควบคุม 4.3.1 สารส้ม 4.3.2 ปริมาณน้ า 4.3.3 ปริมาณเกลือ 4.3.4 ระยะเวลาที่ใช้ย้อมผ้า 5. ขอบเขตการวิจัย ก าหนดขอบเขตในการวิจัย ดังนี้ 5.1 ศึกษาคุณภาพของเสื้อมัดย้อม เปรียบเทียบโดยการใช้สีสังเคราะห์และสีธรรมชาติ 5.2 ศึกษาต้นทุนราคาต่ า – สูง ของการใช้สังเคราะห์และสีธรมมชาติในการน ามาย้อมผ้า 5.3 การศึกษาครั้งนี้ก าหนดช่วงเวลาการเก็บข้อมูล ภาคเรียนที่ 1 และ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวบรวมข้อมูล และ สอบถามชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 การศึกษาท าผ้ามัดย้อมจากสี สังเคราะห์กับสีธรรมชาติโรงเรียน สตรีวัดมหาพฤฒารามชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5/6 สรุปผล
6. ความส าคัญและประโยชน์ การศึกษาการวิจัยเรื่องความแตกต่างระหว่างสีสังเคราะห์และสีธรรมชาติโดยการน ามาท าผ้ามัดย้อม ผู้วิจัยคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ดังนี้ 6.1 ได้ทราบถึงความแตกต่างทางด้านคถุณภาพของสีสังเคราะห์และสีธรรมชาติ 6.2 เป็นประโยชน์ต่อแม่ค้า ที่จะน าไปพิจารณาเรื่องคุณภาพ และต้นทุน 7. นิยามศัพท์เฉพาะ สีธรรมชาติ คือ สีที่สกัดได้จากวัตถุดิบที่มาจากพืชซึ่งเกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติ แหล่งวัตถุดิบ ของสีธรรมชาติสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ สามารถให้สีสันตามความต้องการได้ และสีย้อมที่ได้จากพืช จัดเป็นกลุ่มสารสีหลักของสีย้อมธรรมชาติ โดยเป็นสีย้อมที่ได้จากทุกส่วนของพืช สีสังเคราะห์ คือ สีที่เป็นสารอินทรียืที่ได้จากการสังเคราะห์ที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารในกลุ่มสีผสม อาหาร มีลักษณะถูกต้องตามข้อก าหนด และปลอดภัยต่อการบริโภค
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้น าเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต่างๆ 1.1 แนวคิดและทฤษฏีต้นก าเนิดของสีธรรมชาติ 1.2 แนวคิดและทฤษฏีต้นก าเนิดของสีสังเคราะห์ 1.3 ประโยชน์ของสีธรรมชาติ 1.4 ประโยชน์ของสีสังเคราะห์ 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต่างๆ แนวคิดและทฤษฏีต้นก าเนิดของสีธรรมชาติ มนุษย์ได้ค้นพบสีจากแหล่งต่าง ๆ จากพืช สัตว์ ดิน และแร่ธาตุนานาชนิดจากการค้นพบสีต่าง ๆ เหล่านั้น มนุษย์ได้น าเอาสีต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางโดยน ามาระบายลงไปบนสิ่งของ ภาชนะ เครื่องใช้หรือระบายลงไปบนรูปปั้น รูปแกะสลัก เพื่อให้รูปเด่นชัดขึ้น มีความเหมือนจริงมากขึ้น รวมไปถึงการ ใช้สีวาด ลงไปบนผนังถ้ า หน้าผา ก้อนหิน เพื่อใช้ถ่ายทอดเรื่องราวและท าให้เกิดความรู้สึกถึงพลังอ านาจที่มีอยู่ เหนือสิ่งต่าง ๆทั้งปวง การใช้สีทาตามร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความฮึกเหิม เกิดพลังอ านาจหรือใช้สีเป็น สัญลักษณ์ในการถ่ายทอดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสมัยเริ่มแรกมนุษย์รู้จักใช้สีเพียงไม่กี่สี สีเหล่านั้น ได้มาจากพืช สัตว์ ดิน แร่ธาตุต่าง ๆ รวมถึงขี้เถ้า เขม่าควันไฟเป็นสีที่พบทั่วไปในธรรมชาติน ามาถูทา ต่อมาเมื่อ ท าการย่างเนื้อสัตว์ ไขมัน น้ ามัน ที่หยดจากการย่างลงสู่ดินท าให้ดินมีสีสันน่าสนใจ สามารถน ามาระบายลงบน วัตถุและติดแน่นทนนาน ดังนั้นไขมันนี้จึงได้ท าหน้าที่เป็นส่วนผสม (binder) ซึ่งมีความส าคัญในฐานะเป็นสาร ชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของสี ท าหน้าที่เกาะติดผิวหน้าของวัสดุที่ถูกน าไปทาหรือระบาย นอกจากไขมัน แล้วยังได้น าไข่ขาว ขี้ผึ้ง (Wax) น้ ามันลินสีด (Linseed) กาวและยางไม้ (Gum arabic) เคซีน (Casein: ตะกอน โปรตีนจากนม) และสารพลาสติกโพลีเมอร์ (Polymer) มาใช้เป็นส่วนผสม ท าให้เกิดสีชนิดต่าง ๆ ขึ้นมา สีธรรมชาติ ได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพ มีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ได้รับกากใย สีที่สกัด
จากวัตถุดิบธรรมชาติ ในปัจจุบันได้มีการหันกลับมาให้ความสนใจในการใช้สีธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธีการ ผลิตที่แตกต่างกันท าให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสวยงาม และสีสันที่หลากหลาย วัสดุแต่ละชนิดที่น าสกัดท าสีย้อม ผ้าจากธรรมชาติ มีการติดสีและความคงทน ก าเนิดสีม่วง สีม่วงได้มาจากน้ าอัญชัน นอกจากการบีบมะนาวใส่น้ าอัญชันแล้ว ก็ยังมีวัตถุดิบที่ให้สีม่วงหวาน ๆ ได้ โดยตรง คือแก้วมังกร แต่ต้องเป็นแก้วมังกรที่มีเนื้อสีม่วง วิธีการใช้ก็ง่ายมาก ๆ น ามาคั้นเอาแต่น้ าและน าไปเจือ จางให้ได้สีที่มีความเข้มต่างกันไปด้วยการเติมน้ าเปล่า ก็จะได้สีม่วงหรือสีโทนชมพูบานเย็นหวาน ๆ ก าเนิดสีน้ าเงิน สีน้ าเงิน วัสดุธรรมชาติที่ให้สีคราม พืชที่ให้สีครามหรือสีน้ าเงินในบ้านเราที่นิยมใช้ ในการย้อมผ้าจะมี หลัก ๆ อยู่ 3 ชนิด คือ ต้นคราม ต้นฮ่อม และต้นเบือกเบิก แต่ที่นิยม ใช้ประโยชน์ คือ ต้นคราม ถั่วคราม และต้น ฮ่อม แต่อาจเพราะชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น และบางพื้นที่ก็เรียก ต้นฮ่อมว่าคราม ก าเนิดสีเหลือง สีเหลืองได้มาจากขมิ้น แก่นขนุน และเมล็ดค าแสด สีเหลืองเข้มหรือสีส้มปนน้ าตาล เมื่อบดเป็นผงจะมี สีเหลืองทองหรือสีเหลืองส้มปนน้ าตาล สารสีเหลืองจากขมิ้นชันนั้นมีสารส าคัญ คือ เคอร์คิวมิน (cur cumin) เป็นสารกลุ่มเคอร์คิวมินนอยด์ อยู่ร้อยละ 5 เป็นสารสีเหลืองปนส้ม ใช้แต่งสีอาหารรวมถึงย้อมผ้าด้วยการสกัดสี ย้อมจากขมิ้นชันท าได้ไม่ยาก สามารถน ามาต าและคั้นกรองเอาน้ าสี แล้วน าผ้าฝ้ายลงไปย้อมในน้ าสีอาจเติมน้ า มะนาวเป็นสารช่วยย้อม เพื่อให้สีติดแน่นขึ้น แก่นขนุน หรือ กรัก ได้มาจากต้นขนุนที่เราพบเห็นทั่วไป นิยม น ามาใช้ย้อมสี จะให้สีออกเหลืองแก่ หรือสีกรัก โดยสีเหลืองที่ได้นั้นมาจากสาร Morin ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลา โวนอยด์ เมล็ดค าแสด สีจากเมล็ดค าแสดประกอบด้วยสาร Bixin (สีแสด) และBixol (สีเขียวเข้ม) ในประเทศ อินเดียใช้ส่วนของผลที่หุ้มผลสุก เรียกว่า กมลา (kamala) ย้อมผ้าไหม และผ้าขนสัตว์เป็นสีส้มสด และมีการใช้ เมล็ดค าแสดย้อมผ้าฝ้าย รวมถึงในประเทศไทย ปัจจุบันเมล็ดค าแสดมีการพัฒนาเป็นผงสีส าเร็จรูป หรือจะน า เมล็ดค าแสดมาบด เติมน้ า และกรองเอากากออก และปล่อยให้สีตกตะกอน แล้วรินน้ าใสทิ้ง น้ าที่เหลือน าไป ระเหยแห้ง จะได้เป็นก้อนสีแดงส้ม หลังจากนั้นก็น าก้อนสีมาบด และต้ม และย้อมผ้าโดยวิธีร้อน
ก าเนิดสีเขียว สีเขียวได้มาจาก เพกา หูกวาง และสาบเสือ เพกา หรือลิ้นฟ้า สามารถพบกระจายได้ทั่วไป จะใช้ เปลือกของล าต้นในการย้อมสี สามารถใช้ได้ทั้งเปลือกสดและเปลือกแห้ง การสกัดสีจากเพกาท าได้หลายวิธีและ การใช้สารช่วยติดสีที่ต่างกัน ก็จะให้สีที่แตกต่างกัน หากใช้เปลือกสดกับสารส้มช่วยย้อม จะให้สีเหลืองสดใส แต่หากต้องการโทนสีเขียว อาจใช้สารติดสีจ าพวกโซเดียมคาร์บอเนต น้ าสนิมเหล็ก หรือจุนสีลงไปขณะย้อม หู กวาง เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกกันมาก โดยเฉพาะในเมืองก็สามารถพบเห็นได้ง่าย หูกวางเป็นไม้ที่มีการใช้ ประโยชน์ที่หลากหลายมานาน ทุกส่วนของต้นหูกวางสามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด มีทั้งสรรพคุณทาง ยา รากและผลดิบใช้ในการฟอกย้อมหนัง เสื่อ และท าน้ าหมึก สีย้อมจากใบหูกวาง จะใช้ใบที่ไม่อ่อนหรือแก่ จนเกินไป สาบเสือ เป็นพืชล้มลุกที่พบได้ทั่วไปในที่รกร้าง ทุ่งหญ้าริมถนน ในไร่ และริมสวนผลไม้ ปัจจุบันมี การศึกษาพัฒนาสารสกัดเพื่อใช้ในการก าจัดศัตรูพืช อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยาช่วยในการห้ามเลือด สาบเสือ อาจถูกมองว่าเป็นวัชพืช แต่ในหลายพื้นที่มีการใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้าอีกด้วย โดยจะใช้ส่วนใบในการย้อม ซึ่งให้สีเขียวอมเหลืองหรือเขียวคล้ า ในใบสาบเสือประกอบด้วยสารส าคัญ คือ anisic acid และ flavonoid หลาย ชนิด หนึ่งในนั้น คือ สารกลุ่มแทนนิน แนวคิดและทฤษฏีต้นก าเนิดของสีสังเคราะห์ มนุษย์ชาติรู้จักตกแต่งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายด้วยสี ไม่ว่าเป็นการย้อม การเขียน หรือการท าให้ เกิดลวดลายด้วยวิธือื่นเป็นเวลามากกว่า 5000 ปี ศิลปะนี้ได้เจริญพัฒนายิ่งขึ้นทุกที จากการใช้สีซึ่งได้มาจากพืช สัตว์ และโลหะ มาเป็นสีสังเคราะห์ จากการย้อมและเขียนลายด้วยมือ เป็นพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ไม้แล้วเป็นพิมพ์ ด้วยเครื่องจักรจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14แห่งประเทศฝรั่งเศษ ได้น าความรู้ทางด้านเคมีเข้ามาใช้กับสี ย้อม เพื่อให้วิธีการผลิตและการย้อมท าได้ดี และรวดเร็วขึ้นเป็นการขยายตัวทางอุตสาหกรรม ปี พ.ศ. 2399ได้มี การเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในวงการย้อมสี เริ่มตั้งแต่การน าเอาหลักวิชาเคมีเข้าใช้ผลิตสีสังเคราะห์ ขบวนการ ย้อม การย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น ทั้งนี้ต้องนับว่า วิลเลียม เพอร์กิน ( William perkin ) ชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบสี สังเคราะห์ครั้งแรก จากการทดลองหาควินนิน เมื่อทดลองจนสิ้นสุดขบวนการ แทนที่เขาจะได้ควินนิน เขากลับ ได้สีย้อมเป็นสีม่วงสดสวยออกมาแทน ซึ่งเป็นปรากฎการครั้งแรกที่นักเคมีสามารถสังคราะห์สีย้อมจาก สารประกอบอินทรีย์ง่าย ๆ และก็เป็นการสังเคราะห์จากวัสดุทิ้งเสีย คือ น้ ามันจากเขม่าถ่านหินที่ใช้ส าหรับผลิต แก๊ส ในสมัยโบราณมักจะสกัดสีจากพืชชนิดต่าง ๆ เช่น สีย้อมที่สกัดจากโวด ( woad ) ซึ่งเป็นพืชที่เกิดในยุโรป จะให้สีน้ าเงิน ส่วนสีแดงสกัดได้จากรากของพืชที่เรียกว่า แมดเดอร์ ( madder ) สีครามสกัดได้จากพืชจ าพวก
อินดิโก ( indigo ) และนอกจากนี้ก็ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น ามาสกัดให้สีต่าง ๆ ได้นอกเหนือจากสีที่ได้จาก ธรรมชาติแล้วในปีค.ศ. 1856ได้เริ่มมีการสังเคราะห์สีย้อมผ้าเป็นครั้งแรก โดยวิธีการที่ถูกค้นพบอย่างไม่ได้ ตั้งใจหรือไม่ได้คาดหมายเอาไว้ก่อน และในประวัติศาสตร์การค้นพบสีสังเคราะห์แบบบังเอิญนั้นไม่ได้มีเพียง แค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่จากที่ได้มีการบันทึกเอาไว้อย่างน้อยก็มีถึง 3ครั้งเลยทีเดียว ก าเนิดสีม่วง ( Mauve Dye ) สีย้อมสังเคราะห์สีม่วงที่เตรียมได้จากสารเคมีประเภทอะนีลีน ( aniline ) เป็นสีสังเคราะห์ชนิดแรกใน โลกที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยนักเคมีชาวอังกฤษที่ชื่อ วิลเลียม เฮนรี เพอร์กิน ( William Henry Perkin ) ซึ่ง ในขณะที่ค้นพบนั้นเขามีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น เพอร์กิน เป็นชาวอังกฤษโดยก าเนิด เขาเกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1838เขาเป็นเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากในช่วงวัยเด็กเขารู้สึกประหลาดใจและประทับใจเกี่ยวกับตก ผลึกและการเปลี่ยนแปลงรูปผลึกแบบต่าง ๆ อย่างมีระบบของสารเคมี ด้วยความกระตือรือร้นและความสามารถ ของเพอร์กินในการเรียนวิชาเคมี เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ที่สอนให้มีโอกาสเข้าเรียนที่วิทยาลัย วิทยาศาสตร์ ( Royal of science college ) ในขณะที่มีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น เพอร์กินได้มีโอกาสท างาเป็นผู้ช่วย วิจัยอาจารย์ ฮอฟแมน ( A.W. Hoffmann ) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาเคมีชาวเยอรมัน สารละลายสีม่วงนี้จะย้อมผ้า ได้หรือไม่ และนั่นก็ท าให้เขาต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เขาได้พบอีก นั่นคือสีม่วงนั้นสามารถย้อมได้ทั้งผ้าไหมผ้า ฝ้าย โดยผ้าที่ผ่านการย้อมแล้วเมื่อน าไปซักและตากก็พบว่าสีไม่หลุดและสีไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นั่นเป็นสิ่ง ที่จุดประกายให้เขาในทันที เขารีบจดสิทธิบัตรสีสังเคราะห์ที่เขาพบและสร้างโรงงานผลิตสีสังเคราะห์ขึ้นมาเป็น ครั้งแรกในโลก ด้วยวัยเพียง 18 ปี ผ้าสีม่วงที่ย้อมจากสีที่เพอร์กินผลิตขึ้นท าให้สีม่วงนั้นเป็นที่รู้จักและเป็นที่ ยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น ในปีค.ศ. 1856 เขาได้รับการแนะน าอาจารย์ให้ท าการสังเคราะห์สาร “ ควินิน ” ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการมากในขณะนั้นเพราะสามารถน าไปรักษาโรคมาเลเรียได้ และเขา ได้คิดค้นกระบวนการสังเคราะห์สารอะลิซาลิน (arizalin ) ในเชิงการค้า โดยในช่วงปีค.ศ.1868 นักเคมีชาว เยอรมันสองท่าน ( Carl Grabe และ Carl Liebermann ) ได้เผยแพร่การสังเคราะห์อะลิซาลิน โดยมีสารตั้งต้นคือ แอนทราซีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สกัดมาจากหิน อะลิซาลินที่สังเคราะห์ขึ้นได้นี้มีสูตรโครงสารเหมือนกันกับสารที่ สกัดได้จากรากของต้นเมดเดอร์ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีสีแดง การค้นพบของนักเคมีชาวเยอรมันทั้งสองท่านนี้ยังมีจุด ด้อยในแง่ที่ไม่สามารถผลิตในเชิงการค้าได้ง่ายนัก เพอร์กินรู้สึกสนใจในเรื่องนี้มากจึงท าให้การศึกษาและ ค้นคว้าเพิ่มเติมและอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็ท าการสร้างโรงงานเพื่อผลิตอะลิซาลินในเชิงการค้า
ก าเนิดสีน้ าเงิน ( monastral blue ) จากภาชนะเหล็ก การค้นพบสีสังเคราะห์โดยบังเอิญเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1928 ในบริษัทสังเคราะห์สีสก็อตแลนด์ (ต่อมา บริษัทนี้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทสี I.C.I แห่งอังกฤษ ) โดยนักเคมีที่ชื่อ A.G Dandridge ซึ่งในช่วงนั้น เขาก าลังท าการสังเคราะห์สารพทาลิไมด์ ( phthalimide ) โดยใช้แอมโมเนียและพทาลิกแอนไฮไดรด์เป็นสารตั้ง ต้นเนื่องจากการสังเคราะห์นี้ต้องใช้อุณหภูมิสูงมากดังนั้นภาชนะที่ใช้จึงเป็นภาชนะเหล็กที่ปิดอย่างมิดชิด เมื่อ เสร็จสิ้นปฏิกิริยาแล้ว Dandridge ได้พบผลึกลักษณะแปลก ๆ สีน้ าเงินติดอยู่ที่ฝาและผนังด้านในของภาชนะ เขา กลับเกิดความสงสัยอยากรู้ว่าผลึกนี้คืออะไรและมาได้อย่างไร เขาเก็บตัวอย่างผลึกไปตรวจสอบและพบว่ามัน คือ สารพทาไซยาไนน์ ( phthalcyanines ) ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีสูตรโครงสร้างสัมพันธ์กับฮีมในฮีโมลโก บินและคลอโรฟิล ซึ่งสารเคมีในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นสีได้ สารพทาไซยาไนน์นี้ เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างเหล็ก ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ท าภาชนะกับสารเคมีที่หลอมเหลวในภาชนะดังนั้นในสูตรโครงสร้างทางเคมีของสารประกอบ นี้จึงประกอบไปด้วยอะตอมของธาตุเหล็ก คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และต่อมาก็พบว่าถ้าเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ ท าภาชนะจากเหล็กเป็นทองแดงก็จะได้สีสังเคราะห์ในตระกูลนี้อีกหนึ่งชนิด คือ คอปเปอร์ พทาไซยาไนน์ (copper phthalocyanine ) ซึ่งสูตรโครงสร้างทางเคมีประกอบด้วยอะตอมของธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และทองแดง สารนี้มีการจัดเรียงตัวผลึกสองแบบคือ แบบอัลฟาจะให้เฉดสีแดง และแบบเบตาให้ เฉดสีเขียว ซึ่งนิยมน ามาใช้งานในอุตสาหกรรมการพิมพ์ จากการค้นพบในครั้งนี้ท าให้รู้ว่าพทายาไซยาไนน์เป็น สารเคมีไปเป็นอะตอมของธาตุอื่น หรือโลหะอื่น ๆ อีกเกือบ 66 ชนิด ก าเนิดสีเหลือง สีเหลืองปรากฏขึ้นครั้งแรกพร้อมๆ กับสีแดงในภาพวาดบนผนังถ้ ายุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งยังมี หลักฐานการใช้สีเหลืองจากแร่หรดาล (ochres) เพื่อตกแต่งร่างกายมนุษย์และภาพวาดตั้งแต่ 45,000 ปีก่อน คริสตกาล ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าสีเหลืองและสีทองเป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปทุกหนแห่ง และสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ ดังนั้นการใช้สีเหลืองและทองในศิลปะของชาวอียิปต์โบราณจึงซ่อน แนวคิดความเป็นอมตะ พวกเขาเชื่อว่าผิวหนังและกระดูกของเทพเจ้าถูกสร้างด้วยทอง บรรดาเทพเจ้าจึงถูกแทน ในภาพวาดด้วยสีเหลืองทองส่องประกาย ในขณะที่ผิวหนังของมนุษย์จะถูกระบายโดยใช้สีที่มีความส าคัญน้อย กว่าอย่างสีน้ าตาล
ก าเนิดสีเขียว สีเขียวเป็นสีของการปลูกหญ้าและใบไม้ด้วยเหตุนี้สีเขียวจึงเป็นสีของฤดูใบไม้ผลิ ความเจริญเติบโต และธรรมชาติ สิ่งที่ให้สีเขียวมากที่สุดในธรรมชาติคือคลอโรฟิลล์ สารเคมีที่พืชสังเคราะห์ด้วยแสงและแปลง แสงอาทิตย์เป็นพลังงาน สิ่งมีชีวิตจ านวนมากใช้ประโยชน์จากสีเขียวเพื่ออ าพรางตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมสีเขียว แร่หลายชนิดมีสีเขียว เช่น มรกต ซึ่งเป็นสีเขียวจากธาตุโครเมียม ในยุค ค.ศ. 1856 เฉดสีที่มาแรงที่สุดของ แฟชั่นในฤดูใบไม้ผลิ จะมาในโทนสีชมพูแดง และม่วงได้เพราะตอนนั้นสีม่วงที่ใช้สีที่สกัดจากวัตถุดิบ ธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เหตุผลจากการรักธรรมชาติ แต่เป็นเพราะโลกในเวลานั้น ยังไม่มีใครคิดค้นสีย้อมสังเคราะห์ ขึ้นมาส าเร็จ ความรู้ทางเคมีถูกใช้แค่ในอุตสาหกรรมเป็นหลัก โลกแฟชั่นนั้นมีความเกี่ยวข้องที่ห่างไกลจากเคมี แบบสุด ๆ สีม่วงในเวลานั้น ผู้ดีมีเงินเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสครอบครองเสื้อผ้าสีม่วงได้ เพราะตอนนั้นสีม่วงที่ใช้ ย้อมผ้าได้มาจากเปลือกหอยทะเลชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่แค่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนการสกัดการ สกัดเอาสีม่วงจากเปลือกหอยนั้นก็มีความซับซ้อน และยากล าบาก Perkin มองเห็นโอกาสของสีม่วงที่เขา สังเคราะห์ขึ้นมาได้ หลังจากที่จดลิขสิทธิ์สีย้อมสังเคราะห์สีม่วงนี้ส าเร็จแล้ว เขาเริ่มมองหาโอกาสมี่จะน ามันเข้า สู่ระดับอุตสาหกรรม เขากับพ่อได้ตัดสินใจเปิดโรงงานย้อมสีของตนเองในปี 1857 และได้รับความนิยมเป็น อย่างมาก สีม่วงมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง และคนธรรมดามีโอกาสได้จับต้องมากขึ้น ความได้เปรียบของสีม่วง สังเคราะห์ที่ Perkin สร้างขึ้น นอกจากจะมีราคาถูกกว่าแล้ว มันยังทนกว่าด้วย สามารถซักแล้วน าไปตากแดดได้ โดยที่สีไม่ซีดลงเหมือนกับสีย้อมจากธรรมชาติ ในตอนแรกสีม่วงของเขาถูกตั้งชื่อว่า “ Tyrian purple ” ต่อมาใน ปี 1859 Perkin ได้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อมันเป็น “ Mauve ” ( ออกเสียงคล้ายกับค าว่า “ ม่วง ” ในภาษาไทย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราเรียกชื่อสีนี้ตามชาวต่างชาติหรือไม่ ) William Henry Perkin ยังคงท าการทดลอง ทางด้านเคมีเพื่อคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เขาสร้างสีย้อมสังเคราะห์สีใหม่อย่าง Britannia Violet และ Perkin’s Green Perkin ยังเป็นค้นพบวิธีสังเคราะห์ Coumarin ได้เป็นคนแรก ซึ่งเป็นสารเคมีที่ส าคัญส าหรับใช้ในการท า น้ าหอมและกรดซินนามิก (Cinnamic acid ) ในภายหลังขั้นตอนสังเคราะห์กรดชนิดนี้ได้ถูกตั้งชื่อเรียกว่า ปฎิกิริยาเพอร์กิน ( Perkin reaction ) ประโยชน์ของสีธรรมชาติ 1. ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค
2. น้ าทิ้งจากกระบวนการผลิตไม่เป็นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อม 3. วัตถุดิบหาได้ง่ายในชุมชนไม่ต้องใช้สีเคมีที่น าเข้าจากต่างประเทศ 4. การย้อมสีธรรมชาติสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นตามประสบการณ์ สามารถถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง เป็นภูมิปัญญา 5. การย้อมสีธรรมชาติท าให้เห็นคุณค่าและรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ 6. สีธรรมชาติมีความหลากหลายตามชนิด อายุและส่วนของพืชที่ใช้ ตลอดจนชนิดของสาร กกกกกกกกกกกกกกกระตุ้นหรือขั้นตอนการย้อม 7. ความสัมพันธ์ระหว่างคนย้อมสีกับต้นไม้ ย่อมก่อให้เกิดความรัก ความหวงแหน และเรียนรู้ ที่จะอนุรักษ์ และปลูกทดแทนเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน ประโยชน์ของสีสังเคราะห์ 1. สีสังเคราะห์สะดวกต่อการใช้งาน 2. สีสังเคราะห์เวลาน ามาใช้ไม่ต้องน ามาสกัดแยกสีเอง 3. สีสังเคราะห์มีความติดทน 4. สีสังเคราะห์มีสีที่เข้มและสดใส 5. สีสังเคราะห์มีความคงทนของสีต่อแสง (แสงซีนอนอาร์ก) 6. สีสังเคราะห์มีความคงทนของสีต่อสารฟอก 7. สีสังเคราะห์มีความคงทนต่อการซัก
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ นางสาวณิชกานต์ ทับประโคน และนางสาวอาทิตยา ใคร่นุ่น (2562) การศึกษาวิจัยครั้งนี้มี จุดประสงค์เพื่อศึกษามัดย้อมเสื้อยืดผ้าฝ้ายด้วยสีธรรมชาติจากแก่งฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น ด้วย4 เทคนิค ได้แก่การมัด การพับ การม้วน และการขย้ า และศึกษาความพึงพอใจของเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจากแก่น ฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น ด้านความเหมาะสมของลวดลายและสี มีการวางลวดลายที่เหมาะสม ลวดลายมี ความทันสมัยและใช้งานได้จริง และสรุปความพึงพอใจโดยรวม กลุ่มตัวอย่าง วิธีการใช้แบบสุ่ม ของกลุ่มผู้ที่ สนใจผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจากแก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น ภายใน มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ จ านวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คือ แบบสอบถาม แบบประเมินความ พึงพอใจ และผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจากแก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น จ านวน12 แบบ ได้แก่ 1) ใช้เทคนิคการม้วน แบบที่ 2)ใช้เทคนิคการมัดและการขย้ า แบบที่ 3)ใช้เทคนิคการมัด การพับ และการขย้ าแบบที่ 4,5)ใช้เทคนิคการมัด แบบที่ 6)ใช้เทคนิคการม้วน แบบที่ 7)ใช้เทคนิคการมัด แบบที่ 8)ใช้เทคนิคการมัดและการขย้ า แบบที่ 9,10,11และ 12)ใช้เทคนิคมัด โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากการประเมินความพึงพอใจโดยรวมต่อการผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติ จากแก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น พบว่าผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจาก แก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ แบบที่ 6 มีความเหมาะสมของลวดลายและสี คะแนนความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.52 อยู่ในระดับ ดีมาก และ แบบที่ 8 มีความเหมาะสมของลวดลายและสี คะแนนความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.52 อยู่ในระดับ ดีมาก ส่วนแบบที่มีค่าเฉลี่ยมากเป็นอันดับสอง คือ แบบที่ 12 มีการวางลวดลายที่เหมาะสม คะแนนความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.51 อยู่ในระดับ ดีมาก ส่วนผลิตภัณฑ์ แบบที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คือแบบที่ 4 มีการวางลวดลายที่ไม่เหมาะสม คะแนนความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ ที่ 4.28 สรุปผล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามัดย้อมเสื้อยืดผ้าฝ้ายด้วยสีธรรมชาติจากแก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว
และขมิ้น ด้วย 4เทคนิค ได้แก่ การมัด การพับ การม้วน และการขย้ า และศึกษาความพึงพอใจของเสื้อมัดย้อม ด้วยสี ธรรมชาติจากแก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น ด้านความเหมาะสมของลวดลายและสี มีการวาง ลวดลายที่ เหมาะสม ลวดลายมีความทันสมัยและใช้งานได้จริง และสรุปความพึงพอใจโดยรวม กลุ่มตัวอย่าง วิธีการใช้แบบสุ่ม ของกลุ่มผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมจากแก่นฝาง ใบ เพกา ใบแก้ว และขมิ้น ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์จ านวน 150คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คือ แบบสอบถาม แบบประเมินความพึงพอใจ และผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจาก แก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น จ านวน 12แบบ ได้แก่ แบบที่ 1) ใช้เทคนิคการม้วน แบบที่ 2) ใช้เทคนิคการ มัดและการขย้ า แบบ ที่ 3) ใช้เทคนิคการมัด การพับ และการขย้ า แบบที่ 4, 5) ใช้เทคนิคการมัด แบบที่ 6) ใช้ เทคนิคการม้วน แบบที่ 7) ใช้เทคนิคการมัด แบบที่ 8) ใช้เทคนิคการมัดและการขย้ า แบบที่ 9, 10, 11และ 12) ใช้เทคนิคมัด โดยวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากการประเมิน ความพึงพอใจโดยรวมต่อการผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจาก แก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น พบว่าผลิตภัณฑ์การออกแบบลวดลายเสื้อมัดย้อมด้วยสีธรรมชาติจากแก่นฝาง ใบเพกา ใบแก้ว และขมิ้น ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ แบบที่ 6 มีความเหมาะสมของลวดลายและสี คะแนนความพึง พอใจมี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.54อยู่ในระดับ ดีมาก และ แบบที่ 8 มีความความเหมาะสมของลวดลายและสี คะแนน ความพึง พอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.52อยู่ในระดับ ดีมาก ส่วนแบบที่มีค่าเฉลี่ยมากเป็นอันดับสอง คือ แบบที่ 12 มีการวาง ลวดลายที่เหมาะสม คะแนนความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.51อยู่ในระดับ ดีมาก ส่วนผลิตภัณฑ์แบบที่มี ความพึงพอใจน้อยที่สุด คือแบบที่ 4 มีการวางลวดลายที่ไม่เหมาะสม คะแนนความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.28 งานวิจัยในประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิจิตร เชาว์วันกลาง และนางพิมพ์ลภา ปาสาจะ (2556) ได้ศึกษาสารสกัดจาก ธรรมชาติในการย้อมผ้าฝ้ายโดยใช้สารสกัดจากผลของประค าดีควายที่อายุต่างกัน ได้แก่ ผลเขียวและผลแก่สุก น ามาล้างท าความสะอาดผ้าฝ้ายก่อนย้อมสีด้วยคราม และน าผ้าฝ้ายที่ล้างท าความสะอาดด้วยสารสกัดจากผลของ ประค าดีควายย้อมสีด้วยครามที่เติมสารละลายสกัดจากหยวกกล้วยต่อน้ าในสัดส่วน 1:1, 1:2และ 1:3 เพื่อช่วย ให้สีติดผ้าฝ้ายได้ดียิ่งขึ้น แล้ววัดคุณภาพของสีผ้าฝ้าย ด้วยเครื่อง Hunter Lab Miniscan Xe Plus ผลการวิจัย พบว่า ผ้าฝ้ายที่ล้างท าความสะอาด ด้วยสารสกัดของประค าดีควาย ผลเขียวช่วยให้การย้อม สีผ้าฝ้ายด้วยครามติดดี และซึมลึกลงไปในเนื้อผ้ามากกว่าการล้างผ้าฝ้ายด้วยสารสกัดจากประค าดีควายผลแก่สุก
สารสกัดจากประค าดีควายผลเขียวจึงมีคุณสมบัติเหมาะสมกว่า และสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยให้สีติดผ้าฝ้าย ที่เหมาะสม คือ สารละลายที่สกัดจากหยวกกล้วยต่อน้ าสัดส่วน 1:3 เมื่อวัดสีผ้าฝ้ายจากเครื่อง Hunter Lab สีผ้า ที่ย้อมสีด้วยครามมีแนวโน้มไปทางสีน้ าเงินมาก โดยมีค่า b* เป็น - 2.81 และมีค่าความสว่าง L* = 62.42 กก กก ก สรุปผลการวิจัย กกก จากการศึกษา ผ้าฝ้ายที่ล้างท าความสะอาด ด้วยสารสกัดของประค าดีควายผลเขียวต่อน้ าอัตราส่วน 1:2 ช่วยให้การย้อมสีผ้าฝ้ายด้วยคราม ติดดีและซึมลึก ลงไปในเนื้อผ้าฝ้ายมากกว่า การล้างท าความสะอาดผ้าฝ้าย ด้วยประค าดีควายผลแก่สุกต่อน้ าในอัตราส่วน 1:2 นั่นคือ อายุของสารสกัดที่เหมาะสม ในการล้างท าความ สะอาดผ้าฝ้าย ก่อนน าไปท าการย้อมคือประค าดีควายผลเขียว และการหาอัตราส่วนของสารสกัดที่เหมาะสม ในการช่วยให้สีติดผ้าฝ้าย โดยใช้น้ าจากการสกัดจากหยวกกล้วยต่อน้ า อัตราส่วนที่เหมาะสมคือ 1:3 ซึ่งเมื่อ น าไปวัดสีผ้าฝ้าย ด้วยเครื่อง Hunter Lab สีผ้าที่ย้อมสีด้วยคราม มีแนวโน้มไปทางสีน้ าเงินมากโดยมีค่า b* เป็น - 2.81และมีค่าความสว่าง L* = 62.42
บทที่ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ฯ ปีการศึกษา 2565 3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ฯ ปีการศึกษา 2565 จ านวน 41 คน 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจในสีแต่ละชนิดของผ้ามัดย้อม ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจ ส่วนที่ 3 แนวทางการท าสีผ้ามัดย้อม 3.3การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนั้นเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการตอบแบบสอบถามซึ่งมีขั้นตอนเก็บ รวบรวมข้อมูลดังนี้ 3.3.1 ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างของเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 โดยผู้วิจัยขอความ ร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่างและเป็นผู้เก็บข้อมูลด้วยตัวเอง
3.3.2 ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล พบว่ามีข้อมูลที่สมบูรณ์สามารถน ามาวิเคราะห์ได้ แล้วจึงน าไปวิเคราะห์ทางสถิติ 3.4การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นได้จากแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้น าแบบสอบถามไปให้ผู้ที่ทดลองการใช้ผ้ามัดย้อม จากสีธรรมชาติและสีสังเคราะห์และได้การตอบกลับมา และท าการส ารวจข้อมูลที่ได้มาจากแบบสอบถาม น ามาวิเคราะห์ว่าสีชนิดไหนดีกว่ากัน และกลุ่มบุคคลตัวอย่างที่ท าแบบสอบถามเลือกสีชนิดไหนมากกว่า และจัดระบบเพื่อน าไปวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.5.1 สถิติพื้นฐานทั่วไป 1. สูตรหาค่าร้อยละ (Percentage) เพื่อใช้แปลความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม กก ตามส่วนที่ 1 (ข้อ 1-7) การน าเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางแจกแจงความถี่ (Frequency Table) 2. สูตรค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic mean หรือ ) เพื่อใช้แปลความหมายของข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้ใน ก แบบสอบถามส่วนที่2
3. สูตรความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation หรือ S.D.) เพื่อใช้แปลงความหมายของข้อมูล ก ก ต่าง ๆ โดยใช้ในแบบสอบถามส่วนที่ 2 4. การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability)ของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สูตรการหา สัมประสิทธิ์ ก กก แอลฟ่า (α-Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) (กัลยา วานิชย์บัญชา. 2548 : 449) ดังนี้
บรรณานุกรม 1.กมลชนก ลิ้มปริสุทธิ์. (2564). สีผสมอาหารธรรมชาติ แบบไทยๆ ให้สีสวยได้ไม่ง้อสีสังเคราะห์. ว สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2565, จากhttps://www.baanlaesuan.com/127676/diy/natural-food-coloring 2. ปิยวรรณ สุรัญชนาจิรสกุล. (2547). Moment of discovery & invention. สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2565, ส จาก https://www2.mtec.or.th/th/e-magazine/admin/upload/215_67-70.pdf 3. กมลเนตร จันทร์แก้ว. (2562). วัสดุธรรมชาติที่ให้สีต่างๆ. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2565, ก จาก https://www.seub.or.th/bloging/knowledge 4. มนสิชา รุ่งชวาลนนท์. (2564). ความหมายและประวัติศาสตร์ของสีเหลือง. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2565, ว จาก https://adaymagazine.com/history-of-the-colour-yellow/ 5. ราช ศิริวัฒน์. (2560). สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล. สืบค้นเมื่อ 7 กันยายน 2565, ว จาก https://doctemple.wordpress.com/2017/01/25 6. 108 ชองค าถาม. (2553). ที่มาของสี. สืบค้นเมื่อ7กันยายน 2565, ว จาก https://www.sanook.com/campus/927239/