The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ส่วนประกอบ และหลักการทำงานวงจรทางกล
เครื่องทำความเย็นระบบอัดไอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rattana.r, 2022-04-19 00:00:48

หน่วยที่ 3

ส่วนประกอบ และหลักการทำงานวงจรทางกล
เครื่องทำความเย็นระบบอัดไอ

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3

ส่วนประกอบ และหลกั การทำงานวงจรทางกลเคร่อื งทำความเยน็ ระบบอดั ไอ

ส่วนประกอบของเครื่องทำความเย็นระบบอัดไอ เป็นอุปกรณ์ประกอบของวงจรทางกล ซึ่งในระบบของ
เครื่องทำความเย็นระบบอัดไออุปกรณ์แต่ละตัวจะมีหน้าที่ของแต่ละตัวแตกต่างกันไป เราสามารถแบ่งกลุ่มของ
อปุ กรณอ์ อกไดเ้ ปน็ 2 กลุ่ม คือ

กลุม่ ท่ี 1 อปุ กรณ์หลกั ประกอบไปด้วยอปุ กรณท์ ั้งหมด 4 ตวั
1. คอมเพรสเซอร์
2. คอนเดนเซอร์
3. เคร่อื งระเหย
4. อุปกรณค์ วบคมุ สารทำความเย็น

กลุ่มที่ 2 เรียกวา่ อุปกรณ์ช่วยซึ่งจะเพิ่มเข้าไปในระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของวงจรทางกล
ทำงานสมบูรณม์ ากข้นึ อุปกรณใ์ นกลมุ่ นี้จะเพ่มิ หรือไมเ่ พ่ิมเข้าไปในวงจรทางกลกไ็ ด้

การทำงานของการทำความเย็นระบบอัดไอจะต้องมีอุปกรณ์หลักครบทั้ง 4 ตัว โดยแต่ละตัวจะทำหน้าท่ี
ต่างกนั ไปมีกระบวนการทำงาน 4 กระบวนการ ดังนี้กระบวนการอดั กระบวนการควบแน่น กระบวนการลดความ
ดัน และกระบวนการระเหย วัฏจักรการทำความเย็นระบบอัดไออาศัยหลักการของการอัดสารทำความเย็นให้มี
ความดันสงู ขนึ้ และเปลย่ี นสถานะสารทำความเย็นให้เป็นของเหลว หลงั จากนั้นทำการลดความดันสารทำความเย็น
อย่างรวดเร็ว จนนำไปสูก่ ระบวนการระเหยสารทำความเยน็ และดดู สารทำความเย็นเข้ามาเพอ่ื อัดสารทำความเย็น
ต่อไป

กระบวนการควบแน่น กระบวนการ กระบวนการระเหย
อดั

กระบวนการลดความดนั

รูปท่ี 3.1 แสดงวงจรทางกลของกระบวนการทำความเยน็ ในระบบอัดไอ

ทมี่ า : http://www.bloggang.com, 2558
จากรูปที่ 3.1 เป็นวงจรทางกลของของกระบวนการทำความเย็นในระบบอดั ไอซึ่งประกอบไปด้วยอปุ กรณ์
หลกั ดังนี้
1) คอมเพรสเซอร์ (Compressor) เป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญอันหน่ึงของระบบเครื่องทำความเย็นซึง่ ทำ
หน้าที่ในการดูดและอัดสารทำความเย็นในสถานะแก๊ส วิศวกรรมแห่งประเทศไทยได้ให้ความของคำศัพท์ทาง
วชิ าการของคอมเพรสเซอร์ไว้ว่า “เครอื่ งอดั คือ อุปกรณท์ เี่ พม่ิ ความดันของสารความเยน็ ที่อยู่ในสภาวะท่ีเป็นไอ”
คอมเพรสเซอร์จะดูดสารทำความเย็นที่เป็นซุปเปอร์ฮีท สถานะเป็นแก๊สความดันต่ำและอุณหภูมิต่ำจากเครื่อง
ระเหยผ่านเข้ามาทางทอ่ ทางดูด เข้ายังทางดูดของคอมเพรสเซอรแ์ ล้วอดั แก๊สนีใ้ ห้มีความดันสูงขึ้นและมีอุณหภมู ิ
สูงขึ้นดว้ ย สง่ เข้ายังคอนเดนเซอร์ขั้นตอนน้ีเรียกว่า กระบวนการอดั
2) คอนเดนเซอร์ (Condenser) เป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญอกี อันหนึง่ ของระบบเครือ่ งทำความเยน็ ซึ่งทำ
หน้าที่ให้สารทำความเย็นทำความเย็นในสถานะแก๊สที่มีความดันสูงและอุณหภูมิสูง ที่ถูกอัดส่งมากจาก
คอมเพรสเซอร์ เพื่อกลั่นตัวให้เป็นสารทำความเย็นเหลวในคอนเดนเซอร์ ด้วยการระบายความร้อนออก แต่ยังมี
ความดันและอณุ หภมู สิ งู อยวู่ ิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยได้ให้ความหมายคำศพั ท์ทางวิชาการของคอนเดนเซอร์
วา่ “อปุ กรณ์ควบแนน่ คืออุปกรณท์ ่ีทำให้สารความเยน็ ในสภาพทเ่ี ปน็ ไอเปล่ยี นสภาพเปน็ ของเหลวโดยการระบาย
ความรอ้ นจากสารความเยน็ ”เรยี กวา่ กระบวนการควบแนน่
3) อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็น (Refrigerant Control) ทำหน้าที่ในการควบคุมปริมาณการไหล
ของสารทำความเย็นและลดความดันสารทำความเย็นลงจากสถานะของเหลวความดันสูงและอุณหภูมิสูงให้
เปลี่ยนเป็นสถานะของเหลวความดันต่ำและอุณหภูมิต่ำจนสามารถเดือดเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊สได้ที่อุณหภูมิต่ำ
เพ่ือทำการส่งต่อไปยงั เครอ่ื งระเหย ข้ันตอนนเี้ รียกวา่ กระบวนการลดความดนั
4) เครื่องระเหย (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดรับปริมาณความร้อนบริเวณเนื้อที่ที่ต้องการทำความเย็น
ขณะท่สี ารทำความเยน็ ภายในระบบตรงบริเวณนี้เดือดเปลี่ยนสถานะเปน็ ไอ โดยจะดูดรับปรมิ าณความร้อนผา่ นท่อ
ทางเดินสารทำความเยน็ เข้าไปในระบบ ทำให้อณุ หภูมโิ ดยรอบเครอ่ื งระเหยลดลงวศิ วกรรมสถานแห่งประเทศไทย
ได้ให้ความหมายคำศพั ทท์ างวชิ าการของเคร่ืองระเหยไวว้ ่า “เครอื่ งระเหย คืออปุ กรณ์ในระบบการทำความเยน็ ซ่งึ
จะทำให้สารความเย็นขยายตวั หรอื กลายเป็นไอทำใหเ้ กิดความเย็น” ขน้ั ตอนนีเ้ รียกวา่ กระบวนการระเหย

3.1 คอมเพรสเซอร์ (Compressor)

ทำหน้าทใี่ นการดดู และอัดสารทำความเย็นในสถานะแก๊ส ความดนั ตำ่ และอุณหภมู ิต่ำจากเครื่องระเหยผ่าน
เขา้ มาทางท่อทางดดู เขา้ ยังทางดดู ของคอมเพรสเซอรแ์ ลว้ อัดแก๊สนี้ให้มคี วามดันสงู ข้นึ และมีอุณหภมู สิ งู ข้ึนดว้ ย สง่
เข้ายังคอนเดนเซอร์และสง่ สารทำความเย็นให้ไหลผ่านอปุ กรณต์ ่างๆในวงจรทางกล ดังนั้นท่อของคอมเพรสเซอร์
จึงมกี ารตอ่ ใชง้ านในวงจรทางกล 2 ทอ่ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.2 คือ

1) ท่อดูด (Suction Line) ทำหน้าที่ดูดสารทำความเย็นสถานะแก๊สความดนั ต่ำและอณุ หภูมิตำ่ จากเครื่อง
ระเหยเขา้ ไปยังกระบอกสบู ของคอมเพรสเซอร์

2) ทอ่ อดั (Discharge Line) ทำหน้าที่ส่งสารทำความเยน็ ทีม่ สี ถานะแก๊สความดันสงู และ
อุณหภูมิสงู สง่ เขา้ ไปในคอนเดนเซอร์

ทอ่ อดั (Discharge line)

ทอ่ ดดู (Suction line)

รปู ที่ 3.2 แสดงท่อทางดูดและทอ่ ทางอัดของคอมเพรสเซอร์
ที่มา : http://www.sscservices.net, 2558

การแบ่งประเภทของคอมเพรสเซอร์สามารถแบง่ ตามลักษณะโครงสร้างและลกั ษณะการทำงาน ดงั น้ี
3.1.1 แบ่งตามลักษณะโครงสร้าง แบ่งประเภทโดยพิจารณาจากโครงสร้างคอมเพรสเซอร์และอุปกรณ์
ขบั เคล่อื นได้ 3 แบบ คอื

3.1.1.1 คอมเพรสเซอร์แบบเปิด (Open Type Compressor) ตัวขับคอมเพรสเซอรอ์ าจจะเปน็
มอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ตัวคอมเพรสเซอร์ถูกแยกออกเป็นอิสระจากกัน กำลังขับจะถูกส่งผ่านสายพานดัง
แสดงในรูปที่ 3.3 (ก)หรอื เพลาโดยตรง ดังแสดงในรูปท่ี 3.3 (ข) ขอ้ ดีของคอมเพรสเซอรแ์ บบเปิด คือเมื่อมีปัญหา
สามารถแยกเฉพาะส่วนของตวั ขับหรือคอมเพรสเซอร์ที่เสียออกมาซ่อมได้ ข้อเสีย คือหลังจากใช้งานไปแล้วอาจ
เกิดการรั่วของสารทำความเย็น หรือน้ำมันหล่อลื่นที่เพลาขับได้เนื่องจากต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการรั่วที่เพลา
รวมทง้ั ขณะทำงานจะมเี สยี งดังและส้ินเปลืองเนอ้ื ทีม่ าก

(ก) สง่ กำลงั ขับด้วยสายพาน (ข) ส่งกำลงั ขับดว้ ยเพลาโดยตรง

รปู ที่ 3.3 แสดงโครงสรา้ งคอมเพรสเซอร์แบบเปดิ

ทมี่ า : http://www.southernsales.co.uk, 2558

3.1.1.2 คอมเพรสเซอร์แบบกึ่งปิดสนทิ (Semihermetic Compressor) คอื แบบที่ตวั คอมเพรสเซอร์
และตัวขับจะถูกประกอบรวมอยู่ในโครงสร้างเดียวกันโดยใช้สลักเกลียวยึดไว้ ดังนั้นเม่ือเกิดการชำรุดจะสามารถ
ถอดแยกออกตรวจซ่อมไดโ้ ดยโครงสรา้ งไม่เสียหายและเน่อื งจากไมม่ ีการต่อแกนเพลาออกมาภายนอกจงึ ไม่ต้องใช้
อปุ กรณป์ อ้ งกันการร่ัวที่เพลา ดงั แสดงในรูปที่ 3.4

รปู ท่ี 3.4 แสดงโครงสรา้ งของคอมเพรสเซอร์แบบกึง่ ปิดสนทิ
ท่ีมา : https://www.indiamart.com, 2558

3.1.1.3 คอมเพรสเซอร์แบบปิดสนิท (Hermetic Compressor) คือแบบที่ตัวมอเตอร์คอมเพรสเซอร์
และชุดลูกสูบ ถูกประกอบรวมอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน และถูกเชื่อมปิดสนิท ซึ่งมีข้อดีคือ ป้องกันการรั่วได้ดี มี
ขนาดเล็กทำงานได้เงียบ มีความสั่นสะเทือนน้อย จึงนิยมใช้กับเครื่องทำความเย็นขนาดเล็กที่ใช้ในครัวเรือน ดัง
แสดงในรูปท่ี 3.5

รปู ท่ี 3.5 แสดงโครงสรา้ งคอมเพรสเซอรแ์ บบปิดสนทิ
ทีม่ า : http://www.flamefast.co.uk, 2558

3.1.2 การจำแนกคอมเพรสเซอรต์ ามลกั ษณะการอัดไอ
3.1.2.1 คอมเพรสเซอร์แบบลกู สูบ (Reciprocating Type) อาศัยการทำงานของเพลาข้อเหวี่ยงขบั

ลูกสบู ใหเ้ กิดการดูดและการอดั มใี ช้กบั ระบบเครื่องทำความเยน็ ขนาดเล็กต่ำกว่า 1 แรงมา้ ถึงขนาดใหญ่มากกว่า
100 แรงม้าเปน็ แบบท่ีนิยมมากท่สี ุดโดยมโี ครงสรา้ งดังแสดงในรปู ท่ี 3.6

รปู ที่ 3.6 แสดงโครงสร้างภายในคอมเพรสเซอรแ์ บบลกู สูบ
ทีม่ า : https://www.secop.com, 2558

มีหลกั การทำงานคอื ในแตล่ ะกระบอกสูบจะประกอบด้วยชุดของล้ินทางดดู และลนิ้ ทางอดั ซงึ่ ติดอยู่กับวาล์ว
เพลท (Valve Plate) ในขณะที่ลูกสบู เคลื่อนที่ลงในจังหวะดูด ความดันของสารทำความเย็นในกระบอกสูบลดลง
มาก ลิน้ ทางอัดจะถูกปิดโดยแรงอัดของสารทำความเย็นที่อยู่ทางด้านความดนั สูงและล้นิ ทางดูดจะถูกเปิด ดูดเอา
สารทำความเยน็ จากทางดา้ นความดันต่ำผา่ นเข้ามาในกระบอกสูบขณะที่ลกู สบู เคลื่อนท่ีข้ึนในจงั หวะอดั ความดัน
ของสารทำความเยน็ ในกระบอกสูบจะถกู อัดตวั สูงขน้ึ ลนิ้ ทางดูดจะถูกปดิ ดว้ ยแรงอัดที่สูงข้ึนภายในกระบอกสูบนี้
ส่วนลิน้ ทางอัดจะถูกเปิดเพือ่ อัดสารทำความเยน็ ส่งออกไปทางด้านความดนั สงู ของระบบต่อไปดังแสดงในรูปท่ี 3.7
ดังนั้นคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบจึงมีข้อเสียที่มีเสียงดังขณะทำงาน แต่คอมเพรสเซอร์แบบนี้ยังมีข้อดีที่
ประสิทธภิ าพการทำงานดแี ละอายุการใช้งานยาวนาน

(ก) สูบเคล่ือนทล่ี ง (ข) สารทำความเย็นถกู ดดดู เข้ามา (ค) ลูกสูบเคลอ่ื นท่ขี น้ึ (ง) สารทำความเยน็ ถกู อัดออกไป

รูปที่ 3.7 แสดงการทำงานของคอมเพรสเซอร์แบบลกู สูบ
ทม่ี า :httpwww.adv-forward.com, 2558

3.1.2.2 คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี (Rotary Type) เป็นคอมเพรสเซอร์ที่นิยมใช้กันอย่างมาก
โดยเฉพาะเครื่องปรบั อากาศขนาดเลก็ เพราะมปี ระสิทธิภาพการทำงานสูงและใชก้ ระแส ไฟฟา้ นอ้ ยและเครื่องเงียบ
ขณะทำงานเหมาะกับเครือ่ งปรับอากาศขนาดเลก็ ไม่เกิน 36,000 Btu/hr ถา้ ขนาดใหญก่ วา่ นีค้ อมเพรสเซอร์แบบโร
ตารจี ะทำงานได้ไม่ดีเท่าท่ีควรคอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่จะต้องมวี าลว์ กันกลับซึ่งเปน็ ลน้ิ ที่ให้สารทำความเย็นไหล
ผ่านทางเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้สารทำความเย็นสถานะแก๊สความดันสูงและอุณหภูมิสูงที่ถูกอัดออกไปไหล
ย้อนกลบั เข้ามาทค่ี อมเพรสเซอรด์ งั แสดงในรูปท่ี 3.8

รูปที่ 3.8 แสดงคอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่
ที่มา : http://www.grainger.com, 2558

คอมเพรสเซอรแ์ บบโรตารี่มีหลกั การทำงานอาศัยการทำงานของลูกสูบหมนุ เป็นตวั ดดู และอัดสารทำความ
เยน็ โดยอาศยั เพลาขบั แทนเพลาข้อเหว่ยี ง จึงทำให้สามารถทำงานไดเ้ งียบมีความส่ันสะเทอื นน้อยและมีขนาดเล็ก
กว่าแบบลกู สบู แบง่ การทำงานออกเป็น 2 แบบคอื แบบแผ่นใบมดี หมนุ และแบบแผ่นใบมีดอยู่กบั ท่ี

1) แบบใบมีดอยู่กับที่ (Stationary Blade) แบบนี้จะออกแบบให้ใบมีดฝังตัวอยูก่ ับกระบอกสูบขณะที่
ตวั หมุนกวาดสารทำความเย็นหมนุ ห่างออกไปสปรงิ ก็จะดันให้ใบมีดไปชนกับตัวหมนุ ตลอดเวลาเพื่อทำหน้าท่ีเป็น
ตัวกนั้ ห้องดดู และหอ้ งอัดในกระบอกสูบดงั แสดงในรปู ที่ 3.9 (ก)

2) แบบใบมีดเป็นตัวหมุน (Rotary Blade) แบบนี้จะออกแบบใหใ้ บมดี ฝังตัวอยู่ในตวั หมุนกวาดสารทำ
ความเย็นในขณะที่ตัวหมุนกวาดสารทำความเย็นหมุนห่างออกไปสปริงจะดันให้ใบมีดชนกับผนังห้องอัดและ
เคลื่อนทีไ่ ปโดยรอบเพอ่ื ทำหนา้ ทเี่ ป็นตวั กนั้ ห้องดดู และหอ้ งอดั ออกจากกนั
ดงั แสดงในรปู ที่ 3.9 (ข)

(ก) แบบใบมดี อย่กู ับท่ี (ข) แบบใบมดี เปน็ ตวั หมนุ

รูปท่ี 3.9 แสดงการทำงานของคอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่

ทม่ี า : https://www.hartware.de, 2558

3.1.2.3 คอมเพรสเซอร์แบบสโคร์ล (Scroll Compressor) เป็นคอมเพรสเซอร์แบบใหม่ล่าสุดที่ถกู
ออกแบบมาใช้งานในระบบทำความเย็นแบบอัดไอการทำงานประกอบด้วยชนิ้ สว่ น 2 สว่ น คอื สว่ นที่มลี กั ษณะเป็น
ก้นหอยอยู่กบั ที่และสว่ นท่ีเคลื่อนที่ในลกั ษณะเยื้องศนู ย์ โดยไม่มีการเคลื่อนท่ีในลกั ษณะหมุนรอบแกน โดยความ
ดันจะเพิ่มทางภายนอกและถูกอัดเพิ่มมากสุดเมื่ออยู่ที่แกนกลาง ลักษณะเทียบได้เหมือนกับการเคลื่อนไหวของ
พายทุ อร์นาโด ปจั จบุ นั นำมาใช้กับระบบปรับอากาศท่ีใช้ในที่พักอาศัย ในสำนกั งาน รวมทัง้ ปรับอากาศในรถยนต์
เนื่องจากการทำงานมีการเคลื่อนไหวน้อยไม่ต้องใช้ลิ้นทางดูดทางส่ง จึงทำงานได้เรียบแ ละเงียบกว่า ให้
ประสทิ ธิภาพสูงกว่าแบบลกู สูบ ดงั แสดงในรูปท่ี 3.10 และรปู ท่ี 3.11

รูปที่ 3.10 แสดงคอมเพรสเซอรแ์ บบสโครล์
ทม่ี า : www.lanhoe.com.my, 2558

รูปที่ 3.11 แสดงขน้ั ตอนการทำงานของคอมเพรสเซอร์แบบสโคร์ล
ทม่ี า : http://canacopegdl.com, 2558

3.1.2.4 คอมเพรสเซอร์แบบสกรู (Screw Type) ทำงานโดยหลักการของสกรู 2 ตัวคือสกรตัวเมีย
และสกรตู วั ผู้ โดยสกรูตัวเมยี จะอาศยั ช่องเกลียวเปน็ ที่เก็บสารทำความเยน็ สว่ นสกรูตวั ผจู้ ะใช้สนั เกลียวรีดสารทำ
ความเย็นออกตามแกนของสกรทู ้ังสองดังแสดงในรูปท่ี 3.12 การทำงานของคอมเพรสเซอร์แบบสกรูต้องใชม้ นั หล่อ
ล่นื ทำหนา้ ท่ีปอ้ งกันการรว่ั ระหวา่ งชอ่ งว่างของเกลียวทัง้ สองขณะทำงานจึงทำให้มนี ้ำมนั หล่อลื่นออกไปกับสารทำ
ความเย็นจำนวนมากที่ทางออกของคอมเพรสเซอร์แบบสกรู จึงจำเป็นต้องติดอุปกรณ์แยกน้ำมันหล่อลื่นไว้ด้วย
เสมอ

รูปท่ี 3.12 แสดงคอมเพรสเซอรแ์ บบสกรู
ทีม่ า : http://img.directindustry.com, 2558

3.1.2.5 คอมเพรสเซอร์แบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal type) ทำงานโดยอาศัยใบพัด
หมุนด้วยความเร็วรอบสูงประมาณ 3,000 ถึง 18,000 รอบ/นาที ใช้กับเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ 250 ถึง
1,000 ตนั ดังแสดงในรูปท่ี 3.13 คอมเพรสเซอรแ์ บบแรงเหว่ียงหนีศนู ยก์ ลางทำงานท่คี วามดันต่ำมากจึงเหมาะท่ี
จะใช้กับสารทำความเยน็ ทีม่ ีจุดเดอื ดสูง เช่น R-11หรือ R-123 ภายใต้ความดันบรรยากาศจะมีจดุ เดือดที่ 74.8๐F
และ 82๐F ตามลำดับ ระบบปรับอากาศที่ใชใ้ นห้างสรรพสินค้าหรืออาคารที่ทำการขนาดใหญ่จะใช้เป็นระบบชิล
เลอร์ และใชส้ ารทำความเย็น R-11
โดยจะทำงานที่ความดันด้านทางดดู ประมาณ 12-18 นิ้วปรอทต่อตารางนิว้ ซง่ึ เป็นความดนั ในการทำงานที่ต่ำมาก
เม่อื เปรียบเทียบกับคอมเพรสเซอร์แบบอื่น ๆ

รปู ที่ 3.13 แสดงคอมเพรสเซอร์แบบแรงเหวี่ยงหนีศนู ยก์ ลาง
ที่มา : http://www.chillerinnovations.com, 2558

3.1.2.6 คอมเพรสเซอร์ชนิดสวอชเพลท (Swash Plate Compresser) โครงสร้างของคอมเพรสเซอร์
ชนิดสวอชเพลทประกอบด้วยกระบอกสูบห้ากระบอก มีสวอชเพลทเป็นเพลทเอียง หมุนกวาดให้ลูกสูบทั้งห้า
กระบอกทำหน้าที่ดูดอดั สารทำความเยน็ ในสถานะแก๊สให้มีแรงดนั และอุณหภูมิสูงขนึ้ คอมเพรสเซอร์ชนิดนี้ไม่มี
เพลาข้อเหวี่ยงเป็นตัวช่วยให้ลูกสูบเคล่ือนที่ในกระบอกสูบ แต่จะใช้เพลททำหน้าทแ่ี ทน ในขณะที่แกนเพลาของ

คอมเพรสเซอร์หมุนเพลทเอียงถูกหมุนตามไปด้วยซึ่งมีผลทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่กลับไปกลับมาภายในกระบอกสบู
เกิดการดูดและอัดสารทำความเย็นเช่นเดียวกับคอมเพรสเซอร์ชนิดลูกสูบคอมเพรสเซอร์ชนิดนี้นิยมใช้ในระบบ
เครอ่ื งปรับอากาศรถยนต์ ดงั แสดงในรูปที่ 3.14

รูปที่ 3.14 แสดงคอมเพรสเซอรส์ วอชเพลท
ที่มา :http:// grabcad.com , 2558

3.2 คอนเดนเซอร์ (Condenser)
เป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญอีกอันหน่ึงของระบบเครื่องทำความเย็นซึ่งทำหน้าที่ให้สารทำความเย็นทำความ

เย็นในสถานะแก๊สที่มีความดนั สูงและอุณหภมู ิสงู ท่ถี ูกอดั ส่งมาจากคอมเพรสเซอร์ เพ่อื ใหส้ ารทำความเยน็ กล่ันตัว
เป็นสารทำความเย็นเหลวในคอนเดนเซอร์ด้วยการระบายความร้อนออกแ ต่ยังมีความดันและอุณหภูมิสูงอยู่
คอนเดนเซอร์สามารถจำแนกประเภทได้ 2 ลกั ษณะคือ จำแนกตามวธิ ีของการระบายความร้อน และตามลักษณะ
โครงสรา้ ง

3.2.1 การจำแนกคอนเดนเซอรต์ ามวธิ ขี องการระบายความร้อนสามารถแบง่ ได้ 3 แบบ คอื
3.2.1.1 คอนเดนเซอรแ์ บบระบายความร้อนดว้ ยอากาศ (Air Cooled Condenser) เปน็

คอนเดนเซอร์ท่ใี ช้อากาศในการระบายความร้อนมที ง้ั แบบใช้อากาศธรรมชาติและแบบทีใ่ ช้พัดลมช่วยดังแสดงใน
รปู ท่ี 3.15

ท่อเหล็ก ทอ่ ทองแดง
ลวดเหลก็ แผน่ อลูมิเนียม

รูปที่ 3.15 แสดงคอนเดนเซอร์ชนิดระบายความรอ้ นดว้ ยอากาศ
ทม่ี า : http://www.resourcefulus.com, 2558

3.2.1.2 คอนเดนเซอร์แบบระบายความร้อนดว้ ยน้ำ (Water Cooled Condenser) นิยมใช้กับเครือ่ งทำ
ความเย็นขนาดต้งั แต่ 1 แรงม้า ขน้ึ ไป เป็นแบบท่ใี ชน้ ้ำเป็นตัวหล่อเย็น ดงั แสดงในรูปที่ 3.16

สารทาความเยน็ สถานะแกส๊

น้า
ร้อน

น้าเยน็

สารทาความเยน็ สถานะ

ของเหลว รปู ท่ี 3.16 แสดงการระบายความร้อนดว้ ยน้ำ

ท่มี า : https://www.youtube.com, 2558

3.2.1.3 คอนเดนเซอรแ์ บบระบายความร้อนด้วยน้ำและอากาศ หรือที่เรียกว่าการระบายความรอ้ น
แบบระเหย (Evaporative Condenser) คอนเดนเซอร์แบบนี้มีวิธีการถ่ายโอนความร้อนด้วยอากาศและการ
ระเหยตัวของน้ำดังแสดงในรูปที่3.17 แสดงการไหลผ่านอากาศและสเปรย์น้ำฉีดให้เป็นละอองผ่านขดท่อของ
คอนเดนเซอร์ที่สารทำความเย็นไหลผ่าน ขณะเดียวกันพัดลมจะดูดให้อากาศไหลสวนทางกับน้ำที่สเปรย์ฉีดลง
เครื่องสูบน้ำจะสูบน้ำจากอ่างรับน้ำตอนล่างของคอนเดนเซอร์ส่งไปสู่หัวสเปรย์แล้วพ่นกลับลงมาอีกคร้ัง
คอนเดนเซอร์แบบนี้น้ำและอากาศจะถ่ายโอนและรับเอาความร้อนออกมาจากสารทำความเย็นในคอนเดนเซอร์
ความรอ้ นสว่ นหนึง่ ถูกใช้เป็นความรอ้ นเพื่อเพ่ิมอุณหภูมใิ ห้น้ำกับอากาศและอกี สว่ นก็ถูกใช้เพ่ือการระเหยตัวของน้ำ
ดังนั้นจึงต้องใหค้ วามสำคัญท้ังอากาศและน้ำท่ีเป็นตัวกลางชว่ ยระบายความร้อน ปริมาณน้ำฉีดพ่นลงให้ไหลอาบ
ทัว่ คอนเดนเซอร์ และจะต้องใหม้ ปี ริมาณเพยี งพอที่จะทำให้ผวิ ทอ่ ของสารทำความเย็นเปยี กชุ่มอยู่ตลอดเวลาเพื่อ
ประสิทธภิ าพการถ่ายโอนความร้อนสูงสดุ อากาศที่ไหลมาจากภายนอกจะถูกดูดเขา้ ทางดา้ นข้างตอนลา่ งด้วยพดั
ลมซึ่งเป่าออกทางตอนบนดังน้ันความสามารถการระบายความร้อนของคอนเดนเซอร์แบบระเหยจะเพิ่มขึ้ นตาม
ปริมาตรของอากาศทีไ่ หลเวียนผ่านคอนเดนเซอร์

รูปท่ี 3.17 แสดงคอนเดนเซอรแ์ บบระเหย
ที่มา : https://www.youtube.com, 2558

3.2.2 จำแนกคอนเดนเซอรต์ ามลกั ษณะโครงสร้าง (Type of Construction)
3.2.2.1 คอนเดนเซอร์ชนิดท่อและครีบ (Fin and Tube Condenser) เป็นชนิดระบายความร้อน

ด้วยอากาศ ทำจากท่อทองแดงรูปตัวยูมีแผ่นอลูมิเนียมบางๆอัดเป็นครีบช่วยเพิ่มพื้นทีร่ ะบายความร้อนมขี ้อดีคอื
ระบายความร้อนดี ประสิทธภิ าพสงู กวา่ แบบท่อเปลือย นยิ มใชใ้ นตู้เยน็ เครื่องปรับอากาศขนาดเลก็ ตามที่พักอาศัย
จนถงึ ขนาดใหญท่ ่วั ไป ทำความสะอาดง่าย การใชง้ านตอ้ งใชพ้ ดั ลมช่วยระบายความร้อน ดงั แสดงในรูปท่ี 3.18

รูปที่ 3.18 แสดงคอนเดนเซอร์ชนิดทอ่ และครบี
ทีม่ า : http://www.air-conditioner-selection.com, 2558

3.2.2.2 คอนเดนเซอร์ชนดิ ทอ่ สองชน้ั (Double Tube Condenser) เป็นชนดิ ระบายความร้อนด้วย
นำ้ ประกอบดว้ ยท่อ 2 ท่อ ทอ่ ช้นั ในเปน็ ท่อนำ้ ทอ่ ชน้ั นอกเปน็ ท่อสารทำความเย็น โดยทิศทางการไหลของน้ำและ
สารทำความเย็นจะไหลสวนทางกนั เพ่อื ให้มีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างนำ้ และสารทำความ
เย็นที่ดี ดังแสดงในรูปที่ 3.19 ข้อดีคือโครงสรา้ งง่าย อุปกรณ์ประกอบน้อย ราคาถูกนิยมใช้กับเครือ่ งปรับอากาศ
เพื่อการพาณชิ ย์ ขอ้ เสยี คอื ทำความสะอาดภายในทอ่ ยาก น้ำทใ่ี ชใ้ นระบบต้องสะอาด

รูปท่ี 3.19 แสดงคอนเดนเซอร์ชนิดทอ่ สองช้นั
ทมี่ า :

http://www.sealfaqs.com, 2558

3.2.2.3 คอนเดนเซอร์ชนิดเปลือกและท่อ (Shell and Tube Condenser) ดังแสดงในรูปที่ 3.20
และชนิดเปลือกและขดท่อ (Shell and Coil Condenser) ดังแสดงในรูปที่ 3.21 เป็นชนิดระบายความร้อนดว้ ย
น้ำ ประกอบดว้ ยเปลือกนอก และมที ่อเลก็ สอดอยภู่ ายใน ข้อดีคอื ขนาดเลก็ เหมาะสำหรบั ติดตัง้ ในอาคาร เมื่อท่อ
สกปรกสามารถเปิดฝาล้างได้นิยมใช้กับเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้ในอาคารสำนักงาน โรงแรม
หา้ งสรรพสนิ ค้าทัว่ ไปข้อเสียคือต้องเลอื กใช้น้ำท่ีมคี ณุ ภาพดี

สารทาความเยน็ สถานะแก๊ส
น้า
ร้อน
น้าเยน็

สารทาความเยน็ สถานะ

ของเหลว รูปท่ี 3.20 แสดงคอนเดนเซอรช์ นิดเปลือกและท่อ
ทมี่ า :https://www.youtube.com, 2558

รปู ท่ี 3.21 แสดงคอนเดนเซอร์ชนดิ ชนดิ เปลือกและขดท่อ
3.3 เครื่องระเหย (Evaporator)

ทำหน้าที่รับสารทำความเย็นสถานะของเหลวความดันต่ำและอุณหภูมติ ่ำจากอุปกรณ์ควบคุมสารทำความ
เย็นในขณะท่สี ารทำความเยน็ ไหลผา่ นเครื่องระเหยก็จะถูกสารทำความเย็นดดู ความร้อนจากบริเวณรอบๆ เพื่อใช้
ในการเปลี่ยนสถานะเป็นสารทำความเย็นสถานะแก๊สความดันตำ่ และอุณหภูมิต่ำทำให้บริเวณใกลเ้ คียงเกิดความ
เย็นขึ้นก่อนจะส่งต่อไปยังท่อดูดของคอมเพรสเซอร์ต่อไป เครื่องระเหยสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะคือ
จำแนกตามวิธกี ารป้อนสารทำความเยน็ และตามลักษณะโครงสร้าง

3.3.1 การจำแนกเครื่องระเหยตามวิธีการป้อนสารทำความเย็น (Methods of Refrigerant Feed)
สามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 แบบคือ

3.3.1.1 เครื่องระเหยแบบแห้ง (Dry Expansion Evaporator) ปริมาณของสารทำความเย็นจะถูก
ป้อนเข้าไปในเครื่องระเหยและจะถูกจำกัดปริมาณให้เดือดกลายเป็นแก๊สหรือไอให้หมดก่อนเข้าสู่คอมเพรสเซอร์
เป็นแบบที่ให้ประสิทธิภาพต่ำแต่มีข้อดีคือออกแบบง่ายอุปกรณ์ประกอบน้อย ใช้สารทำความเย็นน้อย ราคาถูก
นยิ มใช้กับเครอื่ งทำความเย็นและปรบั อากาศทัว่ ไป

3.3.1.2 เครื่องระเหยแบบเปียก (Flooded Evaporator) แบบนี้จะมีถังทำหน้าที่สะสมของเหลวเพ่ือ
จา่ ยใหก้ บั เคร่ืองระเหยและรับของเหลวที่เดือดกลายเปน็ ไอหรือแก๊สไม่หมดกลับเข้าถังโดยส่วนท่ีเป็นไอจะถูกแยก
เข้าสู่คอมเพรสเซอร์ต่อไป การจ่ายสารทำความเย็นเหลวเข้าเครื่องระเหยจะอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกระดับ
ของเหลวจะท่วมแชใ่ นเคร่อื งระเหยตลอดเวลาโดยมีลูกลอยเปน็ ตวั รกั ษาระดับของเหลวทำให้ประสทิ ธภิ าพของการ
ความเยน็ สูง เชน่ ทใี่ ชใ้ นเคร่อื งปรับอากาศระบบชลิ เลอร์ซึ่งใชค้ อมเพรสเซอร์แบบแรงเหวยี่ งหนีศนู ย์กลาง

3.3.2 การจำแนกเคร่ืองระเหยตามลกั ษณะโครงสรา้ ง (Type of Construction)
เครื่องระเหยที่ใช้งานทั่วไปจะมีโครงสร้างแตกต่างกันตามความเหมาะสมกับลักษณะงานที่ใช้ มีตั้งแต่

แบบที่ใชก้ บั ต้เู ย็น ตู้แช่ หรอื หอ้ งเย็นเลก็ ๆ ทั่วไป มโี ครงสร้างงา่ ย คือ ใช้เป็นแบบทอ่ เปลือย หรือแบบแผ่น นิยมใช้
กับตเู้ ยน็

3.3.2.1 เครื่องระเหยชนิดท่อและครีบ (Finned Tube Evaporator) มีโครงสร้างและหลักการ
ทำงานเหมือนคอนเดนเซอร์ คือมีท่อและครีบอลมู ิเนียมแผ่นบางเป็นโครงสรา้ งหลักในการเพิม่ พื้นที่ทำหน้าท่เี ป็น
อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนโดยการดูดความร้อนเข้ามาเพื่อทำให้สารทำความเย็นเหลวเดือดเปลี่ยนสถานะ
กลายเป็นแก๊สแรงดนั ตำ่ อุณหภมู ติ ำ่ ดังแสดงในรปู ท่ี 3.22

รปู ที่ 3.22 แสดงโครงสร้างของเครอื่ งระเหยชนิดท่อและครีบ
ทีม่ า : http://image.made-in-china.com, 2558

3.3.2.2 เครอื่ งระเหยชนดิ เปลือกและท่อ (Shell and Tube Evaporator) จะมีรปู รา่ งโครงสรา้ งและ
หลักการทำงานเหมือนกับท่ีใช้เป็นคอนเดนเซอร์ นิยมใช้กับระบบปรับอากาศแบบชิลเลอร์ โดยเรียกเครื่องระเหย
ชนดิ นีว้ ่าเป็นแบบชิลเลอร์ มที งั้ แบบเปียกและแห้ง

รปู ที่ 3.23 แสดงโครงสรา้ งของเครอ่ื งระเหยชนิดเปลอื กและท่อ
ท่ีมา : http://article.sciencepublishinggroup.com, 2558

3.4 อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็น (Refrigerant Control)
อุปกรณค์ วบคมุ สารทำความเยน็ เป็นอุปกรณ์หลักที่ทำหน้าท่ีควบคุมความดันและปรมิ าณการไหลของสารทำ

ความเยน็ กอ่ นท่ีผ่านเขา้ ยังเคร่อื งระเหย ให้มีความดนั ตำ่ ลงจนสามารถเดือดเปลยี่ นสถานะเป็นแกส๊ ได้ท่ีอุณหภูมิต่ำ
ๆ ในเครอื่ งระเหยการเลือกใช้อุปกรณ์ควบคมุ สารทำความเย็นกบั ระบบเคร่อื งทำความเย็นและปรบั อากาศชนิดใด
ชนิดหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหลายประการ เช่นเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศที่ใช้กับงานที่มีการ
เปลี่ยนแปลงค่าของปรมิ าณความร้อนตลอดเวลา ควรใช้อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนดิ หน่ึง ส่วนเครื่องทำ
ความเย็นและปรับอากาศที่ใช้กับงานที่มีปริมาณความร้อนมีการเปลี่ยนแปลงน้อยอาจใช้ อุปกรณ์ควบคุมสารทำ
ความเย็นอีกชนิดหนึ่งที่ทำงานได้อย่างเหมาะสมและมีราคาถูกกว่า ดังนั้น จึงต้อง ศึกษาการทำงานของอุปกรณ์
ควบคมุ สารทำความเย็นแตล่ ะชนดิ ให้ชัดเจน อุปกรณค์ วบคุมสารทำความเยน็ สามารถแบง่ ออกได้ 7 ชนดิ ดงั นี้

3.4.1 อปุ กรณค์ วบคมุ สารทำความเยน็ เอ็กแพนชนั่ วาลว์ ชนิดปรับด้วยมือ (Hand Expansion
Valve)

อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นเอ็กแพนชัน่ วาลว์ ชนิดปรับด้วยมือ เป็นชนดิ ที่ต้องใชค้ นควบคุมปรับวาล์วให้
เปดิ กว้างมากหรือนอ้ ย เพอ่ื ให้สารทำความเยน็ ในระบบจากท่อพกั สารทำความเย็นไหลผ่านได้มากหรอื นอ้ ย ซึง่ อตั ราการ
ไหลของสารทำความเย็น ข้ึนกบั คา่ ความดนั ทีแ่ ตกต่างกันระหว่างความดันสูงและความดนั ต่ำของระบบ ซึ่งถ้าความ
แตกต่างของความดันระหว่างด้านความดนั สงู กับด้านความดันต่ำ ของระบบไมเ่ ปลีย่ นแปลงแล้ว อตั ราการไหลของสาร
ทำความเย็นทผ่ี า่ นอปุ กรณค์ วบคุมสารทำความเยน็

เอ็กแพนชนั่ วาล์วจะคงท่ีตลอดเวลา เม่ือความร้อนท่ีเคร่อื งระเหยเพ่มิ ข้ึนต้องเปิดอปุ กรณค์ วบคุม สาร

ทำความเย็นเอ็กแพนชั่นวาล์วให้กว้างขึน้ เพื่อให้สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าเครื่องระเหยมากขึ้น เมื่อ

ความร้อนลดลงต้องปรับอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นเอ็กแพนชั่นวาล์วให้แคบลงเพือ่ ลดปรมิ าณสารทำความเยน็ ท่ี

ไหลผ่านเข้าเครื่องระเหยให้น้อยลง อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นเอ็กแพนชั่นวาล์วชนิดปรับด้วยมือเหมาะกับ

เครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ ๆ ในปัจจุบันอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นเอ็กแพนชั่นวาล์วชนิดปรับด้วยมือ

นิยมใช้เป็นชุดสำรองสำหรับระบายสารทำความเย็น จากรูปที่ 3.24 (ก)แสดงลักษณะโครงสรา้ งภายนอกของอุปกรณ์

ควบคมุ สารทำความเย็นเอก็ แพนช่ันวาล์วชนิดปรับดว้ ยมือ และรูปที่ 3.24 (ข) แสดงโครงสรา้ งภายในของอุปกรณ์

ควบคมุ สารทำความเยน็ เอ็กแพนชัน่ วาลว์ ชนิดปรับด้วยมือ

เขา้ เคร่ืองระเหย

ตอ่ มาจาก

(ก) แสดงโครงสรา้ งภายนอก คอ(ขน)เดแนสเซดองโรค์ รงสร้างภายใน
รูปที่ 3.24 แสดงอปุ กรณค์ วบคุมสารทำความเยน็ ชนิดปรบั ด้วยมอื
ทมี่ า : http://www. www.swepne, 2558

3.4.2 อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดออโตเมติกเอ็กแพนชั่นวาล์ว ( Automatic
ExpansionValve) หรือ A.E.V.

อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดออโตเมติกเอ็กแพนชั่นวาล์ว หรือ A.E.V.ทำงานโดยอาศัย
แรงดันต้านของสารทำความเย็นภายในเครื่องระเหยกับแรงดันของสปริงในตัว A.E.V. เมื่ออุณหภูมิมีการ
เปลี่ยนแปลงแรงดันในเครื่องระเหยจะเปลี่ยนแปลงตามทำให้สามารถควบคุมการไหลขอสารทำความเย็นเข้าเครื่อง
ระเหยได้ มีโครงสร้างภายนอกดงั แสดงในรปู ท่ี 3.25 (ก) และโครงสรา้ งภายในดังแสดงในรูปที่ 3.25 (ข)

(ก) แสดงโครงสรา้ งภายนอก (ข) แสดงโครงสร้างภายใน

รปู ที่ 3.25 แสดงอปุ กรณ์ควบคมุ สารทำความเย็นชนิดออโตเมตกิ เอก็ แพนช่นั วาล์ว
ทม่ี า : http://neilorme.com, 2558

หลักการทำงานของ A.E.V. ในขณะทีเ่ ครื่องทำความเยน็ ไม่ทำงาน ล้ินของ A.E.V. จะปดิ เพราะความดันดัน
ในเครื่องระเหยสูงและสามารถชนะความดันของสปริง เมื่อเริ่มทำงานแรงดัน ในเครื่องระเหยลดต่ำลงอย่างรวดเร็วทำให้
แรงดันในเคร่ืองระเหยตำ่ กว่าแรงดนั ของสปริงวาวล์ A.E.V. จะเปดิ ตลอดเวลาจนกระท่ังระบบทำความเยน็ ถึงอุณหภูมิที่
ตอ้ งการ

3.4.2.1 ข้อดีของการใช้ A.E.V.
1) ป้องกันการเกดิ น้ำแข็งจับที่เครื่องระเหย การใช้ A.E.V. ในระบบเครื่องเย็นทำให้แรงดันภายใน
เคร่อื งระเหยคงท่ี ดังนัน้ จงึ เป็นการปอ้ งกนั ไมใ่ ห้เกิดฟรอสไลน์ หรอื หิมะน้ำแข็ง
2) สารทำความเย็นทีฉ่ ีดออกจาก A.E.V. ไม่มโี อกาสทว่ มหรือสะสมอย่ใู นเครื่องระเหย
3) ป้องกนั ไม่ใหก้ ระแสสงู มากในมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ เนื่องจากในขณะที่เครอ่ื งทำงาน
4) ความดนั ทเี่ คร่อื งระเหยคงที่ ทำใหม้ อเตอร์คอมเพรสเซอร์กนิ กระแสตามปกติ

3.4.2.2 ข้อเสียของการใช้ A.E.V.
1) ไมส่ ามารถนำไปใชก้ ับระบบเครือ่ งทำความเย็นและปรับอากาศท่ีทำงานดว้ ยความดนั ตำ่ ได้
2) เพราะการทำงานของ A.E.V. ขนึ้ อยกู่ ับความดันในเครอื่ งระเหย
ถ้ามอี ุณหภมู หิ รือสงิ่ ของทต่ี ้องการให้เย็นมากขน้ึ ในทันที ลิน้ ของ A.E.V. จะปิดทำใหส้ ารทำความเยน็ ไหลผา่ นได้น้อย
ในขณะเดียวกันถา้ อณุ หภมู ิหรอื ส่ิงของท่ีต้องการให้เยน็ มีนอ้ ยเกินไป สารทำความเยน็ จะท่วมเครื่องระเหย อาจทำให้
คอมเพรสเซอรเ์ สยี หายไดจ้ ากข้อจำกัดของ A.E.V. จงึ ไม่นยิ มใช้กบั เครอื่ งทำความเย็นและปรบั อากาศทม่ี ีขนาดใหญ่นิยม
ใช้ในเครื่องทำความเย็นขนาดเลก็ เช่น ตู้เย็น และตู้แช่ตำแหน่งการติดต้ังของ A.E.V. ติดตั้งอยูร่ ะหวา่ งท่อสารทำ

ความเย็นท่ีเป็นของเหลว และทางเขา้ เครื่องระเหย การต่อท่อสารทำความเยน็ มีทิศทางบอกไว้ทต่ี วั A.E.V. ทางเข้าจาก
ท่อสารทำความเยน็ เหลว ส่วนทางออกของ A.E.V. จะต่อเขา้ เครอ่ื งระเหย ดังแสดงในรปู ที่ 3.26

รูปท่ี 3.26 แสดงตำแหนง่ การตดิ ตง้ั ออโตเมติกเอ็กแพนชั่นวาล์ว
ท่มี า : http://www.ref-wiki.com/home/159/32079-automatic-expansion-valve-aev.html, 2558

3.4.3 อปุ กรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดเทอรโ์ มสแตติกเอก็ แพนชนั่ วาล์ว
(Thermostatic Expansion Valve) หรอื T.E.V.

หรือ T.E.V. เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานโดยใช้อุณหภูมิและความดันภายในเครื่องระเหยเป็นตัวควบคุมการ
เปิด-ปิด วาล์ว เพื่อฉีดสารทำความเย็นเข้าไปเดือดในเครื่องระเหย ปริมาณสารทำความเย็นที่เข้าไปเดือดในเครื่อง
ระเหยจะมีปรมิ าณมากนอ้ ยเพียงใดขึ้นอยกู่ ับอุณหภมู ิของเครอื่ งระเหยถ้าอุณหภูมิของเคร่ืองระเหยสูงวาลว์ จะเปิดให้
สารทำความเย็นเข้าไปเดือดในเครือ่ งระเหยได้มาก เมื่ออุณหภูมิของเคร่อื งระเหยลดต่ำลงวาล์วจะปิดแคบลง สารทำ
ความเย็นจะไหลเข้าได้น้อย ถ้าอุณหภูมิของเครื่องระเหยต่ำลงมาก ๆ วาล์วจะปิดสารทำความเย็นไม่สามารถไหล
ผา่ นได้ อุณหภมู ิในเครือ่ งระเหยจะลดลงเพราะถกู สารทำความเยน็ ดูดเอาความรอ้ นเข้าไปช่วยใหต้ ัวมันเองเดือด สาร
ทำความเย็นที่เดือดกลายจะเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊สหรือไอแล้วจะถูกคอมเพรสเซอร์ดูดกลับไปทางท่อดูด ทำให้
ปรมิ าณสารทำความเย็นในเคร่ืองระเหยน้อยลง อณุ หภูมใิ นเครอ่ื งระเหยจะสงู ขึ้นและทำใหอ้ ุณหภมู ิในหางกระเปาะ
สูงขึ้นด้วย สารทำความเย็นจะสามารถไหลเข้าเครื่องระเหยได้อีกครั้งโครงสร้างภายนอกของเทอร์โมสแตติกเอ็ก
แพนช่ันวาล์ว ดงั แสดงในรปู ท่ี 3.27

รปู ที่ 3.27 แสดงโครงสรา้ งภายนอกของเทอร์โมสแตตกิ เอก็ ซ์แพนช่ันวาลว์
ที่มา : http://www.emersonclimate.com, 2558

รูปที่ 3.28 แสดงโครงสร้างภายในของอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดเทอร์โมสแตติกเอ็กซ์แพนช่ัน
วาล์ว หลักการทำงานของวาล์วควบคุมแบบเทอรโ์ มสแตติกเอ็กแพนชั่นวาล์วจะอาศยั ความดัน 3 ตัวคือ

1) ความดันท่ีกระเปาะ (Bulb Pressure) หรือ P1 เป็นความดันทเี่ กิดจาก
การยืดและขยายตวั อันเนือ่ งมาจากอุณหภูมทิ ่ีเครื่องระเหยมีการเปล่ียนแปลงสูงขึ้นและต่ำลง แรงดันน้ีเกิดจากการ
นำกระเปาะไปยึดแนบสัมผัสติดกับท่อสารทำความเยน็ ด้านทางออกของเครือ่ งระเหย ความดนั ท่กี ระเปาะน้ีจะทำให้
วาลว์ เปิด

2) ความดันภายในเครื่องระเหย (Evaporator Pressure) หรือ P2 ซึ่งเกิดจากการเดือดของสารทำความ
เย็นในเครอื่ งระเหย ความดนั นีจ้ ะทำให้วาล์วปิด

3) ความดันของสปริง (Spring Pressure) หรือ P3 โดยความดันนี้สามารถปรับแต่งให้มากน้อยได้ และ
เปน็ ความดนั ให้วาลว์ ปิด

รปู ท่ี 3.28 แสดงโครงสร้างภายในเทอรโ์ มสแตติกเอ็กซแ์ พนช่ันวาล์ว
ท่มี า :http://www.emersonclimate.com, 2558

จากหลกั การทำงานของเทอร์โมสแตติกเอ็กซแ์ พนชัน่ วาลว์ จะควบคุมเปิดปิดวาลว์ โดยใช้ความดัน ที่ได้จาก
ความดนั ทั้งสามสว่ นด้วยกัน สามารถเขยี นการแสดงคา่ ความสมดลุ ได้ดังนี้ P1 = P2 + P3
(ถ้า P1มากกว่า P2 + P3 วาล์วจะเปดิ ถ้า P1น้อยกว่า P2 + P3วาล์วจะปิด)

รูปที่ 3.29 แสดงความดันท่ีใชใ้ นการ เปดิ ปิด วาลว์ เทอร์โมสแตติกเอ็กซแ์ พนช่นั วาล์ว

จากรูปที่ 3.29 เมื่อระบบเครื่องทำความเยน็ เริ่มทำงานคอมเพรสเซอร์จะเริ่มดูดสารทำความเย็นในเคร่อื ง
ระเหยกลับมายังคอมเพรสเซอร์ส่งผลให้ความดันในเครือ่ งระเหยต่ำลง (P2) เทอร์โมสแตติกเอ็กซ์แพนชัน่ วาลว์ จะ
เปิดวาล์ว เปน็ ผลมาจากความดันของกระเปาะสูงขึน้ (P1) ทำให้ความดันมากกวา่ ความดันของ P2 รวมกบั P3 วาลว์ จึง
ถูกดันให้เคลื่อนที่ลง เมื่อสารทำความเย็นไหลเข้าเครื่องระเหยได้แล้วจะทำให้ความดันในเครื่องระเหยสูงขึ้นใน
ขณะเดียวกันสารทำความเย็นจะดูดซับความร้อนรอบ ๆ เครื่องระเหยเขา้ มาสารทำความเย็นจะเดือดเปลี่ยนสถานะ
เป็นแก๊สแรงดันต่ำอุณภูมิต่ำส่งผลให้อุณหภูมิบริเวณท่อทางออกของเครื่องระเหยต่ำลงด้วย ความดันกระเปาะจะ
ลดลงทำให้ P1มีความดันน้อยกว่า P2 + P3 วาล์วก็จะปิด ดังนั้นเทอร์โมสแตติกเอ็กซ์แพนชั่นวาล์วจะเปดิ ปิดวาลว์
ซำ้ ๆ ตลอดเวลาโดยความถี่ในการ เปิดปิดวาล์ว ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของโหลดของระบบเครื่องความ
เย็น เทอร์โมสแตตกิ เอ็กซ์แพนชัน่ วาลว์ สามารถแบ่งตามลกั ษณะโครงสร้างได้ 2 ชนดิ คอื
3.4.3.1 วาล์วควบคุมด้วยความร้อนแบบสมดุลภายใน (Internal Equalizer Thermostatic Expansion Valve) หรือ
I.T.E.V. จะมโี ครงสร้างภายนอก ดงั แสดงในรปู ที่ 3.30

รปู ท่ี 3.30 แสดงโครงสร้างภายนอกของวาล์วควบคุมด้วยความรอ้ นชนิดสมดุลภายใน

(ก) แสดงสภาวะจุดสมดุลของแรงดนั P1 = P2+ P3

(ข) แสดงสภาวะวาลว์ เปิด P1>P2 + P3
(ค) แสดงสภาวะวาล์วปิด P1< P2 + P3
รปู ที่ 3.31 แสดงการทำงานของวาล์วควบคุมด้วยความรอ้ นชนิดสมดุลภายใน

ทม่ี า : http://www.ucompinc.com/wp-content/themes/united/images/2012/10/ADP-TXV.pdf,
2562

(ก)

(ข)

รูปที่ 3.32 แสดงค่าความสมั พันธ์ระหว่างแรงดนั กับอุณหภูมิสารทำความเย็น R-134a

จากรูปที่ 3.31 (ก) เป็นวงจรทางกลของระบบเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็น R-134a และใช้อุปกรณ์
ควบคมุ สารทำความเย็นแบบ วาลว์ ควบคุมดว้ ยความรอ้ นแบบสมดุลภายใน โดยมกี ระเปาะยึดตดิ บริเวณท่อทางออกของ
เครื่องระเหย (ท่อทางดูด) โดยมีเข็มขัดรัดติดแน่น ซึ่งกระเปาะมีหน้าที่เป็นตัวรบั อุณหภูมิของสารทำความเย็นที่เดือด
ระเหยแล้วจากเคร่ืองระเหย จากรปู แรงดนั ของสปริง (P3) มคี ่าเท่ากับ 10.4 ปอนดต์ อ่ ตารางน้ิว แรงดนั ในเคร่ืองระเหย
(P2) มีค่าเทา่ กบั 35 ปอนดต์ อ่ ตารางน้ิว

ดังนัน้ จาก P1 = P2 + P3
P1 = 35+ 10.4
P1 = 45.4 ปอนด์ตอ่ ตารางนวิ้

การหาซุปเปอร์ฮีท (ความร้อนยวดย่ิง) และแรงดนั สมดุล ซึง่ เปน็ ตำแหน่งท่ีวาล์วเปิดคงที่ทำให้สารทำความเย็น
ไหลผ่านเข้าเครื่องระเหยสม่ำเสมอ สมมุติว่าที่เครื่องระเหยไม่มีแรงดันตกโดยมีแรงดันเท่ากันตลอด 35 ปอนด์ต่อ
ตารางน้ิวอุณหภูมิสารทำความเย็น R-134a จะมีค่าเท่ากับ 40 F (ดูไดจ้ ากค่าความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับอุณหภูมิ
สารทำความเย็น R-134a ในรูปที่ 3.32 (ก) และจุดที่กระเปาะยึดติดอยูม่ อี ุณหภูมิ 50 F จุดนี้จะมีแรงดัน 45.4 ปอนด์
ต่อตารางนิ้ว (ดูได้จากค่าความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันกับอุณหภูมิสารทำความเย็น R-134a ในรูปที่ 3.32 (ข) ซึ่งจุดท่ี

กระเปาะยดึ ติดอย่นู ้ีเป็นท่อที่ต่อระหว่างเคร่อื งระเหยกับคอมเพรสเซอร์ ระหวา่ งทสี่ ารทำความเย็นทรี่ ะเหยแลว้ ไหลกลับ
เข้าคอมเพรสเซอร์จะมีอุณหภูมิจากภายนอกเข้ามาผสมทำให้อุณหภูมิของสารทำความเย็นสูงขึ้น เรียกว่า ความร้อน
ยวดยิ่งดังน้ัน อณุ หภมู ทิ ีเ่ พิ่มขน้ึ มคี า่ เท่ากับ 50 – 40 = 10 F

ดังน้นั แรงดนั สมดุล P1 = P2 + P3
(50 F) 45.4 = (40 F) 35 + 10.4
45.4 = 45.4

ถ้ามีการเพิ่มโหลดหรือของท่ีแช่ให้กับเครื่องระเหยอุณหภมู ิในเครื่องระเหยจะสูงขึน้ ส่งผลให้อุณหภูมิบริเวณที่
กระเปาะยึดติดอยู่เพิ่มขึ้นดว้ ย แรงดันของกระเปาะก็จะสูงขึ้นวาล์วจะเปิดกว้างให้สารทำความเย็นไหลผ่านได้มากขึ้น
ดงั แสดงในรปู ที่ 3.31 (ข) เมือ่ ของท่ีแชม่ อี ุณหภูมิลดลงจนใกล้เคียงอุณหภูมิของเครอื่ งระเหย วาล์วจะคอ่ ย ๆ แคบลงทำ
ให้สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าเคร่ืองระเหยน้อยลงดังแสดงในรูปท่ี 3.31 (ค)

การหาความร้อนยวดยิ่ง ในกรณีมีแรงดันตกในระบบ หาได้โดยการนำค่าแรงดันตก ดังแสดงในตารางที่ 3.1 มา
รวมกบั ค่าแรงดันสารทำความเยน็ ท่วี ัดได้ทางท่อทางดูดผลรวมของค่าความดันนี้คือค่าความดันในเครื่องระเหย จากนั้น
นำคา่ ความดนั ที่ไดม้ าหาค่าอุณหภมู จิ ากแผนภูมคิ ่าความสมั พันธร์ ะหว่างแรงดันกับอุณหภมู ิสารทำความเยน็ เมอ่ื ไดแ้ ล้ว
ใหน้ ำค่าอุณหภูมิบริเวณท่กี ระเปาะยึดตดิ อย่มู าลบออกด้วยอุณภมู ิในเคร่อื งระเหย ก็จะไดค้ า่ ความรอ้ นยวดย่งิ

ตารางท่ี 3.1 แสดงคา่ ความดนั ตกของสารทำความเยน็

อุณหภมู เิ คร่อื งระเหย ˚F

สารทำความเยน็ 40 20 0 -20 -40

ความดันตก (ปอนด์ต่อตารางนวิ้ ) -
.75
R-12 , R-134a 2 1.5 1 .75 1
-
R-22 3 2 1.5 1

R-404A , R-502 , R-507 3 2.5 1.75 1.25

R-717 3 2 1.5 1

3.4.3.2 วาล์วควบคุมด้วยความร้อนแบบสมดุลภายนอก (External Equalizer Thermostatic Expansion
Valve) หรอื E.T.E.V. จะใชใ้ นกรณีระบบเครื่องทำความเย็นมีความดันตกเกิน 2 ปอนด์ตอ่ ตารางน้ิว ซ่ึงเป็นผลทำให้มี
ความร้อนยวดยิง่ สูงขึ้น (P1 มคี วามดันมากขึ้น) เป็นเหตใุ ห้วาล์วเปิดนอ้ ยลง สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าเคร่ืองระเหยได้
น้อยลง เพราะฉะน้ันประสิทธิภาพการทำความเย็นจะลดลงไปดว้ ย ดังนัน้ เพอ่ื แกป้ ัญหาดังกล่าวจึงมกี ารออกแบบวาล์ว
ควบคุมดว้ ยความร้อนแบบสมดุลภายนอกให้มีควบคุมความดนั ท่ีเกิดจากค่าความร้อนยวดย่ิง โดยการต่อท่อควอไลเซอร์
(ทำให้ความดันเท่ากัน) จากตัววาล์วไปยังบริเวณท่อที่ออกจากเครื่องระเหย โดยใช้ท่อโตประมาณ ¼ นิ้ว ท่อนี้จะถูก
ติดตั้งบริเวณท่อทางดูดระหว่างกระเปาะรับอุณหภูมิกับคอมเพรสเซอร์ และติดตั้งหางจากกระเปาะรับอุณหภูมิ
ประมาณ 6-8 นวิ้ (150-200 มิลลเิ มตร) ดังแสดงในรปู ท่ี 3.33

รปู ที่ 3.33 แสดงตำแหนง่ ของท่อควอไลเซอร์ของวาลว์ ควบคุมดว้ ยความร้อนชนดิ สมดุลภายนอก
ท่ีมา : airconacademy.com, 2562

ในระบบเคร่ืองทำความเยน็ และปรับอากาศที่มีความดันตกภายในทอ่ ของเคร่อื งระเหย เกนิ กว่า
2 psig ขึ้นไป จะทำให้ค่าความร้อนยวดยิ่งสูงเป็นเหตุให้สารทำความเย็นสถานะของเหลวไหลเข้าเครื่องระเหยได้น้อย
น้ันคือความสามารถในการทำความเย็นจะลดลงไปด้วยเหตนุ ้ีจึงมี วาล์วควบคุมด้วยความร้อนชนิดสมดุลภายนอกข้ึนมา
เพือ่ ทำให้ค่าความร้อนยวดย่งิ คงท่ีถึงแม้จะมีความดันตกในท่อดูดมากกต็ ามการติดตง้ั หางกระเปาะ (Remote bulb) ถ้า

ท่อดูดเป็นท่อขนาด 7/8” จะติดตั้งไว้บนท่อแต่ถ้าท่อใหญ่กว่า 7/8” จะติดตั้งไว้ปริมาณ 45๐ กับแนวระดับเพื่อผลใน
การควบคมุ อุณหภูมดิ ังแสดงในรูปท่ี 3.34

รปู ที่ 3.34 การติดตั้งหางกระเปาะทที่ ่อทางออกของเครอ่ื งระเหย
ทีม่ า : http://www.achrnews.com, 2562

ข้อแตกต่างระหว่างวาล์วควบคุมด้วยความร้อนชนิดสมดุลภายในกับวาล์วควบคุมด้วยความร้อนชนิดสมดุล
ภายนอก คือความดัน P2 เนื่องจากวาล์วควบคุมด้วยความร้อนชนิดสมดุลภายในใช้ความดันภายในเครื่องระเหย ส่วน
วาล์วควบคุมด้วยความร้อนชนิดสมดุลภายนอกใช้ความดันจากท่อทางดูดที่ผ่านเข้ามาทางท่อ ควอไลเซอร์การทำงาน
ของวาล์วควบคุมด้วยความร้อนชนิดสมดุลภายนอกจะทำงานเหมือนกันกับระบบเครือ่ งทำความเย็นที่ไม่มีความดันตก
กล่าวคือถึงแม้จะมีความดันทางด้านท่อทางดูดเพิ่มขึ้นแต่ความร้อนยวดยิ่งยังมีค่าเท่าเดิมทำให้วาล์วเปิดคงที่ปริมาณ
สารทำความเย็นไหลผ่านได้คงท่ีสม่ำเสมอ ความเย็นในเครื่องระเหยคงที่ตลอดเวลา จากรปู ท่ี 3.35 แสดงโครงสร้างของ
วาลว์ ควบคุมดว้ ยความร้อนชนดิ สมดุลภายนอก

ฝาปิ ดไดอเฟรม กระเปาะบรรจแุ กส๊

สารทาความเยน็ ไหลออก ปรบั แรงตา้ นของสปริง
ต่อท่อทางดา้ นดูดเครื่องระเหย สารทาความเยน็ ไหลเขา้
เตอร์ กรองเศษผง

รปู ที่ 3.35 แสดงโครงสร้างของวาล์วควบคมุ ด้วยความรอ้ นชนิดสมดุลภายนอก
ทมี่ า : http://choose.danfoss.com, 2558

3.4.4 อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเยน็ ชนิดท่อแคปพลิ ลารี (Capillary Tube)
ระบบของเครอ่ื งทำความเยน็ และปรับอากาศทใ่ี ชอ้ ปุ กรณค์ วบคุมสารทำความเยน็ ท่อ

แคปพิลลารี หรือเรียกสั้น ๆ ว่าแคปทิ้วเป็นอุปกรณ์ควบคุมการไหลของสารทำความเย็นที่อาศัยหลักการทำงาน
อย่างงา่ ย ๆ มลี ักษณะเปน็ ท่อท่ีมขี นาดเลก็ ดังนนั้ ก่อนที่สารทำความเย็นจะเข้าท่อแคปพิลลารจี ะต้องมีการกรองส่ิง
สกปรกท่ีอาจติดมากับสารทำความเย็นกอ่ นดังแสดงในรูปท่ี 3.36 สารทำความเย็นที่ไหลจากคอนเดนเซอร์ไปยัง
เคร่ืองระเหยถูกจำกัดให้ไหลเพียงเล็กน้อย จึงควรให้ได้ขนาดเหมาะสมกับคอมเพรสเซอร์ และความดันของสาร
ทำความเย็นเพ่อื ให้ไดป้ ระสิทธิภาพในการทำความเย็น ถ้าอปุ กรณค์ วบคมุ สารทำความเยน็ ท่อแคปพิลลารีมีขนาด
ไม่เหมาะสมใหญ่หรือส้ันเกินไป จะมีผลตอ่ ระบบคอมเพรสเซอร์อาจได้รบั ความเสียหายได้

รปู ที่ 3.36 แสดงอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนดิ ท่อแคปพิลลารี
ทมี่ า : https://tragerlaw.biz, 2558

3.4.4.1 ขอ้ ดขี องอปุ กรณค์ วบคมุ สารทำความเย็นชนดิ ทอ่ แคปพิลลารี

1) เป็นชนิดท่มี หี ลักการทำงานง่าย ไมม่ คี วามซบั ซอ้ นของระบบ

2) คอมเพรสเซอร์ในระบบจะเริ่มต้นการทำงานได้ดีเพราะเม่ือหยุดระบบความดันของสารทำความ

เยน็ ในระบบด้านความดันสูงสามารถไหลกลับด้านความดนั ต่ำ หรือการเกดิ ภาวะสมดุลของระบบสารทำความเยน็

3) ใช้สารทำความเยน็ นอ้ ย เพราะในระบบไม่จำเป็นต้องมีถังพักสารทำความเย็นเหลว

4) ราคาถกู

อปุ กรณ์ควบคมุ สารทำความเยน็ ทอ่ แคปพิลลารี นยิ มใช้กบั ระบบเคร่อื งทำความเย็นที่ค่าปริมาณ ความร้อน

มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก และควรบัดกรีอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นท่อแคปพิลลารีกับท่อดูดให้มีการ

ถ่ายเทความร้อนระหวา่ งท่อทง้ั สองเพื่อเป็นการเพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการทำความเยน็

3.4.5 อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดลูกลอยด้านความดันต่ำ (Low Pressure Float) ระบบ

เคร่ืองทำความเย็นและปรับอากาศชนิดใช้อปุ กรณ์ควบคุมสารทำความเยน็ ชนิดลูกลอย ด้านความดันต่ำ

มีหลักการทำงาน คือ ลูกลอยดา้ นความดันต่ำจะควบคมุ ระดับของสารทำความเยน็ เหลวในหอ้ งลูกลอยให้คงที่อยู่

เสมอ ขณะที่สารทำความเย็นเหลวภายใต้ความดนั ต่ำในห้องลูกลอยเดือดเปล่ียนสถานะเป็นแก๊สทีอ่ ณุ หภูมิต่ำดูด

รับปริมาณความรอ้ นจากบริเวณนี้ ทำให้ระดับของสารทำความเย็นเหลวลดตำ่ ลง ลิน้ ลกู ลอยจะเปดิ กวา้ งให้สารทำความ

เยน็ ไหลผ่านเขา้ มาได้มากขนึ้ เพอื่ รกั ษาระดับของสารทำความเย็นในห้องลกู ลอยใหค้ งทอ่ี ยเู่ สมอ

คอมเพรสเซอร์จะดูดสารทำความเยน็ ในสถานะแก๊สทม่ี ีความดนั ต่ำจากห้องลกู ลอยเข้ามา อัดตัวให้

เป็นแกส๊ ที่มีความดันสงู ข้ึนส่งเข้ายังคอนเดนเซอร์ เพ่อื กล่ันตวั เปน็ สารทำความเย็นเหลว โดยการระบาย

ความร้อนออกทิ้งและส่งตอ่ เข้ายังถงั พักสารทำความเย็นเหลว การทำงานของระบบ จะหมุนเวียนเช่นน้ี

จนกว่าอุณหภูมิของเครื่องระเหยลดต่ำลงจากรูปที่ 3.37 เป็นการแสดงโครงสร้างภายในของลูกลอยด้านความดันตำ่

ความดันของสารทำความเย็นด้านความดันตำ่ ในระบบนม้ี เี ปล่ยี นแปลงไปตามอุณหภูมิถ้าอุณหภูมิของสารทำความ

เย็นในห้องลูกลอยสูงขึ้น ความดันของสารทำความเย็นสูงตามขึ้นด้วย ดังนั้นการควบคุมมอเตอร์ในระบบน้ี จึง

อาจใช้การควบคุมด้วยความดันขณะที่มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานความดันของสารทำความเย็นในระบบ

ทางดา้ นความดนั ต่ำลดต่ำลง จนถึงเกณฑ์ทต่ี ง้ั ไว้อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเยน็ จะตัดวงจรไฟฟ้าควบคุมมอเตอร์

คอมเพรสเซอร์ ให้หยุดการทำงานจนกวา่ อณุ หภูมิของสารทำความเย็นในเครอื่ งระเหยสงู ข้นึ มผี ลให้ความดันสูงขึ้น

อุปกรณ์ควบคมุ สารทำความเยน็ จะต่อวงจรไฟฟา้ เพือ่ ให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์เริ่มการทำงานอกี ครง้ั

รปู ที่ 3.37 แสดงอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดลูกลอยด้านความดันตำ่
ทม่ี า : http://www.menkar.com.br, 2558

3.4.6 อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดลูกลอยด้านความดันสูง (High Pressure Float) ระบบ
เครื่องทำความเย็นและปรับอากาศที่ใช้อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดลูกลอยด้านความดันสูงเปน็ ตัวควบคุม
อัตราการไหลของสารทำความเย็นมีหลักการทำงาน คือในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทำงาน สารเหลวทำความเย็นซึ่ง
กลั่นตัวจากคอนเดนเซอร์ไหลเข้าสู่ห้องลูกลอยด้านความดันสูงจนกระทั่งมีจำนวนเพียงพอ สารทำความเย็น
เหลวที่ไหลผ่านลิ้นนี้จะมีความดันลดลง เนื่องจากต้องสูญเสียความดันให้กับแรงกดของลิ้นที่ไหลเข้าเครื่อง
ระเหยทำให้มีความดันต่ำลงส่งผลให้เดือดเปลี่ยนสถานะดูดรับปริมาณความร้อนได้ที่อุณหภูมิต่ำ ๆ และ
คอมเพรสเซอร์ดูดสารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นแก๊ส และอัดออกให้มีความดันสูงแล้ว จากนั้นส่งต่อไปยัง
คอนเดนเซอร์ เพ่ือกลั่นตัวเป็นสารทำความเย็นเหลว และถูกส่งเข้าสู่ห้องลูกลอยด้านความดันสูงเม่ือมีปริมาณ
มากพอที่ทำให้ลูกลอยสูงขึ้นเปิดลิ้นลูกลอยอีกคร้ังหนึ่งเป็นการครบการทำความเย็น ดังแสดงในรูปที่ 3.38 การ
ควบคุมอุณหภูมิของเครื่องระเหยสามารถทำได้ทั้งสองทาง คือ ควบคุมโดยเทอร์โมสตัตและความดันจำนวนสารทำ
ความเย็นท่ีใช้บรรจุเข้าในระบบต้องมีปริมาณที่แน่นอน เพราะอาจทำให้การทำงานของลูกลอยทำงานผิดพลาด
อุปกรณค์ วบคุมสารทำความเยน็ ชนิดลูกลอยด้านความดนั สงู นิยมใช้กับระบบเคร่อื งทำความเยน็ และปรบั อากาศท่ีมี
ขนาดใหญ่ เชน่ หอ้ งเยน็

ควบคุมสารทำความเยน็ ชนิดลูก รปู ท่ี
ความดนั สูง 3.38
แสดง
ทมี่ า : http://www.menkar.com.br, 2558 อปุ กรณ์
ลอยด้าน

3.4.7 อปุ กรณค์ วบคุมสารทำความเย็นด้วยไฟฟา้ (Thermister) อุปกรณค์ วบคุมสารทำความเย็นชนิดนี้
ใช้ไฟฟ้าไหลผ่านตัวต้านทานอุณหภูมิ ซึ่งเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิชนิดสารกึ่งตัวนำ มีหลักการทำงานคือใช้ไฟฟ้า
กระแสตรงจ่ายให้กับวงจรที่มีตัวตรวจจับอุณหภูมิโดยอาศัยตัวต้านทานไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยอุณหภูมิ เมื่อ
อุณหภูมิต่ำค่าความต้านทานจะสูงส่งผลให้กระแสไฟฟา้ ไหลเข้ามอเตอร์คอมเพรสเซอร์น้อยเม่ืออุณหภมู สิ ูงค่าความ
ต้านทานจะต่ำ ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้ามอเตอร์คอมเพรสเซอร์มากขึ้นทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์มีการทำงาน

เป็นปกติ อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็นชนิดนี้ นิยมใช้กับเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ที่มีการปรับ
อณุ หภมู แิ บบนมุ่ นวลและใชก้ ระแสไฟฟา้ ต่ำจากรูปที่ 3.39 แสดงใหเ้ ห็นถงึ อปุ กรณ์ควบคุมสารทำความเย็นด้วยไฟฟ้า
ไหลผา่ นตวั ต้านทานอณุ หภูมิ ท่มี ีกระจกมองสารทำความเยน็ ติดตงั้ รวมอยูใ่ นอปุ กรณเ์ ดยี วกนั

กระจกมอง
สารทาความเยน็

(ก) ชนิดธรรมดา (ข) ชนิดมีกระจกมองสารทาความ

รปู ที่ 3.39 แสดงอปุ กรณ์ควบคุมเยสน็ ารทำความเย็นดว้ ยไฟฟา้ ผา่ นตวั ตา้ นทานอุณหภูมิ

ทม่ี า : http://www.carelusa.com , 2558

3.5 ฟิลเตอร์ไดเออร์ (Filter Drier)
โครงสร้างภายในประกอบด้วยตะแกรงปิดครอบบริเวณทางเข้าและทางออกสารทำความเย็นโดยด้าน

ทางเข้าเป็นตะแกรงแบบหยาบทางออกเปน็ แบบละเอียดระหวา่ งตะแกรงทัง้ สองมีสารดดู ความชนื้ อยู่มีให้เลือกใช้
งาน 2 แบบ คือแบบเช่ือมประสานและแบบข้อต่อแฟลร์ ดงั แสดงในรปู ท่ี 3.40 ฟลิ เตอรไ์ ดเออรม์ ีหน้าท่ี 2 ประการ
คอื กรองเศษฝุ่นผงท่อี าจปะปนอยู่ในระบบดว้ ยตะแกรงและดูดความชืน้ ออกจากสารทำความเยน็ สถานะของเหลว
ด้วยสารดูดความช้นื เชน่ ซลิ ิกาเจลแคลเซยี มซัลเฟต

ตะแกรงละเอยี ด

แบบขอ้ ต่อแฟลร์
ประสาน

แบบเชื่อมประสาน สารดูดความช้ืน ตะแกรงหยาบ

รูปท่ี 3.40 แสดงรปู รา่ งและโครงสรา้ งของชดุ ดูดกรองสารทำความเยน็

ทีม่ า : http://refrigerationandairconditioning.danfoss.us, 2558

3.6 กระจกมองดูสารทำความเย็นเหลวหรือไซส์กลาส (Sight Glass) ใช้สำหรับสังเกตดูสารทำความเย็นใน
ระบบว่าสถานะเปน็ อยา่ งไร ดงั แสดงในรปู ที่ 3.41 และบางรนุ่ ยังสามารถดูความช้นื ในระบบเครือ่ งทำความเยน็ เพ่ือ
วเิ คราะห์อาการเสยี และข้อขัดขอ้ งได้

ขอ้ ตอ่ ทอ่ สารทาความเยน็

แถบสีแสดงค่าความช้ืน ช่องดสู ารทาความเยน็

รปู ท่ี 3.41 แสดงกระจกมองดสู ารทำความเยน็ เหลว
ทม่ี า : aliexpress.com, 2558

3.7 ถังพักสารทำความเย็นเหลวหรือรีซีฟเวอร์ (Receiver Tank) มีหน้าที่พักสารทำความเย็นสถานะแก๊สไว้
และปล่อยเฉพาะสารทำความเย็นสถานะของเหลวออกไปโดยสารทำความเย็นจะต้องกลั่นตัวเปลี่ยนสถานะเปน็
ของเหลวหมดในคอนเดนเซอร์เพื่อส่งต่อไปยงั อปุ กรณ์ควบคุมสารทำความเย็นแต่ในบางครั้งสารทำความเย็นจะ
กลนั่ ตัวและเปล่ียนสถานะเปน็ ของเหลวไม่สมบูรณ์จะมีผลทำใหป้ ระสิทธิภาพการทำความเยน็ ของระบบเครื่องทำ
ความเย็นลดลง ถังพักสารทำความเย็นเหลวดังแสดงในรูปท่ี 3.42

รปู ท่ี 3.42 แสดงโครงสร้างของถงั พสารทำความเยน็ เหลว
ท่มี า : https://macsworldwide.wordpress.com, 2558

3.8 ถังกักสารทำความเย็นเหลวหรือแอคคิวมูเลเตอร์ (Accumulator) มีหน้าที่กักสารทำความเย็นสถานะ
ของเหลวไวแ้ ละปลอ่ ยเฉพาะสารทำความเยน็ สถานะแก๊สออกไป สารทำความเยน็ จะต้องเดือดและเปล่ียนสถานะ

เปน็ แกส๊ ที่สมบูรณ์ในเคร่ืองระเหยเพอื่ สง่ ตอ่ ไปยงั ท่อดูดของคอมเพรสเซอร์แตใ่ นบางคร้ังสารทำความเย็นจะเดือด
และเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊สไม่หมดจะทำให้สารทำความเย็นเหลวถูกดูดกลับเข้าสู่คอมเพรสเซอร์ซึ่งจะทำให้
คอมเพรสเซอรช์ ำรดุ เสยี หายได้ ถังกักสารทำความเยน็ เหลวดังแสดงในรปู ท่ี 3.43

รูปท่ี 3.43 แสดงโครงสรา้ งภายในของถังกักสารทำความเยน็ เหลว
ท่ีมา : https://hvactutorial.wordpress.com, 2558

3.9 อปุ กรณเ์ ก็บเสยี ง (Muffler) ลกั ษณะเปน็ ทรงกระบอกโลหะภายในแบ่งก้ันคลา้ ยกับทอ่ พักในระบบท่อไอเสีย
ของรถยนต์ โดยทำหน้าที่ในการลดเสียงและลดแรงสั่นสะเทือนจากการไหลของสารทำความเย็นที่ออกมาจาก
คอมเพรสเซอร์ และติดตั้งอยูท่ างออกตำแหนง่ ใกลก้ บั คอมเพรสเซอร์ในการตดิ ตัง้ ต้องระวังไมใ่ ห้สารทำความเย็น
เหลวและน้ำมันหลอ่ ลืน่ ไปตกคา้ งอยใู่ นกระบอกลดเสียง อปุ กรณเ์ กบ็ เสียงดงั แสดงในรูปที่ 3.44

รปู ที่ 3.44 แสดงอุปกรณเ์ กบ็ เสียง
ท่ีมา : http://www.emersonclimate.com, 2558
3.10 อุปกรณ์แยกน้ำมัน (Oil Separator) ติดตั้งระหว่างคอมเพรสเซอร์และคอนเดนเซอร์จะทำหน้าที่แยก
น้ำมันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ที่ถูกอัดติดมากับสารทำความเย็นออกจากกันและน้ำมันนี้จะถูกส่งกลับเข้ายัง
คอมเพรสเซอร์โดยตรงจากรูปท่ี 3.45 แสดงใหเ้ หน็ วา่ ขณะท่ีสารทำความเยน็ สถานะแก๊สถูกลดความเร็วลงภายใน

อุปกรณแ์ ยกน้ำมนั นำ้ มันหลอ่ ลน่ื คอมเพรสเซอร์จะตกลงสู่กน้ ถงั เม่ือระดบั ของน้ำมนั สูงข้ึนก็จะยกลูกลอยทำให้ลิ้น
ลูกลอยเปดิ น้ำมันจะถกู อัดกลบั เขา้ ยังห้องเพลาข้อเหวย่ี งของคอมเพรสเซอรโ์ ดยตรงทง้ั น้ีเพราะสารทำความเย็นท่ี
อยู่ในอุปกรณ์แยกน้ำมนั เปน็ สถานะแก๊สทางด้านความดนั สูงส่วนห้องเพลาข้อเหวี่ยงของคอมเพรสเซอร์เป็นดา้ น
ความดันต่ำของระบบเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศจะต้องติดตั้งอุปกรณ์แยกน้ำมันในตำแหน่งตั้งขึ้นเสมอ
เพ่อื ใหก้ ารทำงานของลูกลอยเป็นไปโดยถูกต้อง

สารทาความเยน็ เขา้ ทางออกของน้ามนั กลบั เขา้
คอมเพรสเซอร์

สารทาความเยน็ ออก

ลกู ลอย ปิด-เปิดวาลว์

วาลว์

รูปที่ 3.45 แสดงโครงสรา้ งภายในของอุปกรณ์แยกนำ้ มัน
ท่มี า : http://www.emersonclimate.com, 2558

3.11 วาล์วบริการชนิดลูกศร (Schrader or Automatic Valve) มีโครงสร้างภายนอกดังแสดงในรปู ท่ี
3.46 (ก) และมีการทำงานเชน่ เดียวกับวาล์วสำหรับเติมลมยางรถยนต์ ในการใชง้ านจะใช้ปลายสายเกจแมนิโฟลด์
ด้านท่มี แี กนกดเปดิ วาลว์ ขันต่อเข้ากบั วาล์วบรกิ ารชนดิ ลกู ศร เม่ือวาล์วลูกศรถกู กดจะทำให้ภายในระบบถูกเปิดต่อ
ถงึ เกจแมนโิ ฟลด์ และเม่อื เสรจ็ สิ้นการบริการระบบ เพียงคลายสายเกจแมนโิ ฟลดอ์ อกจากวาล์วบรกิ าร วาล์วลกู ศร
ก็จะปิดช่องบริการด้วยสปรงิ ดังแสดงในรปู ที่ 3.46 (ข) ลักษณะการทำงานของวาล์วบริการดังกล่าวสามารถปิด-
เปิดได้สะดวกและไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ช่วย จึงมีความสะดวกในการใช้งาน แต่มีข้อเสียคือขณะขันหรือคลาย
สายเกจแมนิโฟลด์จากวาล์วบรกิ ารจะมีสารทำความเยน็ ร่ัวออกจากระบบตามเกลียวทำให้สญู เสียสารทำความเย็น

และอาจเกิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติงานได้ จึงควรปฏิบัตใิ ห้ถูกต้องโดยใช้มอื กดให้ปลายสายแนบกับวาล์วลกู ศรขณะ
คลายเกลยี วท่ีปลายสายเกจแมนิโฟลด์ เมอื่ คลายเกลียวสุดแล้วจงึ ดึงให้ปลายสายหลุดจากวาล์วบรกิ ารในทันที

(ก) แสดงโครงสร้างภายนอก (ข) แสดงวาลว์ ลูกศร

รปู ท่ี 3.46 แสดงวาลว์ บริการชนดิ ลกู ศร

ท่ีมา : http://www.chiangmaiaircare.com , 2558

3.12 หลักการของกระบวนการทำความเย็นในระบบอัดไอ

1) คอมเพรสเซอร์ (Compressor) เปน็ อุปกรณ์หลกั ท่ีสำคัญอันหน่ึงของระบบเครื่องทำความเย็นซึ่ง

ทำหน้าที่ในการดูดและอัดสารทำความเย็นในสถานะแก๊ส วิศวกรรมแห่งประเทศไทยได้ให้ความของคำศัพท์ทาง

วิชาการของคอมเพรสเซอรไ์ วว้ ่า “เครอ่ื งอดั คอื อปุ กรณท์ ่เี พม่ิ ความดนั ของสารความเยน็ ทีอ่ ยู่ในสภาวะที่เป็นไอ”

คอมเพรสเซอรจ์ ะดูดสารทำความเยน็ ที่เป็นซุปเปอรฮ์ ีท แกส๊ ความดันต่ำและอุณหภูมติ ่ำจากเคร่ืองระเหยผ่านเข้า

มาทางทอ่ ทางดดู และเข้าไปยงั คอมเพรสเซอร์แล้วอัดแก๊สนใ้ี หม้ ีความดนั สงู ขึน้ และมีอุณหภูมิสงู ขน้ึ ด้วย ส่งเข้ายัง

คอนเดนเซอรข์ ้นั ตอนน้เี รยี กว่า กระบวนการอดั

2) คอนเดนเซอร์ (Condenser) เปน็ อปุ กรณ์หลักทส่ี ำคัญอกี อนั หนึ่งของระบบเคร่ืองทำความเย็นซึ่ง

ทำหน้าที่ให้สารทำความเย็นทำความเย็นในสถานะแก๊สที่มีความดันสูงและอุณหภูมิสูง ที่ถูกอัดส่งมากจาก

คอมเพรสเซอร์ เพ่อื กลั่นตวั ใหเ้ ป็นสารทำความเย็นเหลวในคอนเดนเซอร์ ด้วยการระบายความรอ้ นออก แต่ยังมี

ความดันและอุณหภมู สิ งู อย่วู ิศวกรรมสถานแหง่ ประเทศไทยได้ให้ความหมายคำศัพท์ทางวชิ าการของคอนเดนเซอร์

ว่า “ อุปกรณ์ควบแน่นคือ อุปกรณ์ที่ทำให้สารความเย็นในสภาพที่เป็นไอ เปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวโดยการ

ระบายความร้อยจากสารความเยน็ ”เรียกว่า กระบวนการควบแนน่

3) อุปกรณค์ วบคมุ สารทำความเย็น (Refrigerant Control) ทำหนา้ ท่ีในการควบคมุ ปรมิ าณการไหล

ของสารทำความเย็น และลดความดันสารทำความเย็นลงจากสถานะของเหลวความดันสูงและอุณหภูมิสูง ให้

เปลีย่ นเป็นสถานะของเหลวความดันต่ำและอุณหภูมิตำ่ จนสามารถเดอื ดเปลย่ี นสถานะเป็นแก๊สไดท้ ่ีอุณหภูมิต่ำ ๆ

เพอ่ื ทำการสง่ ตอ่ ไปยงั เครอ่ื งระเหย ขน้ั ตอนน้ีเรยี กวา่ กระบวนการลดความดัน

4) เครือ่ งระเหย (Evaporator) ทำหน้าที่ดดู รับปรมิ าณความร้อนบริเวณเน้อื ที่ท่ตี ้องการทำความเย็น

ขณะที่สารทำความเย็นภายในระบบตรงบริเวณนเี้ ดอื ดเปล่ียนสถานะเปน็ ไอโดยจะดูดรบั ปรมิ าณความร้อนผ่านท่อ

ทางเดนิ สารทำความเย็นเข้าไปในระบบ ทำใหอ้ ณุ หภูมิโดยรอบเคร่ืองระเหยลดลงวศิ วกรรมสถานแห่งประเทศไทย

ไดใ้ หค้ วามหมายคำศพั ท์ทางวิชาการของเครอื่ งระเหยไว้ว่า “เครอ่ื งระเหย คอื อุปกรณ์ในระบบการทำความเยน็ ซึ่ง
จะทำให้สารความเย็นขยายตัวหรือกลายเป็นไอทำให้เกดิ ความเยน็ ”ข้ันตอนนเ้ี รยี กว่ากระบวนการระเหย

การที่จะนำอุปกรณ์หลักทั้ง 4 ตัว มาประกอบเชื่อมต่อกันเป็นวงจรทางกลนั้นต้องเชื่อมต่อกันโดย
เรียงลำดับของกระบวนการต่าง ๆ ข้างต้น ซ่ึงสามารถนำอุปกรณ์หลักทั้ง 4 ตัว มาเชื่อมต่อกันดังแสดงในรูป
3.47

เคร่ืองระเหย

อปุ กรณค์ วบคมุ สารทา
ความเยน็
ฟิ ลเตอร์ไดเออร์

คอนเดนเซอร์

คอมเพรสเซอร์

รูปท่ี 3.47 แสดงวงจรทางกลของกระบวนการทำความเย็นในระบบอัดไอ
ที่มา : https://www.dreamstime.com, 2558

สถานะ แกส๊ สถานะ แก๊ส
แรงดนั ต่า แรงดนั สูง
อณุ หภูมิ ต่า อณุ หภมู ิ สูง

สถานะ สถานะ
ของเหลว ของเหลว
แรงดนั ต่า แรงดนั สูง
อณุ หภูมิ ต่า อุณหภมู ิ สูง

รูปท่ี 3.48 แสดงการทำงานของคอมเพรสเซอรเ์ คร่อื งทำความเยน็ ระบบอัดไอ
ทมี่ า : http://www.edn.com, 2558

หลกั การทำงานวงจรทางกลของเคร่ืองทำความเย็นระบบอดั ไอ ดังแสดงในรปู ที่ 3.48 เร่มิ จาก
คอมเพรสเซอร์ ทำหนา้ ท่ีดดู สารทำความเย็นซึ่งมีสถานะเปน็ แกส๊ ความดันต่ำอณุ หภูมิตำ่ โดยถกู ดูดผ่านทางท่อดดู ท่ี

สง่ มาจากเคร่อื งระเหย และคอมเพรสเซอร์จะอัดสารทำความเย็นออกทางทอ่ ทาง
อดั ทำให้สารทำความเยน็ มีความดันสูงและอณุ หภมู สิ ูงสารทำความเยน็ จะถูกสง่ ผ่านไปยงั คอนเดนเซอร์

คอนเดนเซอรห์ รอื แผงระบายความรอ้ น มหี น้าท่ีระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็น ซง่ึ ถูกส่งมาจาก
คอมเพรสเซอร์ที่มีสถานะเป็นแก๊สความดันสูงอุณหภูมิสูง โดยการระบายความร้อน สารทำความเย็นเมื่อถูก
ระบายความร้อนออกไปจะเปลี่ยนสถานะเปน็ ของเหลวความดนั สงู อุณหภูมิสงู และถกู สง่ ผ่านไปยงั ชดุ ควบคุมสาร
ทำความเยน็

ชดุ ควบคุมสารทำความเยน็ มีหน้าท่ีควบคุมความดันและปริมาณของสารทำความเย็นใหม้ ีความดันต่ำลง จน
สามารถเดอื ดระเหยเปลีย่ นสถานะจากของเหลวเป็นแก๊สการเดือดของสารทำความเย็นจะใช้ความร้อนทรี่ ับมาจาก
เคร่อื งระเหย

เครื่องระเหย หรืออุปกรณร์ ะเหยสารทำความเยน็ ทำหนา้ ท่ีรบั สารทำความเยน็ เหลวท่ีส่งมาจาก ชดุ ควบคุม
สารทำความเย็นและเป็นตัวกลางในการดูดซับความร้อนจากสสารหรือวัตถุรอบ ๆ ตัวมาทำให้สารทำความเย็น
เดือดระเหยตวั เปลย่ี นสถานะเปน็ แก๊สสารทำความเย็นทร่ี ะเหยเป็นแกส๊ มอี ุณหภูมิต่ำความดนั ตำ่ และจะถูกดดู ผ่าน
ท่อทางดดู กลับเขา้ คอมเพรสเซอรเ์ ป็นการครบวงจรทางกลของเคร่ือง
ทำความเย็นระบบอัดไอ

3.13 การแบ่งส่วนวงจรทางกลด้านความดันและสถานะของสาร

สถานะ แกส๊ สถานะ แกส๊
แรงดนั ต่า แรงดนั สูง
อุณหภมู ิ ต่า อณุ หภูมิ สูง

สถานะ สถานะ
ของเหลว ของเหลว
แรงดนั ต่า แรงดนั สูง
อุณหภูมิ ต่า อณุ หภูมิ สูง

รูปท่ี 3.49 แสดงการแบ่งสว่ นวงจรทางกล ด้านความดันและสถานะของสาร

วงจรทางกลของระบบเครื่องทำความเย็น จะมีอปุ กรณห์ ลกั 4 ชนดิ คอื คอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์ เครอื่ ง
ระเหยและอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็น ที่ในวงจรจำเป็นต้องมีจะขาดอุปกรณ์หลักตัวหนึ่งตัวใดไม่ได้ และ
อุปกรณ์ช่วย เช่น ชุดดูดกรองสารทำความเย็น กระจกมองดูสารทำความเย็นเหลว ถังพักสารทำความเย็นเหลว
และถงั กักสารทำความเยน็ เหลว ซง่ึ อุปกรณช์ ว่ ยนจ้ี ะใส่เพิ่มหรือไม่ใส่เพิ่มในวงจรทางกลกไ็ ด้ จากรูปที่ 3.49 วงจร
ทางกลสามารถแบ่งส่วนไดด้ ังน้ี

แบ่งตามความดันของสารทำความเย็น ได้เป็น 2 ด้านคือด้านความดนั ต่ำ (Low Pressure Side) และด้าน
ความดันสูง (High Pressure Side) ทางด้านความดันต่ำจะประกอบไปด้วย ทางออกของอุปกรณ์ควบคุมสารทำ
ความเย็น เครื่องระเหย และทางเข้าของคอมเพรสเซอร์ ส่วนทางด้านความดันสูงประกอบไปด้วย ทางออกของ
คอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์ และทางเข้าของอปุ กรณ์ควบคมุ สารทำความเย็น

แบ่งตามสถานะของสารทำความเย็น ได้เป็น 2 ด้านคือ ด้านที่สถานะเป็นแก๊ส และด้านที่สถานะเป็น
ของเหลว ทางด้านสถานะเป็นแก๊สจะประกอบไปด้วย ทางออกของเครื่องระเหย ทางเข้ากับทางออกของ
คอมเพรสเซอร์และทางเข้าคอนเดนเซอร์ส่วนทางด้านที่สถานะเป็นของเหลวประกอบไปด้วย ทางออก
คอนเดนเซอรท์ างเขา้ กับทางออกอปุ กรณค์ วบคุมสารทำความเยน็ และทางเขา้ คอนเดนเซอร์

สรุป
หลักการทำงานของเคร่ืองทำความเยน็ ระบบอัดไอ เป็นหลกั การทำความเยน็ ท่ีมีอุปกรณ์หลักเป็นอุปกรณ์ท่ี

ระบบเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศทุกแบบทุกขนาดต้องมีเหมือนกันทั้งหมด 4 อย่างคือ คอมเพรสเซอร์
คอนเดนเซอร์ อปุ กรณค์ วบคุมสารทำความเย็น และเครอ่ื งระเหย ซึง่ มีหน้าทก่ี ารทำงานดังนี้

1) คอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ดูดสารทำความเย็นสถานะแก๊สความดันต่ำและอุณหภูมิต่ำเข้ามาและอัด
ออกไปให้สารทำความเยน็ มสี ถานะเปน็ แกส๊ มีความดันสงู และอณุ หภูมิสูงเพ่ือส่งออกไปยงั คอนเดนเซอร์

2) คอนเดนเซอร์ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็นเพื่อให้สารทำความเย็นเปลี่ยน
สถานะจากแกส๊ ความดันสงู อุณหภูมิสูงเปล่ียนเปน็ สถานะของเหลวความดันสูงอุณหภูมิสงู และส่งไปยังอุปกรณ์
ควบคุมสารทำความเยน็ ตอ่ ไป

3) อุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็น ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณการไหลของสารทำความเย็น และลด
ความดันสารทำความเย็นลงจากสถานะของเหลวความดันสูงและอุณหภูมิสูงให้เปล่ียนเป็นสถานะของเหลวความ
ดันต่ำและอณุ หภูมิต่ำ เพื่อทำการสง่ ต่อไปยงั เคร่ืองระเหย

4) เครือ่ งระเหยทำหน้าท่รี ับดูดซับปริมาณความรอ้ นทีอ่ ยูร่ อบ ๆ ผิวของเคร่ืองระเหยเพือ่ ใหส้ ารทำความ
เย็นเดือดและเปล่ียนจากสถานะของเหลวความดันต่ำและอุณหภูมิต่ำให้เป็นสถานะแก๊สความดันต่ำและอณุ หภมู ิ
ต่ำ ส่งเขา้ ทางท่ออดั ของคอมเพรสเซอรต์ อ่ ไป

อุปกรณ์ชว่ ยในระบบเครื่องทำความเยน็ และปรับอากาศท่ีนยิ มใช้ประกอบไปดว้ ย ชุดดูดกรองสารทำความ
เย็น กระจกมองดสู ารทำความเย็นเหลว ถงั พักสารทำความเยน็ เหลว ถงั กักสารทำความเยน็ เหลว เป็นต้น

ในระบบเครอื่ งทำความเยน็ จะแบง่ ความดนั ของสารทำความเยน็ ออกเป็น 2 ส่วนคือสว่ นดา้ นความดันต่ำ
และด้านความดันสงู โดยด้านทางด้านความดันสูงประกอบไปด้วย ทางออกของคอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์ถัง
พักสารทำความเย็นเหลวชุดดูดกรองสารทำความเย็น กระจกมองดูสารทำความเย็นเหลวและทางเข้าของอุปกรณ์
ควบคุมสารทำความเย็น และทางด้านความดันต่ำจะประกอบไปด้วย ทางออกของอุปกรณ์ควบคุมสารทำความ
เยน็ เคร่อื งระเหย ถงั กกั สารทำความเย็นเหลวและทางเข้าของคอมเพรสเซอร์

เอกสารอา้ งอิง
ชยั สวัสด์เิ ทยี นวบิ ลู ย.์ การทำความเยน็ และปรับอากาศ.โรงพมิ พ์ ก. ววิ รรธน์, 2523.
ประจกั ษ์ ภกั ดีรตั น์. หลกั การและบรกิ ารตเู้ ยน็ . สำนักพมิ พน์ ิยมวทิ ยา, ม.ป.ป.
วิทยา ยงเจริญ. พ้ืนฐานการทำความเย็นและปรับอากาศภาคทฤษฎี. กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริม

เทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น), 2538.

สนอง อิ่มเอม. เครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศรถยนต์. อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิซชิ่ง .
จำกัด(มหาชน),2540.

แบบฝกึ หัดหน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3

เรอ่ื ง สว่ นประกอบ และหลกั การทำงานวงจรทางกลเคร่อื งทำความเย็นระบบอดั ไอ

คำส่งั จงอธิบายความหมายตอ่ ไปน้มี าพอเขา้ ใจ

1. อปุ กรณ์หลักในระบบวงจรทางกลในระบบอัดไอประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
ตอบ……………………………………………………………………………………….………….……………………………………………………
…………………………………….…………….………………………………………………………………………
2. คอมเพรสเซอรท์ ำหนา้ ท่อี ะไร
ตอบ……………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………
…………………………………….……………………………………………………………………………………
3. คอนเดนเซอร์ทำหน้าท่ีอะไร
ตอบ……………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………
…………………………………….……………………………………………………………………………………
4. อปุ กรณ์ควบคุมสารทำความเย็นทำหน้าทอ่ี ะไร
ตอบ……………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………
…………………………………….……………………………………………………………………………………
5. เครอื่ งระเหยทำหน้าที่อะไร
ตอบ……………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………
…………………………………….……………………………………………………………………………………


Click to View FlipBook Version