๑๔ ตุลา วันมหาปิติ รวมเรื่องราว และบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย
ISAN CROSSING cea.or.th #ISANCF2021 #ISANCREATIVEFESTIVAL ISAN CREATIVE FESTIVAL Workshop Open House Talk Event D-Kak Market Showcase & Exhibition Creative Tour Promotion Music Program TCDC Khon Kaen JulY 2564 Aug 2021 9 15
. ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละราชอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎร โดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจ- ทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงกันแท้จริงของราษฎร พระบาทสมด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
14 ตุลา บันทึกประวัติศาสตร์ บทความ • เกร็ดประวัติศาสตร์ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 14ตุลาคม2565 เหตุการณ์ที่รู้จักกันในนามสั้นๆ ว่า “14 ตุลา” นั้น เป็น ปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นนักเรียนนิสิต นักศึกษาได้ร่วมกับประชาชนจำนวนแสน เรียกร้องให้รัฐบาลคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ปลดปล่อยนิสิตนักศึกษา อาจารย์ และนักการเมือง 13 คนที่ถูกจับกุม ฐานเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูกรัฐบาลตั้งข้อหา ว่ากระทำ การผิดกฎหมายมั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองในที่ สาธารณะเกินกว่า 5 คน บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏภายใน พระราชอาณาจักรและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน ชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 13 ประชามหาชนเดินขบวนสำ แดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่ดูประหนึ่งว่ากระแสคลื่น มนุษย์จักท่วมท้นถนนราชดำ เนิน ในวันที่ 14-15 ถัดมาก็เกิดความรุนแรง เยาวชนคนหนุ่มสาวถูกปราบปรามด้วยอาวุธร้ายเป็นผลให้เกิดการลุกฮือ ขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และแล้วเผด็จการก็ล้มลง ผู้นำ คณาธิปไตย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ นับแต่นั้นมา เหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกัน มาปีแล้วปีเล่า มีการขนานนามเหตุการณ์นี้ต่างๆ นานา เช่น วันมหาวิปโยค วันมหาปิติ การปฏิวัติคุกคาม การปฏิวัติของนักศึกษา ความยิ่งใหญ่และ ผลกระทบของเหตุการณ์ต่อการเมืองการปกครองของไทย ถูกนำ ไปเปรียบ เทียบกับเหตุการณ์สำคัญๆ ก่อนหน้านั้น เช่น การปฏิวัติ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 หรือกับเหตุการณ์ที่ตามมาภายหลัง เช่น พฤษภามหา โหด พุทธศักราช 2535 เป็นต้น ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๔
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มหากวีรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว อันอาจขุ่นอาจขันหม่นมัว แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย (เพียงความเคลื่อนไหว ประชาชาติ 5 ตุลาคม 2517) แน่นอน ปรากฏการณ์ 14 ตุลา 2516 มิได้อุบัติขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่คืนแต่เป็นการสั่งสมของความกดดันของการเมืองการปกครองไทยที่ อยู่ใต้ระบบเผด็จการเป็นเวลายาวนาน อยู่ภายใต้วัฏจักรแห่งความชั่วร้าย หรือวงจรอุบาทว์ที่มีการยึดอำนาจปฏิวัติรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า ร่าง รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่แล้วฉีกทิ้งทำลาย สิทธิเสรีภาพที่ประชาชนชาวไทย พึงมีพึงได้ถูกปฏิเสธและเหยียบย่ำ เป็นเวลายาวนานหลายสิบปี อำนาจ การเมืองการปกครองแทนที่จะเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อ ประชาชน ก็ตกอยู่ในมือของคณาธิปไตยเพียงไม่กี่คน ทั้งนี้ โดยอาศัยกลไก ของรัฐและข้าราชการทหาร ตำ รวจ และพลเรือน เป็นเครื่องมือ ในสมัยที่บ้านเมืองขาดสิทธิเสรีภาพและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ขบวนการนิสิตนักศึกษาก่อตัวขึ้นอย่างเงียบและช้าๆ นักเรียน นิสิตนักศึกษาเริ่มตระหนักในบทบาทและศักยภาพของ “คนหนุ่มคนสาว” เกิดจิตสำนึกในความเป็น “คนรุ่นใหม่” และก็เริ่มตั้งคำถามต่อความ “เป็น ปัญญาชน” ของตน ดังที่ วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคนหนึ่งในสมัยนั้น ปรารภว่า ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว (เพลงเถื่อนแห่งสถาบันยูงทอง วันสถาปนา 2511) นักเรียนนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 กลายเป็น “เยาวชน-คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่” ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจไทย คน รุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ การพัฒนานั้นก็นำมาซึ่งปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่าง ชนบทกับเมือง ระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ตั้งคำถามต่อความไม่พัฒนา ของการเมืองการปกครองไทย ที่มีการสืบทอดอำนาจกันอยู่ในหมู่ของ คณาธิปไตยจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่จอมพล ถนอม กิตติขจร และ ทำท่าจะสืบทอดไปยังจอมพล ประภาส จารุเสถียร ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลา ทศวรรษ ในขณะเดียวกันเยาวชนเหล่านั้นก็ตั้งคำถามต่อระบบการเมือง ของโลกในยุคสมัยของสงครามเย็นที่มีการแบ่งเป็น 2 ค่าย มีการเผชิญ หน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต มีการต่อต้านและปราบ ปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีของสงครามอินโดจีน ประเทศไทยถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางของความขัดแย้ง กลายเป็นฐานทัพ ของสหรัฐอเมริกา ที่จะใช้ในการทิ้งระเบิดทางอากาศโจมตีเวียดนาม กัมพูชา ลาว ช่วงปีพุทธศักราช 2512-2515 เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่น ใหม่ ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเพื่อสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เข้าร่วม สังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในปีพุทธศักราช 2512 ออกค่ายอาสา พัฒนาชนบทวิพากษ์วิจารณ์สังคม มีบทบาทเป็นพลังผลักดันให้เกิด นโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่อต้านการครอบงำ ทางเศรษฐกิจโดยต่างประเทศ ต่อต้านความหรูหราฟุ่มเฟือย กังวลและ ห่วงในการขาดดุลย์การชำ ระเงิน รวมไปจนกระทั่งการเสนอแนวทางใน การรักษาทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ศิลปะและวรรณกรรมเพื่อ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๕
ชีวิต เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ รวมตัว กันต่อต้าน “ภัยขาว-ภัยเหลือง และภัย เขียว” รวมตัวกันเป็นกลุ่มอิสระตามสถาบัน การศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ระดับวิทยาลัยการศึกษาหรือวิทยาลัยครู เรื่อยลง ไปจนถึงระดับโรงเรียนมัธยม และก็เกิดองค์กร เช่น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2513) ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2514-2516 ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงบทการเมือง ระดับโลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของ ความเย็นการเมืองระหว่างประเทศ เปลี่ยนจาก การเผชิญหน้าของ 2 ค่าย กลายเป็นการเมือง 3 เส้า สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน ส่วน การเมืองภายในของไทยที่ดูว่าจะก้าวไปสู่ความ เป็นประชาธิปไตยบ้าง กล่าวคือ มีประกาศใช้ รัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2511 และมีการ เลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษในปี พุทธศักราช 2512 ก็ตาม แต่ก็ปิดฉากลงอีกด้วย วงจรอุบาทว์ของการยึดอำ นาจรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร “ปฏิวัติตนเอง” ในปีพุทธศักราช 2514 เมื่อถึงจุดนี้ เพฤติกรรมของคณาธิปไตย ถนอมประภาส-ณรงค์ ก็กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่ สามารถจะยอมรับต่อไปอีกได้ การปิดกั้นเสรีภาพ ผนวกกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร ราชการ ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมาก แพง ข้าวสารขึ้นราคา การใช้อภิสิทธิ การเล่นพรรค เล่นพวก ในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยดู เหมือนจะมีพลังของนิสิตนักศึกษาเท่านั้นที่สามารถ จะเป็นหัวหอก เคลื่อนไหว คัดค้าน และผลักดันให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ในบ้านเมือง ปีพุทธศักราช 2518 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย กลายเป็นศูนย์รวมของการ แสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำ นาจ ของเผด็จการคณาธิปไตยเดินขบวนประท้วงสินค้า ญี่ปุ่นในปลายปี 2515 ประณามการใช้อิทธิพล ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปล่าสัตว์ ณ ทุ่งใหญ่ คัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัย รามคำ แหง 9 คนออกในกลางปี 2516 ผลสุดท้าย เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่น ใหม่ ก็ได้ข้อสรุปว่า ปราศจากเสียซึ่งสิทธิเสรีภาพ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไข ปัญหาต่างๆ ของประเทศไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ยาก จากบทสรุป ของการชุมนุมกรณีรามคำ แหง 9 เมื่อ 21-22 มิถุนายน 2516 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็นำมา ซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ กวีนักศึกษาในนามของ รวี โดมพระจันทร์ สะท้อน ความรู้สึกของยุคสมัยออกมาว่า ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน หอกดาบกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา (“เศษสาตร์” เฉลิมฉลองวาระปิดตึกเรียนใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. 2515) ศุกร์ 5 ตุลาคม 2516 ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย บัณฑิต วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้อง รัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิกประมาณ 10 คน เปิดแถลงข่าวที่บริเวณสนามหญ้าท้อง สนามหลวง ด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสา โดยมี วัตถุประสงค์คือ 1 เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็วจัด 2 หลักสูตรสอนอบรมรัฐธรรมนูญสำหรับ ประชาชน 3 กระตุ้นประชาชนให้สำนึกและหวงแหนในสิทธิ เสรีภาพ ธีรยุทธ บุญมี นำ รายชื่อผู้ลงนามเรียกร้อง รัฐธรรมนูญ 100 คนแรกประกอบด้วยบุคคล ต่างๆ มาเปิดเผย เช่น พล.ต.ต.สง่า กิตติขจร นายเลียง ไชยกาล นายพิชัย รัตตกุล นายไข แสง สุกใส นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร รวม ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น ดร.เขียน ธีรวิทย์ ดร.บุญสนอง บุณโย ทยาน ดร.ปราโมทย์ นาคทรรพ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อาจารย์ทวี หมื่นนิกร เป็นต้น รวมทั้งจดหมายเรียกร้องจากนักเรียนไทยใน นิวยอร์ค ทันทีที่ข่าวนี้ออกมา พ.อ.ณรงค์ กิตติ ขจร รองเลขาธิการ ก.ต.ป. (คณะกรรมการ ติดตามผลการปฏิบัติราชการ) บุตรของ จอมพล ถนอม กิตติขจร และบุตรเขยของ จอมพล ประภาส จารุเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยบางคนกำ ลังดำ เนินการให้นิสิต นักศึกษาเดินขบวนและหากมีการเดินขบวนแล้ว ไม่ผิดกฎหมายอีก ก็จะนำทหารมาเดินขบวนบ้าง เพราะทหารก็ไม่อยากจะไปรบเหมือนกัน เสาร์ 6 ตุลาคม 2516 สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 20 คน เดินแจกใบปลิวและหนังสือ ซึ่งอัญเชิญพระ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๖
ราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัวไว้บนปก “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำ นาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้า ไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร” ผู้เรียกร้องถือป้ายโปสเตอร์ 10 กว่าแผ่น มีใจความ เช่น “น้ำตาเราตกใน เมื่อเราไร้รัฐธรรมนูญ” “จง คืนอำนาจแก่ปวงชนชาวไทย” “จงปลดปล่อย ประชาชน” “ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ” เป็นต้น กลุ่มเรียกร้องออกเดินจากบริเวณตลาด นัดสนามหลวง ไปบางลำภู ผ่านสยามสแควร์ และ เมื่อถึงประตูน้ำ เวลาประมาณ 14.00 น. ก็ถูก เจ้าหน้าที่ตำ รวจนครบาลและสันติบาลจับกุมไป ทั้งหมด 11 คน ซึ่งมีทั้งอาจารย์ นิสิตนักศึกษา นัก หนังสือพิมพ์และนักการเมือง ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง” ผิด ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ที่ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 ค น ผู้ต้องหาถูกนำ ไปไว้ที่กองบังคับการตำ รวจ สันติบาลกอง 2 จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืน จึงย้าย ไปคุมขังไว้ที่โรงเรียนตำ รวจนครบาลบางเขน ทาง ตำ รวจปฏิเสธไม่ยอมให้เยี่ยมและห้ามประกัน อาทิตย์ 7 ตุลาคม 2516 ตลอดช่วงบ่ายและค่ำ ของวันที่ 6 ถึงเช้าวัน ที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำ รวจได้ทำการตรวจ ค้นสำ นักงานตลอดจนบ้านพักของผู้ต้องหา และผู้เกี่ยวข้อง และได้จับนักศึกษามหาวิทยาลัย รามคำ แหงเพิ่มขึ้น 1 คน รวมเป็น 12 คน ตลอด ระยะเวลาดังกล่าว ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาจาก สถาบันต่างๆ พยายามวิ่งเต้นที่จะเข้าเยี่ยมและ ประกันเพื่อนของตน 13.00 น. ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์มีใจความตอนหนึ่งว่า “จาก การกระทำ ของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เป็นการ ดำ เนินการโดยเปิดเผยและสันติวิธี เพื่อให้ความ รู้แก่ประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพตามระบอบ ประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้สั่งจับบุคคลกลุ่มนี้แล้ว สร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อยัดเยียดข้อหาร้ายแรง แก่ประชาชนกลุ่มนี้ เป็นการส่อเจตนารมณ์ที่แท้ จริงของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าใจ ถึงสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมตามระบอบ ประชาธิปไตย เพื่อตนจะได้ครองอำนาจไปตลอด กาล และไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกที่จะปราบปราม ประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ นอกจากรัฐบาล ของพวกเผด็จการฟาสซิสต์ และคอมมิวนิสต์ เท่านั้น” ในขณะเดียวกันองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ. ก็มี การเคลื่อนไหวเรียกประชุมด่วน มีมติให้ศึกษา สถานการณ์ ติดโปสเตอร์ชี้แจงข้อเท็จจริง จันทร์ 8 ตุลาคม 2516 ตอนเช้า วันแรกของการสอบประจำภาคของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีโปสเตอร์โจมตี รัฐบาลปิดทั่วบริเวณ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร นักศึกษาชุมนุมอภิปรายโจมตีรัฐบาล เรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ให้รัฐบาล ชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน พร้อมๆ กันนี้ นักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ก็เข้า ชื่อถึงนายกรัฐมนตรี ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูก จับกุม วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.ชัย สุวรรณศร ผู้บังคับการ ตำ รวจสันติบาลได้ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีตนักการเมืองในข้อหาว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มเรียก ร้องรัฐธรรมนูญ ส่วนจอมพล ประภาส จารุเสถียร ผู้ดำ รงตำ แหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย และรักษาการอธิบดี กรมตำ รวจ ให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความที่เสมือน ระเบิดลูกใหญ่ตก ว่ากลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ มีแผนจะล้มรัฐบาล และกล่าวว่ามีการค้นพบ เอกสารคอมมิวนิสต์ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ เป็นจำนวนมาก อนึ่งจากบันทึกรายงานการประชุมกระทรวง มหาดไทยครั้งที่ 28/2516 วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2516 ซึ่งมี จอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็น ประธานนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเรียก ร้องรัฐธรรมนูญและมีความเห็นว่าทางราชการ อาจจะทำการปราบปรามผู้เรียกร้อง ทั้งยัง “เชื่อ ว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว 2 เปอร์เซ็นต์จาก จำนวนเป็นแสนคน” โดยอ้างว่า “จำต้องเสียสละ เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง” บ่ายวันนั้น นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอภิปรายที่หน้าหอประชุมใหญ่ และขึ้นรถไป เยี่ยมเพื่อนๆ ที่ โรงเรียนตำ รวจนครบาลบางเขน ต่อมาคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งตัวแทนประมาณ 60 คนไปเยี่ยม อาจารย์ทวี หมื่นนิกร 1 ใน 12 ผู้ต้องหา แต่ถูกปฏิเสธการ เข้าเยี่ยมอาจารย์ทั้งหมดจึงลงชื่อพร้อมเขียน ข้อความไว้ว่า We Shall Overcome ค่ำ วันนั้น อมธ.ประชุมลับ และมีมติให้เลื่อนการ สอบไล่โดยไม่มีกำหนด นักศึกษากิจกรรมแยก ย้ายกันเอาโซ่ล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรู กุญแจห้องสอบ ตัดสายไฟฟ้าช้าเพื่อให้ลิฟท์ใช้ การไม่ได้ อังคาร 9 ตุลาคม 2516 เช้าตรู่ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรากฏธงดำครึ่งเสาเหนือยอดโดม ประตูทาง เข้ามีประกาศ “งดสอบ” ด้านท่าพระจันทร์มีผ้า ผืนใหญ่ข้อความว่า “เอาประชาชนคืนมา” ส่วน อีกผืนว่า “เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏ หรือ” นักศึกษาเมื่อเข้าห้องสอบไม่ได้ต่าง ทยอยไปชุมนุมและฟังการอภิปรายโจมตี รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ณ บริเวณลานโพธิ์ ซึ่งนำ โดยสองนักศึกษาชายหญิง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ เสาวนีย์ ลิมมานนท์ มี ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๗
นักศึกษาแพทย์ศิริราช ค่อยๆ ข้ามฟากมาสมทบ ส่วนที่วิทยาลัย วิชาการศึกษาประสานมิตรชุมนุมเป็นวันที่สอง ออกแถลงการณ์ให้ ปล่อยผู้ต้องหาภายในวันที่ 15 ตุลาคม และให้ประกาศรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรามคำ แหง นักศึกษาเริ่ม ชุมนุมอภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้ มหาวิทยาลัยเลื่อนการสอบ บ่ายวันนั้น ฝนตกโปรยปราย สภานักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ประชุมฉุกเฉิน มีมติให้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ปล่อย ตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ให้อธิการบดีเลื่อนการสอบออกไปให้ต่อสู้ด้วยวิธี อหิงสา ประท้วงตลอดวัน ตลอดคืน หากไม่ได้ผลให้ใช้วิธีรุนแรง บ่ายวันเดียวกันนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 205 คน ทำหนังสือ ถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ “พิจารณาปล่อยบุคคลเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้ สถานการณ์ลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น” รัฐบาลตอบโต้ด้วยการที่ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีประกาศ ใช้มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองกับผู้ต้องหา ซึ่งให้อำนาจเบ็ดเสร็จ แก่นายกรัฐมนตรี โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายแต่อย่าง ใด พร้อมกันนั้นทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐก็ประกาศสำทับให้นิสิตนักศึกษา ปฏิบัติตามกำหนดการสอบอย่างเคร่งครัด คืนนั้น ฝนตกหนาเม็ด สู้ร่วมชุมนุมหาถอยหนีไม่ บ้างกางร่ม บ้าง เอาหนังสือพิมพ์คลุมหัว ฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาล สลับกับการแสดง ละครเสียดสีการเมือง เกือบเที่ยงคืนฝนตกหนัก อากาศหนาวผู้ร่วมชุมนุม จึงย้ายจากลานโพธิ์เข้าไปในหอประชุมใหญ่ พุธ 10 ตุลาคม 2516 สายวันนั้น ฝนหยุดตก นักศึกษาทยอยกลับมาชุมนุมที่ลานโพธิ์พร้อมกับ นำคำ แถลงการณ์มาอ่านเผยแพร่ เช่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำ แหง คัดค้านการกระทำ ของรัฐบาล อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอให้ รัฐบาลรอบคอบ สภาอาจารย์ธรรมศาสตร์เห็นว่าการแสดงความคิดเห็น โดยสุจริตใจ เพื่อประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม เป็นสิทธิขั้นมูลฐานของ ประชาชนทุกคนในอารยะประเทศ สโมสรเนติบัณฑิตแถลงว่าการกล่าวหา บุคคลทั้ง 13 “เป็นการจงใจใส่ความอันเป็นเท็จ” สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลแถลงว่า “บุคคลใดที่ทำการ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งปวงชนแล้ว ถือว่ากลุ่มบุคคลนั้นได้กระทำ เพื่อชาติ เพื่อประชาชน” ส่วนทางองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “จะดำ เนินการประท้วงจนกว่าจะประสบผลสำ เร็จ” ในขณะเดียวกัน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ก็ก้าวเข้ามารับช่วงงานชุมนุม อย่างเป็นทางการจาก อมธ. พร้อมทั้งออกแถลงการณ์วิงวอนให้ประชาชน ร่วมต่อสู้ มิฉะนั้นแล้ว “ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในโลกมืดของอำนาจธรรม ไม่มีทางที่จะเห็นแสงสว่างแห่งคุณธรรมไปได้เลย” วันพุธที่ 10 ตุลาคม ลานโพธิ์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการ ชุมนุมนับแต่เที่ยงวัน นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ เจ้าพระยาและวิทยาลัยครูธนบุรี ประมาณ 1 พันคนก็มาถึง ติดตามมาด้วย นักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ในช่วงบ่าย พร้อมทั้งมีข่าว ว่าวิทยาลัยวิชาการศึกษา 8 แห่งทั่วประเทศ จะหยุดเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไป ที่สำคัญก็คือ นักเรียนมัธยมและนักเรียนอาชีวะ ทั้งจากวิทยาลัยและ สถาบันในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ต่างก็ส่งตัวแทนขึ้นมาประกาศงด สอบ งดเรียน ผู้แทนนักเรียนอาชีวะประกาศร่วมต่อสู้ นักเรียนช่างกลคน หนึ่งตะโกนว่า “ถ้าต้องการเครื่องทุ่นแรงก็ขอให้บอกมา” วันนั้นการชุมนุม แน่นขนัดเป็นหมื่น เต็มล้นลานโพธิ์และระเบียงคณะศิลปศาสตร์ จนต้องมี มติให้ย้ายการชุมนุมไปยังสนามฟุตบอล ในวันเดียวกันนี้รัฐบาลได้เพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ขึ้น โดยที่ จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้สัมภาษณ์ว่าพบหลักฐานฝักใฝ่ลัทธิ คอมมิวนิสต์จึงตั้งข้อหาคอมมิวนิสต์อีกกระทงหนึ่ง พฤหัสบดี 11 ตุลาคม 2516 เช้าตรู่วันที่ 11 ตุลาคม นิสิตนักศึกษานิมนต์พระสงฆ์ประมาณ 200 รูป ทำบุญตักบาตรในบริเวณสนามฟุตบอล แล้วอภิปรายโจมตีรัฐบาลต่อ ตั้งแต่ช่วงเช้า นักเรียนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ทยอยเข้าเป็นทิว แถวอย่างมีระเบียบ นิสิตเกษตรฯ งดสอบ เช่ารถ 70 คัน ประมาณ 4 พัน คนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทรเกษมตามมาสมทบอีก 33 คัน นักเรียนช่างกล นักศึกษารามคำ แหง นักศึกษาวิทยาลัยครูต่างๆ มาถึง ในเวลาต่อมา จนทำ ให้มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 5 หมื่นคน โฆษกบนเวทีด้าน ตึก อมธ. ด้านแท้งก์น้ำกล่าวว่า พรุ่งนี้นักเรียนอนุบาลจะมาร่วมชุมนุมด้วย ตอนสายวันนั้น จอมพล ประภาส จารุเสถียร เริ่มเจรจาด้วยการให้ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๘
นายสมบัติ ธำ รงธัญญาวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทยและคณะเข้าพบ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายนิสิต นักศึกษายืนยันให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน แต่รัฐบาลยืนกราน จะดำ เนินการด้วยมาตรา 17 ในคืนนั้นก็มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการ ด่วน ตั้งศูนย์ปราบปรามจลาจลขึ้นที่สวนรื่นฤดี มีจอมพล ประภาส จารุ เสถียร เป็นผู้อำนวยการ คืนวันนั้นเช่นกัน การชุมนุมดำ เนินไปอย่างเผ็ดร้อนและแน่นขนัดนักเรียน นิสิตนักศึกษาได้รับความสนับสนุนจากหลายทิศหลายทางมีทั้งเงินบริจาค หลายแสนบาท มีทั้งอาหารและผลไม้หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย นักเรียนไทย จากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และออสเตรเลีย ส่งจดหมายมาสนับสนุนการ ต่อสู้พร้อมส่งเงินบริจาคสมทบ ศุกร์ 12 ตุลาคม 2516 หลังการชุมนุมติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ถนนทุกสายของผู้ฝักใฝ่ หาเสรีภาพและประชาธิปไตยก็มุ่งสู่ธรรมศาสตร์ การจราจรบนถนนใน กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสายที่จะไปธรรมศาสตร์ติดขัดขนาดหนัก คลาคล่ำ ไปด้วยขบวนนักเรียนนิสิตนักศึกษา ที่ถือป้ายและโปสเตอร์ เดินมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ ขบวนแล้วขบวนเล่า มีทั้งจากในกรุงเทพฯ และต่าง จังหวัด ตั้งแต่ระดับประถมไปจนสูงกว่าปริญญาตรี จากภาครัฐและภาค เอกชน ยิ่งสายคนก็ยิ่งแน่น ในสนามฟุตบอลมีคนร่วมชุมนุมเป็นจำนวนแสน 12.00 น. ของวันนั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ออก แถลงการณ์ยื่นคำ ขาดว่า ให้รัฐบาลปลดปล่อยบุคคลเหล่านั้น ภายในเวลา 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2516 เป็นต้นไป หากในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ทาง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ยังมิได้รับคำตอบอันเป็นที่ พอใจ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจะได้พิจารณาใช้มาตรการ ในขั้นเด็ดขาดต่อไป ตอนบ่าย พลตรี ประกอบ จารุมณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เรียกผู้แทน หนังสือพิมพ์เข้าไปกำ ชับเกี่ยวกับการรายงานข่าว ปรามมิให้ใช้คำ ว่า “หวั่น จะนองเลือด” ไม่ให้ใช้คำ ว่าคนมาชุมนุมเป็น “แสน” บ้าง ทั้งนี้สืบเนื่องจาก การที่หนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น ประชาธิปไตย ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ ตลอดจน The Nation และ Bangkok Post ได้ติดตามรายงานข่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้การเรียกร้อง รัฐธรรมนูญเป็นที่รับรู้ในคนหมู่มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทั่วประเทศ ทำ ให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาของสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดมีการ เคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงสอดคล้องกันไปกับปรากฏการณ์ในกรุงเทพฯ เช่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ จากการชุมนุมที่เข้มแข็งและจำนวนมากมายมหาศาลหลายแสนนี้ ทำ ให้ รัฐบาลจำต้องยอมให้มีการประกันตัวผู้ต้องหา มีผู้เสนอประกันตัวให้ แต่ผู้ ต้องหาทั้ง 13 ไม่ยอมรับการประกัน เนื่องจากไม่รู้จักผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแถลงว่าการที่รัฐบาลยอมให้ประกันตัวและดูเหมือน จะอุปโลกน์ผู้ค้ำประกันนั้น เป็นการบ่ายเบี่ยงเจตนารมณ์ ศูนย์ฯ ยืนยันที่จะให้ ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข คืนนั้น การชุมนุมประท้วงดำ เนินต่อไป คลื่นมนุษย์เบียดเสียดยัดเยียดกัน อยู่กว่า 2 แสนคน คืนนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งนำ ตัวแทนนักศึกษา 2 คนเข้าไปรายงาน ณ พระตำหนักจิตรลดาเพื่อขอให้นำ ความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบสถานการณ์และการกระทำ ของนิสิต นักศึกษา ต่อไปในคืนวันนั้นเช่นกันวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศเตือน พ่อแม่ผู้ปกครองมิให้ปล่อยลูกหลานมาร่วมชุมนุม โดยอ้างว่ามีนักเรียนหรือ บุคคลกลุ่มหนึ่งเตรียมการที่จะใช้อาวุธ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข่าวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ได้รับข่าวว่ามีการเสริม กำลังทหารอย่างแน่นหนาบริเวณสวนรื่นฤดี บางแห่งมีการนำ รถหุ้มเกราะ รถดับเพลิงทหาร รถถังออกมาตั้ง ทางตำ รวจโรงพักชนะสงคราม มีตำ รวจ หนาแน่น มีการจ่ายอาวุธและกระสุนเต็มอัตรา และได้ร่วมกับตำ รวจสาย ตรวจนครบาล ทั้งทหารและตำ รวจต่างก็มีแผนในการปราบปรามจลาจล โดย จะใช้ทหารราบ 11 รักษาพระองค์ ทหารพลร่มจากศูนย์สงครามพิเศษ และ รถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 มีกำลังหนุนจากกองพลทหารราบที่ 1 รักษา พระองค์ และทหารจากกองพล ปตอ. ส่วนทางด้านตำ รวจนั้น จะใช้กำลังจาก ศูนย์ปราบปรามพิเศษนครบาลบางเขน เสาร์ 13 ตุลาคม 2516 วันนี้เป็นวันแห่งคำ ขาดของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเป็นวันที่ ทุกคนรอคอยด้วยใจระทึก การประท้วง ชุมนุม อภิปราย สลับการร้องเพลง การแสดงละคร การอ่านบทกวีดำ เนินไปตลอดคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อเวลา ประมาณตี 5 นายสมบัติ ธำ รงธัญญวงศ์ พร้อมด้วยกรรมการศูนย์ฯ ได้นำ การร้องเพลงชาติและกล่าวสาบานต่อที่ชุมนุม ที่จะเทิดทูนชาติ ศาสนา พระ มหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ เช้าวันนั้นนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน แน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งล้นทะลักออกไปบริเวณรอบ นอก ทุกคนต่างรอคอยเวลา 12.00 น. ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๙
และแล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำนักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจเป็น หัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวนก็ประกาศว่า “พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย เรา ได้ให้โอกาสรัฐบาลมานานแล้ว 5 วัน 5 คืน ที่เราได้นั่งอดตาหลับขับตานอน ตากแดดตากน้ำค้างเพื่อเรียกร้องสิทธิของเรา ได้รับการเพิกเฉยความไม่ แยแสจากรัฐบาล 24 ชั่วโมงที่เรายื่นคำ ขาดใกล้จะมาถึงแล้ว ท่านพร้อมแล้ว ใช่ไหม? ที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับสองตระกูลกินเมืองเหล่านั้น” “ในที่สุด....เที่ยงตรงของวัน (เสาร์) ที่ 13 ตุลาคม....ทุกคน ยืนขึ้นพร้อมจะออกไปเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น.... กรรมการศูนย์ฯ นำ มวลชนสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ และเพลง สรรเสริญพระบารมี ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องอย่างสนั่นหวั่นไหว” “รูปขบวนซึ่งได้รับการเตรียมไว้อย่างดี....ก็เริ่มทะลักออกจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน่วยคอมมานโดทะลวงฝ่าฝูงชนเป็นรูป หัวหอกตามด้วยทัพธงซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงล้วน….” (สมาน เลือดลงหัก วันมหาปิติ) 12.30 น. รถบัญชาการ “เริ่มตีวงกลับ....กองอาสาสมัครหญิง ถือธงไตรรงค์จัดแถว และเริ่มเดินออก ติดตามด้วยแถวอาสาสมัคร หญิงถือธงธรรมจักร และอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์.... หน่วย หมีและหน่วยกล้าตายชายรวมพล....มีกระสอบข้าวและพริกไทย ไว้สู้กับสุนัขตำรวจ มีตะขอและเชือกพลาสติกไว้จัดการกับเครื่อง กีดขวาง....ท้ายขบวน….มีรถบรรทุกน้ำ และถุงพลาสติกกระดาษ เช็ดหน้า....ไว้ป้องกันแก๊สน้ำ ตา” (ภูมิสัน โรจน์เลิศจรรยา วันมหาปิติ) “ตอนนี้รถบัญชาการขยับตัวออกมา....หน่วยกนก 50 ออกมาอารักขา.... มวลชนก็ทะลักตามมาจากสนามฟุตบอล.....ผู้คนระบายออกจากสนาม ฟุตบอลทีละข้าง ระหว่างแถบซ้ายของทาง ลอดใต้ตึกโดมกับแถบขวาสลับ กัน ประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ฝูงชนยังออกไม่ถึงครึ่งสนาม....คลื่นมนุษย์ ไหลมาอย่างกับน้ำป่าไหลท่วมธรรมศาสตร์ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากสนาม ฟุตบอลมาออกันอยู่เต็มปากทางลอดตึกโดม แล้วก็ไหลลอดตึกโดยเลี้ยว ขวาไปตามถนนเป็นแนวยาวเหยียด....ระลอกแล้วระลอกเล่าจาก 12.30 น. จนถึง 15.30 น. ลอดใต้ตึกห้องสมุดทางด้านประตูท่าพระ อาทิตย์ เลียบเชิงสะพานปิ่นเกล้า แล้วเข้าถนนพระราชดำ เนิน ข้ามสะพาน ผ่านพิภพลีลามุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประมาณกันว่าวันนั้นมีนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมเดินขบวนถึงกว่า 5 แสนคน และมีการ ถ่ายทอดออกโทรทัศน์ทางช่อง 4 และช่อง 7 การจัดรูปขบวนของนักเรียน นิสิตนักศึกษาในวันนั้นจัดเป็นแถวรูปหน้ากระดาน 5 ขบวนอย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่นำมาใช้ในการ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีขบวนรถบรรทุกขนาดเล็กจำนวน 13 คัน ที่มี ศูนย์กลางอยู่ที่รถบัญชาการ ตามมาด้วยรถพยาบาล รถสวัสดิการ รถ เสบียง รถพัสดุแสงเสียงและไฟฟ้า และรถระวังหลัง การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่นี้มีการเตรียมการป้องกันรักษาความปลอดภัย อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพราะกระแสข่าวว่า อาจจะมีการปราบปรามจากทหาร และตำ รวจเล็ดลอดออกมาเป็นระยะๆ ดังนั้น นักเรียนอาชีวะที่ประกอบกัน เข้าเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย จึงกระจายออกเป็นถึง 10 หน่วยด้วย กัน คือ หน่วยคอมมานโด หน่วยหมี หน่วยเฟืองป่า หน่วยฟันเฟือง หน่วย เซฟ หน่วยกนก 50 หน่วยวิษณุ หน่วยช้าง หน่วยเสือเหลือง และหน่วยจ็อด วันนั้น ตลอดวันของเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ในขณะที่การเดินขบวนคลาคล่ำ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๐
200 (12 ) tcdc.or.th/creative_thaila d n / ( ) / / / / / / / / / / / / / / / / / / Creative 1 12 101-808967-0 • 02-105-745 0 • (Creative Thailand) 1160 10501 • [email protected] 0 2-105-7400 122 / www.tcdc.or.th/creativethailand/magazine/place
ถนนราชดำ เนิน ตัวแทนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาได้เข้าพบเจรจาขั้นสุดท้ายกับจอมพล ประภาส จารุเสถียร เมื่อได้รับคำตอบว่าจะปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คน และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1 ปี จากนั้นตัวแทนของศูนย์ฯ ก็ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเวลา 16.20 - 17.20 น. 17.30 น. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน สั่งเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมๆ กับการที่ กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกลับเข้ามาพบจอมพล ประภาส จารุเสถียร อีกครั้งหนึ่งระหว่าง 17.40 - 18.30 น. เพื่อทำหนังสือ สัญญาตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร 20.00 น. วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประกาศว่ารัฐบาลยอมรับ ข้อเสนอของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ยอมปล่อยผู้ต้องหาและจะประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ในปีต่อไปตัวแทนของนิสิตนักศึกษาและผู้แทนพระองค์ พยายามดำ เนินการให้มีการสลายตัวของฝูงชนที่ยังคงชุมนุมอยู่เป็นเรือน แสน บรรยากาศทั่วไปเต็มไปด้วยปัญหาการติดต่อประสานงาน ความ ตึงเครียดและข่าวลือต่างๆ นานา ในทางร้ายต่อผู้นำนิสิตนักศึกษากรม ประชาสัมพันธ์ออกแถลงการณ์ว่า “ได้มีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่ง เตรียมการที่จะใช้อาวุธร้ายแรงต่างๆ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516” และเมื่อ 22.00 น. ก็มีแถลงการณ์อีกว่า “บัดนี้ ปรากฏว่าได้มีบุคคลบางคนที่มิใช่ นักศึกษาถือโอกาสอภิปรายโจมตีรัฐบาลและยุยงส่งเสริมให้เกิดความ วุ่นวายต่อไป” 23.30 น. พีรพล ตรียะเกษม นายก อมธ. กระชับกับเสกสรรค์ว่า บัดนี้ กรรมการศูนย์ที่ไปเข้าเฝ้าชะตาขาดหมดแล้ว ทำ ให้เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สั่งเคลื่อนขบวนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังสวนจิตรลดา “เพื่อหวัง เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง” เมื่อเวลาใกล้จะเที่ยงคืน อาทิตย์ 14 ตุลาคม 2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำ รัสผ่านทางวิทยุและ โทรทัศน์ เมื่อเวลา 19.15 น. ความตอนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันมหา วิปโยค....เกิดการปะทะกัน และมีคนได้รับบาดเจ็บ....ความรุนแรงได้ทวีขึ้น ทั้งพระนคร ถึงขั้นจลาจล....มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิต” นับแต่หลังเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม นักเรียนนิสิตนักศึกษาและ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๒
ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงกันมาหลายวันหลายคืน ก็มารวมกันอยู่ บริเวณหน้าสวนจิตรลดาอย่างแน่นขนัด “เพื่อหวังพระบารมีเป็นที่พึ่ง” เวลาประมาณตี 5 ขณะที่มีการเริ่มสลาย ตัวของฝูงชน ก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ นักหนังสือพิมพ์ที่ทั้งเห็นเหตุการณ์วิกฤตและ สูญเสียดวงตาไปหนึ่งดวงในวันนั้น เล่าเป็นประจักษ์พยานว่า “…ที่บริเวณหน้าสวนจิตรลดา ช่วงถนนพระราม 5 ใกล้กับ ถนนราชวิถี พ.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร ผู้แทนพระองค์ “ได้ อ่านพระบรมราโชวาท ให้ฝูงชนฟังจบแล้วฝูงชนก็เริ่มสลายตัว ตามพระราชประสงค์....กลุ่มนักเรียนอาชีวะถือว่าเป็นหน่วย กล้าตายที่มีอาวุธพวกไม้ แป๊ปน้ำกันเกือบทุกคน ต่างได้ทิ้งอาวุธ พร้อมกับทำ ลายระเบิดขวด....ฝูงชนที่จะกลับทางถนนราชวิถี (กลับ) ถูกสลัดกั้นด้วยตำรวจคอมมานโด...ตำรวจเหล่านี้มีไม้ พลอง โล่ หวาย และปืนยิงแก๊สน้ำ ตา....ภายใต้การบัญชาการ ของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น (ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ) และ พล.ต.ต.ณรงค์ มหานนท์ (บัญชาการตำรวจนครบาล) ฝูงชน....เมื่อรู้แน่ว่าไม่ได้รับการอนุญาตให้ผ่านออกไป....ก็ เริ่มมีปฏิกิริยาด้วยการใช้ข้าวห่อขว้างปาใส่ตำรวจ....ฝูงชนที่ ถูกสกัดกั้นรายหนึ่ง ได้ใช้ท่อนไม้ขว้างใส่ถูกตำรวจได้รับบาดเจ็บ นายหนึ่ง....หลังจากนั้นให้หลังไม่ถึงสิบนาที รถตำรวจที่ใช้ ปราบจลาจลติดไซเรนสองคัน ก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มฝูงชนโดยมีตำรวจ คอมมานโดสวมหมวกกันน็อคทั้งนครบาลและกองปราบ พร้อม ด้วยสองนายตำรวจผู้อื้อฉาวจากคดีทุ่งใหญ่....ก็ตามเข้าไปใช้ กระบองหวดเข้าฝูงชนทันที ไม่ว่าเด็กหรือผู้หญิง.... การนองเลือดได้เริ่มจากจุดนี้....สร้างความเคียดแค้นให้ฝูงชน มากขึ้น เมื่อเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกเบียดตกคลอง.... และเด็กนักเรียนหญิงอีกคนหนึ่งถูกแก๊สน้ำ ตาล้มฟุบ....ฝูงชน ที่หนีได้ก็ปีนป่ายกำแพงเข้าไปในสวนสัตว์ และใช้ก้อนหินขว้างปา ใส่ตำรวจ อีกส่วนหนึ่งก็ตรูกันเข้าวังสวนจิตรฯ โดยมีมหาดเล็ก เป็นคนเปิดให้เข้าไป การปะทะใช้เวลาประมาณ 15 นาที คือเริ่ม ตั้งแต่เวลา 6.30 ถึง 6.45 น.” (เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ “ฟ้าสางที่ข้างสวนจิตรฯ” วันมหาปิติ) จากจุดปะทะเล็กๆ ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดาฯ เหตุการณ์ก็บาน ปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ รัฐบาลใช้กำลังทหารและ ตำ รวจปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงในขณะที่นักเรียนนิสิต นักศึกษาและประชาชนตอบโต้ด้วยการก่อความวุ่นวาย บุกเข้ายึดและทำลาย สถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเผด็จการคณาธิปไตย พยายามยึด กรมประชาสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนตลอดจนสถานีตำ รวจ นับแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เป็นระยะๆ กล่าว หาว่ามีกลุ่มนักเรียนบุกรุกเข้าไปในพระราชฐานสวนจิตรลดาและก่อวินาศกรรม ในขณะเดียวกันก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่า นักศึกษาหญิงที่ถือธงไตรรงค์ในวัน เดินขบวนถูกตำ รวจตีตาย เด็กผู้ชายถูกถีบเตะตกคูน้ำ จนตาย สร้างความโกรธ แค้นให้กับผู้ร่วมชุมนุมเป็นอย่างยิ่งสถานการณ์รุนแรงหนักขึ้น รัฐบาลส่งทหารเละตำ รวจออกปราบ มีทั้งรถถังและเฮลิคอปเตอร์ จุดปะทะและ นองเลือดมีตลอดสายถนนราชดำ เนิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางลำภู เป็น เวลาถึง 10 ชั่วโมง พร้อมๆ กับมีคำสั่งห้ามประชาชนออกนอกบ้านระหว่าง 22.00 05.30 น. ประกาศปิดโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และกำหนดให้บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศิลปากร เป็นเขตอันตราย เตรียมพร้อมที่จะทำการกวาดล้างใหญ่ 14.00 น. สำนักงานกองสลากกินแบ่ง และตึก ก.ต.ป. ถูกไฟเผา นักเรียนและ ประชาชนต่อสู้อย่างทรหด ยึดรถเมล์ใช้วิ่งชนรถถัง แต่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ถูกหามเข้าส่งโรงพยาบาลศิริราชตลอดเวลา 18.10 น. จอมพล ถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตำ แหน่งนายกรัฐมนตรี 19.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำ รัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ทรงขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง และทรงแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องคมนตรี และนายก พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีแทน 23.00 น. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชดำ รัสทางโทรทัศน์ แสดงความห่วงใย และ 23.30 น. ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ นายก ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๓
รัฐมนตรีคนใหม่ปราศรัยทางโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายคืนสู่ความสงบ และประกาศจะใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม 24.00 น. ของคืนวันนั้น จอมพล ถนอม กิตติขจร ในตำ แหน่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังคงออกแถลงการณ์ว่า มีผู้ที่ “พยายามนำลัทธิการปกครองอื่นที่เลวร้ายมาล้มล้างการ ปกครองแบบประชาธิปไตย” จึงขอให้เจ้าหน้าที่ “ปฏิบัติหน้าที่จน สุดความสามารถ” ซึ่งก็คือการปราบปรามนักเรียนนิสิตนักศึกษา และประชาชนก็ยังคงดำ เนินไป ตลอดคืนนั้น มีการต่อสู้ระหว่างนักเรียน ประชาชนและตำ รวจ ที่ กองบัญชาการตำ รวจนครบาลผ่านฟ้า ฝ่ายนักเรียนและประชาชน ปักหลักสู้จากตึกบริษัทเดินอากาศไทย และป้อมพระกาฬ ส่วนที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีการชุมนุมอยู่อีกเป็นจำนวนหมื่น ผู้นำ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ขาดการติดต่อ ซ้ำมีข่าวลือว่าบางคน เสียชีวิต เช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวณีย์ ลิมมานนท์ จึง มีการจัดตั้ง “ศูนย์ปวงชนชาวไทย” ขึ้นชั่วคราว เพื่อประสานงาน และคลี่คลายสถานการณ์ ท้องฟ้าแถบถนนราชดำ เนินเป็นสีแดง มีไฟควันพวยพุ่งอยู่เป็นหย่อมๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและ ประชาธิปไตยดำ เนินไปตลอดคืน จงบินไปเถิดคนกล้า ความฝันสูงค่ากว่าใด เจ้าบินไปจากรวงรัง ข้างหลังเขายังอาลัย กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป เจ้าคือวิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด (วินัย อุกฤษณ์ “นกสีเหลือง”) จันทร์ 15 ตุลาคม 2516 ตลอดคืนที่ผ่านมา นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงยืนหยัดชุมนุมกันหนา แน่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คำประกาศเตือนและขู่ของรัฐบาลหาเป็นผลไม่ กลับมี คนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุมไม่ขาดระยะรัฐบาลมีประกาศหยุดราชการในวันนี้เป็น กรณีพิเศษ และมีประกาศปิดธนาคารทุกแห่ง ในขณะเดียวกันนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน ก็ยืนหยัดต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว มีการลุกฮือเป็นจุดๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร และในบางท้องที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะ ที่กองบัญชาการตำ รวจนครบาลผ่านฟ้า และสถานีตำ รวจนางเลิ้ง นักเรียนและ ประชาชนพยายามต่อสู้บุกเข้ายึดและเผาตลอดคืนจนรุ่งเช้า จากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จอมพล ถนอม กิตติขจร จะลาออกจากตำ แหน่งนายก รัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดำ รงตำ แหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และก็ยังปรากฏ ว่าการปราบปรามนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนยังดำ เนินอยู่ต่อไป พร้อมกับมี แถลงการณ์ว่ามีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ส่งพลพรรคมีอาวุธร้ายเเรงสวมรอยเข้า มา ยิ่งทำ ให้เห็นว่าเป็นการสร้างความเท็จ สร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังยิ่งขึ้น ทำ ให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเกิดพลังในการต่อสู้ต่อไป แม้จะบาดเจ็บล้ม ตายเป็นจำนวนมากก็ตาม จากการปราบปรามอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม ใช้ทั้งรถถังเฮลิคอปเตอร์ อาวุธ สงครามหนัก ทหารและตำ รวจจำนวนร้อย ทำ ให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาล อย่างหนัก มีทหารและตำ รวจที่ไม่เห็นด้วย พลเอก กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหาร บกเอง ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรุนแรงนี้ ทางด้านทหารอากาศและทหารเรือ ก็เห็นด้วย กับทางฝ่ายของผู้บัญชาการทหารบก กลายเป็นแรงผลักดันให้จอมพล ถนอม กิตติ ขจร ต้องลาออกจากตำ แหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๔
(ลาวเฉียง) คึกคักหนักแน่นดังแผ่นผา กลมเกลียวแกล้วกล้าสดใส ฟันเฟืองฟาดฟันบรรลัย กนกห้าสิบให้ชีวิตพลี (สร้อย) เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ ) ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี มือเปล่าตีนเปล่าก้าวหน้า ยอมให้เข่นฆ่าไปเป็นผี ถือหลักศักดิ์สิทธิ์เสรี พูดกันดีดีแล้วตั้งนาน (สร้อย) เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ ) ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี กดขี่ข่มเหงคะเนงร้าย เผด็จการก้าวก่ายเสียทุกด้าน ชาวนาเป็นศพกบดาน ชาวบ้านเป็นซากยากจน (สร้อย) เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ ) ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี มือเปล่าตีนเปล่าห้าวหาญ แกว่งกระบองคลุกคลานกลางถนน นี่คือพลังของประชาชน ทุกคนสืบเลือดบางระจัน (สร้อย) เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ ) ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี มาเถิดมาสร้างเมืองใหม่ สร้างประเทศเราให้เป็นสวรรค์ ใครมาข่มเหงรังแกกัน ประชาชนเท่านั้นลุกฮือเอย (สร้อย) เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง (ซ้ำ ) ตายเพื่อสร้าง ตายเพื่อสร้างเสรี (สุจิตต์ วงษ์เทศ “กล่อมวีรชน” แต่งให้วงดนตรีไทยเจ้าพระยา ทำ นอง ตับพระลอเสี่ยงน้ำ ธันวาคม 2516) เหตุนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย กับผู้เสียชีวิต 45 คน “มันเป็น หลักฐานประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งว่า มนุษย์ด้วยกันฆ่ากันตาย” ปรีชา กล่าว ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๕
แต่ก็ยังดำ รงตำ แหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และก็ยังปรากฏว่าการ ปราบปรามนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนยังดำ เนินอยู่ต่อไป พร้อม กับมีแถลงการณ์ว่ามีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ส่งพลพรรคมีอาวุธร้าย เเรงสวมรอยเข้ามา ยิ่งทำ ให้เห็นว่าเป็นการสร้างความเท็จ สร้างความโกรธ แค้นและเกลียดชังยิ่งขึ้น ทำ ให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเกิดพลัง ในการต่อสู้ต่อไป แม้จะบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากก็ตาม จากการปราบปรามอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม ใช้ทั้งรถ ถังเฮลิคอปเตอร์ อาวุธสงครามหนัก ทหารและตำ รวจจำนวนร้อย ทำ ให้ เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาลอย่างหนัก มีทหารและตำ รวจที่ไม่เห็น ด้วย พลเอก กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบกเอง ก็ไม่เห็นด้วยกับ วิธีการรุนแรงนี้ ทางด้านทหารอากาศและทหารเรือ ก็เห็นด้วยกับทางฝ่าย ของผู้บัญชาการทหารบก กลายเป็นแรงผลักดันให้จอมพล ถนอม กิตติ ขจร ต้องลาออกจากตำ แหน่ง และท้ายที่สุดคณาธิปไตยทั้งสาม ถนอมประภาส-ณรงค์ ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไป เหตุการณ์ทั้งหมด จึงสงบลงโดยพลันทันทีที่มีการประกาศว่าบุคคลทั้ง 3 ได้เดินทางออกนอก ประเทศแล้วเมื่อ 18.40 น. หลังเกิดเหตุรุนแรง จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้ประกาศลา ออกจากตำ แหน่งนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตประธานศาลฎีกา ได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย เดช ได้มีพระราชดำ รัสทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทรง ขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมมือกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความ สงบเรียบร้อยโดยเร็ว หลังการออกอากาศของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ได้ราวหนึ่งชั่วโมง ทหารได้เปิดฉากยิงขึ้นอีกครั้ง หลังนักศึกษาพยายาม ใช้รถโดยสารเข้าพุ่งชนกองบัญชาการตำ รวจนครบาล ซึ่งพยานผู้เห็น เหตุการณ์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 1 ราย จากนั้นจึงมีการ ประกาศกฎอัยการศึก เริ่มต้นในเวลา 22 นาฬิกา แต่ทั้งทหาร และตำ รวจ ก็มิได้ใช้ความพยายามในการสลายการชุมนุมของประชาชนแต่อย่างใด นักศึกษาหลายรายกล่าวว่า พวกเขาได้ยินพระราชดำ รัสของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว แต่ไม่เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล พวกเขาจึงยังคงชุมนุมต่อไป จนกว่าจะแน่ใจว่า จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร (รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) จะพ้น จากอำนาจจริงๆ จนกระทั่งวันที่ 15 ตุลาคม จึงได้มีการประกาศว่า “3 ทรราช” (ถนอม, ประภาส และณรงค์ กิตติขจร บุตรชายถนอม) จากรัฐบาลชุดเดิมได้เดิน ทางออกนอกประเทศไปแล้ว เหตุการณ์จึงคลี่คลายลง เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายคนออก จากบ้านไปร่วมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลายคนไม่ได้กลับบ้าน อีกเลย บางคนกลับไปด้วยร่างกายพิการ บางคนกลับไปด้วยความรู้สึก ใหม่เหตุการณ์ 14-15 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน คุณจำ ได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม คุณจำ ได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน วีรชนคนหนุ่ม สาวของเราได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา ตายไปขณะชูสอง มืออันว่างเปล่าขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ ณ บัดนี้ ขอให้พวกเราจงหยุดนิ่ง และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และจะได้เป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป เจ้าบินไปสู่เสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย ฮือ....ฮือ.... เจ้าเหิรไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด ฮือ...ฮือ... (วินัย อุกฤษณ์ “นกสีเหลือง”) ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๖
พี่น้องประชาชนไทยที่รัก นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่ชัดว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิม ให้แก่ราษฎโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลาย ของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร” แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาอำนาจหาได้เคยตกถึงมือประชาชนไม่คนไทยยังไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ ของตนอย่างแท้จริง การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชนยังปรากฎขึ้นทั่วๆ ไป อันทำความยุ่งยากเดือดร้อนอดอยาก แร้นแค้นให้เกิดแก่พี่น้องชาวไทยนานัปการ บนทนทางอันยาวนานของประวัติศาสตร์ไทยนั้น คนไทยส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ปกป้องรักษาและสร้างชาติมีผู้คนจำนวนมากที่ได้สละ เลือดเนื้อ น้ำตาและชีวิต เพื่อสืบทอดแผ่นดินไทยมาจนทุกวันนี้ แต่ต่อมาบุคคลบางกลุ่ม ได้สร้างภาพพจน์อันเลวร้ายทางการเมือง และแยกประชาชนออกจาก การมีส่วนร่วมทางการเมือง สร้างภาพพจน์อันน่าหวาดกลัวทางการเมือง ทำ ให้ประชาชนพากันเบื่อหน่าย และ ขยาดที่จะเข้ามามีส่วนกำหนดความเป็นไปของ ชาติ คนไทยกลายเป็นผู้เฉื่อนชาทางการเมือง ทั้งๆ ที่การเมืองคือชีวิตของประชาชน ทั้งๆ ที่ การเมืองคือกุญแจดอกสำคัญที่จะไบไปสู่ประตูแห่งความเจริญและ ความสุขสมบูรณ์ของประชาชน เรา-ประชาชน “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ขอเชิญชวนให้มวลชนชาวไทยได้เข้ามาทำลายปราการที่แยกระหว่างประชาชนกับ การเมืองให้พังพินาศได้เข้าร่วมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ ชาติไทย ประวัติศาสตร์ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาชนจะถูกบันทึกก็ต่อเมื่อเราทั้งมวลได้ผนึกพลังวมกันต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญอันเป็นเงื่อนไข ประการแรกในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อสร้างความผาสุกบริบูรณ์ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในอนาคต มวลชนไทยทั้งชาติ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือวัยใด จงมาร่วมกันอย่างมั่นคงเพื่อต่อสู้ทวงสิทธิและเสรีภาพ ของเราคืนมาพลังประชาชนไม่มีทางถูกทำลายพลังประชาชนจะคงอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๗
ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑- วันอันสำคัญ วันอันจุดชนวน แห่งประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยให้พลุ่งโพลงขึ้นก็มาถึง เช้าวันนั้นมีบุคคลกลุ่มหนึ่งประมาณ ๒๕ คนประกอบด้วยนายธีรยุทธ บุญ มี อดีดเลขาธิการศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีด อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งลาออกมาสมัคร ส.ส. ตั้งแต่ยุคการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ และใครต่อใครอีกซึ่งล้วน แต่เป็นนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบุคคลกลุ่มนี้ได้นัดชุมนุมกันที่ ลานอนุสาวรีย์ทหารอาสาข้างสนามหลวง เมื่อเวลา ๙.๐๐น. พร้อมกันได้นำ โปสเตอร์ ๑๖ แผ่นซึ่งมีข้อความเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจแก่ประชาชนด้วย การประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาด้วย โปสเตอร์บางแผ่นนั้นมีข้อความที่ รุนแรงจนเกินไปจนเมื่อบุคคลในกลุ่มนั้นได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็สั่งให้เก็บเสีย กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ คือกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มเรียกร้อง รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเริ่มต้นด้วยการที่ นายธีรยุทธ บุญมี เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน บุคคลที่มีความคิดความเห็นตรงกันให้เข้าชื่อเป็นสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งใน วาระแรกเริ่มทีเดียวนั้น ผู้ที่ลงชื่อเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้มีจำนวน ๑๐๐ คน ประกอบด้วยบุคคลหลายอาชีพ มีทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีดสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร นักการเมือง นักร้องข้าราชการ นิสิต นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ บุคคลเหล่านี้มีราย ชื่อดังนี้คือ ๑. ประสาร มฤคพิทักษ์ ๒. นพพร สุวรรณพานิช ๓. สุเทพ วงศ์กำ แหง ๔. ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ๕. ธีรยุทธ บุญมี ๖. แล ดิลกวิทยรัตน์ ๗. มนตรี จึงศิริอาลักษณ์ ๔. เดชา อุบลวรรณา ๙. นพพร ไพรัตน์ ๑๐. ดร. อภิชัย พันธเสน ๑๑. ทวี หมื่นนิกร ๑๒. ศิริยุพา พูลสุวรรณ ๑๓. ธัญญา ชุนชฎาธาร ๑๔. วิสา คัญทัพ ๑๕. ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ๑๖. ปรีดี บุญชื่อ ๑๗. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ๑๘. ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ๑๙. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ๒๐. จินตนา เชิญศิริ ๒๑. ชูศรี มณีพฤกษ์ วันที่ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๘
๒๒. วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน ๒๓. ฉายศิลป์ เชี่ยวชาญพิพัฒน์ ๒๔. พินัย อนันตพงศ์ ๒๕. พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ๒๖. พ.ต.ต. อนันต์ เสนาขันธ์ ๒๗. เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ๒๘. อรุณ วัชรสวัสดิ์ ๒๙. ไชยวัฒน์ ยนเปี่ยม ๓๐. พิทักษ์ ธวัชชัยนันท์ ๓๑. ร.ท. รณชัย ศรีสุวรนันท์ ๓๒. น.พ. วิชัย โชควัฒนา ๓๓. ฟัก ณ สงขลา ๓๔. สมเกียรติ์ อ่อนวิมล ๓๕. ดร. เขียน ธีรวิทย์ ๓๖. วัชรี วงศ์หาญเชาว์ ๓๗. อัจฉรา สภัสอังกูร ๓๘. สุมิตรา เต็งอำนวย ๓๙. ดร.เสริน ปุณณะหิตานนท์ ๔o. สุธน สุนทราภา ๔๑. สุชาดา กาญจนพังคะ ๔๒. สุมาลย์ คงมานุสรณ์ ๔๓. ภาสกร เตชะสุรังกูล ๔๔. ธวัชชัย ณ ลำ พูน ๔๕. ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ๔๖. ชวชาติ นันทแพทย์ ๔๗. จุฬา แก้วมงคล ๔๘. เทอดศักดิ์ จันทรสระแก้ว ๔๙. สุวัฒน์ ทองธนากุล ๕๐. คำสิงห์ ศรีนอก ๕๑. ปรีชา แสงอุทัย ๕๒. ณรงค์ เกตุทัต ๕๓. เสนีย์ ด้านมงคล ๕๔. อุดร ทองน้อย ๕๕. สุรชัย จันทิมาธร ๕๖. สถาพร ศรีสัจจัง ๕๗. ถวัลย์ วงศ์สุภาพ ๕๘. สมคิด.สิงสง ๕๙. วิชัย บำ รุงฤทธิ์ ๖๐. ไพสันต์ พรหมน้อย ๖๑. ไพบูลย์ วงษ์เทศ ๖๒. ประยงค์ มูลสาร ๖๓. ทศพล ยศรักษา ๖ ๔. สุดาทิพย์ อินทร ๖๕. พรชัย วีรณรงค์ ๖๖. ดร. บุญสนอง บุณโยทยาน ๖๗. ธรรมเกียรติ์ กันอริ ๖๘. สุรพล วัฒนกุล ๖๙. วีรศักดิ์ สุนทรศรี ๗๐. เทพ โชตินฺชิต ๗๑. เลียง ไชยกาล ๗๒. ไขแสง สุกใส ๗๓. ร.ต. ประทีป ศิริขันธ์ ๗๔. สมพล มารไสว ๗๕. ดร. ปราโมทย์ นาครทรรภ ๗๖. ประกอบ สงัดศัพท์ ๗๗. พล.ต.ต. สง่า กิตติขจร ๗๘. เสถียร จันทิมาธร ๗๙. ดาราวัลย์ เกษทอง ๘๐. วีรพงษ์ รามางกูร ๘๑. ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร ๘๒. ดร. วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์ ๘๓. ชนินทร์ ดีวิโรจน์ ๘๔. เหม ศรีวัฒนาธรรมา ๘๕. เจริญ คันธวงศ์ ๘๖. ดำ รง ลัทธพิพัฒน์ ๘๗. พิชัย รัตตกุล ๘ ๘. ศุภชัย มนัสไพบูลย์ ๘๙. วิบูลย์ อิงตากุล ๙๐. สมเกียรติ์ โอสถสภา ๙๑. กมล จันทรสร ๙๒. ประยูร พูนบำ เพ็ญ ๙๓. ประทุมพร วัชรเสถียร ๙๔. พนม ทินกร ณ อยุธยา ๙๕. ชัยศิริ สมุทวณิช ๙๖. สุชาติ สวัสดิศรี ๙๗. พิภพ ธงไชย ๙๘. นิวัติ กองเพียร ๙๙. ดร. ศักดา สายบัว ๑๐๐. อรรณพ พงษ์วาท ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๑๙
บทความ • ชีวิต-ครอบครัว วาณีเล่าเรื่อง : วันวานในโลกกว้าง : ปลายแถว (ตอนที่ 1) จากใจผู้เขียน นับแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงวันที่ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย เส้นทางชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขนานคู่ไปกับเรื่องราวผันผวนและแปรเปลี่ยนของสังคม ในช่วง พ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2503 ทั้งในบ้านเกิดและต่างแดน และในที่สุดสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่เมื่อ พ.ศ. 2531 หลากรสหลากอารมณ์ที่แผ้วผ่านเข้ามาในชีวิต ได้หลอม เป็นประสบการณ์ชีวิตอันทรงคุณค่าและยากที่จะลืมเลือน ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นสักขีพยานชีวิตของเธอผู้นี้ จึงได้เรียงร้อย วันวานในโลกกว้าง ฝากไว้ในบรรณภิภพ ด้วยหวังให้บันทึกนี้เป็นเพื่อนเดินทางของ นักอ่านรุ่นเยาว์ท่องไปในโลกกว้างและย้อนรอยสู่อดีต ผู้เขียนระลึกด้วยความขอบคุณทุกท่านที่อยู่เบื้องหลังการนำ วันวานในโลกกว้าง สู่สายตาของผู้อ่าน โดยเฉพาะคู่ชีวิตที่เป็นกำลังใจให้คำติชม ตั้งแต่ต้นร่างจนถึงฉบับสมบูรณ์ ว.ณ. พนมยงค์ พฤษภาคม 2543 ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๐
เช้าวันหนึ่งกลางเดือนกรกฎาคม ท้องฟ้าใส กระจ่างปราศจากฝุ่นละอองหลังจากถูกฝนชำ ระ ล้าง พายุฝนเมื่อคืนวานยังทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น พื้นดินชุ่มฉ่ำ เกือบเฉอะแฉะ กิ่งไม้เล็กๆ ตกเกลื่อน เต็มสนาม กิ่งมะพร้าวสีเขียวอมน้ำตาลก้านหนึ่ง หักพับคาต้น ที่เหลือโบกพัดไหวๆ น้ำ ในคลอง สีลมถูกพายุฝนกวนเป็นสีเหลืองขุ่น เรือขายถ่าน ร้องโหวกเหวกเรียกลูกค้ามาแต่ไกล ประสานเสียง กริ๊งกร๊างของรถรางที่แล่นไปมา ริมฝั่งคลองสีลม เรียงรายด้วยบ้านเรือนของเจ้านาย ขุนนาง พ่อค้า วาณิช และสามัญชน อาณาบริเวณใหญ่เล็กต่าง กันไป บ้างทรงตึกฝรั่ง บ้างเป็นเรือนไม้แบบไทย ตามฐานะของเจ้าของบ้าน ส่วนบ้านสวนของชาว สีลมดั้งเดิมหลบอยู่ในดงผลหมากรากไม้ อย่าง เช่นต้นมะม่วง ต้นมะขาม ต้นมะตูม ต้นมะกอก น้ำ ... ดินดำน้ำ ชุ่ม ทำ ให้เจ้าของสวนมีผลไม้ไว้กิน ตลอดปีไม่เคยขาด ชาวสยามต้อนรับชาวต่างชาติ ต่างภาษาด้วยน้ำ ใจไมตรี คนผิวเหลือง ผิวขาว ผิว ดำ รวมกันเป็นชุมชนสีลม ชาวจีน ชาวอินเดีย ชาว เยอรมนี ชาวฝรั่งเศส ชาวโปรตุเกส ตั้งรกรากทำ มาหาเลี้ยงชีพบนถนนสายนี้ร่วมกับชาวสยาม อย่างกลมกลืน “รีบต้มน้ำ ร้อนเถอะครับ จวนจะคลอดแล้ว” เสียง คุณหมอสั่ง “หัวเด็กออกมาแล้ว” ผู้เป็นมารดาใช้ศอกแขนพยุงกายลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่ง นอน “ไหล่เด็กกว้าง” ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง หมอไหม พรมผู้มีประสบการณ์ในการทำคลอด ใช้มือขวา ช้อนศีรษะทารกไว้ มือซ้ายจับหัวไหลให้ตะแคงตัว ออกมาสู่โลกกว้าง “อุแว้ อุแว้” ทารกน้อยแผดเสียงร้องลั่น หมอไหมพรมวางทารกแรกเกิดตัวแดงๆ บนอก ของแม่อย่างเบามือ “ลูกสาวคนเล็กของเราตัวโตเชียว” จากด้านถนน ข้ามสะพานไม้มาอีกฝั่งหนึ่งของ คลอง ตึกสีนวลหลังกะทัดรัดตั้งเด่นถนัดจาก สนามหญ้า หลังคาปูด้วยกระเบื้องสีน้ำตาลเทลาด หน้าต่างทุกบานเปิดรับแสงสว่างของรุ่งอรุณ ภายในบ้านดูจะชุลมุนวุ่นวายไม่น้อย หมอไหมพรมถูกตามตัวมาตั้งแต่ฟ้า ยังไม่สาง พ่อบีบมือแม่แน่นด้วยความดีใจ ปลายลืมตาดูโลกในครอบครัวใหญ่ที่ อบอุ่น เป็นปลายแถวในบรรดาพี่ๆ น้องๆ 6 คน พ่อของปลายรับราชการ กระทรวงการคลัง ขณะเดียวกันเป็นผู้ประสิทธิ์วิทยาการมหาวิทยาลัย ธรรมจักร ส่วนแม่ทำหน้าที่แม่บ้าน ดูแลทุกข์สุขของสมาชิกในครอบครัว ปลายเป็นเด็กเลี้ยงง่าย เมื่อใช้ปากน้อยๆ ดูดนมแม่จนเต็มอิ่มแล้วก็หลับปุ๋ย พี่ๆ ของปลายชอบวิ่งมาดูน้องน้อยของตน เมื่อปลายตื่นขึ้นมาหัวเราะเอิ๊ กอ๊ากทักทายพี่ๆ พอเออๆ อาๆ ได้สักพัก ปลายก็ร้องไห้ “ไม่เป็นไรหรอก น้องกำลังหิวจ้ะ” แม่อุ้มปลายขึ้นจากเตียง ในอ้อมแขนที่ อ่อนนุ่มของแม่ ปลายหยุดร้องไห้ จากนั้นดูดนมจ๊วบจ๊าบอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อปลายอายุ 1 เดือน แม่ไม่มีน้ำนมให้ปลายกิน แม่ต้องชงนมผงใส่ขวด นมไว้ แรกๆ เมื่อจุกนมขวดแหย่เข้าไปในปาก ปลายใช้ลิ้นดุนออกมา ปลาย ร้องไห้ประท้วง นมอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะหอมหวานเหมือนน้ำนมแม่ ต่อมา ความหิวทำ ให้ปลายดูดนมขวดหมดในเวลาอันรวดเร็ว คราใดที่พ่อของปลายว่างเว้นจากงานราชการที่รัดตัว พ่อร้อง “นะ... นิง...นอย…” ให้ปลายฟัง ตอนนั้นปลายมีความสุขมาก บางทีก็ชูมืออวบ เล็กๆ บางทีก็กระพือปีก โยกขาเคลื่อนไหวไปมาตามจังหวะเพลงในอ้อมอก ของพ่อ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๑
ครบ 50 ปี “วันมหาวิปโยค” ผ่าน บาดแผลครึ่งศตวรรษของ นักสู้ประชาธิปไตยที่ประวัติศาสตร์ไม่จำ ฉลวย ศรีเกสร วัย 84 ปี เชื่อว่าตนเองอาจเป็นผู้ประท้วง 14 ตุลา “ที่อายุเยอะที่สุด” เรื่อง-วิดีโอ: ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล และ วสวัตติ์ ลุขะรัง Role,ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย แม้ดวงตาสองข้างจะแทบมองไม่เห็นจากต้อกระจกรุนแรง แต่สิ่งที่ยังแจ่ม ชัดในห้วงความทรงจำ ของชายวัย 84 ปี คือประสบการณ์เฉียดตาย การ นองเลือด และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่นอนเกลื่อนรอบตัว บนสะพานผ่าน ฟ้าลีลาศ เมื่อ 50 ปีก่อน “ทหารและตำ รวจใช้ (ปืน) เอ็ม 16 ยิงรัวเลย รัวชนิดไม่หยุดเลย ไม่ขึ้นฟ้า เลย ยิงตัวเลย” ฉลวย ศรีเกสร หนึ่งในผู้ประท้วง “14 ตุลา” เล่าย้อนความ ทรงจำ เคล้าเสียงกระสุนและกลิ่นเลือด จากเคหสถานอันร่มรื่นใน จ.นนทบุรี ชายชราผู้ร่วมประท้วงกับขบวนการนักศึกษาเมื่อปี 2516 ค่อย ๆ ถลกแขน เสื้อให้เห็นรอยแผลเป็นใหญ่จากกลางศอกไปถึงกลางแขนขวาที่บิดงอไม่ได้ เพราะต้องใช้เหล็กดามแทนกระดูกที่ถูกคมกระสุนเจาะทำลาย จากนั้นเขา พลิกข้อเท้าซ้าย ที่พาดยาวด้วยรอยแผลคล้ำ จากกระสุนที่พุ่งทะลุ บาดแผลเหล่านี้เกิดห่างกันไม่ถึง 10 นาที ในวันที่ประวัติศาสตร์ไทยขนาน ไว้หลายนาม ทั้ง “วันมหาวิปโยค” ที่มีผู้เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 77 ศพ หรือ “วันประชาธิปไตย” ที่ชัยชนะมีอายุขัยแสนสั้น และนี่คือเรื่องราวอีกมุมของบุคคลที่ไม่ขอเรียกตนเป็น “วีรชน” เหล่า คนที่ไม่ใช่ “นักศึกษา” และ “ผู้บาดเจ็บ” ที่ชื่อแทบไม่ปรากฏบนบันทึก ประวัติศาสตร์และอินเทอร์เน็ต ในโอกาสครบ 50 ปี “14 ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๒
ตุลา” ผ่านฟ้า “เปื้อนเลือด” เมื่อปี 2516 ฉลวย ในวัย 34 ปี ทำ งานเป็นพนักงานควบคุมอุปกรณ์หนัก มีบ้านอยู่แถวบางนา เขาติดตามข่าวสารการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะการปฏิวัติตนเองของ จอมพล ถนอม กิตติขจร ในปี 2514 การประกาศธรรมนูญให้อำนาจ เบ็ดเสร็จแก่นายกฯ ในปี 2515 มาถึงชนวนความไม่พอใจ จากเหตุ เฮลิคอปเตอร์กองทัพบกตกที่นครปฐมและพบซากสัตว์ป่า อันสะท้อนถึง อภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ เมื่อนักศึกษาจากหลายสถาบัน เริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญในช่วง ต้นเดือน ต.ค. เขาจึง “เห็นด้วย” และ “เข้าร่วมทันที” ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 2516 เป็นต้นมา ฉลวยเล่าว่าตัวเขานั้นอยู่ช่วง “กลางค่อนหลัง” ของคลื่น ผู้ประท้วงนำ โดยเสกสรร ประเสริฐกุล ที่เคลื่อนออกจากธรรมศาสตร์ เมื่อ วันที่ 13 ต.ค. มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อไปพระบรมรูปทรงม้า และค้างคืนข้างสวนจิตรลดา กระทั่งเช้ามืดวันที่ 14 ต.ค. ที่เริ่มเกิดการปะทะ ฉลวยอยู่ในกลุ่มที่พยายาม “ยึดตึก” กองบัญชาการฝ่ายทหารและตำ รวจ บริเวณสะพานผ่านฟ้า “ตำ รวจหน้ากระดานเลย แล้วยิงแก๊สน้ำตาใส่” แต่พวกเขาก็ใช้วิธีสลับไป ล้างหน้า แล้วออกมาต่อสู้ด้วย “เศษไม้ก้อนอิฐ” นานพักใหญ่ ช่วงเกือบ 13.00 น. เป็นเวลาที่ฉลวยไม่เคยลืม เมื่อตำ รวจและทหารเริ่มใช้ ปืนเอ็ม 16 “ยิงรัว” เข้าใส่ “ตรงกลางสะพานโดนก่อน ตรงอกนี่เต็มเลย (รูกระสุน) ล้มหงายท้อง เลือดเต็มไปหมด” ฉลวยเล่าย้อนอดีตกับบีบีซีไทย “เฮ้ย เอาแน่แล้ว เรา ก็เลยนอนอยู่ติดกับราวสะพาน... แต่ไม่หยุดยิงเลย ยิงตลอด เป็นชั่วโม งมั้ง” ห่ากระสุนผ่านศีรษะ ก่อนกระชั้นเข้าใกล้มาทุกที “แล้วก็ยิงโดนแขนนี่เลย มันชา ไม่เจ็บหรอก กระดูกกระจายออกมาเลย เพราะโดนตรงข้อต่อ จน เพื่อนเห็นเศษกระดูกไปตกตรงหน้าเขา” ฉลวย เล่าต่อ ถึงจุดนั้นเขาจึงให้ เพื่อนกระโดดลงน้ำ หนีไปก่อน “เราก็นอนอยู่ เลือดท่วมเลย ขยับอีกทีก็ โดนขาอีกนัดหนึ่ง” ฉลวยกล่าว แล้วชี้ไปที่แผลยาวตรงข้อเท้าซ้าย ซึ่งเมื่อ โดนยิงทั้งศอกและขา “ทีนี้ไปไม่ไหวแล้ว นอนนิ่งเลย คน (ที่มีชีวิต) ไปเกือบ หมดแล้ว ที่เหลือก็ตายบ้าง เจ็บบ้าง เต็มไปหมดตรงสะพาน” เด็กมัธยมตายต่อหน้า ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายกลางห่ากระสุน ฉลวยใช้กำลังเฮือก สุดท้าย “แข็งใจลุกขึ้น เอื้อมมือซ้ายไปโหนราวสะพาน ใช้เท้าขวายันพื้น แล้วขึ้นคร่อมราวสะพาน” ท่ามกลางเสียง “วืดวาด” ของกระสุนที่แหวก อากาศไม่หยุด ท้ายสุด เขาทิ้งตัวลงไปใน “น้ำคลำ ” จมไปถึงก้นคลอง ในสภาพบาดเจ็บจน ว่ายน้ำ ไม่ได้ แต่โชคดีที่ผู้ประท้วงด้านล่าง ประคองขึ้นมาจากน้ำ แม้กระนั้น ฝ่ายรัฐ “ก็ยิงลงน้ำอยู่ ยิงตลอด” ฉลวย และผู้ประท้วงคนอื่น ๆ หนีไปหาที่กำบัง จนมีชาวบ้านในพื้นที่พาย เรือมารับออกไปจากพื้นที่ แล้วพาขึ้นรถยนต์ไปพร้อมกับผู้ประท้วงอีก 2 คน และเด็กคนหนึ่ง พอหันไปดูใบหน้าเด็กในชุดมัธยมนุ่งขาสั้น ที่นั่งข้าง ๆ เขาพบว่า “โดนยิง กลางหน้าผาก เป็นรูเลย หน้าซีดเซียวหมด” แต่ยังไม่เสียชีวิต “เด็กคนนั้นพูดว่า พี่อย่าทิ้งผมนะ ผมหนาวจังเลย” ฉลวยทวนคำ พูดแผ่ว เบาที่ได้ยินเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งเป็นคำ พูดสุดท้ายของเด็กนิรนามรายนี้ ที่ ขาดใจก่อนไปถึงโรงพยาบาล กระสุน “14 ตุลา” ฝังร่างมา 50 ปี ห่างจากบ้านปัจจุบันของฉลวยออกไปไม่กี่กิโลเมตร ประเวศ เอมอมร ต้อง ลุกแบบทุลักทุเลจากเตียงที่เป็นฟูกปูบนพื้น เขาเดินกะเผกอย่างเห็นได้ชัด บางจังหวะต้องใช้ไม้เท้าหวายคอยพยุง ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๓
“ผมโดนยิงโคนขาเม็ดเดียว” ประเวศเล่า ก่อนจะลุกขึ้นปลดเข็มขัด-กางเกง เผยให้เห็นแผลจากกระสุนที่ทะลุเข้าร่าง ก่อน “แตกออกเป็นสองชิ้น” โดย กระสุนซีกหนึ่ง โผล่นูนออกมาบริเวณหลังขา เป็นรอยคล้ำสีดำ ย้อนไปเมื่อปี 2516 เขาอาศัยอยู่กับแม่ที่ขายอาหารอยู่ในกรมทหาร ใกล้สนามบินน้ำ เขา เป็น “เด็กสอบตก” ที่เพิ่งสมัครเรียนช่างกล เมื่อเห็นเหล่านักศึกษารวมตัว กันต่อต้านรัฐบาลทหารของจอมพล ถนอม เขาจึงสนับสนุนอยู่ห่าง ๆ เมื่อสถานการณ์ถึงจุดรุนแรง เขาในวัย 17 ปี ต้องการไปเห็น เหตุการณ์ด้วยตาตนเอง จึงลอบออกมาจากบ้านในกรมทหาร นั่งรถ โดยสารประจำทางมาลงบริเวณศรีย่าน แล้วเดินต่อมุ่งหน้าจะไปธรรมศาสตร์ แต่ไปไม่ถึง เพราะเจอตำ รวจ-ทหาร ปิดกั้นเส้นทาง ก่อนเปิดฉากยิงขับไล่ “สองคนยิงขึ้นฟ้า อีกคน เขายิงใส่ลงพื้นเลย” ประเวศเริ่มเล่า “ข้างหน้าผมหลายคน เริ่มล้น เห็นเลือดเต็ม แล้วผมก็รู้สึกแปล๊บ ๆ มันยังไม่ เจ็บ ไม่นานก็รู้สึกร้อน แล้วผมก็ล้มบนถนน โป้ง” นักศึกษาที่อยู่ใกล้กันจึงจับคอเสื้อ ลากเขาออกจากพื้นที่ ส่วนสายตาของ เขามองไปเห็น “ทหารขึ้นอีกแม็กต่อ คือจะเอาซ้ำ ... เขาก็ลากไปเลื่อย ๆ บอกว่าอย่าหลับนะ ถ้าหลับคือเสร็จ” โชคยังดีที่รถพยาบาลของวชิรพยาบาลอยู่ใกล้เคียง จึงนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน ได้อย่างรวดเร็ว “ถ้าไม่ออกมาก็ไม่ถูกยิง... ดวงมันจะถูกยิงน่ะ” แต่ในขณะ เดียวกัน “ดวงมันไม่ถึงตายด้วย” ประเวศ ยอมรับ แต่แม้แพทย์จะพยายาม ผ่าเอากระสุนออกถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังเอากระสุนที่ “แตกเป็นสองเสี่ยง” ออก มาไม่ได้ จนยังค้างเติ่งอยู่ในร่างกาย ยาวนานมา 50 ปี ถึงปัจจุบัน คนปกติไปประท้วง ตื่นมาพิการ ชัยยะ ชววงศ์พัฒนากุล ปักหลักอยู่บริเวณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคืนวันที่ 13 ต.ค. ตอนที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำ รัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ขอให้ ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง และทรงแต่ง ตั้งศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยนั้น เป็นนายก รัฐมนตรีแทนจอมพลถนอม “(พลตำ รวจโท) มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น เขาก็เฝ้าอยู่ ทางไปสนามม้านางเลิ้ง เขาไม่ยอมให้ผ่าน... แล้วก็ มีคำสั่งให้สลายม็อบ” ชัยยะ เล่าพร้อมเสริมว่า หาก ตำ รวจเปิดทางให้ประชาชนผ่านไป คงไม่เกิดเหตุ นองเลือดขึ้น ท่ามกลางการปราบปรามนักศึกษา เขาและผู้ประท้วงอีกบางคน รับหน้าที่จัดหาเสบียง อาหารมาสนับสนุน จึงขึ้นรถประจำทาง มุ่งหน้าไป เขตบางแค ที่มีกระแสข่าวมาว่า ประชาชนจะช่วย เหลือด้านอาหาร “ผมยืนอยู่ตรงบันไดหน้า... แล้วเหมือนเกิด อุบัติเหตุชนกับรถ” ชัยยะกล่าว ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่า เป็นอุบัติเหตุหรือผลจากสถานการณ์ชุลมุนกัน แน่ ซึ่งมารู้ตัวอีกที เขาอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ใน สภาพที่ต้องเสียขาซ้ายไป ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๔
“มันก็เครียด มันก็แค้น ทรมานมันก็มี” เขาพูดพลางถลกขากางเกง ให้เห็นขาที่ด้วนเกือบถึงเข่า แต่ยังพอใส่ขาปลอมได้ อย่างไรก็ตาม แผลตรงข้อเท้าขวาที่เนื้อแหว่งหายไป ทำ ให้เมื่ออายุมากขึ้น จึงต้อง พึ่งรถเข็นเป็นหลัก ชีวิตหลัง 14 ตุลา ฉลวย ศรีเกสร คิดว่าต้องสูญเสียแขนขวาไปแล้ว หลังถูกยิงเจาะข้อศอก แต่แพทย์ “ทดลองวิชา” จัดกระดูกเรียงใหม่แล้วดามด้วยเหล็ก แม้กระนั้น ชีวิตของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากคนมีงานทำ ต้อง กลายเป็นคนไร้งาน เทียวไปมาโรงพยาบาลกว่า 1 ปี ทำกายภาพบำบัด อย่างหนัก และฝึกเขียนหนังสือด้วยมือซ้าย ตลอดเวลาที่เขารักษาตัวและทำ งานที่ไม่หนักมากนัก เพื่อหารายได้ประทัง ชีพ เขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ปีแรก ๆ ดูเหมือน “ประชาธิปไตยจะเบ่งบาน” แต่แล้วก็เกิดกระแสตีกลับขบวนการนักศึกษา และวาทกรรม ที่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มธ. เคยอธิบาย ไว้ ไม่ว่าจะเป็น “คอมมิวนิสต์” “ญวณ เจ๊ก” และ “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” อดีตผู้ประท้วง 14 ต.ค. อย่าง ฉลวย เริ่มรู้สึกว่ามีการคุกคามและเฝ้า ติดตาม จนรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาจึงตัดสินใจไปทำ งานในตะวันออกกลาง เริ่ม จากซาอุดีอาระเบีย เสมือนเป็นการลี้ภัยตัวเอง เพียงไม่กี่วัน ก่อนเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 “บ้านมึงทำ รัฐประหารอีกแล้ว” เขาทวนคำที่เพื่อนต่างชาติในซาอุฯ วิ่งมาบ อกเขาในที่ทำ งาน แม้ปัจจุบัน จะมีการเลือกตั้งและได้พรรคเพื่อไทยมาเป็น รัฐบาล แต่เขากลับรู้สึกว่าประเทศไทย “ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เกือบจะ ถอยหลังลงคลองด้วยซ้ำ ไป... ย้อนยุค” แต่หากถามเขาว่า ย้อนไป 50 ปีก่อน ในวันที่ 14 ต.ค. 2516 เขาจะเลือกทำ ใน สิ่งที่แตกต่างออกไปหรือไม่ ฉลวยยืนกรานว่า จะร่วมกับขบวนการนักศึกษา ต่อไป เพราะอย่างน้อย “14 ต.ค.” ก็ได้มอบบทเรียนบางอย่างต่อสังคมไทย และเมื่อถามว่าอยากบอกอะไรคนรุ่นใหม่บ้าง ฉลวย ตอบสั้น ๆ เพียงว่า “จง รักษาประชาธิปไตยให้ดีนะ อย่าให้เกิดแบบในสิ่งที่เราเคยทำมาแล้ว... จะได้ ไม่เกิดบาดแผลอีก” ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๕
6 ตุลา : ภารกิจ “สืบต่อความทรงจำ ” กับ วาระ “รื้อคิดความเป็นไทย” ของ 2 ผู้รอดชีวิต เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ผ่านมา 43 ปี สำหรับเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลา 2519 ทว่าประวัติศาสตร์หน้านี้ยังมืด มิด ไม่ถูกชำระสะสางอย่างจริงจัง ปริศนาที่ว่าใครคือผู้บงการยังไม่คลี่คลาย ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย จาก 45 รายยังไม่อาจระบุตัวตนได้ จากจุดเริ่มต้นของผู้คนที่มาชุมนุมประท้วงการก ลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกขับไล่ออกนอกประเทศ เมื่อปี 2516 พัฒนาสู่ข้อกล่าวหาว่าขบวนการ นักศึกษา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เป็น “คอมมิวนิสต์” และ “ซ่องสุมและสะสมอาวุธ” ไว้ ภายในมหาวิทยาลัย นำ ไปสู่การเปิดฉากสังหาร หมู่ บีบีซีไทยสนทนากับ 2 ผู้มีประสบการณ์ตรง ใน 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ต่อเนื่อง คนหนึ่ง คือ ศ. กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาค วิชาประวัติศาสตร์ ม. วิสคอนซิน-แมดิสัน อดีต ผู้นำ นักศึกษาและผู้ปราศรัยคนสุดท้ายบนเวที ชุมนุม อีกคนคือ ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ แห่ง คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ อดีต “สหาย” ที่เข้าป่าจับอาวุธ เพื่อให้ “ความทรงจำ ” ของ พวกเขาได้ส่งเสียง และเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ เกิด “ประวัติศาสตร์ซ้ำ รอย” อีก วันพุธสุดวิปโยคของ“ผู้ปราศรัยคนสุดท้าย” เสียง “วี้ด...” ดังขึ้น ธงชัยมองนาฬิกาบอก เวลา 05.30 น. จังหวะนั้นเองมีเสียง “ตูม” สนั่น ตามมาพร้อมแรงสั่นสะเทือนทั่วสนามฟุตบอล ภายใน ม. ธรรมศาสตร์ เขามาทราบภายหลังว่าเป็นเสียงระเบิดเอ็ม 79 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย “หยุดยิงเถิดครับ เราไม่มีอาวุธ เราชุมนุมอย่าง สันติ” ธงชัยอ้อนวอนผ่านไมโครโฟนซ้ำ ไปซ้ำ มา ขณะกำบังตัวอยู่ข้างหลังถังเหล็กที่ถูกแปร สภาพให้เป็นฐานเวทีปราศรัย ผู้นำนักศึกษาวัย 19 ปีไม่รู้ตัวว่ากล่าววิงวอน ตำ รวจด้วยข้อความวกวนอยู่นานแค่ไหน รู้ เพียงว่าหากเสียงจากเวทีเงียบหายไป เพื่อน ๆ อาจยิ่งเสียขวัญ กระทั่งเวลาเดินไปกว่าชั่วโมง เขาหมดเสียง หมดแรง และวางไมค์ลง “เป็นคำ พูดที่มีความหมายที่สุดเพื่อชีวิตนับพัน ในธรรมศาสตร์ แต่กลับไร้ความหมายที่สุด” ธงชัยระบุ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพื่อนนักศึกษา นอนราบอยู่กับพื้น หลายคนไม่หายใจแล้ว แต่ ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๖
ตอนแรก ธงชัยคิดว่าผู้ชุมนุมแค่หมอบหลบ “ห่า กระสุน” ตามที่นัดแนะกันไว้ ทว่ามีภาพอื่น ๆ เคลื่อนตามมาอย่างต่อเนื่อง เขาเห็นหน่วยรักษา ความปลอดภัยที่หอประชุมใหญ่นอนแน่นิ่ง เห็น เพื่อนถูกยิงล้มลงขณะพยายามวิ่งหนีเข้าไปหลบ ในตึก เห็นชีวิตนับพันที่ไม่มีทางสู้ “ผู้ปราศรัยคนสุดท้าย” อย่างธงชัยจึงบอก เสมอว่าเขาคือ “ประจักษ์พยาน” ของเหตุการณ์ “สังหารหมู่” 6 ตุลา 2519 เขาโกรธแค้น หวาดกลัว สิ้นหวัง เสียใจ ละอายใจ ร่ำ ไห้ไม่ต่างจากคนบ้าคลั่ง... ไม่มีเวทีปราศรัยขับ ไล่เผด็จการอีกต่อไป มีแต่นักศึกษาและประชาชน วิ่งหนีตายอย่างสับสนอลหม่านใน “วันพุธสุด วิปโยค” ธงชัยกับพวกหนีไปได้ไม่ไกลก่อนถูกจับกุมใน วันนั้น วันที่ความรุนแรงทั้งหมดจบลงด้วยการ รัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้า ในเวลา 18.00 น. ราดหน้าที่กินอยู่ 4 ปีของ “สหายมา” กับ ภาวะ “ผีหลอก” ภารกิจภาคต่อตกเป็นของ “นักศึกษานอกคุก” เช่น เกษียร ผู้ไม่ได้อยู่ใน “ลานประหาร” และรอด จาก “คุก” เพราะกลับบ้านไปอาบน้ำ ในช่วงค่ำ ของวันที่ 5 ตุลา หลังอยู่ในชุดเดิมมาหลายวัน เขาทำ ได้แค่ฟังข่าวจากวิทยุด้วยความเครียดโกรธ พร้อมจัดการทำลายหนังสือฝ่ายซ้ายที่อยู่ ในครอบครอง แล้วหลบไปอยู่ “ที่ปลอดภัย” ”อยากจะทำอะไรต่อกับชีวิตตัวเอง” คือคำถาม ที่วนอยู่ในหัวของคนหนุ่มวัย 18 ปี ผู้เป็นสมาชิก สภานักศึกษา ม. ธรรมศาสตร์ ในช่วงเดือนเศษ หลังเหตุ “ฆาตกรรมกลางกรุง” ญาติเสนอว่าจะ ส่งเสียไปเรียนที่ต่างประเทศ แต่เขาปฏิเสธ คำ ชักชวนที่เกษียรตอบรับแบบเงียบ ๆ มาจาก “เพื่อนนักกิจกรรม” ที่ติดต่อกับ “คนในป่า” ได้ เจ้าตัวไม่แพร่งพราย “ภารกิจลับ” ให้ใครรู้ ไม่มี กระทั่งคำ ร่ำลา ”ผมออกจากบ้านประมาณสักใกล้ ๆ ทุ่ม เตี่ยผม นอนหันหลังให้ผนังอยู่กับพื้น แล้วถามว่าไปไหน ผมก็บอกว่าไปซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้ากิน ห่อนั้น กิน 4 ปี” เขาแค่นหัวเราะเล็ก ๆ เมื่อหวนนึกถึง นาที “เปลี่ยนชีวิต” เมื่อ “เข้าป่า” จับอาวุธ ร่วม เคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เขาได้ชื่อใหม่ว่า “สหายมา” ระหว่าง ใช้ชีวิตในป่าด้านอีสานใต้เพื่อสานต่อภารกิจ “เปลี่ยนประเทศ” ของขบวนการนักศึกษา ด้วย การผลักดันให้มีเอกราช มีประชาธิปไตย และมี ความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเขารู้สึกว่า “ยังทำ ไม่เสร็จ” เพราะถูกตัดตอนโดยการล้อมปราบ 6 ตุลา ส่วนอีกภารกิจสำคัญคือ “ไขประตูคุก เอาเพื่อนคืนมา” กิจวัตรในแต่ละวันของสหาย มา คือฟังข่าว-หาข่าว-สรุปข่าวจากวิทยุคลื่นสั้น 4 รอบ เช้า เที่ยง เย็น ค่ำ ส่วนเวลาที่เหลือก็ไป ร่วมใช้แรงงานบ้าง อยู่เวรเฝ้าทัพที่ตั้งบ้างตามแต่ หัวหน้าสำนักงานจัดสรรให้ ก่อนเข้าป่า เกษียร “ไม่เคยสงสัยในชัยชนะของ ฝ่ายนักศึกษา” แต่สุดท้ายเขากับเพื่อนต้อง ปราชัยอีกครั้ง เมื่อถูกรัฐไทย “รุกทางการเมือง” ชนิดที่เกษียรบอกว่า “ฝ่ายนำ จัดตั้ง พคท. คิด ไม่ถึง” แกนนำนักศึกษาและประชาชน 18 คน ที่ตกเป็น “จำ เลยคดีคอมมิวนิสต์” และอื่น ๆ รวม 11 ข้อหา ได้รับการปล่อยตัวในปี 2521 หลังมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำ ความผิดเนื่องในการชุมนุมใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึง วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เพื่อ “ให้เกิดความ สามัคคีในระหว่างชนในชาติ” ขณะเดียวกันได้เกิดวิกฤตขัดแย้ง พคท. เป็น ผลให้ความใฝ่ฝันในการสร้าง “สังคมใหม่” ของ เหล่าทหารป่าล่มสลาย พวกเขาสิ้นหวังเสื่อม ศรัทธาต่ออุดมคติ ต้องทยอยกลับเข้าเมือง อย่าง “ผู้แพ้” ด้วยโอกาสที่รัฐหยิบยื่นให้ผ่านคำ สั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 นักวิชาการเปิดข้อมูล “6 ตุลา 2519” หน้า ประวัติศาสตร์อันมืดบอด การกลับมาของเพลง “หนักแผ่นดิน” จาก 2519 ถึง 2562 ความทรงจำ เกี่ยวกับ 6 ตุลา และปรากฏการณ์ “ป่าแตก” จึงส่งผลต่อทุกชีวิตที่ยังมีลมหายใจ บ่อยครั้งที่เกษียรรู้สึกเหมือน “ถูกผีหลอก” “6 ตุลา ทำ ให้เจ็บปวดมาก มันเหมือนกับคนที่ สนิทกับเรามาก เป็นเพื่อนสหายร่วมอุดมการณ์ ต่อสู้กันในขบวนการนักศึกษา เวลาเขาถูกฆ่า ไปอย่างไม่เป็นธรรม มันเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิต ของเรา ทางการเมือง ทางอุดมการณ์มันตาย ไปด้วย... แต่ตอนที่การต่อสู้ในป่ามันพัง พคท. มันพัง ความรู้สึกมันกระทบกับตัวเองมากกว่า ในความหมายที่ว่ามันมืด มันมีความรู้สึกว่าทาง ที่เราเชื่อและเดินมาตั้งนาน มันดันไม่ใช่ ยิ่งคิด ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๗
ต่อไปถึงบรรดาคนที่เข้าป่าไปพร้อมกันแล้วไม่มี โอกาสกลับออกมา มันตอบไม่ได้ว่าเขาตายเพื่อ อะไร มันเหมือนผีหลอกจริง ๆ” ภาพสหายวงกรร มาชนที่ถูกซุ่มโจมตีเสียชีวิตแว่บขึ้นมาในความคิด ของเกษียรเป็นครั้งคราว พร้อมคำถามที่ไม่เคยมี คำตอบว่าเหตุใดเพื่อนจึงต้องเอาชีวิตไปทิ้งในป่า “ผมใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง ถึงพยายามจะตอบตัวเอง ใหม่ว่าการที่เขาจะไม่ตายอย่างสูญเปล่าก็คือผม เดินหน้าต่อในสิ่งที่เราเชื่อร่วมกัน แต่ไม่ใช่ในวิถี ทางที่มันถูกพิสูจน์ว่าผิด เราก็สู้ต่อไปในหนทาง ใหม่โดยสันติ โดยกรอบกฎหมาย กรอบการเมือง นี่คือวิธีจดจำ เขาและทำ ให้การตายของเขามีความ หมาย” ”ล้างแค้น” ด้วยการ “รื้อคิดความเป็นไทย” หยุด “ไทยฆ่าไทย” เกษียร และ ธงชัย เริ่มต้น “ชีวิตที่ 2” หลังผ่าน ความตายในฐานะ “นักศึกษาคืนสภาพ” กลับไป เรียนต่อที่ ม. ธรรมศาสตร์ จนจบปริญญาตรี ด้วยผลการเรียนระดับเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้ ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทและเอกในต่าง แดน แล้วเริ่มงานนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และ ประวัติศาสตร์ตามลำดับ ผลงานวิชาการหลาย ชิ้นของพวกเขาสะท้อนจิตวิญญาณของคนรุ่น 6 ตุลา อย่างไม่ปิดบัง แม้ไม่มีคำตอบให้ตัวเองว่า “ทำ ไมจึงมีชีวิตอยู่” แต่ สิ่งที่พวกเขาพอรู้คือ “เขาอยู่เพื่ออะไร” ภารกิจใหม่ที่เกษียรทำอย่างต่อเนื่องคือ “รื้อคิด ความเป็นไทย” เพื่อไม่ให้เกิด 6 ตุลา ระลอกใหม่ นี่ คือ “วิธีล้างแค้นที่ดีที่สุด” ในทัศนะของเขา “ผมคิดว่าการฆ่าหมู่ การเกลียดชังกันขนาดนั้น ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในหมู่คนไทยด้วยกัน มัน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองวัฒนธรรม จำ นวนหนึ่งที่หล่อเลี้ยงพยุงมันไว้ผลักดันมันไป ให้ถึงจุดนั้น หน้าที่ผมคือรื้อสิ่งเหล่านี้ รื้อด้วย การเมืองวัฒนธรรม ให้การฆ่ากันแบบนั้นเป็นไปได้ ยากหรือเป็นไปไม่ได้อีก” จริงอยู่ที่ขบวนการ “3 ประสาน” นักศึกษาแรงงาน-ชาวนา ตกอยู่ภายใต้อุดมคติของฝ่าย ซ้ายและสังคมนิยม ทว่าพวกเขาถูกผลักให้เป็น อื่นยิ่งขึ้นด้วย “จินตนาการชาติไทย” ในแบบฉบับ ของชนชั้นนำ และฝ่ายขวา ซึ่งเกษียรชี้ว่าใช้เกณฑ์ เชื้อชาติเป็นเส้นแบ่งแรก ๆ และทำ ให้ขบวนการ นักศึกษาขาดจากสถานะ “เพื่อนร่วมชาติ” ของ “คนไทยผู้รักชาติ” บทเรียน 6 ตุลา ที่เกษียรสรุปได้คือ “ชาติเป็น ฆาตกรดังนั้นต้องดูแลรักษาชาติให้ดี ไม่ให้ชาติ ถูกใช้ไปในทางที่ฆ่าคนในชาติด้วยกัน เพราะ “ไม่มี หลักการนามธรรมใดมีค่าควรแก่การเอาชีวิตผู้ อื่นไปสังเวย” ”ความ(ไม่)เป็นไทย” ชนวนเกิด 6 ตุลา 2519 วาทกรรมผู้นิยม/ฝักใฝ่อุดมการณ์สังคมนิยม คอมมิวนิสต์เป็น “ศัตรูต่างชาติ” วาทกรรมผู้นำ ขบวนการนักศึกษา “ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นญวน/เจ๊ก” วาทกรรม “เจ๊กคอมมิวนิสต์” ตรงข้ามกับ “ความ เป็นไทย” ซึ่งบังเอิญว่าคอมมิวนิสต์รุ่นแรกมาจาก เมืองจีน วาทกรรม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ของ กิตติ วุฑโฒ ภิกขุ ปฏิเสธไม่ได้ว่าภารกิจ “รื้อคิดความ เป็นไทย” สัมพันธ์กับ “ความเงียบ” และ “ความ ทรงจำ ” ของผู้คนต่อ 6 ตุลา วันที่มืดมิดที่สุด ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทว่ากลับขาดไร้ สถานะทางประวัติศาสตร์ นักวิชาการวัยเกษียณที่เรียกตัวเองว่า “นักการเมืองวัฒนธรรม” ผู้พยายามทำ ให้ “ชาติ น่ารักขึ้น” ยอมรับว่า ไม่มีวันที่สังคมไทยจะพูดข้อ เท็จจริงเกี่ยวกับ 6 ตุลา ได้อย่างสมบูรณ์ และยาก ที่เหตุการณ์นี้จะพลิกกลับมาเป็น “ประวัติศาสตร์ กระแสหลัก” ทว่าความโชคดีที่เขาเห็นคือสังคม ไทยไม่ได้เป็นพื้นที่ราบที่ผู้มีอำ นาจยึดกุม-ควบคุม ได้ทั้งหมด แต่ยังมีหลุม บ่อ ภูเขา ช่องที่จะซุก ความทรงจำ และความหมายต่าง ๆ เอาไว้ได้ “หน้าที่ในการซุก การเก็บ การรักษาความทรง จำ และความหมายเหล่านี้คือหน้าที่ของการเมือง วัฒนธรรม มันอาจจะอยู่ในรูปงานวิชาการ เพลง กลอนต่าง ๆ และมันจะอยู่ได้นานเพราะมันมี คุณค่าที่ตอบโจทย์ที่เปลี่ยนไปของสังคมเท่าที่มัน ตอบได้... ดังนั้นหน้าที่ผมก็คือหาที่อยู่ให้มัน” เกษียรเชื่อว่า 6 ตุลา “จะไม่ตาย” แม้หมดคนรุ่น เขาไปแล้ว เหมือนอย่างที่ความหมายของปฏิวัติ สยาม 2475 ยังอยู่แม้สมาชิกคณะราษฎรจากโลก นี้ไปแล้วก็ตาม ภารกิจ “สืบต่อความทรงจำ ” ผ่านหนังสือ เล่มใหม่ของธงชัย ขณะที่ธงชัยออกตัวว่าไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีว่า คนจะจำ 6 ตุลา ไปได้สักเท่าไร และคิดว่าความ หมายคงค่อย ๆ เลือนหายไปหลังพ้นจากคนรุ่น เขา จากเงื่อนไขที่ว่าแม้ 6 ตุลา “ไม่ใช่เรื่องเล็ก” แต่ ก็ “ไม่ใช่เรื่องที่โลกจดจำ ” หากเทียบกับเหตุล้อมป ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๘
ราบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเมื่อมองย้อนกลับมาที่สังคมการเมืองไทย สิ่ง ที่พบตลอด 43 ปีคือ “ความเงียบ” “สังคมไทยไม่เปิดให้มีการพูดคุยสะสาง ถ้ามีการพูดคุยสะสางกันอย่างสุด ๆ เลย สอบสวน และเรียกหาความยุติธรรม มันก็อาจจะจบลงสักวันหนึ่ง แต่ อาจจะอยู่นานขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดมาตลอด ก็คิดง่าย ๆ แค่ว่าก็สืบต่อความ ทรงจำนี้ให้นานที่สุด” ธงชัย ระบุ ภายใต้ “ความทรงจำ ไร้เสียง” ของสังคม และสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้อง “พูดไม่ได้” ใช่ว่า “คนในอดีต” จะไร้ความรู้สึก ธงชัย เปรียบเปรย “ความเงียบ” ใน 6 ตุลา ซึ่งเขาเรียกมันว่าเป็น “อาชญากรรมที่ รัฐกระทำต่อประชาชนของตน” กับขบวนการ Me Too - (#MeToo movement) ของผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ “คุณคิดว่าผู้หญิงที่ถูกทำ ร้ายทั้งหลายในขบวนการ Me Too คิดว่าคนเหล่า นั้นเขาลืมหรือ ไม่ลืมเลยใช่ไหมฮะ แต่ก็พูดไม่ออก จนกระทั่งสังคมเปิดขึ้นมา ขบวนการ Me Too เปิดมา เขาถึงโผล่มาได้ แต่ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่าน มา พวกเขาจำอยู่ในหัวตลอดเวลา พวกเขารู้อยู่ ผมว่า 6 ตุลา ก็อยู่ในภาวะ ทำนองนั้น” ความเงียบ บาดแผล และประวัติศาสตร์ความทรงจำต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกธงชัยบันทึกลงหนังสือ “Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” ซึ่งเขาตั้งชื่อภาษาไทย ว่า “ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง” ผมลาออกจากงาน เพราะผมต้องการเขียนหนังสือนี้ให้เสร็จ จะได้ช่วยต่อ อายุความทรงจำนี้ไปอีกหน่อย อาจจะได้ไม่นานนะหนังสือเล่มหนึ่ง แต่อย่าง น้อยก็คือหนังสือที่พิมพ์แล้วมันอยู่บนชั้นหนังสือ มันก็ไม่ตาย ถ้าคนไม่เอา หนังสือไปทิ้ง ห้องสมุดหลายที่หลายมหาวิทยาลัยหลายแห่งในโลก มันก็เก็บ หนังสือไว้บนนั้นล่ะเชื่อสิ” ธงชัยยุติบทบาทอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ม. วิสคอนซินแมดิสัน ประเทศสหรัฐฯ ปลายปี 2559 เพื่อเขียนหนังสือ 296 หน้า หลัง 10 ปีก่อนหน้านั้น เขาต้องเขียน ๆ หยุด ๆ ทุกข์ทรมานใจ คิดกลับไปกลับมา หลายเรื่อง แต่เมื่อทิ้งงานประจำ ภารกิจ “สืบต่อความทรงจำ ” ผ่านหนังสือ จึงสำ เร็จลงในเวลา 1 ปีเศษ และเตรียมเผยแพร่ในเดือนมีนา 2563 “ความยากคือนักประวัติศาสตร์ต้องเขียนความทรงจำ ของประวัติศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองมีประสบการณ์อยู่ในฉาก มันยากกระทั่ง สรรพนามว่าจะ ‘เรา’ หรือ ‘เขา’ ผมติดอยู่เป็นปี ต้องต่อสู้กับตัวเองทั้งใน แง่เหตุการณ์ ความเป็นวิชาการ และมิตรภาพกับเพื่อนฝูงซึ่งต้องมีระยะห่าง ตอนหลังวางมันลง แล้วก็เขียนไปก่อน” ธงชัยกล่าว ”ผี 6 ตุลา” และ “เดนตายจากการปฏิวัติ” เข้าสู่เดือนตุลาของทุกปี “อดีต” มักกลับมาเยี่ยมเยียนธงชัยและ เกษียร ทำ ให้น้ำตารื้นเป็นบางครั้ง 6 ตุลา 2539 ธงชัย เป็น “โต้โผ” จัดงานรำลึก 20 ปี มีการจัดพิธีฌาปนกิจ เชิงสัญลักษณ์แก่เพื่อนผู้วายชนม์ที่สนามฟุตบอล ม. ธรรมศาสตร์ ซึ่งเขา เห็นว่า “เป็นการปลดปล่อยพลังอย่างรวมหมู่ครั้งใหญ่” ของคนรุ่นเขา เพื่อ เรียกคืนชีวิตที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี 6 ตุลา 2559 “ผู้ปราศรัยคนสุดท้าย” กลับมาเป็นผู้กล่าวปาฐกถาหลักในงานรำลึก 40 ปี ธงชัยขานชื่อผู้เสียชีวิต ทุกรายที่ระบุตัวตนได้ และเห็นว่า “เริ่มเกิดการส่งต่อความทรงจำ ระหว่าง รุ่น” นอกจากสิ่งตกค้างในใจ ภารกิจที่เหลืออยู่ คนเดือนตุลายังเปรียบเปรยตัว เองอย่างประชดประชันว่าเป็น “สิ่งชำ รุดทางประวัติศาสตร์” “ผี 6 ตุลา” “เดนตายจากการปฏิวัติ” ธงชัยไม่ปฏิเสธฉายา “ผี 6 ตุลา” ตรงกันข้ามเขารู้สึกภูมิใจ และคิดว่ามี เหตุผลชอบธรรมทุกประการในการเป็นผี ”สังคมไทยไม่ยุติธรรมเลยอ่ะ ตาย ขนาดนั้น ใช้วิธีเลวทรามขนาดนั้น ยังไม่สะสางกันอีก ทำอย่างกับไม่เคยเกิด ขึ้น ไม่ยุติธรรม ดังนั้นการที่จะมีผีหลาย ๆ คนอยู่ ผมว่าแสนเป็นเรื่องชอบ ธรรม” ธงชัยกล่าว ขณะที่เกษียรอธิบายความต่างของ “ผี 6 ตุลา” กับ “เดนตายจาก การปฏิวัติ” ซึ่งเขาเป็นผู้บัญญัติขึ้นว่า คำ แรกสะท้อนว่าคนเดือนตุลาเป็น เหยื่อที่ถูกกระทำ ส่วนคำหลังจงใจจัดวางบทบาทตัวเองในฐานะผู้กระทำ แม้ จะเป็นผู้กระทำที่ล้มเหลวพ่ายแพ้ก็ตาม ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๒๙
6 ตุลา : “ทะลุเพดานของความเงียบ” บทใหม่นอกหนังสือ “ลืมไม่ ได้ จำ ไม่ลง” ของ ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นำ เสนอ “บทใหม่” เพิ่มเติมจากหนังสือประวัติศาสตร์ความทรงจำ เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยชี้ว่านี่คือ “กรณีตัวอย่างชั้นยอด” ที่สะท้อนภาพปัญหา สังคมไทย โดยเฉพาะการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่เหนือการเมือง และทำ ให้ขบวนการ นักศึกษานำ เหตุการณ์นี้มาเปิดฉากเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ ”เกิน 4 ทศวรรษหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เรายังไม่รู้เลยว่าชายที่ถูกแขวนคอเป็น ใคร และผู้ใช้เก้าอี้ทำลายศพเป็นใคร” ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราภิชานภาควิชา ประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน ประเทศสหรัฐฯ เริ่มต้นพูดถึง เหตุการณ์เมื่อ 44 ปีก่อนเขาจงใจเลือก “ภาพจำ ” ของเหตุการณ์ที่อยู่ในความ รับรู้ของสังคมไทย และกระจายอยู่ในพื้นที่ สาธารณะมากว่า 20 ปี แต่ขณะเดียวกันมัน กลายเป็นปริศนาอันเหลือเชื่อที่ยังหาคำตอบ ไม่ได้กระทั่งปัจจุบัน ”ภาพนี้และปริศนาความไม่รู้เกี่ยวกับทั้ง 2 คน นี้ เป็นเหมือนสัญลักษณ์หรือตัวแทนของการ ‘ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง’ เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นความเงียบที่ส่งเสียงฟ้องว่าสังคมไทยไม่ ปกติ ฟ้องประจานการลอยนวลพ้นผิดจาก การรับผิดในประเทศนี้ ฟ้องดังลั่นจนเยาวชน ในปัจจุบันได้ยิน และมองเห็นคนมีอำนาจและมี อภิสิทธิ์ตามกฎหมาย” ศ.ดร. ธงชัย ซึ่งเป็น อดีตผู้นำนักศึกษาเหตุการณ์ 6 ตุลา กล่าว ศ.ดร. ธงชัยปรากฏตัวผ่านระบบสนทนา ออนไลน์ของแอปพลิเคชันซูม เพื่อร่วมงาน เสวนา “จาก 6 ตุลา 19 ถึง 6 ตุลา 63 ความ เงียบ ความทรงจำ ความจริง” จัดขึ้นที่คณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อัน เป็นงานเปิดตัวหนังสือ “Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” ของเขา ซึ่งเจ้าตัวให้ ชื่อภาษาไทยว่า “ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง” หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหา 10 บท โดยจบลงด้วยบท สรุปที่ว่า “6 ตุลา ยังหลอกหลอนสังคมไทยจนถึง ทุกวันนี้ ตราบเท่าที่ยังไม่มีความยุติธรรม” ทว่าในงานเสวนาครั้งนี้ ศ.ดร. ธงชัย ได้นำ เสนอ บทที่ 11 ใช้ชื่อว่า “ทะลุเพดานของความเงียบ” หลังได้รับแรงบันดาลใจจากความเคลื่อนไหวของ ขบวนการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในปี 2563 ซึ่งไปรื้อฟื้นสถานะของ 6 ตุลา อย่างที่ไม่ เคยปรากฏมาก่อน หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหา 10 บท โดยจบลงด้วยบทสรุปที่ว่า “6 ตุลา ยังหลอก หลอนสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้ ตราบเท่าที่ยังไม่มี ความยุติธรรม” ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๓๐
“ตัวอย่างชั้นยอด” ที่ถูกนำมาเปิดฉากข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ หนึ่งในฉากสำคัญที่เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมของกลุ่มที่เรียก ตัวเองว่า “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่ มธ. รังสิต เมื่อ 10 ส.ค. 2563 และถูกเรียกขานว่าปรากฏการณ์ “ทะลุเพดาน” ถูกเรียบเรียงและ บรรยายซ้ำ โดยนักวิชาการจากแดนไกล “ผู้ประท้วงฉายคลิปเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ มธ. เมื่อ 44 ปีก่อน บนจอขนาดใหญ่ต่อหน้าผู้คนนับหมื่น เป็นบันทึกภาพเดียวกับที่เผยแพร่ เมื่อปี 2539 (งานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ในวาระครบ 20 ปี) แต่ภาพที่ฉาย บนจอนั้นไม่มีเสียงจากคลิป เพราะว่าเสียงที่ดังคู่ไปกับการฉายภาพยนตร์ กลับเป็นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ว่าทำ ไมจึง เป็นภาพนั้น เพลงนั้น ทำ ไมภาพและเพลงนั้นจึงฉายพร้อมกันทั้งที่ดูผิว เผินแล้วช่างเข้ากันไม่ได้ และไม่เห็นจะมีความเกี่ยวพันใด ๆ การปราศรัย ช่วงหลังจากนั้นคือการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ ซึ่งกลายเป็น เหตุการณ์สำ คัญอันลือลั่นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว” ศ.ดร. ธงชัยกล่าว นักประวัติศาสตร์รายนี้ชี้ว่า 6 ตุลา เป็น “กรณีตัวอย่าง ชั้นยอด” ที่สะท้อนภาพความเป็นไปหลายอย่าง และทำ ให้ขบวนการ นักศึกษานำความทรงจำ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มา “เปิดฉากเรียกร้องให้ปฏิ รูปสถาบันฯ เพื่อให้อยู่พ้นเลยไปจากการเมือง” ปัญหาเละเทะของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และอำนาจนิยม หลักฐานที่ชัดเจนกรณีก่ออาชญากรรมของรัฐต่อประชาชนโดยไม่มีการ รับผิด แบบอย่างของการสร้างความกลัว หรือทำ ให้ความทรงจำ เหล่านั้นถูกกดไว้ ในนามของความสมานฉันท์ จน ‘ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง’ ความเงียบที่ปกคลุม 6 ตุลา สะท้อนปัญหาหมักหมมขั้นสูงสุด หมายถึง ปัญหาสถาบันฯ ที่ไม่หลบพ้นไปจากการเมือง แต่กลับกระทำการต่าง ๆ ทางการเมือง และ “ทำ ให้ความทรงจำ ของ 6 ตุลา ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะ กล่าวถึงได้ในที่สาธารณะ” อุทาหรณ์ในสิ่งที่เยาวชนก่อนหน้าต้องเผชิญ ซึ่งมาจากการเมืองเลวร้าย และทำ ให้เยาวชนยุคปัจจุบัน “ต้องการให้การเมืองเลวยุติในรุ่นของเขา” น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ตัวแทนแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมอ่าน 10 ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ และ “ไม่ต้องการถูกจำกัดอยู่ภายใต้เพดานของความเงียบอย่าง 6 ตุลาอีก ต่อไป เพราะย่อมหมายถึงอนาคตของพวกเขาทั้งชีวิต” รื้อฟื้นความทรงจำ 6 ตุลา “ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัว” เมื่อมองไปยังนักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่น “ศิษย์” ศ.ดร. ธงชัย วิเคราะห์ว่านักเรียนนักศึกษารุ่นนี้เติบโตมาในยุครัฐบาลเผด็จการแล้วสวม เสื้อคลุมประชาธิปไตยที่ทำลายความหวังของพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า อีก ทั้งยังเติบโตขึ้นมาในช่วงที่ “ลัทธิคลั่งไคล้เจ้า” อ่อนตัวลง นี่เป็นภาวะที่ หล่อหลอมพวกเขามาต่างจากบรรยากาศที่หล่อหลอมคนรุ่นเขา อดีตผู้ ปราศรัยคนสุดท้ายที่ มธ. เมื่อ 6 ตุลา 2519 เห็นว่า การทะลุทะลวงเพดาน เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 2539 ซึ่งสามารถทลาย ความเงียบเพื่อความสมานฉันท์ลงได้ และมีการพูดถึงสาเหตุมากขึ้น จน เกิดคำ ขวัญว่า “ต่างความคิด ต้องไม่ใช่ความผิดถึงฆ่ากัน” แต่ถึงกระนั้นก็ ยังไม่สามารถพูดว่า “ทำ ไม” และ “ใคร” อย่างมากพูดแบบใส่รหัส จึงต้อง รอดูว่าเพดานที่ทะลุไปในปัจจุบัน จะกลายเป็นสภาวะปกติของสังคมไทย หรือจะมีการตีโต้กลับมา “ถ้าเราสามารถพูดถึงใครพอได้แล้ว หมายถึงว่าเราจะสามารถ ทะลุเพดานความอยุติธรรมเพื่อเรียกคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลาได้หรือไม่ ถึงเวลาหรือยังที่จะให้มีการสะสาง 6 ตุลา จนเกิดความยุติธรรม” เขาตั้ง คำถาม ศ.ดร. ธงชัยยืนยันว่า การต่อสู้เรื่องความทรงจำ 6 ตุลา เป็นไปเพื่อใช้หนี้ ผู้เสียชีวิตวันนั้น และเป็นการบุกเบิกให้สังคมไทยเข้าใจการใช้อาชญากรรม ของรัฐในกรณีอื่น ๆ เพื่อเรียกหาความยุติธรรมให้อย่างไม่มีข้อยกเว้น ไม่ ว่าจะเป็น กรณีสลายการชุมนุมที่ สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ปี 2547 หรือ กรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างบรรทัดฐาน ไม่ให้อาชญากรรมโดยรัฐเกิดขึ้นอีก และเพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อกลายเป็น เพียง “ตัวเลขที่ไร้หน้าตา” ”ความพยายามรื้อฟื้นเรื่อง 6 ตุลา ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวของผม ไม่ใช่ ผม เลิกแค้นไปตั้งนานแล้ว หรือต่อให้เป็น การผลักความแค้นของเราที่ผจญ จากอาชญากรรมมาไม่รู้กี่กรณีแล้วก็ตาม เป็นการผลักดันเพื่อไม่ให้มีใคร ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๓๑
ทำ เช่นนั้นอีก ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ” นักประวัติศาสตร์ผู้ใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา กล่าว ฉากจบของบทที่ 11 “ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในยกปัจจุบัน” เขาย้ำด้วยว่า ความยุติธรรมกรณี 6 ตุลา แยกไม่ออกจากกรณีอื่น ๆ และแยกไม่ออกจากปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ประชาธิปไตยและนิติรัฐพิกลพิการ พร้อมเสนอว่าความเข้าใจประเด็นเหล่านี้ต้องเริ่มต้นจากการทำ ความเข้าใจ ว่า “เราไม่ใช่รัฐประชาชาติ แต่เป็นรัฐราชาชาติ” และเข้าใจนิติศาสตร์และระบบ กฎหมายไทย ซึ่งเขาเคยนำ เสนอไว้ว่าเป็น “นิติศาสตร์รัฐอภิสิทธิ์” กล่าวคือรัฐ และผู้ก่อความรุนแรงเพื่อรัฐจะได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นที่ประจักษ์ ขณะที่ ฝ่ายตรงข้ามรัฐถูกรังแก ”ความไม่เท่าเทียมทางกฎหมายที่ให้อภิสิทธิ์แก่ฝ่ายที่ ให้ความมั่นคงต่อรัฐเกิดขึ้นอย่างคงเส้นคงวา หมายความว่าสองมาตรฐานเป็น มาตรฐานของระบบกฎหมายไทย” ศ.ดร. ธงชัยตั้งสมมติฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียกร้องประชาธิปไตย ให้คนเท่ากัน ให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ ยกเลิก วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด จึงพบกับความยากเย็นตามความเห็นของนัก วิชาการรายนี้ เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกับรัฐศักดินาที่ดำ รงอยู่ในปัจจุบัน แม้นำ เสนอภาคต่อของหนังสือว่าด้วยการ “ทะลุเพดานของความ เงียบ” แต่ ศ.ดร. ธงชัยยังไม่อาจคาดเดาฉากจบของบทที่ 11 โดยบอกเพียงว่า “ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในยกปัจจุบัน” ปลายปี 2559 ศ.ดร. ธงชัย ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ภาควิชา ประวัติศาสตร์ ม. วิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐฯ แล้วใช้เวลากว่า 1 ปีในการ เขียนหนังสือเล่มนี้ ศ.ดร. ธงชัยระบุไว้ในคำนำ ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นภารกิจหนึ่งในชีวิตของเขา เพื่อ บันทึกความทารุณโหดร้ายในช่วงเช้าวันพุธที่ 6 ตุลา 2519 กลางกรุงเทพฯ “ที่ ประเทศไทยพยายามไม่จำ แต่สำหรับผมไม่เคยลืม และไม่เคยมีวันไหนที่ผมไม่ คิดถึงมัน” และหวังว่า “ความทรงจำ เกี่ยวกับเหตุสังหารหมู่จะยังคงอยู่ ตราบที่ หนังสือเล่มนี้ยังถูกวางไว้บนชั้นวางหนังสือที่ไหนสักแห่งในโลก” สภาวะ “ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง” อันหลากหลายของคนต่างกลุ่ม รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการบันทึก 6 ตุลา กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็น ว่า สภาวะ “ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง” ของคนแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ หยุดนิ่ง แต่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างความทรงจำ และเรื่องเล่า 6 ตุลา ของฝ่ายขวาก็ถูกปรับเปลี่ยนด้วยเงื่อนไขเวลา เช่น หลังเหตุการณ์ ใหม่ ๆ พวกเขาจะภาคภูมิใจที่ได้ป้องกันชาติจากภัยคอมมิวนิสต์ แต่ เมื่อเวลาผ่านไป 6 ตุลา กลายเป็นภาพความเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ จึง ไม่มีที่ทางให้การเมืองแบบขวาจัด ดังนั้นพวกขวาต้องอยู่อย่างเงียบ ๆ “เป็นความภูมิใจที่ต้องเก็บไว้อย่างเงียบ ๆ เพียงลำ พัง” ส่วนฝ่ายผู้ ถูกกระทำ “ความเงียบไม่ได้หมายถึงความกลัว แต่อาจหมายถึงความ หวังก็ได้” เช่น พ่อแม่ของจารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษา มธ. ที่หายไปใน เหตุการณ์ 6 ตุลา ความเงียบหมายถึงการรอคอยว่าวันหนึ่งลูกจะกลับ บ้าน แต่ความจริงต่างหากที่ทำลายความหวังที่รอคอยมานาน ความ สัมพันธ์ทางอำนาจ, วาทกรรม, พลังกดขี่ทางกฎหมาย และอีกสารพัด ปัจจัย ทำ ให้ความเข้าใจของผู้คนต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง รศ.ดร. พวงทองยกตัวอย่างไว้ว่า ในปี 2539 เกิดนิยามเรื่อง “คน เดือนตุลา” เป็นครั้งแรก ก่อนกลายเป็นอัตลักษณ์ของคนรุ่นหนึ่งที่ภูมิใจ หลังถูกกดให้เงียบมานานถึง 20 ปี ในช่วงการเมืองเหลือง-แดง กลาย เป็นอัตลักษณ์ที่คนรุ่นใหม่ใช้หัวเราะเยาะเย้ยถากถางด้วย ในยุคปัจจุบัน กลายเป็นความสนใจของขบวนการนักศึกษาประชาชน โดยมีการนำ 6 ตุลาไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 2553, การ ก่ออาชญากรรมโดยรัฐ, วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด, ประณามการ ทำ งานของสื่อฝ่ายขวายุคใหม่, การระดมมวลชนจัดตั้งเข้ามาจัดม็อบ ชนม็อบ, การสร้างความเกลียดชัง ฯลฯ ทำ ให้ 6 ตุลา กลายเป็น “อาวุธ ท้าทายผู้มีอำนาจ” ผ่านการตั้งคำถาม และการส่งเสียงว่าไม่ต้องการให้ เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก “ความพยายามของผู้มีอำนาจที่ทำ ให้เงียบ ถูกท้าทายเรื่อย ๆ สร้าง ความอึดอัดใจ และอิหลักอิเหลื่อแก่พวกเขามากขึ้น เขาไม่รู้จะรับมือ อย่างไร นอกจากป้ายสีว่าคือพวกล้มเจ้า” รศ.ดร. พวงทองกล่าว ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๓๒
ความเงียบเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับพระราชอำนาจนำ ร. 9 ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. อธิบายความ เงียบจากมุมมองของผู้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เมื่อ 44 ปีก่อน ว่า ดูเหมือน มี “สัญญาที่ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าพวกเราต่างคนต่างเงียบทั้งฝ่าย ซ้ายฝ่ายขวา ไม่ใช่ว่าไม่มีความในใจนะ มี แต่ไอ้เรื่องที่อยู่ในใจ ไม่ใช่เรื่องที่พูด ได้ และเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับพระราชอำนาจนำ ของในหลวง ร. 9” นั่นคือ เหตุผลว่าทำ ไมสังคมไทยจึงได้ยินเพียงบางเสียง แต่เมื่อพระราชอำนาจนำ เปลี่ยนไป สิ่งที่เคยเงียบก็อาจจะเปลี่ยนไป นักรัฐศาสตร์วัย 62 ปีอ่านวิธีคิดวิธีเขียนหนังสือ 2 เล่มของ “เพื่อน” ผู้มีประสบการณ์ร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา แล้วตีความว่า ใน “Siam Mapped : A History of the Geo-Body of a Nation” มี 6 ตุลา ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนั้นตลอด เพียงแต่มองไม่เห็น มัน และชี้ว่า “เป็นงานเอาคืนทางปัญญาการเมืองอย่างถึงที่สุดต่อ 6 ตุลา แบบขุดรากถอนโคน กัดไม่ปล่อย ปฏิเสธไม่เหลือที่ทางให้ความเป็นไทย/ราชา ชาตินิยมแบบเดิม” ส่วน Moments of Silence เป็นการฉายภาพต่อของ สังคมการเมืองไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ “ดิ้นรนต่อสู้”กับ “ลืมไม่ได้ จำ ไม่ลง” อย่างไรภายใต้เงื่อนไขของอำนาจนำ แบบหนึ่ง และการประนีประนอม ทางการเมืองแบบหนึ่ง ทำ ให้สังคมที่ลึก ๆ แล้วป่วยและไม่เป็นปกติ กลายเป็น สิ่งปกติตลอดมา ความรัก-ความไม่มี คือปัจจัยกำหนด “ดินแดนแห่งความปรองดอง” หลังเหตุสังหารหมู่ปี 2519 ธงชัยกับแกนนำนักศึกษาและประชาชน 18 คน ที่ตกเป็น “จำ เลยคดีคอมมิวนิสต์” และอื่น ๆ รวม 11 ข้อหา ก่อนได้รับการ ปล่อยตัวในปี 2521 หลังมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่ง กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ขณะที่เกษียร เจ้าของสมญา “สหายมา” ในระหว่างร่วมต่อสู้ในนามพรรคคอมมิวนืสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทยอย กลับเข้าเมืองพร้อมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ด้วยโอกาสที่รัฐหยิบยื่นให้ผ่านคำ สั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 น่าสนใจว่า 2 ผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา และ 1 ผู้วิจัย “ประวัติศาสตร์ บาดแผล” มีมุมมองต่อ “ดินแดนแห่งความปรองดอง” อย่างไร ศ.ดร. ธงชัยตอบว่า “ถ้าคุณคิดว่าประเทศไทยว่าเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม เรา ก็เป็นดินแดนแห่งความประนีประนอม แต่ถ้าคุณคิดว่าประเทศไทยไม่ใช่ดิน แดนแห่งรอยยิ้ม เราก็ไม่ใช่ดินแดนแห่งการประนีประนอม” ศ.ดร. เกษียรเห็นว่า สถานการณ์หลังปี 2519 กับ 2563 มีความแตกต่าง กัน เพราะในเวลานั้นมีสงครามประชาชนในชนบท ฝ่ายรัฐ/ผู้มีอำนาจมี ความล่อแหลมที่คาดเดาไม่ได้ หากไม่ประนีประนอมก็ไม่รู้ว่าจะชนะหรือแพ้ มี อัตราเสี่ยงสูง ดังนั้นการประนีประนอมอาจแน่นอนกว่า ได้ประโยชน์ที่ชัดเจน กว่า แต่ไม่คิดว่าปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เพราะเหมือนกับ คสช. ได้ ทุกอย่างที่ตัวเองอยากได้เรียบร้อยแล้ว มีทุกอย่างครบในมือ เพราะการ ประนีประนอมหมายถึงต้องแบออกแล้วเสียไป “ถ้าพิจารณาตัวนายกฯ ใน ฐานะข้อต่อของรัฐพันลึกไทย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนริเริ่มเสนอ การประนีประนอมผ่านนโยบาย 66/2523 นายกฯ ประยุทธ์ล่ะครับ” ศ.ดร. เกษียรตั้งคำถามก่อนระเบิดเสียงหัวเราะดัง รศ.ดร. พวงทองมองว่า การประนีประนอมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าเพลี่ยง พล้ำ แต่ปัจจุบัน เขาไม่คิดว่าอยู่ในฐานะที่เขากำลังแพ้ และสามารถผูกเอา กลไกอำนาจไว้ได้หมด “เขาไม่เข้าใจสภาพไม่รักที่เกิดขึ้น เขาไม่เชื่อว่ามันมีอยู่ จริง เขาอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ยังเชื่อว่าความรักยังคงแน่นอน” ”ปล่อยให้ความต่างเกิดการปะทะในสังคม โดยที่คนทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องมา ปะทะกัน” ในช่วงท้าย ศ.ดร.ธงชัย ถูกตั้งคำถามว่าขบวนการนักศึกษา ยุคปัจจุบันควรสร้างบทสนทนาอย่างไรในการเสนอความคิดเรื่องการปฏิ รูปสถาบันฯ เพื่อไม่ให้ชนชั้นนำ /ฝ่ายอนุรักษนิยม รู้สึกว่าท่าทีและคำ พูดที่ แสดงออกเป็นความก้าวร้าว รุนแรง สุดโต่ง เป็นการ “ปฏิวัติ” ไม่ใช่ “ปฏิรูป” ศ.ดร. ธงชัยบอกว่า “ผมขอไม่ตอบเลย เห็นอยู่เหมือนกันว่าพูดยาก” สิ่งที่ เกิดขึ้นคือเราต้องเรียกร้องให้อย่าฆ่ากัน อย่าทำ ร้ายกัน ถ้าหากมีการแสดง ความเห็น แล้วไม่ต้องพยายามไปโน้มน้าวคนที่ไม่คิดอย่างเรา ซึ่งการได้มาก็ ด้วยการให้เหตุผล ก็ต้องทำ ไป และได้มาด้วยการปล่อยให้ความต่างเกิดการ ปะทะในสังคม โดยที่คนทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องมาปะทะหรือชักชวนชักจูงกันเสมอ ไป “กาลเวลา และคนที่เปลี่ยนรุ่น มันจะทำ ให้ความคิดเหล่านี้ค่อย ๆ ปรับตัวและ เปลี่ยนไปเอง” ศ.ดร. ธงชัยกล่าว ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๓๓
BOOK ๑๔ ตุลา วันมหาปิติ l ๓๔ ‘Beyond the Gender Binary’ ข้ามพ้น กรอบหญิงชายเพื่อผลิบานในแบบของตัวเอง หนังสือที่ชวนร่วมถกเถียงว่าทำ ไมมนุษย์จึงควรก้าว ข้ามกรอบ ‘เพศทวิลักษณ์’ (gender binary) ที่ กำหนดว่าโลกนี้มีเพศเพียงสองเพศ นั่นคือ ‘ชาย จริง ‘และ ‘หญิงแท้’ โดย สุธามาส ทวินันท์ ลุกไหม้สิ! ซิการ์: บทกวีที่โชนไฟ ยังศรัทธา สถาปนา ประชาชน ลุกไหม้สิ! ซิการ์ หนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ ของชัชชล อัจฯ จากบทกวีจำนวน 33 บท ถ่ายทอดแบ่งออกเป็นสองช่วง เวลาคือ 2553 และ 2563 ที่เปิดอ่านเมื่อใดหลากหลาย ความรู้สึกของเขากลับกลายเป็นความรู้สึกของเรา ฉันและ คุณ เพราะ “ทุกคนเป็นประชาชน คนธรรมดา ที่งดงาม ชั่ว ช้า เก่งกล้า หรือโง่เง่าเท่ากัน“ โดย พาฝัน หน่อแก้ว ‘เพลงรำลึกบาป’ ในโลกอันโหดร้าย ความมืด บอดอาจเป็นความสุขเดียวที่พึงมี นวนิยายขนาดสั้นของ ‘อ็องเดร ฌีด’ ที่ฉายภาพ ความขมุกขมัวระหว่างบาปหรือบุญได้เด่นชัด พร้อม บอกเล่าว่ามนุษย์ล้วนเจ็บปวดจากสังคมไม่ทางใดก็ ทางหนึ่ง โดย สุธามาส ทวินันท์
สร้างสรรค์โดย : นางสาววรวลัญช์ แสงสลับ