The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ 4 อุปกรณ์และเครื่องมือทางการเกษตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sudarat Thongtaipob, 2020-07-06 09:06:06

บทที่ 4 อุปกรณ์และเครื่องมือทางการเกษตร

บทที่ 4 อุปกรณ์และเครื่องมือทางการเกษตร

ใบความรู้
บทท่ี 4 วัสดุอุปกรณ์และเครือ่ งมือทางพืชกรรม

ปัญหาที่ประเทศต่างๆ กาลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการเพิ่มจานวนประชากรที่ไม่สัมพันธ์กับการ
ผลติ จึงทาให้เกิดการขาดแคลนอาหารบริโภค ในบางประเทศถึงกับเกิดการแย่งชิงอาหารเพื่อความอยู่รอด
ดังน้ัน การรณรงค์เพื่อลดจานวนประชากรจึงเป็นงานเร่งด่วน และกระทาควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตของ
พืชพรรณต่างๆ

การเรียนรถู้ ึงการปฏิบัติดแู ลรกั ษาพืชทีถ่ ูกหลักวิชาการเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ ถ้าหาก
ว่าฤดปู ลูกน้ันมีสภาพธรรมชาติอานวย มีฝนตกสม่าเสมอตลอดฤดูกาล ไม่มีโรคและแมลงระบาด ฯลฯ เป็น
ต้น จากการค้นคว้าเรื่องความเปน็ มาของการกสิกรรม พบว่ามนุษย์รู้จักการกสิกรรมมานานนับพันๆปี แล้ว
โดยมนุษย์เริ่มสังเกตว่าเม่ือเก็บเมล็ดพันธ์ุพืชมากินแล้วบางส่วนได้ร่วงหล่นลงบนพื้นดินก็เจริญเติบโตผลิ
ดอกออกผล สามารถเก็บกินได้ต่อไป ในบางคร้ังพบว่าถ้าบริเวณที่มีพืชที่กินได้เจริญเติบโตอยู่แล้วแต่มีพืช
อื่นๆ ที่ไม่ต้องการขึ้นปะปนด้วย พืชที่ตนต้องการใช้ประโยชน์นั้นก็จะไม่เจริญเติบโตเร็วเท่าที่ควร จึงต้องมี
การถอนพืชต้นอื่นๆ ที่ไม่ต้องการออกและเหลือแต่พืชที่ต้องการไว้เท่าน้ัน ไม่ช้าพืชน้ันก็ให้ผลผลิตตามที่
ต้องการ แสดงว่ามนุษย์เราเรียนรู้เร่ืองการกสิกรรมจากการสังเกตและจดจามาแต่โบราณ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่
ได้รับความสนใจมากนัก ท้ังนี้เพราะในสมัยนั้นจานวนประชากรยังมีไม่มากนัก เม่ือเปรียบเทียบกับจานวน
พืชพรรณที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ต่อมาเม่ือจานวนประชากรเพิ่มขึ้นพืชพรรณธัญญาหารที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติก็หายากยิ่งขึ้น จึงต้องมีการเคลื่อนย้ายครอบครัวไปยังแหล่งที่มีอาหารเพื่อความอยู่รอด ใน
ระยะแรกๆ การขนย้ายครอบครัวไม่เป็นการยากลาบากมากนัก แต่ในระยะหลังจานวนประชากรเพิ่มขึ้น
การเคลื่อนย้ายก็ลาบากมากขึ้น เพราะจะต้องมีการสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น บางคร้ังก็ถึงกับต้องต่อสู้
กันเพื่อแย่งชิงแหลง่ อาหาร จนกระทัง่ ถึงระยะหน่งึ เม่ือจานวนประชากรมากขึ้น มนุษย์เราก็เริ่มมีการจับจอง
พื้นที่เป็นสัดส่วนและมีการป้องกันการบุกรุกจากศัตรู วิวัฒนาการการปลูกพืชจึงได้เริ่มขึ้นแต่น้ันมา เม่ือมี
การปลูกพืชในบริเวณที่ตนอาศัยอยู่ประกอบกับการที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายหาแหล่งอาหารได้ง่ายเช่นแต่ก่อน
มนุษย์ก็เริ่มที่จะหาวิธีปฏิบัติดูแลรักษาต้นพืชที่ตนปลูกให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้ผลผลิตเพียงพอสาหรับการเลี้ยง
ครอบครวั วิวัฒนาการของการกสิกรรมจึงได้เร่มิ ขนึ้ แทนทีก่ ารปลูกแบบธรรมชาติแล้วปล่อยทิ้งให้ธรรมชาติ
เปน็ ผู้ดูแลจนกระทง่ั สามารเุ ก็บผลผลิตได้อย่างแต่ก่อน

วิวัฒนาการแผนใหม่ของการเขตกรรมเริ่มต้นเม่ือมนุษย์รู้จักการเตรียมดินก่อนการปลูกพืช ปลูก
แล้วก็จะต้องเข้าไปปฏิบัติดูแลรักษาต้นพืชโดยวิธีการต่างๆ กัน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตสูงสุดเท่าที่จะทาได้
พยายามหาทางที่จะทาให้การปลูกพืชสะดวกยิ่งขึ้น โดยการคิดค้นดัดแปลงสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติมาเปน็ เครื่องมอื เคร่ืองใช้ สาหรับการที่จะเข้าไปปฏิบัติดูแลรักษาต้นพืชที่ตนปลูกไว้ได้โดยสะดวก

รายวิชาหลกั พืชกรรม รหสั วชิ า 30500 – 0002
ช่อื ครผู ู้สอน : นางสาวสดุ ารตั น์ ทองไตรภพ

และรวดเรว็ ยิ่งขึน้ เครอ่ื งมอื ในการเขตกรรมจึงมีววิ ฒั นาการออกมาในรูปแบบของ จอบ เสียม มีดดายหญ้า
เคร่ืองพรวน ใช้แรงงานสัตว์ เช่น วัว ควาย ม้า ลา เป็นเคร่ืองผ่อนแรงลากจูงและเคร่ืองพรวน จนกระทั่ง
เคร่ืองยนต์ทุ่นแรงขนาดใหญ่เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเตรียมดิน การปลูกพืช การพรวนดินและการ
เกบ็ เกีย่ ว แม้วา่ อุปกรณ์ทนั สมัยต่างๆ ที่ใช้ในการเขตกรรมจะช่วยทาให้การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของจานวนประชากรที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีด้วย
ความรู้ด้านการกสิกรรมที่ถูกวิธีประกอบกับการใช้เคร่ืองมือที่ทันสมัย คงจะลดปัญหาเร่ืองอาหารและ
ปัจจัยอืน่ ๆ ได้มาก
สภาพของพน้ื ท่ที ใ่ี ชท้ าการเกษตรกรรม แบ่งออกได้ดงั น้ี

1. พ้ืนที่ป่าดงดิบ หมายถึงพืน้ ที่ที่ยงั ไม่มผี ใู้ ดเข้าไปหักล้างถางพงมาก่อน เนื่องจากต้นไม้ใหญ่ยากแก่
การเตรียมพ้ืนที่เพาะปลูก

2. พื้นที่ป่าละเมาะ หมายถึงพื้นที่ที่ได้โค่นไม้ใหญ่หมดแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่เคยทาการ
เพาะปลูกพืชมาบ้างแล้วและถูกทอดทิ้งไป ดังนั้น จึงมีต้นไม้เป็นพุ่มหรือแขนงที่เกิดจากตอไม้ที่เหลือเดิม
เถาวัลย์ หญ้าต่างๆ ขน้ อยู่ สว่ นลักษณะความอดุ มสมบูรณ์ของดินจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
ของท้องทีแ่ ละวัตถปุ ระสงค์ในการหกั ร้างถางพงในขั้นแรก กล่าวคือถ้าถางในขั้นแรกเพื่อตดั เอาไม้ใหญ่ไปทา
ประโยชน์และทิง้ ไม้เลก็ ไว้ ดินก็จะเปน็ ดินดี

3. พื้นที่ป่าหญ้า เป็นพื้นที่ที่ได้ทาการเพาะปลูกพืชไร่เป็นประจาทุกปี แต่ขณะว่างเว้นรอฤดูปลูก
(ฤดฝู น) จะมีหญ้าต่างๆ และต้นไมเ้ ลก็ ๆ ขึน้ เต็มไปหมดตามลักษณะของดนิ โดยทัว่ ไป มกั ขาดธาตุอาหารพืช

4. พื้นที่ที่เป็นสวนผลไม้ หมายถึงพื้นที่ที่ได้ทาการปรับปรุงไว้ดีแล้ว พื้นที่ประเภทนี้มักจะเตียนโล่ง
หรือระหว่างแถวผลไม้อาจมีหญ้าอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ดินส่วนใหญ่จะสมบูรณ์ปานกลางและขาดธาตุ
อาหารพืชบ้าง
เครื่องมือทีใ่ ช้ในการเตรยี มพื้นทเ่ี พาะปลกู พืช

เครือ่ งมือต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมพ้ืนที่เพื่อการเพาะปลูกพืชนั้นพอจะแบ่งได้ โดยถือหลักการปฏิบัติ
เปน็ มาตรฐานดังน้ี

1. เครื่องมอื ทีใ่ ชแ้ รงคนในพืน้ ที่ที่มขี อบเขตจากัด เช่น พื้นที่เพาะปลูกน้อย ได้แก่ทาสวนครัว เป็นต้น
เคร่ืองมือเตรียมพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกเช่นนี้ส่วนมาก ได้แก่ จอบ มีด เสียม ชะแลง เป็นต้น การปฏิบัติจะ
เสียเวลาและเปลืองแรงงานมาก และทาได้ล่าช้า เช่น การเตรียมดินในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวและมีความชื้น
สูงในฤดูร้อนจะต้องเปลืองแรงมากและทางานได้ช้า จะต้องเปลืองแรงงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจต้องใช้คน
ถึง 20 คน/พื้นที่ 1 ไร่ เพื่อให้เสร็จงานภายใน 1 วัน แต่ถ้าหากดินมีความชื้นพอเหมาะอาจใช้คนเพียง 2 – 8
คนเท่าน้ัน

2. เครอ่ื งมือที่ใช้แรงสัตว์ เป็นเคร่ืองมือที่มนุษย์พยามหาทางใช้แรงสัตว์เพื่อช่วยเหลือในการเตรียม
พืน้ ที่ เครื่องมอื เหล่านีไ้ ด้แก่ ไถ คราด ที่มนษุ ย์ได้คิดค้นประดษิ ฐ์ขึ้นมาใช้ ซึ่งสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้
กว้างขวางข้ึนกว่าการใชแ้ รงงานคนอย่างเดียว

รายวิชาหลกั พืชกรรม รหสั วชิ า 30500 – 0002
ช่อื ครูผู้สอน : นางสาวสดุ ารัตน์ ทองไตรภพ

3. เคร่อื งมอื กล เปน็ เครื่องมอื ทุ่นแรงที่ใช้กันมากเม่ือ 100 กว่าปีก่อน และสาหรับประเทศไทยเริ่มมี
การนาเข้ามาใช้เม่อื 50 ปีที่ผ่านมา และเพิ่มจานวนมากขึ้นเป็นลาดับ เคร่ืองมือกลเป็นเคร่ืองมือการทุ่นแรง
ซึ่งได้จากเคร่ืองยนต์ที่เกิดจากการเผาไหม้ของน้ามันเชื้อเพลิงและอากาศเม่ือมีแรงอัดและส่วนผสมที่
เหมาะสมแลว้ นาแรงทีไ่ ด้ไปใช้ในการขบั เคลือ่ นเพลาหรือเกียร์ตา่ งๆ เชน่ ใชร้ ถแทรคเตอร์ลากจูงเคร่ืองมือใน
การเตรียมดนิ

3.1 รถแทรกเตอร์ แบ่งออกได้ 4 ชนิด คือ
3.1.1 Crawler tractor เป็นแทรกเตอร์ที่ใช้ในการทางานหนัก เช่น การบุกเบิกป่า

ใหญ่ๆ ไถ หรอื ปรับพืน้ ทีเ่ พือ่ การกสิกรรม ขณะนปี้ ระเทศไทยนิยมใช้มากซึ่งจะเหน็ ได้อยู่ท่ัวไปที่มีงานบุกเบิก
แทรกเตอร์ชนิดน้ีมลี ้อเป็นสายพานเหลก็ หรอื ที่เรยี กว่า แทรกเตอร์ตนี ตะขาบนั้นเอง

3.1.2 Standard wheel tractor เป็นรถแทรกเตอร์ที่ใช้กันมากสาหรับงานเตรียม
พื้นที่เพื่อการเพาะปลูก รถแทรกเตอร์ชนิดนี้ปัจจุบันได้มีผูผลิตออกมาแข่งขันในตลาดจานวนมากมาย มี
ขนาดแรงฉุดไม่น้อยกว่า 15 แรงม้า และล้อทั้ง 4 สาหรับบางรุ่นสามารถปรับหรือเลื่อนระยะได้ตามความ
ต้องการ

3.1.3 Rowcrop tractor เป็นรถแทรกเตอร์อีกชนิดหนึ่งที่มีล้อหน้าแคบหรือเป็นล้อ
เดียว สาหรับล้อหลังสามารถปรับระยะได้ตามขนาดที่ต้องการสาหรับงานแต่ละอย่าง เช่น งานพรวนดิน
ระหว่างแถวพืช เป็นต้น

3.1.4 Market garden tractor เป็นรถแทรกเตอร์ขนาดเลก็ ทีเ่ หมาะสาหรบั งานสวนที่
มีเน้ือทีไ่ ม่มากนกั สาหรบั งานพรวนหรอื การปราบวชั พืชระหว่างแถวเท่าน้ัน

3.2 การไถ เปน็ งานที่ต้องทาอันดับแรกสาหรับการเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืช
เครื่องมือใช้งานในข้ันน้ีสามารถเจาะและย่อยดินได้ลกึ ต้ังแต่ 6 น้ิว ถึง 36 นวิ้ แบ่งออกเปน็ 5 ประเภทดงั นี้

3.2.1 ไถหัวหมู (Moldboard plow) ไถหัวหมูสร้างขึ้นเพื่อเจาะดินหลายชนิดและ
เหมาะสาหรับไถเพือ่ กลับดินลา่ งข้ึนบนและกลบเศษวัชพชื ไปในตัวด้วย

3.2.2 ไถจาน (disk plow) ลักษณะการทางานของไถจานคล้ายกับไถหัวหมู แต่จุดที่
แตกต่างกนั คือจานไถเหมาะสาหรับการเตรียมพื้นที่ซึ่งไถหวั หมใู ช้ไม่ได้ผล

3.2.3 ไถซี่ (Chisel plow) การเตรียมดินน้ันอาจใช้ไถซี่ก่อนการใช้ไถหัวหมูและไถ
จาน แต่ในบางคราวอาจใช้ไถซี่ทางานพรวนในภายหลังก็ได้ ส่วนความลึกในการไถสามารถปรับระดับได้
ตามตอ้ งการ

3.2.4 Subsoil plow มีขนาดและความแข็งแรงมากกว่าไถซี่ เพราะใช้งานสาหรับ
เจาะดินในที่ซึ่งใช้ไถชนิดอื่นไม่ได้ผลสามารถเจาะดินได้ลึกระหว่าง 20 – 36 นิ้ว ที่สาคัญคือรถที่ใช้ลาก
จะต้องมีกาลังสงู ประมาณ 60 – 80 แรงม้า หรอื ถ้าตอ้ งการลากหลายอนั อาจต้องใช้รถตีนตะขาบ เป็นต้น

3.2.5 ไถหมุนหรือจอบหมุน (Rotary plow) มีหลายขนาดและต้องการกาลังฉุก
แตกต่างกันออกไปขึน้ อยู่กบั ขนาดไถ

รายวิชาหลกั พืชกรรม รหัสวชิ า 30500 – 0002
ชอ่ื ครผู ู้สอน : นางสาวสุดารัตน์ ทองไตรภพ

3.3 การพรวน ความมงุ่ หมายและวตั ถปุ ระสงค์ของการทางานในขั้นน้คี อื
(1) เพื่อปรับปรงุ พ้ืนที่ดินซึง่ ไถแล้วให้มีสภาพร่วนข้ึน
(2) เพื่อกักเก็บความชืน้ ในดินและลดปริมาณการระเหยน้าจากดิน
(3) เพื่อย่อยดินสว่ นบนให้มคี ณุ สมบัติเหมาะสมกบั การปลูกพืช
(4) เพื่อกาจดั วชั พืช
(5) เพือ่ ย่อยส่วนของพืชที่ปลูกในฤดูก่อนใหค้ ลุกเคล้ากับดินบน

เครือ่ งมือต่างๆ สาหรับทางานข้ันนีม้ ีหลายชนิดและสามารถทางานได้ในระดับความลึก 6 –
9 น้ิว

3.3.1 พรวนจาน (Disk harrow) พรวนจานแต่ละชุดจะมีจานวนจานแตกต่างกัน
ออกไป ท้ังน้ขี ้ึนอยู่กับขนาดกาลังของรถแทรกเตอร์ที่ใช้ลากจูง พรวนชนิดนี้เหมาะสาหรับย่อยขี้ไถที่มีขนาด
โตใหม้ ีขนาดเล็กลง

3.3.2 คราดซี่ (Spike-tooth harrow, Peg-tooth harrow) ใช้ย่อยดินและ
ขณะเดียวกนั กส็ ามารถปรับระดับได้ด้วย สามารถทางานได้ลึกประมาณ 2 น้วิ

3.3.3 คราดสปริง (Spring-tooth harrow) มีลักษณะของซี่คราดเป็นสปริงโค้ง
ความสามรถในการทางานคล้ายกับคราดซี่

3.3.4 พรวนหมุน (Rotary cultivator) โดยปกติพรวนหมนุ จะใช้ตดี ินหรือย่อยดินจาก
ก้อนใหญ่เปน็ ก้อนเล็ก ขนาดของพรวนหมุนจะแตกต่างกันออกไปตามขนาดของรถหรอื เครือ่ งยนต์ฉดุ ลาก

3.3.5 ลูกกลิ้งหรือเคร่ืองบดดิน (Land roller and pulverizer) นอกจากเคร่ืองมือที่
กล่าวมาแล้วสาหรบั งานพรวนเรียบร้อยแล้วในบางกรณีอาจจะต้องใช้ลูกกลิ้งและเคร่ืองบดดินเพื่อทาให้ดิน
ในแปลงแน่นข้ึน ซึ่งจะช่วยรักษาความชืน้ ในดินอีกด้วย

3.3.6 Weed-mulcher เป็นเคร่ืองมือที่ใช้ติดหลังแทรกเตอร์สาหรับพรวนหน้าดิน
และขณะเดียวกันก็ทาลายต้นวัชพชื ที่งอกมาในแปลงอีกด้วย
. 3.4 การใส่ปุ๋ย การปลกู และการฉีดยา เครื่องมือตางๆ ทีใ่ ชส้ าหรบั งานขน้ั นี้ ได้แก่

3.4.1 เคร่ืองยกร่อง (Bedder) อาจจะติดด้านหน้าหรือด้านหลังรถแทรกเตอร์ก็ได้
แต่เท่าที่ใช้งานอย่างคล่องตัวมากสาหรับงานยกร่อง ได้แก่ แบบติดด้านหลัง เช่น integral-rear-mounted
six-bottom middlebreaker หรอื bedder lister

3.4.2 เคร่ืองใส่ปุ๋ย (fertilizer applicator) เท่าที่มีใช้กันอยู่สองแบบคือใส่แบบโดย
วิธีการหว่านให้ทั่วท้ังแปลง กับแบบใส่เป็นแถว ซึ่งแบบหว่านให้ทั่วแปลงนั้นต้องใช้แทรกเตอร์ลากจูงไป
ตลอดแปลง สาหรับปริมาณของปุ๋ยที่ใช้ต่อหน่วยพื้นที่มีความสัมพันธ์กับการปรับช่องให้ปุ๋ยออกจากถัง
ซึง่ สามารถกระทาได้โดยการคานวณและการทดลอง ส่วนแบบใส่เป็นแถวจะมีถังปุ๋ยติดด้านหลังแทรกเตอร์
แตโ่ ดยทัว่ ไปมกั จะติดเป็นชดุ รวมอยู่กับเครือ่ งปลูก

รายวิชาหลกั พืชกรรม รหัสวชิ า 30500 – 0002
ช่อื ครผู ู้สอน : นางสาวสดุ ารตั น์ ทองไตรภพ

5
3.4.3 เครื่องปลกู (planter) เครือ่ งปลูกในแต่ละพืชจะแตกต่างกนั ออกไป ไม่ว่าจะ
เปน็ ข้าว ขา้ วโพด ขา้ วฟ่าง มันฝรั่ง และพืชอื่นๆ เครือ่ งปลกู จะช่วยประหยดั เวลาได้มากไม่วา่ จะเป็นการปลกู
แบบเปน็ หลมุ (hill-drop) แบบเปน็ แถว (drill) หรอื แบบหว่านทั่วแปลง (broadcast) การใชเ้ พียงแต่นาเครือ่ ง
ปลูกน้ันพว่ งท้ายแทรกเตอร์ สาหรบั การปลกู แบบหว่านน้ัน นอกเหนอื จากการใชเ้ คร่อื งปลูกแล้วอาจจะ
หว่านโดยใช้เคร่ืองบินได้
3.4.4 เครื่องฉีดยา (Sprayer) ใช้สาหรับฉีดยาเพื่อป้องกันกาจัดโรคและแมลง เป็น
เครื่องมือทุ่นแรงอกี ชนิดหน่ึง มีขนาดแตกต่างกันออกไป ตงั้ แต่ขนาดเลก็ แบบสะพายยหลังไปจนถึงรถขนาด
ใหญ่จนกระทั่งเครื่องฉีดยาทางอากาศ โดยใช้เครอ่ื งบินกม็ ี การใช้งานย่อมแลว้ แต่ขนาดพืน้ ที่ปลกู พืชน้ันๆ
3.5 เครื่องเก็บเกี่ยว (harvester) เป็นเครือ่ งมอื ทีใ่ ชก้ ันอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ เชน่
สหรฐั อเมริการ และปะเทศต่างๆ ในยโุ รป สาหรับประเทศไทยเรายงั มีการใชไ้ ม่กว้างขวางมากนกั ตัวอย่าง
เครื่องมือเกบ็ เกีย่ วได้แก่ เครื่องเกบ็ เกีย่ วข้าว ขา้ วโพด ข้าวฟ่าง และฝ้าย เป็นต้น ถ้าเป็นเครื่องมอื เก็บเกี่ยว
ขนาดใหญ่เรียกว่าเครื่อง combine สามารถเกบ็ เกี่ยวข้าวโพด ข้าวฟ่าง และข้าวสาลี และนวดเมลด็ ออกมา
เลยในการทางานเพียงคร้ังเดียว ข้อเสียกค็ ือเครอ่ื งมรี าคาแพงและไม่เหมาะสมกบั การเพาะปลูในประเทศ
ไทยนกั
3.6 เครือ่ งมอื สาหรับปรบั ปรงุ สภาพของเมลด็ (processing and conditioning machine)
หมายถึง เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการปฏิบตั ิหลังการเก็บเกีย่ ว เพื่อปรับปรงุ สภาพของผลิตผลทีเ่ กบ็ เกีย่ วได้ให้อยู่ใน
สภาพทีจ่ ะนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ เครื่องมอื เหล่านีไ้ ด้แก่
3.6.1 เครือ่ งนวดหรอื เครือ่ งกะเทาะเมลด็ (thresher or Sheller) เครือ่ งมือที่ใช้
สาหรบั งานนแี้ ตกต่างกันออกไปในแต่ละพืช และต้องเป็นเครื่องมอื เฉพาะแต่ละพืช เชน่ เครือ่ งนวดข้าว
เครื่องกะเทาะเมล็ดข้าวโพด ฯลฯ เปน็ ต้น เครอ่ื งเหล่านี้อาจจะใช้แรงฉุดจากเครือ่ งยนต์หรอื แทรกเตอร์กไ็ ด้
3.6.2 เครื่องอบเมล็ด (seed dryer) เพือ่ ลดความชืน้ ของเมล็ดเท่าทีใ่ ชก้ นั อยู่ คือ
ตู้อบ โดยนาความรอ้ นซึ่งได้จากน้ามันดีเซล น้ามันกาาด และแกาสหุงต้มผา่ นเข้าตู้อบน้ันๆ
3.6.3 เครื่องมอื วัดความชืน้ ของเมลด็ (seed moister tester) ใช้วัดความชืน้ ของ
เมล็ดพืชไร่ต่างๆ มีท้ังแบบช้ไฟฟ้าภายในบ้านซึ่งเหมาะสาหรับห้องทดลอง และแบบใช้ไฟฟ้าสถิตซึ่งเหมาะ
สาหรับการเคลื่อนย้ายและใช้วัดแปลงซึง่ กาลงั เก็บเกี่ยวได้
3.6.4 เครื่องคดั เมล็ดพันธ์ุ (seed grader) เพือ่ จะแยกเมล็ดพนั ธ์ุทีม่ ขี นาดแตกต่าง
กันออกมาให้มขี นาดมาตรฐาน การแยกขนาดกระทาโดยการโยกของชนั้ ตะแกรงมาตรฐานแต่ละขนาด ซึ่ง
จะแยกขนาดเมลด็ ออกจากกันได้

รายวิชาหลักพืชกรรม รหสั วชิ า 30500 – 0002
ช่อื ครูผู้สอน : นางสาวสดุ ารตั น์ ทองไตรภพ


Click to View FlipBook Version