บทที่4
ปิโตรเลียม
4.1การเกิดและแหล่งปิโตรเลียม
ปิโตรเลียมจัดเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuel) หรือเชื้อ
เพลิงซากดึกดำบรรพ์เกิดจากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์เมื่อ
หลายร้อยล้านปี มาแล้วที่อยู่กระจายทั่วไปทั้งบนบกและใน
ทะเลเมื่อสิ่งมีชีวิตตายชั้นเน่าเปลื่อยทับถมอยู่ใต้ทรายและ
โคลนตมเป็นเวลานาน จนในที่สุดซากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ถูก
ย่อยสลายเกิดเป็ นธาตุคาร์บอนและไฮโตรเจนเมื่ อคาร์บอน
และไฮโตรเจนถูกกดทับอยู่ใต้เปลือกโลกที่มีความดันและ
อุณหภูมิเป็ นเวลานานจะรวมตัวเป็ นสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดปะปนกันทั้งสารที่มีสถานะเป็ น
ของเหลว คือ น้ำมันดิบและสารที่มีสถานะเป็นแก๊ส คือ แก๊ส
ธรรมชาติสารเหล่านี้เป็ นพลังงานฟอสซิล
ปิโตรเลียมประกอบด้วยสารประเภทใดเป็นองค์ประกอบหลัก
นักธรณีวิทยาจัดให้ปิโตรเลียม ถ่านหินและหินน้ำมัน
เป็ นเชื้ อเพลิงฟอสซิลเนื่ องจากเป็ นเชื้ อเพลิงที่เปลี่ยน
สภาพมาจากสิ่งมีชีวิตในยุคต่างๆโดยกระบวนการ
ธรณีวิทยาแล้วธานีเคมีองค์ประกอบหลักของปิ โตรเลียม
คือ ของผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด
ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติใต้ผิวโลก อาจมีสารประกอบ
ของ กำมะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจน และโลหะบางชนิด
ปนอยู่ด้วย
4.2 ปิโตเลียม
ปิ โตรเลียมส่วนใหญ่อยู่ใต้พื้ นดินจึงต้องมีการสำรวจ
และขุดเจาะเพื่อนำมาใช้ประโยชน์การสำรวจหาแหล่ง
ปิ โตรเลียมมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากต้องใช้
เทคโนโลยีระดับสูงและเงินทุนจำนวนมากปั จจุบันการ
สำรวจหาแหล่งปิ โตรเลียมบริเวณพื้ นดินที่ทำได้จนทั่ว
แล้วจึงขยายการสำรวจแหล่งปิ โตรเลียมไปในทะเล
หรือมหาสมุทร การสำรวจต้องใช้หลายวิธีการประกอบ
กันโดยเริ่มจากการ สำรวจทางธรณีวิทยาด้วยการทำ
แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ แล้วจึงสำรวจธรณีวิทยาพื้น
ผิวโดยเก็บตัวอย่างหินมาศึกษาลักษณะของหิน
วิเคราะห์ซากพืชซากสัตว์
การกลั่นน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์
น้ำมันดิบส่วนมากมีสีดำกับสีน้ำตาลมีสมบัติแตกต่างกันตามแหล่งที่พบ
น้ำมันดิบเป็ นของเหลวข้นถึงหนืดบางแหล่งมีไขมากบางแหล่งมียาง
มะตอยมาก การนำน้ำมันดิบมาใช้ประโยชน์ต้องนำไปผ่านกระบวนการ
แยกสารต่างๆที่ปะปนอยู่ก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือซึ่งเป็ นสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนเป็ นส่วนใหญ่เพื่ อการแยกให้ได้ผลิตภัณฑ์ออกเป็ นส่วนส่วน
ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ของแต่ละส่วนที่กันได้สถานที่กลั่นน้ำมันดิบของ
ประเทศไทย เช่น โรงงานน้ำมันบางจากหรือ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ใน
กระบวนการกลั่นน้ำมันนั้นเริ่มต้นจากส่งน้ำมันดิบเข้าไปในท่อ ที่ผ่านหอ
เผาน้ำมันดิบอุณหภูมิสูงประมาณ 350 - 400c เพื่อฉีดเข้าทางด้านล่างของ
หอกลั่นเป็ นที่หอสูงประกอบด้วยชั้นต่างๆซึ่งแต่ละชั้นจะมีอุณหภูมิแตกต่าง
กันโดยส่วนล่างสูตรมีอุณหภูมิสูงและอุณหภูมิจะลดลงตามความสูงของ
หอกลั่นเมื่อไอของที่จุดเดือดต่างลอยขึ้นด้านบนหอกลั่น จะควบแน่นเป็น
ของเหลวในแต่ละคันของหอกลั่นได้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีช่วงจุดเดือด
รันลงมาตามลำดับการแต่งแบบนี้เรียกว่า การกลั่นลำดับส่วน
4.3 การแยกแก๊สธรรมชาติและผลิตภัณฑ์
แก๊สธรรมชาติเป็ นแหล่งพลังงานที่สำคัญอีกหนึ่ งชนิดประเทศไทยสำรวจ
พบแหล่งแก๊สธรรมชาติ ในบริเวณอ่าวไทยเมื่อปีพ. ศ. 2516 โดยพบว่ามี
ปริมาณพอ ในเชิงพาณิชย์นอกจากนั้นยังพบแหล่ง แก๊สบนแผ่นดินที่อำเภอ
ทองจังหวัดขอนแก่นเมื่อพ. ศ. 2524 แก๊สธรรมชาติส่วนใหญ่ประกอบด้วย
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอนเพียงหนึ่ งอะตอมมีชื่ อเรียกว่าแก๊ส
มีเทน ซึ่งมีประมาณร้อยละ 80-95 แล้วแต่แหล่งที่พบนอกจากนั้นเป็น
แก๊สไฮโดรคาร์บอนมีจำนวนคาร์บอน 2-5 อะตอมส่วนที่เหลือ อะตอมส่วน
ที่เหลือเล็กน้ อยเป็นสารปรอด แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์
ไนโตรเจน และไอน้ำโดย การแยกสารที่ไม่ใช่สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
ออกก่อน ด้วยการส่งแก๊สผสมไปกำจัดสารเจือปนที่ไม่ต้องการ เช่น
สารประกอบของสารปรอด คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำแล้วจึงผ่านแก๊ส
ผสมเข้าสู่หอกลั่น เพื่อแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ตามจุดเดือดของ
แก๊ส แต่ละชนิด ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน และแก๊สอื่นๆ เพื่อนำไปใช้
ประโยชน์ตามสมบัติของแก๊สนั้น
4.4เชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติ
หรือผลิตภัณฑ์ปิ โตรเลียมในประเทศไทยส่วนใหญ่นำมาใช้
เป็นเชื้อเพลิง เช่น ใช้แก๊สมีเทนเป็นเชื้อเพลิง
ผลิตกระแสไฟฟ้ า บางส่วนนำไปใช้ในยานยนต์ซึ่งรู้จักกันใน
ชื่อของแก๊สธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV : Natural Gas
for Vehicles) หรือแก๊สธรรมชาติอัด ( CNC : Compresses
natural gas) เพื่อลดมลพิษที่เกิดจากไอเสียรถยนต์
เชื้อเพลิงในชีวิตประจำวันที่มีจำนวนอะตอมของคาร์บอน
มากกว่าแก๊สมีเทน คือ แก๊สหุงต้ม เป็นแก๊สผสมระหว่างแก๊ส
โพรเพนและแก๊สบิวเทนแก๊สผสมดังกล่าวถูกอัดลงในเหล็ก
ภายใต้ความดันสูงทำให้แก๊สนี้เปลี่ยนเป็ นสถานะของเหลว
เรียกว่า LPG ส่วนเชื้อเพลิงที่รู้จักและใช้กันมากในยาน
พาหนะ คือ น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันมีหลาย
รูปแบบตามความเหมาะสมของเครื่องยนต์และการใช้งาน
จะประหยัดพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิวได้อย่างไร
•การนำพลังงานทดแทนมาใช้เป็ นทางเลือกหนึ่ งที่ช่วยลด
การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิว ซึ่งพลังงานทดแทน
คือพลังงานที่ใช้แทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่น
พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำพลังงานชีวมวลเซลล์เชื้อเพลิง
และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น
ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานธรรมชาติอย่างดีที่น่าจะนำมา
พัฒนาเป็นพลังงานสำรองที่ใช้ได้อย่างยั่งยืน คือ พลังงาน
แสงอาทิตย์มีผู้คำนวณว่าหากคนไทยสามารถนำพลังงาน
ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่สองลงมาบนพื้นที่ของ
ประเทศไทยเพียงร้อยละ 1 แล้วนำไปแปลงเป็นพลังงาน
ไฟฟ้ าเราจะมีพลังงานทดแทนเก็บไว้ใช้ได้เทียบเท่ากับการ
ใช้น้ำมันดิบประมาณ 5-7 ล้านตันต่อปี
ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติบางชนิดเป็ นตัวทำ
ละลายมีสมบัติละลายสารอื่นได้ดี ระเหยง่าย ติดไฟง่าย สาร
เหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้สามทาง คือ การรับประทาน การ
หายใจและการสัมผัส เมื่อสารเข้าสู่ร่างกายจะดูดซึมไปสู่
อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย อาจทำอันตรายต่ออวัยวะ
แนวทางการป้ องกันสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับตัวทำละลาย
คือ ควรศึกษาความเป็นอันตรายของสารจากเอกสารหรือ
ฉลากที่ติดมากับผลิตภัณฑ์ ใช้สารตามคำแนะนำ ใส่อุปกรณ์
ป้ องกันไม่ให้ตัวทำละลายเข้าสู่ร่างกาย ใช้ในที่ที่มีอากาศ
ถ่ายเทได้ดี ทำความสะอาดร่างกายหลังจากสัมผัสตัวทำ
ละลายและควรหลีกเลี่ยงการสูดดมกลิ่นไอของสารเหล่านี้
สรุปสาระสำคัญ
•ปิโตรเลียมเป็นแหล่งพลังงานจากทรัพยากรธรรมชาติจัดเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิวมีส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ น้ำมันดิบและแก๊ส
ธรรมชาติซึ่งเป็ นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
•ฟอสซิวหรือซากดึกดำบรรพ์หมายถึงซากและร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกเมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
เป็นเวลานานนับร้อยล้านปี จะกลายเป็นหินถูกฝังตัวอยู่ในชั้นหินตะกอน นักธรณีวิทยาจัดให้ปิโตรเลียมถ่านหินและแก๊สธรรมชาติ
เป็ นเชื้ อเพลิงฟอร์ดซิว
•ปิ โตรเลียมคือของผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างกันหลายชนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติใต้ผิวโลกรวมทั้งอาจมี
สารประกอบของธาตุอื่นๆ
•ปิโตรเลียมมาจากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์เมื่อหลายร้อยล้านปี เน่าเปลื่อยทับถมอยู่ใต้ทรายและโคลนตมใต้เปลือกโลกที่มี
ความดันและอุณหภูมิสูงเป็ นเวลานานจนในที่สุดกลายเป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชไม่นิดหรือปิ โตรเลียมอยู่ในชั้น
หินทรายที่อยู่ระหว่างชั้นหินดินดาน
• การขนส่งลำดับส่วนน้ำมันดิบใช้สมบัติของสารที่มีจุดเดือดต่างกันกลายเป็นไอได้เร็วช้าต่างกันตามจุดเดือดของสารนั้นและจะ
ควบแน่นเป็ นของเหลวในแต่ละชั้นของหอกลั่นได้ผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเดือดต่างกัน
•การแยกแก๊สธรรมชาติมี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการแยกสารที่ไม่ใช่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนออกก่อน
•ผลิตภัณฑ์จากปิ โตรเลียมโดยตรงได้จากการกลั่นลำดับส่วนน้ำมันดิบและการแยกแก๊สธรรมชาติถ้านำผลิตภัณฑ์ที่ได้โดยตรง
เหล่านี้ใช้เป็ นสารตั้งต้นผลิตสารอื่ นจะได้ผลิตภัณฑ์ปิ โตรเลียมเคมีและเรียกอุตสาหกรรมนี้ว่าอุตสาหกรรมปิ โตรเคมี
• เชื้อเพลิงในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้จากการกันน้ำมันดิบและการแยกแก๊สธรรมชาติ เช่น แก๊สมีเทน แก๊สหุงต้ม น้ำมันเบนซิน
และน้ำมันดีเซลเป็ นต้น
•ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น ตัวทำละลายซึ่งเป็นสารที่มีสมบัติในการละลายสารอื่นได้ดี
อ้างอิง
หนังสือเรียนวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยม4-6
http://oknation.nationtv.tv/blog/energyclinic/2008/11/18/entry-1
https://thai-safetywiki.com/level-of-clothing/
https://sites.google.com/site/rsu15donnapa/week-12
https://erc.kapook.com/article22.php
http://energynaa.weebly.com/3612362135853619363236073610360536563629-
36263636365635913649362336043621365736293617.html
https://medium.com/@nittaya.tt/ความเป็ นไปได้ในการใช้เชื้ อเพลิง
ชีวภาพ-bio-fuels-แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศไทยในอนาคต-
dee9bf3202a4
จัดทำโดย
นางสาวครองขวัญ พันชนกกุล ม.5/11 เลขที่29
นางสาวอานิจสรา พรมยาลี ม.5/11เลขที่40