โครงงานวิทยาศาสตร์ เร ื่อง น้า ยาเช ็ ดกระจกจากผกัผลไม ้ ผู้จัดท า นางสาวปรียาภรณ์ รัศมี เลขที่ 16 นางสาวปุณญณัฏฐ์ปภา อุดม เลขที่ 17 นางสาวแพรพลอย ทิพรักษ์ เลขที่ 18 ช้นัมธัยมศ ึ กษาปีที่6/1 คุณครูที่ปรึกษา คุณครูนวลจันทร์ พาหา คุณครูพัชรินทร์ แสนสุข โครงงานน้ีเป็ นส่วนหน่ึ งของรายวิชาโครงงานวิทยาศาสตร ์ ว33222 ภาคการเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนสุรศกัด์ิมนตรี
ข ค ำน ำ โครงงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ว33222 ในระดบัช้นัมธัยมศึกษาปีที่6 โดยจดัทา ข้ึนมีจุดประสงคเ์พื่อผลิตน้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการ ทา ความสะอาดของน้า ยาเช็ดกระจกจากผกัแต่ละชนิดที่นา มาใช้ ผู้จัดท าหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าโครงงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อผูอ้่าน หรือผูท้ี่มีความสนใจในเรื่อง ดงักล่าวอยู่หากโครงงานเล่มน้ีมีขอ้ผิดพลาดประการใด ผจู้ดัทา ตอ้งขออภยัมา ณ ที่น้ีและยนิดีรับคา แนะนา เพื่อที่จะนา ไปปรับปรุงแกไ้ขในโอกาสต่อไป คณะผู้จัดท า ก
ข ชื่อเรื่อง น้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้ ผู้จัดท า นางสาวปรียาภรณ์รัศมีช้นัมธัยมศึกษาปีที่6/1เลขที่16 นางสาวปุณญณฏัฐป์ภาอุดม ช้นัมธัยมศึกษาปีที่6/1เลขที่17 นางสาวแพรพลอย ทิพรักษ์ช้นัมธัยมศึกษาปีที่6/1เลขที่18 ครูที่ปรึกษา คุณครูนวลจันทร์ พาหา และ คุณครูพัชรินทร์ แสนสุข ระดับการศึกษา ช้นัมธัยมศึกษาปีที่6/1 โรงเรียนสุรศกัด์ิมนตรี รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์ ว33222 ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การจัดท าโครงงานน้ีเป็นการทดลองที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาน้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้ ปัจจุบันผูค้นมีการดา เนินชีวิตในแต่ละวนัน้ัน มักจะมีการใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทา ความสะอาดสิ่งสกปรกปนเป้ือนของเครื่องใชห้รือผลิตภณัฑใ์นการทา สะอาดแต่ละคร้ังน้นัก็จะมีการใชผ้ลิต ภัณฑ์ท าความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารเคมีต่าง ๆ ท าให้เป็นผลเสีย ต่อสุขภาพ สารเคมีที่มีใน น้า ยาเช็ดกระจกทวั่ๆ ไปน้ีมีผลเสียต่อร่างกายจะมีส่วนผสมของ บิวทิลเซลลูโซป แอมโมเนียไฮดรอกไซต์ ซ่ึงเป็นอนัตราย หากดูดซึม ผา่นผิวหนา้จะระคายเคืองอีกท้งัยงัทา ใหร้่างกายมีการเจือปนของสารพิษ การจัดท าโครงงานคร้ังน้ีมีวตัถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง น้า ยาเช็ดกระจกจากผก ผลไม้ ั มีการทดสอบประสิทธิภาพของ น้า ยาเช็ดกระจกโดยการนา น้า ยาเช็ดกระจกที่ไดม้าทดสอบความสามารถในการทา ความสะอาดกระจกหอ้ง มัธยมศึกษาปี ที่ 6/1 โดยเปรียบเทียบจาก 2 กรณี คือ ความสามารถในการขจัดคราบ และความมัน โดยใช้ตา เปล่าในการสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผลการทดลอง พบว่าน้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากกล้วยและเปลือกกล้วย มีความสามารถในการขจัด คราบได้ดีที่สุด น้ ายาเช็ดกระจกจากมะนาวมีความสามารถในการขจัดคราบได้มากรองลงมา น้ ายาเช็ด กระจกที่ท าจากคะน้ามีความสามารถในการขจัดคราบได้ปานกลาง และชุดควบคุมมีความสามารถในการ ขจัดคราบได้น้อยที่สุด ตามล าดับ และในการทดสอบความมันที่มีอยบู่นกระจก พบว่าน้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากมะนาวมีความสามารถในการขจัดความมนั ได้ดีที่สุด น้ ายาเช็ดกระจกจากกล้วยและเปลือกกล้วยมี ความสามารถในการขจัดความมันได้ได้มากรองลงมา น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากคะนา้มีความสามารถในการ ขจัดความมันได้ปานกลาง และชุดควบคุมมีความสามารถในการขจัดความมันได้น้อยที่สุด
ค กิตติกรรมประกำศ โครงงานวิทยาศาสตร์ฉบบัน้ีสา เร็จลุล่วงไดอ้ยา่งสมบูรณ์ดว้ยความกรุณาอยา่งยิ่งจาก คุณครูณิชมน อินสุขและคุณครูนวลจันทร์พาหา ที่ไดส้ละเวลาอนัมีค่าเพื่อใหค้า ปรึกษา แนะน า ตลอดจนตรวจทานแกไ้ข ขอ้บกพร่องต่าง ๆ ดว้ยความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่งจนโครงงานวิทยาศาสตร์ฉบบัน้ีส าเร็จสมบูรณ์ลุล่วงได้ ด้วยดีคณะผจู้ดัทา ขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่งสูงไว้ณ ที่น้ี ขอขอบคุณ นางสาวปัทมพร นิ่มปาน ที่ไดก้รุณาให้คา แนะนา และช่วยเหลือในการทา โครงงาน วิทยาศาสตร์ฉบบัน้ีใหเ้สร็จสมบูรณ์ ขอขอบคุณเพื่อนนกัเรียนสมาชิกช้นัมธัยมศึกษาปีที่6/1 โรงเรียนสุรศกัด์ิมนตรีที่ให้กา ลงัใจตลอด การจดัทา โครงงานวิทยาศาสตร์ฉบบัน้ี สุดทา้ยน้ีขอขอบคุณคณะผูจ้ดัทา ทุกท่านที่ร่วมกนักนัจดัทา โครงงานวิทยาศาสตร์เล่มน้ีให้ส าเร็จ ลุล่วงโดยสมบูรณ์และประสบความสา เร็จเป็นอยา่งดี คณะผู้จัดท า 8 กุมภาพันธ์ 2565
จ สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค าน า ก บทคดัยอ่ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทน า 1 1.1 หลกัการเหตุผลและทฤษฎีที่เกี่ยวขอ้ง 1 1.2 วัตถุประสงค์ 1 1.3 สมมติฐาน 1 1.4 ตัวแปรที่ศึกษา 2 1.5 นิยามเชิงปฏิบัติการ 2 1.6 ขอบเขตการศึกษา 2 1.7 ประโยชน์ที่คาดวา่จะไดร้ับ 2 บทที่2เอกสารอา้งอิงและงานวิจยัที่เกี่ยวขอ้ง 3 2.1เอกสารที่เกี่ยวขอ้ง 3 2.1.1 น้า ยาเช็ดกระจก 3 2.1.2 ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 4 2.1.3 น้า ยาลา้งจาน 4 2.1.4 คุณสมบัติคะน้า 5 2.1.5 คุณสมบัติกล้วยและเปลือกกล้วย 7 2.1.6คุณสมบัติของมะนาว 8 2.2งานวิจยัที่เกี่ยวขอ้ง 9 ง
จ เรื่อง หน้ำ บทที่ 3 วิธีการด าเนินงาน 11 3.1 วัสดุอุปกรณ์ 11 3.2ข้นัตอนการดา เนินงาน 11 3.2.1 การทา ส่วนผสมของผัก ผลไม้ ปริมาตร 25 มิลลิลิตร 11 3.2.2 การทา ส่วนผสมของน้า ยาเช็ดกระจก 11 3.2.3การทา ส่วนผสมของน้า ยาเช็ดกระจกที่เป็นชุดควบคุม 12 3.2.4การทดสอบสมมุติฐาน 12 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 13 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 14 5.1 สรุปผลการทดลอง 14 5.2 อภิปรายผลการทดลอง 14 5.3 ข้อเสนอแนะ 15 บรรณานุกรม 16 ภาคผนวก 17
จ สำรบัญตำรำง หน้ำ คารางที่ 1 ตารางผลการทดลองความสามารถในการท าความสะอาดจากคะน้า เปลือกกล้วย มะนาว 13 ฉ
1 บทที่ 1 บทน ำ หลกักำรเหตุผลและทฤษฎีที่เกยี่วข้อง ในปัจจุบันผูค้นมีการดา เนินชีวิตในแต่ละวนัน้ัน มักจะมีการใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการทา ความสะอาดสิ่งสกปรกปนเป้ือนของเครื่องใชห้รือผลิตภณัฑใ์นการทา สะอาดแต่ละคร้ังน้นัก็จะมีก ารใชผ้ลิตภณัฑท์า ความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารเคมีต่าง ๆ และมีกลิ่นของสารรุนแรง ทา ให้เป็นผลเสีย ต่อสุขภาพ สารเคมีที่มีในน้า ยาเช็ดกระจกทวั่ๆ ไปน้ีมีผลเสียต่อร่างกาย ซ่ึงมีกลิ่นแรงอยบู่ ่อยคร้ังจะมีส่วน ผสมของ บิวทิลเซลลูโซป และแอมโมเนียไฮดรอกไซต์ซ่ึงเป็นอันตราย หากดูดซึม ผ่านผิวหน้าจะ ระคายเคืองอีกท้งัยงัทา ใหร้่างกายมีการเจือปนของสารพิษ การแก้ไขปัญหาสารเคมีของผลิตภัณฑ์ท าความสะอาดเพื่อเป็ นการรักษาสุขภาพของเรา และมี ความปลอดภยัโดยการนา สารในธรรมชาติมาทา ผลิตภณัฑ์ขจดัคราบที่ไม่เป็นอนัตรายต่อสุขภาพ และ สภาพแวดลอ้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแกไ้ขสารพิษตกคา้ง ท้งัในน้า ในอากาศ ในดิน รวมท้งัในอาหาร ลว้นมีสารตกคา้งท้งัสิ้น เช่น น้า เสีย จากที่กล่าวมาข้างตน้ทางกลุ่มจึงไดส้นใจศึกษาน้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้และน ามาผสมรวมกบั ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์จึงเป็นทางเลือกที่น่าจะมีความเหมาะสม และราคาไม่แพงอีกท้งัน้า ยาเช็ดกระจก ที่ไดศ้ึกษา มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่สามารถหาได้ภายในครัวเรือนและในทอ้งถิ่น ไม่เป็นอนัตรายต่อ มนุษยแ์ละสิ่งแวดลอ้ม ขจัดความมัน และขจัดคราบสกปรกได้ จึงสามารถนา มาใช้แทนน้า ยาเช็ดกระจก ที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาวิธีการทา น้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้ 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของน้า ยาเช็ดกระจก สมมติฐำน 1. น้า ยาเช็ดกระจกจากกล้วยและเปลือกกล้วย ท าความสะอาดคราบและความมันได้ดีที่สุด
2 ตัวแปร ตัวแปรต้น : ชนิดของผัก ผลไม้ ตัวแปรตาม : ความสามารถในการท าความสะอาดกระจก ตัวแปรควบคุม : ปริมาณผัก ผลไม้ที่ใช้ สภาพแวดล้อม ปริมาณไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ปริมาณน้า ยาลา้งจาน นิยำมเชิงปฏิบัติกำร 1. น้า ยาเช็ดกระจก หมายถึง น้า ยาที่ทางผจู้ดัทา ไดท้ดลองข้ึนมาเองจากโครงงานน้ี 2. ความสามารถในการท าความสะอาดกระจก หมายถึง ความสามารถในการขจัดคราบและ ความสามารถในการขจัดความมัน ขอบเขตเนื้อหำ ศึกษาน้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้ไดแ้ก่คะนา้กล้วยและเปลือกกล้วย และมะนาว ที่มีประสิทธิภาพในการทา ความสะอาดมากที่สุด และไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์70% น้า ยาลา้งจาน น้า เปลา่ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. สามารถทราบไดว้า่น้า ยาเช็ดกระจกจากพืชผกัผลไม้ทา ความสะอาดไดด้ี 2. สามารถต่อยอดความคิดพฒันาใหเ้ป็นผลิตภณัฑท์ ี่สามารถสร้างรายไดไ้ด้
3 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจดัทา โครงงานเรื่องน้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้โดยมีวตัถุประสงคเ์พื่อเป็นการศึกษาการทา น้า ยาเช็ดกระจกจากผัก ผลไม้ ดงัน้ันผูจ้ดัทา โครงงานจึงมีการทบทวนเอกสาร และวิจัยที่เกี่ยวขอ้งกับ โครงงานข้างต้น ดงัน้ี 2.1 เอกสารที่เกี่ยวขอ้ง 2.1.1 น้า ยาเช็ดกระจก 2.1.2ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 2.1.3 น้า ยาลา้งจาน 2.1.4คุณสมบัติคะน้า 2.1.5คุณสมบัติกล้วยและเปลือกกล้วย 2.1.6คุณสมบัติของมะนาว 2.2 งานวิจยัที่เกี่ยวขอ้ง 2.1 เอกสำรที่เกี่ยวข้อง 2.1.1 น้า ยาเช็ดกระจก น้ ายาเช็ดกระจกส่วนประกอบหลัก ที่น ามาใช้ผสมกับสารเคมีคือสารลดแรงตึงผิว เนื่องจาก ผลิตภณัฑป์ระเภทน้ีจดัว่าเป็นผลิตภณัฑซ์ ักลา้ง น้า ยาเช็ดกระจกที่พบมีอยหู่ลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อมีส่วนผสม หลกัคลา้ยคลึงกนั โดยจะใชส้ ่วนประกอบดงัน้ี ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 1.0 ถึง 40% ซึ่งคุณสมบัติของไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ เป็ นของเหลวใส ไม่มีสีแต่ไวไฟและมีกลิ่นฉุนมาก มกันา มาใชเ้ป็นส่วนผสมในการทา ผลิตภณัฑท์า ความสะอาด และถา้หาก ตอ้งการให้ฆ่าเช้ือไดต้อ้งใชค้วามเขม้ขน้ สูงถึง 60 ถึง 70% ดงัน้นัถา้หากหายใจเขา้ไปแมใ้นปริมาณเล็กนอ้ย ก็จะรู้สึกระคายเคืองจมูกและลา คอรวมไปถึงระบบทางเดินหายใจส่งผลต่ออาการปวดหวัคลื่นไส้วิงเวียนไป จนถึงอาเจียนได้แต่ถา้หากสูดดมเขา้ไปในปริมาณที่สูงข้ึนอาจจะทา ใหห้มดสติหรือถึงข้นัเสียชีวิตไดเ้ช่นกนั และในแง่ของการสัมผสัถา้หากไดส้ ัมผสักบัสารประกอบประเภทน้ีนานเขา้จะทา ให้ผิวหนงัแห้งและแตก หากเผลอกลืนเขา้ไป จะเป็นอนัตรายถึงแก่ชีวิตไดเ้ช่นกนั บิวทิลเซลโลโซล์เป็นตวัทา ละลายในน้า ยาเช็ดกระจกที่นิยมนา มาใชก้นัมากเช่นกนัตวัทา ละลายตวั น้ีสามารถละลายน้า ได้จึงมกันา ไปใชก้บัคราบน้า มนัหรือทา ให้มนัชื่อทางเคมีของสารประกอบตวัน้ีคือ2- บิวทอกซีเอทานอล หรือเอทาลีนไกลคอลโมโนบิวทิลอีเทอร์โดยตวัทา ละลายท้งัสองจะส่งผลกระทบถ้า หากสัมผสัทา ให้ระคายเคืองต่อตา ผิวหนัง จมูก ลา คอ ทา ให้วิงเวียนศีรษะปวดหัวตาแดงไปจนถึงปวด
4 ทอ้งนอ้ยจุกเสียดและอาเจียน อีกท้งัยงักดระบบประสาทส่วนกลางทา ให้เม็ดเลือดแดงแตก แต่การนา มาใช้ เป็นส่วนผสมถือวา่ ไม่เป็นอนัตรายเพราะใชใ้นความเขม้ขน้นอ้ยมากเพียง0.5 ถึง 2.5% เท่าน้นั Sodium Lauryl Ether Sulfate (SLES) หรือ Sodium Laureth Sulfate เป็นสารลดแรงตึงผิวที่นา มาใชใ้นน้า ยา เช็ดกระจกโดยใช้ในปริมาณ 0.1 ถึง 0.2% มีพิษปานกลางแต่มีคุณสมบตัิเป็นสารทา ให้เกิดฟองนอกจากใช้ ในน้า ยาเช็ดกระจกแลว้ก็มกันา ไปใชใ้นผลิตภณัฑท์า ความสะอาดประเภทแชมพูแต่ถา้หากน้า ยาเช็ดกระจก บางยี่ห้อไม่ได้ใช้สารประกอบตวัน้ีเป็นตวัช่วยลดแรงตึงผิวก็จะใช้อีกตวั คือ Cocamidopropyl Betain มี คุณสมบัติเป็ นสารลดแรงตึงผิวแบบอ่อนและไม่ทา ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนงัรวมถึงเน้ือเยื่อในจมูก และยงัมีคุณสมบตัิฆ่าเช้ือโรคและเขา้กบัสารลดแรงตึงผิวชนิดอื่น ๆ ไดอ้ีกดว้ย 2.1.2ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ มักถูกใช้เป็นแอลกอฮอล์ในการทา ความสะอาดพ้ืนผิว เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของต่าง ๆ บางคร้ังจึงอาจเรียกแอลกอฮอล์ชนิดน้ีอีกชื่อหน่ึงว่า แอลกอฮอล์เช็ดทา ความสะอาด (rubbing alcohol)ก็ได้ในผลิตภณัฑท์า ความสะอาดที่ใชต้ามบา้นเรือน หลายสูตรก็อาจพบว่ามีแอลกอฮอล์ ชนิดน้ีเป็นส่วนผสม บางคร้ังอาจพบอยู่ในกระดาษหรือผา้เช็ดทา ความสะอาดส าเร็จรูปที่ชุบแอลกอฮอล์ ชนิดน้ีมา (wiper) ตามโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็นิยมใช้แอลกอฮอล์ชนิดน้ีในการลา้งคราบสกปรก คราบสารเคมี ล้างถังบรรจุสารเคมี รวมถึงใช้เป็ นตัวท าละลายด้วย ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ที่ใช้เช็ดท า ความสะอาดตามโรงพยาบาลน้ัน มกัจะมีความเขม้ขน้อยู่ที่ประมาณ 70% เนื่องจากเป็นความเขม้ขน้ที่ มีคุณสมบตัิฆ่าเช้ือโรคไดด้ีและเพื่อป้องกนัการสับสนกบัเอทิลแอลกอฮอล์ซ่ึงอาจจะทา ให้มีคนนา ไปดื่ม ด้วยความเข้าใจผิดได้ จึงมักมีการผสมสีฟ้า (brilliant blue) ลงไปเพื่อให้สีแตกต่างกนัอย่างไรก็ตามใน ปัจจุบนัน้ีแอลกอฮอล์เช็ดทา ความสะอาดตามโรงพยาบาลหลายสูตร ก็ปรับมาใช้เอทิลแอลกอฮอล์แทน ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เพื่อความปลอดภยัที่มากข้ึนแลว้ 2.1.3 น้า ยาลา้งจาน น้ ายาลา้งจานมีกลไกหลกัสามประการในการขจัดสิ่งสกปรกออกจากพ้ืนผิวแข็ง ซึ่ งรวมถึงการ กระท าทางเคมีกลไก และสารซักฟอก การล้างจานแบบแมนนวลน้ันกระท าโดยกลไกหลัก โดยใช้ น้า อุ่นและสารซักฟอกการเลือกสารลดแรงตึงผิว มีบทบาทส าคญั ในการไดผ้ลิตภณัฑ์ที่มีพารามิเตอร์ที่ คาดหวัง น้ ายาล้างจานประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวแบบแอมโฟเทอริกที่มีประจุลบ ไม่มีไอออน และจ านวนเล็กน้อย สารแรกมักเป็นส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์และมีหน้าที่ใน การท าให้เปี ยก ขจดัคราบไขมนัและเกิดฟอง สารลดแรงตึงผิวที่ไม่มีประจุช่วยปรับปรุงคุณสมบตัิการทา งานของของเหลว
5 ดังน้ันจึงท าหน้าที่เป็นสารช่วยลดแรงตึงผิว สุดท้าย บทบาทของสารลดแรงตึงผิว amphoteric คือการควบคุม ควา มหนืด และปรับปรุง คุณสมบัติของฟอง นอกจากสาร ดังกล่าวแล้ว ผลิตภัณฑ์ล้างจานยงัมีสารเติมแต่งอีกมากมายที่ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เท่าน้ัน แต่ยงัเพิ่มความชดัเจน สีหรือกลิ่นหอมอีกดว้ย ส่วนประกอบของน้า ยาลา้งจานที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์จะประกอบดว้ยสารเคมีในกลุ่มสารลดแรง ตึงผิวที่ให้ประจุลบเป็นหลกัมีลกัษณะลื่น เมื่อละลายน้า จะมีฤทธ์ิเป็นกรด และทา ให้เกิดฟองจา นวนมาก สามารถแทรกซึมสู่พ้ืนผิวของภาชนะได้ดีท าให้คราบไขมัน และเศษอาหารหลุดออกได้ง่าย ส่วนประกอบที่สา คญั ไดแ้ก่ 1. Sodium Alkyl Benzene Sulphonate หรือ Linear Alkyl Benzene Sulphonate (น้า ยา N70) 12.8 – 14.4% w/w 2. Sodium Lauryl Ether Sulphate 3.5% w/w 3. Cocamidopropyl Betaine 0.5% w/w 4. สารสกดัจากพืช เช่น น้า มะนาว น้า มะกรูด 2.1.4คุณสมบัติคะน้า คะน้า เป็นผกัที่มีตน้กา เนิดในทวีปเอเชียซ่ึงเพาะปลูกมากในประเทศจีน ไตห้วนัฮ่องกง มาเลเซีย รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี(แต่ช่วงเวลาเพาะปลูกที่ดีที่สุดจะ ในช่วงเดือนตุลาคม – เมษายน) มีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวส้ัน ส าหรับบ้านเราสายพันธุ์ที่นิยมปลูก จะมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ได้แก่พันธุ์ใบกลม พันธุ์ใบแหลม พันธุ์ยอดหรือก้าน เป็นต้น เมื่อหาซ้ือมาแล้วควรเก็บใส่ไว้ในกล่องหรือถุงพลาสติก มัดหรือปิดให้แน่นแล้วน าไปแช่ไว้ ในช่องเก็บผักของตู้เย็น ซ่ึงเป็นวิธีที่จะช่วยรักษาวิตามินในผักให้คงอยู่ ได้มา กที่สุ ด คะน้า เป็นพืชผกัใบเขียวที่นิยมรับประทานกันทั่วไป เป็นผกัที่หาซ้ือง่าย ราคาไม่แพง แต่มีสิ่งที่ควรจะระวงั เป็นพิเศษนอกจากการปนเป้ือนของยาฆ่าแมลงแล้ว อาจจะต้องระวังในเรื่องของ ธาตุแคดเมียมที่ อาจจะปนเป้ือนมากบัน้า และพ้ืนดินดว้ย เพราะหากร่างกายไดร้ับเขาไป มันจะเข้าไป ้ สะสมในตับและไต ซ่ึงจะเป็นพิษต่อตับและไต และก่อนน ามารับประทานคุณควรล้างท าความสะอาด ก่อนทุกคร้ัง ด้วยการล้างน้ าสะอาดหลาย ๆ คร้ัง หรือจะล้างด้วยการใช้น้ าก๊อกไหลผ่านอย่างน้อย 2 นาที หรือจะใช้สารละลายอื่น ๆ ก็จะดีมาก เช่น น้ ายาล้างผัก น้ าส้มสายชูเกลือละลายน้ า เป็นต้น (เพราะผกัคะนา้ไดช้ื่อวา่เป็นผกัที่พบสารพิษตกคา้งหรือยาฆ่าแมลงมากที่สุด)
6 ผักคะน้ามีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ซ่ึงการได้รับในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะท าให้ เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ร่างกายขาดแร่ธาตุไอโอดีน ซ่ึงเป็นสาเหตุของโรคคอพอก และยงัไปยบัย้งั การสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยดอ์ีกดว้ย ซ่ึงจะทา ให้ร่างกายของเรานา ไอโอดีนในเลือดไปใชไ้ดน้อ้ยกวา่ ปกติ เป็ นต้น ทางที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงการ รับประทานผัก ชนิดซ้า ๆ เดิม ๆ และควรเลือกรับประทานผกั ให้หลากหลายร่างกายจะได้ประโยชน์มากที่สุด กอยโตรเจน เป็ นสารที่พบในพืช ซึ่งสามารถรบกวนการดูดซึม และการใช้ประโยชน์ของไอโอดีนที่ ต่อมไทรอยด์จนอาจทา ให้เกิดโรคคอพอก สารน้ีมกัพบมากในกะหล่า ปลีบรอกโคลีและคะน้า (สกุล Brassica) ดงัน้นัจึงควรบริโภคผกัที่ทา ใหสุ้กเพราะสารกอยโตรเจนจะถูกทา ลายได้ด้วยความร้อน สรรพคุณของคะนา้ก็มีมากมายไดแ้ก่ มีสารต่อตา้นอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลลต์ ่าง ๆ ในร่างกายได้ ช่วยเสริมสร้างภูมิตา้นทานในกบัร่างกาย ทา ใหม้ีสุขภาพแขง็แรง ช่วยบา รุงผวิพรรณและป้องกนัการติดเช้ือต่าง ๆ ผกัคะนา้มีวิตามินซีซ่ึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างเน้ือเยอื่ใหชุ้่มช้ืนมากข้ึน (วิตามินซี) ช่วยบา รุงและรักษาสายตา (วิตามินเอ) คะน้ามีสารลูทีน (Lutein) ซ่ึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคตอ้กระจกไดถ้ึง29% (ลูทีน) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมและยงัช่วยป้องกนัการเสื่อมของศูนย์ จอตาได้อีกด้วย ธาตุเหลก็และธาตุโฟเลตในผกัคะนา้มีความสา คญัต่อการสร้างเมด็เลือดแดง ธาตุเหลก็เป็นส่วนประกอบของกลา้มเน้ือและเน้ือเยอื่ต่าง ๆ ทา หนา้ที่ช่วยขบัออกซิเจนที่เลือดนา มาไวใ้ช้ ผักคะน้ามีแคลเซียม ซ่ึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน (แคลเซียม) ช่วยป้องกนัการเกิดโรคกระดูกพรุน (แคลเซียม) มีส่วนช่วยลดระดบัคอเลสเตอรอล ผกัคะนา้มีแมกนีเซียมสูง ซ่ึงช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลงได้(ธาตุแมกนีเซียม) ช่วยชะลอปัญหาความจา เสื่อม ท าให้อัตราการเปลี่ยนของความจ าช้าลง และช่วยชะลอการเสื่อมของอายสุมอง (วิตามินอี)
7 2.1.5คุณสมบัติกล้วย และเปลือกกล้วย กล้วยมีแป้งประมาณ 25.5 และ 31.3% ตามล าดับ มีค่าระหว่าง pH 5.4-5.7 เมื่อวิเคราะห์หา องค์ประกอบทางเคมีพบว่ามีโปรตีน 3.2% เยื่อใย 1.3 % เถ้า 3.7% เยื่อใย ที่ละลายในด่าง (NDF) 8.9% เยื่อใยที่ละลายในกรด (ADF) 3.8% เซลลูโลส (cellulose) 3.1% ลิกนิน (lignin) 1.0% และเฮมิเซลลูโลส (hemicellulose) 5.5% ส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตประกอบดว้ยแป้ง (starch) 70% น้ าตาล(Soluble sugar) 2.8% และโพลีแซคคาร์ไรด์ที่เป็ นโครงสร้าง (non-starch polysaccharide) 12.0% นอกจากน้ียงัอุดม ไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามินซีแต่จะสูญเสียไปใน กระบวนการผลิตแป้งถึง 65% เปลือกกล้วยเหลือทิ้งสามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้เพราะมีสารแทนนินเป็นส่วนประกอบ แทนนินเป็นสารประกอบเชิงซ้อนพวกฟินอลลิค พบได้ทวั่ ไปในส่วนต่าง ๆ ของพืช สามารถน ามาใช้ ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ได้แก่อุตสาหกรรมฟอกหนัง ท าหมึกพิมพ์สียอ้มผา้กาว เครื่องส าอาง และยา ปัจจุบันได้น าแทนนินมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้เป็ นสารเสริม รสชาติของอาหาร นอกจากน้ียงัใช้เป็นสารเคลือบผิวหน้าของอาหาร ท าให้รักษาอาหารได้นานข้ึน เมื่อเปรียบเทียบปริมาณแทนนินในเปลือกกล้วยน้ าว้า กล้วยไข่ที่ระยะเวลาในการสุกต่างกัน พบว่า เปลือกกล้วยหอมมีแทนนินสูงกว่าเปลือกกล้วยน้ าว้า และเปลือกกล้วยไข่ โดยเปลือกกล้วยหอมดิบ มีปริ มาณแทนนิ นสู งสุ ด 58 mg/g น้ าหนักแห้ง เปลือกกล้วยน้ าว้าดิบ และเปลือกกล้วยไข่ดิบ มีปริมาณแทนนิน 49 mg/g และ 35.6 mg/g น้า หนกัแหง้ตามลา ดบั แทนนินเป็นสารประกอบเชิงซ้อนพวกฟีนอลิก แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือไฮโดรไลซ์เซ เบิลแทนนิน (hydrolyzable tannins) ซ่ึงมีโมเลกุลขนาดเล็ก สลายตวัและละลายไดใ้นกรดหรือน้า ย่อยกบั คอนเดนซ์แทนนิน (condensed tannins) ซ่ึงมีโมเลกุลขนาดใหญ่จดัอยู่ในประเภทโพลีเมอริกโพลีฟีนอล เน้ือและเปลือก (Polymeric Polyphenols) มีน้า หนักโมเลกุลต้งัแต่1,000 ข้ึนไปไม่สามารถไฮโดรไลซ์ดว้ย กรดหรือด่างได้แต่ละลายไดด้ีในน้า ร้อน สารละลายของแอลกอฮอล์และสารละลายของอะซีโตน เมื่อตม้ กบักรดจะรวมตวักนัเป็นโพลิเมอร์เกิดเป็นสารประกอบที่ไม่ละลาย มีรูปร่างไม่แน่นอนและมีสีแดงเรียกว่า tannin-red หรือ philobaphene แทนนินท้งัสองประเภทจะกระจายอยู่ตาม ส่วนต่างๆ ของผกัและผลไมท้ ้งั เปลือกเมล็ดและใบ การใชป้ระโยชน์จากแทนนินส่วนใหญ่ใชใ้นอุตสาหกรรมเครื่องหนงัในการฟอกหนงั เพื่อให้มีความคงทนสวยงาม ในทางเภสัชวิทยา แทนนินมีรสฝาด ยาแผนโบราณมักรวมสมุนไพรที่มีแทน นินไว้ในยาแก้ท้องเสีย และแทนนินยงัมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีก คือใช้ในการป้องกันและรักษาแผลใน กระเพาะอาหารและลา ไส้ยบัย้งัการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
8 เมื่อกลว้ยสุกเพิ่มข้ึนปริมาณแทนนินที่เปลือกกลว้ยจะลดลงโดยที่อตัราการลดลงในเปลือกกลว้ยไข่ มีแนวโน้มสูงกว่าในกลว้ยพนัธุ์อื่น ๆ การที่ปริมาณแทนนินลดลงเมื่อกลว้ยสุกมากข้ึน เป็นเพราะโมเลกุล ของแทนนินไปรวมกบัสารประกอบอื่น เช่น คาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน หรือเกิดจากโมเลกุลของแทนนิน รวมตวักนัเอง เกิดสารโพลีเมอร์มีขนาดโมเลกุลใหญ่เกิดข้ึน และมีการเคลื่อนตวัไปเก็บสะสม ที่ผนังเซลล์ ท าให้ยากต่อการสกดันอกจากน้ีการรวมตวักนัเป็นการลด activity ของแทนนินลงด้วย สา หรับสภาวะที่เหมาะสมในการสกดัแทนนินจากเปลือกกลว้ยน้า วา้ดิบอบแห้งที่ล่อนผ่านตะแกรง ขนาด 30 mesh พบว่า ชนิดของสารละลายสกดัผสมของน้า และเอธานอล (50%) ใชเ้วลาการแช่2 ชวั่โมง อตัราส่วนของเปลือกกลว้ย : สารละลายสกดั1:30 หรือ1:40 และ สกดัที่อุณหภูมิ50องศาเซลเซียส จะให้ การสกดัแทนนินสูงถึง 81-85% 2.1.6คุณสมบัติของมะนาว 2.1.6.1 น้า จากผลมะนาวมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid, ผิวมะนาวมีน้า มนัหอมระเหย ที่มาจากการกลนั่ผิวผลร้อยละ0.3-0.4 ประกอบดว้ยสารต่างๆ เช่น d-limonene (42-64%) , alpha-berpineol (6.81%) , bergamotene ผสมกบัterpinen-4-ol (3%) , alpha-pinene citric acid (1.69%) , geraniol (0.31%) , linalool , terpineol , camphene , bergapten (furanocoumarin) ใบมะนาวเมื่อน า มาสกัดน้ ามันหอมระเหยโดยการ camphene ต้มกลั่น (hydrodistillation) ไดน้ ้า มนัหอมระเหยร้อยละ0.27องคป์ระกอบทางเคมีของน้า มนั ประกอบดว้ยสารต่าง ๆ เช่น 6-methyl-5- h e p t e n-2-o n e ( 3 . 1 9 ) , Limonene (44.82) , neral (4.95) , geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98) , caryophyllene oxide (2.31) มะนาวมีฤทธ์ิที่ช่วยในการกัดด้วย ซ่ึงถือว่าเป็นกรดผลไม้อย่างหน่ึง (AHA) ที่เป็นที่ยอมรับในการช่วยเร่งการผลดัเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไปและเปลือกมะนาวสามารถน ามาเช็ด ภาชนะใหเ้งางามข้ึนได้เช่น เครื่องเงิน ทองเหลือง ทองแดง องคป์ระกอบทางเคมีที่สาคญัและมีมากที่สุดในน้า มะนาวก็คือกรด ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นกรดอินทรีย์ ประกอบไปด้วย กรดซิตริก 91.8% กรดมาลิก 4.9% กรดควินิกและกรดฟอสฟอริกรวมกนั 0.5% และกรดที่ ไม่ไดจ้า แนก2.5% 2.1.6.2 กรดซิตริก(citric acid) เป็นสารประกอบอินทรียท์ ี่พบในพืชหรือชื่อที่รู้จกักนัโดยทวั่ ไปก็คือ กรดมะนาว ซ่ึงที่มาของชื่อน้ีเพราะสกดัไดค้ร้ังแรกจากน้า มะนาว โดยมีลกัษณะทางกายภาพทวั่ ไป คือ มี ลกัษณะเป็นผงหรือผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสเปร้ียวละลายไดด้ีในน้า และแอลกอฮอล์สา หรับประเภทของ กรดซิตริกน้นัสามารถแบ่งออกได้2 ชนิด คือ กรดชนิดแอนไฮดรัส (citric acid anhydrous) หรือ ชื่อทางเคมี
9 2-hydroxy-1, 2, 3-propane tricarboxylic acid, anhydrous ซ่ึงเป็นชนิดที่สกดัไดจ้ากพืชธรรมชาติโดยมีสูตร โมเลกุล C6H8O7 มีน้า หนกัโมเลกุล192.124 g/mol มีจุดหลอมเหลว 153 องศาเซลเซียส ส่วนอีกชนิดคือกรด ซิตริกชนิดโมโนไฮเดรต (citric acid monohydrate; hydrous citric acid) หรือ ชื่อทางเคมี 2-hydroxy-1, 2, 3- propane tricarboxylic acid, monohydrate ซ่ึงเป็นชนิดที่สังเคราะห์จากน้ าตาลกลูโคสโดยมีสูตรโมเลกุล C6H8O7H2O มีน้า หนกัโมเลกุล210.14 g/mol และมีจุดหลอมเหลว 100 องศาเซลเซียส ประโยชน์ของ กรดซิตริก ที่ใชใ้นอุตสาหกรรมผลิตน้า ยาทา ความสะอาด ในการผลิตน้า ยาซักผา้ และน้า ยาปรับผา้นุ่ม นิยมนา กรดมะนาวหรือกรด Citric acid น้ีมาเป็นสารที่สามารถฆ่าเช้ือแบคทีเรียและ ไวรัสหลายชนิด และยงัช่วยขจดัคราบและกลิ่นได้นอกจากน้นัยงัใชผ้ สมเจลทา ความสะอาดมือและกระดาษ ทิชชู่ดว้ยเช่นกนั Citric acid หรือกรดมะนาวยังเป็ นสารทางเลือกที่ดีกวา่การใชส้ารฟอกขาวและคลอรีน ใน การผลิตผงซกัฟอกและน้า ยาลา้งจาน 2.2 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง โชติมาวิไลวลัย์(2549)กล่าวว่าน้า ยาเช็ดกระจกก็จดัอยใู่นผลิตภณัฑซ์กัลา้งจึงมีสารลดแรงตึงผิวเป็น องคป์ระกอบหลกัผสมกบัสารเคมีที่ใชเ้ป็นตวัทา ละลาย ซ่ึงน้า ยาเช็ดกระจกที่พบมีอยหู่ลายยี่ห้อแต่ละยี่ห้อ มีส่วนผสมหลกัคลา้ยคลึงกนั โดยทุกชนิดจะใชไ้อโซโพรพิลแอลกอฮอล์(isopropyl alcohol) ในปริมาณ 1.0-4.0% ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เป็นของเหลวใส ไม่มีสีไวไฟ และมีกลิ่นฉุนมาก ใช้ในการท า ความสะอาด ถา้จะใช้ฆ่าเช้ือต้องใช้ที่ความเข้มขน้ สูงถึง 60-70% การหายใจเข้าไปในปริมาณเล็กน้อย จะระคายเคืองจมูก ล าคอ และระบบทางเดินหายใจ ท าให้ปวดหัว คลื่นไส้ วิงเวียน อาเจียน ถ้าได้รับ ปริมาณสูงอาจท าให้หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ การสัมผัสนาน ท าให้ผิวหนังแห้งและแตกการกลืนกินมี อาการคลา้ยการหายใจอาเจียนและอาจทา อนัตรายแก่ปอด และระคายเคืองต่อตา ห้ามทิ้งสู่แหล่งน้า น้า เสีย หรือดิน สามารถยอ่ยสลายทางชีวภาพได้สารเคมีที่นิยมใชเ้ป็นตวัทา ละลายในน้า ยาเช็ดกระจกอีกชนิด คือ บิวทิลเซลโลโซลฟ์ (butyl cellosolve) เป็นตัวท าละลายเคมีที่ละลายน้ าได้(water-soluble solvent) มักใช้กับคราบมัน หรือท าให้มันมีชื่อทางเคมีว่า 2-บิวทอกซี เอทาน อล (2-butoxyetha no l) หรื อเอทาลีนไกลคอลโมโนบิวทิลอีเทอร์ (ethylene glycol monobutyl ether) มีค่า LD50 (หนู) 470 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นพิษหากถูกดูดซึมผ่านผิวหนังกินเข้าไปท าให้มึนเมาได้ตัวท าละลายท้ังสอง มีผลกระทบคลา้ยกนัคือระคายเคืองต่อตาผิวหนงัจมูกลา คอเกิดอาการไอคลื่นไส้วิงเวียน ปวดหัวตาแดง เจ็บตา เห็นไม่ชัด ปวดท้องน้อย ท้องเสีย อาเจียน กดระบบประสาทส่วนกลาง ทา ให้เม็ดเลือดแดงแตก แต่ตวัทา ละลายในน้า ยาเช็ดกระจกจะมีความเขม้ขน้นอ้ยมากคือเพียง0.5-2.5% เท่าน้นั
10 ส าหรับสารลดแรงตึงผิวที่ใช้ในน้ ายาเช็ดกระจกคือ Sodium lauryl ether sulfate (SLES) หรือ Sodium laureth sulfate ใช้ในปริ มาณ 0.1-0.6 % โดยน้ าหนัก SLES มีค่า LD50 (หนู) 1,600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีพิษปานกลางเป็นสารทา ให้เกิดฟองมกัใชใ้นผลิตภณัฑท์า ความสะอาด และแชมพูอาจ ทา ให้เกิดการระคายเคืองตาและผิวหนงัหากเกิดอาการหลงัจากใชผ้ลิตภณัฑค์วรหยดุใชท้นัทีในกระบวนการผลิต SLES อาจปนเป้ือนดว้ย 1,4-dioxane ซ่ึงอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ในต่างประเทศมีการห้ามใช้ใน ผลิตภณัฑเ์กี่ยวกบัอาหารและยาแต่อยา่งไรก็ตามไม่มีหลกัฐานที่บ่งช้ีวา่สารชนิดน้ีเป็นสารก่อมะเร็ง น้ ายาเช็ดกระจกบางชนิดที่ไม่ใช้Sodium lauryl ether sulfate เป็ นสารลดแรงตึงผิวจะใช้ Cocamidopropyl betaine แทนซ่ึงเป็นสารลดแรงตึงผิวที่จบักบัท้งัAnion และ Cation ในเวลาเดียวกนัสาร Cocamidopropyl betaine เป็นสารลดแรงตึงผิวแบบอ่อน ที่ไม่ทา ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและ เน้ือเยื่อในจมูก นอกจากน้ียังมีสมบัติฆ่าเช้ือโรคด้วย และยังเข้าได้กับสารลดแรงตึงผิวชนิดอื่น ๆ Cocamidopropyl betaine ในน้ ายาเช็ดกระจกมีความเขม้ขน้ต่า กว่า 1% จะไม่ทา ให้เกิดการระคายเคือง สา หรับที่ความเขม้ขน้ สูงข้ึนไปอาจทา ใหเ้กิดการระคายเคืองได้ควรหลีกเลี่ยงการเทผลิตภณัฑใ์ส่มือโดยตรง น้ ายาเช็ดกระจกบางยี่ห้อมีการน า Ammonium hydroxide มาใช้ประมาณ 0.1% Ammonium hydroxide ที่ความเขม้ขน้ สูงกว่า 25% มีค่า LD50 (หนู) 350 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีความเป็นพิษมากมีฤทธ์ิ ทา ให้เกิดแผลไหม้และเป็นอนัตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ า สารน้ีมีฤทธ์ิกัดกร่อน เป็นอนัตรายต่อเยื่อเมือก ระบบทางเดินหายใจส่วนบนดวงตาผิวหนงัการสูดดมทา ใหเ้กิดการระคายเคืองต่อตาและจมูกจะต้องระวัง อนัตรายมากกว่ามีการหดเกร็งของกลา้มเน้ืออกัเสบ การบวมน้า ของถุงลม และปอดถา้เขา้ตาสามารถทา ให้ ตาบอดได้
11 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินกำรทดลอง การดา เนินโครงงาน เรื่อง น้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้จุดมุ่งหมายของการศึกษาคน้ควา้เพื่อผลิต น้า ยาเช็ดกระจกจากผก ั ผลไม้ที่ปลอดภัยและมีความสามารถในการท าความสะอาดได้ดี โดยมีรายละเอียด และวิธีการดา เนินการทดลอง ดงัน้ี 3.1 วัสดุอุปกรณ์ 1. คะน้า 50กรัม 2. กล้วยและเปลือกกล้วย 50กรัม 3. มะนาว 50 มิลลิลิตร 4. ขวดสเปรย์ ขนาด 100 มิลลิลิตร 4ขวด 5. บีกเกอร์ 4อัน 6. โกร่งบดยา 3เครื่อง 7. ผ้าขาวบาง 1 ผืน 8. ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% 100 มิลลิลิตร 9. น้า ยาลา้งจาน ½ ช้อนชา 10. น้า เปล่า 20 มิลลิลิตร 3.2 ข้นัตอนการดา เนินการ 3.2.1 การทา ส่วนผสมของผกัผลไม้ปริมาตร25 มิลลิลิตร 1. ชงั่คะนา้กล้วยและเปลือกกล้วย ชนิดละ 50 กรัม และมะนาว 50 มิลลิลิตร 2. นา ผกัผลไมแ้ต่ละชนิด ไดแ้ก่คะนา้เปลือกกลว้ย มะนาว มาใส่น้า เปล่า 20 มิลลิลิตร 3.จากข้อที่ 2. น าไปบดในโกร่งบดยาให้ละเอียด 4. น าผักที่บดละเอียดแล้วมากรองด้วยผ้าขาวบาง 5. จากขอ้ที่4. น ามาเทลงในบีกเกอร์โดยใส่บีกเกอร์ละ 1 ชนิด ให้ได้บีกเกอร์ละ 25 มิลลิลิตร 3.2.2 การทา ส่วนผสมของน้า ยาเช็ดกระจก 1. เตรียมสารเคมีปริมาตร20 มิลลิลิตรไดแ้ก่ -ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% 19 มิลลิลิตร
12 - น้า ยาลา้งจาน 1 มิลลิลิตร 2. นา น้า คะนา้ที่ผา่นการกรองแลว้มาผสมกบัสารเคมีในขอ้ที่1. ในบีกเกอร์ 3. ทา ซ้า ขอ้ที่1.และ2.โดยเปลี่ยนเป็นน้า กล้วยและเปลือกกล้วยและมะนาว 4. น าส่วนผสมที่ได้จากข้อที่ 2.และ3.มาใส่ลงในขวดสเปรย์ขนาด100 มิลลิลิตร ชนิดละขวด มาเทลงในบีกเกอร์โดยใส่บีกเกอร์ละ1 ชนิด 3.2.3การทา ส่วนผสมของน้า ยาเช็ดกระจกที่เป็นชุดควบคุม 1. เตรียมสารเคมีปริมาตร20 มิลลิลิตรไดแ้ก่ -ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์70% 19 มิลลิลิตร - น้า ยาลา้งจาน 1 มิลลิลิตร 2. นา สารเคมีในขอ้ที่1. มาผสมกนัและเทใส่ขวดสเปรยข์นาด 100 มิลลิลิตร 3.2.4การทดสอบสมมุติฐาน 1. นา น้า ยาเช็ดกระจกที่ได้มาทดลองเช็ดกระจกประตูในหอ้ง ม.6/1 2. น าผลที่ได้มาบันทึกผลการทดลอง
13 บทที่ 4 ผลกำรวเิครำะห ์ ข้อมูล การจัดท าโครงงานคร้ังน้ีมีวตัถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง น้า ยาเช็ดกระจกจากผกัผลไม้มีการทดสอบประสิทธิภาพของ น้า ยาเช็ดกระจกโดยการนา น้า ยาเช็ดกระจกที่ไดม้าทดสอบความสามารถในการทา ความสะอาดกระจกห้อง มัธยมศึกษาปี ที่ 6/1 โดยเปรียบเทียบจาก 2 กรณี คือ ความสามารถในการขจัดคราบ และความมัน โดยใช้ตา เปล่าในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงไดผ้ลดงัน้ี ตำรำงผลกำรทดลองควำมสำมำรถในกำรท ำควำมสะอำดจำกคะน้ำ เปลือกกล้วย มะนำว ชนิดผักผลไม้ ควำมสำมำรถในกำรท ำควำมสะอำด ควำมมัน ครำบ ชุดควบคุม + + คะน้า + + ++ กล้วยและเปลือกกล้วย + + + + + + + มะนาว + + + + + + + หมำยเหตุ+ หมายถึง ปริมาณความมัน และคราบ ที่น้อยลง จากตารางบันทึกผลการทดลอง ในการทดสอบคราบที่มีอยบู่นกระจกหอ้งมธัยมศึกษาปีที่6/1 พบวา่ น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากกล้วยและเปลือกกล้วย มีความสามารถในการขจดัคราบไดด้ีที่สุด น้า ยาเช็ดกระจก จากมะนาวมีความสามารถในการขจัดคราบได้มากรองลงมา น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากคะนา้มีความสามารถ ในการขจัดคราบได้ปานกลาง และชุดควบคุมมีความสามารถในการขจัดคราบได้น้อยที่สุด ตามล าดับ และ ในการทดสอบความมันที่มีอยู่บนกระจกห้องมธัยมศึกษาปีที่6/1 พบว่าน้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากมะนาวมี ความสามารถในการขจดัความมนั ไดด้ีที่สุด น้า ยาเช็ดกระจกจากกล้วยและเปลือกกล้วยมีความสามารถใน การขจัดความมันได้ได้มากรองลงมา น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากคะนา้มีความสามารถในการขจดัความมนัได้ ปานกลาง และชุดควบคุมมีความสามารถในการขจัดความมันได้น้อยที่สุด ตามล าดับ
14 บทที่ 5 สรุป อภิปรำยผลและข้อเสนอแนะ จากผลการทดสอบความสามารถในการทา ความสะอาดกระจก ในการดา เนินโครงงาน เรื่อง น้า ยา เช็ดกระจกจากผัก ผลไม้ โดยเปรียบเทียบจาก2 กรณีคือความสามารถในการขจัดคราบ และความมัน โดย ใชต้าเปล่าในการสังเกตการเปลี่ยนแปลง สามารถสรุป อภิปรายผลและขอ้เสนอแนะ ดงัต่อไปน้ี 5.1 สรุปผล 5.1.1 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของน้า ยาเชด็กระจก จากตารางบันทึกผลการทดลอง ในการทดสอบคราบที่มีอยบู่นกระจกหอ้งมธัยมศึกษาปีที่6/1 พบวา่ น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากกล้วยและเปลือกกล้วยมีความสามารถในการขจดัคราบไดด้ีที่สุด น้า ยาเช็ดกระจก จากมะนาวมีความสามารถในการขจดัคราบไดม้ากรองลงมา น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากคะนา้มีความสามารถ ในการขจัดคราบได้ปานกลาง และชุดควบคุมมีความสามารถในการขจัดคราบได้น้อยที่สุด ตามล าดับ และ ในการทดสอบความมันที่มีอยู่บนกระจกห้องมธัยมศึกษาปีที่6/1 พบว่าน้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากมะนาวมี ความสามารถในการขจดัความมนั ไดด้ีที่สุด น้า ยาเช็ดกระจกจากกล้วยและเปลือกกล้วยมีความสามารถใน การขจัดความมันได้ได้มากรองลงมา น้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากคะนา้มีความสามารถในการขจดัความมนัได้ ปานกลาง และชุดควบคุมมีความสามารถในการขจัดความมันได้น้อยที่สุด ตามล าดับ 5.2 อภิปรำยผล จากการศึกษา เรื่อง น้ ายาเช็ดกระจกจากผัก ผลไ ม้ผู้วิจัยไ ด้ต้ังสมมติฐานไว้ว่า น้า ยาเช็ดกระจกจากกล้วยและเปลือกกล้วย ท าความสะอาดคราบและความมันได้ดีที่สุด และเมื่อได้ท าการ ทดสอบสมมติฐานพบว่าน้ ายาเช็ดกระจกที่ทา จากกล้วยและเปลือกกล้วยสามารถขจัดคราบได้ดีที่สุด เนื่องจากสารแทนนินเป็นส่วนประกอบ แทนนินเป็นสารประกอบเชิงซ้อนพวกฟินอลลิค ที่ใช้ใน อุตสาหกรรมฟอกหนัง จึงมีความสามารถในการท าความสะอาดได้ดี รองลงมาคือน้ ายาเช็ดกระจกจาก มะนาว เนื่องจากกรดซิตริก ที่ใชใ้นอุตสาหกรรมผลิตน้า ยาทา ความสะอาด จึงสามารถช่วยขจดัคราบและ กลิ่นได้และน้า ยาเช็ดกระจกจากคะนา้ที่มีความสามารถในการขจดัคราบไดปานกลาง ้ และในด้านของความ มนัเมื่อไดท้า การทดสอบสมมติฐานพบว่าน้า ยาเช็ดกระจกที่ทา จากมะนาวสามารถขจดัความมนั ไดด้ีที่สุด รองลงมาคือน้า ยาเช็ดกระจกจากกล้วยและเปลือกกล้วย และน้า ยาเช็ดกระจกจากคะนา้ที่มีความสามารถใน การขจัดความมันได้ปานกลาง และชุดควบคุมซ่ึงเป็นน้ ายาเช็ดกระจกที่ไม่ได้มีส่วนผสมของผกัผลไม้ มีความสามารถในขจัดคราบ และความมันได้น้อยที่สุด
15 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 เพิ่มการทดสอบประสิทธิภาพของน้ ายาเช็ดกระจกให้มีความหลากหลายมากข้ึน เช่น ประสิทธิภาพในการฆ่าเช้ือโรคเป็นตน้เพื่อใชใ้นการเปรียบเทียบกบัตวัแปรควบคุม 5.3.2 สามารถปรับเปลี่ยนส่วนผสมของผกัผลไมไ้ดต้ามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ใหก้บัผลิตภณัฑม์ากยงิ่ข้ึน 5.3.3 พฒันาสูตรให้ผลิตภัณฑ์น้ ายาเช็ดกระจกมีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน เนื่องจากคะน้ายงัไม่ สามารถทา ความสะอาดคราบ และความมนั ไดเ้ทียบเท่ามะนาวและกล้วยและเปลือกกล้วย ซึ่งอาจจะมีผัก ผลไมช้นิดอื่น ๆ ที่มีความสามารถในการทา ความสะอาดไดด้ีกวา่ 5.3.4เพิ่มการทดลองอายกุารใชง้านของน้า ยาเชด็กระจกโดยการสังเกตการเกิดตะกอนของน้า ยา เช็ดกระจก
16 บรรณำนุกรม กรดซิตริก หรือกรดมะนำว ประโยชน์มำกมำยของกรดซิตริก. (2556). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.rhkchemical.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 25 มกราคม 2566). ณฐัพงษ์เพง็ผอ่ง. (2558). โครงงำนเรื่อง น ้ำยำเช็ดกระจกจำกดอกอญัชันและมะกรูด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://bffkt.wordpress.com/. (วันที่ค้นข้อมูล : 29 สิงหาคม 2565). ทรงศกัด์ิโพธ์ิเอี่ยม. (2557). โครงงำนวิทยำศำสตร์ เรื่อง น ้ำยำเช็ดกระจกจำกแป้งข้ำวโพด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.slideshare.net/Songsak1/ss-32110904. (วันที่ค้นข้อมูล : 29 สิงหาคม 2565). น ้ำยำท ำควำมสะอำดจำกเปลือกส้ม สูตรเด็ดส่งตรงจำกธรรมชำติ. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://home.kapook.com/view85407.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 29 สิงหาคม 2565). ประโยชน์ของเปลือกกล้วย ตัวช่วยง่ำย ๆ ในบ้ำนที่ได้จำกธรรมชำติ. (2564). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.baanlaesuan.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 13กนัยายน 2565). พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์. (2565). กอยโตรเจน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.foodnetworksolution.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 25 มกราคม 2566). มะนำว ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่น ๆและข้อมูลงำนวิจัย. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.disthai.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 13กนัยายน 2565). สุวนันท์ สะอาดเอี่ยม. (2561). น ้ำยำเช็ดกระจกจำกธรรมชำติ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://e-research.siam.edu/kb/natural-glass-cleaner/. (วันที่ค้นข้อมูล : 29 สิงหาคม 2565). สูตรน ้ำยำเช็ดกระจกกลิ่นไม่ฉุน ท ำเองได้ไม่ต้องซื้อ. (2556). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://home.kapook.com/view74890.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 5กนัยายน 2565). ส านักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดสุรินทร์. (2563). มะนำว สรรพคณุและประโยชน์ของมะนำว. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.opsmoac.go.th. (วันที่ค้นข้อมูล :13กนัยายน 2565). สรรพคุณและประโยชน์ของผักคะน้ำ. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://dynamicseeds.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 13 กนัยายน 2565).
17 ภำคผนวก ภาพที่ 1 ชงั่คะนา้กลว้ยและเปลือกกล้วย ชนิดละ 50 กรัม และมะนาว 50 มิลลิลิตร ภาพที่ 2 นา คะนา้เปลือกกลว้ย มะนาว มาใส่น้า เปล่า 20 มิลลิลิตรและน าไปบดในโกร่งบดยาให้ละเอียด ภาพที่ 3 น าคะน้า กล้วยและเปลือกกล้วย มะนาวมากรองด้วยผ้าขาวบาง
18 ภาพที่ 4 นา คะนา้กลว้ยและเปลือกกลว้ย มะนาวที่ผา่นการกรองมาชงั่ใหไ้ดป้ริมาณ 25 มิลลิลิตร ภาพที่ 5 นา น้า คะนา้กลว้ยและเปลือกกลว้ย มะนาวมาผสมกบัไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์70% 19 มิลลิลิตร และน้า ยาลา้งจาน 1 มิลลิลิตร ภาพที่ 6 นา น้า ยาเช็ดกระจกที่ไดเ้ทลงในขวดสเปรย์ขนาด100 มิลลิลิตร
19 ภาพที่ 7 น้า ยาเช็ดกระจกจากคะนา้กลว้ยและเปลือกกลว้ย มะนาวและน้า ยาเช็ดกระจกที่เป็นชุดควบคุม