อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia)
• เมโสโปเตเมีย หมายถึง “ดินแดนระหว่างแม่น ้าไทกริสและยูเฟรทีส” ดินแดน ดังกล่าวนี เป็นส่วนหนึ่งของ “ดินแดนวงพระจันทร์เสี้ยวไพบูลย์ (Fertile Crescent)” เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในตะวันออกกลาง (เพราะ ดินแดนรอบ ๆ ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายทั งสิ น) ดินแดนที่อยู่ระหว่างอ่าว เปอร์เซียไปจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน • เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอิรัก • บริเวณที่ราบที่แม่น ้าทั งสองสายบรรจบกันและไหลสู่อ่าวเปอร์เซีย เรียกว่า “บาบิโลนเนีย” อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
• ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น ้าไทกริสและยูเฟรทีส • ความคิดและการสืบทอดอาระยธรรมของกลุ่มชนในดินแดนแห่งนี ซึ่งมีด้วยกัน หลายกลุ่ม • มีพรมแดนธรรมชาติมีพรมแดนธรรมชาติเป็นเกราะป้องกันการรุกรานจาก ศัตรูภายนอกโดยทิศเหนือมีภูเขาและที่ราบสูง ทิศใต้ติดอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกจดเทือกเขาซาร์กอส และทิศตะวันเป็นทะเลทรายซีเรีย • โดยเหตุนี ท้าให้มีชนหลายกลุ่มหลายเผ่าผลัดกันมาตั งถิ่นฐาน และมีอ้านาจใน ดินแดนแถบนี ปัจจัยที่ส่งผลให้อารยธรรมเมโสโปเตเมีย มีความรุ่งเรือง
สุเมเรียน (Sumerian) • 4000-3000 B.C. • เผ่าแรกที่เข้ามาครอบครองดินแดนเมโสโปเตเมีย • อาศัยแถบตอนล่างของดินแดนเมโสโปเตเมีย เรียกดินแดนบริเวณนี ว่า สูเมอร์ (Sumer) • ช่วงแรก ๆ เป็นเมืองเล็ก ๆ หลายเมือง เช่น Ur, Uruk Nippur, Lagash ซึ่ง ต่างมีอิสระต่อกันเหมือน นครรัฐ (City - state) ต่อมาผู้ปกครองจึงมีการ ปกครองที่ก่อตัวเป็นอาณาจักร • เป็นสังคมที่มีชนชั น แบ่งออกเป็นชนชั้นปกครอง ได้แก่ ขุนนาง นักบวช (มี อ้านาจมาก) และ ชนชนสามัญ
สุเมเรียน (Sumerian) • นับถือเทพเจ้าหลายองค์ ทั งที่เป็นเทพและเทพี เช่น เทพเจ้าแห่งสายลม เทพ เจ้าแห่งท้องฟ้า เทพเจ้าแห่งสายน ้า เทพเจ้าแห่งภูเขา เป็นต้น • เป็นศาสนาที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย • มีการพัฒนาระบบชลประทาน ท้าอ่างเก็บน ้า เขื่อนทดน ้า ประตูกั นน ้า • สถาปัตยกรรมที่ส้าคัญ ชิกกูแรต (Ziggurat) เป็นศาสนสถานที่บูชาเทพเจ้า ท้าด้วยอิฐตากแห้ง
สุเมเรียน (Sumerian) • ประดิษฐ์อักษรใช้ครั งแรกบนโลก (เก่าแก่ที่สุด) อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เป็นอักษรลิ่ม ใช้ไม้หรือเหล็กแหลมกดลง สลักลงในแผ่นหิน เนื่องจากแผ่นหินหายากต่อมาก็สลักลงบนแผ่นดินเหนียวแทน • วรรณกรรมชิ นส้าคัญ มหากาพย์กิลกาเมช (Gilgamesh) เนื อหาเป็นเรื่อง เกี่ยวกับน ้าท่วมโลก • ความเจริญด้านคณิตศาสตร์ ชั่ง ตวง วัด ปฏิทิน
อมอไรต์หรือบาบิโลน • (2000-1600 B.C.) • อพยพมาจากแถบทะเลทรายทางซีเรีย และเข้ายึดครองดินแดนเมโสโปเตเมีย • อาณาจักรบาบิโลน (Babylon) • ยึดอ้านาจต่อจากชาวสุเมเรียน • ตั งกรุงบาบิโลนเป็นเมืองหลวง • ปกครองแบบรวมศูนย์อ านาจ • มีการจัดเก็บภาษี และ เกณฑ์ทหาร
อมอไรต์หรือบาบิโลน • สมัยกษัตริย์ฮัมมูราบี (Hammurabi) ( 1792-1745 B.C.) ประมวลกฎหมาย ฮัมมูราบี (Code of Hammurabi) เป็นประมวลกฎหมายลายลักษณ์อักษร จารึกบนแผ่นหิน ลักษณะกฎหมายอาญา มีลักษณะที่เรียกว่า "ตาต่อตาฟัน ต่อฟัน" ในการลงโทษ บทลงโทษเหียมโหด แต่มีหลักการส้าคัญที่ใช้ได้อยู่ทุก วันนี "การถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิจารณาว่าผิด" • ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี(Code of Hammurabi) มีการขุดพบโดยนัก โบราณคดีชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ประเทศฝรั่งเศส
ฮิตไทต์และคัสไซต์ ฮิตไทต์ (1600 - 1150 B.C.) • เป็นเผ่าอินโดยูโรเปียน เป็นกลุ่มชนที่อยู่ในเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) • เดิมอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย ขยายตัวมาตามลุ่มแม่น ้ายูเฟรติส โจมตีทาง เหนือของซีเรีย ปล้นกรุงบาบิโลนและปกครองดินแดนเมโสโปเตเมียต่อมา • มีความสามารถในการรบมาก • เป็นชนเผ่าแรกที่รู้จักใช้เหล็กท าเป็นอาวุธ รู้จักใช้รถเทียมม้าท้าศึก • ตรงกับสมัยที่อียิปต์เรืองอ้านาจ • กษัตริย์ฮัตตูซิลิที่ 3 แห่งฮิตไทต์ และฟาโรห์รามเสสที่ 2 แห่งอียิปต์ได้ท้า สนธิสัญญาไม่รุกรานกัน และหากบุคคลที่ 3 มาโจมตี ต้องช่วยเหลือกัน
ฮิตไทต์และคัสไซต์ คัสไซต์ • เข้ายึดครองกรุงบาบิโลน • อพยพมาจาก เทือกเขาซากรอส เข้าครอบครองต่อ และมีอายุยาวนาน ต่อเนื่องกว่า 400 ปี
แอสซีเรียน (Assyrian) • (720-612 B.C.) • ชนเผ่าที่ยึดครองดินแดนแถบเมโสโปเตเมียตอนเหนือ • ยึดบาบิโลนได้ และตั งอาณาจักรอัสซีเรีย (Assyria) • มีศูนย์กลางการปกครองที่กรุงนีนะเวห์(Nineveh) เป็นเมืองที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ ไบเบิล • สมัยกษัตริย์อัสชูร์บานิปาล (Assurbanipal) (668-629 B.C.) ยุคที่อาณาจักร อัสเรียเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด • กองทัพเข้มแข็งมาก มีวินัยสูง
แอสซีเรียน (Assyrian) • มีความเหียมโหดมาก เช่น ตัดแขนตัดขา ทลองหนัง เผาเมืองที่อยู่อาศัย และ เนรเทศคนออกจากเมือง (มีปรากฎในคัมภีร์ไบเบิล) • อาวุธท้าด้วยเหล็ก แข็งแกร่งกว่าโลหะอื่น ๆ ในขณะที่ชนชาติอื่นใช้อาวุธที่ท้า ด้วยทองแดง หรือ ส้าริด ซึ่งมีความแข็งแกร่งน้อยกว่าเหล็ก • ท าภาพนูนต่ า (Base relief) แสดงวิถีชีวิตประจ้าวัน • ห้องสมุดเมืองนีนะเวห์รวบรวมจารึกต่าง ๆ ถูกท้าลายลงหลังจากกรุงนีนะเวห์ ถูกเผาท้าลาย • มีเดีย (Medes / Meedz) และ คาลเดียล รวมตัวกันท้าลายอ้านาจของอัสซีเรีย
แคลเดียน หรือคาลเดียน (Chaldean) • (612-539 B.C.) • เป็นชนชาติสุดท้ายที่สร้างสรรค์อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ก่อนถูกยึดครองโดย จักรวรรดิเปอร์เซีย • ยึดกรุงนีนะเวห์ได้ส้าเร็จ ในปี 612 B.C. • สร้างอาณาจักรบาบิโลนใหม่ (Neo Babylon) • มีศูนย์กลางการปกครองที่กรุงบาบิโลน • สมัยกษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์(Nebuchadnezzar) (605-562 B.C.) เป็นสมัยที่ รุ่งเรืองสุด
แคลเดียน หรือคาลเดียน (Chaldean) • สมัยกษัตริย์เนบูดัดนซซาร์(ถูกกล่าวไว้ในกัมภีร์ไบเบิ ล) ตีกรุงเยรูซาเล็มของ ชาวยิว ท้าลายเมืองและวิหารของซาวยิว เกณฑ์ชาวยิวมาเป็นทาสเชลยที่กรุง บาบิโลน • สมัยกษัตริย์เนบูดัดเนซซาร์(Nebuchadnezzar) สร้างสวนลอยแห่งกรุงบาบิ โลน (Hanging Garden of Babyion) ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ ของโลกยุคโบราณ • สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน สร้างโดยอิฐและดิน สร้างเพื่อเป็นของขวัญแก่ราชินี ของตนเองที่เป็นชาวเปอร์เซีย ซื่อ อามิตัส(Amitas)
แคลเดียน หรือคาลเดียน (Chaldean) • สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน แสดงถึงความเจริญในด้านระบบการดึงน ้ามาใช้ใน เมือง มีระบบดึงน ้าจากแม่น ้ายูเฟรทีสมาใช้ในสวนลอยโดยดึงขึ นไปใช้ด้านบน เพื่อล่อเลี ยงต้นไม้บนสวนลอย • ด้านดาราศาสตร์ ท้าแผนที่ดวงดาว ค้านวณสุริยุปราคา จันทรุปราคา ค้านวน ทางดาราศาสตร์ได้แม่นย้า • เอาดาราศาสตร์มาพยากรณ์โชคชะตามนุษย์ • แบ่ง 1 สัปดาห์ ออกเป็น 7 วัน • 539 B.C. กษัตริย์ไซรัสเข้าตีกรุงบาบิโลนส้าเร็จ ถูกเปอร์เซียยึดครอง ถูกเป็น ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซีย
“กดไลก์ กดติดตามกันไว้ได้เลยครับ SOC ไม่ยากหากมีTrick" ครูสังคมอมยิ้ม เเลกเปลี่ยน เรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา