Page 1
บทท่ี 1
ความหมาย ความสาคญั ลาดับชั้นความสาคญั ความเป็นมา โครงสร้างเนอื้ หา และ
วเิ คราะห์สมันตปาสาทิกา (อรรถกถา) ภาค 3 คูก่ ับ พระวินัยปฎิ ก เลม่ 4
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นประจาบท
เมอื่ ได้ศึกษาเนื้อหาในบทน้ีแล้ว ผ้ศู ึกษาสามารถ
1. อธิบายความหมายคมั ภีร์อรรถกถาได้
2. อธบิ ายความสาคัญคมั ภีรอ์ รรถกถาได้
3. อธบิ ายลาดับช้นั ความสาคญั ของแตล่ ะคัมภรี ์อรรถกถาได้
4. อธบิ ายความเปน็ มาของคัมภรี ์อรรถกถาได้
5. อธบิ ายโครงสร้างเนื้อหาสมนั ตปาสาทิกา (อรรถกถา) ภาค 1-3
คกู่ ับ เลม่ 1-8 พระวินยั ปฎิ ก (ภาพรวม) ได้
6. วเิ คราะห์สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 3 คกู่ ับ เลม่ 4 พระวินยั ปฎิ กได้
ขอบขา่ ยเน้อื หา
ความนา
ความหมายคัมภีรอ์ รรถกถา
ความสาคญั คมั ภรี ์อรรถกถา
ลาดบั ช้ันความสาคญั ของแตล่ ะคมั ภีร์อรรถกถา
ความเปน็ มาของคมั ภีร์อรรถกถา
โครงสรา้ งเนือ้ หาสมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 1-3
คกู่ ับ เลม่ 1-8 พระวนิ ยั ปฎิ ก (ภาพรวม)
วเิ คราะหส์ มันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 3 คกู่ ับ เลม่ 4 พระวนิ ัยปฎิ ก
สรุปท้ายบท
คาถามทา้ ยบท
อา้ งอิงประจาบท
2
ความนา
การศึกษาพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับอรรถกถาๆ คือ การศึกษาคัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎกๆ
หมายถึง การศึกษาเรื่องราวชีวิตของตนเองล้วนๆ เพ่อื ให้หลุดพน้ ออกจากปัญหาชีวิตประจาวัน และหลุด
พ้น ออกจากความทุกข์ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น การศึกษาที่จะให้เข้าใจอย่างรู้
ลกึ รู้แจง้ รจู้ บ รู้รอบอย่างกวา้ งขวาง และลึกซ้ึงยิ่งขึน้ พุทธศาสนิกชน ผู้ใฝ่เรยี นรู้ จาเป็นอย่างยงิ่ ท่ีจะตอ้ ง
อาศัยคัมภรี ์ต่าง ๆ ตามท่ีพระเถระผูป้ ระเสริฐ ไดร้ วมคาสอนทงั้ หลายเหล่าน้ัน มีอยู่ด้วยกนั หลายชั้นคัมภีร์
ซึ่งเรียกว่า คัมภีร์อรรถกถา 1 คัมภีร์อรรถกถา หมายถึง คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก อธิบายท้ัง 3 หมวด
ไดแ้ ก่ หมวดพระวินยั ปฎิ ก หมวดพระสตุ ตนั ตปิฎก หมวดพระอภิธรรมปฎิ ก
ส่วนหมวดอภิธรรมปิฎก อธิบายเกี่ยวกับสภาวธรรมล้วนๆ เรียกว่า จริงปรมัตถ์สัจจะ ไม่ใช่จริง
สมมุติสัจจะ (จริงการต้ังชื่อสมมุติขึ้นมา) ซึ่งเป็นเร่ืองราวของจิต เจตสิก รูป อารมณ์พระนิพพานในชีวิต
ของตนเองโดยตรง คัมภีร์ทั้ง 3 หมวดนั้น ถือว่าเป็นคัมภีร์สาคัญทางพระพุทธศาสนา ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ต่อพระภิกษุสามเณร นิสิต นักศึกษา พุทธศาสนิกชน และ สาคัญคือ เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาเล่าเรียน
เพื่อให้รทู้ ่ัวถึง พระธรรมวินัย และปฏบิ ัติตามพระธรรมคาสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างถูกต้องเรียกว่า
พระปริยัตสิ ัทธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นปทัฏฐานให้เกิดมพี ระปฏิบัติสัทธรรม คือ ศีล สมาธิ ปญั ญา
และปฏิเวธสทั ธรรม ผลของศีล สมาธิ ปัญญาคอื มรรคผล นิพพานเป็นที่สุดน้นั เอง
ดังนั้นผู้ใฝ่ศึกษาต้องมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องรู้จักคัมภีร์ระดับอรรกถาให้ครบทุกเน้ือหา
สาระของแกน่ ธรรม แลว้ นามา ตคี วาม วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ ประเมินค่าของคัมภีรอ์ รรถกถา นาผลสรุปไป
เป็นแนวในการเขียนบทความ และ งานวิจัย เสนอต่อสังคมให้เป็นแนวการพัฒนาชีวิต และ สังคมให้
เกดิ ผลดเี ปน็ สุขสงบปจั จุบนั และ อนาคตตอ่ ไป
สมดังปรัชญาท่ีกาหนดไว้ในแผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระยะท่ี 13
(2565-2569) กาหนดเป็นมหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา ตามพระไตรปิฎก จนเกิดปฏิเวธ
จนเกิดวิปัสสนาญาณบูรณาการ (การรวมกัน) คู่กับ ศาสตร์สมัยใหม่ และ ร่วมกันสร้างพุทธนวัตกรรม
(แปลกใหม่จากเดิม อาจเป็นความคิด วิธีการ หรือ อุปกรณ์ เป็นต้น) เพ่ือพัฒนาจิตใจ และ สังคม ให้เกิด
ความสงบสุข เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือ เป็นท่ีรู้จักของนานาชาติซึ่งเกิดจากการดาเนินงานของ
ผู้บรหิ าร และ บุคลากรในองค์กรมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย 2
1 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย
ขทุ ทกปาฐะ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2556), หนา้ คาปรารภ.
2 แผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ระยะท่ี 13 (2565-2569)
3
1.1 ความหมายคัมภรี อ์ รรถกถา
คัมภีร์อรรถกถา หมายถึง คัมภีร์ หรือ หนังสือคู่มือ การศึกษาพระไตรปิฎก ต้ังแต่สมัยพุทธกาล
เป็นต้นมา ได้รจนา เรยี บเรียงข้ึนเพื่ออธบิ าย ความหมายของคาศพั ท์ที่เข้าใจยาก และ ความหมายของวลี
ประโยค หรือ ข้อความที่มีนัย สลับ ซับซ้อน อาจทาให้เข้าใจผิด และแปลความหมายผิดไป จากพุทธ
ประสงคใ์ นบรบิ ทน้นั ๆ ได้ 3
อรรถกถา หมายถึง ถ้อยคาทเ่ี รียกกันว่า กถาวรรค ทาหน้าที่อธิบายบาลี พุทธพจน์ เร่ิมมีปรากฏ
ตัง้ แต่สมัยพทุ ธกาลเป็นต้นมา 4
อรรถกถาหมายถึง คัมภีร์ หรือ เอกสาร ท่ีรวบรวมคาอธิบายเนื้อความ หรือ คาขยายเน้ือความ
ในพระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถาทุกระดับช้ันจัดเป็นแหล่งขององค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ที่มี
ความสาคัญรองลงมาจากพระไตรปิฎก คาว่าคัมภีร์อรรถกถาทุกระดับชั้นนั้น คือ ไม่ใช่คาสอนของพระ
พุทธองค์ แต่เป็นคัมภีร์ท่ีนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา หรือ ผู้แต่งคัมภีร์ได้อธิบายเนื้อความ หรือ
คาศัพท์ที่เข้าใจยาก คาวลี และประโยคท่ียากๆ ในพระไตรปิฎกเพ่ือขยายเนื้อความให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายๆ
และรวดเร็วมากย่ิงขึ้น โดยยกคาศัพทอ์ อกมาอธิบายเป็นคาศัพท์ๆ บ้าง หรือ บอกความหมายเปน็ คานยิ าม
บ้าง มีการยกตัวอย่างบ้าง มีคาอุปมาเปรียบเทียบบ้าง อ่านแล้วเข้าใจถูกต้องชัดเจน หรือ ไม่วกวนและ
ไม่สับสน ยกข้อความ หรือ ประโยคยาวๆ มาขยายความให้ชัดเจน และแสดงทัศนะ หรือความคิดเห็น
และ คาวินิจฉัยของผู้แต่งสอดแทรกเข้าไว้บ้าง และมีลักษณะการอธิบายความในพระไตรปิฎก ของอรรถ
กถาน้ัน ๆ ไม่ได้นาทุกคาศัพท์ เร่ืองในพระไตรปิฎกมาอธิบาย แต่นาเฉพาะบางคาศัพท์ บางสานวน
วลี และบางประโยค หรือ บางเรื่องที่ตามนักปราชญท์ างพระพุทธศาสนา หรือ ผแู้ ต่งคัมภีร์เห็นวา่ สมควร
อธบิ ายเพม่ิ เตมิ เทา่ นนั้
สรุปได้ว่า บางเรื่องในพระไตรปิฎก จึงไม่มีคัมภีร์อรรถกถามาขยายเน้ือความให้ครบทุกเรื่อง
เพราะ เนื้อหาในพระไตรปิฎก ส่วนนั้นอธิบายเข้าใจชัดเจนได้ง่ายอยู่แล้ว จึงไม่อธิบายในคัมภีร์อรรถกถา
และถอื ว่าคัมภีรอ์ รรถกถามคี วามสาคัญอยา่ งย่ิง วชิ าหนึ่งจะไดเ้ ขา้ ใจได้งา่ ย และ ลึกซึ้งมากยิง่ ขึ้น 5
3 มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทยพระวินัยปฎิ ก สมนั ตปาสาทิกา ภาค 2,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2550), หนา้ คาปรารภ.
4 มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตนั ตปฎิ ก ขุททกนิกาย
ขุททกปาฐะ (บทสวดสนั้ ), (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2556), หน้า บทนา.
5 อรรถกถา สารานุกรม แหลง่ ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0% (19 พ.ค.2565)
4
1.2 ความสาคญั ของคัมภรี อ์ รรถกถา
คัมภีร์อรรถกถามีความสาคัญอย่างยิ่ง เพราะสาคัญรองจากพระไตรปิฎก เพราะจะทาให้ผู้ศึกษา
ได้เข้าใจ ชัดเจน กว้างขวาง และลึกซึ้งมากย่ิงขึ้น ที่พระเถรผู้ประเสริฐ ได้รจนาเรียบเรียง ได้รวบรวมคา
สอนไว้ ความสาคัญของอรรถกถา เพราะใช้เป็นเคร่ืองมือค้นคว้า องค์ความรู้ ในพระไตรปิฎก อยู่เสมอ
หรือ เรียกว่า เป็นอุปกรณ์ สาคัญช่วยในการแปล ท่ีอานวยความสะดวกในการศกึ ษา ค้นควา้ พระไตรปฎิ ก
ของนิสิตมหาวิทยาลัย และ พระภิกษุสงฆ์ท่ัวไป สามารถนาไปใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้อย่างแพรห่ ลายใน
วงการศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นคัมภีร์ขั้นที่สองที่ใช้ในการตีความควบคู่กับ
พระไตรปิฎก ชีแ้ จง ความหมาย การขยายความ ในพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรม จะช่วย
ในการพิจารณาประเมินคุณค่า การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การตีความ แปลความหมาย หรือ ตัดสิน
ความหมายของคาศพั ท์ คาวลี หรือ ประโยคนนั้ ๆ ไดถ้ ูกตอ้ งอยา่ งแท้จริง
1.3 ลาดบั ชัน้ ความสาคัญของแตล่ ะคัมภรี ์อรรถกถา
พระเถระ หรอื พระอรหนั ตผ์ ู้ประเสรฐิ ไดร้ วบรวมคาสอนที่ที่สาคญั ๆ ตลอดจนคาสอนของ
อาจารยอ์ น่ื ๆ ทค่ี วรรู้ ควรทราบ คัมภรี ์เหลา่ นน้ั หรือ นักปราชญท์ างพระพุทธศาสนาทา่ นจดั ประเภทและ
จดั ลาดบั ช้นั ตามความสาคัญของแตล่ ะคมั ภรี ์ ได้แก่
1. พระไตรปิฎก หมายถึง พระไตรปฎิ กฉบับบาลี
2. อรรถกถา หมายถึง คาทอ่ี ธิบายพระไตรปฎิ ก
3. มูลฎกี า, ฎีกา หมายถึง คาทีอ่ ธิบายอรรถกถา
4. อนฎุ ีกา หมายถงึ คาท่ีอธบิ ายมลู ฎกี า
5. คนั ถันตระ หมายถึง คาอธบิ ายนอกจากพระไตรปฎิ ก อรรถกถา มลู ฎกี า ฎีกาและ อนุฎีกา
6. คนั ฐี หมายถึง ขอ้ ความท่ียาก พระอรรถกถาจารยแ์ ละพระฎีกาจารย์ มไิ ด้อธบิ ายไว้
7. โยชนา หมายถึง คาที่แสดงความหมายของคาศัพท์และบอกวธิ ีการสัมพนั ธค์ าศัพท์ไว้
8. สทั ทาวเิ สส หมายถงึ คาที่แสดงความเป็นมา ของคาศพั ทไ์ ว้ ตามแนว นิรตุ ตศิ าสตร์
9. คมั ภีรแ์ ปล หมายถึง แปลพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล เป็นต้น
บรรดาคมั ภรี ์ต่างๆ ท่ีอธบิ ายคาสอนทงั้ หลายเหลา่ น้ัน มอี ยู่ดว้ ยกันหลายชั้น ตามทก่ี ล่าวมาแลว้ มี
จานวนมากในที่นี้ จะขอกล่าวเน้นเฉพาะคัมภีร์อรรถกถาเท่าน้ัน ตามหลักสูตรพุทธศาสาตรมหาบัณฑิต
(พ.ศ.2565) แตท่ างมหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั เปน็ มหาลัยเฉพาะทาง
ไดเ้ น้นการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาจากคัมภรี ์ต่างๆ เป็นหลกั ทง้ั 3 ระดบั คือ
ระดบั 1 พระไตรปิฎก มีอรรถกถาอธบิ าย
ระดับ 2 คัมภรี ์อรรถกถา อธิบายพระไตรปฎิ ก
5
ระดับ 3 คมั ภรี ฎ์ กี า อธบิ ายคมั ภีร์อรรถกถา
การเปรียบเทียบกันทั้ง 3 ระดับ จะก่อให้เกิดวิจารณญาณ แก่ผู้ศึกษาได้ว่า ส่ิงใดเป็นธรรมวินัย
ตามที่พระพุทธองค์ ทรงสั่งสอนไว้ หรือไม่ สิ่งใดเป็นธรรมวินัย ตามท่ีพระพุทธองค์ ทรงบัญญัติไว้ หรือไม่
คือ ถ้าศึกษาเรื่องใด โดยการเทียบเคียงกับคัมภีร์ท้ัง 3 ระดับแล้ว พบว่าตรงกัน ไม่ขัดกัน ก็ถือได้ว่าเรื่อง
น้ันเปน็ จริง ถูกตอ้ งตามพุทธพจน์ ถา้ ไม่ตรงกนั มขี ้อขดั แย้งกัน ก็ถือไดว้ ่าเรอ่ื งนั้นเปน็ ไม่จริง ไมถ่ ูกตอ้ งตาม
พุทธพจน์ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัยเห็นความสาคัญในเรอ่ื งนี้
1.4 ความเปน็ มาของคัมภีร์อรรถกถา
ความเป็นมาของคัมภีร์อรรถกถา เริ่มต้นจากคัมภีร์อรรถกถายุคเก่า คือ คัมภีร์อรรถกถา ท่ีพระ
พุทธองคท์ รงแสดงขยายความด้วยพระองค์เอง และ คมั ภรี ์อรรถกถา (อนุพทุ ธ) ที่พระสาวก หรอื พระอคั ร
สาวกท้งั หลายเป็นผู้แต่ง เรยี บเรยี ง ขยายความไว้
คมั ภีร์อรรถกถา 2 ประเภท จาแนกตามยคุ หรือ ตามกาลเวลา คือ
1. คัมภีร์อรรถกถาเก่า เช่น คัมภีร์ท่ีพระพุทธองค์ กับ อนุพุทธได้ทรงอธิบายเป็นภาษามคธ จาก
ชมพูทวีป หรือ ประเทศอินเดียมาเผยแผ่ท่ีเกาะลังกา หรือ ประเทศศรีลังกา ต่อมาภายหลังพระมหาเถระ
ชาวสงิ หล ไดแ้ ปลอรรถกถานนั้ เปน็ ภาษาสงิ หล
2. คัมภีร์อรรถกถาใหม่ (อภินวอรรถกถา) หมายถึง คัมภีร์อรรถกถาที่พระพุทธโฆษาจารย์แต่งไว้
เชน่ คัมภรี ์วิสุทธิมรรค เปน็ ต้น และ บันทึกไว้เป็นภาษาสงิ หล ซ่ึงได้ต้นฉบบั หรือ ต้นแบบการแต่งมาจาก
คมั ภีร์อรรถกถาเก่า คือ คมั ภรี ์อรรถกถาท่แี ตง่ ดว้ ยภาษามคธ และ คัมภีร์อรรถกถาท่ีแต่งดว้ ยภาษาสงิ หล
คัมภีรอ์ รรถกถา 2 ประเภท จาแนกตามภาษา คอื
1 ภาษามคธ (ภาษาของชาวอนิ เดีย ประเทศอนิ เดีย)
2 ภาษาสงิ หล (ภาษาของชาวศรีลังกา ประเทศศรีลังกา)
ความเปน็ มาของคมั ภีร์อรรถกถานี้ เปน็ เพียงสังเขป พอท่ีจะนามาใชป้ ระโยชนใ์ นการค้นหา ข้อมูล
ได้บ้าง ตามสมควร ลาดับต่อไป กล่าวถึงเฉพาะความเป็นมาของอรรถกถา ที่มีปรากฏอยู่ในยุคปัจจุบัน
นายพร รัตนสวุ รรณ และ คณะกรรมการตรวจชาระ คมั ภรี ์อรรกถา ซ่ึงคัมภีร์เหล่านี้ ล้วนเป็นสมบัติอันล่า
คา่ ของมหาวทิ ยาลยั ของชาติ และ ของพระพุทธศาสนา
ผ้เู ขยี น ขอขอบพระคุณ นายพร รัตนสุวรรณ และ คณะกรรมการตรวจชาระ ไว้ ณ ท่ีน้ดี ้วย ท่ีทา
ให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เห็นความสาคัญในเร่ืองนี้ จึงได้ เร่ิมมีโครงการ แปลคัมภีร์
อรรกถา ต้ังแต่ ปี 2542 หลังจากนั้น คัมภีร์อรรถกถา อธิบายพระไตรปิฎกทั้ง 3 ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก
พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก การดาเนินงานได้จัดพิมพ์อรรถกถาเป็นไปตามลาดับ เช่น อรรถกถา
ภาษาไทยพระวนิ ัยปิฎก สมันตปาสาทกิ า ภาค 2 (2550) อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปฎิ ก
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (2556) อรรถกถาภาษาไทย พระอภิธรรมปฎิ ก อฏั ฐสาลินี (2560) เป็นตน้ 6
6 มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ,อรรถกถาภาษาไทยพระวินยั ปิฎก สมันตปาสาทกิ า ภาค 3,
6
1.5 โครงสรา้ งเนอ้ื หาสมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 1-3 คู่กับ เลม่ 1-8 พระวนิ ยั ปิฎก
คัมภรี ์สมนั ตปาสาทิกา (อรรถกถา) พระพทุ ธโฆสเถระ รจนา คณะสงฆไ์ ทย ได้ใช้เนือ้ หาในคมั ภีรน์ ี้
เป็นคู่มือของนักเรียนบาลี ช้ันประโยค 6 ช้ันประโยค 7 ช้ันประโยค 8 7 ส่วนความเห็นผู้เขียนได้ประเมิน
คุณค่าคัมภีร์สมันตปาสาทิกา คือ ทาให้เรารู้จัก ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับศีลของพระภิกษุสงฆ์ ส่งผลทาให้
พุทธศาสนกิ ชน เล่ือมใส หรอื เกิดความศรัทธาในหลกั ปฏบิ ัติ ในการดาเนนิ ชีวติ และ การอยู่ร่วมกบั สงั คม
ทาให้เกิดความสุขสงบ เพราะคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ซึ่งได้อธิบาย ลักษณะ บุคลิกภาพ ท่าทาง ได้อย่าง
งดงาม ผู้มวี นิ ัยดยี ่อมทาให้เกิดความเล่ือมใสและ ศรทั ธาแก่ผพู้ บเหน็ หรือ บุคคลทว่ั ไป และ ทาให้เรารูจ้ ัก
คณุ คา่ คมั ภีรอ์ รรถกถา หรอื วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนา มากยิ่งขนึ้
ดังนั้นนิสิต หรือ ผู้สนใจ ต้องเรียนรู้เก่ียวกับ โครงสร้างเน้ือหาสมันตปาสาทิกา ภาค 1-3 คู่กับ
เล่ม 1-8 พระวนิ ยั ปฎิ ก ภาพรวม ตามตาราง 1 ดังน้ี
ตาราง 1.1
ตารางโครงสร้างเน้อื หา สมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 1-3
คู่กบั เล่ม 1-8 พระวินัยปิฎก
สมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 1-3 เลม่ 1-8 พระวินัยปิฎก
อรรถกถา แบ่งเปน็ 3 ภาค คือ พระวินยั ปิฎก แบ่งเปน็ 8 เลม่
ภาค 1 สมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) เล่ม 1 กล่าวถึง อาบัติหนกั คือ
อธิบายพระวนิ ัยปฎิ ก เลม่ 1 ปาราชิก 4 สงั ฆาทเิ สส 13 อนยิ ต 2
ภาค 2 สมนั ตปาสาทิกา (อรรถกถา) เลม่ 2 กลา่ วถงึ อาบัติเบา คือ
อธิบายพระวนิ ยั ปิฎก เล่ม 2 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30
จนครบ 227 ข้อ (ศีล)
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2550), หน้า คาปรารภ.
7 แหลง่ ที่มาของข้อมูลไฟล์ pdf หลักสตู รเปรยี ญ 1 ถงึ 9 ประโยค จากhttp://thammapedia.com/ และ
http://www.learntripitaka.com
7
ภาค 2 สมันตปาสาทิกา (อรรถกถา) เลม่ 3 กลา่ วถงึ ศลี 311 ข้อ คอื
อธิบายพระวินัยปิฎก เล่ม 3 ศลี ของภิกษณุ ี
ภาค 3 สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา)
อธิบายพระวนิ ัยปิฎก เลม่ 4 เลม่ 4 กลา่ วถึง เรื่องกาเนดิ
พระภิกษุสงฆ์ และ การอุปสมบท
ภาค 3 สมนั ตปาสาทิกา (อรรถกถา) (การบวชเปน็ พระสงฆ)์ อุโบสถ จา
อธบิ ายพระวนิ ัยปิฎก เลม่ 5 พรรษา และปวารณา
ภาค 3 สมันตปาสาทิกา (อรรถกถา) เลม่ 5 กลา่ วถึง เรอ่ื งเครอื่ งหนงั
อธบิ ายพระวนิ ัยปิฎก เลม่ 6 เภสัช กฐิน จีวร นิคหกรรม และการ
ทะเลาะววิ าท และสามัคคี
ภาค 3 สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา)
อธิบายพระวนิ ัยปิฎก เล่ม 7 เลม่ 6 กลา่ วถงึ เรอ่ื งนิคหกรรม
(การลงโทษ) วฏุ ฐานวธิ ี (ถูกต้องตาม
ภาค 3 สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ระเบยี บวิธี) และการระงบั อธิกรณ์
อธิบายพระวินัยปิฎก เล่ม 8
เลม่ 7 กลา่ วถึง เรื่องข้อบัญญัติ
ปลีกย่อย เร่อื งเสนาสนะ (ท่ีอยอู่ าศยั )
สังฆเภท (การทาลายสงฆ์ วตั รตา่ งๆ
การงดสวดปาตโิ มกข์
(ชาระศลี ใหบ้ รสิ ุทธ์ิ) เรื่องภกิ ษุณี
เรือ่ งสังคายนาครั้งที่ 1, 2
เล่ม 8 กล่าวถงึ เร่ืองคมู่ ือถามตอบ
ซอ้ มความรูว้ ินยั
8
1.6 วิเคราะห์สมนั ตปาสาทิกา (อรรถกถา) ภาค 3 คกู่ ับ เล่ม 4 พระวินยั ปิฎก
เหตุผลท่ีเลือกวิเคราะห์ คัมภีร์อรรถกถา หมวดวินัยปิฎก ภาค 3 กับคัมภีร์พระวินัยปิฎกเล่ม 4
เพราะเปน็ หมวด ตอนวา่ ด้วยเร่ืองเหตกุ ารณส์ าคญั มี 67 หัวขอ้
เพราะสาคัญคือ เป็นเร่ืองต้นกาเนิดแห่งพระพุทธศาสนาคือ เร่ิมต้นด้วยการตรัสรู้ใหม่ๆ ได้ทรง
พจิ ารณาปฏจิ สมปุ บาท และไดท้ รงแสดงปฐมเทศนา คือ
ธมั มจักกัปปวัตตนสูตร (มรรค 3 ผล 3 หรือ อริยบุคคลเกิดขึน้ คร้ังแรกในโลกมนุษย์) และได้ทรง
แสดงธรรมอนตั ตลกั ขณสตู ร (อรหนั ต์เกดิ ขึ้นในโลก 5 รปู ) และ ไดท้ รงแสดงอนปุ พุ พิกถา ทรงแสดง
อริสัจ 4 และ โปรดพระยสะพร้อมด้วยบิดา มารดา ภรรยา และมิตรสหาย ตามลาดับ เพราะสาคัญคือ
ทรงส่งพระอรหันต์ 60 รูป ออกประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งแรกและเรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่อง
ข้อกาหนดในการอุปสมบท (การบวชเป็นพระสงฆ์)วิธีการลงโทษสงฆ์ อาบัติแล้วไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ
เรียกวา่ อุกเขปนยี กรรม โดยการไม่ใหฉ้ ันรว่ ม ไมใ่ หอ้ ย่รู ่วม ไม่สละทฏิ ฐบิ าป เป็นต้น
ดังนั้นผู้เขียน จึงได้ดาเนินการวิเคราะห์ตามตาราง 1.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบคัมภีร์อรรถกถา
หมวดวินยั ปฎิ ก ภาค 3 คกู่ บั คัมภีร์พระวนิ ยั ปฎิ กเลม่ 4 มดี งั น้ี
ตาราง 1.2
ตารางวิเคราะหส์ มันตปาสาทิกา (อรรถกถา) ภาค 3
คูก่ บั เลม่ 4 พระวนิ ัยปิฎก
ภาค 3 สมันตปาสาทิกา (อรรถกถา) เลม่ 4 พระวนิ ยั ปฎิ ก
คาอธบิ าย 64 หัวข้อ ไดแ้ ก่ คาอธิบาย 64 หวั ข้อ ได้แก่
1. เหตุการณแ์ รกตรัสรู้ 1.เหตกุ ารณแ์ รกตรสั รู้
อทุ าน 3 คร้ัง ทรงพิจารณา อุทาน 3 ครั้ง ทรงพจิ ารณา
ปฎจิ สมปุ บาททัง้ อนโุ ลมและปฏโิ ลม ปฎจิ สมปุ บาททง้ั อนุโลมและปฏิโลม
ผู้มคี วามเพียร โพธปิ ักขยิ ธรรม 37 ผูม้ ีความเพียร โพธปิ ักขิยธรรม 37
เกิดขึน้ กาจัดกาม (มาร และ เสนามาร) เกดิ ขึ้นกาจัดกาม (มาร และ เสนามาร)
ผลการวิเคราะห์ ภาค 3 สมนั ตปาสาท ผลการวเิ คราะห์ คาอธบิ าย เลม่ 4
(อรรถกถา) อา่ นค่อนข้างเขา้ ใจยาก พระวนิ ัยปฎิ กอา่ นค่อนขา้ งเข้าใจงา่ ย
9
2.เหตุการณป์ ระทบั อย่ตู ้นไทรทรง 2.เหตกุ ารณป์ ระทับอยู่ตน้ ไทรทรง
แสดงธรรมเปน็ เหตใุ หพ้ ราหมณ์บรรลุ แสดงธรรมเปน็ เหตุให้พราหมณบ์ รรลุ
มรรคญาณ 4 (โสดา-อรหันต)์ มรรคญาณ 4 (โสดา-อรหนั ต์)
ผลการวิเคราะห์คาอธบิ าย ภาค 3 ผลการวเิ คราะหค์ าอธบิ าย เลม่ 4
สมันตปาสาทกิ า อ่านค่อนข้างเขา้ ใจยาก พระวินัยปฎิ ก อา่ นค่อนข้างเขา้ ใจงา่ ย
3.เหตกุ ารณป์ ระทับอยตู่ น้ มุจลินท์ 3.เหตุการณ์ประทับอยูต่ น้ มจุ ลินท์
สัปดาห์ท่ี 6 ทรงเปล่งอทุ าน วา่ ความสขุ สปั ดาหท์ ่ี 6 ทรงเปลง่ อทุ านว่าความสขุ
ปราศจากความถือตน และ กาจัดความ ปราศจากความถือตน และ กาจดั ความ
กาหนดั พน้ กามเปน็ สุขอย่างย่ิง กาหนดั พ้นกามเป็นสุขอย่างย่ิง
ผลการวเิ คราะห์คาอธบิ าย ภาค 3 ผลการวเิ คราะหค์ าอธิบาย เล่ม 4
สมนั ตปาสาทกิ า อ่านเขา้ ใจง่ายและ พระวินยั ปฎิ กเข้าใจงา่ ยและมีคา
แยกคาศพั ทไ์ ดช้ ดั เจน อธิบายคาศัพท์ตรงเชิงอรรถ
4. เหตุการณ์ประทับอย่ตู ้นเกด 4.เหตุการณป์ ระทบั อย่ตู น้ เกด
2 คนได้เข้าถึงรตั นะ 2 คอื พ่อคา้ 2 คน ได้เข้าถึงรตั นะ2 คอื
ยดึ พระพทุ ธกับพระธรรม ยึดพระพุทธกบั พระธรรม
วา่ เป็นสรณะ เปน็ อบุ าสกตลอดชวี ติ วา่ เป็นสรณะ เปน็ อบุ าสกตลอดชวี ติ
คอื 2 คน แรกในโลก คอื 2 คน แรกในโลก
ผลการวเิ คราะห์ ภาค 3 ผลการวเิ คราะหค์ าอธิบาย เล่ม 4
สมนั ตปาสาทกิ า อ่านค่อนข้างเขา้ ใจยาก อา่ นคอ่ นข้างเข้าใจงา่ ย
5.พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม 5.พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม
ผลการวิเคราะห์ ภาค 3 ผลการวิเคราะห์คาอธิบาย เล่ม 4
สมนั ตปาสาทิกา มคี าอธบิ าย พระวนิ ัยปิฎก มีเชงิ อรรถอธบิ าย
คาศัพท์ไดช้ ัดเจนดีมาก เชน่ กนั คาศพั ท์ได้ชัดเจนดมี าก
6.ทรงแสดงธรรมแกป่ ญั จวคั คีย์ 6.ทรงแสดงธรรมแกป่ ัญจวัคคีย์
หลุดพ้นเพราะเปน็ ผูห้ มดกเิ ลสบรสิ ุทธ์ิ หลดุ พน้ เพราะเปน็ ผู้หมดกิเลสบรสิ ทุ ธิ์
สิน้ ตัณหาดว้ ยอานาจการทา สิ้นตัณหาด้วยอานาจการทาพระนพิ พาน
พระนพิ พานให้เปน็ อารมณ์ ใหเ้ ปน็ อารมณ์ คร้นั นน้ั
10
ครัน้ นัน้ มพี ระอรหันต์เกดิ ข้นึ มพี ระอรหันตเ์ กิดขน้ึ
6 รูป เกิดข้ึนในโลก 6 รูป เกิดขึน้ ในโลก
ผลการวิเคราะห์คาอธิบาย ภาค 3 ผลการวิเคราะหค์ าอธบิ าย
สมันตปาสาทิกา (อรรถกถา) อ่านงา่ ย เพราะไดแ้ ยกอธิบาย
อ่านคอ่ นข้างจะเขา้ ใจยาก เปน็ 2 พระสูตร คือ
ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสูตร
7.ทรงแสดงธรรมแก่ ยสะกุลบุตรซ่ึงเป็น อนตั ตลกั ขณสตู ร
ลกู เศรษฐี ในกรงุ พาราณาสี
เรื่อง อนุปุพพิกถา คอื 7.ทรงแสดงธรรมแก่ ยสะกุลบตุ รซ่ึงเป็น
เรอ่ื งทาน ลกู เศรษฐี ในกรุงพาราณาสี
เรื่องศลี เร่ือง อนปุ ุพพิกถา คือ
เรอ่ื งสวรรค์เรอ่ื งโทษแห่งกาม เร่ืองทาน
และเรอ่ื งประโยชน์ออกจากาม เรื่องศีล
และทรงแสดงอรยิ สจั 4 ในครง้ั น้ัน เรื่องสวรรค์เร่อื งโทษแห่งกาม
มีพระอรหนั ต์ 61 รปู เกิดขน้ึ ในโลก และเรือ่ งประโยชน์ออกจากาม
และทรงแสดงอรยิ สจั 4 ในคร้งั น้ัน
ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต มีพระอรหันต์ 61 รูป เกดิ ขึ้นในโลก
คาอธิบาย ภาค 3 สมันตปาสาทกิ า
อา่ นค่อนขา้ งยาก ผลการวิเคราะหจ์ ากการสงั เกต
คาอธิบาย อา่ นเขา้ ใจง่ายเพราะ
8.ไม่มคี าอธิบาย แยกประเดน็ ได้ชดั เจนมาก
9.ไม่มคี าอธิบาย 8.สง่ พระอรหันต์ 60 รูปไป
ประกาศศาสนา เราพน้ แลว้
10.ไมม่ คี าอธบิ าย บ่วงแหง่ มาร (โลภะ)
9.บรรพชาและอุปสมบทดว้ ยการถึง
พระรตั นตรัยเป็นสรณะ
10.เราพ้นแลว้ บว่ งแห่งมาร (โลภะ)
11
11.ทรงแสดงธรรมโปรดภัททวัคคีย์ 30 11.ทรงแสดงธรรมโปรดภัททวคั คีย์ 30
คนบรรลุพระอรหันต์ คนบรรลพุ ระอรหนั ต์
ผลการวิเคราะห์คาอธบิ าย ภาค 3 ผลการวิเคราะห์จากการสงั เกต
สมนั ตปาสาทิกา มคี าอธบิ าย คาอธิบายเข้าใจงา่ ย
เพยี ง 2 คาศพั ท์
12.ทรงแสดงธรรมโปรด ชฎลิ 3 พี่น้อง
12.ทรงแสดงธรรมโปรด ชฎลิ 3 พ่ีน้อง พรอ้ มบรวิ าร 1,000 คน บรรลุอรหันต์
พรอ้ มบริวาร 1,000 คน บรรลุอรหนั ต์ ผลการวเิ คราะหค์ าอธิบาย เล่ม 4
ผลการวิเคราะห์คาอธบิ าย ภาค 3 อา่ นเข้าใจง่าย มีเชิงอรรถอธิบาย
สมันตปาสาทิกาอ่านเขา้ ใจงา่ ย ความหมายได้ชัดเจน
อธิบายเหมือนพจนานุกรม
13.ทรงแสดงธรรมโปรด
13.ทรงแสดงธรรมโปรด พระเจา้ พิมพสิ ารพรอ้ มบรวิ าร
พระเจา้ พิมพสิ าร พรอ้ มบรวิ าร 120,000 คน เรอ่ื งอนปุ พุ พิกถา
120,000 คน เร่อื ง อนุปุพพกิ ถา 5 เรอื่ ง คอื
5 เร่อื ง คอื เรื่องทาน
เรือ่ งทาน เรื่องศีล
เรอื่ งศีล เรอ่ื งสวรรค์
เร่ืองสวรรค์ เรื่องโทษแห่งกาม
เรือ่ งโทษแห่งกาม และประโยชน์ออกจากาม
ประโยชนอ์ อกจากาม และทรงแสดงธรรมเร่ืองอรยิ สัจ 4
และทรงแสดงธรรมเรื่องอรยิ สัจ 4 ไดธ้ รรมจกั ษุ ดวงตาเห็นธรรม
ได้ธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรม แสดงตนเป็นอุบาสกเขา้ ถึงพระรตั นตรัย
แสดงตนเป็นอบุ าสกเขา้ ถึงพระรตั นตรัย ทรงน้อมถวายพระเวฬุวนั แด่
ทรงน้อมถวายพระเวฬุวนั แด่ พระพทุ ธองคส์ าหรับเป็นสถานทีอ่ ยู่
พระพทุ ธองค์สาหรบั เปน็ สถานท่ีอยู่ บาเพ็ญธรรมของภิกษสุ งฆ์ นับวา่
บาเพ็ญธรรมของภกิ ษสุ งฆ์ นับวา่ เป็นวดั แห่งแรกในพระพุทธศาสนา
เปน็ วดั แหง่ แรกในพระพทุ ธศาสนา ผลการวเิ คราะห์คาอธบิ าย เล่ม 4
ผลการวเิ คราะห์คาอธบิ าย ภาค 3 อ่านเข้าใจงา่ ย อธบิ ายมีเชิงอรรถ
สมนั ตปาสาทกิ า อ่านเข้าใจง่าย อธิบายความหมายได้ชดั เจน
อธบิ ายเหมอื นพจนานุกรม
12
14.กล่าวถึงสารีบุตร, โมคคลั ลานะ 14.กล่าวถงึ สารีบุตร, โมคคลั ลานะ
เปน็ ศิษยข์ องสญั ชยั ปริพาชกมากอ่ น เป็นศษิ ย์ของสญั ชัยปริพาชกมาก่อน
ไดฟ้ งั อรยิ สัจ 4 จากพระอสั สชิ ไดฟ้ ังอริยสัจ 4 จากพระอสั สชิ
ได้ธรรมจักษุ (มรรค3) กลับไปบอกให้ผู้ ไดธ้ รรมจกั ษุ (มรรค3) กลับไปบอกให้ผู้
เปน็ เพ่อื น โมคคัลลานะ ได้ธรรมจักษุ เป็นเพ่ือน โมคคลั ลานะไดธ้ รรมจักษุ
(มรรค 3) เช่นกัน (มรรค 3) เชน่ กัน
ผลการวเิ คราะห์คาอธบิ าย ภาค 3 ผลการวเิ คราะห์ เลม่ 4
สมนั ตปาสาทิกา อา่ นเข้าใจง่าย คาอธบิ าย การอา่ นเขา้ ใจงา่ ย
15.ภกิ ษนุ งุ่ ห่ม ไมเ่ รยี บร้อยไมม่ ผี ู้ 15.ภิกษุนุ่งห่มไม่เรียบร้อย ไม่มผี ู้
คอยตักเตือน คอยตักเตือน
ผลการวเิ คราะห์คาอธิบาย ภาค 3 ผลการวเิ คราะห์ เล่ม 4
สมันตปาสาทกิ าอ่านเขา้ ใจงา่ ย เชน่ กัน อธิบาย อ่านเข้าใจง่าย เช่นกัน
16.สัทธิวหิ ารกิ วตั ร (ลูกศษิ ย์) 16.สทั ธวิ ิหาริกวัตร (ลูกศิษย์)
ใช้ค่กู บั อุปชั ฌาย์ (อาจารย)์ ใช้ค่กู บั อปุ ชั ฌาย์ (อาจารย)์
ผลการวเิ คราะห์ อธิบาย ภาค 3 ผลการวเิ คราะหค์ าอธิบาย เลม่ 4
สมันตปาสาทกิ า อา่ นเข้าใจง่าย อ่านเข้าใจง่าย อธิบายละเอียดดมี าก
อธบิ ายไว้ไมม่ าก
17.ภกิ ษุไมป่ ระพฤตชิ อบ เล่ม 4
17. ภกิ ษุไมป่ ระพฤตชิ อบ ผลการวเิ คราะหค์ าอธิบาย
ผลการวเิ คราะห์อ่านเข้าใจง่าย อา่ นเขา้ ใจง่ายอธิบายละเอียดดมี าก
อธิบายไวไ้ ม่มาก
18.อรรถกถาหวั ข้ออธิบาย
18.พราหมณพ์ ระราธเถระบวช ไมต่ รงกบั พระไตรปิฎก
ตอนแกห่ รือ ตอนชรา ไมม่ ใี ครเล้ยี งดู แตพ่ ระไตรปิฎก กลา่ วถึงเรอ่ื ง
เกรงวา่ จะสอนยาก บอกนิสยั แก่มาณพ
ผลการวเิ คราะห์ คาอธิบายภาค 3 ผลการวเิ คราะห์ เล่ม 4
สมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) อ่านเข้าใจง่ายอธบิ ายละเอียดดีมาก
อา่ นเขา้ ใจง่ายอธบิ าย ไว้ไมม่ าก
13
19.ศิษย์อยใู่ นปกครอง (อันเตวาสกิ ) 19.ศษิ ย์อยใู่ นปกครอง (อนั เตวาสกิ )
กจิ ทคี่ วรปฏบิ ัตติ ่ออาจารย์ กจิ ท่คี วรปฏิบัติตอ่ อาจารย์
(อาจาริยวัตร) (อาจาริยวตั ร)
ผลการวเิ คราะห์จากการสงั เกต ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสังเกต
คาอธิบาย ภาค 3 สมันตปาสาทกิ า เล่ม 4 อา่ นเขา้ ใจง่าย
อา่ นเขา้ ใจง่าย อธบิ ายไว้ไมม่ าก อธิบายละเอียดดมี าก
20.ศิษย์ไมป่ ระพฤติชอบในอาจารย์ 20.ศษิ ย์ไม่ประพฤตชิ อบในอาจารย์
ผลการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ เลม่ 4
อ่านเข้าใจง่ายอธบิ ายไว้ไมม่ าก อา่ นเข้าใจง่าย อธิบายละเอียดดมี าก
21.อาจารยโ์ ง่เขลา ลูกศิษย์ 21.อาจารยโ์ ง่เขลาลูกศษิ ย์
ฉลาดกวา่ อาจารย์ ไม่พงึ ใหน้ ิสัย ฉลาดกว่า อาจารย์ ไมพ่ ึงใหน้ สิ ัย
รูปใดให้ต้องอาบัติ ทุกกฎ
ข้อ 21 ไมม่ คี าอธิบาย อนุญาตให้ภกิ ษผุ ู้ฉลาดมพี รรษา
ครบ 10 หรอื เกินใหน้ สิ ยั ได้
22.ระงับนสิ ัย 5 ประการ (การขออยูใ่ นความปกครอง)
หลีกไป สกึ มรณภาพ ผลการวเิ คราะห์ เลม่ 4
เขา้ ไปรีตเดรัจถีย์ อ่านเขา้ ใจง่าย อธิบายละเอยี ดดมี าก
อุปชั ฌายส์ ัง่ บงั คบั
ผลการวเิ คราะห์ ภาค 3 22.ระงับนสิ ัย 5 ประการ
สมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) หลกี ไป สึก มรณภาพ
อ่านเข้าใจคอ่ นขา้ งยาก เขา้ ไปรตี เดรจั ถีย์
อุปชั ฌาย์ส่งั บงั คบั
23.แสดงลกั ษณะของอปุ ชั ฌาย์ ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต
ภกิ ษไุ ม่ครบองค์ 5 คอื ไมม่ ศี ลี คาอธบิ ายอา่ นเขา้ ใจคอ่ นขา้ งยาก
สมาธิ ปญั ญา วมิ ุตติขนั ธ์ วมิ ุติญาณ อธิบายไวส้ ั้นมาก
23.แสดงลกั ษณะของอปุ ชั ฌาย์
ภิกษไุ ม่ครบองค์ 5 คือ ไมม่ ศี ีล
สมาธิ ปัญญา วมิ ตุ ตขิ ันธ์ วิมุตญิ าณ
14
ไมพ่ ึงใหอ้ ุปสมบท ไมพ่ ึงให้นสิ ัย ไม่พงึ ใหอ้ ปุ สมบท ไม่พึงใหน้ สิ ัย
ผลการวิเคราะห์ ภาค 3 ผลการวิเคราะห์ เลม่ 4
สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) อา่ นเข้าใจคอ่ นขา้ งยาก
อ่านเข้าใจคอ่ นข้างยาก อธบิ ายไมม่ าก อธบิ ายไมม่ าก
24.ภกิ ษปุ ระกอบด้วย องค์ 6 24).ภิกษุโต้เถียงอุปัชฌาย์
ภิกษไุ มค่ รบองค์ 5 และมีพรรษา ไมพ่ งึ ให้อปุ สมบท
หย่อน 10 ไม่พึงใหอ้ ุปสมบท ผลการวเิ คราะห์
ไม่พงึ ให้นสิ ัย คาอธิบาย อ่านเข้าใจง่าย
ผลการวเิ คราะห์ ภาค 3
สมันตปาสาทกิ า (อรรถกถา) 25.ภกิ ษโุ ตเ้ ถยี งอปุ ัชฌาย์
อ่านเข้าใจง่าย ไม่พงึ ใหอ้ ปุ สมบท
ผลการวเิ คราะห์
25.ภิกษโุ ต้เถยี งอปุ ัชฌาย์ คาอธบิ าย อ่านเข้าใจงา่ ย
ไม่พงึ ใหอ้ ุปสมบท
ผลการวิเคราะห์ภาค 3 26.โรค 5 ชนิด (เรอื้ น ฝี กลาก
สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ไอเรื้อรงั ลมบ้าหมู) หา้ มบรรพชา
อ่านเขา้ ใจงา่ ย (การบวชเปน็ สามเณร)
ผลการวิเคราะหค์ าอธิบาย
26.โรค 5 ชนิด (เร้อื น ฝี กลาก อ่านเข้าใจง่าย
ไอเร้ือรงั ลมบ้าหม)ู หา้ มบรรพชา
(การบวชเปน็ สามเณร) 27)-67) ใหน้ ิสิตไปฝกึ หดั คัด
ผลการวิเคราะห์ภาค 3 เลือกหัวข้อวิเคราะห์
สมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ให้ครบหมวด มหาขันธกะ
อา่ นเขา้ ใจง่าย ดว้ ยตนเอง
27.-64. ให้นิสติ ไปฝึกหดั
คัดเลอื กหัวข้อวเิ คราะห์
ให้ครบหมวด มหาขนั ธกะ
ด้วยตนเอง
15
สรุปท้ายบท
คัมภีร์อรรถกถาหมายถึง คัมภีร์ หรือ หนังสือ คู่มือการศึกษาพระไตรปิฎก อธิบายความหมาย
ของคาศัพท์ที่เข้าใจยาก และความหมายของวลี ประโยค หรือ ข้อความที่มีนัยสลับซับซ้อน และแปล
ความหมายผดิ ไปจากพทุ ธประสงคใ์ นบรบิ ทนนั้ ๆ
ความสาคัญของคัมภีร์อรรถกถา ทาให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจ ลึกซึ้งมากยิ่งข้ึน และ ใช้เป็นเคร่ืองมือ
คน้ ควา้ องค์ความรู้เป็นหลกั ฐานอา้ งอิงได้ อย่างแพรห่ ลายในวงการศกึ ษาวิชาการทางพระพุทธศาสนา
ลาดับชั้นความสาคัญของแต่ละคัมภีร์อรรถกถา ได้แก่ คัมภีร์อรรถกถาท่ีอธิบายพระไตรปิฎก
ลาดบั คมั ภรี ฎ์ ีกา อนฎุ ีกา มอี ย่ดู ว้ ยกันหลายช้นั เปน็ ต้น
ระดับคัมภีร์พระไตรปิฎก ระดับคัมภีร์อรรถกถา ระดับคัมภีร์ฎีกา เปรียบเทียบทั้ง 3 ระดับ
พบว่าตรงกัน ก็ถือได้ว่าเร่ืองน้ันเป็นจริง ถูกต้อง ถ้าไม่ตรงกัน มีข้อขัดแย้งกันขึ้นมาขัดกัน ก็ถือได้ว่าเร่ือง
นั้นเป็นไมจ่ ริง ไม่ถกู ต้อง
ความเปน็ มาเร่ิมต้นจากคัมภรี ์อรรถกถายุคเก่า คือ
แบง่ แยกตามยุคหรอื กาลเวลา คือ คมั ภีรอ์ รรถกถาเกา่ คัมภีรอ์ รรถกถาใหม่
แบ่งแยกตามภาษา คอื ภาษามคธ (ภาษาชาวอินเดีย ประเทศอินเดีย) 2) ภาษาสงิ หล (ภาษาชาวศรีลังกา
ประเทศศรีลงั กา)
ยุคปัจจุบัน นายพร รัตนสุวรรณ ทาให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เห็น
ความสาคัญในเร่ืองนี้ จึงได้เริ่มมีโครงการ แปลคัมภีร์อรรกถา ต้ังแต่ปี 2542 ทาให้เราได้ประเมินคุณค่า
อรรถกถามากย่ิงขน้ึ
ส่วนทัศนะของผู้เขียน เสนอแนวคิดว่า ให้ต้ังข้อสังเกต ด้านการอธิบายความหมายจากคาศัพท์
ต่าง ๆ ตามอรรถกถายุคใหม่ กบั อรรกถายุคเก่าต้องสอดคล้องตรงกัน ถือว่าเป็นความจรงิ ถูกตอ้ งตามพุทธ
พจน์แน่นอน
16
คาถามประจาบท
1. จงอธบิ ายความหมายคัมภีรอ์ รรถกถาได้
2. จงอธบิ ายความสาคัญคัมภีรอ์ รรถกถาได้
3. จงอธบิ ายการลาดบั ชนั้ ความสาคญั ของแต่ละคมั ภีรอ์ รรถกถาได้
4. จงอธิบายความเป็นมาของคัมภีรอ์ รรถกถาได้
5. โครงสร้างเนอ้ื หาสมนั ตปาสาทกิ า (อรรถกถา) ภาค 1-3
คู่กับ เล่ม 1-8 พระวนิ ัยปิฎก (ภาพรวม)
6. จงวิเคราะห์สมนั ตปาสาทกิ าอรรถกถา ภาค 3 คกู่ บั เลม่ 4 พระวินยั ปฎิ ก
17
อา้ งอิงประจาบท
แผนพฒั นามหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ระยะที่13 (2565-2569)
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตนั ตปิฎก
ขุททกปาฐะ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2556), หน้า คาปรารภ.
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,พระไตรปฎิ ก พระอภิธรรมปฎิ ก ธมั มสังคณี,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2539), หน้า บทนา
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทยพระวินยั ปฎิ ก สมนั ตปาสาทกิ า ภาค 3,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2550), หน้า คาปรารภ
แหล่งที่มาของข้อมลู ไฟล์ pdf หลักสูตรเปรยี ญ 1 ถงึ 9 ประโยค จากhttp://thammapedia.com/
และ http://www.learntripitaka.com
อรรถกถา สารานกุ รม แหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0% (19 พ.ค.2565)
18
บทท่ี 2
วิเคราะห์ขุททกปาฐะ (อรรถกถา) สรณคมน์ และ ทสสกิ ขาบท
คกู่ บั ขทุ ทกปาฐะ (พระไตรปิฎก) สรณคมนแ์ ละ ทสสิกขาบท เล่ม 25
วตั ถุประสงคก์ ารเรียนประจาบท
เมือ่ ได้ศกึ ษาเน้อื หาในบทน้แี ล้ว ผู้ศกึ ษาสามารถ
1. วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งเนือ้ หาขุททกนกิ าย (อรรถกถา)
คกู่ ับ ขุททกนิกาย (พระไตรปฎิ ก) เลม่ 25 ได้
2.วิเคราะหเ์ นื้อหาอรรถกถาขุททกปาฐะ (สรณคมน์, ศีล10)
คูก่ บั พระไตรปฎิ กขทุ ทกปาฐะ (สรณคมน,์ ศลี 10 )ได้
ขอบข่ายเน้อื หา
ความนา
วิเคราะหโ์ ครงสร้างเนอ้ื หาขทุ ทกนิกาย (อรรถกถา)
คกู่ บั ขุททกนิกาย (พระไตรปิฎก) เลม่ 25
วเิ คราะห์เนอื้ หาอรรถกถาขุททกปาฐะ (สรณคมน,์ ศีล10)
คูก่ ับพระไตรปิฎกขทุ ทกปาฐะ (สรณคมน์, ศลี 10
สรปุ ท้ายบท
คาถามทา้ ยบท
19
ความนา
บทน้ี คือ การวิเคราะห์สรณคมน์ (การยึดเอาพระรตั นตรยั เป็นที่พ่ึง) และ วิเคราะห์สกิ ขาบท 10
ประการ หมายถึง การงดเว้น ศีล 10 ข้อ ซ่ึงเป็นอุบายพ้ืนฐาน การกาจัดกิเลส ด้วยอริยมรรค คือ ศีล
สมาธิ ปญั ญา.) ซึ่งเปน็ หัวข้อของขุททกปาฐะ (บทสวดส้ัน)
ขุททกกปาฐะ (บทสวดสั้น)น้ี คือ เปน็ หัวขอ้ ของหมวดขุททกนกิ าย
ขุททกนิกายนี้ (หมวดธรรมสนั้ ) คือ เปน็ หัวขอ้ ของหมวดพระสุตตนั ตปฎิ ก
พระสตุ ตนั ตปิฎกนี้ (พุทธพจนห์ มวดพระสตู ร) คือ เป็นปิฎกหน่ึงของพระไตรปิฎก
เหตุผลทคี่ ัดเลอื กวิเคราะห์
เหตุผลท่ีคัดเลือกวิเคราะห์เรื่อง สรณคมน์ (การยึดเอาเป็นท่ีพ่ึง) และวิเคราะห์สิกขาบท 10 (ศีล
10 ข้อ) ซึ่งเป็นหัวข้อของขุททกปาฐะ (อรรถกถา-บทสวดส้ัน) คู่กับ พระไตรปิฎกขุททกปาฐะ เล่มท่ี 25
เพราะเป็นบทสวดส้ัน ๆ ทาให้นิสิต หรือ ผู้สนใจจะได้สะดวกในศึกษา เรียนรู้ ที่จะเข้าใจได้ง่าย กว่าพระ
สูตรที่มีความยาว และจะทาให้ได้รับคุณค่าจากการเรียนรู้วิชาอรรถกถาวิเคราะห์ได้อย่างลึกซ้ึง จนเกิด
ความศรัทธา ต่อพระรัตนตรัยว่า เป็นที่พึ่งได้จริง คือ ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ พ้นจากปัญหา
ชีวิตประจาวัน หรือ พ้นจากปัญหาสังคมปัจจุบัน และอนาคตได้จริง นิสิต หรือ ผู้สนใจบุคคลท่ัวไป ผู้ใฝ่
เรียนรู้ มุ่งที่จะปฏิบัติตนให้บรรลุเข้าถึงความหลุดพ้นจากการเกิด การตาย ก็จะได้ใช้เป็นคู่มือการดาเนิน
ชีวติ ในการเรยี นเพ่ือเป็นอรยิ บุคคล (ทางสมมุติสู่ปรมตั ถ)์ ไดฉ้ ับพลนั รวดเรว็ มากยงิ่ ข้นึ
การวิเคราะห์ หมายถึง การเปรียบเทียบจากการตั้งข้อสังเกตเก่ียวกับโครงสร้างเน้ือหา
ความหมายของแต่ละคาศัพท์ แต่ละวลี แต่ละประโยค เน้นความเหมือน ความแตกต่าง เช่น การ
วิเคราะห์อรรถกถาเปรียบเทียบ คู่กับ พระไตรปิฎก เป็นต้น ผลการวิเคราะห์ เน้ือหาต้องตรงกัน หรือ
สอดคล้องกัน ทุกประการ ก่อนท่ีจะการวิเคราะห์สรณคมน์ (การยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นท่ีพึ่ง) และ
วเิ คราะห์สกิ ขาบท 10 ประการ หมายถึง การงดเว้น ศีล 10 ข้อ ผู้เขียนขอดาเนินการวิเคราะหโ์ ครงสร้าง
เน้ือหาขุททกนิกาย (อรรถกถา) คู่กับ โครงสร้างเน้ือหาขุททกนิกาย (พระไตรปิฎก) เล่ม 25 เพ่ือเป็น
พ้นื ฐานเบอ้ื งต้นเพ่ือที่จะไดเ้ ห็นภาพรวม ในการทาความเข้าใจ อรรถกถาวิเคราะห์ได้อย่างลึกซ้ึงมากยิ่งข้ึน
และเป็นอบุ ายพ้ืนฐาน ในการกาจดั กเิ ลส ด้วยอรยิ มรรค คือ ศลี สมาธิ ปัญญา) เปน็ ตน้
20
2.1 วเิ คราะหโ์ ครงสร้างเนื้อหาขุททกนกิ าย (อรรถกถา) คูก่ ับโครงสร้างเน้ือหาขุททกนกิ าย
(พระไตรปิฎก) เล่ม 25 (ภาพรวมเกี่ยวกบั ขทุ ทกนิกาย มี 15 เรอ่ื งหรือบท)
ตาราง 2.1
วเิ คราะห์โครงสรา้ งขุททกนิกาย (อรรถกถา) คู่กบั โครงสร้างเน้อื หาขุททกนิกาย (พระไตรปฎิ ก) เล่ม 25
โครงสร้างเนอ้ื หาขุททกนิกาย โครงสรา้ งเนอ้ื หาขทุ ทกนิกาย
(อรรถกถา) 15 บท 8 (พระไตรปิฎก) 15 บท 9
ขุททกนิกาย (อรรถกถา) ขุททกนิกาย (อรรถกถา)
อธบิ าย ค่กู บั พระไตรปิฎก อธบิ าย คกู่ บั พระไตรปฎิ ก
เล่มที่ 25 มี 15 บท คือ เลม่ ที่ 25 มี 15 บท คอื
1.ขุททกปาฐะ มี 9 บท 1.ขทุ ทกปาฐะ มี 9 บท
1.1 สรณคมน์ 1.1 สรณคมน์
เหตุผล ที่ชาวพทุ ธศรัทธา เหตุผล ทช่ี าวพทุ ธศรทั ธา
พระพทุ ธองค์เพราะเหตุวา่ พระพทุ ธองคเ์ พราะเหตวุ ่า
พุทธองค์นาไปส่คู วามพ้นทุกข์ พุทธองคน์ าไปสคู่ วามพน้ ทุกข์
ท้ังปวง หรอื กาจัดภยั ไดจ้ รงิ ท้งั ปวง หรอื กาจดั ภัยได้จรงิ
8 มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปิฎก ขทุ ทกนกิ าย ขทุ ทกปาฐะ
,(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2556), หนา้ บทนา.
9 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , พระไตรปิฎก พระสุตตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย
ขุททกปาฐะ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2539), หนา้ บทนา.
เหตุผล ชาวพุทธศรทั ธา 21
พระธรรม เพราะเหตวุ า่
พระธรรมยดึ เอาเป็นที่พึ่ง เหตุผล ชาวพุทธศรทั ธา
และทาใหส้ ตั วข์ ้ามพ้นภพ พระธรรม เพราะเหตวุ า่
ภมู ิ 31 ภมู ิได้จรงิ พระธรรมยึดเอาเปน็ ท่ีพ่งึ
และทาให้สตั วข์ ้ามพ้นภพ
เหตุผล ชาวพทุ ธศรทั ธา ภูมิ 31 ภมู ไิ ด้จรงิ
พระสงฆพ์ น้ สังโยชน์ 10
เพราะเหตุว่าพระสงฆ์ เหตผุ ล ชาวพุทธศรัทธา
ยึดเอาเป็นที่พง่ึ ได้จรงิ พระสงฆ์พน้ สงั โยชน์ 10
เพราะ เทศนาธรรมให้ เพราะเหตุวา่ พระสงฆ์
ชาวพทุ ธฝกึ ปฏบิ ัติได้ ยดึ เอาเป็นที่พงึ่ ได้จริง
เป็นสุขอย่างยิง่ ได้จริง เพราะ เทศนาธรรมให้
1.2 ทสสกิ ขาบท (ศลี 10) ชาวพุทธฝกึ ปฏบิ ตั ิได้
เปน็ สขุ อยา่ งยิ่งไดจ้ ริง
1.3 ทวัตตงิ สาการ คือ 1.2 ทสสกิ ขาบท (ศลี 10)
การฝึกสมาธิ พจิ ารณา
อาการ 32 เป็นอารมณ์ 1.3 ทวตั ตงิ สาการ คือ
การฝึกสมาธิ พจิ ารณา
1.4 กุมารปญั หา คือ อาการ 32 เป็นอารมณ์
สามเณรปญั หาปัญญาเกิด
ตัง้ แต่อายุ 7 ขวบ บรรลุ 1.4 กมุ ารปัญหา คือ
อรหนั ตเ์ พราะตอบคาถาม สามเณรปัญหาปญั ญาเกดิ
ถึงสภาวธรรมล้วน ๆ ได้ ตัง้ แต่อายุ 7 ขวบ บรรลุ
ครบองค์ คอื สัมมาญาณ อรหันตเ์ พราะตอบคาถาม
สัมมาวิมุตติ และอรยิ มรรค ถงึ สภาวธรรมล้วน ๆ ได้
มอี งค์ 8 รวมเป็น 10 ขอ้ ครบองค์ คือ สัมมาญาณ
ไดถ้ ูกตอ้ งชัดเจน สัมมาวิมุตติ และอรยิ มรรค
มอี งค์ 8 รวมเป็น 10 ข้อ
ได้ถูกตอ้ งชัดเจน
22
1.5 มงคล 38 เช่น 1.5 มงคล 38 เชน่
การสนทนาธรรม (มงคล ขอ้ 30) การสนทนาธรรม (มงคล ข้อ 30)
เห็นแจ้ง อริยสจั 4 (มงคล ข้อ 33) เหน็ แจง้ อริยสัจ 4 (มงคล ข้อ 33)
1.6 รตนสูตร คือ พระรัตนตรัยเป็น 1.6 รตนสูตร คือ พระรัตนตรัยเปน็
ส่งิ มีคา่ หาสง่ิ ใดเปรยี บเทยี บมไิ ด้ สิ่งมีคา่ หาส่งิ ใดเปรียบเทยี บมไิ ด้
1.7 ติโรกุฑฑสูตร คือ เปรต 1.7 ตโิ รกฑุ ฑสตู ร คือ เปรต
คอยรบั ส่วนบญุ จากญาติอุทศิ ให้ คอยรับสว่ นบญุ จากญาตอิ ุทศิ ให้
1.8 นิธกัณฑสตู ร คือ 1.8 นธิ กณั ฑสูตร คือ
ขุมทรัพยม์ ี 4 ชนดิ คือ ขุมทรัพย์มี 4 ชนิด คือ
-ขุมทรพั ย์ถาวร คอื -ขุมทรพั ย์ถาวร คือ
ทดี่ นิ ทไี่ ร่ ทนี่ า เปน็ ตน้ ท่ดี นิ ท่ไี ร่ ท่นี า เปน็ ตน้
-ขมุ ทรัพย์ที่เคลื่อนท่ีได้ -ขุมทรัพย์ทเี่ คล่ือนที่ได้
คือ รถ ชา้ งม้า เป็นตน้ คอื รถ ชา้ งม้า เป็นต้น
-ขุมทรพั ย์ตดิ ตัวคือ วิชา -ขมุ ทรพั ย์ตดิ ตวั คือ วชิ า
ความรู้ ความเป็นพหูสูต ความรู้ ความเปน็ พหูสตู
-ขมุ ทรพั ย์คอื บุญทเี่ กิด -ขมุ ทรพั ย์คือ บุญทเี่ กิด
จากศลี สมาธิ ปญั ญา จากศีล สมาธิ ปัญญา
1.9 เมตตสตู ร คอื แผเ่ มตตา 1.9 เมตตสตู ร คือ แผ่เมตตา
ใหต้ นเองและสรรพสตั ว์ ให้ตนเองและสรรพสตั ว์
2. ธรรมบท (บทธรรมภาษิตส้ัน ๆ) 2. ธรรมบท (บทธรรมภาษิตสั้น ๆ)
3. อทุ าน (คาพดู ทีพ่ ูดออกมา 3. อุทาน (คาพูดทีพ่ ูดออกมา
ด้วยความดใี จ) ดว้ ยความดีใจ)
23
4. อิตวิ ตุ ตกะ (พระอานนท์ได้จามา 4. อิตวิ ุตตกะ (พระอานนท์ได้จามา
เสนอต่อในคราวสงั คายนาคร้ังท่ี1) เสนอตอ่ ในคราวสังคายนาคร้ังที่1)
5. สุตตนิบาต (เนอ้ื หาเปน็ ร้อยกรอง) 5. สตุ ตนิบาต (เนอ้ื หาเป็นร้อยกรอง)
คมั ภรี ์ 1-5 นี้ อธิบายคู่กับ คัมภรี ์ 1-5 น้ี อธบิ ายคกู่ ับ
พระไตรปฎิ ก เล่มที่ 25 พระไตรปิฎก เล่มท่ี 25
6. วมิ านวัตถุ 7. เปรตวตั ถุ 6. วิมานวัตถุ 7. เปรตวตั ถุ
8. เถรคาถา 9. เถรีคาถา 8. เถรคาถา 9. เถรคี าถา
คมั ภรี ์ 6-9 น้ี อธบิ าย คัมภรี ์ 6-9 น้ี อธบิ าย
คูก่ บั เล่มท่ี 26 (พระไตรปฎิ ก) คู่กับ เลม่ ที่ 26 (พระไตรปิฎก)
10. ชาตกะ 10. ชาตกะ
ชาตกะ (ปฐมภาค) อธิบายคู่กับ ชาตกะ (ปฐมภาค) อธิบายคูก่ ับ
เล่มท่ี 27 (พระไตรปฎิ ก) เลม่ ที่ 27 (พระไตรปฎิ ก)
ชาตกะ (ทุตยิ ภาค) อธบิ ายคู่กับ ชาตกะ (ทุตยิ ภาค) อธิบายคูก่ ับ
เลม่ ท่ี 28 (พระไตรปฎิ ก) เลม่ ท่ี 28 (พระไตรปฎิ ก)
11. นิเทส 11. นเิ ทส
มหานเิ ทส อธิบายคู่กบั มหานเิ ทส อธบิ ายคู่กับ
เล่มที่ 29 (พระไตรปิฎก) เล่มท่ี 29 (พระไตรปิฎก)
จฬู นเิ ทส อธบิ ายคู่กบั จฬู นเิ ทส อธบิ ายคู่กบั
เล่มท่ี 30 (พระไตรปฎิ ก) เล่มที่ 30 (พระไตรปฎิ ก)
12. ปฏิสมั ภทิ ามรรคอธบิ ายคู่กับ 12. ปฏิสมั ภทิ ามรรคอธบิ ายคู่กบั
เลม่ ที่ 31 (พระไตรปิฎก) เล่มท่ี 31 (พระไตรปิฎก)
13. อปาทาน อปทาน (ปฐมภาค) 13. อปาทาน อปทาน (ปฐมภาค)
อธิบายคกู่ ับ เลม่ 32 (พระไตรปฎิ ก) อธบิ ายคู่กับ เลม่ 32 (พระไตรปฎิ ก)
24
อปทาน (ทุตยิ ภาค) อปทาน (ทุติยภาค)
14.พุทธวงั สะ 15.จริยาปฎิ ก 14.พทุ ธวังสะ 15.จรยิ าปฎิ ก
คมั ภีร์ 13-15 อธบิ ายค่กู บั คัมภีร์ 13-15 อธิบายคกู่ ับ
เล่มที่ 33 (พระไตรปฎิ ก) เล่มที่ 33 (พระไตรปฎิ ก)
ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต
โครงสรา้ งขทุ ทกนิกาย (อรรถกถา) โครงสรา้ งขทุ ทกนิกาย (อรรถกถา)
คูก่ ับ โครงสร้างเน้ือหาขุททกนิกาย ค่กู ับ โครงสร้างเนื้อหาขทุ ทกนิกาย
(พระไตรปฎิ ก) เล่ม 25 (พระไตรปิฎก) เลม่ 25
เหมอื นกันทกุ หวั ข้อ เหมือนกันทุกหัวข้อ
25
2.2 วเิ คราะห์สรณคมน์ และ ทสสิกขาบท อรรถกถาขุททกปาฐะ (บทสวดส้นั )
ค่กู บั พระไตรปิฎกขุททกปาฐะ (บทสวดส้นั )
ตาราง 2.2
ตารางวเิ คราะห์สรณคมน์ และ ทสสกิ ขาบท อรรถกถาขุททกปาฐะ (บทสวดส้นั )
คู่กับ สรณคมน์ และ ทสสกิ ขาบท พระไตรปฎิ กขุททกปาฐะ (บทสวดสั้น)
เนือ้ หาอรรถกถาขุททกปาฐะ เนอื้ หาพระไตรปิฎกขทุ ทกปาฐะ
(บทสวดส้ัน มี 9 เรื่องหรือบท ) 10 (บทสวดสน้ั มี 9 เร่อื งหรอื บท เล่ม 25) 11
1.สรณคมน์ 1.สรณคมน์
1.1.ความหมายของสรณคมณ์ 1.1.ความหมายของสรณคมณ์
คาวา่ “สรณคมน์” แปลว่า คาวา่ “สรณคมน์” แปลว่า
การถึงสรณะ การยึดเอาเปน็ ทพี่ ึ่ง การถึงสรณะ การยดึ เอาเป็นที่พงึ่
การยดึ เอาเป็นทีร่ ะลกึ การยดึ เอาเป็นท่ีระลกึ
คาว่า “สรณะ” หมายถึง คาวา่ “สรณะ” หมายถงึ
สง่ิ ที่ทาลาย ขจัด ปดั เป่า เบาเทา ทกุ ข์ สิ่งท่ที าลาย ขจดั ปัดเปา่ เบาเทา ทกุ ข์
ภยั ความหวาด สะดุ้ง ทคุ ติ และ ภัย ความหวาด สะดงุ้ ทคุ ติ และ
ความเศรา้ หมองของสตั ว์ท้ังหลาย ความเศร้าหมองของสัตวท์ ั้งหลาย
จึงได้ชือ่ วา่ พระรตั นตรัย จึงไดช้ ือ่ วา่ พระรตั นตรัย
พระพุทธเจา้ พระธรรม และ พระสงฆ์ พระพทุ ธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์
10 มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตนั ตปฎิ ก ขุททกนกิ าย ขทุ ทกปาฐะ
,(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2556), หนา้ บทนา.
11 มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปิฎก พระสุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย
ขทุ ทกปาฐะ, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2539), หน้า บทนา.
26
สาเหตทุ ี่พระพุทธเจ้า สาเหตุที่พระพุทธเจ้า
ได้ ชื่อว่า เป็น “สรณะ” เพราะวา่ ได้ ชอ่ื ว่า เปน็ “สรณะ” เพราะว่า
กาจัดภัยของสตั ว์ทั้งหลายได้ และ กาจดั ภัยของสตั วท์ งั้ หลายได้ และ
ให้ถึงสง่ิ ท่ีเป็นประโยชน์และนาออก ใหถ้ ึงสิ่งที่เป็นประโยชน์และนาออก
จากส่ิงที่ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ จากสิง่ ท่ไี ม่เปน็ ประโยชน์
สาเหตทุ ีพ่ ระธรรมได้ สาเหตุที่พระธรรมได้
ชือ่ วา่ “สรณะ” เพราะว่าเป็นคาสอน ชอ่ื ว่า “สรณะ” เพราะวา่ เปน็ คาสอน
ทีท่ า ให้สรรพสตั ว์ ขา้ ม 31 ภมู ิ ได้ ทีท่ า ให้สรรพสัตว์ ขา้ ม 31 ภูมิ ได้
สาเหตุทพ่ี ระสงฆ์ได้ สาเหตุทพ่ี ระสงฆ์ได้
ชอื่ ว่า “สรณะ” เพราะว่าทาสักการะ ชื่อวา่ “สรณะ” เพราะว่าทาสักการะ
ที่หมชู่ นทาไวใ้ ห้มผี ลไพบลู ย์ ทีห่ มชู่ นทาไว้ใหม้ ผี ลไพบูลย์
อน่งึ จติ ท่ีเกิดความเลือ่ มใส อนึ่ง จติ ทีเ่ กดิ ความเลอื่ มใส
และความเคารพอยา่ งแน่วแน่ ไม่ และความเคารพอย่างแนว่ แน่ ไม่
หว่นั ไหว ในพระรตั นตรัยสามารถ หวั่นไหว ในพระรตั นตรยั สามารถ
กาจัดกเิ ลสได้ เรียกว่า สรณคมน์ กาจดั กเิ ลสได้ เรยี กวา่ สรณคมน์
1.2 ท่มี าของสรณคมน์ 1.2 ทม่ี าของสรณคมน์
ในสมัยต้นพุทธกาล ในสมัยตน้ พุทธกาล
เมอื่ คราวสง่ พระอรหนั ต์ เม่ือคราวส่งพระอรหันต์
60 รูป 60 รปู
ไปประกาศพระพุทธศาสนา ไปประกาศพระพทุ ธศาสนา
คร้งั แรก โดยตรัสใหใ้ ช้ ครั้งแรก โดยตรัสใหใ้ ช้
สรณคมน์เปน็ พิธีบรรพชา สรณคมน์เปน็ พิธีบรรพชา
และอปุ สมบทของกลุ บตุ ร และอปุ สมบทของกลุ บตุ ร
ผู้ทเ่ี ลื่อมใสและ ผู้ทเี่ ล่ือมใสและ
ศรัทธาพระพทุ ธศาสนา ศรทั ธาพระพุทธศาสนา
เรยี กว่า ติสรณคมนปู สมั ปทา เรียกวา่ ติสรณคมนปู สมั ปทา
(การอุปสมบทดว้ ยไตรสรณคมน์) (การอปุ สมบทดว้ ยไตรสรณคมน์)
27
ความเห็นสว่ นตัวของผเู้ ขียน ความเหน็ สว่ นตัวของผเู้ ขยี น
ยคุ น้ีน่าจะใช้การอปุ สมบท ยุคนีน้ า่ จะใช้การอุปสมบท
ดว้ ยวธิ ีน้ีจะได้สะดวก ดว้ ยวิธนี ี้จะได้สะดวก
และประหยัดเปน็ ตน้ ) และประหยัดเปน็ ตน้ )
เธอจงกล่าววา่ ดงั นี้ คอื เธอจงกลา่ ววา่ ดังน้ี คอื
พทุ ฺธ สรณ คจฉฺ ามิ พุทฺธ สรณ คจฺฉามิ
ธมธฺ สรณ คจฉฺ ามิ ธมฺธ สรณ คจฺฉามิ
สงฆฺ สรณ คจฉฺ ามิ สงฆฺ สรณ คจฉฺ ามิ
เพือ่ ใหค้ วามสะดวก เพ่อื ให้ความสะดวก
ในการประกาศ ในการประกาศ
พระพุทธศาสนาและ พระพทุ ธศาสนาและ
ให้พระพุทธศาสนา ใหพ้ ระพทุ ธศาสนา
เจริญแพร่หลาย เจริญแพร่หลาย
ไดร้ วดเร็วขึ้น ได้รวดเรว็ ข้นึ
1.3 วิธกี ารเข้าถงึ 1.3 วิธกี ารเข้าถงึ
สรณคมน์ 5 วธิ กี ารทางถูก คือ สรณคมน์ 5 วิธกี าร คือ
วิธกี ารท่ี 1 คอื วธิ ีการท่ี 1 คอื
เข้าถึงโดยการยอ่ มรับนบั ถือ เช่น เขา้ ถึงโดยการย่อมรับนับถือ เช่น
พ่อคา้ สองพี่นอ้ ง เปล่ง วาจา พอ่ ค้าสองพนี่ อ้ ง เปล่ง วาจา
ถึงพระพทุ ธเจ้า พระธรรม เปน็ ทพี่ ง่ึ ถึงพระพทุ ธเจ้า พระธรรม เปน็ ที่พ่งึ
วธิ กี ารท่ี 2 คือ วธิ ีการท่ี 2 คอื
เข้าถึงโดยการแสดงตนเปน็ ศิษย์ เช่น เข้าถึงโดยการแสดงตนเปน็ ศิษย์ เช่น
พระมหากสั สปะแสดงตนปน็ ศิษย์ พระมหากัสสปะแสดงตนปน็ ศิษย์
วธิ กี ารที่ 3 คอื 28
เขา้ ถึงโดยการแสดงความ
นอบนอ้ มตอ่ พระรัตนตรยั เชน่ วิธีการท่ี 3 คือ
พรหมายุพราหมณ์ เข้าถงึ โดยการแสดงความ
เมื่อพระพทุ ธองค์ทรง นอบน้อมตอ่ พระรตั นตรยั เชน่
แสดงธรรมจบ ท่านไดล้ ุกข้นึ พรหมายุพราหมณ์
เปล่งอุทานวา่ นะโม ครบ 3 จบ เมือ่ พระพุทธองคท์ รง
ในทา่ มกลางประชมุ ชน แสดงธรรมจบ ท่านไดล้ ุกข้นึ
เปล่งอุทานวา่ นะโม ครบ 3 จบ
วิธกี ารท่ี 4 คอื ในทา่ มกลางประชมุ ชน
เขา้ ถึงโดยการมอบตน เชน่
โยคีบุคคล วิธีการท่ี 4 คือ
ผจู้ ะปฏบิ ัตกิ ัมมัฏฐาน เขา้ ถึงโดยการมอบตน เชน่
นิยมปฏบิ ัตกิ ัน โยคบี คุ คล
ผจู้ ะปฏิบัติกัมมฏั ฐาน
วิธีการท่ี 5 คือ นิยมปฏบิ ตั กิ ัน
เข้าถึงโดยการเจรญิ
พุทธานสุ ติ วิธกี ารท่ี 5 คือ
ธัมมานสุ ติ เข้าถงึ โดยการเจรญิ
สงั ฆานสุ ต)ิ เชน่ พทุ ธานสุ ติ
พระอรบิ ุคคลทง้ั หลายปฏบิ ัตมิ า ธมั มานุสติ
สังฆานสุ ติ) เชน่
1.4 โทษแห่งการเขา้ ถงึ พระอรบิ คุ คลทงั้ หลายปฏิบตั ิมา
สรณคมน์ผิดวิธี มี 4 วธิ กี ารผิด
1.4 โทษแห่งการเขา้ ถงึ
วิธีการผิดที่ 1 คอื สรณคมน์ผดิ วิธี มี 4 วิธีการผดิ
การถงึ หรือ
การนับถอื โดยไมร่ ู้คณุ ค่า วธิ กี ารผิดที่ 1 คอื
พระรตั นตรัย การถึง หรือ
การนบั ถอื โดยไม่รูค้ ุณคา่
พระรตั นตรยั
29
วธิ กี ารผิดท่ี 2 คือ วธิ กี ารผดิ ที่ 2 คอื
การถงึ หรอื การถึง หรือ
การนบั ถอื ทัง้ ทย่ี งั มีความสงสัย การนับถอื ท้ังท่ยี งั มคี วามสงสยั
ตอ่ พระรตั นตรัย ตอ่ พระรตั นตรยั
วธิ กี ารผิดที่ 3 คือ วธิ กี ารผิดท่ี 3 คือ
การถึง หรอื การถึง หรือ
การนบั ถือดว้ ยความร้ทู ผ่ี ดิ การนับถือดว้ ยความรู้ทีผ่ ิด
ในคุณพระรัตนตรยั ในคุณพระรตั นตรยั
วิธีการผิดท่ี 4 คอื วธิ กี ารผดิ ที่ 4 คือ
นับถอื โดยปราศจากความเอื้อเฟือ้ ใน นับถอื โดยปราศจากความเอ้ือเฟอ้ื ใน
พระรตั นตรัย พระรตั นตรยั
ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสังเกต ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต
และเปรียบเทียบการอธิบาย และเปรียบเทียบการอธิบาย
อรรถกถาเหมือนกบั การ อรรถกถาเหมอื นกับการ
อธิบายในพระไตรปิฎกทกุ ประการ อธิบายในพระไตรปฎิ กทกุ ประการ
1.5 อนจิ สงสแ์ หง่ การถึงสรณ์คมนถ์ ูกวิธี 1.5 อนจิ สงส์แห่งการถงึ สรณค์ มนถ์ กู วธิ ี
หรอื อานิสงส)์ หรอื อานสิ งส์)
การเข้าถึง สรณคมนถ์ กู วธิ ี การเข้าถึง สรณคมน์ถูกวิธี
การถงึ สรณคมน์ การถึงสรณคมน์
ถูกวิธีย่อมอานวยผล ถูกวิธยี ่อมอานวยผล
ทนี่ ่าปรารถนา ที่น่าปรารถนา
กล่าว คือ ทางนาไปสู่ กล่าว คอื ทางนาไปสู่
ความหลดุ พ้นจากทกุ ข์ ความหลดุ พ้นจากความ
ท้ังปวง พน้ จากอบาย ทุกข์ทงั้ ปวง พ้นจากอบาย
และเข้าถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์ และเข้าถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์
30
ดังท่ีเทวดา องค์หนง่ึ ได้กราบทูล ดังทีเ่ ทวดา องค์หนึ่งไดก้ ราบทูล
พระพทุ ธองคว์ ่า บคุ คลทั้งหลาย พระพุทธองคว์ า่ บคุ คลทั้งหลาย
ผู้ถงึ พระพุทธเจา้ เป็นสรณะ ผู้ถึงพระพทุ ธเจ้าเปน็ สรณะ
จักไมไ่ ปสู่อบายภูมิ จกั ไม่ไปสอู่ บายภมู ิ
ละร่างกายมนษุ ยไ์ ปแล้ว ละร่างกายมนษุ ยไ์ ปแล้ว
ยอ่ มจกั บังเกิดเป็นเทวดา ย่อมจักบังเกิดเป็นเทวดา
โดยสมบูรณ์ (ส.ส.15/37/50) โดยสมบูรณ์ (ส.ส.15/37/50)
ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสงั เกต ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต
และเปรียบเทยี บการอธิบาย และเปรยี บเทียบการอธิบาย
อรรถกถาเหมือนกบั การ อรรถกถาเหมอื นกับการ
อธิบายในพระไตรปิฎกทกุ ประการ อธบิ ายในพระไตรปิฎกทุกประการ
1.6 เหตุท่จี ดั สรณคมน์ 1.6 เหตุที่จัดสรณคมน์
ไว้ในอันดับแรกใน ไว้ในอนั ดับแรกใน
ขุททกปาฐะเพราะ ขุททกปาฐะเพราะ
ด้วยเหตวุ า่ สรณค์ มน์ ดว้ ยเหตุวา่ สรณ์คมน์
เปน็ ข้อปฏบิ ตั ิเบอื้ งต้น เปน็ ข้อปฏบิ ตั เิ บอื้ งตน้
ท่แี สดงความม่ันใจ ที่แสดงความม่ันใจ
ปราศจากความกลัว ปราศจากความกลัว
ในการเข้ามาเปน็ ในการเข้ามาเปน็
ชาวพุทธ และเป็นเครื่อง ชาวพทุ ธ และเปน็ เครอ่ื ง
ประดับชาวพุทธใน ประดับชาวพทุ ธใน
การเขา้ มาสู่พระพทุ ธศาสนา การเข้ามาสู่พระพทุ ธศาสนา
ดงั ทท่ี า่ นแสดงอุปมาไวว้ า่ ดงั ทที่ ่านแสดงอุปมาไว้ว่า
พระพุทธเจ้าเปน็ พระพุทธเจ้าเปน็
ดจุ เครือ่ งประดบั ดจุ เครื่องประดบั
(อลังการการก) (อลังการการก)
31
พระธรรมเป็นดจุ เครอ่ื ง พระธรรมเป็นดุจเครือ่ ง
ประดบั (อลังการ) ประดบั (อลงั การ)
พระสงฆค์ ือ ผ้ไู ด้รับการ พระสงฆค์ อื ผูไ้ ด้รบั การ
ประดับดว้ ยเครื่อง ประดับด้วยเครือ่ ง
ประดับ คือ พระสทั ธรรม ประดับ คือ พระสทั ธรรม
(สัทธัมมาลงั กตะ) (สทั ธัมมาลังกตะ)
และอธิบายวา่ และอธบิ ายวา่
พระพุทธเจา้ เปน็ ดุจนักปราชญ์ พระพุทธเจา้ เปน็ ดุจนักปราชญ์
เป็นผ้ใู หแ้ ตค่ วามไมม่ ภี ยั เป็นผู้ให้แต่ความไม่มีภยั
พระธรรมเปน็ ดุจความไม่มภี ัย พระธรรมเป็นดุจความไมม่ ภี ัย
พระสงฆเ์ ป็นผบู้ รรลคุ วามไมม่ ีภยั พระสงฆเ์ ป็นผูบ้ รรลคุ วามไมม่ ีภัย
อย่างส้ินเชิง อย่างสิ้นเชิง
ดังน้ัน สรณคมน์จึงถูกจัดไว้เป็นอันดับ ดังน้ัน สรณคมน์จึงถูกจัดไว้เป็นอันดับ
แรกในคมั ภรี ข์ ทุ ทกปาฐะ แรกในคมั ภรี ข์ ุททกปาฐะ
ผลการวิเคราะหจ์ ากการ ผลการวเิ คราะหจ์ ากการ
สังเกตเปรียบเทียบการอธิบายอรรถกถา สังเกตเปรียบเทียบการอธิบายอรรถกถา
เหมือนกบั การอธิบายในพระไตรปฎิ ก เหมือนกบั การอธิบายในพระไตรปิฎก
ทุกประการ ทกุ ประการ
2. ทสสกิ ขาบท (ศลี 10) 2. ทสสกิ ขาบท (ศลี 10)
ทสสิกขาบท 10 ประการ ทสสิกขาบท 10 ประการ
เปน็ การวเิ คราะห์โครงสร้างเนื้อหา เปน็ การวิเคราะห์โครงสรา้ งเนอื้ หา
อรรถกถา ขุททกปาฐะ อรรถกถา ขุททกปาฐะ
เรอื่ ง ทสสิกขาบท 10 ประการ เร่ือง ทสสกิ ขาบท 10 ประการ
คกู่ ับพระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ คกู่ บั พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ
เลม่ 25 เลม่ 25
32
2.1 ความหมายของทสสกิ ขาบท 2.1 ความหมายของทสสกิ ขาบท
ทสสิกขาบท แปลวา่ ทสสิกขาบท แปลวา่
สิกขาบท 10 ประการ สิกขาบท 10 ประการ
สิกขาบท หมายถึง อุบายเครอ่ื ง สกิ ขาบท หมายถงึ อบุ ายเคร่ือง
บรรลธุ รรมสิง่ ที่ตอ้ งศึกษา หรือ บรรลธุ รรมสง่ิ ที่ต้องศึกษา หรอื
และทต่ี ัง้ แหง่ สิ่งท่ีจะตอ้ งศึกษา และท่ีตง้ั แห่งสิ่งที่จะตอ้ งศึกษา
หมายถงึ พ้นื ฐาน คือ อธิศีลสกิ ขา หมายถึงพืน้ ฐาน คือ อธิศีลสกิ ขา
อธิจิตตสิกขา อธปิ ญั ญาสิกขา อธจิ ติ ตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
อนงึ่ คาวา่ สิกขาบทมคี วามหมาย อนึง่ คาวา่ สกิ ขาบทมคี วามหมาย
เท่ากบั คาวา่ เวรมณี เท่ากบั คาว่า เวรมณี
(เจตนางดเว้น) หมายถงึ (เจตนางดเว้น) หมายถงึ
การงดเวน้ (วริ ตั ิ) การไมท่ า การงดเว้น (วิรตั ิ) การไมท่ า
การไมต่ อ้ งอาบตั ิ การไม่ตอ้ งอาบตั ิ
การไม่ล่วงละเมิด ขอบเขต กฎเกณฑ์ การไมล่ ว่ งละเมิด ขอบเขต กฎเกณฑ์
การกาจดั กิเลสด้วยอริยมรรคมอี งค์ 8 การกาจดั กิเลส ด้วยอริยมรรค,uองค์ 8
2.2 ท่ีมาของทสสกิ ขาบท 2.2 ทมี่ าของทสสิกขาบท
ภายหลังจากราหลุ กมุ ารไดร้ บั ภายหลังจากราหุลกุมารไดร้ ับ
การพทุ ธานญุ าตให้ไดบ้ รรพชา การพุทธานุญาตให้ไดบ้ รรพชา
เปน็ สามเณรด้วยวิธี ไตรสรณคมณ์ เปน็ สามเณรด้วยวิธี ไตรสรณคมณ์
เป็นรปู แรกไดม้ ีกุลบุตรเขา้ มาขอ เป็นรปู แรกได้มกี ลุ บุตรเขา้ มาขอ
บรรพชาเป็นสามเณรจานวน บรรพชาเป็นสามเณรจานวน
มาก สามเณรเหลา่ นั้น ตา่ งมี มาก สามเณรเหลา่ น้ัน ต่างมี
ขอ้ สงสยั กนั วา่ เมือ่ บรรพชาแล้ว ข้อสงสยั กันว่า เม่อื บรรพชาแล้ว
เชน่ นี้ จะต้องสมาทานศึกษาอะไร เชน่ นี้ จะต้องสมาทานศึกษาอะไร
ภิกษทุ ั้งหลายเมอ่ื ทราบความนัน้ ภกิ ษทุ ัง้ หลายเม่ือทราบความน้ัน
จึงนาความกราบทลู ให้พระพุทธองค์ จงึ นาความกราบทลู ใหพ้ ระพทุ ธองค์
ทรงทราบ ด้วยเหตุนเ้ี อง ทรงทราบ ดว้ ยเหตนุ ีเ้ อง
33
พระพทุ ธองคข์ ณะประทับอยู่ พระพุทธองคข์ ณะประทับอยู่
ทเ่ี ชตวนั วหิ าร เขตกรุงสาวัตถี ที่เชตวันวิหาร เขตกรงุ สาวตั ถี
จึงทรงอนญุ าตสกิ ขาบท 10 ประการ จึงทรงอนญุ าตสิกขาบท 10 ประการ
ให้เปน็ ข้อปฏบิ ตั สิ าหรบั ใหเ้ ป็นข้อปฏิบตั ิสาหรบั
สมาทานศกึ ษาแกส่ ามเณร สมาทานศึกษาแก่สามเณร
2.3 เหตุท่จี ัดทสสกิ ขาบทไวเ้ ปน็ 2.3 เหตุทจี่ ดั ทสสกิ ขาบทไว้เป็น
ลาดับต่อจากไตรสรณคมน์ ลาดบั ต่อจากไตรสรณคมน์
หรือ ไว้ลาดับ 2 ตอ่ มากุลบตุ ร หรอื ไว้ลาดบั 2 ต่อมากลุ บตุ ร
ท้ังหลายท่ีเข้ามาสู่พระพทุ ธศาสนา ทั้งหลายที่เข้ามาสพู่ ระพทุ ธศาสนา
ด้วยไตรสรณคมน์ ไมว่ า่ จะเป็น ด้วยไตรสรณคมน์ ไม่ว่าจะเป็น
บรรพชิต อบุ าสก หรอื อบุ าสกิ าก็ตาม บรรพชติ อุบาสก หรอื อบุ าสกิ ากต็ าม
ลาดับตอ่ มา สิ่งทสี่ าคัญสิ่งท่ีพงึ ลาดบั ต่อมา สง่ิ ทสี่ าคญั ส่ิงทพี่ งึ
ประพฤตปิ ฏบิ ัติ คอื ขอ้ ปฏิบัตทิ ี่ ประพฤตปิ ฏิบัติ คือ ขอ้ ปฏิบัติท่ี
พงึ งดเว้น ไม่ควรลว่ งละเมดิ พงึ งดเวน้ ไม่ควรลว่ งละเมิด
ได้แก่สกิ ขาบท ดงั น้ัน ทสสิกขาบทนี้ ไดแ้ กส่ กิ ขาบท ดังนัน้ ทสสิกขาบทน้ี
จึงถูกจดั ไว้เป็นลาดบั ต่อจากสรณคมน์ จึงถกู จัดไวเ้ ป็นลาดับต่อจากสรณคมน์
ผลการวเิ คราะห์จากการสังเกต ผลการวิเคราะห์จากการสงั เกต
เปรียบเทียบการอธบิ าย เปรยี บเทยี บการอธบิ าย
อรรถกถาเหมอื นกับการอธิบาย อรรถกถาเหมอื นกบั การอธิบาย
ในพระไตรปิฎกทกุ ประการ ในพระไตรปิฎกทกุ ประการ
สรปุ ท้ายบท
ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสังเกตจากการเปรยี บเทยี บ โครงสรา้ งขุททกนกิ าย (อรรถกถา) ค่กู ับ
โครงสร้างเนอ้ื หา ขุททกนิกาย (พระไตรปิฎก) เล่ม 25 เหมอื นกันทุกหวั ข้อ และผลการวิเคราะห์สรณคมน์
และ ทสสกิ ขาบท อรรถกถาขุททกปาฐะ (บทสวดส้ัน) คู่กบั สรณคมน์ และ ทสสกิ ขาบท พระไตรปิฎก
ขุททกปาฐะ (บทสวดสั้น) จากการสงั เกตการเปรยี บเทยี บการอธิบายอรรถกถาเหมือนกบั การอธิบายใน
พระไตรปฎิ กทุกประการ
34
คาถามประจา
1.จงอธบิ ายคาว่า ขุททกนิกายแตกตา่ งกับขุททกปาฐะอย่างไรบ้าง
2.จงอธิบายคาว่า ขุททกนิกายแตกตา่ งกับสตุ ตนั ตปฎิ กอย่างไรบา้ ง
3.จงอธบิ ายคาวา่ ขุททกปาฐะแตกต่างกบั สตุ ตันตปิฎกอยา่ งไรบ้าง
4.จงวิเคราะห์ โครงสร้างเนื้อหาขทุ ทกนิกาย (อรรถกถา)
ค่กู บั โครงสร้างเนื้อหา ขุททกนกิ าย (พระไตรปฎิ ก) เลม่ 25
5.จงวเิ คราะห์สรณคมน์ และ ทสสิกขาบท อรรถกถาขุททกปาฐะ (บทสวดสน้ั )
ค่กู บั สรณคมน์ และ ทสสกิ ขาบท พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ (บทสวดสน้ั )
35
อ้างองิ ประจาบท
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ,พระไตรปฎิ ก พระสุตตนั ตปิฎก ขุททกนิกาย
ขทุ ทกปาฐะ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2539), หนา้ บทนา.
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,พระไตรปฎิ ก พระวินัยปิฎก มหาวรรค,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2539), หน้า 164.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ,อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย ขุ
ททกปาฐะ ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2556), หนา้ บทนา.
36
บทที่ 3
วิเคราะห์อรรถกถา ขุททกปาฐะ (อาการ 32 - การแผ่เมตตา)
คกู่ ับ พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ (อาการ 32 - การแผ่เมตตา) เลม่ 25
วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นประจาบท
เมื่อไดศ้ กึ ษาเน้ือหาในบทนแี้ ลว้ ผู้ศึกษาสามารถ
3.1 วิเคราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (อาการ 32) คู่กับ พระไตรปิฎก ขุททกปาฐะ ได้
3.2 วเิ คราะหเ์ น้ือหาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (7 ขวบ-อรหันต)์ คู่กบั พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ ได้
3.3 วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (มงคล 38) คูก่ ับ พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ ได้
3.4 วเิ คราะห์เนอ้ื หาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (รตนสูตร) คกู่ ับ พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ ได้
3.5 วิเคราะหเ์ นื้อหาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (เปรต รอบุญ) คู่กับ พระไตรปฎิ กขทุ ทกปาฐะ ได้
3.6 วเิ คราะห์เนื้อหาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (ฝัง 4 ขมุ ทรัพย์) คู่กบั พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ ได้
3.7 วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (การแผ่เมตตา) ค่กู ับ พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ ได้
ขอบข่ายเนอื้ หา
ความนา
วิเคราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (อาการ 32) คกู่ ับ พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ
วิเคราะหเ์ นอื้ หาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (7 ขวบ บรรลอุ รหันต)์ คู่กบั พระไตรปิฎก ขุททกปาฐะ
วิเคราะหเ์ น้ือหาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (มงคล 38) คู่กบั พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ
วเิ คราะห์เนือ้ หาอรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (รตนสตู ร) คู่กับ พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ
วเิ คราะหเ์ น้ือหาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (เปรต รอบุญอุทิศให้) คู่กบั พระไตรปิฎก ขุททกปาฐะ
วิเคราะห์เนือ้ หาอรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (ฝงั 4 ขมุ ทรัพย์) คู่กับ พระไตรปิฎก ขุททกปาฐะ
วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาอรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (แผเ่ มตตาให้ตน, สตั ว)์ คูก่ ับ พระไตรปฎิ ก ขทุ ทกปาฐะ
สรุปทา้ ยบท
คาถามทา้ ยบท
37
ความนา
(ขุททกกปาฐะ (แปลว่า บทสวด ๆ สน้ั ) มี 9 เร่ือง (บท) ซง่ึ เป็นหวั ขอ้ ธรรมของ ขุททกนกิ าย
ขุททกนกิ าย (แปลวา่ หมวดธรรมสัน้ ) มี 15 เรื่อง (บท) ซง่ึ เปน็ หัวขอ้ ธรรมของ พระสตุ ตนั ตปิฎก
พระสุตตนั ตปิฎก เป็นปิฎกหนึง่ ของ พระไตรปิฎก)
ขุททกปาฐะ หมายถึง เนื้อหาสาระของธรรมสั้น ๆ เกี่ยวกับเร่ืองของบทสวด ๆ สั้น ๆ แต่ละบท
ลว้ นเป็นธรรมท่เี ป็นเบอื้ งต้น แหง่ การเขา้ ถงึ ธรรมชั้นสงู ข้ึนไป หรือ เป็นธรรมท่เี ป็นไปเพอื่ ความเจริญ
โดยส่วนเดียว มที ้ังหมด 9 เรอื่ ง (บท) ซ่งึ ได้ วเิ คราะห์แลว้ 2 เร่อื ง (บท) ในบทท่ี 2 คอื
1. สรณคมน์ (การได้ยึดเอา พระรตั นตรยั เป็นทีพ่ งึ่ เป็นท่รี ะลกึ )
2. ทสสิกขาบท 10 ประการ (ศลี 10 ข้อ คือ ยึดเป็นข้อปฏิบตั )ิ
บทที่ 3 น้ี ได้ดาเนินการวิเคราะห์ ตอ่ อกี 7 เรอื่ ง (บท) เรียงข้อ คอื ขอ้ 3 - ขอ้ 9 ดงั นี้
3. ทวตั ติงสาการ (พิจารณาอาการ 32 )
4. สามเณรปัญหา (สามเณร อายุ 7 ขวบ บรรลอุ รหนั ต์)
5. มงคลสูตร (เหตุใหไ้ ด้รับ ความสาเรจ็ มี 38 ขอ้ ปฏบิ ตั ิ)
6. รตนสตู ร (พระรัตนตรยั คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ)์
7. ติโรกฑุ ฑสตู ร (คร้ังเป็นมนษุ ย์ ทาอกศุ ลกรรม จงึ เกดิ เปน็ เปรต
8. นิธกิ ณั ฑสูตร (วา่ ด้วยการฝังขมุ ทรัพย์ 4 ชนิด เชน่ ทรัพย์ถาวร
9.เมตตสูตร (การแผ่เมตตา ให้ตนเอง และ ให้สรรพสตั ว์ทงั้ ปวง)
อรรถกถาวิเคราะห์ หมายถึง การวิเคราะห์ การแยกแยะเน้ือหาหลักธรรม ให้เห็นความแตกต่าง ความ
เหมือน ในการอธิบายพระไตรปิฎกบทน้ัน ๆ ผลการวเิ คราะห์ต้องสอดคล้อง ตรงกัน และคมั ภีร์อรรถกถา
และ ทาให้รู้ คาศัพท์ รู้ความหมาย รู้เนือ้ ความธรรม ในอรรถกถา ไดล้ กึ ซ้งึ มาก ย่งิ ขึ้น ตัวอย่าง เช่น
ขุททก แปลว่ ่า หัวขอ้ เลก็ นอ้ ย นิกาย แปลว่า หมวดหรือหมู่ของเนอื้ หาธรรม
ขุททกปาฐะ คือ บทสวด ๆ สน้ั ขทุ ทกนิกาย คอื หมวดพระธรรมอธิบายสั้น ๆ
ทฆี นกิ าย คอื อธบิ ายยาว มชั ฌมิ นิกาย คอื อธิบายเนอื้ หาไม่ยาวไมส่ ั้น
สงั ยตุ ตนกิ าย คอื รวบรวมเน้ือหาสาระ เรอื่ งราวตา่ งๆ ไวใ้ นหมวดธรรมเดียวกัน,
อังคุตตรนิกาย คอื รวบรวมตามจานวนหัวข้อธรรม ไวใ้ นหมวดเดยี วกนั เปน็ ตน้
38
3.1 วเิ คราะหอ์ รรถกถา ขุททกปาฐะ (อาการ 32) คกู่ ับ พระไตรปฎิ ก ขทุ ทกปาฐะ
(อาการ32 ) เล่ม 25
ตาราง 3.1
วิเคราะหอ์ รรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (อาการ 32)
คกู่ ับ พระไตรปฎิ ก ขทุ ทกปาฐะ (อาการ 32 ) เล่ม 25
อาการ 32 - การแผเ่ มตตา อาการ 32 - การแผ่เมตตา
บทสวดส้ันๆ ในอรรถกถา 12 บทสวดสน้ั ๆ ในพระไตรปฎิ ก 13
3.อาการ 32 เป็นหวั ขอ้ ที่ 3 3.อาการ 32 เปน็ หวั ขอ้ ที่ 3
ของขุททกปาฐะ (บทสวดส้ัน) ของขุททกปาฐะ (บทสวดสน้ั )
มี 9 บท คือ มี 9 บท คือ
1. สรณคมน์ (บวชดว้ ย) 1. สรณคมน์ (บวชด้วย)
2. 10 สกิ ขาบท (ศีล 10) 2. 10 สกิ ขาบท (ศีล 10)
3. อาการ 32 (สมาธ)ิ 3. อาการ 32
4. อรหันต์ 7 ขวบ (ปัญญา) 4. อรหนั ต์ 7 ขวบ
5. มงคล 38 5. มงคล 38
6. รตน 3 มีคา่ มากหาสงิ่ ใด 6. รตน 3 มีค่ามากหาสงิ่ ใด
เปรียบมไิ ด้ เปรยี บมิได้
7. เปรต รอสว่ นบญุ ญาตอิ ุทิศให้ 7. เปรตรอส่วนบญุ ญาติอทุ ิศให้
8. ฝังขมุ ทรัพย์ 4 ชนิด 9.แผเ่ มตตา 8. ฝังขมุ ทรพั ย์ 4 ชนิด 9.แผเ่ มตตา
12 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , อรรถกถาภาษาไทย พระสตุ ตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขทุ ทก
ปาฐะ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2556), หน้า บทนา
13 มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ,พระไตรปฎิ ก พระสตุ ตนั ตปิฎก ขุททกนิกาย
ขุททกปาฐะ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2539), หนา้ บทนา
39
3.1 ความหมายของอาการ 32 3.1ความหมายอาการ 32
หมายถึง การพิจารนาอาการ 32 เป็น หมายถึง การพิจารนาอาการ 32 เป็น
อารมณ์ คอื ผม ขน เล็บ ฟัน เป็นตน้ อารมณ์ คอื ผม ขน เล็บ ฟนั เปน็ ตน้
3.2 ทม่ี าของอาการ 32 3.2 ทม่ี าของอาการ 32
พจิ ารณาอาการ 32 พจิ ารณาอาการ 32
เปน็ อารมณ์ มจี ุดประสงค์คอื เปน็ อารมณ์ มจี ดุ ประสงค์คือ
ฝึกจติ ตง้ั มัน่ ในอารมณ์นน้ั ๆ ฝึกจติ ตงั้ ม่ันในอารมณน์ ั้น ๆ
เชน่ รู้ลมหายใจเข้าออก เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก
รอู้ ริ ยิ าบถ มสี มั ปชัญญะ รูอ้ ิรยิ าบถ มีสัมปชัญญะ
ในการเคลอื่ นทุกอยา่ ง เปน็ ตน้ ในการเคลอื่ นทุกอย่าง เปน็ ตน้
3.3 ข้นั ตอนการพจิ ารณาอาการ 32 3.3 ขน้ั ตอนการพจิ ารณาอาการ 32
ตัดความกังวล 10 ตดั ความกังวล 10
(ปลโิ พธ) เช่น การงาน ความเจบ็ ไข้ (ปลิโพธ) เช่น การงาน ความเจบ็ ไข้
ของตน การศึกษาเลา่ เรยี น เป็นต้น ของตน การศึกษาเล่าเรยี น เป็นตน้
ขัน้ ตอนที่ 1 ขนั้ ตอนที่ 1
ฝกึ ใช้สติ ทางวาจา ดงั นี้ ฝึกใชส้ ติ ทางวาจา ดงั น้ี
เกสา (ผม) ตโจ (หนงั ) จน เกสา (ผม) ตโจ (หนัง) จน
คล่องปาก ประมาณครึ่งเดอื น คลอ่ งปาก ประมาณคร่ึงเดอื น
ออกเสียงตามลาดับ เปน็ ตน้ ออกเสยี งตามลาดับ เป็นต้น
ขนั้ ตอนท่ี 2 ข้ันตอนที่ 2
การฝึกใชส้ ติ ทางใจ ดงั นี้ การฝกึ ใชส้ ติ ทางใจ ดงั นี้
กาหนดรู้ ลกั ษณะของสว่ นต่าง ๆ กาหนดรู้ ลักษณะของส่วนตา่ ง ๆ
ของร่างกาย มีวธิ เี หมอื นทางวาจา ของร่างกาย มีวิธีเหมอื นทางวาจา
ขน้ั ตอนท่ี 3 ขัน้ ตอนท่ี 3
กาหนดสีแต่ละส่วนวา่ มสี อี ย่างไร กาหนดสแี ตล่ ะสว่ นว่ามสี อี ยา่ งไร
40
ข้นั ตอนที่ 4 ข้ันตอนท่ี 4
กาหนดแต่ละสว่ นว่ามสี ันฐานอย่างไร กาหนดแตล่ ะสว่ นวา่ มสี ันฐานอย่างไร
ขั้นตอนท่ี 5 ขน้ั ตอนท่ี 5
กาหนดทิศทต่ี ง้ั แตล่ ะ กาหนดทิศทีต่ ัง้ แตล่ ะ
ส่วนว่ามที ศิ ทตี่ ัง้ อยา่ งไร ส่วนว่ามที ศิ ท่ีตั้งอยา่ งไร
ข้ันตอนท่ี 6 ขั้นตอนที่ 6
กาหนดจุดทตี่ งั้ แตล่ ะสว่ นว่า กาหนดจดุ ที่ต้งั แต่ละส่วนว่า
มจี ุดทต่ี ง้ั อย่างไร มจี ดุ ท่ีต้ังอย่างไร
ขั้นตอนที่ 7 ขัน้ ตอนท่ี 7
กาหนดเปรยี บเทียบความเหมือน กาหนดเปรยี บเทียบความเหมือน
และแตกต่าง ระหว่างอาการ 32 และแตกต่าง ระหวา่ งอาการ 32
ดว้ ยกนั อาจใชเ้ วลา 6 เดอื น ดว้ ยกนั อาจใช้เวลา 6 เดือน
สาหรบั ผู้มปี ญั ญาปานกลาง สาหรบั ผมู้ ปี ญั ญาปานกลาง
แต่ผมู้ ีปัญญาน้อย อาจใช้เวลา แต่ผ้มู ปี ัญญาน้อย อาจใช้เวลา
ตลอดชวี ติ ตลอดชีวติ
ส่วนผู้มปี ญั ญาแก่กล้า ส่วนผูม้ ีปัญญาแกก่ ลา้
เฉียบแหลม สามารถภาวนา เฉยี บแหลมสามารถภาวนา
ใหส้ าเรจ็ ได้โดยใช้เวลาไม่ นานนัก ใหส้ าเร็จไดโ้ ดยใชเ้ วลาไม่ นานนกั
3.4 ประโยชนก์ ารเจรญิ อาการ 32 คอื 3.4 ประโยชนก์ ารเจริญอาการ 32 คือ
1. เกดิ ญาณพรอ้ มความกลวั บาป 1. เกิดญาณพรอ้ มความกลัวบาป
2. ประโยชน์อนั ยงิ่ ใหญ่ คือ ได้สติ 2. ประโยชน์อนั ยงิ่ ใหญ่ คือ ได้สติ
สัมปชญั ญะ เปน็ ตน้ สัมปชญั ญะ เป็นต้น
41
3.5 เหตุผลที่จัดลาดบั ตอ่ จาก 3.5 เหตผุ ลทจี่ ดั ลาดบั ตอ่ จาก
ศลี 10 เนอ่ื งไตรสิกขาคือ ศลี 10 เนื่องไตรสกิ ขาคอื
ศีล สมาธิ ปัญญา ศลี สมาธิ ปัญญา
ตา่ งเปน็ พื้นฐานของกนั และกนั ต่างเปน็ พ้ืนฐานของกันและกนั
เมือ่ ทสสกิ ขาบทจดั เปน็ ศลี เมอื่ ทสสิกขาบทจัดเปน็ ศีล
อาการ 32 จดั เป็นสมาธิ อาการ 32 จดั เปน็ สมาธิ
จงึ ถูกจัดไวเ้ ป็นลาดับตอ่ จงึ ถูกจดั ไวเ้ ป็นลาดบั ต่อ
จากศลี 10 จากศีล10
ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสงั เกต ผลการวิเคราะห์จากการสงั เกต
เปรยี บเทียบการอธิบายอรรถกถากับการ เปรยี บเทยี บการอธิบายอรรถกถากับการ
อธิบายพระไตรปฎิ กเหมือนกัน อธิบายพระไตรปิฎกเหมือนกัน
ทุกประการ ทกุ ประการ
3.2 วิเคราะหเ์ นื้อหาอรรถกถาขุททกปาฐะ (7 ขวบ บรรลุอรหนั ต์) คู่กับ พระไตรปฎิ ก
ขทุ ทกปาฐะ (บทสวดสัน้ )
ตาราง 3.2
วิเคราะห์เนอื้ หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (7 ขวบบรรลอุ รหนั ต)์ ค่กู บั พระไตรปิฎกขทุ ทกปาฐะ (บทสวดสัน้ )
เล่ม 25
อรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ เล่ม 25
(ปญั ญาสามเณรเกิด 7 ขวบ.บรรลุ-อรหนั ต)์ (ปัญญาสามเณรเกิด 7 ขวบ.บรรลุ-อรหนั ต์)
4. สามเณรปัญหา 7 ขวบ บรรลุอรหันต 4. สามเณรปญั หา 7 ขวบ บรรลุอรหนั ต์
4.1 ความหมาย สาเณรปัญหา 4.1 ความหมาย สาเณรปญั หา
42
สามเณรปัญหา หมายถึง สามเณร สามเณรปญั หา หมายถงึ สามเณร
ผู้ตอบคาถาม ถงึ สภาวธรรมล้วน ๆ ผตู้ อบคาถาม ถึงสภาวธรรมล้วน
4.2 ท่ีมาของเรอ่ื ง พระโสปากเถระ 4.2 ท่ีมาของเร่อื ง พระโสปากเถระ
เปน็ พระเถระทมี่ อี ายุน้อยเปน็ เป็นพระเถระทม่ี ีอายนุ อ้ ยเป็น
ภิกษุพิเศษในพระพทุ ธศาสนา ภิกษพุ เิ ศษในพระพทุ ธศาสนา
เพราะทา่ นได้บรรลอุ รหนั ต์ เพราะท่านได้บรรลอุ รหนั ต์
ในขณะยงั เป็นสามเณร อายเุ พียง ในขณะยังเปน็ สามเณร อายเุ พยี ง
7 ขวบ และไดร้ ับการอปุ สมบท 7 ขวบ และได้รบั การอุปสมบท
ดว้ ยวิธี พเิ ศษ คือ การตอบ ดว้ ยวธิ ี พเิ ศษ คอื การตอบ
ปญั หาของพระพุทธองค์ 10 ขอ้ ปัญหาของพระพุทธองค์ 10 ขอ้
ทา่ นสามารถตอบได้อย่าง ครบถ้วน ท่านสามารถตอบได้อยา่ ง ครบถว้ น
การอุปสมบท จึงสาเรจ็ แก่ท่าน การอปุ สมบท จงึ สาเรจ็ แก่ทา่ น
ดว้ ยการตอบปญั หา ดว้ ยการตอบปญั หา
เหตทุ ่มี าแห่งเรอ่ื งสามเณรปัญหา เหตทุ ีม่ าแห่งเรือ่ งสามเณรปัญหา
4.3. สาระสาคัญของสามเณรปญั หา 4.3. สาระสาคัญของสามเณรปญั หา
คาตอบปญั หา 10 ข้อ เป็นคาตอบ คาตอบปัญหา 10 ขอ้ เป็นคาตอบ
ทแ่ี สดงภมู ปิ ญั ญาของพระอรหันต์ที่ ทแ่ี สดงภมู ปิ ญั ญาของพระอรหันต์ท่ี
เห็นได้ชัดเจนที่สุด คอื เหน็ ไดช้ ดั เจนที่สดุ คือ
แสดงองค์คุณของอรหันต์ โดยตรง แสดงองคค์ ณุ ของอรหนั ต์ โดยตรง
มี 10 ประการคือ อริยมรรค มี 10 ประการคอื อรยิ มรรค
มอี งค์ 8 มีสัมมาทิฎฐิ เป็นตน้ มีองค์ 8 มสี มั มาทฎิ ฐิ เป็นต้น
ข้อ 9.สัมมาญานะ 9.สัมมาญานะ
ข้อ 10. สัมมาวิมตุ ติ 10. สมั มาวมิ ตุ ติ
สามเณรตอบถึง สภาวธรรมล้วน ๆ สามเณรตอบถงึ สภาวธรรมลว้ น ๆ
พระพทุ ธองคท์ รงทราบดีวา่ พระพุทธองคท์ รงทราบดีว่า
ทา่ นเปน็ อรหนั ตอ์ งค์หน่ึง ท่านเปน็ อรหนั ต์องค์หนงึ่
43
4.4 เหตผุ ลท่จี ดั สามเณรปญั หาไว้ 4.4 เหตุผลท่ีจัดสามเณรปญั หาไว้
เป็นอันดบั ตอ่ จากอาการ 32 เปน็ อันดบั ต่อจากอาการ 32
คอื 10 สกิ ขาบท จดั เป็นศีล คอื 10 สกิ ขาบท จดั เปน็ ศลี
อาการ 32 จัดเปน็ สมาธิภาวนา อาการ 32 จดั เปน็ สมาธิภาวนา
การตอบปัญหาของสามเณร การตอบปัญหาของสามเณร
จึงจดั เป็นปัญญา จึงจัดเป็นปญั ญา
ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสังเกต ผลการวิเคราะห์จากการสังเกต
การอธิบายอรรถกถากบั การอธิบายอรรถกถากบั
การอธบิ ายพระไตรปฎิ กอา่ นเข้าใจ การอธิบายพระไตรปฎิ กอ่านเขา้ ใจ
ได้งา่ ยเหมอื นกันทกุ ประการ ไดง้ ่ายเหมอื นกนั ทกุ ประการ
3.3 วิเคราะห์เน้อื หาอรรถกถาขทุ ทกปาฐะ (มงคล 38) คูก่ บั พระไตรปฎิ กขุททกปาฐะ
ตาราง 3.3
วิเคราะห์เนอ้ื หาอรรถกถาขุททกปาฐะ (มงคล 38 ) คกู่ ับ พระไตรปฎิ กขทุ ทกปาฐะ เลม่ 25
อรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (มงคล 38 ) พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ (มงคล38) เลม่ 25
5.มงคลสูตร 5.มงคลสตู ร
5.1 ความหมายของมงคลสตู ร 5.1 ความหมายของมงคลสตู ร
มงคล หมายถงึ เหตทุ ่ไี ดร้ ับ มงคล หมายถึง เหตุท่ีไดร้ บั
ความสาเรจ็ ความเจรญิ ความสาเร็จ ความเจริญ
สิ่งทชี่ ้ีประโยชน์ ผลติ ประโยชน์ สิ่งทีช่ ้ีประโยชน์ ผลติ ประโยชน์
44
อุปมาดจุ เสน้ ด้าย รอ้ ยประโยชน์ อุปมาดุจเสน้ ด้าย ร้อยประโยชน์
มิให้กระจาย มิใหจ้ ติ ฟุ้งซา่ น มใิ หก้ ระจาย มใิ ห้จติ ฟุ้งซา่ น
5.2.ที่มาของมงคลสูตร 5.2.ทีม่ าของมงคลสูตร
ครนั้ เมอื่ สังคายนาครง้ั ที่ 1 ครั้นเม่ือสังคายนาครง้ั ที่ 1
ทา่ นพระอานนท์ เล่าวา่ ทา่ นพระอานนท์ เล่าวา่
มงคลน้เี กดิ ข้ึนดว้ ยอานาจ มงคลนี้เกดิ ขนึ้ ดว้ ยอานาจ
คาถามของเทวดาองค์หนึ่ง คาถามของเทวดาองค์หนึ่ง
มาทูลถามพระองคถ์ งึ เรอ่ื งมงคล มาทลู ถามพระองค์ถึงเรอ่ื งมงคล
ในหมูเ่ กดิ ความขัดแยง้ โต้เถียงกัน ในหมเู่ กิดความขัดแยง้ โตเ้ ถียงกนั
ตกลงกนั ไมไ่ ด้ พระองคจ์ ึงไดต้ รัส ตกลงกนั ไม่ได้ พระองคจ์ งึ ไดต้ รสั
ตอบเรือ่ ง เรื่องมงคล 38 ตอบเรอ่ื ง เรอ่ื งมงคล 38
คนื นัน้ ผา่ นไปพระองคไ์ ด้ทรง คืนน้นั ผ่านไปพระองค์ได้ทรง
แสดงเรอื่ งมงคลนีแ้ กท่ ่าน แสดงเร่ืองมงคลนีแ้ กท่ า่ น
พระอานนทเ์ ถระ พระอานนท์เถระ
ซา้ อีกคร้ังหนึ่ง ซ้าอกี ครง้ั หน่ึง
5.3 สาระสาคญั แหง่ มงคลสตู ร 5.3 สาระสาคญั แหง่ มงคลสตู ร
เทวดาและมนุษย์ ผปู้ รารถนาสุข เทวดาและมนุษย์ ผูป้ รารถนาสขุ
ในโลกน้ี โลกหนา้ ให้ละ ในโลกน้ี โลกหน้า ให้ละ
การคบคนพาล ให้คบบัณฑิต เป็นตน้ การคบคนพาล ใหค้ บบณั ฑิต เปน็ ต้น
5.4.เหตุที่จดั มงคลสตู รไว้เป็น 5.4.เหตุท่จี ัดมงคลสตู รไวเ้ ปน็
อันดับจากสามเณรปญั หาเพราะ อันดบั จากสามเณรปญั หาเพราะ
45
มีเนื้อหาสาระครอบคลุมถงึ มงคล มีเนื้อหาสาระครอบคลุมถึงมงคล
ทงั้ หมด คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทง้ั หมด คอื ศีล สมาธิ ปัญญา
แม้ สรณคมน์ ทสสกิ ขาบท แม้ สรณคมน์ ทสสิกขาบท
(ศลี 10) อาการ 32 เรอ่ื งสมาธแิ ละ (ศีล10) อาการ 32 เรอ่ื งสมาธิ และ
สามเณรปัญหากส็ งั เคราะห์ สามเณรปัญหากส็ ังเคราะห์
จดั รวมลงมงคล 38 น้ี ด้วย จัดรวมลงมงคล 38 นี้ ดว้ ย
ดังนัน้ มงคลสูตร จงึ ถูกจัดไว้ ดังน้ัน มงคลสูตร จึงถกู จดั ไว้
เปน็ ลาดบั ต่อจากสามเณรปัญหา เป็นลาดับตอ่ จากสามเณรปญั หา
ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสังเกต ผลการวิเคราะหจ์ ากการสังเกต
การอธบิ ายอรรถกถา อ่านคอ่ น การอธบิ ายอรรถกถา อา่ นคอ่ น
ขา้ งเขา้ ใจยากเกยี่ วกบั ความเป็นมา ข้างเข้าใจยากเกีย่ วกับความเปน็ มา
ส่วนข้ออ่ืนอา่ นเขา้ ใจง่าย ส่วนข้ออื่นอา่ นเขา้ ใจงา่ ย เชน่ กนั
3.4 วิเคราะหเ์ น้ือหาอรรถกถาขุททกปาฐะ (รตนสตู ร ) คู่กับ พระไตรปฎิ กขทุ ทกปาฐะ
ตาราง 3.4
วิเคราะห์เนือ้ หาอรรถกถาขุททกปาฐะ (รตนสูตร ) คู่กับพระไตรปฎิ กขุททกปาฐะ เลม่ 25
อรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (รตนสูตร) พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ (รตนสูตร) เล่ม 25
6. รตนสตู ร หรอื พระรตั นตรัย 6. รตนสูตร หรือ พระรตั นตรัย
6.1 ความหมายของคาวา่ รตน 6.1 ความหมายของคาว่า รตน
รตน หมายถงึ เน้อื หาทม่ี ีคุณค่า รตน หมายถงึ เน้ือหาท่ีมีคุณค่า
มากท่สี ดุ หาสงิ่ ใดเปรียบเทียบ มิได้ มากท่สี ดุ หาสง่ิ ใดเปรยี บเทยี บ มไิ ด้
46
6.2 ท่มี าของ รตนสตู ร 6.2 ท่มี าของ รตนสตู ร
เนื่องจากเกดิ ภยั โรคระบาดหนัก เนือ่ งจากเกิดภยั โรคระบาดหนกั
ท่วั ในเมืองกรงุ เวสาลี ประเทศอนิ เดยี ท่วั ในเมืองกรุงเวสาลี ประเทศอนิ เดยี
ในยุคพุทธกาล พระพุทธองค์จึง ในยุคพุทธกาล พระพุทธองค์จงึ
ตรัสสตู รนใี้ หแ้ ก่พระอนนท์เถระ ตรัสสูตรนใ้ี ห้แก่พระอนนทเ์ ถระ
ให้สวด รตนสูตร พร้อมทง้ั ประพรมน้า ใหส้ วด รตนสตู ร พร้อมท้ังประพรมน้า
พระพุทธมนต์ไปทว่ั ท้ังกรงุ เวสาลี เป็น พระพุทธมนต์ไปท่วั ท้งั กรงุ เวสาลี เป็น
เหตุทาใหโ้ รคระบาดหายหมดส้นิ เหตทุ าใหโ้ รคระบาดหายหมดสิ้น
6.3.สาระสาคัญของรตนะสูตร 6.3.สาระสาคญั ของรตนะสูตร
สาระสาคญั ของรตนะสูตร ซึ่ง สาระสาคัญของรตนะสูตร ซ่งึ
เป็นสตู รสูงสุดประเสริฐสุด เป็นสตู รสูงสุดประเสรฐิ สุด
พระพุทธเปน็ ผกู้ อ่ เกดิ พระรัตนตรยั พระพทุ ธเป็นผกู้ อ่ เกดิ พระรตั นตรัย
พระธรรม ทาใหส้ น้ิ สดุ กเิ ลส พระธรรม ทาให้สน้ิ สดุ กเิ ลส
พระสงฆ์ ผู้รู้แจง้ ธรรม นาชาวพุทธ พระสงฆ์ ผู้ร้แู จ้งธรรม นาชาวพุทธ
ใหร้ ูค้ ณุ คา่ พระรตั นตรัย โดยตรง ใหร้ คู้ ณุ ค่าพระรตั นตรยั โดยตรง
มงุ่ สรา้ งแตป่ ระโยชน์สขุ ทั้งแกต่ น มุ่งสร้างแตป่ ระโยชน์สุขทงั้ แกต่ น
และ สว่ นรวมอย่างเดด็ เดีย่ ว และ ส่วนรวมอย่างเดด็ เด่ียว
มคี วามสขุ สวสั ดตี ลอดกาลนาน มคี วามสขุ สวัสดีตลอดกาลนาน
ผลการวิเคราะหจ์ ากการสังเกต ผลการวเิ คราะหจ์ ากการสงั เกต
การอธิบายอรรถกถากับการอธิบาย การอธิบายอรรถกถากับการอธิบาย
พระไตรปฎิ กอ่านเขา้ ใจง่าย เชน่ กนั พระไตรปิฎกอ่านเข้าใจง่าย เช่นกนั
47
3.5 วิเคราะหเ์ น้อื หาอรรถกถาขุททกปาฐะ (เปรตรอบุญอทุ ิศให้ ) คกู่ ับ พระไตรปิฎก
ขทุ ทกปาฐะ (บทสวดส้นั )
ตาราง 3.5
วเิ คราะหเ์ น้อื หาอรรถกถาขุททกปาฐะ (เปรตรอบุญอุทิศให้) ค่กู บั พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ เลม่ 25
อรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (เปรต รอบญุ อุทศิ ให)้ พระไตรปิฎก ขุททกปาฐะ(เปรต รอบญุ อุทศิ ให้)
7.ตโิ รกฑุ ฑสตู ร เปรต รอบญุ อทุ ิศให้ 7.ติโรกุฑฑสตู ร เปรต รอบุญอุทิศให้
7.1ความหมาย เปรตรอบญุ อุทศิ ให้ 7.1ความหมาย เปรตรอบญุ อุทศิ ให้
เปรตหมายถงึ ญาติท้งั หลายทลี่ ่วงลบั เปรตหมายถงึ ญาติทงั้ หลายท่ลี ว่ งลับ
ไปจากโลก รอรบั ส่วนบญุ ท่ีญาติ ไปจากโลก รอรับส่วนบุญที่ญาติ
ทาอทุ ิศให้ เมื่อคร้งั เป็นมนุษย์ทา ทาอทุ ิศให้ เมื่อครงั้ เป็นมนษุ ย์ทา
อกศุ ลกรรมไว้ อกศุ ลกรรมไว้
7,2.ทีม่ าสตู รน้ี พระพุทธองค์ตรสั 7,2.ทม่ี าสูตรนี้ พระพทุ ธองค์ตรสั
โปรดพระเจา้ พมิ พสิ ารที่กรงุ ราชคฤห์ โปรดพระเจา้ พมิ พสิ ารที่กรงุ ราชคฤห์
มาแสดงอาการนา่ สะพรงึ แก่พระองค์ มาแสดงอาการนา่ สะพรงึ แก่พระองค์
ในคนื น้นั กลวั ท่านจึงเสดจ็ ไปถาม ในคนื นัน้ กลัว จึงเสดจ็ ไปถาม
พระพุทธองค์ เป็นเหตุแสดงสูตรนี้ พระพทุ ธองค์ เปน็ เหตุแสดงสูตรน้ี
48
7.3. สาระสาคัญของเปรต รอบุญ 7.3. สาระสาคัญของเปรต รอบุญ
อุทศิ ให้ สูตรนี้ รวมเป็นประเด็น อทุ ศิ ให้ สูตรน้ี รวมเปน็ ประเด็น
คณุ ค่า ไดด้ ังน้ี คณุ คา่ ไดด้ ังน้ี
1.ไดค้ ุณค่าแสดงความกตัญญูกตเวที 1.ตอ้ งการแสดงความกตัญญูกตเวที
แก่ผมู้ อี ุปาการะ อุทศิ สว่ นบุญ ไปให้ แก่ผมู้ อี ุปาการะ อุทศิ สว่ นบญุ ไปให้
2. พระองคท์ รงใชส้ ่ังสอนใหบ้ ุคคล 2. พระองค์ทรงใชส้ งั่ สอนให้บุคคล
บริจาคทานเพื่อประโยชนส์ ว่ นรวม บริจาคทานเพ่ือประโยชน์ส่วนรวม
และ เพื่อสั่งสมบญุ ไว้ในภายหนา้ และ เพื่อส่งั สมบุญไว้ในภายหน้า
เป็นตน้ เป็นต้น
ผลการวเิ คราะห์จากการสงั เกต ผลการวิเคราะห์จากการสงั เกต
การอธบิ ายอรรถกถากับการอธิบาย การอธบิ ายอรรถกถากับการอธบิ าย
ในพระไตรปิฎกอา่ นเขา้ ใจง่าย เช่นกนั ในพระไตรปิฎกอา่ นเขา้ ใจงา่ ย เช่นกัน
3.6 วิเคราะห์เน้อื หาอรรถกถาขุททกปาฐะ (สตู รฝงั 4 ขุมทรพั ย์ ) ค่กู บั พระไตรปฎิ ก
ขทุ ทกปาฐะ (บทสวดส้นั )
ตาราง 3.6
วิเคราะห์เน้อื หาอรรถกถาขุททกปาฐะ ( สตู รฝัง4 ขุมทรัพย์ ) คู่กบั พระไตรปฎิ กขทุ ทกปาฐะ เล่ม 25
อรรถกถา ขทุ ทกปาฐะ (สตู รฝัง 4 ขมุ ทรัพย์) พระไตรปฎิ ก ขุททกปาฐะ(สตู รฝัง 4 ขุมทรัพย์)
8. นธิ ิกณั ฑฑสูตร 8. นิธิกณั ฑฑสตู ร
49
8.1 ความหมาย นธิ ิกณั ฑฑสูตร 8.1 ความหมาย นิธกิ ัณฑฑสูตร
นธิ ิกณั ฑฑสตู ร หมายถงึ นธิ ิกัณฑฑสตู ร หมายถึง
สตู รท่ีว่าดว้ ย การฝงั ขมุ ทรัพย์ 4 ชนดิ สูตรทวี่ า่ ด้วย การฝัง ขมุ ทรัพย์ 4 ชนิด
1.ขมุ ทรพั ย์ถาวร เชน่ ท่ีดนิ สิง่ ปลูก 1.ขุมทรัพย์ถาวร เชน่ ท่ดี ิน สิ่งปลูก
สร้าง ท่ไี ร่ ท่นี า เป็นตน้ สร้าง ทีไ่ ร่ ทน่ี า เป็นต้น
2. ขุมทรัพย์ท่ีเคลื่อนทไ่ี ด้ เชน่ 2. ขุมทรัพย์ทเี่ คล่ือนท่ไี ด้ เช่น
ชา้ ง มา้ เป็นต้น ช้าง ม้า เปน็ ต้น
3. ขุมทรพั ย์ติดตวั เช่น วิชาความรู้ 3. ขมุ ทรัพย์ติดตวั เชน่ วิชาความรู้
เป็นตน้ เปน็ ตน้
4. ขมุ ทรัพย์คือ บญุ ทเี่ กิดจากอริยมรรค 4. ขุมทรพั ย์คือ บญุ ท่เี กิดจากอรยิ มรรค
องค์ 8 (ศลี สมาธิ ปญั ญา) เป็นตน้ องค์ 8 (ศลี สมาธิ ปัญญา) เป็นตน้
2. ทมี่ าของสูตรนี้ 2. ทมี่ าของสตู รน้ี
ทม่ี าของสตู รนี้ มีอุบาสกคนหนึ่ง ทม่ี าของสูตรน้ี มีอบุ าสกคนหนึ่ง
ผมู้ ่ังคั่ง มศี รัทธาตอ่ อรยิ มรรคองค์ 8 ผู้ม่งั คง่ั มีศรัทธาตอ่ อรยิ มรรคองค์ 8
วันหนึ่ง ในขณะน้ันมพี ระราชา วันหนง่ึ ในขณะน้ันมพี ระราชา
ผปู้ รารถนาทรัพย์ของอุบาสก ผปู้ รารถนาทรพั ย์ของอบุ าสก
ทรงมคี าส่งั ให้เขาเข้าเฝา้ เขาบอกวา่ ทรงมคี าสั่งใหเ้ ขาเขา้ เฝา้ เขาบอกวา่
ฉันกาลงั ฝงั ขุมทรัพย์อยู่ เชญิ ท่าน ฉันกาลงั ฝังขุมทรัพย์อยู่ เชญิ ท่าน
กลบั ไปก่อน ประเดย่ี วฉนั จะตาม กลับไปก่อน ประเดีย่ วฉัน จะตาม
ไปทีหลัง เป็นเหตไุ ดต้ รัสเรอ่ื งสตู รนี้ ไปทหี ลงั เป็นเหตไุ ด้ตรัสเรือ่ งสตู รนี้
3. สาระสาคญั ของสูตรนี้ มสี าระ 3. สาระสาคัญของสูตรนี้ มสี าระ
50
สาคญั คอื เพอื่ เปรียบเทียบทรพั ย์ สาคญั คอื เพื่อเปรียบเทยี บทรัพย์
ภายใน มีความปลอดภยั มัน่ คง ภายใน มคี วามปลอดภยั ม่ันคง
กว่ากนั ทรัพย์ภายนอก เปน็ ต้น กวา่ กนั ทรัพย์ภายนอก เปน็ ต้น
ผลการวิเคราะหจ์ ากการสังเกตการ ผลการวิเคราะหจ์ ากการสังเกตการ
อธิบายอรรถกถากบั การอธิบายใน อธิบายอรรถกถากับการอธบิ ายใน
พระไตรปฎิ กอ่านเขา้ ใจงา่ ย เช่นกัน พระไตรปฎิ กอา่ นเข้าใจงา่ ย เช่นกนั
3.7 วเิ คราะหเ์ นื้อหาอรรถกถา ขุททกปาฐะ (แผ่เมตตาใหต้ นเองและสรรพสัตว์)
คู่กับ พระไตรปิฎก ขทุ ทกปาฐะ เลม่ 25
ตาราง 3.7
ตาราง 3.7 วเิ คราะห์เนื้อหาอรรถกถา (การแผ่เมตตา) คู่กบั พระไตรปิฎก ขุททกปาฐะ เลม่ 25
อรรถกถา (แผเ่ มตตาให้ตนเองและสรรพสตั ว)์ พระไตรปฎิ ก (แผเ่ มตตาให้ตนเองและสรรพสตั ว)์
9. การแผ่เมตตา 9. การแผ่เมตตา
9.1 ความหมายการแผ่เมตตา 9.1 ความหมายการแผ่เมตตา
การแผเ่ มตตา หมายถงึ การแผเ่ มตตา หมายถึง
เมตตาภาวนา การแผจ่ ติ เมตตาภาวนา การแผ่จิต
ทีเ่ กอ้ื กูล ปรารถนาดี ทเี่ กอ้ื กูล ปรารถนาดี
ไปยงั ตนเอง และสรรพสตั ว์ ไปยงั ตนเอง และสรรพสตั ว์
9.2. ทีม่ าของเมตตาสตู ร 9.2. ที่มาของเมตตาสตู ร