TIGRIS&EUPHRATESMesopotamia 3,500B.C.
The world's first civilization
สารบัญ
01
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
02
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
03
ปัจจัยที่ทำให้เกิดเมโสโปเตเมีย
05
ระบบการเมืองของเมโสโปเตเมีย
07
ชนชาติที่สร้างอารยธรรม
15
ภาษาและวรรณกรรม
16
ศาสนาและความเชื่อ
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย คำว่า "เมโสโปเตเมีย " ในภาษากรีก แปลว่า
"ระหว่างแม่น้ำ" (land between the rivers) ซึ่งดินแดนเมโสโปเตเมีย ตั้งอยู่ใน
บริเวณลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส มีอีกชื่อเรียกว่า "ดินแดนรูปรพระจันทร์เสี้ยว
อันอุดมสมบูรณ์" ซึ่งมีลักษณะดินแดนเป็นรูปครึ่งวงกลมผืนใหญ่ ที่ทอดโค้งจากฝั่ง
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย ครอบคลุมดินแดนบางส่วนในประเทศอิรักและ
ซีเรียในปัจจุบัน ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมเก่าแก่แห่งแรก เมื่อราว 3,500
ปี ก่อนคริสตกาล
เมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็น
น้ำจากแม่น้ำ ที่มาจากหิมะละลายในฤดูร้อน บนเทือกเขาในอาร์เมเนีย
น้ำจะพัดพาเอาโคลนตม ตะกอนมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดิน
อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำในแม่น้ำอันเกิดจาก
หิมะละลายไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งก็สร้างความเสียหายแก่
บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สินและชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลดีใน
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ 01
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
เมโสโปเตเมียเป็นอู่อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสมัยโบราณ โดยตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ
แม่น้ำไทกริส (Tigris) และแม่น้ำยูเฟรทีส (Euphrates) ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศอิรัก แม่น้ำทั้ง 2 สายมีต้นน้ำอยู่
ในอาร์เมเนียและเอเชียไมเนอร์มาบรรจบกันเป็นแม่น้ำชัตต์อัลอาหรับแล้วไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย
บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีสตอนล่างเรียกว่าบาบิโลเนีย (Babylonia) เป็นเขตซึ่งอยู่ติดกับอ่าว
เปอร์เซีย มีชื่อ เรียกในสมัยหนึ่งว่าชีนา (Shina) เกิดจากการทับถมของดินที่แม่น้ำพัดพามา กล่าวคือ ในฤดูร้อน
หิมะบนภูเขาในอาร์เมเนียละลาย ไหลบ่าลงมาทางใต้พัดพาเอาโคลนตมมาทับถมไว้ยังบริเวณปากน้ำ ทำให้พื้นดินตรง
ปากแม่น้ำงอกออกทุกปี โดยเฉลี่ยแล้ว ประมาณ 1 ไมล์ครึ่งทุก ๆ ศตวรรษ (ประมาณปีละ 29 นิ้วครึ่ง)
ทิศเหนือ ติดกับ ทะเลดำและทะสาบแคสเปียน
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับ คาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย
ทิศตะวันตก ติดกับ ที่ราบซีเรียและปาเลสไตน์
ทิศตะวันออก ติดกับ ที่ราบสูงอิหร่าน
เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย มีความอุดมสมบูรณ์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่ง
ค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าอัสซีเรีย(Assyria)บริเวณทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ เมื่อ
ชาติใดมี อำนาจก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ไม่มีแห่งหนตำบลใดจะ
มีชาติพันธุ์ มนุษย์ผสมปนเปกันมากมายเหมือนที่นี่และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตกกับตะวันออกตลอดสมัย
ประวัติศาสตร์ ดังนั้น ประวัติเรื่องราวต่าง ๆ ของชนชาติเหล่านี้จึงค่อนข้างสับสน
02
ปัจจัยส่งเสริมให้เกิด
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
สภาพภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาของกลุ่มชน เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
สภาพภูมิศาสตร์ของดินแดนเมโสโปเตเมีย
ลักษณะที่ตั้งของดินแดนเมโสโปเตเมียและบริเวณใกล้เคียง ม
ีภูมิอากาศร้อน
แห้งแล้งและมีปริมาณน้ำฝนน้อย อย่างไรก็ตาม บริเวณนี้ก็มีเขตที่อุดม
สมบูรณ์อยู่บ้างเรียกว่า “ดินแดนรูปดวงจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์”
ซึ่งรวมถึงดินแดนเมโสโปเตเมียและบริเวณฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือเขต
ประเทศซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์และอิสรเอลในปัจจุบัน ดินแดนเมโสโปเต
เมียได้รับความอุดมสมบูรณ์จากแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีสและน้ำจากหิมะ
ละลายบนเทือกเขาในเขตอาร์เมเนียทางตอนเหนือ ซึ่งพัดพาโคลนตมมา
ทับถมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ กลายเป็นปุ๋ยในการเพาะปลูก กลุ่มชนอื่นที่อยู่
ใกล้เคียงจึงพยายามขยายอำนาจเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ ขณะ
เดียวกันผู้ที่อยู่เดิมก็ต้องสร้างความมั่งคงและแข็งแกร่งเพื่อต่อต้านศัตรู
ที่มารุกรานจึงมีการสร้างกำแพงเมืองและคิดค้นอาวุธยุทโธปกรณ์ในการทำ
ศึกสงคราม เช่น อาวุธ รถม้าศึก
อนึ่ง ที่ตั้งของดินแดนเมโสโปเตเมียสามารถติดต่อกับดินแดนอื่นได้สะดวก
ทั้งทางด้านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย จึงมีการติดต่อค้าขาย
และแลกเปลี่ยนความเจริญกับดินแดนอื่นอยู่เสมอ ทำให้เกิดการผสมผสาน
และสืบทอดอารยธรรม
03
ภูมิปัญญาของกลุ่มชน
อารยธรรมเมโสโปเตเมียเกิดจากภูมิปัญญาของกลุ่มชนที่อาศัยในดินแดน
แห่งนี้ การคิดค้นและพัฒนาความเจริญเกิดจากความจำเป็นที่ต้องเอาชนะ
ธรรมชาติเพื่อ ความอยู่รอด การจัดระเบียบในสังคมและความต้องการ
ขยายอำนาจ
การเอาชนะธรรมชาติ แม้ว่าดินแดนเมโสโปเตเมียจะได้รับความอุดม
สมบูรณ์จากแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส แต่ก็มีน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ส่วน
บริเวณที่ห่างฝั่งแม่น้ำมักแห้งแล้ง ชาวสุเรียนจึงคิดค้นระบบชนประทาน
เป็นครั้งแรก ประกอบด้วยทำนบป้องกันน้ำท่วม คลองส่งน้ำ และอ่างเก็บ
น้ำ วิธีนี้ช่วยให้การเพาะปลูกได้ผลดี อนึ่ง ในเขตที่อยู่อาศัยของพวกสุเม
เรียนไม่มีวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรงคงทน เช่น หินชนิดต่างๆ ชาวสุเมเรียนจึง
คิดหาวิธีทำอิฐจากดินแดนและฟาง ซึ่งแม้จะมีน้ำหนักเบากว่าหินแต่ก็มี
ความทนทาน และใช้อิฐก่อสร้างสถานที่ต่างๆ รวมทั้งกำแพงเมือง
นอกจากนี้ยังใช้ดินเหนียวเป็นวัสดุสำคัญในการประดิษฐ์อักษรรูปลิ่มด้วย
การจัดระเบียบในสังคม เมื่อมีความเจริญเติบโตและมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น
การอยู่กันเป็นชุมชนจึงจำเป็นต้องมีระเบียบและกฎเกณฑ์ของสังคม ได้แก่
การแบ่งกลุ่มชนชั้นในสังคมเพื่อกำหนดหน้าที่และสถานะ การจัดเก็บภาษี
เพื่อนำรายได้ไปใช้พัฒนาความเจริญให้แก่ชุมชน การออกกฎหมายเพื่อ
เป็นเครื่องมือในการปกครอง เช่น ประมวลกฎหมาย
ของพระเจ้าฮัมมูราบีแห่งบาบิโลเนีย
ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นกฎหมายแม่บทของโลกตะวันตก
การขยายอำนาจ ความยิ่งใหญ่ของชนชาติที่ปกครองดินแดนเมโสโปเตเมีย
ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายอำนาจเพื่อรุกรานและครอบครองดินแดนอื่น
เช่น พวกแอสซีเรียนสามารถสถาปนาจักรวรรดิแอสซีเรียนที่เข้มแข็งได้
เพราะมีเทคโนโลยีทางการทหารที่ก้าวหน้าและน่าเกรงขาม โดยประดิษฐ์
คิดค้นอาวุธสงครามและเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งยุทธวิธีในการทำสงคราม
เช่น ดาบเหล็ก หอกยาว ธนู เครื่องกระทุ้งสำหรับทำลายกำแพงและประตู
เมือง รถศึก เสื้อเกราะ โล่ หมวกเหล็ก ฯลฯ ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้แพร่หลาย
04 ในทวีปยุโรป
ระบบการเมืองของเมโสโปเตเมีย
ชาวสุเมเรียนรวมตัวกันเป็นแว่นแคว้นแบบนครรัฐ มีเจ้าผู้ครองนคร
ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองและผู้นำทางศาสนา มีฐานะเสมือนเทพเจ้าประจำ
นคร ปกครองแบบนครรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ต่อมาเริ่มมีการแย่งชิงดิน
แดนและแหล่งน้ำระหว่างรัฐ จนในที่สุดถูกโจมตีจากพวกคาลเดียนที่มี
อำนาจจนสามารถตั้งอาณาจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงบาบิโลน ภาย
หลังจากนั้นก็มีพวกอื่นเข้ามาโจมตีอาณาจักรนี้ จนกระทั่งผู้นำเผ่าอมอ
ไรต์(เป็นสาขาหนึ่งของพวกเซมิติก) เข้ายึดอาณาจักรบาบิโลนพร้อม
ทั้งสถาปนาผู้นำขึ้นเป็นกษัตริย์
ชาวอมอไรต์มีกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าฮัมมูราบีเป็นผู้มีชื่อเสียงเนื่องจาก
ทรงขยายอำนาจและทำการปกครองอย่างมีระบบเห็นได้จากการที่ทรง
โปรดให้ประมวลกฎหมายของนครรัฐต่างๆ เป็นกฎหมายชื่อ “ประมวล
กฎหมายฮัมมูราบี” ซึ่งถือเป็นประมวลกฎหมายที่จารึกไว้เป็นลาย
ลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก บันทึกไว้ด้วยอักษรรูปลิ่ม ลักษณะกฎหมายมี
ความเข้มงวดกว่ากฎหมายเดิมของชาวสุเมเรียน ซึ่งลงโทษโดยเสียเงิน
ค่าปรับ แต่ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีเป็นการลงโทษโดยใช้หลัก “ตา
ต่อตา ฟันต่อฟัน”
05
พวกอัสซีเรียน (Assyrian) (เป็นสาขาหนึ่งของพวกสุเมเรียน)
เข้าปกครองอาณาจักรบาบิโลน จึงได้สืบทอดความเจริญและปรับปรุง
การปกครองโดยแบ่งอาณาจักรออกเป็นมณฑลต่างๆ มีข้าหลวงปกครอง
โดยขึ้นตรงต่อกษัตริย์
พวกฮิบรู (Hebrew) (เป็นสาขาหนึ่งของพวกเซเมติก) เดิมเป็นเผ่าเลี้ยงสัตว์
ร่อนเร่ ต่อมาพวกนี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในนครรัฐสุเมเรียน แต่ยังไม่สามารถตั้ง
อาณาจักรเป็นของตนเองจนกระทั่งพระเจ้าเดวิด
(ครองราชย์ประมาณ 470 – 430 ปี ก่อนพุทธศักราช) ได้ตั้ง
อาณาจักรอัคคัท (Akkad) ของฮิบรูได้สำเร็จ อาณาจักรฮิบรูมีความเจริญ
รุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าโซโลมอน (Solomon) (ครองราชย์ประมาณ 430 –
390 ปีก่อนพุทธศักราช) แล้วจึงสลายไปในเวลาต่อมา
พวกเปอร์เซียน (Persian) (เป็นสาขาหนึ่งของพวกอินโด-ยูโรเปียน)
ที่อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนเอเชียกลางเพื่อแสวงหาที่ดินอัน
อุดมสมบูรณ์ จนในที่สุดจึงตั้งถิ่นฐานบริเวณดินแดนดั้งแต่ทะเลสาบ
แคสเปียนจนถึงอ่าวเปอร์เซีย กษัตริย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พระเจ้าไซรัส
มหาราช (Cyrus the Great)
กษัตริย์เปอร์เซียองค์ต่อมาคือ พระเจ้าดาริอุสมหาราช (Darius
the Great) ทรงขยายอำนาจออกไปปกครองดินแดนรูปพระจันทร์
เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ ภายหลังรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. 143
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก เข้าโจมตีเมืองเปอร์ซีโปลิส
06ทำให้อิทธิพลกรีกแผ่เข้ามาในอาณาจักรเปอร์เซีย
ชนชาติที่สร้างอารยธรรม
อารยธรรม ในดินแดนเมโสโปเตเมียไม่ได้เกิดขึ้นโดยการสร้างสรรค์ของชนชาติใด
ชาติหนึ่ง โดยเฉพาะดังเช่นอารยธรรมอื่นหากแต่มีชนชาติต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา
ครอบครองและสร้างความเจริญ แล้วหล่อหลอมรวมเป็นอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
1. ชาวสุเมเรียน (Sumerian) เมื่อราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนอพยพเข้าตั้ง
ถิ่นฐานบริเวณดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) ปากแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส เรียกกันว่า ดินแดน
ซูเมอร์
ระยะเริ่มต้นชุมชนของชาวสุเมเรียนเป็นหมู่บ้านยุคหินใหม่ ต่อมาขยายตัวเป็นชุมชนวัด และ
จาก
ชุมชนวัดแต่ละแห่งได้พัฒนาขึ้นเป็นเมือง และเมืองที่สำคัญ ได้แก่ เมืองเออร์ (UI) เมือ
งอิเรค (Ereck
เมืองอิริดู (Eridu) เมืองลากาซ (Lagash) และเมืองนิปเปอร์ (Nippur ในแต่ละเมืองมีชุม
ชนเล็กๆ ที่รายล้อมเป็นบริวาร ทำให้มีลักษณะเป็นรัฐขนาดเล็ก เรียกกันว่า "นครรัฐ" (City
State) ซึ่งแต่ละนคร
รัฐปกครองโดยอิสระต่อกัน
ความเจริญทางอารยธรรมของสุเมเรียน
1.1 การประดิษฐ์ตัวอักษร อารยธรรมสุเมเรียนเป็นชนชาติแรกในดินแดนเมโสโปเตเมีย
ที่รู้จักการประดิษฐ์ตัวอักษรได้เมื่อ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช เริ่มแรกตัวอักษรของ
ชาวสุเมเรียนเป็นตัวอักษรภาพ ต่อมาได้มี การดัดแปลงคิดสัญลักษณ์ต่างๆ ใช้แทน
ภาพ ทำให้ง่ายต่อการบันทึกยิ่งขึ้น เครื่องหมายบางตัวใช้แทนเสียงในการผสมคำ มี
จำนวนมากกว่า 350 เครื่องหมาย หลักฐานตัวอักษรของชาวสุเมเรียนพบในแผ่นดิน
เผาตัวอักษรเขียนด้วยก้านอ้อในขณะที่ดินเหนียวยังอ่อนตัวแล้วนำไปตากแดดหรือเผา
ให้แห้ง ตัวอักษรจึงมีลักษณะคล้ายลิ่ม จึงเรียกว่า อักษรลิ่มหรือคูนิฟอร์ม
(Cuneiform) เนื่องจากคำว่า Cuneiform มาจากภาษาละติน ว่า Cuneus แปลว่า ลิ่ม
07
1.2 วรรณกรรม วิธีการเขียนตัวอักษรลิ่มไม่สะดวกต่อ
งานเขียนที่มีขนาดยาวๆ เพราะแผ่นดินเหนียวแผ่นหนึ่ง
บรรจุข้อความได้เพียงเล็กน้อย แต่ชาวสุเมเรียนมี
วรรณกรรมที่ท่องจำสืบต่อกันมา เช่น นิยาย กาพย์
กลอน ส่วนเรื่องสั้นมีจารึกไว้ในแผ่นดินเผา งานเขียนส่วน
ใหญ่เขียนโดยนักบวช จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ
ศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น โคลงสดุดีเทพเจ้า เพลงสวด
เป็นต้น วรรณกรรมที่มีชื่อเสียง คือ มหากาพย์กิลกาเมช
(Gilgamesh Epic) กล่าวถึง
การผจญภัยของกษัตริย์ของนครเออรุค ซึ่งสันนิษฐาน
ว่าคงมีอิทธิพลต่อพระคัมภีร์เก่าเล่มแรกๆ ของพวกฮิบรู
1.3 สถาปัตยกรรม การก่อสร้างของชาวสุเมเรียน ส่วน
ใหญ่มักทำด้วยอิฐ ซึ่งทำจากดินเหนียวที่ตากแห้ง เรียกว่า
sun-dried brick หรืออิฐตากแห้ง อิฐบางชนิดเป็นอิฐเผา
หรืออบให้แห้ง เรียกว่า baked - brick จะทนทานและ
ป้องกันความชื้นได้ดี กว่าอิฐตากแห้ง ใช้ในการก่อสร้างที่
ต้องการความมั่นคงถาวร เช่น กำแพงที่นครคิช ที่มีซาก
พระราชวัง ที่ก่อสร้างด้วยอิฐ สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง
ของชาวสุเมเรียน คือ ชิกกูแรต (Ziggurat) ซึ่งมีลักษณะ
คล้ายพีระมิดของอียิปต์ สร้างขึ้นบนฐานที่ยกสูงจากระดับ
พื้นดินมีบันไดทอดยาวขึ้นไป ข้างบนเป็นวิหารเทพเจ้า พบที่
นครเออร์ เป็นซิกกูแรตที่มีฐานยาว 200 ฟุต กว้าง 150
ฟุต สูง 70 ฟุต สันนิษฐานว่าอาจเป็น Tower of Babel
หรือเทาเวอร์
ออฟ บาเบิล ตามที่ปรากฎในพระคัมภีร์ของชาวฮิบรู
1.4 ปฏิทินและการชั่งตวงวัด ปฏิทินของชาวสุเมเรียนเป็นปฏิทินแบบจันทรคติ คือ เดือนหนึ่งมี 29 1/2 วัน ปีหนึ่งมี12
เดือน แต่ละเดือนแบ่งออกเป็น 4 สับดาห์ สัปดาห์หนึ่งมี 7-8 วัน ส่วนระบบการชั่ง ตวง วัด ของชาวสุเมเรียนแบ่งออก
เป็น ทาเลนท์ (talent) เชเคิล (shekel) และมีนา (mina) ดังนั้น 1 เชคเคิล เป็น 1 มีนา 60 มีนา เป็น 1 ทาเลนท์ (1 มีนา
ประมาณ 1 ปอนด์กว่า) เรียกว่าใช้ ระบบฐาน 60 ซึ่งมีอิทธิพลต่อการแบ่งเวลาในปัจจุบัน (คือ 60 วินาที เป็น 1 นาที 60
นาที เป็น 1 ชั่วโมง
08
2. ชาวอัคคาเดียน (Akkadians) ชนเผ่าอัคคาเดียน เป็นพวกเซมิติคเร่ร่อน
พวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนอัคคัตอยู่ทางตอนกลางของเมโสโปเตเมีย
เมื่อราว 2,571 ปีก่อนคริสตกาล อัคคาเดียนอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์
ซาร์กอน ทรงสามารถโค่นอำนาจของลูกัส ซักกิซซิ ผู้นำของชาวสุเมเรียน
แห่งนครรัฐอัมมาได้ และปกครองเมโสโปเตเมียแทนชาวสุเมเรียน กษัตริย์ซาร์กอน
ได้ทรงตั้งจักรวรรดิสุเมโร-อัคคาเดียน ถือว่าเป็นจักรวรรดิแรกในเมโสโปเตเมีย
และยังเป็นจักรวรรดิแรกของสังคมโลก มีเมืองหลวง
ของจักรวรรดิชื่อ อัคคัด (Agsde) อำนาจของจักรวรรดิอัคคาเดียนแผ่ขยายการ
ปกครองจากดินแดนเปอร์เชีย จนถึงชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
และเมื่อประมาณปี 2.1 13 ก่อนคริสตกาล อัคคาเดียนก็ถูกรุกราน โดยชนเผ่า
อนารยชน คือ พวกกูติ (Gut) ซึ่งเป็นชนเผ่าจากดินแดนเปอร์เชียเข้ามาในเมโสโป
เตเมีย โดยผ่านทางเทือกเขาซากรอส ปกครองเมโสโปเตเมีย ประมาณ 107 ปี
09
3. ชาวอะมอไรท์ (Amorites) เมื่อประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าอะมอไรท์
หรือพวกบาบิโลเนีย (Babylonians) เป็นพวกเซมิติคเร่ร่อนมาจากซีเรีย เข้ารุกรานดินแดนตะวันตก
ของอัคคัต ภายใต้การนำของพระเจ้าฮัมมูราบี กษัตรย์ลำดับที่ 6 ของชาวอะมอไรท์ ได้รวบรวม
ดินแดนชูเมอร์- อัคคัตเข้าไว้ด้วยกัน ก่อตั้งจักรวรรดิบาบิโลเนีย ครั้งที่ 1 ที่เมืองบาบิโลน ตั้งอยู่บน
ฝั่งแม่น้ำยูเฟตีส เป็นเมืองหลวงในสมัยของกษัตริย์ฮัมมูราบี และยังเป็นยุคทองของจักรวรรดิบาบิ
โลนอีกด้วย เพราะนอกจากจะทรงสามารถในการรบ และการปกครอง
เป็นผลให้จักรวรรดิแผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว กษัตริย์ฮัมมูราบี ได้ทรงปรับปรุงอารยธรรมสุเม
เรียนให้ดีขึ้นแต่ต่พอพระเจ้าฮัมมูราบีสิ้นพระชนม์ลง จักรวรรดิบาบิโลน ก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง เป็น
เพราะกษัตริย์ลำดับต่อมาไร้ความสามารถในการปกครอง และการรบ เป็นผลให้กลุ่มชนในปกครองขอ
งอะมอไรท์แยกตนเป็นอิสระเมื่อประมาณปี 1590 ก่อนคริสตกาล ถูกพวกฮิตไตท์ ชาตินักรบจากเอเชีย
ไมเนอร์ เข้ารุกรานยึดกรุงบาบิโลนแต่ไม่สำเร็จ การก่อกวนของพวกเฮอเรีย แห่งอาณาจักรมิทานมิ
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีส และยังมีพวกคัสไซด์ ชนเผ่าอนารยชนจากเทือกเขาใกล้ดิน
แดนเปอร์เซียตะวันตก เข้ารุกรานและโค่นอำนาจของพวกอะมอไรท์ได้สำเร็จ
ความเจริญทางอารยธรรมของอะมอไรท์
3.1 กฎหมาย อารยธรรมที่ชาวอะมอไรท์ให้แก่มโสโปเตเมีย คือ กฎหมายพระเจ้าฮัมมูราบี
ทรงให้ตรากฎหมายฮัมมูราบี (The Law Code of Hammurabi) ขึ้นโดยจารึกด้วยอักษาคูนิฟอร์ม
กฎหมายฮัมมูราบี ถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก โดยในบทบัญญัติระบุระเบียบทางสังคม ว่า
ด้วย การสมรส การหย่าร้าง และมรดก เรื่องสิทธิสตรี มรดกและการเลี้ยงดูทาส นอกจากนี้ยัง
กฎหมายด้านการค้าและวิธีการทำสัญญาต่างๆ บทลงโทษของผู้ที่กระทำผิด ถือว่ารุนแรง เพราะถ้า
กระทำผิดไว้อย่างไรก็จะได้รับโทษเช่นนั้นด้วย เข้าลักษณะ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ซึ่งในเวลาต่อมา
ลักษณะกฎหมายดังกล่าวนี้ อาณาจักรโรมันรับเอาและให้ความสำคัญอย่างมาก
10
ชาวอัคคาเดียนและชาวอะมอไรท์
3.2 การปกครอง เนื่องจากจักรวรรดิบาบิโลนีย แผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลในสมัยของ
พระเจ้าฮัมมูบารี ทรงเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาปฏิบัติงาน ทั้งนี้เป็นเพราะพระองค์ทรงมุ่งสร้าง
ความสงบ และความมั่นคง และมั่งคั่ง ให้แก่จักรวรรดิ
3.3 ศาสนา ชาวอะมอร์ไรท์ยอมรับเอาเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน แต่ได้กำหนดให้เทพเจ้ามาร์ดุก
เป็นเทพเจ้าสูงสุดของตน และมีการสร้างชิกกูแรทขนาดใหญ่ที่กลางนครบาบิโลเนีย จำนวน
7 ชั้น สูง 650 ฟุต
3.4 วรรณกรรม สำหรับวรรณกรรมที่สำคัญของชาวอะมอร์ไรท์ คือ"The Epic of
Gilga mesh" ซึ่งเค้าโครงมาจากตำนานสุเมเรียน เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมโลก
11
มหากาพย์กิลกาเมช
5. ชาวอัสซีเรียน (Assyrians) เมื่อราว3,000 ปีก่อนคริสตกาล อัสซีเรียนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
ในดินแดนทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมียแถบลุ่มน้ำไทกรีส อัสซีเรียนเรียนรู้และรับเอาอารยธรรม
ด้านต่างๆ โดยเฉพาะอารยธรรมสุเมเรียน และอะมอไรท์ ราวปี 1815 ก่อนคริสตกาล อัสซีเรียน
จัดตั้งจักรวรรดิที่กรุงนิเนเวย์
ความสามารถในการรลของอัสซีเรียน สามารถกำจัดอำนาจฮิตไทน์ออกจากดินแดน
ทางตะวันตกของลุ่มน้ำยูเฟรตีสได้ และอัสชีเรียต้องสู้รบกับกองทัพอียิปต์โบราณ เพราะความกลัว
กำลังทหารของอัสซีเรีย ทำให้อียิปต์และฮิตไทน์รวมตัวกันสกัดกันกำลังทหารของอัสซีดเรีย จาก
ความสามารถของกษัตริย์ ความพร้อมและความสามารถทางการทหาร ยุทธวิธีในการรบและอาวุธที่
ทำจากเหล็ก และยังปราบปรามศัตรูอย่างเฉียบขาด ทำให้จักรวรรดิอัสซีเรียเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ในช่วงระหว่างปี 745-626 ก่อนคริสตกาล
ความเจริญของอารยธรรมอัสซีเรียน
5.1 การปกครอง อัสซีเรียนเป็นจักรวรรดิที่ก่อตั้งขึ้นได้ด้วยความแข็งแกร่งทางทหาร
อัสซีเรียนมีระเบียบวินัย มียุทธวิธีในการรบ ใช้เหล็กในการทำอาวุธ มีกองทัพทหารม้า และรถศึกที่
น้ำหนักเบา การปราบปรามศัตรูทำอย่างเด็ดขาดและโหดร้ายทรุณด้วยการเผาที่อยู่อาศัย ฆ่า หรือ
กวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลย จึงทำให้อาณาจักรอื่นๆ หวั่นกลัวไม่อาจเป็นปฏิปักษ์
5.2 วรรณกรรม เป็นวรรณกรรมลอกเลียนแบบ มาจากสุเมเรียน-อะมอไรท์
5.3 ศิลปกรรม เพราะอัสซีเรียนเป็นชนนักรบ ดังนั้นผลงานด้านศิลปกรรมส่วนใหญ่
มักเป็นการแสดงออกมาซึ่งความกล้าหาญ
12
5.4 ศาสนา อัสซีเรียนได้รับอิทธุพลทางศาสนามาจากสุเมเรียน อะมอไรท์ บูชาเทพเจ้า
หลายองค์ นิยมการบวงสรวง เทพเจ้าที่สำคัญ คือ Ninurta เทพเจ้าแห่งสงคราม
Nabu คือ เทพเจ้าแห่งการเรียนรู้ Ishtar คือ เทพเจ้าแห่งความรัก
Ninurta Nabu
Ishtar
13
6. ชาวคลาเดียน (Chaldeans) เป็นเซเมติที่แตกออกมากจากพวกอาระเมีย และ
เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนตอนกลางของเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน
คริสตกาล จักรวรรดิคลาเดียน ก่อตั้งขึ้นโดย นาโบโปลัสซาร์ ศูนย์กลางการ
ปกครองอยู่ที่บาบิโลเนีย มีกรุงบาบิโลน เป็นเมืองหลวง
ความเจริญของอารยธรรมคลาเดียน
6.1 สถาปัตยกรรม เจริญสุดขีดในสมัยกษัตริย์เนบูคัดซาร์ ผลงานที่สำคัญ คือ สวนลอย
แห่งบาบิโลน (The Hanging Garden of Bady(on) สร้างบนหลังคาภายในสวนปลูกไม้ดอก น้ำที่ใช้
รดถูกลำเลียงมาจากแม่น้ำยูเฟรตีส สวนลอยบาบิโลนจัดเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ
สวนลอยถูกสร้างขึ้นเพื่อมอบให้แก่มเหสี เจ้าหญิงแหงจักรวรรดิมีเดียน เพราะจักรวรรดิมีเดียนมี
ความชุ่มชื้นพระนางจึงอยากให้กรุงบาบิโลนเป็นเช่นเดียวกัน
กำแพงอิซต้า (The Ishtar Gate) เป็นกำแพงสวยงาม ทำจากระเบื้องหลากสี และ
แกะสลักเป็นภาพสัตว์ประหลาด เรียกว่า "กริฟฟิน" มีใบหน้าและลำตัวเป็นสิงโตแต่มี
ปีกเป็นนกอินทรีย์ เชื่อกันว่า กำแพงนี้เป็นช่องทางไปสู่เทพเจ้ามาร์ดุก
เทพเจ้าสูงสุดของกรุงบาลิโลน
6.2 ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ได้รับถ่ายทอดมาจากสุเมเรียน
ผลงานที่ปรากฎคือ การนับเวลาในรอบปีหนึ่ง (1 ปี มี 365 วัน 6 ชั่วโมง 15 นาที
41 นาที) ผลงานโหราศาสตร์ที่โดดเด่น รับมาจากสุเมเรียน คือ สามารถกำหนด
ดวงดาวสำคัญ 7 ดวง (ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์
ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์)
นอกจากนี้แล้วยังมีชนกลุ่มอีก 3 กลุ่มคือ พวกฟินิเซียน พวกอราเมียน และพวกเฮบนูว์
1. ฟินิเซียน (The Phoenicians) เป็นชื่อที่ชาวกรีกเรียกพวกคะนันไนท์ที่อยู่อาศัยบริเวณ
ทะเลเมดิเตอร์เรเรียน ฝั่งทางซีเรีย ปัจจุบันคือบริเวณประเทศเลบานอน ฟินิเซียนอพยพมาจากทะเลทราย
อาราเบีย และเมื่อราว 500 ปีก่อนคริสตกาล เข้ามาอยู่ในบริเวณภูเขาเลบานอนปิดกั้นการติดต่อกับ
ตะวันออก ฟินิเซียนจึงต้องใช้เรือและออกทะเลแทน จนกลายเป็นพ่อค้าที่ทรงอิทธิเมื่อศตวรรษที่ 11
และยังเป็นนักต่อเรือ นักเดินเรือและนักล่าอาณานิคมก่อนพวกกรีก เพื่อการค้าแร่เงินและทองแตง จาก
สเปนและอังกฤษ ชาวฟินิเซียนจึงไปตั้งเมืองกาดิส ที่สเปนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งเมืองคาร์เธจ เป็น
ศูนย์กลางการค้า บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเป็นคู่แข็งสำคัญของโรม เมืองที่สำคัญของพวกฟินี
เชียน คือ เมืองไทร์ ไซดอน และไบลอส เพื่อผลิตสินค้าหัตถกรรม
2. พวกอราเมียน อาศัยอยู่แถบหุบเขาเลบานอน เมื่อ 12 ปีก่อนคริสตกาล ศูนย์กลางสำคัญ
อยู่ที่เมืองดามัสกัส เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายในอดีต ของพวกฟินิเซียน อียิปต์ และเมโส
โปเตเมีย ทำให้พวกอราเมียนได้ชื่อว่าเป็น "ฟินิเชียนของเอเชียตอนใน" สามารถควบคุมเส้นทางการค้าใน
14เอเชียตะวันตกทั้งหมด มีภาษาเป็นของตนเอง เป็นภาษาที่พวกเฮบรูว์ ใช้ในแคว้นจูเดีย ว่ากันว่าเป็น
ภาษาที่พระเยซูและสาวกใช้ในการสอนศาสนา
ภาษาและวรรณกรรม
1. อักษรลิ่ม (Cumeiform) คำว่า Cunerform รากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า Cuneus
แปลว่า "ลิ่ม" ชาวสุเมเรียนเป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เป็นตัวอักษรที่เขียน
ด้วยก้านอ้อ หรือไม้ที่ตัดปลายให้แหลมแล้วกดลงไปบนแผ่นดินเหนียมที่ยังอ่อนตัวอยู่ จากนั้นนำไป
เผาหรือตากแดดให้แห้ง ตัวอักษรที่ปรากฏบนแผ่นดินเหนียวมีรูปร่งเป็นเหลี่ยมคล้ายลิ่ม ซึ่งการเขียน
วิธีนี้ทั้งช้าและลำบากเมื่อเปรียบกับการเขียนโดยใช้หมึกและปากกา ถึงกระนั้นการเขียนหนังสือแบบนี้
ก็แพร่ขบายไปยังดินแดนอื่นๆ อีกหลายอาณาจักร
2. วรรณกรรม วิธีการเขียนของชาวสุเมเรียน ไม่ส่งเสริมให้จดบันทึกงานเขียนที่มีขนาดยาว
เพราะเป็นการเขียนลงบนแผ่นดิน ทำให้บรรจุข้อความได้น้อย แต่ไม่ได้หมายความอารยธรรมเมโสโป
เตเมียไม่มีวรรณกรรมเป็นของตนเอง สำหรับงานเขียนส่วนใหญ่ของเมโสโปเตเมียเป็นงานเขียนของ
พวกพระ หรือนักบวช เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา เช่น คำโคลงสดุดีเทพเจ้า เพลงสวด วรรณกรรม
ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ มหากาพย์กิลกาเมซ (Gilhamesh epic) กล่าวถึงการผจญภัยของ
กษัตรย์ในเทพนิยายของนครเออรุค
15
ศาสนาและความเชื่อ
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมโสโปเตเมีย มีความต่างกันอย่างรุนแรง บางครั้งมีอากาศร้อนติดต่อกันหลายสัปดาห์ หรือมีฝน
ตกปริมาณมากเปลี่ยนทุ่งนาเป็นหนองน้ำมีทั้งพายุฝน พายุใต้ฝุ่นที่รุนแรง ทำให้เมโสโปเตเมียถือปรากฎการณ์ธรรมชาติ
เหล่านี้มี
อำนาจน่ากลัว มนุษย์เป็นทาสของธรรมชาติ จึงมีความเชื่อว่า พื้นดิน ท้องฟ้า แม่น้ำ ลม ฝน และพืชพันธุ์ต่างๆ มีเทพเจ้าสิง
สถิตอยู่ โดยมีพระเป็นตัวแทนเทพเจ้า ดังนั้นเทพเจ้าส่วนใหญ่จึงเป็นเทพเจ้าตามธรรมชาติที่พวกเขาเชื่อว่ามีอยู่ทุกหนทุก
แห่ง เทพเจ้าที่สำคัญ ได้แก่
1. En-Lil คือ เทพเจ้าผู้สร้าง ผู้ครองพิภพ และเทพเจ้าแห่งพายุประจำเมืองนิปเปอร์ถือว่าเป็นเทพสูงสุดกว่าเทพทั้งปวง
2. Anu คือ เทพีแห่งท้องฟ้า อากาศ และลม
3. Ea or Enki คือ เทพเจ้าแห่งพื้นดิน และแม่น้ำ เป็นเทพเจ้าแห่งความดี ผู้ทรงปัญญา ผู้สร้างสิ่งมีชีวิตในโลก
4. Nana or Sin คือ เทพีแห่งดวงจันทร์ ธิดาของเทพเจ้าเอนลิล
5. Adad คือ เทพเจ้าแห่งพายุ และกระแสลม
6. Ahamash คือ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ พระเจ้าฮัมมูราบีทรงยกย่องว่าเป็นมหาเทพแห่งชีวิตประจำวันของ
พระองค์ตลอดรัชกาล
7. Tammuz คือ เทพเจ้าแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และการเพาะปลูก
8. Marduk คือ เทพเจ้าประเมืองบาบิโลน เทพแห่งชีวิตและแสงสว่าง คอยปราบปรามเทพที่ชั่วร้าย เดิมคือ
เทพเจ้าเอนลิล แต่หลังจากกรุงบาบิโลนเป็นเมืองหลวงพระเจ้าฮัมมูบารี เรียกว่า "มาร์ดุค"
9. Gilgamesh คือ เทพเจ้าผู้ทรงพลัง
10. Ishtar คือ เทพีแห่งความรัก ความอุดมสมบูรณ์ และพระแม่ธรณี ผู้ที่นับถือเทพีอิสต้าร์จะได้รับการประทานความเป็น
อมตะ เทพีอิสตาร์เป็นที่นับถือกันในชนเผ่าเซมิติคอื่นๆอย่างกว้างขวางจนถึงดินแดนทางตะวันออก ชาวเมโสโปเตเมีย มี
ความเคร่งครัดเรื่องศาสนามาก พวกเขานับถือพระอย่างจริงจังเพราะถือว่า พระเป็นตัวแทนของเทพเจ้า ซึ่งในแต่ละเมืองจะ
มีเทพเจ้าประจำเมืองเช่นเดียวกับอียิปต์โบราณ
En-Lil Anu Ea or Enki
16
Nana or Sin Adad Ahamash
Tammuz Marduk Gilgamesh
Ishtar
17
บรรณานุกรม
https://th.m.wikipedia.org/wiki/เมโสโปเตเมีย
บ้านจอมยุทธ. 2543. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
https://www.baanjomyut.com/library_2/origin_of_civilization/01.html#
นางสาวจตุพร สารธนกุล. 2558. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
https://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/xarythrrm-tawan-tk-yukh-
boran/system/app/pages/recentChanges
Thipakorn Maungsing. 2558. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
https://sites.google.com/site/mesopotamiabythipakorn/system/app/pages/recentChanges
คณะผู้จัดทำ
นายกฤษณะพันธ์ุ บุญมี เลขที่22
น.ส.กชพรรณ แสงนิล เลขที่23
น.ส.วันณดา แซ่ลี้ เลขที่24
น.ส.พรรณปพร แสงนิล เลขที่32
น.ส.พัชรมนต์ กาญจนรัตน์ เลขที่39
น.ส.พรธีรา ศรีประเสริฐ เลขที่41
มัธยมศึกษาปีที่ 6/7