1.หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ (Conservation) หมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาด ถูก กาลถูกเวลา ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์มากที่สุด มีผลกระทบน้อยที่สุด ระยะเวลาในการใช้ยาวนาน ที่สุดหรือให้ผลยั่งยืน 1.1 วัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์มุ่งเน้นควบคุมสิ่งแวดล้อมให้สามารถฟื้นฟูตัวเองสู่สมดุลตามธรรมชาติได้ รวมทั้งอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ค้นคว้า ร่องรอยอารยธรรม การที่ต้องอนุรักษ์เนื่องจาก การท าลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากเกินกว่าการปฏิบัติการป้องกัน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ สร้างขึ้นด้วย วัตถุประสงค์หลักของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อ 1) เพื่อคงไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งระบบนิเวศมีความสัมพันธ์กับการด ารงชีวิตของ คน พืช และสัตว์ ถ้าสิ่งมีชีวิตอื่นถูกกระทบย่อมส่งผลกับมนุษย์ด้วย 2) เพื่อสงวนรักษาการกระจายของซาติพันธุ์มีการปรับปรุงขยายพันธุ์ให้พืชและสัตว์ด ารงซีวิตอยู่ได้ ป้องกันการใช้ประโยชน์จากพืชและสัตว์จนเกิดวิกฤตกลายพันธุ์หรือสูญพันธุ์ 3) เพื่อสงวนรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุศิลปกรรม วัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษได้ สร้าง ไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาร่องรอยอารยธรรมในอดีต 1.2 วิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติเมื่อถูกน ามาใช้ย่อมเกิดความเสื่อมโทรมหรืออยู่ในสภาวะร่อยหรอ จนอาจจะเกิด วิกฤตขึ้นได้ ดังนั้น จึงต้องท าความเข้าใจถึงวิธีการอนรักษ์ให้ชัดเจน เพื่อไปสู่ขั้นตอนการวางมาตรการและ สร้างแผนงานอนุรักษ์ต่อไปได้ วิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมีสิ่งที่ต้องค านึงถึง คือ 1) การใช้ต้องค านึงถึงการใช้แบบยั่งยืน ให้มีทรัพยากรใช้ตลอดไป ซึ่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาตินั้น อาจหมายถึง การอุปโภคบริโภคโดยตรง การสัมผัส การดู หรือการได้ยินเสียง ก็ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากร ทั้งสิ้น 2) การเก็บกัก เหมาะส าหรับทรัพยากรธรรมชาติที่มีแนวโน้มว่าจะขาดแคลน หรือคาดว่าก าลัง มี ปัญหาการเกิดทดแทนไม่ทันในบางช่วงเวลา แต่อาจน ามาใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น การห้ามจับปลา บางชนิดในฤดูวางไข่ เพื่อให้ปลามีเวลาในการขยายพันธุ์ แต่เมื่อพ้นฤดูวางไข่ก็สามารถท าการประมงได้ตาม ปกติ การปิดป่าไม่มีสัมปทานป่าไม้ เป็นต้น 3) การรักษา/ซ่อมแซม ใช้กับสถานการณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมจากการใช้งานจน เกิด ความผิดปกติในบางจุดหรือบางพื้นที่ เช่น การปลูกป่าเพิ่มเติมในพื้นที่เสื่อมโทรมจากการท าลายป่าเมื่อใน อดีต เป็นต้น 4) การฟื้นฟูคือ การด าเนินการใดๆ ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ค่อนข้างรุนแรงให้เป็น ปกติ ขึ้นมาจนใกล้เคียงธรรมชาติ ซึ่งจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วยเสมอ เช่น การฟื้นฟูและปรับปรุง พื้นที่ เหมืองแร่เก่าให้เป็นพื้นที่ป่าไม้เหมือนเดิม หรือดัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น
5) การพัฒนา คือ การท าสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นโดยการวางแผนและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติจนกระทั่งน ามาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น การพัฒนาพื้นที่ป่าไม้บนที่สูงให้เป็นอุทยาน แห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย 6) การป้องกัน คือ การป้องกันไม่ให้การท าลายทรัพยากรธรรมชาติลุกลามต่อไป หรือเป็นการ ป้องกัน ไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เช่น การวางแผนป้องกันไฟป่าไม่ให้ลุกลามในวงกว้าง หรือการป้องกันการ พังทลาย ของดินริมตลิ่ง โดยการปลูกหญ้าแฝกตามแนวยาวริมตลิ่ง เป็นต้น 7) การสงวน เป็นการเก็บทรัพยากรธรรมชาติไว้ โดยไม่ให้แตะต้องหรือห้ามน าไปใช้ด้วยวิธีการใดๆ ก็ ตาม ซึ่งการสงวนทรัพยากรธรรมชาติจะก าหนดระยะเวลาให้เห็นด้วยก็ได้ และเมื่อถึงเวลาหนึ่งถ้าเก็บไว้จน ทรัพยากรฟื้นฟูดีแล้ว ก็สามารถน ามาใช้ประโยชน์ในภายหลังต่อไปได้ วิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถน าไปปฏิบัติได้ โดย เลือกให้เหมาะสมกับทรัพยากรนั้นๆ เช่น การใช้หลักการ 5 R ได้แก่การลดการใช้ (Reduce) สถานการณ์ใช้ ๓๒eel การน ากลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการผลิตใหม่ (Recycle) ซ่อมแซมส่วนที่ช ารุด (Repair) และ ปฏิเสธการใช้วัสดุบางชนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษ (Reject) เป็นต้น 2. เทคนิคการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การป้องกันและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีรูปแบบการป้องกันและการแก้ไขมากมายขึ้นอยู่กับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ในที่นี้จะแนะน าเทคนิคการแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมที่สามารถเลือกน าไปใช้ได้ตามความเหมาะสม 2.1 กระบวนการแก้ปัญหาทั่วไป กระบวนการแก้ปัญหาทั่วไป หมายถึง การน าเทคนิคและวิทยาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนมาใช้ตลอดไป ซึ่งมีหลักดังนี้ 1) พยายามใช้ทรัพยากรและพลังงานที่สามารถทดแทนได้ตามธรรมชาติไม่ใช้งานเกินก าลังธรรมชาติ จะปรับตัวเองได้ทัน และพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างมลภาวะให้กับระบบนิเวศ รวมทั้งการเกิดใหม่ ทดแทน ของเก่า (Renewable) การปรับปรุงท าของเก่าให้ใหม่และน ามาใช้ได้ (Restoration) และการใช้ กลับคืนไป (Replenishment) เช่น ชาวประมงจะต้องเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์ทางทะเลในจ านวนเดียวกับที่ ธรรมชาติ สร้างใหม่ขึ้นมาทดแทน เกษตรกรจะต้องหาวิธีฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เสื่อมสภาพ โดยการใส่ สารอาหารที่จ าเป็นลงไปในดิน หรือการน าวัสดุที่ใช้จนเสื่อมสภาพแล้วกลับมาใช้โดยผ่านกระบวนการผลิตใหม่ เป็นต้น 2) ให้พยายามใช้ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้วัสดุ เช่น การรีไซเคิลวัสดุ การลดของเสียวัตถุมีพิษและสิ่งปฏิกูลให้ลดน้อยลง การเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงานเชื้อเพลิงในรถยนต์ การ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เป็นต้น 3) ก าหนดราคาทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานให้เหมาะสม ก่อนอื่นต้องสร้างแนวความคิดว่า วัตถุดิบที่มีน้อย คือวัสดุที่หายาก ไม่ใช่ของฟรีจากธรรมชาติ ควรตั้งราคาให้แพงขึ้นตามวิธีทางเศรษฐศาสตร์
ไม่ใช่ตั้งราคาให้ต่ ากว่าความเป็นจริง วัตถุดิบเหล่านี้ เช่น เนื้อไม้ แร่ และพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ขุดขึ้นมาใช้ อย่างรวดเร็วและหมดสิ้นไปในเวลาสั้น ๆ เป็นต้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ ต้องเข้าสู่ส่วนกลางคือรัฐบาล แล้วกระจาย สู่ชุมชนอย่างทั่วถึงในรูปแบบของการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป อีกประการหนึ่ง คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติพื้นฐาน เช่น อากาศและน้ า ซึ่งคนส่วนมาก ถือว่าเป็น ทรัพยากรสาธารณะ ไม่มีเจ้าของ เป็นของฟรี ไม่สนใจว่าจะเกิดมลภาวะอย่างไร และมองว่าสภาวะ แวดล้อม โดยทั่วไปเป็นถังขยะที่เก็บของเสียจากการกระท าของมนุษย์ แต่โดยแท้จริงแล้ว ผู้ก่อมลภาวะ จะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบ เช่น ลงทุนในการใช้เทคโนโลยีบ าบัดมลพิษเหล่านั้น ก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อมหรือการ จ่ายเงิน ในรูปของภาษีให้แก่รัฐหรือองค์กรท้องถิ่น เพื่อน าไปพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไป วิธีนี้เรียกว่า “ผู้ใด สร้างมลภาวะผู้นั้นต้องเป็นคนจ่ายเงิน (Pollution Pays)” 4. ใช้หลักการความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (Property Rights Reform) ทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นส่วนกลางหรือของหลวง มักถูกเข้าใจว่าเป็นของฟรีที่เรียกว่า “ถนนเปิด” (Open Access)” ใครมือยาวหรือมีอ านาจก็มักหาประโยชน์ได้มาจากของส่วนกลางนั้นซึ่งเป็นวิถีทางที่ไม่ถูกต้องวิธี ควบคุมไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเหมือนของฟรีดังกล่าวนี้ คือ ต้องตั้งกติกาให้มีการยอมรับสิทธิส่วน บุคคลในการเป็นเจ้าของร่วมกัน แม้กระทั่งให้เอกชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของในรูปของกลุ่ม ชมรมสหกรณ์ โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นให้แก่สมาชิกอย่างเป็นธรรม ลักษณะเช่นนี้จะท าให้ สมาชิกในกลุ่มเกิดความหวงแหนและช่วยกันดูแลแหล่งทรัพยากรร่วมกันได้ในระยะยาว เช่น ป่าชุมชน สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์หมู่บ้าน เป็นต้น 2.2 วิธีการเทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology) เทคโนโลยีสะอาด หมายถึง วิธีการผสมผสานการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตและ การบริการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทั่วไป วิธีการทางเทคโนโลยีสะอาดเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงานมุ่งเน้นการบริหารจัดการในงาน อุตสาหกรรมการผลิตสินค้า เพื่อวัตถุประสงค์ต่อไปนี้ 1) ลดของเสียให้ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด 2) ช่วยสนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมในหน่วยงาน 3) เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัตถุดิบและกระบวนการผลิต 4) ช่วยสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจ 5) ลดต้นทุนและความเสี่ยงทั้งด้านเครื่องจักร คนงานและผลกระทบสิ่งแวดล้อม 6) สร้างภาพพจน์ที่ดีให้แก่หน่วยงาน 7) เป็นวิธีการที่น าไปสู่มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 การด าเนินงานเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของวิธีการเทคโนโลยีสะอาด หน่วยงานสามารถเลือก ปฏิบัติในกิจกรรมที่เห็นว่าส าคัญตามล าดับและมีความเหมาะสม ดังนี้ 1) การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ ได้แก่ 1.1) เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง เพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการปรับคุณภาพวัตถุดิบ
1.2) ลดหรือยกเลิกการใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัย แทน เช่น ลดการใช้สารซีเอฟซีในผลิตภัณฑ์ ยกเลิกการใช้โลหะหนักในกระบวนการผลิต 1.3) เลือกใช้วัสดุที่สามารถน ากลับมาใช้ใหม่ได้ หรือย่อยสลายได้ง่าย 2) การปรับปรุงระบบการท างานและระบบการบริหารการจัดการในหน่วยงาน ได้แก่ 2.1) หาวิธีลดการสูญเสียของวัตถุดิบ พลังงานและผลิตภัณฑ์จากการรัวไหล หกล้นหรือช ารุด ในกระบวนการผลิต 2.2) ติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักรในลักษณะที่ช่วยลดการรั่วไหล ปนเปื้อนในระหว่างการ ผลิต ตลอดจนการเคลื่อนย้าย ขนถ่ายสิ่งของต่างๆ 2.3) ติดตั้งถาดรองรับการหยดของของเหลว และแผ่นกันกระเด็นของของเหลา 2.4) หลีกเลี่ยงไม่ให้ของเสียหรือวัสดุเหลือทิ้งต่างชนิดมารวมกันในแหล่งเก็บเดียวกัน เพราะ จะท าให้ก าจัดยากหรือน าไปใช้ประโยชน์ได้ยาก 2.5) จ ากัดจ านวนผลผลิตแต่ละครั้งให้เหมาะสม โดยค านึงถึงปริมาณของเสียที่ถูกปล่อย ออกมา ให้สามารถก าจัดได้ทัน 2.6) การวางแผนในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดกิจกรรมการล้างท าความสะอาดให้น้อยลง 2.7) ปิดไฟฟ้า น้ า เมื่อไม่ใช้งาน โดยอาจใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาควบคุม 3) การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีหรือวิธีการผลิต ได้แก่ 3.1) ใช้ระบบอัตโนมัติหรืออุปกรณ์ควบคุมการผลิตเพื่อช่วยลดผลผลิตที่คณะฯ ได้มาตรฐาน ให้มีจ านวนน้อยลง 3.2) ใช้ระบบมอเตอร์ที่มีคุณภาพสูง สามารถควบคุมความเร็วและการหยุดของมอเตอร์เพื่อ ลดการสิ้นเปลืองของพลังงาน 3.3) หลีกเลี่ยงการใช้ตัวท าลายที่เป็นเคมีอันตรายในการล้าง แต่ติดตั้งอุปกรณ์ท าความ สะอาดแบบเครื่องกลแทน 3.4) เลือกใช้สารเร่งปฏิกิริยาเคมีที่เหมาะสม ไม่มีโลหะหนักเป็นองค์ประกอบ 3.5) ปรับปรุงการด าเนินการผลิต เช่น อัตราการไหล อุณหภูมิ ความดันหรือระยะเวลา เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือเพื่อลดปริมาณของเสีย 3.6) ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เครื่องมือ ตลอดจนปรับปรุงต าแหน่งการวางอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือระบบต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายหรือขนถ่ายอุปกรณ์และผลผลิต 3.7) ติดตั้งอุปกรณ์การล้างน้ า ท าความสะอาดแบบสวนกระแส เพิ่มประสิทธิภาพการหลุด จากผิวยึดเกาะของสิ่งสกปรก 4) การปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้แก่ 4.1) ปรับปรุงระบบการหีบห่อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม เช่น ประหยัดวัสดุ สามารถเข้าสู่ กระบวนการน ากลับมาใช้ใหม่ได้ และมีสารประกอบที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด 4.2) ปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถน ากลับมาใช้ใหม่ได้ มา
เป็นชนิดที่สามารถผ่านกระบวนการน ากลับมาใช้ใหม่ได้ 4.3) ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น ทันสมัย อยู่ได้นาน 4.4) ปรับเปลี่ยนสูตรส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อผู้บริโภค น าไปใช้ 5) การน ากลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต ได้แก่ 5.1) หาวิธีการแยกสกัดวัสดุที่ปนอยู่ในของเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงการค้า 5.2) หาวิธีการปรับปรุงวัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ ามาใช้ประโยชน์โดยมีความคุ้มทุนในเชิง เศรษฐกิจ 5.3) น าน้ าหล่อเย็นและน้ าเสียจากกระบวนการผลิตที่ผ่านการบ าบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่กับ งานที่เหมาะสมแทนการน าน้ าใหม่มาใช้อยู่ตลอดเวลา 5.4) หาวิธีการน าพลังงานความร้อนส่วนเกินที่เหลือจากการใช้งานกลับมาใช้ใหม่ เช่น ความ ร้อนที่คายออกมาจากน้ าหล่อเย็น อาจนไปอบวัตถุดิบบางชนิดได้ การใช้วิธีการเทคโนโลยีสะอาดในงานอุตสาหกรรมด้วยเทคนิควิธีต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ ล้วนมีการแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่อย่างไรก็ตาม การด าเนินงานจะประสบผลส าเร็จ มากน้อย เพียงใดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ความคุ้มค่าในการลงทุน แรงจูงใจ ตลอดจนการมีจิตส านึกที่ ดีต่อ ส่วนรวม 2.3 การแก้ปัญหาโดยใช้การศึกษาและจริยธรรม เกษม จันทร์แก้ว และคณะ ได้ให้ความหมายของค าว่า การศึกษาและจริยธรรมไว้ ดังนี้ การศึกษา (Education) คือ กระบวนการฝึกอบรมให้บุคคลมีความรู้ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้นในชีวิตและสามารถใช้ความรู้ ความเข้าใจที่ได้รับนั้นมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาชีวิตให้เจริญก้าวหน้าทาง ด้านอารมณ์ สังคม สติปัญญา สุขภาพอนามัยและคุณธรรมอย่างสมบูรณ์และอย่างมีคุณภาพ จริยธรรม (Ethic) หมายถึง กฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก อย่างไหน ไม่ดี ควรไม่ควร และการก าหนดคุณค่าทางศีลธรรมส าหรับการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ 1) สิ่งแวดล้อมศึกษาในประเทศไทย แหล่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย บน เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ 1.1) สิ่งแวดล้อมศึกษานอกระบบโรงเรียน ในปัจจุบันประชาชนโดยทั่วไปได้ให้ความส าคัญ เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง จึงมีหน่วยงานและสถาบันต่างๆ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแก ประชาชนที่สนใจอย่างหลากหลาย เช่น • สื่อมวลชน ให้ความส าคัญในการน าเสนอเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสารและวารสารต่างๆ ส่วนมากจะน าเสนอในรูปแบบสารคดีปัญหามลพิษ การพัฒนา สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวผจญภัยในธรรมชาติ ตลอดจนการจัดเกมโชว์ • ระบบสารสนเทศ ได้แก่ การเสนอข้อมูลผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการ
ให้ ข้อมูลทางการศึกษาครอบคลุมติดต่อกันได้ทั่วโลกที่เรียกว่าการศึกษาแบบไร้พรมแดน ส าหรับในประเทศ ไทย มีหน่วยงานที่ท าข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานมากมาย ผู้เรียนควรหาโอกาสศึกษาการสืบค้น ข้อมูล ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงานด้วยตนเอง • กลุ่มหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ มีอยู่หลายหน่วยงานที่ให้บริการเผยแพร่ ความรู้ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ประเทศไทย กรม ป่าไม้ กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การท่องเที่ยวแห่ง เป็นต้น • กลุ่มเอกชนและองค์กรอิสระ ในกลุ่มนี้พวกแรกต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการ รวมกลุ่มกันรณรงค์ในเรื่องต่างๆ เช่น ปัญหาขยะ อนุรักษ์แหล่งน้ า อนุรักษ์สัตว์ป่า พลังงานทดแทน โดยไม่หวัง ผลตอบแทนใดๆ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งอาจมีเป้าหมายทางการค้าโดยใช้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน เป็นเครื่องมือสร้างภาพพจน์ที่ดีของสินค้า ซึ่งเห็นได้ทั่วไป • กลุ่มศาสนา ได้แก่ วัดหรือส านักปฏิบัติธรรมต่างๆ จัดเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึง ประชาชนได้ง่ายที่สุด บนพื้นฐานของความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน และมีอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่ว ทุก ภาค ในกลุ่มนี้หากบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจที่ดีในแนวคิดหลักเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแล้ว จะเป็นกลุ่มที่ช่วย ปลูกฝังจริยธรรมที่ดีให้กับชุมชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1.2) สิ่งแวดล้อมศึกษาในระบบโรงเรียน ได้แก่ การจัดให้มีเนื้อหาทางสิ่งแวดล้อมและ พลังงาน แทรกอยู่ในหลักสูตรอย่างชัดเจนทั้งในระดับโรงเรียนประถม มัธยมศึกษา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย เช่น คง ระบบนิเวศ พลังงานทดแทน มลพิษสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรน้ า ดิน อากาศ ฯลฯ ซึ่งเป็นการปลก สร้าง จริยธรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตามความเหมาะสมของวัยโดยทั่วถึงกัน 2) แนวทางการสร้างจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยการสร้างจริยธรรม ให้ เกิดขึ้นกับประชาชนในชาติจะต้องท าความเข้าใจเรื่องจิตส านึกและความต้องการบนพื้นฐานการด ารงชีวิต ของ มนุษย์ให้ชัดเจน และวางแผนให้รอบคอบ หากไม่ยึดหลักการที่ส าคัญนี้แล้ว การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทุกเรื่อง จะล้มเหลว เพราะเมื่อเริ่มต้นก็จะเกิดแรงต่อต้านจากชุมชน จนสุดท้ายไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้เลย 2.1) ระดับของพัฒนาการทางจริยธรรม โคลเบิร์ก (Kohlberg) นักวิชาการทางจิตวิทยา กล่าวว่า มนุษย์มีจิตส านึกที่สามารถพัฒนาจริยธรรมในเรื่องใด ๆ ได้ 6 ระดับ คอ ระดับที่ 1 บุคคลที่ปฏิบัติตามจริยธรรมเพราะความกลัว เช่น กลัวถูกลง ต าหนิ กลัวบาดเจ็บ เป็นต้น ระดับที่ 2 บุคคลที่ปฏิบัติตามจริยธรรมได้เพราะได้ประโยชน์ตอบแทน เช่น อาจได้รับ ประโยชน์ในรูปของค าชมเชยหรือสิ่งของทรัพย์สิน ระดับที่ 3 บุคคลที่ท าความดี เพราะต้องการเป็นที่ยอมรับจากบุคคลอื่น โดยตนเองยัง ไม่ เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของจริยธรรมที่ได้ปฏิบัติไปด้วยซ้ า ระดับที่ 4 บุคคลที่ปฏิบัติตามระเบียบของสังคม เพราะมีความเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ต้องท า เพื่อ จรรโลงองค์กรส่วนรวมที่ตนเองอาศัยอยู่ให้ด าเนินต่อไปได้
ระดับที่ 5 บุคคลปฏิบัติตามจริยธรรม เพราะมีความตระหนักที่จะต้องท าตามค ามั่น สัญญา และข้อตกลงของสังคม มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่ท าสิ่งใดด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งในตัวเอง ระดับที่ 6 บุคคลที่ปฏิบัติตามจริยธรรม เพราะมีความส านึกรับผิดชอบชั่วดี มีความรู้ ความ เข้าใจถึงคุณธรรมและความดีว่าเป็นหลักสากล มีความรัก เมตตา ความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัวและ เข้าใจ กฎเกณฑ์การด ารงชีพตามธรรมชาติของสรรพสิ่งต่างๆ เป็นอย่างดี ดังนั้น ภารกิจในการสร้างจริยธรรมเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงต้องอาศัยการให้ ความรู้และการ ปลูกฝังวิถีทางการด าเนินชีวิตแก่บุคคลในสังคมตามล าดับขั้นตอน และจะยั่งยืนที่สุดเมื่อทุกคน พัฒนาถึงระดับ 6 คือ การท าความดีต่อส่วนรวมด้วยจิตส านึกที่ดีของตนเองโดยแท้ 2.2) วิธีการพัฒนาจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีแนวทางดังนี้ 1) ใช้มาตรการที่เป็นบรรทัดฐานทางสังคม เช่น กฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ อย่าง จริงจังและต่อเนื่อง มีการลงโทษผู้กระท าการละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ตั้งไว้ (2) ปลูกฝังความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยจัดให้มีการเอื้อประโยชน์ในการ ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก่บุคคลในสังคมนั้นตามสมควร แต่ไม่ให้มีการท าลาย เช่น เมื่อจะ แก้ปัญหาเรื่องป่าไม้ ก็ต้องหาทางออกให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากป่าด้วย แล้วเขาก็จะร่วมมือช่วยกัน รักษา ป่า ไม่ใช่เป็นผู้เสียสละอย่างเดียว ซึ่งเป็นการขัดต่อกระแสความต้องการในเบื้องต้นของมนุษย์ (3) การประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม ได้แก่ ผู้น าในระดับต่างๆ ทั้งในระดับ ครอบครัว ท้องถิ่น และระดับชาติ ต้องประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดี มีจิตส านึกสาธารณะและสร้างความศรัทธา ให้ผู้มีฐานะต่ ากว่ายึดเป็นแบบอย่างได้ (4) ปลูกฝังให้รู้จักความพอเพียงในการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติและให้ความส าคัญของ สิ่งแวดล้อมที่มีต่อคุณภาพชีวิต การสร้างจริยธรรมในข้อนี้ต้องอาศัยการวางพื้นฐานทางการศึกษาที่สูงขึ้น วิธีการต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้องอาศัยการปลูกฝัง พฤติกรรมซึ่งใช้เวลายาวนาน และจะต้องมีระบบบูรณาการ 3 ระดับ คือ • ระดับพฤติกรรม จะต้องมีเครื่องมือพื้นฐานมาบังคับใช้ ได้แก่ กฎเกณฑ์ ระเบียบหรือ ข้อบังคับในสังคมที่เรียกว่า “กติกาสังคม” ให้สมาชิกในสังคมถือปฏิบัติจนกระทั่งเกิดความเคยชิน และพัฒนา เป็นระดับ ที่สองต่อไป • ระดับจิตใจ องค์ประกอบในการแก้ปัญหาในระดับจิตใจนี้มีมากมาย เช่น การมีจิตส านึกผิด ชอบ ความมีเมตตา กรุณา ท่าทีของจิตใจที่ชื่นชมความงามของธรรมชาติและความรู้สึกเป็นสุขในการอยู่ กับ ธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นจนฝังลึกในใจ - • ระดับปัญญา การแก้ปัญหาในระดับปัญญา คือ การมองเห็นเหตุผลหรือมองเห็นประโยชน์ ในการประพฤติอย่างนั้นว่า ตนเองได้ประโยชน์อย่างไร สังคมส่วนรวมได้ประโยชน์อย่างไร เกิดความพอใจและ มี ความสุขในการประพฤติเช่นนั้น โดยไม่มีสิ่งใดมาบังคับ จึงถือว่าเป็นการสร้างจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมใน ระดับปัญญา เป็นจริยธรรมที่มีคุณค่าสูงสุดที่สังคมต้องการ
2.3 กิจกรรม 5 ส เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน สิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ชิดเราอยู่ทุกวัน เช่น โรงเรียน โรงงาน สถานประกอบการหรือแม้แต่ที่อยู่อาศัย หากอยู่ในสภาพที่ไร้ระเบียบแล้วน ามาซึ่งปัญหามากมาย เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การไร้ประสิทธิภาพในการ ท างาน การสิ้นเปลืองทั้งเวลา วัสดุและพลังงาน ตลอดจนการเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการท ากิจกรรม 5 ส 1) ความหมายของ 5 ส หมายถึง แนวความคิดในการจัดระเบียบและปรับปรุงที่ท างาน สถาน ประกอบการและงานของตนด้วยตนเอง เพื่อก่อให้เกิดสภาพการท างานที่ดี ปลอดภัย มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยการใช้วิธีสะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย 5 ส มาจากค าย่อ “5 S” ซึ่งเป็นตัวย่อตัวแรกของภาษาญี่ปุ่น 5 ค า ได้แก่ 1.1) สะสาง (Seiri อ่านว่า เชริ) คือ การแบ่งแยกระหว่างสิ่งของที่จ าเป็นกับสิ่งของที่ไม่ จ าเป็น แล้วทิ้งสิ่งของที่ไม่จ าเป็นเสีย เพื่อช่วยลดการสูญเสียเวลาในการค้นหาอุปกรณ์และของใช้ต่างๆ 1.2) สะดวก (Seiton อ่านว่า เซตง) คือ การจัดวางและบ่งแจ้งสิ่งของที่จ าเป็นให้ง่ายต่อการ ใช้ ให้ทุกคนดูแล้วรู้ว่าเป็นอะไร ซึ่งจะช่วยให้การท างานคล่องตัวขึ้น 1.3) สะอาด (Seiso อ่านว่า เซโซ) คือ การดูแลสถานที่ท างาน สิ่งของอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร โดยการปัดกวาด เช็ดถู พร้อมทั้งตรวจเช็กและขจัดสาเหตุของความสกปรก 1.4) สุขลักษณะ (Seiketsu อ่านว่า เซเคทซี) คือ การด าเนินการรักษาความสะอาดให้ เรียบร้อย อยู่เสมอด้วยการด าเนินงานสะสาง สะดวก สะอาดอย่างต่อเนื่องตลอดไป 1.5) สร้างนิสัย (Shisuke อ่านว่า ซิทซึเคะ) คือ การปลูกฝังนิสัย การรักษาวินัยในการท กิจกรรม 4 ส ข้างต้นให้ถูกต้องอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง 2) การด าเนินงานกิจกรรม 5 ส การด าเนินกิจกรรม 5 ส ของแต่ละหัวข้อมีดังนี้ 2.1) สะสาง ผู้เรียนคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีของที่ไม่ต้องการอยู่มากมายในบ้าน ในส านักงาน หรือใน สถานประกอบการ ค าตอบคือ สิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่ (1) เสียเวลาในการค้นหา สิ้นเปลืองเนื้อที่ในการวางของ (2) ตรวจสอบยากว่ามีของที่ต้องการหรือไม่ (3) ดูแลรักษายากและไม่ทั่วถึง ท าให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมลง (4) ของบางอย่างท าให้สถานที่คับแคบลง ดังนั้นจึงต้องท าการจ าแนกสิ่งของที่จ าเป็นและไม่ จ าเป็นออกให้ชัดเจน ของที่จ าเป็นก็ให้เก็บรักษาไว้ วสามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ตามล าดับก่อนหลัง ส่วนของ ที่ไม่จ าเป็นจริงๆ ก็ให้เคลื่อนย้ายไปที่อื่นหรือทิ้งไป บริเวณใดบ้างที่ต้องสะสาง สถานที่ที่จะท าการสะสาง ขึ้นอยู่กับการด าเนินการว่าจะท า ในส่วนใด ระดับโต เช่น (1) ตู้และลิ้นชักของเราเอง (2) ตู้เอกสาร สิ้นชักและชั้นวางของของส านักงานทั้งหมด (3) ห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร
(4) พื้นและบริเวณห้องปฏิบัติงาน (5) ตู้เก็บเครื่องมือ เครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ (6) ห้องเก็บของ อะไหล่ วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ (7) บริเวณรอบๆ อาคาร (8) ห้องสมุด ห้องพัก ห้องน้ า ห้องส้วม เป็นต้น มีอะไรบ้างที่ต้องก าจัดออกไป ค าถามนี้ไม่ง่ายนักที่จะหาค าตอบได้อย่างทันทีทันใด เนื่องจากการ แบ่งแยกระหว่างสิ่งของที่จ าเป็นยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ และเมื่อจะทิ้งสิ่งใด คนส่วนมากก็ จะเกิด ภาวการณ์คิดหนักมากขึ้น แต่มีข้อเสนอแนะว่าสิ่งที่ควรก าจัดออกไปได้แก่สิ่งต่อไปนี้ (1) เอกสารที่ไม่ใช้แล้ว วารสารเก่าๆ หนังสือพิมพ์เก่า (2) เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ช ารุด ล้าสมัย ไม่มีก าหนดการซ่อมหรือน ามาใช้ (3) ของที่เก็บไว้หลายปี ของที่มีมากเกินความจ าเป็น นอกจากนี้ ผู้เรียนคิดว่า มีสิ่งอื่นอีกหรือไม่ ที่ควรก าจัดทิ้งไปโดยแนวทางการสะสาง ข้อดีของการสะสาง การท ากิจกรรมสะสางส่งผลดีหลายประการ เช่น (1) ขจัดความสูญเสียในการใช้พื้นที่ อุปกรณ์เครื่องมือ ตู้เก็บเอกสารและชั้นวางของ (2) ขจัดความผิดพลาดในการท างาน บริเวณสะอาด น่าท างาน (3) ลดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัยจากการท างาน (4) มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น (5) ท าความสะอาดง่ายและมีสุขลักษณะที่ดี เป็นต้น 2.2) สะดวก มีค ากล่าวสั้น ๆ ที่สื่อความหมายถึงการจัดกิจกรรม “สะดวก” เช่น • มีที่ส าหรับของทุกสิ่ง และทุกสิ่งก็ต้องอยู่ในที่ของมัน ตรงกับค าพูด “หยิบง่าย หายรู้ ดูงามตา” การด าเนินการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดังค ากล่าวข้างต้น จะต้องวางแผนการจัดเก็บสิ่งของ ต่าง ๆ โดย ค านึงถึงสถานที่จัดวาง วิธีการจัดวาง รูปร่างและสมบัติของสิ่งนั้น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพและ การเกิด อุบัติเหตุ มีข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรม “สะดวก” พอเป็นแนวทางดังนี้ (1) ของประเภทเดียวกัน ให้อยู่รวมกัน (2) ของใช้บ่อยอาจให้เป็นของประจ าตัวพนักงานหรือวางไว้ใกล้ตัว (3) ของที่นานๆ ใช้ ให้จัดไว้เป็นของส่วนรวมและมีเท่าที่จ าเป็น (4) ประชุมหาวิธีการเก็บของใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (5) พยายามใช้เนื้อที่จัดเก็บของให้น้อยที่สุด (6) ส าหรับเอกสาร ให้จัดเก็บตามระบบการจัดเก็บเอกสาร (7) จัดท าป้ายชื่อ สิ่งของที่เก็บให้ชัดเจน เห็นได้ชัดเจน (8) ก าหนดเส้นเขตพื้นที่ส าหรับวางสิ่งของต่างๆ เช่น ถังขยะ ไม้กวาด ตู้ (9) เขียนแผนผังแสดงไว้ในบริเวณนั้น ระบุว่าอะไร อยู่ที่ไหน เพื่อความสะดวกต่อการ
ตรวจสอบและรวบรวมของที่ต้องการด้วยเวลาที่น้อยที่สุด ข้อดีของกิจกรรม “สะดวก” (1) สามารถหยิบมาใช้งานได้เร็วขึ้น (2) ประหยัดเวลาในการค้นหาของ (3) ดูแลสิ่งของต่างๆ ได้ง่าย (4) ท างานได้รวดเร็วขึ้น (5) มีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุมากขึ้น 2.3) สะอาด การท ากิจกรรม “สะอาด” มีความหมายตรงกับค ากล่าวที่ว่า “ปัดกวาด เซ็ตตูงามตา” ค าว่า “สะอาด” ไม่ใช่เพียงแต่หมายถึงการท าความสะอาดเท่านั้น แต่หมายถึงทุกสิ่ง ทุกอย่างจะต้อง ไม่อยู่ในสภาพที่ไม่มีเศษฝุ่นผงตลอดเวลาและอย่างต่อเนื่องอีกวย สิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาดจะส่งผลกระทบอย่างไร ผู้เรียนแต่ละคนอาจมีค าตอบที่แตกต่างกันไปตามความเคยชินในการดาเนินชีวิต หรือ ประสบการณ์ที่ แตกต่างกัน เช่น (1) ไม่สดชื่นแจ่มใส เกิดความหดหู (2) สุขภาพจิตไม่ดี ท างานไม่มีสมาธิ (3) มีกลิ่นเหม็นรบกวน (4) ท าให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย (5) เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น วิธีการท ากิจกรรม “สะอาด” (1) ประชุมปรึกษาหารือ เพื่อแสดงเจตจ านงร่วมกันในการ (2) จัดแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ (3) ปัดกวาดเช็ดถูทุกซอกทุกมุมอย่างสม่ าเสมอ (4) หาวิธีขจัดสาเหตุที่ท าให้เกิดความไม่สะอาด ข้อดีของการท ากิจกรรม “สะอาด” (1) สถานที่ท างาน เครื่องมือ เครื่องใช้สะอาด น่าอยู่น่าใช้ (2) ร่างกายจิตใจสดชื่น สุขภาพดี (3) มีความปลอดภัยในการปฏิบัติงานมากขึ้น (4) ยืดอายุการใช้งานของเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ (5) สร้างความเชื่อถือให้แก่บุคคลภายนอกที่มาพบเห็น 2.4) สุขลักษณะ กิจกรรมนี้เป็นผลมาจากการท ากิจกรรม สะสาง สะดวก และการรักษาความ สะอาด มาอย่างต่อเนื่องและเป็นการดูแลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกล่าวได้ว่าสิ่งแวดล้อมดีๆ เหล่านี้ ปรากฏอยู่เป็น ปกติวิสัย ท าอย่างไร จึงจะเกิด “สุขลักษณะ” ตัวอย่างกิจกรรม ดังนี้ (1) ขจัดมลภาวะที่มีผลต่อสุขภาพและจิตใจ เช่น ฝุ่นละออง เสียงดัง แสงสว่างไม่เพียงพอ
(2) ปรับปรุงสถานที่ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น ปลูกต้นไม้ ทาสีใหม่ (3) ปรับปรุงตนเอง โดยการแต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสมและปลอดภัย (4) ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองให้แข็งแรงสมบูรณ์ ข้อดีของกิจกรรม “สุขลักษณะ” (1) สถานที่น่าอยู่ น่าอาศัย มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย (2) บุคลากรทุกคนมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ (3) เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ จากการร่วมมือกันท ากิจกรรมต่างๆ (4) ผลผลิตจากการปฏิบัติงานสูงขึ้น 2.5) สร้างนิสัย ตรงกับค าว่า “ท าบ่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัย” ซึ่งได้แก่ การร่วมมือร่วมใจกัน ปฏิบัติงาน ในกิจกรรม 4 ส แรกที่กล่าวมา ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการปฏิบัติงานโดยการรักษากฎเกณฑ์ที่ ตกลงกัน ไว้และท าให้เป็นนิสัย เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้น ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน ดังนี้ • สถานที่ประกอบการประเภทที่หนึ่ง : มีคนท าให้เกิดความสกปรก แต่ไม่มีคนท าความ สะอาด • สถานที่ประกอบการประเภทที่สอง : มีคนท าให้เกิดความสกปรก แต่มีคนท าความสะอาด • สถานที่ประกอบการประเภทที่สาม : ไม่มีคนท าความสกปรก แต่มีคนท าความสะอาด ผู้เรียนคิดว่าสถานประกอบการใดที่แสดงถึงสภาพการสร้างนิสัยในการรักษาสิ่งแวดล้อม จากตัวอย่างที่ยกมานี้ คงเห็นได้ชัดเจนว่า สถานประกอบการที่สามมีการฝึกการรักษาความสะอาดให้ เกิดขึ้นแก่บุคคลในองค์กรจนเป็นนิสัย และกระท าจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้น จึงสรุปได้ กอบการ ประเภทที่สามนี่เอง ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพการสร้างนิสัยของกิจกรรม 5 ส ท าอย่างไรจึงท าให้เกิดกิจกรรม “สร้างนิสัย” มีข้อเสนอแนะให้ท ากิจกรรม ดังนี้ (1) น า 4 ส ที่กล่าวมาก่อนแล้ว มาทบทวนและกระท าเป็นประจ า (2) ศึกษาและท าความเข้าใจในเรื่องกฎเกณฑ์ระเบียบและมาตรฐานของ 5 ส รวมทั้ง ประโยชน์ที่ได้รับ (3) เคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐาน 5 ส ที่ได้วางไว้ ข้อดีของกิจกรรม “สร้างนิสัย” (1) เกิดวินัย นิสัยในตัวเองและการท างานที่ดี (2) มีความปลอดภัยมากขึ้น (3) การท างานมีประสิทธิภาพมากขึ้น (4) ลดค่าใช้จ่าย เพราะลดการสูญเสียในด้านต่างๆ ลง (5) สถานที่ท างานสะอาด มีระเบียบ (6) ท าให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพมากขึ้น
3. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยใช้กฎหมาย การออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้เนื่องจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี ความ รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พอสรุปได้ดังนี้ 3.1 กฎหมายสิ่งแวดล้อมโดยตรง เป็นการบังคับใช้เกี่ยวกับค่ามาตรฐานต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม คุ้มครอง สิ่งแวดล้อม เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นกฎหมาย วัน แรก และปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว และประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งประกอบด้วยหมวดและมาตราตามพระราชบัญญัติ พอสรุปได้ดังนี้ 1) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับนิยาม ศัพท์ การยกเลิก พ.ร.บ. ฉบับก่อนหน้า พ.ศ. 2535 แบ่งออกได้เป็น 11 มาตรา (มาตรา 1-11) 2) หมวดที่ 1 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเกี่ยวกับคณะกรรมการ อ านาจหน้าที่ของขณะ กรรมการด ารงต าแหน่ง การพ้นต าแหน่ง แบ่งออกเป็น 10 มาตรา 12-21) 3) หมวดที่ 2 กองทุนสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม เงินช่วยเหลือและอุดหนุน ใช้จ่ายใน การบริหารกองทุน คณะกรรมการกองทุนและอ านาจหน้าที่ แบ่งออกเป็น 10 มาตรา (22-31) 4) หมวดที่ 3 การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ส่วนที่ 1 มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เช่น คุณภาพน้ าใน แม่น้ าล าคลอง อ่างเก็บน้ า มาตรฐานน้ าทะเล มาตรฐานคุณภาพอากาศ มาตรฐานระดับเสียง เป็นต้น แบ่ง ออกเป็น 3 มาตรา (32-34) ส่วนที่ 2 การวางแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับแผนการจัดการคุณภาพ สิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับคุณภาพน้ า อากาศ การควบคุมมลพิษ แบ่งออกเป็น 7 มาตรา (35-41) ส่วนที่ 3 เขตอนรักษ์และพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยการจัดการพื้นที่ให้เป็นไปตาม แผนการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่เขตอนุรักษ์ เป็นต้น แบ่ง ออก เป็น 4 มาตรา (42-45) ส่วนที่ 4 การท ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยการจัดท ารายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามโครงการที่รัฐก าหนดให้ท ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ระยะเวลาในการน าเสนอ การขออนุญาตเป็นผู้เชี่ยวชาญ การจัดท า EIA แบ่งออกเป็น 6 มาตรา (46-51) 5) หมวดที่ 4 การควบคุมมลพิษ เกี่ยวกับเรื่องของการควบคุมมลพิษต่าง ๆ แบ่งออกเป็น ส่วนที่ 1 คณะกรรมการควบคุมมลพิษ แบ่งออกเป็น 3 มาตรา (52-54) ส่วนที่ 2 มาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งก าเนิด ประกอบด้วยคณะกรรมการการควบคุม มลพิษ ท าหน้าที่เสนอแผนการปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขอันตรายอันเกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ แบ่งออกเป็น 4 มาตรา (55-58) ส่วนที่ 3 เขตควบคุมมลพิษ จัดท าบัญชีรายละเอียดประเภท จ านวน ประกอบเป็นเขต
ควบคุม มลพิษและขจัดมลพิษ แบ่งออกเป็น 5 มาตรา (59-63) ส่วนที่ 4 มลพิษทางอากาศและเสียง ควบคุมมาตรฐานมลพิษอากาศและเสียงในยวดยาน พาหนะ ออกค าสั่งห้ามในกรณีที่ไม่ได้มาตรฐาน แบ่งออกเป็น 5 มาตรา (64-68) ส่วนที่ 5 มลพิษทางน้ า ควบคุมเกี่ยวกับมลพิษที่เกิดกับน้ า แบ่งออกเป็น 9 มาตรา (69-77) ส่วนที่ 6 มลพิษอื่นๆ และของเสียอันตราย เกี่ยวกับการจัดเก็บ รวบรวม ขนส่ง และการ จัดการ ขยะมูลฝอย และของเสียอันตรายแบ่งออกเป็น 2 มาตรา (78-79) ส่วนที่ 7 การตรวจสอบและการควบคุม ว่าด้วยการตรวจสอบการจัดการหรือการบ าบัด อากาศ เสีย น้ าเน่า แบ่งออกเป็น 8 มาตรา (80-87) ส่วนที่ 8 ค่าบริการและค่าปรับ ว่าด้วยค่าบริการและค่าปรับในกรณีที่ไม่ท าตามสัญญาที่ ก าหนด แบ่งออกเป็น 6 มาตรา (88-93) 6) หมวดที่ 5 มาตรการส่งเสริม ว่าด้วยเรื่องการสนับสนุนผู้ที่ท าตามกฎหมายตามแต่เห็นสมควร แบ่ง ออกเป็น 2 มาตรา (94-95) 7) หมวดที่ 5 ความรับผิดทางแพ่ง ว่าด้วยเรื่องการจัดการส าหรับผู้ที่ท าให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต และทรัพย์สิน ต้องชดเชยค่าสินไหมตาม พ.ร.บ. แบ่งออกเป็น 2 มาตรา (96-97) 8) หมวดที่ 7 บทก าหนดโทษ ว่าด้วยเรื่องการลงโทษส าหรับผู้กระท าความผิดตาม พ.ร.บ. ที่ก าหนด แบ่งออกเป็น 15 มาตรา (98-111) 9) บทเฉพาะกาล ว่าด้วยเรื่องบทข้อก าหนดอันนอกเหนือจากมาตราที่กล่าวมา แบ่งออกเป็น 4 มาตรา 112-115) 3.2 กฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นกฎหมายที่บังคับใช้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั่ว ๆ ไป เช่น 1) กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ • พระราชบัญญัติการใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 • พระราชบัญญัติพัสดุที่ดิน พ.ศ. 2518 • ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 • พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 • พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 - พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 • พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 2) กฎหมายเกี่ยวกับแร่ธาตุ • พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 3) กฎหมายทรัพยากรน้ าและการประมง • พระราชบัญญัติรักษาคลอง ร.ศ. 121 • พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 • พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485
• พระราชบัญญัติคันและคูน้ า พ.ศ. 2505 • พระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. 2526 • พระราชบัญญัติน้ าบาดาล พ.ศ. 2520 • พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ าไทย พ.ศ. 2456 • พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 4) กฎหมายมลพิษทางอากาศ แสง เสียงและความสั่นสะเทือน • พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 • พระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 5) กฎหมายควบคุมวัตถุมีพิษ • พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 6) กฎหมายควบคุมโรงงานและสิ่งแวดล้อมในการท างาน • พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 • พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2522 • พระราชบัญญัตินิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2522 7) กฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุข • พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 • พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 • พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 • พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 กฎหมายต่างๆ บางฉบับได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาจนถึงปัจจุบันหลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้อง ถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลได้จากสื่อ สารสนเทศหรือทางอินเทอร์เน็ตของ กระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง 3.3 ผลบังคับทางกฎหมาย กฎหมายแต่ละฉบับจะก าหนดบทลงโทษส าหรับผู้กระท าความผิด หนักเบาแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ยุคสมัยและความรุนแรงของปัญหาที่ก่อขึ้น ผลบังคับทางกฎหมายแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ผลบังคับทางอาญา เป็นการด าเนินการโดยอาศัยหลักการบังคับและควบคุม ซึ่งกฎหมายที่รัฐ บัญญัติไว้เพื่อเอาโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน ในปัจจุบันมีมากมายหลายฉบับ ตัวอย่างเช่น 1.1) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ าไทย พ.ศ. 2456 • มาตรา 117 ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งใดล่วงล้ าเข้าไปเหนือน้ า ในน้ า และ ใต้น้ าของแม่น้ าล าคลอง บึง อ่างเก็บน้ า ทะเลสาบ อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือประชาชนร่วมกัน หรือ ทะเลภายในน่านน้ าไทย จะมีโทษที่ก าหนดไว้ในมาตรา 118 ให้ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท 1.2) พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490
• มาตรา 19 ห้ามมิให้บุคคลใดเท ทิ้ง ระบาย หรือท าให้วัตถุมีพิษตามที่รัฐมนตรี ก าหนด ในราชกิจจานุเบกษา ลงไปในที่จับสัตว์น้ า หรือการท าการใดๆ อันท าให้สัตว์น้ ามึนเมา หรือเท ทิ้ง ระบาย หรือ ท าให้สิ่งใดลงไปในที่จับสัตว์น้ า ในลักษณะที่เป็นอันตรายแก่สัตว์น้ าหรือท าให้ที่จับสัตว์น้ าเกิด มลพิษ เว้นแต่ เป็นการทดลองเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 1 • มาตรา 20 ห้ามมิให้บุคคลใดใช้กระแสไฟฟ้าท าการประมงในที่จับสัตว์น้ าหรือใช้ วัตถุ ระเบิดในที่จับสัตว์น้ า ไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่เพื่อประโยชน์ของทางราชการหรือได้รับอนุญาตจากอธิบดี ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ได้ก าหนดโทษในการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนี้ • มาตรา 62 ทวิ บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 19 หรือมาตรา 20 ต้องระวางโทษจ าคุก ตั้งแต่ หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท 1.3) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 • ผู้ใดบุกรุกหรือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเข้าไปกระท า ด้วยประการใดๆ อันเป็นการท าลาย ท าให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควร แก่ การอนรักษ์ หรือก่อให้เกิดมลพิษ อันมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ ก าหนดตามมาตรา ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาทหรือทั้งจ าทั้งปรับ 2) ผลบังคับทางแพ่ง โดยปกติแล้ววัตถุประสงค์ในการด าเนินคดีแพ่งในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็ เพื่อให้ศาลสั่งห้ามจ าเลยไม่ให้กระท าการใดๆ ซึ่งเป็นการรบกวนผู้อื่น เช่น การให้ศาลสั่งระงับการส่งเสียงดัง รวมจากสถานบันเทิงในยามค่ าคืน หรือการขอให้ผู้ประกอบการโรงงานระงับการปล่อยควันหรือกลิ่น ออกจาก โรงงานไปรบกวนชุมชนใกล้เคียง นอกจากนั้นโจทก์อาจฟ้องคดีแพ่งทางสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจาก ความเสียหายที่ฝ่ายโจทย์ก็ได้รับ อันเนื่องมาจากการกระท าของจ าเลยได้ซึ่งอัตราสินไหมทดแทนในกรณีต่างๆ ความเสียหายที่ฝ่ายโจทก์ได้รับ อันเนื่องมาจากการ ได้ก าหนดไว้ในกฎหมายแต่ละฉบับที่เกี่ยวข้องหรือให้ศาล สั่งเป็นกรณีไป 3) ผลบังคับทางปกครอง หมายถึง การที่กฎหมายมอบให้รัฐมีอ านาจในการด าเนินการผ่านขั้นตอน การตัดสินของกระบวนการยุติธรรมก่อน เช่น การให้อ านาจเจ้าพนักงานออกค าสั่งพักการใช้ใบอนุญาต ประกอบการหรือสั่งปิดโรงงาน เมื่อปฏิบัติฝ่าฝืนกฎหมาย ท าให้เกิดการ สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติหรือท าให้ คุณภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ตามที่หลักฐานประจักษ์อย่างชัดเจน ตัวอย่างกฎหมายประเภทนี้ เช่น 3.1) พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 • มาตรา 37 บัญญัติว่า หากพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ประกอบกิจการโรงงานใดฝ่า ฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ความ เสียหาย หรือความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงานหรือที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ผู้มี อ านาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระท าที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องหรือเหมาะสม ภายในเวลาที่ ก าหนดไว้ 3.2) พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510
• มาตรา 119 บัญญัติว่า อธิบดีมีอ านาจจะเพิกถอนใบอนุญาตแต่งแร่ เมื่อปรากฏว่า ได้มี การฝ่าฝืนบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือเงื่อนไขในใบอนุญาต หรือมีเหตุอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือ ความ ผาสุกของประชาชน 3.3) พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 • มาตรา 51 รัฐมนตรีมีอ านาจเพิกถอนสัมปทาน เมื่อผู้รับสัมปทาน (1) ไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันส าหรับการส ารวจปิโตรเลียม (2) ไม่ปฏิบัติตามวิธีการปฏิบัติงานปิโตรเลียมที่ดี (3) ไม่ช าระค่าภาคหลวงหรือผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (4) ไม่ช าระภาษีเงินได้ (5) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อก าหนดที่ระบุไว้ในสัมปทานว่าเป็นเหตุให้เพิกถอน สัมปทานได้ 3.4 ปัญหาจากการใช้กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาอย่างหนึ่งที่ส าคัญมาก จากการบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ประเทศไทย ได้แก่ การมีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายหน่วยงาน รุ่น แต่ละหน่วยงานก็มีกฎหมายบังคับใช้ของตนเอง เช่น กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ พ.ศ. 2504 กรม โรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้บังคับใช้พระราชบัญญัติโรงงานบังคับใช้พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 กรม เจ้าท่ามีพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ าไทย พ.ศ.2456 ก าหนด ส่วนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง บังคับใช้โดยกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข เป็น ต้น ในขณะที่ในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็น กฎหมายที่สามารถบังคับใช้ ครอบคลุมในทุกด้านอยู่ด้วย ท าให้การบริหารและจัดการมีความซ้ าซ้อนกันอยู่มาก ในบางครั้งการกระท าความผิด นางหนึ่งแต่มีข้อบังคับทางกฎหมายหลายแบบ มีโทษในการกระท าความผิด แตกต่างกันมาก เมื่อศาลพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดให้ได้รับโทษตามที่ระบุไว้ในกฎหมายฉบับหนึ่งแล้ว ก็ไม่สามารถ ฟ้องร้องให้รับผิดในข้อบังคับจากกฎหมายอีกฉบับหนึ่งได้อีก ท าให้ผู้กระท าความผิดมีโอกาสที่จะได้หลีกเลี่ยง การได้รับโทษหนักเป็นโทษเบาได้ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายว่าควรจัดระบบการบริหารงานและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบน้อยลง มีสายงานการบังคับบัญชาเดียวกัน และปรับปรุงกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมให้รัดกุมและมีความเป็นธรรมในการบังคับใช้
4. หลักการจัดการสิ่งแวดล้อม ศ.ดร.เกษม จันทร์แก้ว ได้ให้ความหมาย การจัดการสิ่งแวดล้อมว่า หมายถึง “กระบวนการด าเนินการ อย่าง มีระบบในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ โดยไม่ก่อ ผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อการมีใช้ในอนาคตตลอดไป” เพื่อให้เข้าใจความหมายของค าว่า “การจัดการสิ่งแวดล้อม” มากขึ้น ได้มีนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หลายท่านชี้ให้เห็นสาระส าคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนี้ (1) การจัดการสิ่งแวดล้อม มีความหมายคล้ายกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่แตกต่างกันที่การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมเป็นเหมือนทฤษฎีหรือหลักการ ไม่มีแผนงานในทางปฏิบัติ ส่วนค าว่า “การจัดการสิ่งแวดล้อม” นั้น มีความหมายในเชิงปฏิบัติได้ และต้องมีขั้นตอนการด าเนินงานอย่างมีแบบแผน (2) การจัดการสิ่งแวดล้อมจะต้องมีแผนงานในการด าเนินงาน ซึ่งการก าหนดแผนงานนี้จะต้อง ครอบคลุมนโยบาย มาตรการ แผนงานและโครงการ (หรือแผนปฏิบัติงาน) (3) การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางหนึ่งของนักนิเวศพัฒนาในเชิงปฏิบัติ กล่าวคือ เปิดโอกาสให้มี การใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้ แต่ต้องไม่ท าให้คุณค่าทางนิเวศวิทยาสูญเสียไป 4.1 การวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม หมายถึง กระบวนการก าหนดรูปแบบด าเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ การอนรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งการวางแผนให้ได้ผลนั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว นักสิ่งแวดล้อมจ าเป็นจะต้องมีข้อมูล เบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหลายด้าน เช่น ผลการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจน ข้อมูลพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมนั้นว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด มีอัตราการเกิดทดแทนอย่างไรบ้าง และ ควรมีข้อมูลที่แสดงถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ด้วย การวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมมีโครงสร้างและการท างานพอสังเขป ดังแสดงในรูปที่ 10.7 1) วัตถุประสงค์ (Objective) นิยมบอกเป็นข้อๆ ว่า ต้องการท าอะไรบ้างต่อสิ่งแวดล้อมนั้น เช่น ต้องการให้มีพื้นที่สีเขียว (ต้นไม้) ในวิทยาลัยเพิ่มขึ้น เป็นต้น 2) เป้าหมาย (Target) เป็นผลที่ต้องการขั้นสุดท้ายที่บอกทั้งขนาดและทิศทางอย่างชัดเจน เช่น จุดประสงค์ที่ตั้งไว้ในข้อ 1) ถ้าก าหนดเป็นเป้าหมายอาจเขียนได้ว่า “วิทยาลัยจะท าให้มีพื้นที่สีเขียว เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 3 ปี” เป็นต้น 3) นโยบาย (Policy) หมายถึง หลักการหรือแนวทางด าเนินงานทางสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรลุ ถึง วัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ เช่น นโยบายป่าไม้ของไทยระบุไว้ข้อหนึ่งว่า “ประเทศไทยจะต้องมีพื้นที่ป่าไม้ 40 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ โดยเป็นป่าอนุรักษ์ 15 เปอร์เซ็นต์ และป่าเศรษฐกิจ 25 เปอร์เซ็นต์” เป็นต้น 4) มาตรการ (Measure) หมายถึง แนวทางในการควบคุมการด าเนินงานให้บรรลุผลตามนโยบาย ก าหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศตามข้อ 3) จึงต้องมีมาตรการควบคม เช่น (1) มาตรการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการควบคุม ดูแลและรักษาพื้นที่ป่า (2) มาตรการติดตาม ตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ที่ทันสมัย โดยการใช้ระบบสารสนเทศทาง
ภูมิศาสตร์ และข้อมูลดาวเทียม (3) มาตรการทบทวน ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ให้มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น 5) แผนงาน (Planning) หมายถึง การก าหนดงานว่าจะท าอะไรบ้างในแต่ละมาตรการ ซึ่งใน หนึ่ง มาตรการอาจมีมากกว่าหนึ่งแผนงานก็ได้" 6) แผนปฏิบัติการ (Action Plan) และโครงการ (Project) การท าแผนปฏิบัติการคือ การก าหนด กิจกรรมของงานและขั้นตอนการด าเนินการโดยระบบผู้รับผิดชอบ งบประมาณ เวลา และสถานที่ ในบางครั้ง ใช้โครงการแทนก็ได้ อาจกล่าวได้ว่า แผนปฏิบัติการหรือโครงการเป็นหัวใจของแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม ถ้าก าหนด แผนปฏิบัติการไม่ดีแล้ว นโยบายที่ก าหนดไว้ตั้งแต่ต้นคงจะส าเร็จลงได้ยาก ตัวอย่างโครงสร้างของแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมแสดงไว้ 4.2 การบริหารงานสิ่งแวดล้อม การบริหารงานสิ่งแวดล้อม หมายถึง “การควบคุมความเป็นไปของแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ก าลัง ด าเนินการอยู่จากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง หรือจากกิจกรรมหนึ่งในแผนปฏิบัติการไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง” โดย หลักปฏิบัติแล้วการท าแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม จะต้องท าตารางเวลาให้นักบริหารทราบว่า เวลาใดจะเริ่ม กิจกรรมใด สิ้นสุดเมื่อใด เพื่อให้นักบริหารสามารถตรวจสอบการด าเนินงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการบริหาร งาน สิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นควรค านึงถึงสิ่งเหล่านี้ 1) ระบบบริหารต้องมีองค์กรรับผิดชอบอย่างชัดเจน เหมาะสมและตรงกับแผนงานที่ก าหนด ไว้ เช่น หน่วยราชการ บริษัท กรม กอง หรือคณะกรรมการ 2) บุคลากรที่ร่วมด าเนินการทั้งระดับสูงและระดับล่างต้องมีอย่างเพียงพอ เหมาะสมกับงาน 3) การน ากลยุทธ์ (Strategy) และยุทธวิธี (Tactics) ต่างๆ มาใช้ในการบริหารเป็นสิ่งที่ จ าเป็นมาก เช่น มีการพบปะ ประชุม ให้บ าเหน็จรางวัลหรือการชมเชย 4) มีระบบการตรวจสอบ (Monitoring System) ที่ดีเพื่อตรวจสอบข้อผิดพลาดข้อบกพร่อง และจุดที่เกิดปัญหาเพื่อแก้ไขต่อไป 5) มีเครื่องมือในการบริหารงาน ได้แก่ อุปกรณ์ กฎ ระเบียบและข้อบังคับต่างๆ การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นงานที่ค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องใช้ความรู้จากหลายสาขาวิชา มา ท างานร่วมกัน และต้องอาศัยการบริหารที่ดี มีการตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพร่องอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนต้อง ใช้กลยุทธ์และยุทธวิธีต่างๆ ตามหลักการบริหารงานมาใช้อย่างถูกต้องจึงจะท าให้งานส าเร็จได้
5. แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน แนวการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างผิดหลักอนุรักษ์วิทยาก่อให้เกิดการสูญเสีย ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า รวมทั้งการเกิดปัญหามลพิษซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงต้องใช้ศาสตร์ ในทุกสาขาที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้ พอสรุปได้ดังนี้ 5.1 การควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากรอย่างเหมาะสม จ านวนประชากรนับเป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติขึ้นในแต่ละ ประเทศ จากรายงานข้อมูลประชากรของประเทศไทยโดยเอสเคป (ESCAP) คาดว่าอีก 50 ปีข้างหน้า คือ ในปี พ.ศ. 2590 ประชากรของไทยจะเพิ่มเป็นสองเท่า ได้แก่ 118,792,000 คน ในระดับโลก มีรายงานเรื่อง “สภาพของประชากรโลก ปี ค.ศ. 2001” ของกองทุนประชากรแห่ง สหประชาชาติ (ยูเอ็นเอฟ-พีเอ) เตือนว่า ปี พ.ศ. 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 9,300 ล้านคน จากใน ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7,300 ล้านคน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรเกินขนาดเช่นนี้จะท าให้การบริโภคเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโลกทั้งปัญหาดินเสื่อม มลภาวะทางน้ าและอากาศ น้ าแข็งที่ขั้วโลกละลายและที่ อยู่อาศัยตามธรรมชาติจะถูกภัยพิบัติตามธรรมชาติท าลาย ความต้องการน้ า อาหารและพลังงานที่มากขึ้นจะ เป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 5.2 ต้องค านึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างถูกหลักอนุรักษ์วิทยา หมายถึง การใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล รู้จักการเก็บรักษา สงวน ซ่อมแซม พัฒนา การก าจัด ของเสียและการน าของเสียมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทุกคนในชาติต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเอง ด้วยการสร้างจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ดี กล่าวคือ มีการปลูกฝังให้ทุกคนเข้าใจถึงความส าคัญของทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักการให้ความรักความเมตตาแก่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีความรู้สึกพอใจและมีความสุข เมื่อเห็นต้นไม้ร่มรื่น มีแม่น้ าล าธารที่ใสสะอาด มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ มีดินดีไว้ส าหรับการเพาะปลูก และ พอใจในการด าเนินชีวิตอย่างพอกินพอใช้ ซึ่งต้องอาศัยการจัดการศึกษาที่ดีให้แก่ประชาชนในประเทศ 5.3 ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจสังคมและ อุตสาหกรรม การด าเนินโครงการใหญ่ๆ มีผลกระทบ ต่อ สิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ดังนั้น การพัฒนาใดๆ ก็ตามต้อง ค านึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและต้องหาแนวทาง แก้ไขไว้ก่อนเสมอ ตามแนวทางที่เรียกว่า นิเวศพัฒนา (Eco-Development) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ด าเนินการ พัฒนาควบคู่กับการอนุรักษ์ มีตัวอย่างในทางปฏิบัติ ได้แก่ การท าการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) เมื่อมีการก่อสร้างหรือการท ากิจกรรมขนาดใหญ่ตามที่ กฎหมายก าหนด เช่น การสร้างสนามบิน ท่าเรือพาณิชย์ โรงงานขนาดใหญ่ โรงแรมขนาดใหญ่ เขื่อน หรือการ ร่วมมือกันในระดับชุมชน เช่น การปลูกป่าการร่วมกันรณรงค์รักษาความสะอาด เป็นต้น 5.4 ต้องก าหนดแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ชัดเจน การวางแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามศักยภาพของทรัพยากรนั้นๆ เป็นสิ่งที่ควรกระท าเป็นอย่าง ยิ่ง ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นลูกโซ่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพยากรดิน น้ า อากาศ ป่าไม้ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องต่อกัน ถ้ามีการใช้ผิดพลาดก็อาจจะส่งผลกระทบต่อ
กัน และที่มีปัญหาในการบริหารสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดอีกอย่างหนึ่ง คือ การก าหนดผังเมืองให้ชัดเจน เพื่อ แบ่งประเภทการใช้พื้นที่เมืองให้เหมาะสม ตามหลักการนิเวศวิทยาและสุขาภิบาลต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้มักเกิด ปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การออกกฎหมายควบคุม รวมทั้งขาดความร่วมมือจากสังคม เพราะทุกคน มองเห็น ผลประโยชน์ในระยะสั้นมากกว่าผลประโยชน์ในระยะยาว 5.5 ต้องใช้มาตรการควบคุมของเสียอย่างจริงจัง การต้องใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีชั้นสูงในกระบวนการผลิต จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ก่อให้เกิด มลภาวะมากมาย เช่น น้ าเสีย อากาศเสีย ดินเสีย เสียงดัง ดังนั้น หน่วยงานบริหารต่างๆ ต้องมีมาตรการ ควบคุม และตรวจสอบอย่างจริงจังโดยต้องอาศัยทั้งเงินงบประมาณและเทคโนโลยีมาช่วยในการด าเนินงาน อย่างเป็น ระบบ เช่น ควรมีมาตรการก าจัดขยะและสิ่งปฏิกูลจากอาคารบ้านเรือน ภัตตาคาร ร้านค้า โดยออก กฎหมาย ควบคุมและจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบ าบัดของเสียเหล่านั้นจากผู้กระท า เป็นต้น 6. ความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก ดังนั้นความ ตื่นตัว ในวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมโลกจึงขยายตัวอย่างมากและจริงจัง โดยเริ่มที่รัฐบาลสวีเดนได้เสนอต่อ องค์การ สหประชาชาติถึงวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม อันประกอบด้วย วิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารของพลโลก วิกฤตการณ์ ด้านการใช้พลังงาน อัตราการเพิ่มของประชากรที่สูงมากโดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาและปัญหา มลพิษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อคนทั้งโลก องค์การสหประชาชาติจึงร่วมกับรัฐบาลสวีเดนจัดการประชุม เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นครั้งแรก เรียกว่า “การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมมนุษย์” (UN. CONFERENCE ลม THE HUMAN ENVIRONMENT) ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 โดยใช้เวลาเตรียมการประชุมครั้งนี้ถึง 3 ปี เพื่อจัดท าร่างข้อเสนอต่างๆ รวมทั้งท าแผน ด าเนินการและปฏิญญาว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม 1,200 คน จาก 113 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยและผู้ สังเกตการณ์ 1,500 คน การประชุมได้รับผลส าเร็จอย่างงดงาม มีการตกลงข้อร่วมมือต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยองค์การสหประชาชาติได้จัดตั้ง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP : UNITED NATION ENVIRONMENT PROGRAME) และก าหนดวันที่ 5 มิ.ย. ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก และรัฐบาลต่างๆ ก็ รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้นจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น ส าหรับประเทศไทยได้ก่อตั้ง ส านักงาน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้นในปี พ.ศ. 2518 และได้ตรา พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ