The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครื่องหอมไทย และการสกัดน้ำหอมจากเครื่องหอมไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-12 09:56:31

เครื่องหอมไทย และการสกัดน้ำหอมจากเครื่องหอมไทย

เครื่องหอมไทย และการสกัดน้ำหอมจากเครื่องหอมไทย

เครื่องหอมไทย และการสกัดนา้ หอมจากเครื่องหอมไทย

นารากร แสนบรรดิษฐ์ รหัสนักศกึ ษา 116410301022-2 กลมุ่ 3
ธัญลักษณ์ เรือนแปน้ รหสั นักศึกษา 116410301042-0 กลุ่ม 3
วรการ ตาลเอยี่ ม รหสั นักศึกษา 116410301080-0 กล่มุ 3

รายงานนีเปน็ ส่วนหน่ึงของการศกึ ษาวิชาสารนิเทศและการเขยี นรายงานทางวิชาการ
ภาควชิ าวทิ ยาการคอมพิวเตอร์ คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี
ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564



เครื่องหอมไทย และการสกดั น้าหอมจากเครื่องหอมไทย

นารากร แสนบรรดิษฐ์ รหัสนกั ศึกษา 116410301022-2 กล่มุ 3
ธัญลักษณ์ เรอื นแปน้ รหัสนกั ศึกษา 116410301042-0 กลุ่ม 3
วรการ ตาลเอย่ี ม รหสั นักศกึ ษา 116410301080-0 กลมุ่ 3

รายงานนีเปน็ ส่วนหนึง่ ของการศึกษาวชิ าสารนเิ ทศและการเขยี นรายงานทางวิชาการ
ภาควชิ าวทิ ยาการคอมพิวเตอร์ คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564



คานา

รายงานฉบับนี้ จดั ทาขน้ึ เพอื่ ปฏบิ ัตกิ ารเขียนรายงานการค้นคว้าท่ีถูกต้องอย่างเป็นระบบ อัน
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา 01-210-001 สารนิเทศและการเขียนรายงานเชิงวิชาการ ซ่ึงจะ
นาไปใช้ในการทารายงานค้นคว้าสาหรับรายวิชาอื่นได้อีกต่อไป การท่ีผู้จัดทาเลือกทาเรื่อง “เคร่ือง
หอมไทย และการสกดั นา้ หอมจากเครือ่ งหอมไทย” ซึ่งเปน็ เน้อื หาท่ีอธิบายให้เข้าใจถึงเรื่องเครื่องหอม
ไทย การสกัด และการนาผลผลิตท่ีได้มาใช้ประโยชน์ และยังสามารถนาความรู้ท่ีได้ไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และสาขาท่ีตนศึกษาได้อีกด้วย ดังนั้น จึงมีความจาเป็นอย่างมากที่จะต้อง
นาเสนอความรคู้ วามเข้าใจทถ่ี ูกตอ้ งเกย่ี วกับเคร่อื งหอมไทย

รายงานเล่มนี้ ได้กล่าวถึงเน้ือหาเก่ียวกับเคร่ืองหอมไทย ข้ันตอนวิธีการสกัดเคร่ืองหอมเพื่อ
นามาใช้ประโยชน์ในแบบต่าง ๆ เหมาะสาหรับผู้ท่ีต้องการศึกษา ค้นคว้า และความเข้าใจเก่ียวกับ
เคร่ืองหอมโดยเฉพาะเคร่ืองหอมในไทยซึ่งมีอยู่มากแต่ยังไม่ได้รับความสนใจ ผู้จัดทาจึงได้ค้นคว้าและ
นาเสนอรายงานนี้

ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคาแนะนาโดย
ตลอด และขอขอบคุณเจ้าของเว็บไซต์ที่ให้ความสะดวกในการค้นหาข้อมูล ท่ีผู้เขียนใช้อ้างอิงทุกท่าน
หากมีขอ้ บกพรอ่ งประการใด ผู้เขยี นขอนอ้ มรบั ไวเ้ พ่ือปรับปรุงตอ่ ไป

นารากร แสนบรรดิษฐ์
ธัญลกั ษณ์ เรือนแป้น
วรการ ตาลเอ่ยี ม
10 มีนาคม 25645



สารบญั

หน้า
คานา............................................................................................................................................... ก
สารบญั ภาพประกอบ.......................................................................................................................ง
บทท่ี

1 บทนา.............................................................................................................................1
1.1 ความหมายของการสกดั .....................................................................................1
1.2 ทีม่ าของนา้ หอมและการสกดั ……………………………………………….………………….. 1
1.3 ทม่ี าของเคร่อื งหอมไทย และการสกัดเครื่องหอมไทย……………..……………………4
1.4 ไมห้ อมและดอกไม…้ ………………………………………………………………..………………6
1.5 นา้ มันหอมระเหย…………………………………………………………………..………………..12
1.6 กลไกการออกฤทธขิ์ องน้ามันหอมระเหยทมี่ ีผลต่อรา่ งกายและระบบประสาท 13
1.7 ปัจจัยทมี่ ผี ลตอ่ ราคาของนา้ มนั หอมระเหย………………………………….………………14
1.8 ประโยชนข์ องกล่นิ หอม……………………………………………………….……………………15
1.9 หลกั การเลือกน้ามันหอมะเหย............................................................................17

2 การสกดั ....................................................................................................................….20
2.1 ประเภทของการสกดั ……………………………………………………….……………………… 20
2.1.1 การกลัน่ …………………………………………………………………..……………………20
2.1.1.1 การกล่ันดว้ ยนา้ ร้อน………………………………………………………..20
2.1.1.2 การกลนั่ ด้วยน้าและไอน้า……………………………………..………… 21
2.1.1.3 การกลนั่ ด้วยไอน้า…………………………………………….…………….21



สารบัญ (ต่อ)

2.1.2 การกลั่นด้วยตัวทาละลาย…………………………………….………………………… 22
2.1.3 การกลัน่ ดว้ ยนา้ มันสัตว์……………………………………………….…………………. 24
2.1.4 การคั้นและการบีบ……………………………………………….……………………….. 24
2.1.5 การสกดั ด้วยคาร์บอนไดออกไซดเ์ หลว…………………………..………………….24
2.1.6 การสกัดแบบดว้ ยวิธเี พอรโ์ คเลชัน่ ………………………………….………………… 25
2.1.7 การสกัดสมุนไพรแบบตอ่ เนอื่ ง……………………………………….……………….. 25
2.2 อุปกรณ์ในการสกดั …………………………………………………………………………………..…… 25
3 วธิ กี ารสร้างสรรค์และนาไปใช้ประโยชน์……………………………………………………………… 27
4 สรปุ ……………………………………………………………………………………………………………….. 30
บรรณานกุ รม…………………………………………………………………………………………………..……………….. 31



สารบญั ภาพประกอบ

ภาพท่ี หน้า
1 สกดั กลิ่นหอมดว้ ยวิธที ี่เรยี กว่า “อองเฟลอราจ (enfleurage)…………………………………………… 2
2 การนาดอกไมท้ ี่มกี ลิ่นหอมมาปรงุ แตง่ อาหาร : ดอกมะลิลอยน้าดม่ื เพ่อื ปรุงแต่งกล่ิน…………… 6
3 ไมก้ ฤษณา…………………….………………………………………….………………………………………………… 6
4 ไมเ้ ทพทาโร………….………………………………………….…………………………………………………………. 7
5 ไมจ้ นั ทนแ์ ดง………….………………………………………….……………………………………………………….. 7
6 ไม้จนั ทน์ชะมด………….………………………………………….…………………………………………………….. 8
7 ตันกระแจะ………….………………………………………….…………………………………………………………. 8
8 ไมช้ ะนดู ………….………………………………………….……………………………………………………………… 9
9 ตน้ ลูกซัด………….………………………………………….……………………………………………………………… 9
10 ตน้ กายาน………….………………………………………….………………………………………………………….. 10
11 ตน้ ดอกจันทนา………….………………………………………….…………………………………………………… 10
12 ต้นมดยอบ………….………………………………………….…………………………………………………………. 11
13 การกลั่นน้ามนั หอมระเหยโดยใชไ้ อน้า.………….………………………………………….…………………. 20
14 ไพล………….………………………………………….…………………………………………………………………. 21
15 ขมน้ิ ชัน………….………………………………………….…………………………………………………………… 22
16 ตะไคร้หอม………………………………………….………………………………………….…………………….. 22

บทที่ 1
บทนาํ

เครื่องหอมในธรรมชาติน้ันมีอยู่มากมายหลายชนิด โดยเฉพาะในพ้ืนถิ่นประเทศไทย ท่ีมีการ
นาเอาเครื่องหอมในธรรมชาติมาใช้กนั อยา่ งแพร่หลายในชีวิตประจาวันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซ่ึงในพื้น
ถ่ินประเทศไทยมีภูมิปัญญาการสกัดเอาเคร่ืองหอมมาใช้อยู่หลากหลายวิธี สามารถนามาสร้างสรรค์
และใชป้ ระโยชนจ์ นเกิดผลติ ภัณฑ์ที่สร้างชือ่ เสียงและรายไดใ้ หก้ ับผู้ผลิตได้มากมาย เครื่องหอมไทยกับ
การสกดั จงึ มีความสาคญั ในการขับเคลือ่ นเศรษฐกจิ ไทย โดยมรี ายละเอียด ดังน้ี

1.1 ความหมายของการสกัด

คาวา่ “สกดั ” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554 ได้ให้ความหมายว่า

“เค้น หรือแยกเอาออกมา เช่น สกัดน้ามัน สกัดน้าหอมจากดอกกุหลาบ” (พจนานุกรมฉบับ

ราชบณั ฑิตยสถาน, 2554 : ออนไลน)์

การสกัด (Extraction) หมายถึง กระบวนการแยก (Separation) โดยใช้ของเหลวอีกชนิด

หน่ึงเป็นตัวทาละลาย สารท่ีต้องการแยกโดยให้ละลายออกมาในตัวทาละลาย (พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิม

พงศ์ และนิธิยา รตั นาปนนท์, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

-leaching คอื การสกัดในระบบของแขง็ และของเหลว

-supercritical fluid extraction เปน็ การสกดั ด้วยของไหลที่อยใู่ นสภาวะเหนือจุดวิกฤติ

โดยในการสกัด มีตัวทาละลาย (Solvent) ทีใ่ ชใ้ นการสกดั ได้แก่

-acetone -isopropanol

-methanol -hexane and ethyl acetate

-ethanol -supercritical carbon dioxide

1.2 ที่มาของนํา้ หอมและการสกัด

กล่ินหอมสดช่ืนของดอกไม้นานาพันธ์ุ ล้วนเกิดจากน้ามันหยดเล็ก ๆ ท่ีพืชหล่ังออกมา
เรียกวา่ “น้ํามนั หอมระเหย” (Essential oil) พชื ผลิตน้ามันหอมระเหยด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน บ้างใช้
เพอ่ื ลอ่ แมลงให้มาผสมเกสรบ้างเพื่อปอ้ งกันพวกกาฝากและสัตว์อื่นมารบกวน แม้ว่าโลกเราจะมีต้นไม้
นบั พันชนดิ แต่มเี พียง 200 กวา่ ชนิดท่ผี ลติ น้ามนั หอมระเหยได้ น้ามันแต่ละชนิดมีส่วนผสมของน้ามัน
หอมระเหยตา่ งกัน ซึ่งอาจนามาผสมกนั จนเกิดเป็นน้ามันหอมหลายรอ้ ยชนดิ ได้

อย่างไรก็ตาม น้ามันหอมทุกชนิดมีองค์ประกอบสาคัญเพียง 3 ประการคือ “กลิ่นนา” (Top
note) ซึง่ ประกอบด้วยนา้ หอมทีร่ ะเหยง่าย สง่ กลน่ิ กระทบประสาทสมั ผสั อยา่ งได้ผลในฉับพลัน ต่อมา
คอื “กลิ่นตาม” (Middle note) ซึง่ ช่วยปรุงแต่งกล่ินที่กระทบประสาทในตอนแรกนั้นอีกทีหนึ่ง กล่ิน
นี้เป็น “เนื้อแท้” (Perfume body) ของน้าหอม และท้ายท่ีสุดคือ “กล่ินหลัก” (Base note) เป็น
กลิ่นทห่ี อมทนทานประทับใจยาวนาน

2

ชาวโรมันและกรกี โบราณผลติ นา้ หอมโดยการแช่ดอกไม้ ใบ และราก ในน้ามันสัตว์หรือน้ามัน
มะกอกเพ่ือให้ดูดซับกล่ินจากพืชนั้น น้ามันหอมน้ีมีราคาค่อนข้างแพงและนิยมใช้กันทั้งหญิงและชาย
เมื่อครั้งที่พระนางคลีโอพัตราเสด็จออกต้อนรับมาร์ค แอนโธนี ก็ทรงให้ใช้น้าหอมชโลมผ้าสีม่วงท่ีใช้
เป็นใบเรือท่ีประทับ เพือ่ ความเย้ายวนใจ ชาวอาหรับเป็นพวกแรกท่ีรู้จักสกัดน้ามันหอมระเหยด้วยวิธี
กลั่น (distillation) โดยการนาดอกหรือใบของไม้หอมมาหั่นหรือบดให้ละเอียด แล้วอบด้วยไอน้า
เพ่ือให้น้ามันหอมกลายเป็นไอลอยไปท่ีหลอดแก้ว เย็นลงและกล่ันตัวเป็นหยดน้า แม้จะได้ผลผลิต
(yield) ต่ามากคือปกตไิ ด้ปริมาณไม่ถึง 1/1000 ของวัตถดุ ิบทีน่ ามากล่ันแต่ก็ได้กล่ินหอมท่ีเข้มข้นมาก
จนแม้ผสมให้เจอื จางลง 100 เทา่ กย็ ังส่งกลน่ิ หอมจดั

ภาพที่ 1 สกดั กลิ่นหอมด้วยวิธีทเี่ รยี กวา่ “อองเฟลอราจ (enfleurage)”
(นฤมล รตั นสวุ รรณ์, 2559 : ออนไลน์)

การสกัดน้ามันหอมด้วยวิธีกล่ันไม่อาจนามาใช้กับพืชได้ทุกชนิด เพราะความร้อนจะทาลาย
กล่ินไม้หอมบางชนิดได้ ท่ีเมืองกราสส์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตน้าหอมท่ีอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ
ฝรงั่ เศส ยงั คงสกัดกลิ่นหอมด้วยวิธีท่ีเรียกว่า “อองเฟลอราจ (enfleurage) คือนาดอกไม้ไปโรยไว้บน
ไขมันสัตว์หรือไขมันหมูที่บริสุทธิ์มาก แล้วจึงนาไปไว้ในห้องเย็นเป็นเวลา 1-3 วัน ให้ไขมันดูดซับ
น้ามนั หอมจากดอกไม้ ผลผลติ ท่ไี ด้เรยี กว่า “โปมาด (Pomade)” จากน้นั จงึ ใส่แอลกอฮอล์เพ่ือละลาย
ไขมันที่ไม่ต้องการ ผลก็คือจะได้น้ามันหอมในสารละลายแอลกอฮอล์พร้อมที่จะนาไปผสมทาน้าหอม
ตอ่ ไป แหล่งผลิตตามท่ีต่าง ๆ มักผลิตหัวน้าหอมได้ปีละไม่กี่ตัน ผู้ผลิตน้าหอมจะนาน้ามันหอมระเหย
ไปปรงุ แตง่ เป็นกล่นิ ตา่ ง ๆ ด้วยวิธีการอันเป็นศิลปะท่ีซับซ้อนและละเอียดอ่อน น้ามันประเภทกล่ินไม้
ดอกมักผสมกลิ่นกุหลาบหรือกล่ินดอกพุด (Gardenia) เป็นสาคัญ ส่วนน้าหอมประเภทกลิ่นอาย

3

ตะวันออก กล่ินสมุนไพรหรือกลิ่นเคร่ืองเทศมักผสมกล่ินอบเชยจากจีน พม่า และศรีลังกา หรือลูก
จันทน์เทศจากอินโดนีเซีย น้ามันหอมหลังโกนหนวดมักมีกล่ินเคร่ืองเทศ กลิ่นไม้ และกล่ินหนังสัตว์
เปน็ กล่นิ เดน่ (นฤมล รตั นสุวรรณ์, 2559 : ออนไลน์)

ซง่ึ ดอกไมท้ ม่ี ักนามาผลติ นา้ หอมได้คอื ดอกมะลิ, กุหลาบ, กลว้ ยไม้, นมแมว, จาปี, กระดังงา,
พุดซ้อน ตลอดจนดอกไม้ทุกชนิดทีม่ ีกล่ินหอม และสมุนไพรที่สามารถนามาผลิตเป็นน้ามันหอมระเหย
ได้ คือ ตน้ มนิ ต์, ไพร, ตะไครห้ อมและสมนุ ไพร ชนดิ อนื่ ๆ ท่มี ีน้ามันหอมระเหย

วิธีทําให้นํ้าหอมมีกลิ่นทนนานต้องอาศัยสารคงสภาพ (Fixative) ในสมัยก่อนสารนี้ได้
จากส่วนประกอบหรือผลิตผลจากสัตว์ เช่น สํารอกปลาวาฬ (Ambergris) จากส่วนลําไส้ของ
ปลาวาฬ สเปิร์มชะมดเชียง (Musk) ได้จากถุงในท้องกระจงตัวผู้ ชะมดเช็ด (Civet) จากสารที่
หลั่งจากต่อมของตัวชะมดและคาสทอเรียม (Cartoreum) หรือน้ํามันเมล็ดละหุ่ง (Castor) ท่ี
หลั่งจากต่อมของตัวบีเวอร์ ในปัจจุบันมักผลิตสารกันระเหยด้วยวิธีสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งผลิตได้
ปรมิ าณมากและราคาถกู กวา่ จากสารธรรมชาติ น้าหอมทปี่ รงุ แต่งกล่นิ เสร็จแล้ว มักประกอบด้วยหัว
น้ามันหอมระเหยอย่างน้อย 20-30 ชนิด หรืออย่างมากอาจถึง 300 ชนิด เมื่อปรุงเสร็จแล้วก็นาไป
ขายในรปู แบบต่างๆ กัน นา้ หอมประเภทโคโลญ (Cologne) หรือ โอเดอตัวแลตต์ (Eau de toilette)
มีหัวน้าหอมประมาณ 2-6 % ละลายอยู่ในแอลกอฮอล์ ส่วนน้าหอม (Perfume) มีความเข้มข้นกว่า
คือจะมหี ัวนา้ หอมประมาณ 10-25 % ละลายอย่ใู นแอลกอฮอล์

เมื่อนักเคมีวิเคราะห์สารต่าง ๆ ที่ทาให้เกิดกลิ่นได้สาเร็จ ก็จะสังเคราะห์กลิ่นหอมน้ัน ๆ ได้
ซึ่งกลิ่นสังเคราะห์จะมีราคาถูกกว่าน้าหอมท่ีผลิตจากธรรมชาติมาก ดังนั้นวงการอุตสาหกรรมจึง
นามาใช้ปรุงแต่งกล่ินผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์เครื่องสาอาง เช่น สบู่ แชมพู โลช่ัน
ผลติ ภัณฑ์แต่งกลิ่นอาหาร และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ น้ายาขัดเงา ฯลฯ (นฤมล
รตั นสุวรรณ์, 2559 : ออนไลน์)

น้าหอมท่ีสกัดมาจากดอกไม้และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ มีราคาสูงมาก ประเทศท่ีมีช่ือเสียงใน
ด้านการผลิตน้าหอมคือ ฝรั่งเศส, สวิสเซอร์แลนด์, อังกฤษ, โปรตุเกส, เยอรมัน, อิตาลี, อเมริกา และ
ประเทศอืน่ ประเทศทมี่ ีชอื่ เสยี งท่สี ุดในโลกด้านการผลิตนา้ หอมทมี่ คี ุณภาพดีคอื ฝรง่ั เศส

หัวน้าหอมท่ีส่งมาจากประเทศฝรั่งเศสจะมีราคาสูง ประเทศไทยต้องเสียดุลการค้าด้านน้ีไป
เป็นจานวน เน่ืองจากในประเทศไทยยังไม่มีใครกล้าลงทุนด้านน้ีอย่างจริงจังท้ังที่มีดอกไม้มากไม่แพ้
ฝรงั่ เศส โดยเฉพาะดอกกลว้ ยไม้ ประเทศเรามีชอื่ เสียงมาเปน็ เวลานาน

การผลิตน้าหอมจากดอกไม้ จะต้องลงทุนด้านวัตถุดิบในปริมาณสูงมาก เช่น ดอกมะลิ
น้าหนัก 1,000 กิโลกรัม อาจจะผลิตหัวน้าหอมบริสุทธ์ิได้เพียงคร่ึงถึงหน่ึงลิตรเท่านั้น แต่หัวน้าหอม
บริสุทธ์ิ 1 ลติ รน้ี สามารถนาไปใช้ผลิตเป็นหัวนา้ หอม และทาประโยชน์ด้านอน่ื อกี มหาศาล

4

1.3 ท่ีมาของเครื่องหอมไทย และการสกดั เครอ่ื งหอมไทย
คาว่า "หอม" น้ัน หมายถึง การรับรู้ของประสาทสัมผัสที่เรียกว่า ฆานประสาท เม่ือมีสาร

บางอย่าง ทใี่ หก้ ลิน่ กระจายอยใู่ นอากาศ แลว้ รบั ร้วู า่ กล่นิ น้นั เป็นท่ีพอใจ ซ่ึงความพอใจนิยมช่ืนชอบใจ
ต่อกลิ่น ย่อมแตกต่างกันไปตามความเคยชิน ตามกลุ่มเผ่าพันธ์ุ และประเพณีของคนหรือกลุ่มคนน้ัน
ๆ หากเป็นกล่ินท่ีไม่พอใจ กจ็ ะบอกวา่ "เหมน็ "

เร่ืองของกลนิ่ นนั้ เป็นการยากที่จะกาหนดหรือจาแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ให้ชัดเจนและเป็น
ที่ยอมรับตรงกัน จึงมักจะใช้เปรียบเทียบกับชนิดของพรรณไม้หรือส่ิงอ่ืน ๆ ที่รู้จักคุ้นเคย ซึ่งใช้ได้
เฉพาะกลุ่มหรือท้องถิ่นหรือประเทศเท่าน้ัน เช่น คนไทยจะเข้าใจทันทีที่บอกว่า หอมเหมือนกล่ิน
ใบเตย ซึ่งหมายถงึ ใบเตยหอมท่ีคั้นน้าจากใบมาปรุงแต่งอาหาร แต่สาหรับชนชาติท่ีไม่เคยใช้ใบเตยใน
การปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ย่อมไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นอย่างไร เป็นต้น ในการขยายความเรื่องของ
กล่ินหอมน้ันมีใช้กันหลายคา ได้แก่ หอมเย็น หอมหวาน หอมฉุน หอมแรง หอมอ่อน ๆ หอมเอียน
หอมละมนุ หอมฟุ้ง หรอื หอมตลบ ตลอดจนหอมตลบอบอวล เปน็ ต้น (สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน
ไทยเลม่ ท่ี 22, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

กลิ่นหอมท่ีได้จากพืชน้ันเกิดมาจากน้ามันหอมระเหย (Essential oil หรือ Volatile oil) ซ่ึง
เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสร้างและสลาย (Metabolism) ในเซลล์ของพืช แล้วเก็บไว้ในเซลล์
หรือปล่อยออกมาจากเซลล์ สะสมอยู่ในช่องว่างที่ขยายขนาดขึ้น มีลักษณะเป็นต่อม (Gland) ที่ส่วน
ตา่ ง ๆ ของพชื นา้ มันหอมระเหยนี้บางกรณีไมอ่ ยู่ตวั (Unstable) จะเปลยี่ นไปตามกระบวนการเคมีได้
เปน็ สารประกอบทซี่ ับซ้อนย่ิงข้ึน เช่น เป็นยาง (Gum) และเรซิน (Resin) สารท่ีได้ใหม่น้ีมักจะรวมตัว
กับน้ามันหอมระเหยท่ียังเหลืออยู่ แล้วถูกลาเลียงจากที่สร้าง ไปยังส่วนอ่ืน ๆ ของพืช อาจจะเป็นใบ
ดอก ผล เมล็ด เหง้า ราก ต้น ท่ีใดที่หน่ึง หรือทุกส่วน แล้วแต่ชนิดของพืช นอกจากนั้น พืชบางชนิด
ปกตไิ มส่ ร้างน้ามนั หอมระเหย แต่ถ้าถูกกระตุ้นโดยมีเช้ือราเข้าไปตามแผล ก็จะเกิดกระบวนการสร้าง
นา้ มนั หอมระเหยข้ึนได้ ดังท่ีพบในไม้เนอ้ื หอมหลายชนิด ส่วนการที่มนุษย์หรือสัตว์บางชนิดจะได้กลิ่น
หอม เกดิ จากน้ามันหอมระเหยในพืชระเหยออกมา เมอ่ื สัมผัสกบั อากาศเกิดปฏิกิริยาทาให้เกิดกลิ่นฟุ้ง
กระจาย ปรากฏการณ์เช่นนี้ส่วนใหญ่เกิดเม่ือดอกไม้บานหรือผลไม้สุก ดังนั้น กล่ินหอมในธรรมชาติ
จริง ๆ จึงมักจะมาจากดอกไม้หรือผลไม้ แต่กล่ินหอมจากใบหรือส่วนอ่ืน ๆ ของพืช มักจะต้องทาให้
เกิดข้ึนโดยผ่านกรรมวธิ ีต่าง ๆ และที่สะดวกที่สุดคือใช้วิธีทาให้ใบช้าหรือขยี้ ถ้าเป็นต้น ราก เมล็ด ใช้
วธิ บี ด ฝน เผา ตม้ เปน็ ตน้

กลิ่นหอมของดอกไม้น้ัน เกิดจากพืชบางชนิดมีน้ามันหอมระเหยท่ีเซลล์พิเศษหรือที่ต่อม ซึ่ง
ส่วนใหญ่มักจะอยู่ท่ีส่วนใดส่วนหนึ่งของดอก เช่น ฐานรองดอก กลีบดอก เกสรเพศผู้ หรือเกสรเพศ
เมยี กล่นิ ท่ีเกดิ ข้ึนนี้ในธรรมชาติจะช่วยดึงดูดแมลงให้มาตอมดอกไม้ มีผลทาให้เกิดการนาละอองเรณู
ไปตกท่ียอดเกสรเพศเมีย ทาให้เกิดเมล็ดและผลต่อไป ซ่ึงเป็นวิธีหนึ่งที่ทาให้หลังจากพืชผลิดอกแล้ว

5

ออกผลหลังจากนั้น แต่แมลงหรือสัตว์อื่น ๆ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมาท่ีดอกไม้เพ่ือสูดกล่ินหอม แต่มาที่
ดอกไม้เพื่อกินน้าหวานหรือละอองเรณูของดอกไม้ (ส่วนพืชที่ดอกไม่มีกลิ่นนั้นมักจะมีสีสัน รูปทรง
ของดอก หรือมีต่อมน้าหวานท่ีล่อแมลงหรือสัตว์อ่ืน ให้มาท่ีดอก เพื่อช่วยในการผสมเกสร)
นอกจากน้ันดอกไม้ท่ีมีกลิ่นหอมยังดึงดูดมนุษย์ให้ชื่นชอบด้วย และมนุษย์เราไม่เพียงแต่ชอบได้กล่ิน
หอมจากธรรมชาติซ่ึงเกิดขึ้นเป็นคร้ังคราว เช่น เมื่อดอกไม้บานเท่าน้ัน เรายังนากลิ่นหอมจากพรรณ
ไมม้ าใช้ในการทาเคร่อื งสาอาง อบร่าเคร่ืองน่งุ ห่ม ตลอดจนบ้านเรือนอีกด้วย และมีหลักฐานการใช้มา
ไม่น้อยกว่า 5,000 ปี เดิมอาจจะใช้ดอกไม้โดยตรง แต่ต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีการต่าง ๆ สกัดกลิ่น
หอมออกมาให้ใช้ได้สะดวกย่ิงข้ึน พร้อมทั้งปรุงแต่งจนได้กล่ินหอมต่าง ๆ ตามแต่รสนิยมได้เป็น
น้าหอมทเี่ รารู้จกั กันในปัจจุบนั

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และจากวรรณคดี จะเห็นได้ว่า ชีวิตคนไทยมีความใกล้ชิดและ
ผูกพันกับพรรณไม้เป็นอย่างมาก นอกจากจะใช้พรรณไม้ในพื้นฐานของปัจจัยสี่เพ่ือดารงชีวิตแล้ว ยัง
เป็นที่มาของจินตนาการต่าง ๆ ในวรรณคดี เป็นไม้ประดับ เป็นวัสดุท่ีนามาเป็นแบบอย่างหรือ
ดดั แปลงตกแต่ง อนั เปน็ ทม่ี าของศิลปะภาพวาด ภาพแกะสลัก การก่อสร้างต่าง ๆ ในงานประเพณีทุก
ประเภท ไม่มงี านใดทีไ่ มใ่ ช้พันธ์ุไม้เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญ และมีความหมายต่องานนั้น ๆ ยิ่งไปกว่า
นั้น ในเร่ืองของกลิ่นหอมยังเป็นเรื่องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากการท่ีคนไทยนิยมข้าวปลา
อาหาร ทีมีกล่ินหอม เช่น ข้าว เราก็คัดพันธ์ุ จนได้ข้าวหอมมะลิ ขนมต่าง ๆ ปรุงแต่งด้วยกลิ่นหอม
ของดอกไม้ ใบไม้ แม้แต่น้าด่ืมก็ยังนิยมน้าลอยดอกมะลิ นอกจากเรื่องอาหารแล้ว ในเร่ืองของเคร่ือง
หอมท่ีใช้เป็นเครื่องสาอาง อบร่าเครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนยาพื้นบ้านก็จะใช้ของหอมต่าง ๆ มาปรุงแต่ง
ใหเ้ กิดกลน่ิ ตามความนยิ ม คนไทยนยิ มใช้น้าอบไทยหรือน้าปรุงกันโดยท่ัวไปในสมัยก่อนท่ีน้าหอมจาก
ยุโรปจะเข้ามาขาย ทั้งน้าอบไทยและน้าปรุงได้มาจากกรรมวิธีสกัดกลิ่นจากดอกไม้เป็นหลัก และ
ดอกไม้ทน่ี ยิ มใชก้ นั มาก ไดแ้ ก่ มะลิ กหุ ลาบ กระดังงา ชามะนาด ฯลฯ

1.4 ไม้หอมและดอกไม้
จากการรวบรวมรายชื่อพรรณไม้ดอกหอมที่ปลูกกระจายตามพ้ืนท่ีต่าง ๆ ของประเทศไทย

พบว่ามีพรรณไม้ดอกหอมท่ีปลูกท่ัวไป อยู่มากกว่า 90 รายการ การปลูกไม้ดอกหอมในประเทศไทย
นั้นส่วนใหญ่เป็นการปลูกเป็นไม้ประดับและตกแต่งสถานที่ มีเพียงไม่ก่ีชนิดท่ีปลูกในพื้นที่มาก ๆ ใน
เชิงพานิชย์ เชน่ มะลิ จาปี ซอ่ นกลิน่ กหุ ลาบ แต่มีวัตถุประสงคเ์ พือ่ จาหนา่ ยเปน็ ไมต้ ดั ดอก

ไม้ดอกหอมของไทยท่ีมีศักยภาพในการนามาสกัดสารหอมในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ จาปี มะลิ
ล่ันทม ซ่อนกลน่ิ พกิ ลุ กระดังงา สว่ นไม้ดอกหอมชนิดอ่ืน ๆ หากมีการปลูกเป็นจานวนมากก็สามารถ
ที่นามาใช้ประโยชนใ์ นเชงิ พาณิชย์ได้

6

ภาพที่ 2 การนาดอกไมท้ ี่มีกล่ินหอมมาปรุงแต่งอาหาร : ดอกมะลลิ อยนา้ ด่ืมเพื่อปรุงแตง่ กลิ่น
(สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนไทยเลม่ ที่ 22, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

ในเรอื่ งของเคร่อื งหอมที่ได้จากพืช ที่คนไทยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีต และบางอย่าง
ก็ยังใช้จนถึงปัจจุบันนั้น ศาสตราจารย์กสิน สุวตะพันธุ์ ได้เขียนถึงของหอมท่ีใช้ในการทาเครื่องหอม
ตา่ ง ๆ ทไี่ ด้จากสว่ นอื่นของพรรณไม้ ทไ่ี ม่ใชจ่ ากดอกไม้ไว้ 10 อยา่ ง ดงั นี้

1) กฤษณา มีลักษณะเป็นแก่นไม้สีดาคล้าหรือดาปนน้าตาล ท่ีเกิดจากต้นกฤษณา
(Aquilaria malaccensis Lamk. หรือ A. crassna Pierre ex H. Lec.) เกิดเป็นแผลแลว้ มเี ช้ือราบาง
ชนดิ เข้าไปเจรญิ เติบโตในเน้ือไม้ ทาให้ต้นกฤษณาซงึ่ เดิมมีเน้ือไม้อ่อนเปล่ียนเป็นเน้ือไม้แข็งและมีกล่ิน
หอม แกน่ ไมท้ ี่หอมนนี้ ามาใช้ปรุงแต่งเครื่องสาอาง ผสมเป็นเคร่ืองให้กล่ินในงานพิธีกรรม หรือใช้เป็น
เคร่ืองปรงุ ยาตามตารับโบราณ กฤษณาเป็นเครอ่ื งหอมที่นยิ มใชก้ ันมากในประเทศต่าง ๆ แถบเอเชีย

ภาพท่ี 3 ไม้กฤษณา (เกษตรพนั ธุเ์ ก้า ม.ป.ป. : ออนไลน์)

7

2) เทพทาโร ได้จากต้นเทพทาโร หรือต้นจวง หรือจวงหอม (Cinnamomun
porrectum Kosterm.) เป็นพันธ์ุไม้สกุลเดียวกับอบเชย เน้ือไม้มีกล่ินหอมคล้ายการบูร ในสมัย
โบราณใชท้ าหบี ใสเ่ สอื้ ผ้าหรือสงิ่ ก่อสร้างอ่ืน ๆ กันมด ปลวก และแมลงต่าง ๆ ได้ดี หรือใช้ปรุงแต่งยา
หรือนา ไปใช้ในงานพธิ กี รรมต่างๆ โดยเผาหรืออบให้ เกดิ กล่ินกระจายไป

ภาพท่ี 4 ไม้เทพทาโร (สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนไทยเล่มที่ 22, ม.ป.ป. : ออนไลน์)
3) จันทน์แดง ได้จากแก่นของจันทน์แดง หรือจันทน์ผา หรือลักกะจันทน์ (Dracaena
loureiri Gagnep.) วิธีการเกิดแก่นจันทน์แดงคล้ายกับการเกิดแก่นกฤษณา คือ ต้นมีแผล แล้วมีเชื้อ
ราเข้าไปเจรญิ เตบิ โตทาให้เกิดการเปล่ยี นแปลงภายในบรเิ วณโคนต้น เปน็ แกน่ สแี ดงและมีกล่ินหอม

ภาพที่ 5 ไมจ้ นั ทนแ์ ดง
(ฐานข้อมูลเครือ่ งยาสมนุ ไพร คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยอุบลราชธานี , ม.ป.ป. : ออนไลน์)

8

4) จันทน์ชะมด ได้จากเน้ือไม้ของจันทน์ชะมด ซ่ึงมีอยู่ 2 ชนิดคือ Mansonia gagei
Drumm. ในวงศ์ Sterculiaceae และ Aglaia pyramidata Hance ในวงศ์ Meliaceae ซ่ึงเน้ือไม้
แห้ง มกี ล่นิ หอมแรงกวา่ เม่อื ยงั สด

ภาพที่ 6 ไม้จันทน์ชะมด (สมุนไพรดอทคอม, ม.ป.ป. : ออนไลน์)
5) กระแจะ ได้จากเนื้อไม้ของต้นกระแจะ หรือขะแจะ หรือตุมตัง หรือพญายา
(Hesperethusa crenulata Roem.) ซ่ึงอยู่ในวงศ์เดียวกับพวกส้มต่าง ๆ เน้ือไม้แห้งมีกลิ่นหอม ใช้
ฝนทาผิวทาให้ผวิ นวลและหอม

ภาพที่ 7 ต้นกระแจะ (วิกพิ ีเดีย, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

9

6) ชะลูด หรือนูด (Alyxia reinwardtii Bl.) เป็นไม้เถา เนื้อไม้หอม ใช้ได้ทั้งสดและแห้ง
นามาอบผ้า กล่ินติดทนนาน หรือแต่งกล่ินแป้งร่า ดอกของพันธุ์ไม้ชนิดนี้มีขนาดเล็กและมีกล่ินหอม
เช่นกัน

ภาพที่ 8 ไมช้ ะนูด
(ฐานข้อมูลเครอ่ื งยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลยั อุบลราชธานี , ม.ป.ป. : ออนไลน์)

7) ลูกซัด เป็นเมล็ดของพันธ์ุไม้จาพวกถ่ัว (Trigonella faenogrecum Linn.) ซึ่งเป็น
ไม้ท้องถิ่นแถบ เมดเิ ตอร์เรเนยี น ลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วเขียวแต่เล็กกว่า เมล็ดแห้งมีกล่ินหอม และจะ
หอมมากข้นึ เมอ่ื นามาตม้ กับน้า คนไทยในสมัยก่อนโดยเฉพาะชาววัง นิยมนาเคร่ืองนุ่งห่มไปต้มกับลูก
ซดั ทาใหเ้ ส้อื ผา้ มกี ลิน่ หอมทนนาน ในอนิ เดียและจนี ใช้เมลด็ ปรุงอาหาร ทายารกั ษาโรค และบางคร้ัง
ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา

ภาพที่ 9 ตน้ ลูกซัด (ไทยรฐั ออนไลน์, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

10

8) กํายาน ได้จากยางหรือชันของต้นกายาน (Styrax spp.) ซ่ึงเม่ือไหลออกมาจากต้น
แล้ว จบั ตัวเป็นก้อนแขง็ เม่อื นาไปเผาไฟ จะมีกลิน่ หอม ใชเ้ ป็นสว่ นผสมในธปู แขก หรอื ใช้ในการอบร่า
ตา่ ง ๆ และมีการนาไปทายารกั ษาโรคไดด้ ้วย

ภาพท่ี 10 ตน้ กายาน (เมดไทย, ม.ป.ป. : ออนไลน์)
9) จันทนา เป็นเนื้อไม้ท่ีมีกลิ่นหอม ได้จากต้นจันทนาหรือท่ีเรียกในชื่ออื่น ๆ ได้แก่
จันทน์ขาว จันทน์หอม จันตะเนี้ย และจันทน์ใบเล็ก (Tarenna hoaensis Pitard) ใช้เน้ือไม้บดหรือ
ฝนผสมน้า นาไปปรงุ แตง่ เป็นเครือ่ งหอมและใชเ้ ปน็ ยาบารงุ หวั ใจ

ภาพท่ี 11 ดอกจนั ทนา (เมดไทย, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

11

10) มดยอบ เป็นพันธ์ุไม้ของต่างประเทศ ได้มาจากพันธุ์ไม้หลายชนิดในสกุล
Commiphora ยางหรือชันมีสีแดงอมเหลืองหรือน้าตาลอมแดง ใช้ทายา แต่งกลิ่นเครื่องสาอาง และ
ใชใ้ นพิธีทางศาสนา

ภาพท่ี 12 ต้นมดยอบ (วกิ ิพีเดีย, ม.ป.ป. : ออนไลน์)
นอกจากน้ัน ศาสตราจารย์กสิน ยังได้อธิบายถึงไม้จันทน์ (Santalum album Linn.) ซ่ึงเป็นไม้
ของต่างประเทศ เนอ้ื ไม้หอมมาก ใชท้ าเครอื่ งเรือน ทาพัด และสกดั นา้ มนั ไปใชใ้ นการทานา้ หอม
ของหอมท่ไี ด้จากพรรณไม้ดังกล่าวข้างต้นน้ี ล้วนเป็นของหอมที่ได้จากต้นไม้ คือ เนื้อไม้ หรือยาง
ไม้ มคี วามคงทนของกลิ่นหอม สามารถเกบ็ ไว้ได้เป็นเวลานาน
นอกจากกลิ่นหอมที่ได้จากต้นไม้แล้ว ยังมีพรรณไม้อีกหลายชนิดมีกลิ่นหอมภายในใบ ซ่ึงปกติถ้า
ไม่สัมผัส หรือทาให้ช้าโดยการขยี้หรือโดนความร้อนจะไม่มีกล่ิน พันธ์ุไม้เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ใบในการ
ปรุงอาหาร เช่น ใบโหระพา กะเพรา แมงลัก สะระแหน่ ผักชี มะกรูด เป็นต้น และใบไม้บางชนิด
นามาใช้ในการทาเครื่องหอม เช่น ใบอ้มหรือใบเนียม (Sympagis nivea Brem.) คนไทย สมัยก่อนท่ี
รบั ประทานหมากนิยมใส่ใบเนียมสดในยาฝอยหรือยาจืด ใช้เช็ดฟันทาให้ปากมีกลิ่นหอม ปรุงยา และ
ใช้ใบแห้งปรงุ กล่ินนา้ มนั ใสผ่ ม เปน็ ต้น

12

ประเทศไทยมีไม้ดอกหอมหลากหลายชนิดที่อาจนามาสกัดสารหอมเพื่อใช้ในธุรกิจสป าและ
สุวคนธบาบัดได้ เช่น พิกุล แก้ว กระดังงา ปีบ ฯลฯ ซึ่งกล่ินหอมจากดอกไม้เหล่านี้ท่ีเป็นของแท้จาก
ธรรมชาติยงั มนี อ้ ยมากในท้องตลาด ส่วนใหญ่มักจะเป็นสารสังเคราะห์ที่นามาปรุงแต่งให้มีกลิ่นคล้าย
ธรรมชาติ ดังน้ันจึงเห็นว่าการวิจัยเพ่ือศึกษาเทคนิคเพ่ือพัฒนาวิธีการสกัดสารหอมจากไม้ดอกหอม
ไทย มีความจาเป็นอย่างย่ิงเพ่ือเป็นการลดการนาเข้าผลิตภัณฑ์ท่ีใช้ในสปาและเป็นการสร้าง
เอกลกั ษณ์ให้กบั สนิ คา้ ไทย โครงการวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสกัดที่ถูกต้องและเหมาะสม
ในการสกัดสารหอมจากไม้ดอกหอมของไทย และเพื่อส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่และพืชเศรษฐกิจใหม่
ของประเทศ

1.5 น้ํามันหอมระเหย

นา้ มนั หอมระเหยเป็นสารอนิ ทรีย์ทพี่ ืชผลิตข้นึ ตามธรรมชาติ เก็บไว้ตามส่วนต่าง ๆ เช่น กลีบ
ดอก ผิวของผล เกสร ราก เปลือกของลาต้น หรือยางที่ออกมาจากเปลือก มีองค์ประกอบทางเคมีท่ี
สลับซับซ้อนและแตกต่างกันนับสิบร้อยชนิด น้ามันมีลักษณะเป็นของเหลวไม่เหนียวเหนอะหนะ
เหมือนนา้ มันพชื มีกลน่ิ หอมระเหยง่าย เวลาที่ได้รับความร้อนอนุภาคเล็ก ๆ ของน้ามันหอมระเหยจะ
ระเหยออกมาเปน็ ไอทาให้เราได้กลิ่นหอม

กลิ่นของน้ามันหอมระเหยในส่วนของดอกไม้มีบทบาทสาคัญในการช่วยดึงดูดแมลงมาผสม
เกสร ปกปอ้ งการรุกรานจากศตั รู และรกั ษาความชุม่ ชืน้ แกพ่ ชื สาหรับประโยชน์ต่อมนุษย์ น้ามันหอม
ระเหยมีคุณสมบัติในการฆ่าเช้ือโรค บรรเทาอาการอักเสบ หรือลดบวม คลายเครียด หรือกระตุ้นให้
สดชืน่ ทัง้ ข้ึนอยกู่ บั องค์ประกอบทางเคมขี องนา้ มันหอมระเหยแต่ละชนดิ

นา้ มนั หอมระเหยมีผลตอ่ ร่างกายต่าง ๆ มากมาย แตกต่างกนั ตามแต่ละชนดิ ดังน้ี

 มีผลกระตุ้นการไหลเวยี นของระบบเลือด ชว่ ยใหร้ ่างกายสามารถขจดั ของเสยี ไดม้ ากขึ้น
 ชว่ ยเสริมภมู ติ า้ นทานรา่ งกายและชะลอการเห่ยี วย่นของผวิ
 มผี ลต่อระบบการทางานของนา้ เหลอื ง เมด็ เลือดขาว ที่ขจัดเชือ้ โรคทเี่ ข้าสู่ร่างการ ชว่ ยรักษา

อาการอักเสบ
 ช่วยผ่อนคลายกลา้ มเน้ือ บรรเทาอาการปวดเม่ือย และกระตนุ้ การทางานของกลา้ มเนือ้
 มผี ลตอ่ ระบบย่อยอาหาร กล้ามเนือ้ ในระบบย่อยอาหาร ชว่ ยขับลม ลดแกส๊
 มผี ลต่อระบบประสาท กระตุ้นความจา อารมณ์ ช่วยผ่อนคลายหรอื กระตุ้นความรูส้ กึ
 มผี ลตอ่ ระบบสืบพนั ธ์ ฮอร์โมนเพศ เชน่ รักษาสมดลุ ของรอบเดอื น หรือกระต้นุ ความรู้สกึ ทาง

เพศ
 มผี ลตอ่ โครงสร้างรา่ งกาย รกั ษาแผล สรา้ งเซลลใ์ หม่
 มีผลตอ่ การรักษาผวิ ลดเลอื นรอยแผลเป็นหรอื ใชส้ มานแผลเพอ่ื ป้องกันรอยแผลเปน็

13

1.6 กลไกการออกฤทธขิ์ องนาํ้ มนั หอมระเหยทม่ี ีผลต่อร่างกายและระบบประสาท

ในน้ามันหอมระเหยแต่ละชนิด เมื่อนามาวิเคราะห์หาองค์ประกอบด้วยกระบวนการทางเคมี
จะพบว่าประกอบด้วยสารประกอบธรรมชาติหลักท่ีมีปริมาณประมาณ 60-80% อยู่ประมาณ 3-10
ชนิด และมสี ารประกอบอืน่ ๆ อีกกวา่ สิบชนิดในปริมาณท่ีลดน้อยลงไป หรืออาจมีมากกว่า 100 ชนิด
ในน้ามันหอมระเหยของพืชบางชนิด ซึ่งท้ังหมดน่ี เป็นส่วนประกอบเข้าด้วยกันที่ทาให้น้ามันหอม
ระเหยในพืชแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแตกต่างกันถึงแม้ว่าจะเป็นพืชชนิดเดียวกัน ความ
แตกต่างนี้ เป็นผลมาจาก วิธีการเพาะปลูก การดูแลรักษา ดิน ปุ๋ย และสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล
เพาะปลกู ซงึ่ ความหลากหลายในดา้ นองคป์ ระกอบนี้ ทาใหน้ ้ามนั หอมระเหยแท้ที่ได้มาจากพืช 100%
มีคุณสมบัติทางด้านการให้กล่ินหอมพึงพอใจ คุณสมบัติทางการแพทย์ในการบาบัดรักษาท้ังร่างกาย
และจิตใจ และคุณสมบัติอ่ืน ๆ ท้ังหมด แตกต่างกับน้ามันหอมสังเคราะห์ท่ีจะทาขึ้นมาจากสาร
สังเคราะห์ต่าง ๆ ไม่เกิน 10 ชนิดจากห้องปฏิบัติการ และมีผลต่อผู้ใช้แค่กล่ินท่ีพึงพอใจ น่ีจึงเป็น
เหตุผลท่ีอธบิ ายความแตกตา่ งกันของน้ามันหอมระเหยแท้ และนา้ มันหอมสงั เคราะห์

กลไกการออกฤทธ์ิของน้ามันหอมระเหย กล่าวคือ ในประสาทสัมผัสท้ัง 5 ของคนเรา อัน
ได้แก่ รปู รส กล่นิ เสียง และสัมผัส ประสาทสัมผัสทางด้านกลิ่นเป็นประสาทสัมผัสท่ีได้ช่ือว่ามีผลต่อ
การประมวลความรู้สกึ ทางด้านอารมณข์ องสมอง เมือ่ ไอโมเลกุลของนา้ มนั หอมระเหยท่ีมีสารประกอบ
กว่าร้อยชนิดในน้ามันหอมระเหยกระทบกับต่อมรับกลิ่นในโพรงจมูก ท่ีมีเซลล์รับรู้กว่าล้านเซลล์นั้น
สารประกอบแต่ละชนิดในน้ามันหอมระเหยจะทาให้เกิดสัญญาณที่ส่งไปท่ีสมองแตกต่างกัน ทาให้
สมองมีการสั่งงานไปทจี่ ิตใจหรือหลง่ั ฮอร์โมนสัง่ งานร่างกายแตกตา่ งกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อารมณ์
ความรู้สึก การตอบสนองของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่นน้ามันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์มีฤทธิ์
กระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกต่ืนตัว สดชื่น ในทางกลับกัน น้ามันหอมระเหยจากวาเลเร่ียน มีฤทธ์ิทาให้เกิด
ความรู้สึกง่วงนอน หรือน้ามันหอมระเหยที่มีฤทธิ์กระตุ้นหลาย ๆ ตัว มีผลทาให้สมองสั่งการหลั่ง
ฮอร์โมนให้เกิดการกระตุ้นการบีบตัวของมดลูกในผู้หญิง จึงได้มีการแนะนาอย่างเข้มงวดในการห้าม
สตรมี ีครรภ์ใช้นา้ มันหอมระเหยขณะต้ังครรภ์ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในช่วง 0-4 เดอื นแรก

1.7 ปัจจยั ทมี่ ีผลตอ่ ราคาของน้ํามนั หอมระเหย

น้ามันหอมระเหยคือน้ามันท่ีกล่ันหรือสกัดมาจากสารหอมท่ีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืช ซ่ึงใน
พืชแต่ละชนิดก็จะมีปริมาณของน้ามันหอมระเหยมากน้อยแตกต่างกัน และการสกัดอาจต้องใช้วิธีที่
แตกต่างกันเพื่อป้องการการถูกทาลายขององค์ประกอบท่ีมีประโยชน์ในน้ามันหอมระเหยของพืชแต่
ละชนิด พืชทสี่ ามารถสกัดนา้ มันหอมระเหยออกมาได้ง่ายและมีปริมาณมาก ก็จะมีราคาถูก อย่างเช่น
ส้ม ตะไคร้ ไพน์ ซีดาร์ ยูคาลิปตัส เปเปอร์มินต์ จะมีราคาอยู่ที่ประมาณลิตรละ ไม่เกิน 2,000-8,000
บาท ในขณะท่นี า้ มนั หอมระเหยบางชนิดทมี่ ปี ริมาณน้อยและต้องใชว้ ตั ถุดิบปริมาณมากในการสกัดนา
นา้ มนั หอมระเหยออกมา ก็จะมีราคาแพงมากข้ึนไปตามลาดับจนอาจจะถึงหลักแสนบาท ท้ังนี้ ปัจจัย

14

หลาย ๆ อย่างท่ีเป็นตัวกาหนดราคาของน้ามันหอมระเหยก็คือ ปริมาณวัตถุดิบท่ีใช้ ความยากง่ายใน
การปลูก พื้นทีเ่ พาะปลกู และอ่นื ๆ

แต่มีน้ามันหอมระเหยอีกกลุ่มหนึ่ง ซ่ึงสกัดได้ในปริมาณที่น้อยมาก จาเป็นต้องใช้วัตถุดิบ
ปริมาณมาก ที่เพาะปลูกได้ยากและมีปริมาณน้อย อย่างเช่น กุหลาบ ซ่ึงต้องใช้กลีบกุหลาบถึง 3 พัน
กลีบ ถึงสามารถสกัดน้ามันหอมระเหยกุหลาบได้เพียง 1 หยด จึงทาให้น้ามันหอมระเหยกลุ่มนี้ มี
ราคาแพงมาก โดยเฉพาะน้ามันหอมระเหยดอกกุหลาบแท้ ราคาต่าสุดจากผู้ผลิตโดยตรงจะตกอยู่ที่ไม่
ต่ากว่า 500,000-950,000 บาทต่อลิตร จึงทาให้มีการปลอมแปลงน้าหอมสังเคราะห์ขึ้นมาแทนท่ี
น้ามันหอมระเหยประเภทนี้สูงมาก ท้ังท่ีได้มาจากการผสมน้ามันหอมระเหยราคาถูก อย่างเช่น พาล
มาโรสา ตะไคร้ และอื่น ๆ เข้าด้วยกันเพ่ือให้ได้กลิ่นหอมท่ีใกล้เคียงกับกุหลาบ หรือแม้แต่ใช้น้าหอม
สังเคราะห์จากสารเคมีในห้องแลบซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก จึงเป็นเร่ืองสาคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องซ้ือ
น้ามันหอมระเหยจากผู้ขายที่มีความรู้ และเชื่อถือได้ เพ่ือให้ม่ันใจว่าน้ามันหอมระเหยที่คุณใช้ มี
คณุ สมบตั อิ ย่างทีค่ วรจะเปน็ ครบทกุ ประการ และปลอดภัยต่อร่างกาย

น้าํ มนั หอมระเหยทมี่ ีราคาแพง ได้แก่

-กุหลาบ (Rose Otto)

-คาโมไมล์ (German & Roman Chamomile)

-มะลิ (Jasmine)

-เมลสิ ซา (Melissa)

-ลลี าวดี (Frangipani)

-ดอกบวั (White & Pink Lotus)

-ซ่อนกล่นิ (Tuberose)

-ไมจ้ นั ทน์ (Sandalwood)

-กฤษณา (Agarwood)

-เนโรล่ี (Neroli)

-อมิ มอคแทล (Immortelle/Helichrysum)

-และจาํ ปา (Champaca)

15

1.8 ประโยชน์ของกล่ินหอม

ในดอกไม่มีกล่ินหอมเป็นเพราะในกลีบดอกไม้มีน้ามันชนิดหนึ่งท่ีเรียกว่า น้ามันหอมระเหย
หรือ (Essential oils) ซึ่งในน้ามันหอมระเหยนี้ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด ทาให้ดอกไม้แต่ละ
ชนิดมีจานวนโมเลกุลและชนิดสารเคมีใน Essential oils หรือน้ามันดังกล่าวต่างกัน จึงทาให้มีกลิ่น
ของความหอมไม่เหมือนกัน ซึ่งน้ามันหอมระเหยจะถูกผลิตไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของพืช แต่
ไม่ได้มีแค่ในดอกไม้เท่านั้นหากแต่ยังอาจพบได้ตามส่วนอื่น ๆ ของพืชอีก เช่น ใบ เปลือก เมล็ด ราก
ซ่งึ นา้ มนั หอมระเหยนี้จงึ สามารถนามาสกดั ทาเปน็ นา้ หอมได้

ผลการศึกษาพบว่ากล่ินหอมของมวลดอกไม้ก็จะมีส่วนช่วยให้นอนหลับฝันดีได้ โดย
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมานน์ไฮม์ ประเทศเยอรมนี ได้มีการทดลองให้อาสาสมัคร ซ่ึงเป็น
ผู้หญิงได้กล่ินหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกกุหลาบ ดอกมะลิ ฯลฯ โชยเข้ามาแตะ
จมูกระหว่างนอน เมื่อต่ืนข้ึนมา ผู้หญิงเหล่าน้ีได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเธอนอนหลับฝันดี และ
รู้สึกผ่อนคลายมาก แต่ในทางตรงกันข้าม เม่ือผู้หญิงเหล่านี้จะนอนฝันร้าย หากได้กล่ินไข่เน่าโชยมา
ระหว่างนอนหลับ เม่ืออาสาสมัครตื่นข้ึน พวกเธอจะถูกซักถามเกี่ยวกับความฝัน รวมถึงความรู้สึก
ในช่วงที่ฝัน พวกเธอยืนยันว่าไม่ได้ฝันว่ากาลังดมอะไรอยู่ แต่เนื้อหาในความฝันอาจจะเปล่ียนไปตาม
กล่ินที่โชยเข้ามาแตะจมูกในเวลาน้ัน หากเป็นกลิ่นหอมพวกเธอก็จะฝันดี แต่ถ้าเป็นกลิ่นเหม็น พวก
เธอก็จะรู้สึกว่ากาลังฝันร้าย ทาให้ผลการศึกษาสรุปได้ว่ากล่ินน่าจะมีบทบาทสาคัญในการกาหนด
ความฝันของคนเราได้ (Bareo-isyss, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

การรกั ษาร่างกายดว้ ยนา้ มนั หอมระเหยทาได้หลายวิธี เช่น การใช้น้ามันมานวดตามบริเวณที่
ปวด การผสมน้าอาบหรือสดู ดม ซึ่งจะมวี ิธกี ารใช้อย่างงา่ ยทแี่ ตกต่างกนั ดังนี้

สูดดม การหยดน้ามันหอมระเหยลงบนผ้าเช็ดหน้าหรือหยดผสมน้าแล้ววางบนภาชนะอุ่น ๆ
เช่น เตาอโรม่า หรือตะเกียงอโรม่า จะช่วยให้กลิ่นหอมกระจายตัวได้ดี เพราะเมื่อถูกความร้อนต่อม
นา้ มันจะยงิ่ ระเหยทาใหก้ ลนิ่ มคี วามรุนแรงมากข้นึ แต่นา้ จะช่วยเจือจางให้ไม่ฉุนมากจนเกินไป ยกเว้น
ผู้เปน็ โรคหอบหดื ทีต่ ้องระวังและไมค่ วรสูดดม

อาบ สามารถหยดน้ามันหอมระเหยลงในอ่างน้าอุ่น แล้วนอนแช่สูดหายใจประมาณสิบห้า
นาทีจะชว่ ยบรรเทาอาการนอนไมห่ ลับ ผอ่ นคลายกลา้ มเนือ้ และทาใหเ้ ลือดไหลเวียนดีขึ้น

แช่มือหรือเท้า ใช้หยดน้ามันหอมระเหยหยดลงในอ่างใบเล็กใส่น้าอุ่น แล้วนามาแช่มือหรือ
เท้าประมาณสิบถึงสบิ หา้ นาที จากนนั้ ใชผ้ า้ ขนหนูแหง้ ห่อมอื หรือเท้าไว้อีกสิบห้านาที นอกจากจะหอม
สดชืน่ แล้วยงั คลายความปวดเม่อื ยได้

16

ใช้นวด บริเวณต้นคอหรือไหล่ โดยผสมน้ามันหอมระเหยกับกับน้ามันนวดจากพืชต่าง ๆ
อย่างนา้ มนั มะพรา้ ว น้ามนั โจโจบาหรือน้ามันมะกอกเขา้ ดว้ ยกัน แล้วนวดหนัก ๆ เป็นวงประมาณสาม
นาที หากนวดบริเวณท่เี ทา้ และขา ใหน้ วดจากลา่ งขึน้ มาหาเข่าจะช่วยทาให้เลอื ดไหลเวียน

นา้ มันหอมระเหยมโี มเลกลุ ตา่ ทาให้สามารถดูดซมึ ไปยังอวยั วะส่วนต่าง ๆ ได้ดี จึงมีประโยชน์
ต่อการบาบัดโรคท่ีไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น อาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง แต่การ
นามาใช้ตอ้ งคานึงถึงความปลอดภยั ปรมิ าณของนา้ มันหอมระเหยจึงต้องมีการผสมให้เจือจาง ห้ามให้
นา้ มนั หอมระเหยสมั ผัสผวิ หนงั โดยตรง และห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใช้ในผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคลมชัก โรค
หืดหอบ และสตรมี คี รรภ์

น้าหอมท่ีสกัดจากตามธรรมชาติส่วนใหญ่จะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมอบอวลแบบ
ดอกไม้นานาพรรณ หรือกล่ินหอมสดช่ืนจากผลไม้แต่ละชนิด ต่างก็มีเสน่ห์ของกลิ่นท่ีเฉพาะตัวเป็น
เอกลกั ษณห์ ลากหลายกันไป อย่ทู ค่ี วามชอบของเราด้วยว่า ชอบความหอมในสไตล์ไหน และกลิ่นไหน
ท่ใี ห้ความรู้สึกของการผอ่ นคลายได้เปน็ อย่างดี กลนิ่ ไหนที่ทาใหร้ ้สู ึกสบาย สดช่นื การได้ดมกล่ินน้ามัน
หอมละเหยในกลิ่นที่ชอบ จะทาให้มีความสุขได้ตลอดทั้งวัน ยิ่งหากเป็นกลิ่นที่มาจากธรรมชาติด้วย
แล้ว จะยงิ่ ทาใหร้ ้สู กึ ถึงความปลอดภยั มากย่ิงขน้ึ

1.9 หลกั การเลือกนาํ้ มันหอมระเหย

1. น้ามันหอมระเหยจากธรรมชาติจะใช้คาว่า Pure Essential Oil ในขณะท่ีน้ามันหอมระเหย
สังเคราะห์จะใช้คาว่า Aromatic Oil, Fragrance Oil หรือ Perfume Oil ดังน้ัน หากต้องการให้
แน่ใจว่าได้นา้ มันหอมระเหยแทท้ สี่ กัดจากพชื ธรรมชาติ ควรตรวจสอบน้ามันหอมระเหยท่ีฉลากระบุไว้
ดังกล่าวให้ดี การนาน้ามันหอมระเหยชนิดสังเคราะห์ท่ีได้กลิ่นเหมือนกันมาใช้แทนน้ามันหอมระเหย
จากธรรมชาติ จะไม่มีประโยชน์ในการบาบัดเว้นแต่กล่ินหอมท่ีถูกใจเท่านั้น โดยส่วนมาก กล่ินแรก
หลังจุดอาจจะรู้สึกทึบและหนัก ต่างกับน้ามันหอมระเหยธรรมชาติที่ให้กล่ินที่เบาสบายกว่า สาหรับ
บางคนทีแ่ พ้กลิ่นฉุน การใช้นา้ หอมสงั เคราะหอ์ าจทาให้รสู้ ึกวงิ เวียนคล่ืนไสไ้ ดง้ า่ ย

2. หากนา้ มนั หอมระเหยบรรจอุ ย่ใู นขวดแก้วใส คุณสมบัติหรือประโยชนข์ องน้ามนั หอมระเหย
จะถูกทาลายดว้ ยแสงที่มากระทบ กล่นิ หอมจะไม่คงทน และประโยชนใ์ นการบาบัดกจ็ ะลดลงตามไป
ดว้ ย วิธกี ารเลอื กซือ้ ท่ถี ูกตอ้ ง คอื น้ามันหอมระเหยจากธรรมชาตติ อ้ งเก็บไว้ในภาชนะแก้วสที บึ และ
ปิดสนทิ เพ่ือป้องกันแสงแดดและอากาศไม่ใหท้ าลายองค์ประกอบในน้ามันหอมระเหย เช่น ขวดแก้ว
สีน้าตาล สนี ้าเงนิ หรือสเี ขียว เป็นตน้

17

3. หลกี เลย่ี งการเลือกบรรจุภัณฑท์ ่ีเป็นขวดพลาสตกิ หรอื มีจุกยาง เน่อื งจากคุณสมบัติของน้ามัน
หอมระเหยแท้จะละลายพลาสติกหรือจุกยางได้ ทาให้มีความเส่ียงที่น้ามันหอมระเหยจะมีการ
ปนเปื้อนด้วยสารปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตวัสดุพลาสติกหรือยางเหล่าน้ัน ขวดบรรจุต้องเป็นขวดแก้วหรือ
อะลูมิเนียมเท่านั้น จุกหยดที่ใช้ขวดน้ามันหอมระเหยควรเป็นพลาสติกเกรดพิเศษแบบทนการกัด
กรอ่ น และฝาปดิ ควรเป็นอะลมู เิ นียมหรือพลาสติกแข็งทีท่ นทานเชน่ กนั

4. ราคาของน้ามันหอมระเหยโดยปกติแล้วมีราคาหลักพันถึงหลักแสนบาทต่อลิตร โดยท่ีน้ามัน
หอมระเหยจากดอกไม้หอมและพืชบางชนิด จะมีราคาแพงมาก ประมาณ 50,000-500,000 บาทต่อ
ลิตร เช่น มะลิ (Jasmine) ดอกส้ม (Neroli) กุหลาบ (Rose) ไม้จันทน์ (Sandalwood) คาโมไมล์
(Chamomile) ลีลาวดี (Frangipani) ซ่อนกลิ่น (Tuberose) ดอกบัว (Lotus) เพราะฉะน้ันหากท่าน
เลอื กซอื้ นา้ มันหอมระเหยได้ในราคาถูกเกินความเป็นจริง ขอให้หยุดคิดสักนิดว่าน่ันไม่ใช่ของแท้ 100
เปอร์เซ็นต์ หรืออาจเป็นเพียงน้าหอมสังเคราะห์ ท่ีผู้ขายเข้าใจผิดและใช้ช่ือเรียกว่าน้ามันหอมระเหย
เท่านัน้ ผูซ้ ้อื จึงควรเลอื กจ่ายในราคาทเ่ี หมาะสมกบั คุณภาพของผลิตภัณฑ์

5. หากพบน้ามันหอมระเหยมีตะกอนอยู่ก้นขวดหรือแขวนลอยอยู่ ขอให้เลี่ยงเพราะน้ามันหอม
ระเหยดังกล่าวอาจถูกเก็บไว้นานเกินไป แต่อย่างไรก็ดี น้ามันหอมระเหยบางชนิดก็อาจมีการ
เปล่ียนแปลงของสีได้ตามการเก็บที่นานขึ้น แม้ว่าอายุการใช้งานของน้ามันหอมระเหยจะนานถึง 2-3
ปีก็ตาม เช่น โรมันคาโมมายล์จะมีสีน้าเงินใสอ่อนมาก แต่หากเก็บไว้ประมาณ 3 เดือนจะเริ่ม
เปล่ียนเป็นสีเขียวและเหลืองใส หรือน้ามันหอมระเหย Rose Otto เมื่อสกัดใหม่จะมีกล่ินค่อนข้าง
แหลม แต่จะนุ่มลงเม่ือผ่านไป 3-6 เดือน หรือน้ามันหอมระเหยไม้จันทน์ ยิ่งเก็บนานก็จะย่ิงมีกลิ่น
หอมขึน้ ตามกาลเวลา เปน็ ต้น

6. ผู้ขายสามารถอธิบายถึงสรรพคุณของน้ามันหอมระเหยดังกล่าวได้หรือไม่ มีความรู้ในตัว
ผลิตภัณฑ์มากเพียงใด ผู้ขายควรมี ข้อมูลของน้ามันหอมระเหยแต่ละชนิด ซึ่งประกอบด้วย ช่ือทาง
วิทยาศาสตร์ ประเทศท่ีผลิต และวิธีการสกัด เป็นอย่างน้อย หรือถ้าให้ดีควรมี Certificate of
Analysis หรือ GC/MS ประกอบด้วย เพื่อใช้เป็นตัวบอกรายละเอียดและคุณภาพของน้ามันหอม
ระเหยไดใ้ นระดับหน่ึง

7. ในปัจจุบันมีน้ามันหอมกลิ่นดอกไม้ไทยหลายชนิดท่ีเขียนว่าเป็นน้ามันหอมระเหย เช่น ดอก
โมก ดอกแก้ว ลีลาวดี มะลิ ซ่อนกล่ิน หรืออ่ืน ๆ ท่ีขายในขนาดบรรจุเล็กขวดละไม่กี่สิบบาท กล่ิน
เหล่านี้เป็นหัวน้ามันหอม (fragrance) ท่ีสังเคราะห์ขึ้นมาให้กล่ินเลียนแบบ มีราคาถูกเพียงแค่
ประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อลิตรเท่าน้ัน ไม่ใช่น้ามันหอมระเหยที่สกัดมาจากดอกไม้ชนิดน้ัน ๆ
โดยตรง ในปัจจุบัน ดอกไม้ไทยท่ีมีการสกัดน้ามันหอมระเหยออกมานั้น จะมีเพียงแค่ มะลิ ลีลาวดี
ซ่อนกลิ่น และดอกบัว เท่านั้น ซึ่งราคาก็จะแพงมากอยู่ที่ไม่ต่ากว่า 100,000-500,000 บาทต่อลิตร
จึงเป็นไปไมไ่ ด้ท่ีจะมีนา้ มันหอมระเหยดอกไม้ไทย ของแท้ท่สี กัดจากดอกไมจ้ รงิ ๆ ขายในราคาถกู

18

8. ในเม่อื ยงั ไม่มีนา้ มันหอมระเหยที่สกัดได้จากดอกไม้หรือกลิ่นจากธรรมชาติทุกชนิดจาหน่ายใน
ทอ้ งตลาด หรือน้ามันหอมระเหยจากธรรมชาติที่ต้องการมีราคาสูงเกินงบท่ีสามารถซื้อได้ ดังนั้น การ
ใช้นา้ มนั หอมสังเคราะหเ์ กรดเครือ่ งสาอาง (ไมใ่ ชเ่ กรดทาเทียนหอมหรือเกรดอุตสาหกรรมท่ีใช้ทาพวก
น้ายาดับกลิ่น) ท่ีผลิตโดยผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน เช่น Charabot หรือ Fragonard ของฝรั่งเศส หรือท่ี
อ่ืน ๆ ท่ีมีคุณภาพ ก็เป็นทางเลือกท่ีดีและยอมรับในเรื่องความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
ยกตัวอย่างกลิ่นท่ีไม่สามารถสกัดน้ามันหอมระเหยได้หรือยังไม่มีในท้องตลาด เช่น กล่ินดอกโมก ใบ
ชา ชาเขียว นมข้าว กลิ่นผลไม้ต่าง ๆ เบอร์ร่ี หรือกล่ินที่สามารถสกัดน้ามันหอมระเหยได้ แต่มีราคา
แพงเกนิ งบ เช่น มะลิ กุหลาบ ดอกบัว ลลี าวดี จาปา จาปี เป็นต้น

9. การแยกแยะน้ามันหอมระเหยแท้จากธรรมชาติออกจากน้ามันหอมระเหยกล่ินสังเคราะห์ได้ดี
ท่ีสุดวิธีหน่ึง คือ การได้เรียนรู้ว่ากล่ินที่แท้จริงของน้ามันหอมระเหยจากธรรมชาตินั้น มีกล่ินแบบใด
และมีคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างไร เช่น น้ามันหอมระเหย Rose Absolute จะมีสีแดงเข้ม กล่ินเบา
นุ่มนวลของกุหลาบ แต่ Rose Otto จะมีสีเหลืองใสและกล่ินแหลมเบากว่ามาก ในขณะท่ี Rose
Fragrance จะมสี ีเหลอื งใสและกลน่ิ หอมกุหลาบคอ่ นขา้ งทบึ หนกั ดังนัน้ ทางเราจงึ มีตัวอย่างท้ังน้ามัน
หอมระเหยจากธรรมชาติ 100% ทุกชนิด และตัวอย่างกล่ินน้ามันหอมระเหยสังเคราะห์ไว้ท่ีร้าน
เ พื่ อ ใ ห้ ลู ก ค้ า ห รื อ ผู้ ที่ ส น ใ จ ส า ม า ร ถ เ ข้ า ไ ป ท ด ส อ บ แ ล ะ ศึ ก ษ า ข้ อ แ ต ก ต่ า ง ไ ด้ ต ล อ ด เ ว ล า
(Botanicessence, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

บทที่ 2

ประเภทและอุปกรณใ์ นวธิ ีการสกดั

2.1 ประเภทของการสกัด

2.1.1 การกล่ัน การกลั่น (อังกฤษ : Distillation) เป็นกระบวนการทางเคมีอยา่ งหนึง่ ในการ
แยกของเหลวผสมของสาร 2 ชนดิ หรือมากกวา่ โดยอาศัยคุณสมบตั ิ จุดเดอื ด ทีแ่ ตกต่างกนั เม่ือให้
ความรอ้ น กบั ของเหลวจนอุณหภมู ถิ ึงจดุ เดือดของสารชนิดหนงึ่ สารชนิตนัน้ จะระเหย ออกมาเปน็ ไอ
ผ่านท่อท่ีมกี ารลดอุณหภูมิทาให้เกดิ การควบแนน่ กลับมาเป็นของเหลวอีกครั้ง วิธนี ีใ้ ช่ในอุตสาหกรรม
อยา่ งแพรห่ ลาย ในอตุ สาหกรรม ปโิ ตรเคมี และอุตสาหกรรมอ่นื ๆ อีกมากมาย

การกล่ันน้ามันหอมระเหย (distillation) เป็นวิธีท่ีนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยใช้ น้าร้อน
หรือไอน้าเขา้ ไปแยกน้ามันหอมระเหยออกมาจากพืช โดยการแทรกซึมเข้าไปในเน้ือเย่ือพืช ความร้อน
จะทาให้สารละลายออกมากลายเป็นไอ ปนมากับน้าร้อนหรือไอน้า อย่างไรก็ดี การกลั่นเพื่อให้ได้
นา้ มนั หอมระเหยที่มีคุณภาพดีน้ัน ต้องอาศัยเทคนิคและกระบวนการทางเคมีและทางกายภาพหลาย
อยา่ งประกอบกนั โดยทวั่ ไป เทคนิคการกล่นั น้ามนั หอมระเหยที่ใชก้ นั อยู่มี 3 วธิ ี ไดแ้ ก่

2.1.1.1 การกล่ันด้วยน้ําร้อน การกลั่นด้วยน้าร้อน (Water distillation &
Hydro-distillation) เป็นวธิ ีทง่ี ่ายที่สดุ ของการกล่นั น้ามันหอมระเหย การกลั่นโดยวิธีน้ี พื้นท่ีกลั่นต้อง
จุ่มในนา้ เดือดทั้งหมด อาจพบพชื บางชนิดเบา หรือให้ท่อไอน้าผ่านการกลั่น น้ามันหอมระเหยนี้ใช้กับ
ของทีต่ ดิ กันง่าย เช่น ใบไมบ้ าง กลบี ดอกไม้อ่อน

ข้อควรระวัง ในการกลั่นโดยวิธีนี้คือ พืชจะได้รับความร้อนไม่สม่าเสมอ ตรงกลางมักจะได้
ความรอ้ นมากกว่าด้านข้าง จะมปี ญั หาในการไหมข้ องตัวอย่าง กล่ินไหม้จะปนมากับน้ามันหอมระเหย
และมีสารไม่พึงประสงค์ติดมาในน้ามันหอมระเหยได้ วิธีแก้ไข คือ ใช้ไอน้า หรืออาจใช้ closed
steam coil จุ่มในหม้อต้ม แต่การใช้ steam coil นี้ไม่เหมาะกับดอกไม้บางชนิด เพราะเมื่อกลีบ
ดอกไม้ถูก steam coil จะหดกลายเป็น glutinous mass จึงต้องใช้วิธีใส่ลงไปในน้า กลีบดอกไม้จะ
สามารถหมุนเวียนไปอย่างอิสระในการกลั่น เปลือกไม้ก็เช่นกัน ถ้าใช้วิธีกล่ันด้วยน้า น้าจะซึมเข้าไป
และนากลิ่นออกมา หรือกล่ินจะแพร่กระจายออกจากเปลือกไม้ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การเลือกใช้วิธีการ
กลั่นจึงขึ้นกับชนิดของพืชทน่ี ามากลั่นดว้ ย

20

2.1.1.2 การกลั่นด้วยนํ้าและไอนํ้า การกลั่นด้วยน้าและไอน้า (Water and
steam distillation) การกลั่นโดยวิธีนี้ใช้ตะแกรงรองของที่จะกล่ันให้เหนือระดับน้าในหม้อกล่ัน ต้ม
ให้เดือด ไอนา้ จะลอยตัวขนึ้ ไปผ่านพชื หรอื ตวั อย่างทจ่ี ะกลน่ั สว่ นนา้ จะไมถ่ ูกกับตวั อย่างเลย ไอน้าจาก
น้าเดอื ดเป็นไอนา้ ท่ีอิ่มตวั หรอื เรียกว่า ไอเปยี ก ไม่รอ้ นจัด เปน็ การกล่ันที่สะดวกที่สุด เพียงแค่มี หม้อ
กลนั่ (still) เครอ่ื งควบแน่น (condenser) และภาชนะรองรับ (receiver) เปน็ ต้น

คุณภาพของน้ามันออกมาดีกว่าวิธีแรก การกลั่นแบบน้ีใช้กันอย่างกว้างขวางในการผลิต
นา้ มันหอมระเหยทางการคา้

2.1.1.3 การกล่ันด้วยไอนํ้า การกลั่นด้วยไอน้า (direct steam distillation) วิธีน้ี
วางของอยู่บนตะแกรงในหม้อกลั่น ซึ่งไม่มีน้าอยู่เลย ไอน้าภายนอกท่ีอาจจะเป็นไอน้าเปียก หรือไอ
ร้อนจัดแต่ความดันสูงกว่าบรรยากาศ ส่งไปตามท่อใต้ตะแกรง ให้ไอผ่านขึ้นไปถูกกับของบนตะแกรง
ไอน้าตอ้ งมปี ริมาณเพียงพอท่ีจะช่วยให้น้ามันแพร่ระเหยออกมาจากตัวอย่าง ตัวอย่างบางชนิดอาจใช้
ไอรอ้ นได้ แต่บางชนิดกใ็ ชไ้ อเปียก นา้ มนั จงึ จะถูกปล่อยออกมา

ภาพที่ 13 การกล่นั นา้ มันหอมระเหยโดยใชไ้ อนา้ (เส้นทางเศรษฐีออนไลน์, 2561 : ออนไลน์)

21

วิธีการกลั่นน้ามันหอมระเหยด้วยไอน้านี้มีข้อดีคือ วิธีการกล่ันและอุปกรณ์ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
สามารถใช้ได้กับพืชแทบทุกชนิด และน้ามันหอมระเหยที่ได้มีคุณภาพดี มีความบริสุทธ์ิ 100% หรือ
แม้แต่ สารสาคัญบางชนิดในน้ามันหอมระเหยบางชนิด จริง ๆ แล้วไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่จะ
เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการกล่ันด้วยไอน้า เช่น สาร Chamazulene ซ่ึงเป็นสารมีสีน้าเงินท่ีเป็น
สารสาคัญในน้ามันหอมระเหย German Chamomile โดยปกติจะไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่จะ
เกิดขนึ้ ในกระบวนการกล่ันน้ามนั หอมระเหยดว้ ยไอนา้ เทา่ นัน้ อย่างไรก็ดี การกลนั่ ดว้ ยไอน้าก็มีข้อเสีย
อยู่บ้างคอื กระบวนการนีจ้ ะตอ้ งใชไ้ อน้าท่มี ีความรอ้ น จึงไม่เหมาะกับวัตถุดิบท่ีมีสารธรรมชาติสาคัญที่
ถูกทาลายได้ง่ายเมอ่ื เจอกบั ความร้อน เช่น สารสาคัญบางชนิดในดอกมะลิ (Jasmine) จะสลายไปเมื่อ
เจอกับความร้อน จึงทาให้ไม่สามารถใช้กระบวนการกล่ันด้วยไอน้าในการผลิตน้ามันหอมระเหยจาก
ดอกมะลิได้ ในอนาคต ปัญหานี้อาจถูกแก้ไขได้ด้วยการใช้ระบบการกล่ันภายใต้แรงดันสูงเพ่ือลด
อณุ หภูมิของไอน้าให้น้อยลง แต่กจ็ ะทาใหต้ ้นทนุ การผลติ สงู ข้นึ ด้วย ดังนั้น การสกัดกล่ินหอมจากดอก
มะลิหรือพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีปัญหาข้างต้นจึงมีการนากระบวนสกัดด้วยวิธีการอื่นมาใช้แทน เช่น การ

สกัดดว้ ยตวั ทาละลาย หรอื สกดั ดว้ ยคารบ์ อนไดออกไซด์ (Botanicessence, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

พืชทน่ี ยิ มใชก้ ลัน่ นํ้ามันหอมระเหย
– ไพล นิยมห่ันเหงา้ ไพลเป็นชิน้ บาง ๆ ก่อนนาไปกลั่นด้วยน้าและไอน้า (Water and steam
distillation) ไดง้ ่าย และได้นา้ มันท่มี คี ณุ ภาพและปรมิ าณมาก เม่ือกลั่นแล้วจะได้เป็นของเหลว ไม่มีสี
หรือมีสีเหลืองออ่ น ปราศจากตะกอน และสารแขวนลอย ไม่มีการแยกชั้นของน้า มีกล่ินเฉพาะตัวของ
ไพล

ภาพที่ 14 ไพล (สุขภาพดี, 2561 : ออนไลน)์

22

– ขม้ิน นิยมหั่นเหง้าเป็นช้ินบาง ๆ ก่อนนาไปกล่ันด้วยน้าและไอน้า (water and steam
distillation) เพ่อื ใหไ้ อนา้ ผ่านได้งา่ ยและไดน้ ้ามันที่มีคณุ ภาพและปริมาณมาก เม่อื กล่ันแล้วจะได้เป็น
ของเหลวใส มีสีเหลืองอ่อนปราศจากตะกอนและสารแขวนลอย ไม่มีการแยกช้ันของน้า มีกลิ่น
เฉพาะตวั ของขม้ิน

ภาพท่ี 15 ขมิ้นชนั
(สานกั วิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลยั ราชภฏั กาแพงเพชร, 2563 : ออนไลน์)

– ตะไคร้หอม นิยมใช้ใบตะไคร้หอมนามากล่ันด้วยน้าและไอน้า (water and steam
distillation)เพื่อใหไ้ ดข้ องเหลวใส สีเหลอื งออ่ น ปราศจากตะกอนและแยกชน้ั ของน้า มีกลิ่นเฉพาะตัว
ของตะไคร้ (เส้นทางเศรษฐอี อนไลน์, 2561 : ออนไลน)์

ภาพที่ 16
ตะไคร้หอม มีลาต้นสอี อกแดง แตกตา่ งจากตะไครบ้ ้านที่มีลาต้นที่ขาว-เขยี ว

(ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, 2563 : ออนไลน)์

23

2.1.2 การสกัดด้วยตัวทําละลาย การสกัดด้วยตัวทาละลาย (sovent extraction) เป็นวิธี
ท่ีใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม เช่น การสกัดน้ามันพืชเพ่ือใช้ประกอบอาหาร โดยนาวัตถุดิบ
มาจากเมลด็ ของพืชชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน ถ่ัวเหลือง ปาล์ม ถ่ัวลิสง ข้าวโพด เมล็ดบัว งา
และราข้าว ในการสกัดน้ามันพืชนิยมใช้เฮกเชนเป็นตัวทาละลาย หลังการสกัดจะได้สารละลายที่มี
น้ามนั พชื ละลายอย่ใู นเฮกเซน จากน้นั นาไปกรองเอากากเมล็ดพชื ออก แลว้ นาสารละลายไปกล่ันแยก
ลาดบั สว่ นเพือ่ แยกเฮกเซนจะไดน้ ้ามันพืช ซ่ึงต้องนาไป ฟอกสี ดูดกลิ่น และกาจัดสารอื่น ๆ ออกก่อน
จงึ จะไดน้ า้ มันพชื สาหรับใชป้ รุงอาหาร ทัง้ นี้ การสกดั ด้วยตวั ทาละลาย เป็นวิธีการแยกสารที่ใช้มากใน
ชีวิตประจาวัน เป็นการแยกสาร ท่ีต้องการออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืชหรือจากของผสมต้องเลือกตัว
ทาละลายทีเ่ หมาะสมในการสกดั สารทตี่ อ้ งการ

การเลอื กตวั ทาํ ละลายทีน่ าํ มาใช้ในการสกัดมหี ลกั ทัว่ ไป ดงั น้ี

1) ตอ้ งละลายสารทีต่ อ้ งการสกดั ได้ดี

2) ไมท่ าปฏกิ ิริยากับสารที่ตอ้ งการสกัด

3) ถา้ ตอ้ งการแยกสี ตวั ทาละลายจะต้องไม่มีสี ถา้ ต้องการแยกกลิ่น ตัวทาละลายตอ้ งไม่มี
กล่นิ

4) ไม่มีพิษ มจี ดุ เดือดต่า และแยกตัวออกจากสารทตี่ ้องการสกดั ไดง้ า่ ย

5) ไม่ละลายปนเปน็ เนอ้ื เดียวกับสารที่นามาสกัด

6) มีราคาถูก

ตวั ทาละลายทน่ี ิยมใช้ในการสกัด ได้แก่ น้า เบนซิน อีเทอร์ โทลูอีน และเฮกเซน สาหรับการ
สกัดน้ามันพืชนิยมใช้เฮกเซน ในการสกัดน้ามันพืชน้ัน เมื่อใช้เฮกเซนสกัดน้ามันออกจากพืชแล้วต้อง
นาสารละลายทไ่ี ด้ไปกลน่ั เพื่อแยก เฮกเซนออกไปจากสารที่สกัดได้ ต่อจากน้ันจึงกาจัดสีและกลิ่นจน
ไดน้ า้ มนั พชื บรสิ ทุ ธิ์

การสกัดสารออกจากพืชต่าง ๆ เช่น ใบเตย มะลิ ตะไคร้หอม เป็นต้น โดยปริมาณท่ีสกัดได้
ขึ้นอยู่กับประมาณพืชที่ใช้ ชนิดตัวทาละลายและปริมาณตัวทาละลาย ได้แก่ น้าสกัดสีจากขมิ้นได้
ดีกว่าเอทานอล ถ้าใช้ตัวทาละลายท่ีผสมน้าและเอทานอลเข้าด้วยกัน สารที่สกัดจะมีทั้งสีและกลิ่น
รวมอยู่ด้วยกัน สารที่สกัดได้จากขมิ้นนาไปใช้ประโยชน์ ในการผสมเคร่ืองสาอางและอาหาร สาร
จากพชื สว่ นใหญใ่ ช้นา้ เป็นตัวสกัด แต่บางชนิด ใชน้ ้าเยน็ บางชนดิ ใชน้ ้ารอ้ น สารท่ีใช้น้าเย็นสกัด เช่น
สกัดสีจากใบเตย กลิ่นหอม จากดอกมะลิ สีจากดอกอัญชัน สารท่ีใช้น้าร้อนสกัด เช่น สีจากดอก

24

กระเจยี๊ บ กล่นิ หอมจากตะไคร้หอม สจี ากแก่นขนุน ใบหูกวาง สารบางชนิดสกัดโดยใช้เอทานอล เช่น
ยาดองสมุนไพร ไวนก์ ระชายดา

วิธีนี้จะได้น้ามันหอมระเหยท่ีมีความเข้มข้นสูง แต่คุณภาพไม่ดีเท่าการกล่ัน เพราะหลังจาก
การสกัดจะได้สารอื่นปนออกมาด้วย การสกัดแบบนี้จะได้น้ามันหอมระเหยท่ีเรียกว่า absolute oil
วธิ นี ใี้ ชก้ ับพชื ทท่ี นความรอ้ นสงู ไม่ได้ เช่น มะลิ และที่สาคัญคือ หลังจากการสกัดต้องระเหยสารเคมีที่
ใช้เป็นตัวสกัดออกให้หมด สารเคมีท่ีนิยมใช้เป็นตัวสกัดคือ แอลกอฮอล์ (เส้นทางเศรษฐีออนไลน์,
2561 : ออนไลน์)

2.1.3 การสกัดด้วยน้ํามันสัตว์ ใช้กับน้ามันหอมระเหยที่ระเหยได้ง่ายเม่ือใช้วิธีกลั่นด้วยไอ
น้า วิธีน้ีจะใช้เวลานาน เพราะต้องแช่พืชไว้ในน้ามันหลายวัน ซึ่งน้ามันจะช่วยดูดเอากลิ่นหอมของ
นา้ มนั หอมระเหยออกมา วิธีนี้ใช้ในการสกดั น้ามนั หอมระเหยจากดอกมะลิ ดอกกุหลาบ เป็นตน้
(จุไรรตั น์ แสงสวัสด์ิ, ม.ป.ป. : ออนไลน์)

2.1.4 การค้ันและการบีบ การค้ันน้า (Squeezing) หมายถึง การบีบ การค้ัน เพื่อแยกการ
แยกส่วนที่เป็นน้าออก ใช้กับการค้ันน้าผลไม้ เพื่อแยก น้าผลไม้ออกจากกาก เช่น การคั้นน้าส้ม น้า
มะนาว น้าองุ่น

การคั้นน้าผลไม้จะใช้แรงกล อาจทาได้ด้วยมือ หรือใช้เคร่ืองจักร เช่น เคร่ืองคั้น
ประเภท decanter centrifuge ก่อนคั้นน้า อาจทาการลดขนาด (Size reduction) มาก่อนการค้ัน
นา้ แตน่ ้ามันหอมระเหยทไ่ี ด้จะมปี รมิ าณน้อยและไมค่ ่อยบรสิ ุทธิ์

2.1.5 การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลว การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลวที่
สภาวะเหนือวิกฤต โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีจุดวิกฤตคือมีความดันที่ 72.8 บรรยากาศ และ
อณุ หภมู ิ 31.1 องศาเซลเซยี ส ซ่ึงทีส่ ภาวะน้ีคาร์บอนไดออกไซด์ มีคุณสมบัติเป็นตัวทาละลายที่ดี เมื่อ
ทาการสกัดแล้วสามารถแยก คาร์บอนไดออกไซด์ (ตัวทาละลาย) ออกจากผลิตภัณฑ์ได้ง่าย โดยการ
ลดแรงดนั ลง คารบ์ อนไดออกไซด์จะเปลี่ยนสถานะจากของ เหลวเป็นก๊าซไม่เหลือตกค้างในผลิตภัณฑ์
จึงทาให้ได้น้ามันหอมระเหย ท่ีมีความบริสุทธิ์สูงและคุณภาพดี เครื่องสกัดน้ามันหอมระเหยจากพืช
สมุนไพร โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์เหลวท่ีสภาวะเหนือวิกฤต (Aroma oil extraction machine
using supercritical liquid carbon dioxide)

25

การสกัด (Extraction) โดยการใช้สารในสภาวะท่ีมีอุณหภูมิ และความดันเหนือจุดวิกฤต
(Super Critical Fluid Extraction) ซึ่งจะมีคุณสมบัติในการซึมผ่านของแข็งได้เหมือนแก๊ส และ
สามารถ ละลายสารได้เหมือนของเหลวจึงใช้เป็นสารสกัดได้อย่างดีตัวอย่าง ของสารที่ใช้เช่นซูเปอร์-
ครทิ คิ อลคารบ์ อนไดออกไซด์มสี ถานะผสม ระหวา่ งแก๊สและของเหลวซ่ึงมีคุณสมบัติในการละลายสาร
พวกไม่มีข้ัว (Non-polar compound) การสกัดเร่ิมจากการนาวัตถุดิบที่มีขนาด อนุภาคท่ีเหมาะสม
บรรจุลงในถงั สกัด ทาการปรบั ความดนั และ อุณหภูมิให้เหมาะสมกับวัตถุดิบนั้น ๆ อุณหภูมิและความ
ดันในการสกัด จะต้องปรับให้สูงเกินจุดวิกฤตของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ในกรณีที่ใช้ก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซดอ์ ยา่ งเดยี ว) หรือตัวทาละลายอ่นื ท่ใี ชก้ ๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือตัวทาละลายอื่น
ท่ีใช้จะกลายเป็นของไหล ย่ิงยวดวิธีนี้สามารถเพ่ิมความมีประสิทธิภาพในการสกัดได้โดยเพิ่ม ตัวทา
ละลายร่วม (Co-solvent) ลงไปจากน้ันจึงปล่อยสารสกัดออก ตามเวลาท่ีกาหนดจะได้สารที่ต้องการ
จากการสกัด เช่น น้ามันหอม หรือสาระสาคัญทางยาติดอยู่ในภาชนะในอุตสาหกรรมอาหารและ ยา
ใชเ้ พอื่ สกดั สาร เช่น สารให้กลิ่นรส (Flavoring agent) สารให้สี (Coloringagent) น้ามันหอมระเหย
(Essentialoil) เปน็ ต้นสารสกดั ทีไ่ ดจ้ ากวธิ ีการน้ีมีความปลอดภัยตอ่ ส่งิ แวดล้อมและผู้บริโภคมากกว่า
วิธกี ารสกัดโดยใชต้ ัวทาละลายอินทรีย์ ที่อาจไม่สามารถแยกตัว ทาละลายออกมาให้หมดโดยสมบูรณ์
จึงอาจทาให้สารสกดั ท่ีได้ ไม่บริสทุ ธติ์ อ้ งนาไปผา่ นกระบวนการทาใหบ้ รสิ ทุ ธ์ติ ่อไป

2.1.6 การสกดั แบบด้วยวิธีเพอรโ์ คเลชัน (Percolation) เป็นการสกัดโดยปล่อยให้ตัวทา
ละลายไหลผ่านสมุนไพรอย่างช้าๆ เพื่อละลายเอาสารออกฤทธ์จิ ากสมุนไพรให้ออกมา การสกดั แบบนี้
จะใชเ้ ครอื่ งมือชว่ ยสกดั ท่ีช่อื ว่า Percolator เหมาะกับการสักสมุนไพรหลายรูปแบบและไม่ตอ้ งความ
ร้อนในการสกดั

2.1.7 การสกัดสมุนไพรแบบต่อเนื่อง (Continuous extraction) คือการสกัดสมุนไพรที่
คล้ายกับวิธีเพอร์โคเลชัน (Percolation) แต่การสกัดแบบต่อเนื่องจาใช้ความร้อนเข้าช่วย ทาให้เกิด
ตัวทาละลายที่มีจุดเดือดต่า ตัวทาละลายจะระเหยแล้ว กลั่นตัวผ่านสมุนไพรซ้าไปมา จนได้สารสกัด
บริสุทธ์ิเขม้ ข้น วิธสี กดั สมุนไพรแบบต่อเนื่อง (Continuous extraction) มักใช้ในกรณีท่ีต้องการแยก
นา้ มนั ออกจากสารสกัดบริสุทธิ์

26

2.2 อุปกรณ์ในการสกัด
อุปกรณท์ ี่จาเปน็ สาหรบั การสกดั น้ามันหอมจากดอกไมแ้ ละสมนุ ไพร (ใช้หลกั การเดยี วกัน)
1) แหล่งกาเนดิ ไอน้า
2) ภาชนะบรรจวุ ัตถุดิบ
3) เคร่ืองควบแน่น
4) เครอ่ื งมือดักน้ามันหอม
อุปกรณ์ท่ีจาเป็นเหล่าน้ีผู้สกัดสามารถออกแบบเองได้โดยอาศัยหลักการที่กล่าวไปนี้ เป็น

พื้นฐานในการออกแบบเครอ่ื งมอื ผลติ น้ามันหอม

บทท่ี 3
วิธกี ารสรา้ งสรรค์และนาํ ไปใช้ประโยชน์

การนาน้ามันหอมระเหยไปใช้ในด้านการบาบัดทางเลือกด้วยกลิ่นหอม (Aromatherapy)
หรอื ที่เรียกว่า สุคนธบาบดั นนั้ แบง่ ได้เปน็ 3 กลุ่ม ดังน้ี

1. การนําไปใช้ในเชิงจติ บาํ บัด หรอื Psychoaromatherapy

เป็นการใชน้ ้ามันหอมระเหยเพื่อความสมดุลของจิตใจ โดยแต่ละชนิดของน้ามันหอมระเหยก็
จะออกฤทธ์ิแตกต่างกัน โดยหลักการคือเมื่อสูดดมน้ามันหอมระเหย กล่ินหอมจะไปกระทบกับเซลล์
ประสาทบริเวณโพรงจมูกซ่ึงส่งสัญญาณไปยังสมองให้ส่ังให้ต่อมต่าง ๆ หล่ังฮอร์โมนท่ีแตกต่างกัน
ออกมา ผลท่ีได้คือช่วยให้รู้สึกสงบ ช่วยผ่อนคลายหรือกระตุ้นการทางานของสมอง ช่วยบรรเทา
ความรสู้ กึ ท่สี บั สนหรือหงุดหงิด ผ่อนคลายความเครียดจากการทางานและความกังวล ให้ความรู้สึกมี
พลังและสดชนื่ กระปร้ีกระเปรา่ ให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่ันคง แก้โรคซึมเศร้า และอาการป่วยทางจิตต่าง
ๆ คณุ สมบัติจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสารประกอบธรรมชาติท่ีมีในน้ามันหอมระเหยแต่ละชนิด เช่น
ลาเวนเดอร์ช่วยใหผ้ ่อนคลาย ยคู าลปิ ตัสและโรสแมรช่ี ่วยให้สดชื่น เป็นตน้

2. การนําไปใช้เพอื่ ความสวยงาม หรอื Beauty Aromatherapy

เป็นการนาน้ามันหอมระเหยมาใช้กับร่างกายภายนอก ไม่ว่าจะเป็นผิวกาย เส้นผม และ
นาไปใช้เป็นส่วนผสมในเครอื่ งสาอางเพ่อื ความสวยงามตา่ ง ๆ ไมว่ า่ จะนาไปผสมกับน้ามันพ้ืนฐาน เช่น
น้ามันโรสฮิป น้ามันมะรุม น้ามันเมล็ดทับทิม หรือผสมกับ Base อื่น ๆ เพื่อใช้สาหรับทาผิว หรือ
นาไปใช้หมกั ผม มสี รรพคุณช่วยบารุงผิว ชะลอริ้วรอยแห่งวัย ช่วยให้เซลล์ผิวเปล่งปลั่งมีน้ามีนวล ลด
เลือนร้ิวรอยที่เกิดจากบาดแผล หรือแผลเป็นต่าง ๆ ดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ แล้วยังช่วย
กระตุน้ การเจรญิ เตบิ โตของเสน้ ผมได้อีกด้วย เน่ืองจากน้ามันหอมระเหยมีสารประกอบตามธรรมชาติ
นับร้อยชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป เช่น ลาเวนเดอร์ช่วยฟ้ืนฟูผิวจากแผลไฟไหม้
หรือนา้ ร้อนลวก อิมมอคแทลและโรสแมร่ชี ว่ ยกระต้นุ การเจริญเติบโตของเซลล์ผวิ ใหม่ เปน็ ต้น

3. การนาํ ไปใช้เพือ่ การรักษาร่างกาย หรอื Medical Aromatherapy

สิง่ ทีพ่ ิเศษอีกอยา่ งหน่งึ ของน้ามนั หอมระเหยคือ การนาไปใช้ในการบาบัดรักษาโรคภัยต่าง ๆ
น้ามนั หอมระเหยหลายชนดิ เชน่ ลาเวนเดอร์ ทที รี มีสารต้านเชื้อโรค แก้ปวด แก้อักเสบ ช่วยกระตุ้น
ระบบการไหลเวียนของเลือด รักษาโรคทางระบบทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร การนาน้ามัน
หอมระเหยไปใช้ในเชิงรักษา ผู้ใช้ควรเรียนรู้ให้ชัดเจนเสียก่อน หรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะ
อย่างย่ิง เนื่องจากน้ามันหอมระเหยมีความเข้มข้นสูงมาก จึงไม่ควรรับประทานหรือผสมน้ามันหอม
ระเหย ลงไปในอาหารหรอื ยาใด ๆ ควรใช้เปน็ การรักษาภายนอกเทา่ นัน้

28

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วไม่แนะนาให้ใช้น้ามันหอมระเหยติดต่อกันเป็นเวลานาน
มากกวา่ 12 สปั ดาห์ เนื่องจากร่างกายจะจะเคยชนิ ต่อผลของน้ามนั หอมระเหยน้ัน ไม่ควรรับประทาน
หรอื นานา้ มันหอมระเหยมาทาผวิ โดยตรง เนื่องจากน้ามันหอมระเหยมีความเข้มข้นสูงมาก อาจทาให้
เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ เราจึงควรที่จะเจือจางน้ามันหอมระเหยประมาณ 0.1-2.0% ก่อนท่ีจะ
นามาใชท้ ุกคร้งั ผู้ใช้บางรายอาจมีอาการแพส้ ารบางชนิดในนา้ มันหอมระเหย เราจึงแนะนาให้คุณควร
ทดสอบแตม้ น้ามนั หอมระเหยบาง ๆ ลงบนผิวหนังเพื่อทดสอบดูอาการแพ้ ถ้าเกิดอาการคันหรือมีผ่ืน
ขึ้น ก็ควรหลีกเล่ียงที่จะให้น้ามันหอมระเหยชนิดนั้น พึงระลึกไว้เสมอว่า Aromatherapy หรือการ
บาบัดด้วยกลิ่นนั้นเป็นการรักษาทางเลือก มิใช้การรักษาหลัก และมักนิยมใช้เพื่อการผ่อนคลาย
ร่างกาย และจิตใจเสียมากกว่า เพราะฉะน้ันจึงควรปฏิบัติตัวตามคาแนะนาของแพทย์ผู้ให้การรักษา
ตามปกติ การดื่มน้า พักผ่อนมาก ๆ ทาจิตใจให้สบาย และรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลัก

โภชนาการเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สาหรับการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง (Botanicessence, ม.ป.ป. :
ออนไลน์)

ปกติการเก็บน้ามันหอมของดอกไม้หรือสมุนไพร อาจจะนาไปผสมกับน้ามันพืชบริสุทธิ์ ท่ี
ปราศจากสีและกล่นิ เชน่ นา้ มันมะกอกบรสิ ุทธิ์ ฯลฯ ผสมเก็บไว้ในอัตราสว่ น 1:1 เป็นหัวน้ามันหอมที่
เก็บเอาไวไ้ ด้นาน

การผลิตน้าหอมจากนา้ มนั หอมง่าย โรงงานทานา้ หอมทวั่ โลกใชห้ ลกั การเดียวกัน กล่าวคือนา
น้ามันหอมระเหยมาผสมกับแอลกอฮอล์ชนิดเอธิลแอลกอฮอล์ 95 % ตามอัตราส่วนที่ทั่วโลกแบ่ง
เกรดของน้าหอมออกเปน็ 4 ระดบั คือ

1) พอร์ฟมู มีหัวน้าหอมในแอลกอฮอลป์ ระมาณ 16-25 %

2 ) ออเดอเพอรฟ์ ูม มีหัวนา้ หอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 11-15 %

3) ออโดทอยเลท็ มหี ัวนา้ หอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 7-10 %

4) ออเดอโคโลน มหี ัวนา้ หอมในแอลกอฮอล์ประมาณ 4-6 %

สว่ นกล่นิ ทม่ี คี วามแตกต่างกัน เป็นเพราะฝีมือการผสมข้ามกล่ินของดอกไม้แต่ละชนิดซึ่งเป็น
สตู รของแต่ละคน และเป็นลขิ สทิ ธท์ิ ่เี ปน็ ลับเฉพาะของผูค้ ดิ ค้น

ข้ันตอนในการผลิตน้าหอมมีความซับซ้อนในด้านสูตร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในท่ีน้ีเพราะเป็น
ความสามารถเฉพาะบุคคล ท่ีจะสรรหาดอกไม้มาสกัดหัวน้ามันหอม แล้วนาหัวน้ามันหอมมาผสมกัน
ให้เกดิ กลนิ่ ใหม่ ๆ จงึ ไม่มีสตู รหรือตารากาหนดเอาไว้อยา่ งตายตัว

29

กรณีสกัดน้ามันหอมระเหยจากสมุนไพร อาจจะส่งไปให้กับบริษัทยาต่าง ๆ พิจารณา
คุณภาพ เช่นน้ามันจากม้ินท์ใช้ทาเป็นยาขับลมได้ ไพรใช้น้ามันหอมระเหยทาเป็นยาทากันยุงได้
ตะไคร้หอมกม็ ีคุณภาพกนั ยุงไดเ้ ช่นกนั ฯลฯ

กรรมวิธีการสกัดน้ามันหอมจากดอกไม้และสมุนไพรมีวิธีการอย่างง่าย หากว่าสนใจต้องการ
ทดลองนาไปใชแ้ ละลงทนุ ซ่ึงมโี อกาสทีจ่ ะประสบความสาเร็จมีสูงมาก ทัง้ นต้ี ้องคานึงถงึ

1. แหลง่ วัตถุดบิ
2. ขัน้ ตอนการสรา้ งอปุ กรณ์
3. ขั้นตอนการจดั จาหนา่ ยและการหาตลาดเพ่มิ

บทที่ 4
สรปุ

คนไทยนยิ มดอกไม้หอมและนามาปลูกประดับสวน หรือปลูกไว้ใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน
ท่ีเป็นที่รู้จักกันดี เช่น มะลิ พุดซ้อน พุทธชาด ราตรี ซ่อนกล่ิน ชามะนาด กุหลาบ ฯลฯ ล้วน แต่เป็น
พันธุไ์ ม้ต่างถิน่ แต่ได้มีการนาเข้ามาปลูก ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว บางชนิด อาจจะเข้า
มาพร้อม ๆ กับท่ีไทยมีการติดต่อกับนานาประเทศ แต่ท่ีมีหลักฐานแน่ชัดคือต้ังแต่ครั้งอยุธยา ในรัช
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้มีการขยายพันธ์ุปลูกต่อ ๆ กันไป จนแพร่หลาย พรรณไม้
เหล่านี้เจริญงอกงามได้ดี พบทั่วไปจนเกิดความเข้าใจกันเองว่าเป็นพรรณไม้ของไทย ซ่ึงทั้งน้ีมิได้
หมายความวา่ พรรณไมด้ อกหอมของทอ้ งถ่ินไทยจะไม่มีหรือมีน้อย หรือหอมน้อยกว่าของต่างประเทศ
แต่อาจจะเนื่องมาจากพรรณไม้เหล่านั้นเดิมทีพบขึ้นอยู่ดาษด่ืนตามธรรมชาติ ไม่เป็นที่แปลกตา หรือ
อาจจะเนื่องมาจากส่วนใหญ่มีฤดูกาลให้ดอกเพียงปีละคร้ัง และอาจจะด้วยสาเหตุอ่ืน ๆ อีก จึงทาให้
ไม้หอมของท้องถ่ินได้รับความสนใจที่จะนามาปลูกกันไม่แพร่หลายนัก ปัจจุบันพรรณไม้ดอกหอม
หลายชนิดของไทยในธรรมชาตลิ ดนอ้ ยลงมากและเปน็ ทรี่ ู้จักกนั ในวงแคบเฉพาะในหม่ผู ู้ที่สนใจเทา่ นั้น

ความหลากหลายของกล่ินหอมของพรรณไม้ไทยมีเป็นจานวนมาก หากได้รับความสนใจนา
พรรณไมเ้ หล่านั้นมาขยายพันธ์ุปลูกให้แพร่หลายย่ิงข้ึน อาจนาไปสู่การหากรรมวิธีหรือเทคโนโลยีใหม่
มาใช้ในการสกดั กลนิ่ หอม เพอื่ ใชใ้ นอตุ สาหกรรมเครอื่ งหอมไดต้ ่อไป

บรรณานกุ รม

“การสกัดกลิ่นมะลิ,” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://sangkae.wordpress.com, 2550.

[สืบคน้ เมือ่ 28 ธันวาคม 2564].

“การสกดั ด้วยตวั ทาํ ละลาย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : https://sites.google.com/site/,
ม.ป.ป. [สบื คน้ เมอื่ 8 กุมภาพันธ์ 2565]

“การสกัดนํ้ามันหอมจากดอกไมแ้ ละสมนุ ไพร,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก : http://www.archeep.
com/chemistry/chem_g.4.htm?, 2565. [สบื ค้นเม่ือ 11 กุมภาพนั ธ์ 2565]

“เกา้ ประโยชน์ของน้ํามันหอมระเหยจากมะลิ,” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก : https://sistacafe.com
/summaries/36642, 2560. [สบื คน้ เมอื่ 2 มกราคม 2565]

“เคร่ืองสกัดนํ้ามันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์เหลวท่ีสภาวะเหนือ
วิกฤต,” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก : http://www.clinictech.ops.go.th/online/
techlist/attachFile/2013106038471., ม.ป.ป. [สบื ค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2565]

นฤมล รตั นสวุ รรณ์. “กล่นิ หอมจากพชื ...มาเป็นนา้ํ หอมได้อยา่ งไร,” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก :
http://oldweb.most.go.th/main/index.php/organization-news/6809-essential-
oil.html?, 2559. [สืบค้นเมอื่ 26 กุมภาพันธ์ 2565]

“น้ํามนั หอมระเหย – นา้ํ มนั หอมระเหยคืออะไร,” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก :
https://www.botanicessence.com/essential-oil/home/knowledge.jsp?, ม.ป.ป.
[สบื ค้นเมอื่ 11 กมุ ภาพันธ์ 2565]

“นํา้ มนั หอมระเหย – วธิ กี ารกล่ันและสกัดนํา้ มนั หอมระเหย,” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.botanicessence.com/essential-oil/home/knowledge.jsp?f, ม.ป.ป.
[สืบค้นเมือ่ 11 กมุ ภาพันธ์ 2565]

“ประโยชนข์ องดอกไมท้ ใ่ี ห้กลน่ิ ของความหอม,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก :
https://idofragrance.com, ม.ป.ป. [สบื ค้น เมอ่ื 5 มีนาคม 2565]

“ประโยชนข์ องสารสกดั จากพชื และทําไมเราถึงเลือกใชใ้ นผลติ ภัณฑข์ องเรา,” [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : https://www.nuzest-thailand.com/benefits-of-plant-extract/,
ม.ป.ป. [สืบค้นเมื่อ 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2565]

พมิ พ์เพญ็ พรเฉลิมพงศ์ และนธิ ิยา รตั นาปนนท.์ “Extraction/การสกดั ,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก
: http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0309/extraction-, ม.ป.ป.
[สืบคน้ เม่ือ 8 กุมภาพันธ์ 2565]

“เพ่มิ มูลคา่ ดอกไม้ สมุนไพร เครือ่ งเทศ ด้วยเทคนคิ การสกดั นํา้ มนั หอมระเหย,” [ออนไลน]์ .

เขา้ ถงึ ได้จาก : https://www.technologychaoban.com/flower-and-decorating-

plants/article_33016, 2560. [สบื ค้นเม่ือ 25 ธันวาคม 2564].
ภูมิพลอดลุ ยเดช,พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั . “ไมด้ อกของไทย,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก :

https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=22&chap=4&pag
e=t22-4-infodetail01.html, ม.ป.ป. [สืบค้นเม่อื 5 มีนาคม 2565]
“มะลิ ประโยชน์ดี ๆ สรรพคุณเด่น ๆ และขอ้ มูลงานวิจัย – ประโยชนแ์ ละสรรพคุณ,” [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : https://www.disthai.com/17136787/, ม.ป.ป. [สบื ค้นเม่อื 12
กมุ ภาพนั ธ์ 2565]
“มะลิ ประโยชน์ดี ๆ สรรพคุณเด่น ๆ และขอ้ มลู งานวิจัย – ลักษณะทัว่ ไปมะล,ิ ” [ออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก : https://www.disthai.com/17136787/, ม.ป.ป. [สืบค้นเม่ือ 12
กุมภาพนั ธ์ 2565]

“วธิ ีการผลติ การสกัดนํา้ มนั หอมระเหย,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก :

http://www.yesspathailand.com/, ม.ป.ป. [สบื คน้ เม่ือ 2 มกราคม 2565]

“วธิ กี ารสกัดสมนุ ไพรเข้มขน้ ทาํ ไดอ้ ย่างไร,” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก :
https://www.beautycosmet.com/cream-supplements/how-to-herbal-
extraction-method/?, 2564. [สบื คน้ เม่อื 12 กุมภาพันธ์ 2565]

“สอ่ งสรรพคุณ ‘ดอกมะลิ’ ท่คี ุณอาจไม่เคยรู้,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก : https://www.
bangkokbiznews.com/lifestyle/893047?, 2563. [สบื คน้ เมือ่ 5 มีนาคม 2565]

สรุ ตั นว์ ดี จิวะจนิ ดา และคณะ. “การสกดั สารหอมจากดอกไมไ้ ทย” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก :

http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Plant/plant_09/plant_9.html, ม.ป.ป.

[สบื คน้ เมอื่ 28 ธันวาคม 2564].

“Sweet therapy กลนิ่ หอมบาํ บัดจากดอกไม้,” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก :
https://www.bareo-isyss.com/service/living-young/sweet-therapy/?fb, ม.ป.ป.
[สบื คน้ เม่อื 8 กุมภาพันธ์ 2565]




Click to View FlipBook Version