การออกแบบการวจิ ัยทางการศึกษา
ชอ่ื ผู้บรรยาย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณภัสวรรณ ธนาพงษอ์ นันท์
ความหมายของการออกแบบการวจิ ยั
• การวางแผนในการดาเนินงานวิจัยใหป้ ระสบผลสาเร็จ ดงั นนั้ นักวิจยั
ตอ้ งออกแบบอยา่ งรอบคอบ รดั กมุ ตงั้ แตก่ ารออกแบบกลมุ่ ท่ีจะศกึ ษา,
ออกแบบวิธีการวัดค่าตวั แปร และออกแบบการวิเคราะหข์ อ้ มูล และ
อ่ืนๆ ซง่ึ ตวั แปรทางการศกึ ษามกั มีความซบั ซอ้ น ดงั นนั้ นักวิจยั ทางการ
ศึกษาจะตอ้ งมีความเขา้ ใจในบริบททางการศึกษาเป็นอย่างดีจึงจะ
สามารถออกแบบไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
จุดมุง่ หมายของการออกแบบการวจิ ยั
• 1. เพ่ือใหน้ กั วิจยั มแี ผนการดาเนนิ งานวิจยั ทม่ี ีความชดั เจน ลดภาวะความเสีย่ งที่
อาจจะเกิดขนึ้ ในกระบวนการวจิ ยั
• 2. เพื่อใหง้ านวิจยั นนั้ ๆ เป็นการศึกษาท่ีคมุ้ ค่า ทงั้ นีโ้ ดยพิจารณาไดจ้ ากคาตอบ
ของการวจิ ยั ตอ้ งถกู ตอ้ ง แมน่ ยา และมปี ระสทิ ธิภาพ
• 3. เพ่ือใหง้ านวจิ ยั เกิดความตรง โดยการควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ้ น ซึง่ เป็นตวั แปร
ท่ีสง่ ผลต่อตวั แปรตาม ผวู้ ิจยั ไม่สนใจศกึ ษาอิทธิพลของตวั แปรดังกลา่ ว จึงตอ้ ง
วางแผนดาเนินการควบคมุ ไมใ่ หส้ ง่ ผลตอ่ ตวั แปรตามท่ีตอ้ งการศกึ ษา
ประโยชนข์ องการออกแบบการวจิ ัย
• 1.ใหผ้ วู้ จิ ยั ไมส่ บั สนในการดาเนินการวิจยั ในขนั้ ตอนตา่ งๆ
• 2.ช่วยใหผ้ วู้ จิ ยั สามารถควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ้ นได้
• 3.ช่วยในการสรา้ งและพฒั นาเครอ่ื งมอื ทมี่ คี ณุ ภาพเพือ่ ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
• 4.ชว่ ยใหผ้ วู้ ิจยั สามารถเลอื กวธิ ีการทางสถิตทิ ่ีเหมาะสมในการวิเคราะหข์ อ้ มลู ได้
• 5.ช่วยในการประเมินเก่ียวกบั งบประมาณ แรงงงานและระยะเวลาในการทาวจิ ยั
• 6. ชว่ ยในการประเมนิ ผลการวิจยั ทไี่ ดว้ า่ มีความถกู ตอ้ งเชื่อถือไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด
• 7.ในกรณีทม่ี ที ีมนกั วิจยั หลายคน การออกแบบการวิจยั ทด่ี ีจะทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจ
ตรงกนั สามารถดาเนนิ งานประสานสมั พนั ธใ์ นกิจกรรมตา่ งๆ ของการวิจยั ไดเ้ ป็น
อยา่ งดี
หลักการออกแบบวจิ ยั
• จาแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
• ความตรงภายใน (internal validity)
• ความตรงภายนอก (external validity)
ความหมายของความตรงภายใน (internal validity)
• ความแปรปรวนของตวั แปรตามเป็นเหตเุ น่อื งมาจากตวั แปรอิสระหรือ treatment
ที่นักวิจัยให้เขา้ ไปเท่านั้น ไม่ไดเ้ กิด หรือ เป็นเหตุเนื่องมาจากตัวแปรอ่ืนๆท่ี
นกั วิจยั ไมไ่ ดต้ งั้ ใจ
• การออกแบบวิจยั มกั จะยดึ หลกั การควบคมุ ตวั แปรภายนอกต่าง ๆ ไมใ่ หม้ ีสง่ ตอ่
ตวั แปรตาม โดยยึดหลกั Max.Min.Con. Principle ซึ่งส่วนใหญ่จะใชก้ บั การ
วิจยั ที่ผวู้ ิจยั สามารถจดั กระทาในประเด็นต่างๆ ได้ เช่น การวิจัยเชิงทดลอง เป็น
ตน้ สว่ นการวิจัยบางประเภทไม่เนน้ ใหม้ ีการจดั กระทาใดๆ เป็นการศึกษาจาก
ปรากฏการณท์ ่เี กิดขนึ้ จรงิ ก็ไมเ่ นน้ ท่ีจะใชห้ ลกั การดงั กลา่ ว
Maximization of Systematic Variance (Max.)
• เป็นการทาใหค้ วามแปรปรวนอนั เน่ืองมาจากตวั แปรอิสระหรือตัวแปร
ทดลองมีค่ามากท่ีสุด โดยทาใหค้ ุณสมบตั ิของตวั แปรอิสระมีความ
แตกต่างกันมากๆ เพ่ือท่ีจะใหผ้ ลท่ีเกิดจากตวั แปรอิสระท่ีมีตอ่ ตวั แปร
ตามมีคา่ แตกตา่ งกนั มากท่ีสดุ อย่างชดั เจน เช่น การศกึ ษาเปรียบเทียบ
โปรแกรมการออกกาลงั กาย 2 วิธี ซ่งึ ผวู้ ิจยั ควรเลือกเปรียบเทียบวิธีการ
สอนท่ีมีหลกั การ แนวคดิ ท่ีมีความแตกตา่ งกนั มากๆ เพ่ือให้ผลท่ีเกิดขนึ้
ตอ่ ตวั แปรตามมีความชดั เจน
Minimization of Error Variance (Min.)
• เป็นการลดความแปรปรวน อนั เน่ืองมากจากความคลาดเคล่ือนใหม้ ีคา่
นอ้ ยท่ีสุด ซ่ึงความคลาดเคล่ือนอาจมาจากตวั อย่าง 2 กลุ่มท่ีนามา
ศกึ ษามีคณุ สมบตั ติ า่ งกนั ตงั้ แตต่ น้ ซ่งึ ความคลาดเคล่ือนอาจมาจาก
ตวั อยา่ ง 2 กล่มุ ท่ีนามาศกึ ษามีคณุ สมบตั ติ า่ งกนั ตั้งแตต่ น้ หรืออาจมา
จากวิธีการดาเนินการวิจยั ไม่เหมาะสม และเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู ขาดคณุ ภาพก็ได้
Control of Extraneous Variables (Con.)
• เป็นการควบคมุ อทิ ธิพลของตวั แปรแทรกซอ้ น เพ่ือไมใ่ หส้ ง่ ผลตอ่ ตวั แปรตาม
• 1.ใชว้ ิธีการสมุ่ ตวั อยา่ ง (Randomization)
• 2. การกาจดั ตวั แปรแทรกซอ้ น (Eliminate)
• 3. การทาใหต้ วั แปรแทรกซอ้ นท่มี ผี ลตอ่ ตวั แปรตามมจี านวนเทา่ ๆ กนั และ
เหมอื นกนั ในแตล่ ะตวั อยา่ งท่นี ามาศกึ ษา (Matching)
• 4.การนาตวั แปรภายนอกมาเป็นตวั แปรอิสระตวั แปรหนงึ่ ในการศกึ ษา (Built into
the Design)
• 5. การใชส้ ถิติควบคมุ (Statistical Control)
Control of Extraneous Variables (Con.) 1
• 1. ใชว้ ธิ ีการสมุ่ ตวั อย่าง (Randomization) โดยใหป้ ระชากรทกุ
หน่วยมีโอกาสไดร้ บั เลือกมาเป็นตวั อย่างเท่าเทียมกัน ซ่ึงจะ
ช่วยใหต้ ัวอย่างมีคุณสมบัติคละกัน ถือว่าเป็นไปตามทฤษฎี
ความน่าจะเป็น และจะสามารถชว่ ยควบคมุ ตวั แปรภายนอกได้
และเป็นการขจดั ความลาเอียง (Bias) อีกดว้ ย
Control of Extraneous Variables (Con.) 2
• 2. การกาจดั ตวั แปรแทรกซอ้ น (Eliminate) เป็นการกาจดั อิทธิพลของตวั แปร
แทรกซอ้ น โดยการทาใหค้ งที่ หรือมีความเท่าเทียมกน เช่น ถา้ ศึกษาผลของวิธี
จัดการเรียนรู้ 2 วิธี ว่าจะส่งผลใหผ้ ูเ้ รียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน
หรือไม่ ก็จะตอ้ งจดั สภาพการณต์ ่างๆ เพื่อกาจดั อิทธิพลของตวั แปรแทรกซอ้ น
เช่น ความสามารถของครู, สภาพและบรรยากาศในหอ้ ง, เวลาท่ีใชส้ อน, เนือ้ หา
ทใ่ี ชส้ อน และอนื่ ๆ ซง่ึ ควรจะมีคณุ สมบตั ิไมแ่ ตกตา่ งกนั
Control of Extraneous Variables (Con.) 3
• 3.การทาใหต้ วั แปรแทรกซอ้ นท่ีมีผลต่อตวั แปรตามมีจานวนเท่าๆ กัน
และเหมือนกนั ในแต่ละตวั อย่างท่ีนามาศึกษา (Matching) เช่น การ
จบั คู่ (matching by pair) โดยจดั ใหท้ งั้ 2 กล่มุ ท่ีทดลองมีคณุ สมบตั ิ
เหมือนกนั เป็นคๆู่ เชน่ มีความรูพ้ ืน้ ฐานเท่ากนั มีอายุเท่ากนั เป็นตน้
หรือถ้าแบ่งตัวอย่างเป็นกลุ่ม ก็จัดให้ 2 กลุ่มมีลักษณะของตัวแปร
แทรกซอ้ นเทา่ กนั เป็นตน้
Control of Extraneous Variables (Con.) 4
• 4. การนาตวั แปรภายนอกมาเป็นตวั แปรอิสระตวั แปรหน่งึ ในการศึกษา
(Built into the Design) ในบางสถานการณต์ วั แปรแทรกซอ้ นบางตวั
คอ่ นขา้ งยากในการควบคมุ เพ่ือไม่ใหม้ ีอิทธิพลตอ่ ตวั แปรตาม นกั วิจยั
สามารถนาตวั แปรดงั กล่าวมาเป็นตวั แปรตน้ อีกตวั หน่ึงในการศึกษา
ครงั้ นนั้ ๆ ได้
Control of Extraneous Variables (Con.) 5
• 5. การใชส้ ถิติควบคมุ (Statistical Control) เป็นการนาตวั แปรแทรกซอ้ นมาเป็น
ตวั แปรรว่ มโดยการใชว้ ิธีการทางสถิติมาช่วย เช่น ถา้ ตอ้ งการศกึ ษาเปรียบเทียบ
ผลสมั ฤทธิ์ในการเรียนของนกั เรยี นชายและหญิง และพบวา่ ระดบั IQ เป็นตวั
แปรแทรกซอ้ นทผี่ วู้ จิ ยั ไมส่ ามารถควบคมุ ได้ ก็นาระดบั IQ ของนกั เรยี นแต่ละคน
มาเป็นตวั แปรรว่ ม (covariate) ในการวิเคราะหด์ ว้ ย สถิติท่ีมกั นามาใชใ้ นการ
วเิ คราะหเ์ พอื่ ควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ้ น เช่น ANCOVA, MANCOVA หรือ Partial
Correlation เป็นตน้
ความหมายของความตรงภายนอก (external validity)
• ความคดิ รวบยอดของความตรงภายนอกก็คือ ผลการวิจยั สามารถท่ีจะ
สรุปอ้างอิง (Generalize) ไปยังประชากร หรือกลุ่มท่ีมีลักษณะท่ี
ใกลเ้ คียงกับกล่มุ ท่ีทาการศึกษา เชน่ หากยานีส้ ามารถรกั ษาผปู้ ่ วยให้
หายจากการเป็นโรคนีไ้ ด้ ผปู้ ่ วยท่ีเป็นโรคเดียวกนั ระยะเดียวกัน ทาน
ยานี้ ก็ควรท่ีจะหายหรือมีอาการเดียวกนั ซ่งึ การท่ีจะสรุปอา้ งอิงหรือทา
ใหเ้ กิดความตรงภายนอกไดน้ ั้น ส่วนหน่ึงมาจากการท่ีกลุ่มท่ีศึกษา
จะตอ้ งมีความเป็นตวั แทนท่ีดีของประชากร (Representativeness)
น่นั เอง
ขัน้ ตอนการออกแบบการวจิ ยั
• การออกแบบการวจิ ยั มกั จะกลา่ วถึงใน 3 ส่วนหลกั ไดแ้ ก่
• การออกแบบการไดม้ าซง่ึ ตวั อย่าง (Sampling Design)
• การออกแบบการวดั คา่ ตวั แปร (Measurement Design)
• การออกแบบการวเิ คราะหข์ อ้ มลู (Analysis Design)
การออกแบบการได้มาซึ่งตวั อยา่ ง (Sampling Design)
• การออกแบบการไดม้ าซ่งึ ตวั อย่าง (Sampling Design) ในส่วนนีน้ กั วิจัย
จะตอ้ งออกแบบการวิจยั วา่ จะดาเนินการอย่างไรท่ีจะทาใหไ้ ดต้ ัวอย่างท่ีมี
ความเป็นตัวแทนท่ีดีของประชากร (Representativeness)ซ่ึงขึน้ อยู่กับ
ปัจจัย 2 ประการหลกั คือ ขนาดของตวั อย่าง (Sample Size) กบั วิธีการ
ไดม้ าซง่ึ ตวั อย่าง (Method of Sampling) (รายละเอียดจะกลา่ วในบทท่ี 4)
ทั้งนี้ การท่ีนักวิจัยจะออกแบบการไดม้ าซ่ึงตัวอย่างได้ จะต้องมีข้อมูล
เก่ียวกับคณุ ลกั ษณะของประชากรท่ีชัดเจน ในประเด็นต่างๆ เพ่ือนามาสู่
การออกแบบท่ีดี
การออกแบบการวัดตวั แปร (Measurement Design)
• การออกแบบการวดั ตวั แปร (Measurement Design) เป็นสว่ นท่ี
ผวู้ ิจยั จะตอ้ งศกึ ษาและวางแผนวา่ ตวั แปรท่ีตอ้ งการศกึ ษา มีตวั แปร
ใดท่ีตอ้ งวดั คา่ บา้ ง ซง่ึ ตวั แปรท่ีจะวดั จะตอ้ งมีนิยามท่ีชดั เจนจากการ
ทบทวนวรรณกรรม ในการนยิ ามตวั แปรผวู้ ิจยั ควรนยิ ามในลกั ษณะ
ของการนิยามเชิง
การออกแบบการวเิ คราะหข์ ้อมูล (Analysis Design)
• สว่ นนีน้ กั วิจัยจะตอ้ งออกแบบไวล้ ่วงหนา้ ว่า หากดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
แลว้ จะดาเนินการวิเคราะหข์ อ้ มลู อย่างไร โดยการเลือกใชส้ ถิติที่เหมาะสมกบั
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั และระดบั การวดั (Level of Measurement) ของตวั
แปรนั้นๆ การวิเคราะห์ข้อมูลที่สาคัญสาหรับการวิจัยทางการศึกษา มี 2
ประเภท คอื การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชิงคณุ ภาพ (Qualitative data analysis) เป็น
การวิเคราะหข์ อ้ มลู ท่ีใชเ้ นือ้ หาของความเป็นเหตเุ ป็นผลในการวิเคราะห์ หรือ
เรยี กว่า การวิเคราะหเ์ นือ้ หา (Content Analysis) การวิเคราะหข์ อ้ มลู เชิง
ปริมาณ (Quantitative data analysis) ประกอบดว้ ยสถิติเชิงบรรยาย
(Descriptive Statistics) และสถิตอิ า้ งอิง (Inferential Statistics)
แผนแบบการวจิ ยั (Research Design)
• แผนแบบการวจิ ยั อาจแบง่ ไดห้ ลายลกั ษณะ ในท่ีนีจ้ ะแบ่งได้
เป็น 3 แบบหลกั ไดแ้ ก่
• 1) การวจิ ยั แบบไม่ทดลอง (non – experimental design)
• 2) การวิจยั แบบทดลอง (experimental design)
• 3)การวจิ ยั แบบก่งึ ทดลอง (quasi – experimental design)
การวจิ ัยแบบไม่ทดลอง
• เป็นงานวิจัยท่ีมุ่งศึกษาคน้ คว้าข้อเท็จจริงท่ีเก่ียวกับเหตุการณ์หรือ
ปรากฏการณ์ (Phenomenon) ท่ีเกิดขนึ้ ทงั้ ในอดีตและปัจจบุ ัน เพ่ือให้
เกิดความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์นั้นๆ อย่างชัดเจน ซ่ึงใน
กระบ วนก ารท าวิจัยจะ ไม่ไ ด้มี ก ารจัด กระ ทากับตัว แปร อิสร ะใ ด ๆ
เพี ยงแต่ทาก ารเก็ บรวบร วมข้อมูลตา มสภาพการณ์ท่ี เป็ นอยู่ ตา ม
ธรรมชาตเิ ท่านนั้ ดงั นนั้ นกั วิจยั บางคนจึงเรียกการวิจัยแบบนีว้ ่า การ
วิจัยคล้ายธรรมชาติหรือการวิจัยตามธรรมชาติ (Naturalistic
research)
การวจิ ยั แบบไมท่ ดลอง
• 1.1 การศกึ ษาเชิงสารวจ (Survey study)
• 1.2 การศกึ ษาสมั พนั ธภาพ (Relationship study)
• 1.3 การศกึ ษาเฉพาะกรณี (Case study)
• 1.4 การศกึ ษาติดตามผล (Follow – up study)
• 1.5 การศกึ ษาเชิงเปรยี บเทียบเหตผุ ล (Causal – comparative study)
• 1.6 การวิเคราะหเ์ อกสาร (Documentary study)
• 1.7 การศกึ ษาพฒั นาการ (Developmental study)
การศึกษาพฒั นาการ (Developmental study)
• เป็นการศกึ ษาเพอ่ื อธิบายความเปลยี่ นแปลงหรอื ความเจรญิ งอกงามของสง่ิ ใดสง่ิ
หนง่ึ หรอื ปรากฏการณใ์ ดปรากฏการณห์ นงึ่ ก็ได้ เชน่ การศกึ ษาการพฒั นาทางดา้ น
รา่ งกายของเดก็ ที่มภี าวะทพุ โภชนา สามารถทาได้ 2 วิธีคือ
• 1. การศกึ ษาความเจรญิ เตบิ โต (Growth study)
– 1) การศกึ ษาระยะยาว (Longitudinal study)
– 2)การศกึ ษาภาคตดั ขวาง (Cross – sectional study)
• 2. การศึกษาแนวโนม้ (Trend study) เป็นการศึกษาสภาพหรือปรากฏการณท์ ่ี
เกิดขนึ้ ในอดีตและเป็นอยใู่ นปัจจุบนั เพื่อคาดการณห์ รอื ทานายสภาพการณต์ า่ ง ๆ
ที่จะเกิดขนึ้ ในอนาคต เช่น การศกึ ษาแนวโนม้ ของการวิจยั ทางการศกึ ษาปฐมวยั ใน
ทศวรรษหนา้
การศึกษาพัฒนาการ (Developmental study)
• 1)การศึกษาระยะยาว (Longitudinal study) เป็นการศึกษาในลกั ษณะการ
ตดิ ตามดคู วามเปลย่ี นแปลงของสง่ิ ทีต่ อ้ งการศกึ ษาอยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดระยะเวลา
การศกึ ษา โดยศกึ ษาจากแหลง่ ขอ้ มลู หรอื ตวั อยา่ งเดยี วกนั ตลอด
• 2)การศึกษาภาคตดั ขวาง (Cross – sectional study) เป็นการศึกษาความ
เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงเวลาระยะยาวโดยใช้เทคนิคการศึกษาระยะสนั้ จาก
ตวั อยา่ งหลายกล่มุ ที่มีคณุ ลกั ษณะท่ีเป็นตวั แทนของแต่ละช่วงเวลา แลว้ นาผล
การศกึ ษามาสรุปรวมกนั ซงึ่ วธิ ีการศกึ ษาแบบนจี้ ะมขี อ้ ดีคอื จะมีความสะดวกใน
การศึกษา ใชเ้ วลาสนั้ ในการศึกษา และประหยดั ค่าใชจ้ ่าย แต่มีขอ้ เสียคือ ผล
ของการศกึ ษาไมน่ า่ เช่ือถือเทา่ กบั การศกึ ษาในตวั อยา่ งกลมุ่ เดยี ว
การวจิ ยั แบบทดลอง
• เป็นการวจิ ยั ท่ีมีการจดั กระทากบั ตวั แปรอสิ ระ (หรอื ตวั จดั กระทา)แลว้
สงั เกตผลท่ีเกิดขนึ้ กบั ตวั แปรตาม ซง่ึ การวจิ ยั ท่ีถือว่าเป็นการวิจยั แบบ
ทดลองท่ีแทจ้ รงิ จะตอ้ งประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 3 ประการดงั นี้
• 1. มีการจดั กระทา (manipulation)
• 2. มีการควบคมุ (control)
• 3.มีการสมุ่ (randomization)
การจัดกระทา (manipulation)
• คือมีการใหส้ ่ิงทดลอง (experimental treatment หรือ
intervention) กบั กล่มุ ทดลอง เพ่อื วดั ผลการเปล่ียนแปลงท่ีเกิด
จากการใหส้ ่ิงทดลองนน้ั ซ่งึ ส่ิงทดลองนน้ั อาจเป็นส่ิงท่ีจบั ตอ้ ง
ได้ หรอื แนวคดิ /วธิ ีการ ก็ได้
การควบคุม (control)
• คือจะตอ้ งมีการควบคมุ สภาพการณ์ และปัจจยั ภายนอก อ่ืน ๆ ท่ีอาจ
มีผลอทิ ธิพลตอ่ การเปล่ียนแปลงของผลการทดลองทงั้ หมด นอกจากนี้
ยงั ตอ้ งมีการควบคมุ คณุ ลกั ษณะของตวั อย่างบางอย่างท่ีอาจมีผลต่อ
การศกึ ษาดว้ ย เพ่ือท่ีจะสามารถสรุปไดว้ ่าผลการวิจยั ท่ีเกิดขึน้ เป็นผล
จากการทดลองอยา่ งแทจ้ รงิ
การสุ่ม (randomization)
• เป็นวิธีการป้องกนั การลาเอียงของผวู้ ิจยั ในการเลือกตวั อยา่ งมาทาการทดลอง
ซงึ่ นอกจากจะมีการสมุ่ เลอื กตวั อยา่ ง (Random Selection) แลว้ ยงั ตอ้ งมีการสมุ่
แบง่ กลมุ่ ควบคมุ และกลมุ่ ทดลองดว้ ย (Random Assignment) หรอื แมก้ ระท่งั ถา้
มวี ธิ ีการทดลองท่จี ะตอ้ งเปรยี บเทียบกนั หลายวิธี หรอื มีผทู้ ่ีจะตอ้ งทาการทดลอง
รว่ มกนั หลายคน ก็ควรจะสมุ่ วิธีการทดลองและผทู้ าการทดลองดว้ ย (Random
Treatment)
ส่งิ ทผ่ี ู้วจิ ยั ควรตระหนัก
• การไดม้ าซ่ึงตวั อย่าง ควรใชว้ ิธีการสมุ่ ตวั อย่างท่ีเหมาะสมกบั คุณลกั ษณะของ
ประชากร เพ่ือใหไ้ ดต้ วั แทนท่ีดี (Representativeness) ของประชากรในการทา
วจิ ยั
• เครอ่ื งมือท่ใี ชว้ ดั ตวั แปร มคี ณุ ภาพตามหลกั วชิ า
• การควบคมุ สภาพแวดลอ้ มในการทดลองหรอื การวดั ใหเ้ หมาะสม ปราศจากสง่ิ
รบกวน ทจ่ี ะเป็นอปุ สรรค และทาใหผ้ ลการวิจยั มีความคลาดเคลอื่ น
รายการอ้างองิ
• ทรงศกั ดิ์ ภสู อี อ่ น. (2560). เอกสารคาสอน รหสั วิชา 0504402 รายวชิ า การวจิ ยั
ทางการศกึ ษา (Educational Research). ภาควชิ าวิจยั และพฒั นาการศกึ ษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.