ระเบยี บวธิ วี จิ ยั
ชอื่ ผู้บรรยาย
ผศ.ดร. ณภสั วรรณ ธนาพงษอ์ นันท์
หวั ข้อเนือ้ หา
• สมมุตฐิ านการวิจยั
• การเปรียบเทยี บค่าเฉลี่ยในกรณีไม่เกนิ 2 กลุ่ม
• ระดบั การวัดหรือมาตรการวัด (Level of Measurement)
• เนือ้ หา........
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งประชากร กลุ่มตัวอย่าง
ค่าพารามิเตอร์ คา่ สถติ ิ
สมมุตฐิ านการวจิ ัย
• สมมุติฐาน คือ ส่ิงท่ีคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล ดังนั้น
สมมุติฐานการวิจัยจึงหมายถึง คาตอบของการวิจัยท่ีคาดการณ์ไว้
ล่วงหนา้ อย่างมีเหตุผล ในการดาเนินการวิจัยนัน้ นักวิจัยมักจะมีการ
กาหนดสมมตุ ิฐานไวก้ ่อน โดยจะตอ้ งมีการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั
ท่ีเก่ียวขอ้ ง (Review Literature) เพ่ือเป็นขอ้ มลู มาสนบั สนุนการตงั้
สมมตุ ิฐานหรอื การกาหนดคาตอบของการวิจยั
ลักษณะของสมมตฐิ าน
• สมมตุ ฐิ านการวจิ ยั จะนาเสนอเป็นขอ้ ความท่ีแสดงถงึ คาตอบ
ของงานวิจยั ซง่ึ แบง่ เป็น 2 ลกั ษณะ คอื
• 1. สมมตุ ิฐานการวจิ ยั แบบมที ิศทาง
• 2. สมมตุ ิฐานการวจิ ยั แบบไมม่ ีทิศทาง
สมมุตฐิ านการวจิ ยั แบบมีทศิ ทาง
• สมมุติฐานการวิจัยแบบมีทิศทางเป็ นการคาดการณ์คาตอบท่ี
เฉพาะเจาะจง ระบุชัดเจน เช่น หากเป็นการเปรียบเทียบค่าเฉล่ีย ก็
จะตอ้ งบอกใหช้ ดั เจน โดยตอ้ งระบวุ า่ กลมุ่ ใดจะมีคา่ เฉล่ียมากหรอื นอ้ ย
กวา่ กลมุ่ ใด หากเป็นการศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรก็ตอ้ งบอก
ใหช้ ัดเจนว่า ตวั แปรสองตัวดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์ทางบวกหรือ
ความสมั พนั ธท์ างลบ
สมมุตฐิ านการวจิ ยั แบบไม่มที ศิ ทาง
• สมมตุ ิฐานการวิจยั แบบไมม่ ีทศิ ทาง เป็นการคาดการณ์คาตอบ
ท่ีไม่ระบุชัดเจนเท่ากับสมมุติฐานการวิจัยแบบมีทิศทาง เช่น
หากเป็นการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียก็จะระบุว่ากล่มุ เหล่านีจ้ ะมี
ค่าเฉล่ียแตกต่างกันหรือไม่แตกต่างกันเท่านัน้ หรือหากเป็น
การศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรก็จะเป็นการระบุว่าตวั
แปรทงั้ สองนีจ้ ะสมั พนั ธห์ รือไม่สมั พนั ธก์ นั โดยไม่ไดม้ ีการระบุ
ทิศทางของความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปร
ความแตกตา่ งของสมมตฐิ านทงั้ 2 ลักษณะ
• การตั้งสมมุติฐานแบบมีทิศทาง บางครั้ง จะเรียกว่า การทดสอบ
สมมตุ ิฐานแบบทางเดยี ว หรอื หางเดียว (One-tailed test)
• การตัง้ สมมุติฐานการวิจัยแบบไม่มีทิศทาง บางครงั้ จะเรียกว่า การ
ทดสอบสมมตุ ฐิ านแบบสองทางหรอื สองหาง (Two tailed test)
สมมุตฐิ านทางสถติ ิ
• สมมตุ ฐิ านทางสถิติ เป็นการตงั้ สมมตุ ิฐานท่ีใชส้ าหรบั ทดสอบ
สมมตุ ฐิ านดว้ ยวธิ ีการทางสถิติ ใชค้ า่ พารามิเตอร์ (Parameter)
มาเขียน ซง่ึ แบง่ ออกเป็น 2 สว่ น
• สว่ นท่ี 1 สมมตุ ฐิ านกลาง (Null Hypothesis)
• สว่ นท่ี 2 สมมตุ ิฐานอ่ืน (Alternative Hypothesis)
สมมุตฐิ านทางสถติ ิ
• สว่ นท่ี 1 สมมตุ ิฐานกลาง (Null Hypothesis) บางครงั้ อาจ
เรียกว่า สมมตุ ิฐานสูญ, สมมุติฐานศนู ย์ หรือ สมมตุ ิฐานว่าง
หรอื สมมตุ ิฐานหลกั แทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์ “Ho”
• สว่ นท่ี 2 สมมตุ ฐิ านอ่ืน (Alternative Hypothesis) บางครงั้ อาจ
เรยี กวา่ สมมตุ ิฐานทางเลือก แทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์ “H1” หรือ
“Ha” โดยท่วั ไปมกั เป็นสมมตุ ิฐานท่ีผวู้ ิจยั คาดว่าน่าจะเป็น
คาตอบ ซง่ึ มกั สอดคลอ้ งกบั สมมตุ ฐิ านการวิจยั
ขัน้ ตอนการทดสอบสมมุตฐิ าน
• การทดสอบสมมตุ ฐิ านเพ่ือหาขอ้ สรุปผลการวจิ ยั มีขนั้ ตอนท่วั ไป ดงั นี้
1. ตงั้ สมมตุ ฐิ านทางสถิติ
2. กาหนดระดบั นยั สาคญั (α)
3. คานวณคา่ สถิติ (คา่ ท่ีไดเ้ รยี กวา่ “คา่ คานวณ” หรอื “คา่ สถิติ”)
4. เปิดตาราง (คา่ ท่ีไดเ้ รยี กวา่ “คา่ วิกฤติ” หรอื “คา่ ตาราง”)
5. เปรยี บเทียบผลระหวา่ งคา่ คานวณกบั คา่ วกิ ฤติ
6. สรุปผลการวิจยั
ตัวอย่างการสมมตฐิ านการวิจัยแบบมที ศิ ทาง
• 1) นักเรียนท่ีไดร้ บั วิธีสอนแบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนสงู กวา่ นกั เรียนท่ีไดร้ บั วิธีสอนแบบปกติ อย่างมีนยั สาคญั
ทางสถิติท่ีระดบั .05
• 2) อตั มโนทศั นม์ ีความสมั พนั ธท์ างบวกกบั ผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรยี นอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05
ตัวอยา่ งการสมมตฐิ านการวจิ ัยแบบไม่มีทศิ ทาง
• 1) นักเรียนท่ีได้รับวิธีสอนแบบ STAD กับแบบปกติ มี
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ี
ระดบั .05
• 2) อัตมโนทัศน์มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
ระดับการวดั หรือมาตราการวัด
(Level of Measurement)
• มาตราการวดั ถกู แบง่ ออกเป็น 4 มาตรา ดงั นี้
• 1. มาตรานามบญั ญตั ิ (Nominal scale)
• 2. มาตราเรยี งอนั ดบั (Ordinal Scale)
• 3. มาตราอนั ตรภาค (Interval Scale)
• 4. มาตราอตั ราสว่ น (Ratio Scale)
1. มาตรานามบญั ญัติ (Nominal scale)
• มาตรานีถ้ ือไดว้ า่ เป็นมาตราท่ีมีความละเอยี ดในการวดั นอ้ ยท่ีสดุ ผล
การวดั เป็นขอ้ มลู ท่ีสามารถจาแนกกลมุ่ ไดเ้ ทา่ นนั้ แตไ่ ม่สามารถนามา
เปรยี บเทียบกนั ได้ เช่น
• ตวั แปรเพศ แบง่ เป็น 2 กลมุ่ คือ เพศชาย กบั เพศหญิง โดยกาหนดให้
เพศชาย แทนดว้ ย หมายเลข 1 และเพศหญิง แทนดว้ ย หมายเลข 2
ตวั เลขดงั กลา่ วไมส่ ามารถนามาเปรยี บเทียบกนั ได้ น่นั คือ ไมส่ ามารถ
สรุปไดว้ า่ เพศหญิงเกง่ กวา่ หรอื ดีกวา่ เพศชาย
2. มาตราเรียงอันดบั (Ordinal Scale)
• มาตรานีม้ ีความละเอียดเพ่ิมขึน้ จากมาตรานามบญั ญัติ โดยนอกจาก
จะแบ่งเป็ นกลุ่มหรือจาแนกได้แล้ว ก็สามารถเรียงอันดับห รือ
เปรียบเทียบตามคณุ ลกั ษณะท่ีตอ้ งการวดั ได้ แต่มีขอ้ จากดั ตรงท่ี ช่วง
ห่างระหว่างจุดไม่เท่ากัน เช่น ผลการประกวดนางงาม สามารถเรียง
อนั ดบั ของความสวยได้ แตช่ ่วงห่างความสวยของนางงามแต่ละอนั ดบั
ไมจ่ าเป็นตอ้ งเท่ากนั
3. มาตราอันตรภาค (Interval Scale)
• มาตรานีเ้ ป็นมาตราท่ีเกือบจะสมบรู ณ์ โดยสามารถจาแนกได้ และช่วง
ห่างระหวา่ งจดุ ก็เท่ากนั ดว้ ย แตม่ ีขอ้ จากดั ตรงท่ีไม่มีศนู ยแ์ ท้ (Absolute
Zero) โดยศูนย์ท่ีกาหนดเป็นศูนย์ท่ีสมมุติขึน้ (Arbitrary Zero) เช่น
การวดั อณุ หภมู ิ โดยใชห้ นว่ ยเซลเซยี ส
4. มาตราอัตราส่วน (Ratio Scale)
• มาตรานี้ถือได้ว่าเป็นมาตราการวัดท่ีละเอียดมากท่ีสุด มี
คุณสมบัติครบทั้ง 3 มาตราท่ีกล่าวมา และท่ีสาคัญท่ีสุดคือ
เป็นการวัดท่ีมีศูนยแ์ ท้ ส่วนใหญ่มักเป็นการวัดทางกายภาพ
หรอื การวดั ทางวทิ ยาศาสตร์ เป็นหลกั เชน่ การวดั ความยาว ช่งั
นา้ หนกั หรอื วดั สว่ นสงู เป็นตน้
มาตราและคุณสมบตั ิ
สัญญลักษณพ์ นื้ ฐาน
การเปรียบเทยี บค่าเฉลี่ยในกรณีไม่เกนิ 2 กลุ่ม
• สถิติท่ีใชใ้ นการเปรยี บเทียบคา่ เฉล่ียประชากร กรณีท่ีไม่เกิน 2 กลมุ่
• 1. One Sample Z-test
• 2. One Sample t-test
• 3. Independent Sample Z-test
• 4. Independent Sample t-test (pooled variance)
• 5. Independent Sample t-test (separated variance)
• 6. Dependent Sample t-test
การทดสอบที แบบกลุ่มอิสระ
• ส ถิ ติ Independent Sample t-test ใ ช้ส า ห รับ ก า ร ท ด ส อ บ ห รือ
เปรียบเทียบค่าเฉล่ียของประชากร 2 กล่มุ ว่าแตกต่างกันหรือไม่ โดย
ตวั แปรตาม (ตวั แปรท่ีตอ้ งการเปรยี บเทียบ) จะตอ้ งเป็นตวั แปรต่อเน่ือง
(Continuous)หรือเป็ นข้อมูลท่ีอยู่มาตราการวัดตั้งแต่อันตรภาค
(Interval Scale) ขนึ้ ไป สว่ นตวั แปรอิสระจะเป็นตวั แปรแบง่ กลุ่ม ซง่ึ
แบง่ เป็น 2 ประชากรท่ีอสิ ระจากกนั (Independent Sample)
การทดสอบที แบบกลุ่มอสิ ระ : กรณีความ
แปรปรวนเทา่ กัน
• การทดสอบที แบบกลุ่มอิสระ : กรณีความแปรปรวนเท่ากัน เป็น
วิธีการทางสถิติในการเปรยี บเทียบค่าเฉล่ียของกล่มุ ประชากรสองกล่มุ
ท่ีอิสระจากกัน โดยไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร อาศัยค่า
ความแปรปรวนท่ีเก็บรวบรวมจากกล่มุ ตวั อย่างมาทดสอบ และทาการ
ทดสอบความเท่ากนั ของความแปรปรวนแลว้ พบว่า ประชากรทงั้ สอง
กลมุ่ มีคา่ ความแปรปรวนไม่แตกตา่ งกนั
การทดสอบที แบบกลุ่มอสิ ระ : กรณีความ
แปรปรวนไมเ่ ทา่ กัน
• การทดสอบที แบบกลมุ่ อิสระ : กรณีความแปรปรวนไม่เท่ากนั
เป็ นวิธีการทางสถิติในการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของกลุ่ม
ประชากรสองกลมุ่ ท่ีอิสระจากกนั โดยไมท่ ราบความแปรปรวน
ของประชากร อาศยั ค่าความแปรปรวนท่ีเก็บรวบรวมจากกลุ่ม
ตวั อย่างมาทดสอบ และทาการทดสอบความเท่ากนั ของความ
แปรปรวนแลว้
การทดสอบที แบบกลุ่มไมอ่ ิสระ (กลุ่มสัมพันธ)์
• สถิติ Dependent Samples t-test หรือบางครงั้ เรียกว่า Paired-
Samples t-test เป็นวิธีการท่ีใชท้ ดสอบหรอื เปรยี บเทียบค่าเฉล่ียของ
ประชากร 2 กลมุ่ ท่ีไมเ่ ป็นอิสระจากกนั
• หรือเป็นกล่มุ ท่ีสมั พนั ธก์ ันน่นั เอง เช่น การเปรียบเทียบความแตกต่าง
ของค่าเฉล่ียก่อนเรียนกับหลังเรียน ซ่ึงพบว่า ค่าเฉล่ียก่อนเรียนและ
หลงั เรยี นมาจากกลมุ่ ตวั อยา่ งเดียวกนั จงึ เรยี กวา่ กรณีกล่มุ ไมอ่ ิสระจาก
กนั หรือทดสอบความแตกต่างระหว่างกล่มุ ท่ีเป็นค่สู ามี-ภรรยา หรือคู่
แฝด ซ่ึงมีประชากร 2 กล่มุ แต่เป็น 2 กล่มุ ประชากรท่ีมีความสมั พนั ธ์
หรอื เก่ียวขอ้ งกนั
การวิเคราะหค์ วามแปรปรวน
• มีหลายลกั ษณะ ขนึ้ อย่กู บั จานวนตวั แปรตาม จานวนตวั แปรอิสระ และจานวนตวั
แปรร่วม (Covariate) เช่น การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนพหุคูณ (Mutivariate
Analysis of Variance : MANOVA) เป็นเทคนิควธิ ีการท่ีใชใ้ นการแยกแหลง่
ความแปรปรวนของขอ้ มลู ว่าความแปรปรวนของขอ้ มลู หรือความแตกต่างของ
ขอ้ มลู เป็นความแตกต่างอนั เน่ืองมาจากตวั แปรอิสระ หรือเป็นความแตกต่างอนั
เน่ืองมาจากความคลาดเคล่ือน (Error) ซ่ึงเป็นเทคนิคท่ีใช้ตรวจสอบหรือ
เปรียบเทียบค่าเฉล่ีย โดยตวั แปรตามตัองเป็นตัวแปรต่อเน่ืองหรือมีมาตราวดั
ตงั้ แต่มาตราอนั ตรภาค (Interval Scale) ขนึ้ ไป และมีจานวนตงั้ แต่ 2 ตวั แปรขนึ้
ไป สว่ นตวั แปรอิสระเป็นตวั แปรแบง่ กลมุ่ (Categories) ซง่ึ แบง่ กลมุ่ ตงั้ แต่ 2 กลมุ่
ขนึ้ ไป
วธิ กี ารวิเคราะหค์ วามแปรปรวน(1)
• 1- way ANOVA (การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดียว) = การ
เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นท่ีไดร้ บั วธิ ีสอนตา่ งกนั
• 1- way ANCOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มแบบทางเดยี ว) =
การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นท่ีไดร้ บั วธิ ีสอน
ตา่ งกนั (ขจดั อทิ ธิพลอนั เน่ืองมาจากความรูพ้ ืน้ ฐานออก)
• 1- way MANOVA (การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนพหคุ ณู แบบทาง
เดียว) = การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและเจตคติตอ่ การ
เรยี นของนกั เรยี นท่ีไดร้ บั วิธีสอนตา่ งกนั
วิธกี ารวิเคราะหค์ วามแปรปรวน(2)
• 1- way MANCOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มพหคุ ณู แบบ
ทางเดยี ว) = การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและเจตคติตอ่
การเรยี นของนกั เรยี นท่ีไดร้ บั วธิ ีสอนตา่ งกนั (ขจดั อิทธิพลตวั แปรรว่ ม
เชน่ ความรูพ้ ืน้ ฐานออก)
• 2- way ANOVA (การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนแบบ 2 ทาง) = การ
เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นท่ีไดร้ บั วิธีสอนและ
เพศตา่ งกนั
วิธีการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน(3)
• 2- way ANCOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มแบบ 2 ทาง)=
การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีไดร้ ับวิธีสอน
และเพศตา่ งกนั (ขจดั อทิ ธิพลของตวั แปรรว่ ม)
• 2- way MANOVA (การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนพหคุ ณู แบบ 2 ทาง)=
การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนของ
นกั เรยี นท่ีไดร้ บั วิธีสอนและเพศตา่ งกนั
• 2- way MANCOVA(การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มพหคุ ณู แบบ 2
ทาง)= การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและเจตคติตอ่ การเรยี น
ของนักเรียนท่ีไดร้ บั วิธีสอนและเพศต่างกัน(ขจัดอิทธิพลของตัวแปร
รว่ ม)
วิธีการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน(4)
• 3- way ANOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนแบบ 3 ทาง)=การ
เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีไดร้ บั วิธีสอน เพศ
และรูปแบบการเรยี นตา่ งกนั
• 3- way ANCOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มแบบ 3 ทาง)=
การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีไดร้ ับวิธีสอน
เพศและรูปแบบการเรยี นตา่ งกนั (ขจดั อิทธิพลของตวั แปรรว่ ม)
วิธกี ารวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน(5)
• 3- way MANOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนพหคุ ณู แบบ 3 ทาง)=
การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนของ
นกั เรยี นท่ีไดร้ บั วธิ ีสอน เพศและรูปแบบการเรยี นตา่ งกนั
• 3- way MANCOVA (การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนรว่ มพหคุ ณู แบบ 3
ทาง)= การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและเจตคติตอ่ การเรยี น
ของนักเรียนท่ีไดร้ ับวิธีสอน เพศและรูปแบบการเรียนต่างกัน(ขจัด
อทิ ธิพลของตวั แปรรว่ ม)
แนวคิดในการวเิ คราะห์
รายการอ้างองิ
• ทรงศกั ดิ์ ภสู อี อ่ น. (2560). เอกสารคาสอน รหสั วิชา 0504402
รายวชิ า การวิจยั ทางการศกึ ษา (Educational Research). ภาควชิ า
วจิ ยั และพฒั นาการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม.
• https://www.slideserve.com/munin/research-methodology
• http://www.watpon.in.th/Elearning/stat2.htm