The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supawee Tioepon, 2023-02-09 02:49:11

พฤติกรรมการใช้รถกับอุบัติเหตุบนท้องถนน

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ

พฤติก ติ รรมการใช้ร ช้ ถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน รายงานฉบับบันี้เ นี้ป็นป็ ส่วส่นหนึ่ง นึ่ ของการศึกศึษาวิชวิา I30202 IS2 การสื่อ สื่ สารและการนำ เสนอ ภาคเรียรีน 2 ปีกปีารศึกศึษา 2565 กลุ่มลุ่ สาระการเรียรีนรู้ภรู้ าษาไทย โรงเรียรีนวัดวั สุทสุธิวธิราราม


พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน โดย นายณภัทร นรากร เลขที่ 10 นายณัฐพงษ์ พรมสังขาล เลขที่ 11 นายทักษ์ดนัย มีไชย เลขที่ 12 นายสุประวีณ์ เตียวผลเจริญ เลขที่ 35 นายอภิสิทธิ์ สุดเนตร เลขที่ 40 นายภาสวิชญ์ มีนา เลขที่ 42 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 เสนอ ครูรัฐพล ศรีบูรณะพิทักษ์ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม


ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน สมาชิก นายณภัทร นรากร เลขที่ 10 นายณัฐพงษ์ พรมสังขาล เลขที่ 11 นายทักษ์ดนัย มีไชย เลขที่ 12 นายสุประวีณ์ เตียวผลเจริญ เลขที่ 35 นายอภิสิทธิ์ สุดเนตร เลขที่ 40 นายภาสวิชญ์ มีนา เลขที่ 42 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 ครูที่ปรึกษา นายรัฐพล ศรีบูรณะพิทักษ์ ปีการศึกษา 2565 รายงาน เรื่อง พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา กฎระเบียบการใช้รถบนท้องถนน ผลกระทบจากการใช้พาหนะบนท้องถนน และ การใช้ยานพาหนะ บนท้องถนน จากการศึกษา พบว่า พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน มีหลายวิธีที่สามารถ นำมาใช้งานได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ที่แตกต่างกันการจัดการการใช้ยานพาหนะ สามารถจัดการ การใช้ยานพาหนะในท้องถนนโดยกำหนดเวลาหรือสถานที่ ที่ยานพาหนะสามารถใช้ งานได้ หรือจะตรวจสอบความถูกต้องของรถยนต์ก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้งาน การจัดการและ กำหนดการเดินทางสามารถจัดการการเดินทางโดยกำหนดเส้นทางของรถยนต์ได้ กฎระเบียบเกี่ยวกับ การใช้ยานพาหนะคือ กฎหมายที่กำหนดแนวทางและข้อบังคับในการใช้ยานพาหนะต่าง ๆ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน และรถโดยสารประจำทาง โดยกฎระเบียบนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิด อุบัติเหตุ รักษาความปลอดภัยของผู้ใช้ยานพาหนะและผู้อื่น ๆ รวมทั้งประหยัดพลังงานและป้องกัน สิ่งแวดล้อมและการป้องกันการใช้ยานพาหนะ อาจจะประกอบด้วยการบังคับใช้กฎระเบียบการขับขี่ การตรวจสภาพยานพาหนะทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ลายมือชื่อครูที่ปรึกษา ............................ ลายมือชื่อนักเรียน 1. ........................ 2. ........................ 3. ........................ 4. ........................ 5. ........................ 6. ........................


ข กิตติกรรมประกาศ รายงาน เรื่อง พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน ฉบับนี้ สำเร็จได้ ด้วยความเมตตาจาก ครูรัฐพล ศรีบูรณะพิทักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ครูประจำวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ ครูธมลวรรณ หลิมวงศ์ ที่ให้ความเมตตา ประสิทธิ์ประสาทความรู้และทักษะด้านการศึกษาค้นคว้าและการเขียนรายงานวิชาการ อีกทั้งได้ สละเวลาให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ ตรวจและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ซึ่งทางคณะผู้จัดทำรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณ จึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณบิดา มารดา ตลอดจนเพื่อนนักเรียนทุกคน ที่คอยเป็นแรงผลักดันและแรงใจ ในการจัดทำรายงานวิชาการฉบับนี้จนสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงาน เรื่อง พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน ฉบับนี้ คณะผู้จัดทำขอมอบให้แก่คณะครูที่มีส่วนในการวางรากฐานทางการศึกษา และประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้แก่คณะผู้จัดทำตลอดมา คณะผู้จัดทำ 27 มกราคม 2566


ค คำนำ รายงาน เรื่อง พฤติกรรมการใช้รถกับอุบัติเหตุบนท้องถนน ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการนำเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ พัฒนาทักษะการแสวงหา ความรู้ อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป รายงาน เรื่อง พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน ฉบับนี้ มีความมุ่งหวังนำเสนอ เนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการจราจร ลักษณะของการใช้กฎระเบียบและ การป้องกันการใช้ยานพาหนะ พฤติกรรมของวัยรุ่นกับการใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน สาเหตุที่ทำให้เกิด ความเสียหายของยานพาหนะ แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุจากกฎจราจรและจากรถยนต์ คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเรื่องนี้จะเอื้อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า แก่ผู้ที่สนใจได้เป็นอย่างดี ขอขอบคุณครูที่ปรึกษาและท่านผู้รู้ที่กรุณาให้คำแนะนำจนเขียนรายงาน ได้สำเร็จและสมาชิกผู้จัดทำที่ให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนงานสำเร็จลุล่วง และสามารถ ผ่านอุปสรรคได้ด้วยดี คณะผู้จัดทำ 27 มกราคม 2566


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข คำนำ ค สารบัญ ง พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน 1 บทนำ 1 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการจราจร 2 1.1 ความหมายของอุบัติเหตุ 2 1.2 ความหมายของอุบัติเหตุจราจร 2 1.3 การเกิดอุบัติเหตุจากการจราจร 3 2. ลักษณะของการใช้กฎระเบียบและการป้องกันการใช้ยานพาหนะ 11 2.1 กฎการจราจรและมารยาทในการขับขี่ 11 2.2 การตรวจสอบคุณภาพของยานพาหนะ 12 2.3 ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับประกันของยานพาหนะ 14 3. พฤติกรรมของวัยรุ่นกับการใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน 15 3.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 15 3.2 ผลการสำรวจ 16 4. สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายของยานพาหนะ 23 4.1 สาเหตุที่เกิดจากคน 23 4.2 สาเหตุที่เกิดจากสภาพรถยนต์ 25 4.3 สาเหตุที่เกิดจากวัตถุและสภาพถนน 26 5. แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุจากกฎจราจรและจากรถยนต์ 27 5.1 เครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย 27 5.2 การขับขี่รถยนต์หรือจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 33 5.3 สภาพภูมิประเทศพื้นผิวเส้นทางการจราจร 35


สารบัญ(ต่อ) หน้า บทสรุป 35 บรรณานุกรม 3 6 ภาคผนวก 38 ประวัติผู้เขียน 39


พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน https://mgronline.com/daily/detail/9590000038577 บทนำ การใช้รถส่วนบุคคลเพื่อสัญจรในชีวิตประจำวันนั้นนับว่าเป็นทางเลือกหลักในการเดินทาง ของคนไทย นอกจากนี้ทัศนคติของสังคมต่อการขับรถและการถือครองรถในปัจจุบัน คือ สิทธิ ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้แต่ในขณะเดียวกันจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นของประเทศไทยในแต่ละปี ส่งผลต่อความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ เป็นจำนวนมาก รวมทั้งสูญเสียบุคลากรที่เป็นปัจจัยสำคัญ ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการเกิดอุบัติเหตุได้พยายาม หาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลากหลายวิธี เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ที่ เกี่ยวข้อง ทั้งทัศนคติและการรับรู้โอกาสเสี่ยง ของกลุ่มวัยรุ่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเสี่ยง ในการป้องกัน การใช้ยานพาหนะบนท้องถนนและระเบียบกฎจราจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทาง จราจร รวมทั้งเพิ่มความปลอดภัยเพื่อเป็นส่วนช่วยผลักดันในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่างจริงจัง


2 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการจราจร 1.1 ความหมายของอุบัติเหตุ อุบัติเหตุตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ความบังเอิญ เป็นต้น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556) ไพโรจน์ลดาวิจิตรกุล (2551: หน้า 1) อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์การร้ายที่เกิดขึ้น โดยมิได้การวางแผนไว้ล่วงหน้า โดยเหตุการณ์ร้ายนั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายและทรัพย์สิน ทำให้เกิด การบาดเจ็บหรือเครื่องจักรชำรุด แม้กระทั่งส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้ขวัญของผู้ประสบภัยหรือ คนรอบข้างเสียไป สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน (2552: หน้า 1) อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นโดยไม่ทันคิด ถือกันว่าเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นโดยมิได้ตั้งใจและไม่คาดฝันมาก่อน คำว่า อุบัติเหตุ ตรงกับคำว่า Accident ในภาษาอังกฤษ ซึ่งทางการแพทย์ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดย มิได้คาดฝันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเนื้อเยื่อ (Tissue) และทางเมตาโบลิซึมของร่างกายให้ ปรากฏ World Health Organization (1999: p. 7) ได้ให้ความจำกัดความของ Accident ว่า “Accident is an unpredicted event resulting in recognizable damage” ซึ่งแปลความ เป็นภาษาไทยได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ซึ่งมีผลทำให้เกิดความเสียหาย จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่าอุบัติเหตุหมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ ซึ่งมีผลทำให้เกิดความเสียหาย 1.2 ความหมายของอุบัติเหตุจราจร อุบัติเหตุจากการขนส่งหรือการจราจร(Transportation of traffic accidents) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการคมนาคมหรือขนส่ง (สาธิต อินตา, 2546: หน้า 11 อ้างถึง ใน เสริมสิทธิ์สร้อยสอดศรี, 2548: หน้า 6) อุบัติเหตุจราจร หมายถึง การได้รับการบาดเจ็บจากการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด จากการเดินทาง หรือพาหนะเดินทาง ทั้งทางบก ทางน้า และทางอากาศ (เวธกา กลิ่นวิชิต, 2544: หน้า 4 อ้างถึงใน เสริมสิทธิ์สร้อยสอดศรี, 2548: หน้า 7) จากที่ได้กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า อุบัติเหตุจราจร หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดย ไม่คาดคิดเป็นการที่เกิดขึ้นจากการเดินทางหรือการใช้ยานพาหนะ


3 1.3 การเกิดอุบัติเหตุจากการจราจร วิภาดา จูฑพลกุล (2538: หน้า 13-17) ได้กล่าวว่า สาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเกิด อุบัติเหตุจราจร จำแนกได้ 2 ประการ คือ 1) เกิดจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัย(Unsafeacts) ได้แก่พฤติกรรมต่าง ๆ อัน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เช่น การประมาทหรือการเลินเล่อความมักง่ายการฝ่าฝืนกฎจราจรกฎระเบียบ ที่วางไว้เป็นต้น 2) จากสภาวะที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe condition) ได้แก่สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิด อุบัติเหตุได้เช่น ถนนลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอไฟท้ายรถเสีย สภาวะที่ไม่ปลอดภัย เป็นสาเหตุ ด้านกายภาพของอุบัติเหตุที่แก้ไขได้ง่ายกว่าด้านพฤติกรรม การเกิดอุบัติเหตุราจรส่วนมากไม่ใช่ความบังเอิญ หรือปราศจากสาเหตุสาเหตุของ การเกิดอุบัติเหตุพบว่า มี 3 ปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการได้แก่ปัจจัยที่เกิดจากคน ยานพาหนะ ถนน และสภาพแวดล้อม 1) ปัจจัยที่เกิดจากคน (Human factor) อุบัติเหตุส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการกระทำผิดพลาดของผู้ที่ใช้ทางโดยเฉพาะ ผู้ขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.1) เพศ 1.2) อายุ 1.3) การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ปัจจัยสำคัญน่าจะเกิดจากการขาด ความรู้สึกรับผิดชอบการเห็นแก่ตัว ความไม่มีระเบียบวนัย การระบายอารมณ์โกรธ หงุดหงิด โดย การขับรถเมื่อปฏิบัติบ่อยๆ เขาก็จะทา ให้เกิดความเคยชินเป็นนิสัยในการขับรถผิดกฎจราจรและ ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น 1.4) พฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น การขบัรถให้ตื่นเต้น หวาดเสี่ยวเป็นการแสดง ถึงความเก่งกล้าของตนเอง 1.5) ความชำนาญทาง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับรถ 1.6) สภาวะทางร่างกายได้แก่ ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์การเจ็บป่วยทางกาย ความผิดปกติทางสายตา เป็นต้น 1.7) สภาพจิตใจที่ผิดปกติเช่น อารมณ์เสียเหม่อลอย หรือหมกมุ่น คิดปัญหา ยุ่งยากอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้


4 1.8) การขับรถด้วยความเร็วสูง มีผลทำ ให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและ ความเสียหายจะรุนแรง โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะสูงขึ้น เมื่อใชค้วามเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้จะใช้ความระมัดระวังอย่างที่แล้วก็ตาม เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างกะทันหันจะไม่ สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที 1.9) แอลกอฮอล์และยา ยาบางประเภทมีผลต่อร่างกาย ทำให้เกิด ความสามารถในการขับขี่ลดลง เช่น ยากล่อมประสาท ยาแก้หวัดยาคลายกล้ามเนื้อ ยาเสพติดให้โทษ ส่วนแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจรที่สำคัญ ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง 30 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการ สนุกสนานร่าเริง ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (ดื่มสุรา 6 แก้ว แก้วละ 30 ซีซีหรือ 2 ฝาแม่โขง หรือเบียร์8 ดีกรีปริมาณ 1กระป๋อง (330 มิลลิลิตร) จะมีระดับแอลกอฮอล์ ในเลือดน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) จะแสดงอาการสนุกสนาน เมา เดินไม่ตรงทาง 1.10) ความชำนาญในการขับรถ ได้แก่ ผู้ที่ขับรถเป็นใหม่ๆ การตัดสินใจ ยังไม่ดีพอ 2) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ(Vehicular factor) อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องชำรุดของเครื่องยนต์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ อุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสาเหตุอื่น ๆ แต่ยานพาหนะที่มีสภาพชำรุด บกพร่อง ขาดการตรวจสอบและบำรุงรักษาที่ดีก่อนออกใช้งาน ตลอดจนยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจราจรได้อาจแยกอธิบายได้ดังนี้ 2.1) ยานพาหนะที่สภาพชำรุดบกพร่อง จากการวิเคราะห์อุบัติเหตุ อันมีสาเหตุมาจากความชำรุดบกพร่องของ ยานพาหนะพบว่าอุปกรณ์ของรถ ได้แก่ 2.1.1) สภาพของยาง เป็นอันตรายมาก หากยางแตกหรือระเบิด ยาง ที่ไม่มีดอกเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และดอกยางจะต้องลึกด้วย 2.1.2) ระบบห้ามล้อ เช่น แบรกแตกคันชักส่งหลุด 2.1.3) ระบบสัญญาณไฟบกพร่อง หากเสียหายในเวลากลางคืนจะเป็น อันตรายมาก 2.1.4) พวงมาลัย หรือคนบังคับรถไม่อยู่ในสภาพปกติ 2.2) ยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามาตรฐานความปลอดภัย ได้แก่ 2.2.1) รถที่ใช้เครื่องยนต์ในการเกษตรหรือรถอีแต๋น นำออกมาวิ่ง ในทางโดยไม่ติดโคมไฟ หรือสร้างขึ้นมาไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด


5 2.2.2) รถบรรทุกหรือบรรทุกสูงยื่นล้ำเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ 2.2.3) ตัวถังบางไม่แข็งแรงเท่าที่ควร 2.2.4) ไม่มีเครื่องอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เช่น เข็มขัดนิรภัย (Seat belt) อุปกรณ์ดับเพลิง เป็นต้น 3) ปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม (Road and environment) สภาพแวดล้อม (Environment) ที่เกี่ยวกับการจราจร หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา อันเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งสภาพแวดล้อมนั้น ๆ จะต้องมีผลต่อผู้ขับขี่ด้วย จึงจะ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุอาจจำแนกสภาพแวดล้อมที่เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจราจรได้เป็น 3 ประการ คือ 3.1) จากอุปกรณ์ความปลอดภัย (Safety device) ไม่สมบูรณ์สิ่งเหล่านี้ ได้แก่ การจราจร ซึ่งมีทั้งป้ายแนะนำ ป้ายบังคับ และป้ายเตือนจำเป็นต้องติดตั้งอยู่ในที่มองเห็นได้ ชัดเจน ทั้งกลางวันและกลางคืน เข้าใจง่าย อ่านแล้วไม่ต้องตีความเอง 3.2) จากอุปสรรคธรรมชาติสภาพแวดล้อมที่เกิดจากธรรมชาติหรือ ที่ เรียกว่าทัศนวิสัยไม่ดีหรือเลวร้าย เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติได้แก่ หมอกลงจัด หิมะตก ลูกเห็บ ตก ฝนตกหนัก เป็นต้น 3.3) จากการกระทำของคน สภาพแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของคน ที่พบในเขตเมืองมากที่สุด คือ มลพิษ (Pollution) เช่น การเกิดเสียงดังรบกวนจากท่อไอเสียของรถ (Noise pollution) และการเกิดควันจากท่อไอเสียของรถ (Air pollution) สภาวะดังกล่าวจะเป็น อันตรายต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชน และรบกวนสมาธิในการขับรถเป็นอันมาก โดยเฉพาะ ในกรณีรถติดขัดจะก่อให้กิดความแปรปรวนทางอารมณ์อาจทำให้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนได้ ปัจจัยที่กล่าวมีผลต่ออุบัติเหตุข้างต้นและสอดคล้องกับ จุฬาภรณ์โสตะ (2539: หน้า 23-26) ที่ได้กล่าวถึงสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุจากการจราจร มี 4 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยด้านบุคคล (Human factor) บุคคลผู้ใช้รถ ใช้ถนน มีส่วนสำคัญมากต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งคนขับรถ คน โดยสารและคนเดินเท้า ดังนี้ คือ 1.1) คนขับรถ คนขับรถก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้จากสาเหตุต่อไปนี้คือ 1.1.1) ประมาท ขาดความระมัดระวังในการขับขี่ขับรถตามหลัง รถคันหน้าอย่างกระชันชิด แซงในที่คับขัน เปลี่ยนเส้นทางโดยไม่ระมัดระวัง ไม่ลดความเร็ว เมื่อถึง ทางโค้ง


6 1.1.2) ขับรถด้วยความเร็วสูง ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมาย กำหนดจนไม่สามารถบังคับรถได้คาดคะเนความเร็วของรถผิดพลาด ทำให้รถเสียหลัก เมื่อรถหยุด กะทันหัน หลบคน หรือสัตว์ และวัตถุอื่น ๆ 1.1.3) ไม่ปฏิบัติตามกฎหรือสัญญาณจราจร เช่น ขับรถฝ่าไฟแดง ขับรถแซงซ้ายบรรทุกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จอดรถบนผิวการจราจรที่ห้ามจอด ฯลฯ 1.1.4) ความผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น สายตาสั้น หรือยาวเกินไป มึนเมาจากการดื่มสุรา ง่วงนอน เหนื่อยล้าอ่อนเพลีย เจ็บป่วย ไม่สบาย รับประทาน สารเสพติด เช่น ยาบ้า ตลอดจนจิตใจหรืออารมณ์ไม่ปกติเช่น ก้าวร้าว โกรธเครียด โมโห สะเพร่า คึกคะนอง ชอบเสี่ยง ท้าทายแข่งขัน 1.1.5) ความสามารถและทักษะในการขับขี่รถไม่ดีพอ เช่น ขาด ความรู้ความสามารถในการขับรถ หัดขับรถยังไม่มีทักษะดีพอขาดการตัดสินใจที่ดี 1.1.6) วัยและเพศ พบว่า วัยที่พบอุบัติเหตุบ่อยที่สุด คือวัยรุ่นที่ เป็นวัยที่ชอบเสี่ยง ชอบทดลอง จากการพิจารณาอย่างรอบคอบ และวัยผู้สูงอายุซึ่งมีการรับรู้ช้า มีความเฉื่อยชาตกใจง่าย 1.1.7) ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยผู้ขับรถที่ไม่คาดเข็มขัด นิรภัยและผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย นับเป็นอันตรายมาก ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอาจ ได้รับความรุนแรงมากขึ้น 1.1.8) ผู้ขับรถไม่มีน้ำใจและมารยาท ขับรถตัดหน้ารถคันอื่น ไม่ ยอมจอดรถให้คนข้ามถนนตรงทางม้าลาย 1.2) คนโดยสารและคนเดินเท้า 1.2.1) ขึ้นหรือลงรถโดยไม่ระมัดระวัง ใจร้อน กระโดดขึ้นลง 1.2.2) ข้ามถนนไม่ระมัดระวัง ไม่ข้ามตรงทางม้าลาย หรือ สะพานลอย 1.2.3) ข้ามถนนโดยออกจากหน้าหรือหลังรถ 1.2.4) ตกจากรถ โดยเฉพาะคนที่ชอบห้อยโหนรถ หรือขึ้นรถ โดยสารบนหลังคารถนั่งโดยสารปราศจากสิ่งกำบัง 1.2.5) ลื่นล้ม หรือเป็นลมบนถนน หรือรีบร้อนจนเกินไป 1.2.6) เดินชิดถนนบริเวณที่รถผ่านไปมาก 1.2.7) เปิดประตูรถขึ้นลงโดยไม่ระมัดระวัง 1.2.8) สภาพร่างกายหรือจิตใจไม่ปกติเช่น เมา ง่วงอารมณ์ไม่ดี ใจลอย คึกคะนองสนุกสนาน เพลิดเพลินเกินขอบเขต ไม่สบาย


7 1.2.9) ผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยหรือ ผู้โดยสารรถยนต์โดยเฉพาะคนที่นั่ง ถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ถ้าเกิดอุบัติเหตุย่อมได้รับอุบัติเหตุที่ รุนแรง 2) ปัจจัยด้านยานพาหนะ(Vehicle factor) ยานพาหนะที่มีสภาพชำรุด ขาดการตรวจสอบ และบำรุงรักษาที่ดี ก่อนนำออกใช้งานตลอดจนยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นับเป็นสาเหตุสำคัญของ การเกิด อุบัติเหตุจากการจราจรได้ คือ 2.1) ยานพาหนะที่สภาพชำรุดบกพร่อง เช่น 2.1.1) สภาพของยาง ยางไม่มีดอก ไม่เกาะถนน 2.1.2) ระบบห้ามล้อ เช่น เบรกแตก คันชักส่งหลุด และ พวงมาลัยหลุด 2.1.3) ระบบสัญญาณไฟบกพร่อง 2.1.4) พวงมาลัย หรือคันบังคับรถไม่อยู่ในสภาพปกติ 2.1.5) กระจก กระจกมองหลัง มองข้าง ชำรุด ร้าว หรือแตก 2.2) ยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เช่น 2.2.1) รถที่ใช้เครื่องยนต์ในการเกษตร รถอีแต๋น รถสกายแล็ป รวมทั้งควายเหล็กที่นำออกมาวิ่งบนถนนโดยไม่ติดโคมไฟ หรือสร้างขึ้นมาไม่ถูกต้องตามที่กฎหมาย กำหนด 2.2.2) รถบรรทุกหนักหรือบรรทุกสูงยื่นล้ำเกินอัตราที่ กฎหมายกำหนดไว้ 2.2.3) ไม่มีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ถุงลม หมวกนิรภัย 2.2.4) รถจักรยานยนต์ไม่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กระจกมองหลัง ไฟเลี้ยวไฟหน้า หรือมีเสียงดังมากจนเกินไป 2.2.5) ฟิล์มกรองแสงที่ทึบมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายจาก การขู่บังคับ จี้ ปล้น ลักพาตัว 3) ปัจจัยด้านทางหรือถนน (Roadway factor) ปัจจัยด้านทางหรือถนน ประกอบด้วย 3.1) โครงสร้าง (Structure) ถนนที่มีทางโค้งมาก ๆ หรือต้องขึ้นลง เขาบ่อย ๆหรือถนนที่โค้งหักศอก ทำให้เกิดมุมอับ หรือจุดบอดของการเห็นสภาพการจราจรข้างหน้า


8 3.2) ผิวถนน (Road surface) พื้นผิวถนนที่ลาดด้วยยางแอสฟัลท์ จะมีความลื่นมากกว่าถนนที่ทำด้วยคอนกรีตหรือถนนรุกรัง เมื่อฝนตกเปียกน้า ก็จะทำให้เกิดโคลน หรือลื่นไถลได้ง่ายตลอดจนความเป็นหลุมเป็นบ่อ ย่อมก่อให้เกิดอุบัติภัยได้สูง 3.3) ไหล่ทาง (Sholder) ไหล่ทาง คือ พื้นที่ต่อจากขอบทางออกไป ทางด้านข้าง ซึ่งยังมิได้จัดทำเป็นทางเท้า หากมีสิ่งกีดขวางถนนหรือต้นไม้ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะไหล่ทางที่เป็นทางโค้ง หรือบริเวณสะพาน หรือถนนที่กำหนดความเร็วสูง เช่น บนทางด่วน พิเศษที่ไม่มีสิ่งกั้นข้างทาง 3.4) แสงสว่าง (Lighting) พื้นผิวถนนส่วนใหญ่เป็นสีดำ ทำให้เวลา กลางคืนแสงสว่างจากไฟหน้ารถน้อยกว่าที่ควร และมักเป็นปัญหาสำหรับผู้ขับขี่ที่สายตาไม่ดี 3.5) ช่องเดินรถ (Lane) ช่องเดินรถหรือช่องทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็น ช่องสำหรับการเดินรถ โดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวแบ่งเป็นช่องไว้ ช่องเดินรถที่ไม่กว้างพอ คือ ต่ำกว่า 6-10 เมตร และมีช่องเดินรถเพียง 2 ช่องทาง มีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 3.6) ถนนไม่มีเครื่องหมายเดือน (Road marking) ไม่มีการตีเส้น บนพื้นถนนเป็นสีสะท้อนตลอดจนคำเตือนด้วยตัวอักษร โต ๆ เช่น ให้ระวังเด็ก ฯลฯ 3.7) ถนนไม่มีทางเดินและทางรถเป็นสัดส่วน นั่นคือ ไม่มีทางม้าลาย ไม่มีทางคนเดินถนน ไม่มีสะพานลอย ไม่มีที่จอดรถ หรือเบียดบังถนนเป็นที่ขายของเป็นที่จอดรถ ทำให้ถนนกับแคบก่อให้เกิดอันตรายได้ 4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม (Environment factor) สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทางบก หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา ได้แก่ 4.1) สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือทัศนะวิสัยไม่ดี เช่น หมอก ลงจัด ลูกเห็บตก ฝนตกหนัก น้ำท่วม 4.2) อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่สมบูรณ์ ได้แก่ ป้ายแนะนำ ป้ายบัง กับ ป้ายเดือนไม่ชัดเจน เข้าใจยาก ไม่สื่อความหมาย แสงสว่างไม่เพียงพอ ไม่มีทางเท้าหรือไหล่ทาง ตลอดจนไม่มีทางข้ามในที่เหมาะสม 4.3) สภาพแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของคน เช่น มลพิษ การเกิดเสียงดังจากท่อไอเสีย ซึ่งมีผลต่อความแปรปรวนของอารมณ์ การเผาขยะข้างทาง การเผาหญ้า ข้างทางหลวง ทำให้เกิดหมอกควันหนาทึบ มองไม่เห็นทางข้างหน้า การนำสัตว์เลี้ยงมาปล่อยไว้ บริเวณสองข้างทาง ทำให้สัตว์เดินเกะกะ กีดขวางการเดินรถ ซึ่งเป็นอันตรายมาก สำหรับรถที่วิ่งด้วย ความเร็วสูงรวมทั้งการประกอบอาชญากรรมของโจรผู้ร้าย โดยการขึงลวดดักรถจักรยานยนต์ในเวลา กลางคืนตลอดจนการใช้น้ำมันหรือน้ำผสมผงซักฟอกมาราดบนถนน ทำให้รถที่แล่นผ่านเสียหลักพลิก คว่ำได้ง่าย


9 นอกจากนั้นศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (2546: หน้า 10 อ้างถึงใน ปภัสษร พรวัฒนา, 2548: หน้า 10-13) กล่าวว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุมีองค์ประกอบ หลายประการ ได้แก่ กลุ่มปัจจัยด้านคน กลุ่มปัจจัยด้านพาหนะ กลุ่มปัจจัยด้านถนน และกลุ่มปัจจัย ด้านสิ่งแวดล้อม 1) กลุ่มปัจจัยด้านคน เป็นกลุ่มปัจจัยหลักที่ทำเกิดอุบัติเหตุถึงร้อยละ 2 จากรายงานของศูนย์ ข้อมูลสนเทศ (ศขส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้อนหลังจากปี พ.ศ. 2539-2543 พบว่า สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคือ ขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด ขับรถตัดหนักระชั้นชิด และแซงรถผิดกฎหมาย จราจร ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว อายุระหว่าง 15-24 ปี เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราการสวมหมวกนิรภัยในผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์น้อยมาก มีการดื่ม สิ่งที่ทำให้เกิดความมึนเมา โดยเฉพาะเครื่องดื่มมีเป็นแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 40 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์นั้นละเลยต่อ กฎระเบียบ 2) กลุ่มปัจจัยด้านยานพาหนะ สาเหตุที่พบบ่อย คือ รถขาดมาตรฐาน บรรทุกเกินอัตราและอุปกรณ์ชำรุด ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ รถจักรยานยนต์มีมากถึงร้อยละ 80 รองลงมา คือ รถปิคอัพ โดยเฉพาะที่ใช้บรรทุกผู้โดยสารเป็นร้อยละ 12 ในปี พ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีรถทั้งสิ้น 21.7 ล้านคัน เป็นรถจักรยานยนต์ 15 ล้านคัน ปริมาณรถทั้งหมดเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 14 ล้านคัน แต่เป็น รถจักรยานยนต์เฉลี่ยถึงปีละ 1 ล้านคัน จากการศึกษาการเกิดอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ พบว่า มีหลายสิ่งที่น่าจะปรับปรุงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การลืมเอาขาตั้งขึ้น การดัดแปลงรถ การถอดอุปกรณ์ที่สำคัญ เช่น กระจกรถ ไฟเลี้ยวของรถ เป็นต้น 3) กลุ่มปัจจัยด้านถนน จากข้อมูลกรมทางหลวงปี พ.ศ. 2544 ถนนในประเทศไทยมีความยาว ทั้งสิ้น 227,940 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็นถนนทางหลวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงและ ได้รับการพัฒนาให้เป็นถนนปลอดภัยมาตรฐาน จำนวน 53,436 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 23.44 และที่เหลือเป็นถนนรองหรือถนนที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงร้อยละ 76.56 ได้แก่ ถนนโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ถนนกรมชลประทาน ถนนเทศบาล ถนนสุขาภิบาลการทาง พิเศษ ถนนโยธาธิการ ซึ่งเป็นถนนเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด อำเภอ และถนนในเมืองจึงเห็นได้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาเรื่องความปลอดภัยด้วนถบนเท่าที่ควรและถนนส่วนใหญ่มีหลาย หน่วยงานทำหน้าที่รับผิดชอบ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ถนนรองดังกล่าวเป็นบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุมาก ที่สุด ทั้งนี้มีสาเหตุหลายประการ เช่น ขาดการบำรุงรักษาพื้นที่ผิวจราจร พื้นที่ผิวจราจรที่เป็นหลุม


10 เป็นบ่อขนาดเล็กและใหญ่ มักจะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ เช่นเดียวกับสัญญาณไฟที่ชำรุดในต่างจังหวัด โดยเฉพาะเวลากลางคืน มักจะเปิดสัญญาณไฟ เป็นเหลืองกระพริบบริเวณทางแยก จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ยอมทางกันทางโค้ง ก็ขาดเครื่องหมายเตือนหรือเครื่องหมายสะท้อนข้างทาง ทำให้รถจักรยานยนต์วิ่งออกนอกเส้นทาง ได้ง่าย บริเวณทางแยกมักไม่มีเครื่องหมายสัญญาณหยุด หรือ "ให้ทาง" เตือบผู้ขับขี่ เป็นต้น รวมทั้ง การออกแบบเกาะกลางถนนที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ พื้นที่เกาะกลางถนนมักจะมีต้นไม้สูงกว่า 1 เมตร ทำให้ปิดกั้นวิสัยทัศนของผู้ขับขี่ที่ต้องการจะเลี้ยวกับผู้ขับขี่ที่วิ่งตรงมา 4) กลุ่มปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ร้อยละ 16 ปัจจุบันมีการ เอาใจใส่ด้านนี้น้อยมาก ทั้งนี้มีสาเหตุหลายประการ เช่น สิ่งก่อสร้างที่อยู่บนพื้นผิวจราจร ซึ่งมักจะบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ และ ขาดเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ผ่านไป การติดตั้งตู้โทรศัพท์ ไปรษณีย์ เครื่องหมายจราจร ป้ายโฆษณา ตลอดจนการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ปากซอย ด้านขวามือมักจะปิด กั้นทัศนวิสัยระหว่างผู้ขับขี่ที่วิ่งตรงมาหรือเลี้ยวซ้ายเข้าซอยกับผู้ที่จะขับออกมาจากซอย การติดตั้ง แผ่นเหล็กสะท้อนแสงขนาดใหญ่ (Raised reflector) บนพื้นผิวจราจรเพื่อใช้ในการแบ่งช่องจราจร มักเป็นอันตรายกับรถขนาดเล็ก โดยเฉพาะกับรถจักรยานยนต์ที่เกิดพลิกคว่ำได้ง่าย เมื่อล้อรถไป กระแทกกับแผ่นเหล็กดังกล่าว และจากการศึกษาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกทั้งในและ ทางต่างประเทศ พบว่า "คน" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจร (Road users) ถึงร้อยละ 95 รองลงมา ได้แก่ องค์ประกอบด้านยานพาหนะ อาจเกิดความบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการใช้งานองค์ประกอบสุดท้ายที่มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุ จราจร ได้แก่ ถนนและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อและเป็นอุปสรรคต่อการขับขี่ปลอดภัย อันได้แก่ ความ บกพร่องด้านด้านวิศวกรรมสภาพของถนน คอขวด โค้งอันตราย ตลอดจนสภาพฝนตก มีหมอกควัน เป็นต้น ยุทธนา วรุณปิติกุล และสุพิดา เริงจิต (2550: หน้า 162-163) ได้สรุปสาเหตุ ของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ดังนี้ 1) การดื่มสุราแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์จากสถิติพบว่า ร้อยละ 50 ของ การเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ มีสาเหตุจากการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะไปกด การทำงานของสมองให้ทำงานช้าลง การตัดสินใจช้า กะระยะผิดพลาด และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 2) ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรหรือไม่รู้กฎจราจรจึงทำให้ เกิดอุบัติเหตุ


11 3) ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ได้รับการฝึกการขับขี่อย่างถูกวิธีส่วนใหญ่จะ ฝึกหัดขับขี่กันเอง ทำให้ไม่มีความชำนาญในการหลีกเลี่ยงอันตรายทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยและ พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ 4) จากการตรวจสอบสภาพรถก่อนการขับขี่รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ บกพร่องก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ จากที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า สาเหตุที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จราจรทางบก ได้แก่ กลุ่มปัจจัยด้านคน กลุ่มปัจจัยด้านยานพาหนะ กลุ่มปัจจัยด้านถนน กลุ่มปัจจัย ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสาเหตุที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ กลุ่มปัจจัยด้านคน ซึ่งพบว่าสาเหตุสำคัญที่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุคือขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เป็นนักเรียน นักศึกษาวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15-24 ปีเป็นเพศชายมากกว่า เพศหญิงอีกกลุ่ม คือ ปัจจัยด้านยานพาหนะ พบว่า ผู้ขับขี่ขาดการตรวจสอบสภาพรถ และประเภทยานพาหนะที่เกิด อุบัติเหตุมากที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ 2. ลักษณะของการใช้กฎระเบียบและการป้องกันการใช้ยานพาหนะ 2.1 กฎการจราจรและมารยาทในการขับขี่ 2.1.1 ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เรื่องนี้คือเรื่องสำคัญมากๆ ในการใช้รถใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น เพราะการไม่ ปฏิบัติตามกฎจราจรคือสาเหตุหลัก ๆ ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแถมยังเป็นการไม่มีมารยาท ต่อผู้ร่วมทางคนอื่น ๆ ด้วย เช่น กลับรถในที่ห้ามกลับ, จอดในที่ห้ามจอด, ฝ่าสัญญาไฟจราจร เป็นต้น 2.1.2) ควรเปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว เป็นมารยาทสำคัญที่คนขับทุกคนต้องทำเพื่อบอกให้รถคันที่ขับตามมารู้ว่า คุณกำลังจะขับรถอย่างไร แม้จะเป็นการเปลี่ยนเลนแบบถนนว่าง ๆ ก็ควรเปิดไฟเลี้ยวเสมอเพราะคุณ อาจมองไม่เห็นรถที่กำลังขับตามหลังมาก็ได้ 2.1.3) ขับรถช้ากับเร็วควรอยู่เลนให้ถูก หากขับรถช้าควรอยู่เลนซ้ายส่วนคนขับเลนขวาคือคนที่ขับรถเร็วและ ก็ไม่ควรแซงซ้ายด้วย 2.1.4) ไม่ใช้ไฟสูงอย่างพร่ำเพรื่อ การใช้ไฟสูงควรเลือกใช้เมื่อช่วงเวลาจำเป็นเท่านั้น เช่น เป็นการบอกให้ คันตรงข้ามมองเห็น, ใช้เฉพาะเส้นทางมืดเปลี่ยว ไม่มีรถอยู่ด้านหน้าหรือรถสวนมา, เปิดแล้วรีบปิดลง ทันทีไม่ค้างเอาไว้ เป็นต้น 2.1.5) ไม่ปาด แทรก เบียด


12 ในทุกกรณีของการใช้รถไม่ควรปาดหน้า แทรกแซงตรงเส้นทึบ เบียดเพื่อจะ ขอไปก่อน การกระทำแบบนี้นอกจากเสียมารยาทการขับขี่อย่างรุนแรงแล้วอาจนำไปสู่อุบัติเหตุ บนท้องถนนได้ 2.1.6) ใช้แตรเฉพาะตอนจำเป็น การใช้แตรรถไม่ควรเลือกใช้อย่างพร่ำเพรื่อและไม่ควรบีบนานเกินไป ให้ใช้ เฉพาะตอนจำเป็น เช่น ขอทางคันหน้า, บีบเรียกคน 2.1.7) เมื่อเห็นรถฉุกเฉินเปิดไซเรนควรหลบทางให้ เป็นมารยาทที่คนขับรถทุกคนต้องรู้ หากเห็นว่ามีรถฉุกเฉินวิ่งเปิดไซเรน มาแต่ไกลควรรีบหาช่องทางหลบเพื่อให้รถสามารถขับไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว 2.1.8) มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางและคนอื่น ๆ เช่น เห็นคนกำลังจะข้ามทางม้าลายหากเบรกได้ก็ควรเบรกให้คนเดินข้าม ไปก่อน,หากมีคนให้ทางเมื่อขับผ่านหน้าอาจเปิดกระจกพร้อมยกมือแสดงความขอบคุณเป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือ มารยาทพื้นฐานในการใช้รถบนท้องถนนร่วมกับผู้อื่น จะได้ไม่ต้องเกิด อุบัติเหตุหรือมีปัญหาตามมาภายหลัง 2.2 การตรวจสอบคุณภาพของยานพาหนะ การตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นวิธีตรวจเช็คสภาพรถยนต์ง่าย ๆ ที่คุณสามารถ ทำด้วยตัวเองได้การตรวจสอบยานยนต์จะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุอุปกรณ์บางอย่างสามารถ ติดตั้งเพิ่มได้เพื่อช่วยเสริมความปลอดภัย 2.2.1) การตรวจสอบน้ำมันต่าง ๆ 1) น้ำมันเครื่อง ดูปริมาณคงเหลือของน้ำมันเครื่องจากวัดระดับ น้ำมันเครื่องควรอยู่ใน จุด F หรือ FULL เพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะส่งผลให้เครื่องยนต์พัง 2) น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ควรดึงก้านวัดระดับเกียร์อัตโนมัติออกมาเพื่อเช็ดทำความสะอาด อย่างสม่ำเสมอ จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ ตรงตำแหน่งไหน ซึ่งถ้ายังอยู่ตรงคำว่า H หรือ HOT แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ 3) น้ำมันเบรก ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน โดยมีจุดบ่งชี้ระหว่าง Min กับ Max ถ้าใน ระดับปกติต้องไม่เกิน Max และไม่ควรต่ำกว่า Min แต่ถ้าหากรู้สึกว่าน้ำมันเบรกพร่องหายเยอะเกิน ปกติ ควรรีบหาสิ่งผิดปกติโดยทันที หรือนำไปให้ช่างผู้ชำนาญตรวจเช็คและแก้ไข


13 2.2.2) อุปกรณ์สำคัญที่ควรมีติดรถนอกจากตรวจสอบสิ่งที่มีอยู่กับตัวรถยนต์แล้ว อุปกรณ์เครื่องมือเสริมอื่น ๆ ก็ควรมีติดรถไว้เผื่อกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เช่น 1) ล้อ-ยางอะไหล่ รถทุกคัน ควรมีล้อ-ยางอะไหล่ติดรถ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินยางรั่ว ยางแบน หรือแม็กซ์แตก ล้ออะไหล่จะช่วยแก้สถานการณ์ให้คุณได้ ดังนั้นทุกครั้งก่อนใช้รถ เราควร ตรวจเช็คยางอะไหล่ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เช่น ลมยาง เพราะหลายคนมักมองข้ามเรื่องนี้ คิดแค่ว่า รถเรามีล้อ-ยางอะไหล่แล้ว แต่ไม่เคยเช็คเลยว่ามีลมยางเพียงพอหรือเปล่า และที่สำคัญอย่าลืมศึกษา วิธีเปลี่ยนยางไว้ด้วย เผื่อต้องเจอสถานการณ์ที่เราขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้ หรือกว่า ความช่วยเหลือจะมาอาจต้องรอนาน ถ้าคุณเปลี่ยนยางเป็นจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอุปกรณ์อื่น ๆ 2) แม่แรงยกรถ และเครื่องมือถอดล้อ นอกเหนือจากล้ออะไหล่แล้ว สิ่งที่สำคัญในการถอดล้อ ก็คือแม่แรง ยกรถ และเครื่องมือในการถอด หากไม่มีแม่แรงและเครื่องมือในการถอดล้ออะไหล่ที่เรามีก็ไร้ค่า และ ที่สำคัญหมั่นตรวจสอบสภาพแม่แรงให้พร้อมใช้งานด้วย 3) ที่เติมลมฉุกเฉิน มีไว้สำหรับกรณีที่ต้องเติมลมยางกลางทาง เช่น ลมยางอ่อน หรือยาง เสียหายเล็กน้อย เช่น เหยียบตะปู เราอาจใช้วิธีเติมลมอัดเข้าไป และรีบขับรถไปเข้าศูนย์บริการ หรือ ร้านยาง เพื่อแก้ไขอีกที 4) สายพ่วงแบตเตอรี่ หลายคนคงเจอสถานการณ์รถสตาร์ทไม่ติด หรือรถแบตเตอร์รี่หมด แต่หากเรามีสายพ่วงแบตเตอร์รี่ ก็สามารถขอความช่วยเหลือโดยการขอรบกวนรถคันอื่นมาช่วยจั๊ม แบตเตอรี่ให้ 5) ค้อนทุบกระจก หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขับรถตกน้ำ จะเปิดประตูก็ไม่ได้เพราะแรงดันน้ำ มากเกินไป ให้เราใช้ค้อนทุบกระจกให้แตกแล้วหนีออกมา และที่สำคัญควรวางไว้ในตำแหน่ง ใกล้ๆ มือ จะได้หยิบใช้ได้สะดวก 6) ไฟฉายและป้ายสัญญาณเตือนฉุกเฉิน ในกรณีที่รถเสียอยู่บนถนนโดยเฉพาะเวลากลางคืน ป้ายสัญญาณเตือน สะท้อนแสงและไฟฉายจะช่วยให้คุณปลอดภัยจากการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงเป็นสัญญาณเตือน รถคันอื่น


14 2.3 ข้อมูลที่ควรรับรู้เกี่ยวกับประกันของการพาหนะ ประกันภัยรถยนต์ มีกี่ประเภท คุ้มครองอะไรบ้างการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) พ.ร.บ. เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้เพื่อต่อทะเบียนรถประจำปี โดยคุณสามารถสั่งซื้อ พ.ร.บ. ได้จากสำนักงานขนส่งทางบก บริษัทประกันภัยรถยนต์ และนายหน้า ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500-700 บาท พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี จะคุ้มครองเมื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ด้วยวงเงินสูงสุด ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถของคุณ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากอุบัติเหตุ เพื่อความสบายใจ คุณควรซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติม เพื่อรับความคุ้มครองมากขึ้นประกันภัยรถยนต์ มีกี่ประเภท คุ้มครองอะไรบ้าง การประกันภัยรถยนต์ ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) พ.ร.บ. เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้เพื่อต่อทะเบียนรถประจำปี โดยคุณสามารถสั่งซื้อ พ.ร.บ. ได้จากสำนักงานขนส่งทางบก บริษัทประกันภัยรถยนต์ และนายหน้า ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500-700 บาท พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี จะคุ้มครองเมื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ด้วยวงเงินสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถของคุณ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากอุบัติเหตุ เพื่อความสบายใจ คุณควรซื้อประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจเพิ่มเติม เพื่อรับความคุ้มครองมากขึ้นและมีให้คุณเลือกมายมาย ประเภทประกันรถยนต์ ความคุ้มครอง ประกันรถยนต์ประเภท 1 คุ้มครองความเสียหายต่อยานพาหนะของผู้เอาประกันและคู่กรณี ความบาดเจ็บทางร่างกาย ความเสียหายจากไฟไหม้ โจรกรรม หรือ ภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังคุ้มครองไปถึงความเสียหายต่อกระจกรถ และค่าใช้จ่ายในการลากจูง ประกันรถยนต์ประเภท 2+ ความคุ้มครองคล้ายกับประเภท 1 แต่จะไม่คุ้มครองยานพาหนะของ ผู้เอาประกันโดยไม่มีคู่กรณี (เช่น ขับชนกำแพงลานจอดรถ) ประกันรถยนต์ประเภท 3+ คุ้มครองกรณีอุบัติเหตุการชนของยานพาหนะทางบกที่มีคู่กรณี เท่านั้น ประกันรถยนต์ประเภท 2 คุ้มครองชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของคู่กรณี รวมถึงคุ้มครองความ สูญหายและเหตุไฟไหม้ของตัวรถยนต์ผู้เอาประกันภัย ประกันรถยนต์ประเภท 3 คุ้มครองเฉพาะชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของคู่กรณี


15 3. พฤติกรรมของวัยรุ่นกับการใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน จากการสำรวจความเห็นของกลุ่มบุคคล จำนวน 62 คน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ ทัศนคติ และการรับรู้โอกาสเสี่ยง ของกลุ่มวัยรุ่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเสี่ยง ในการขับขี่จักรยานยนต์เพื่อตรวจสอบความสอดคลองของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของแบบจำลอง ที่สร้างขึ้นกับ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อพฤติกรรม เสี่ยงในการขับขี่จักรยานยนต์และยานพาหนะ ผลการสำรวจ มีดังนี้ 3.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1) เพศ (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) 2) อายุ (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


16 3) ระดับชั้น (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) 3.2 ผลการสำรวจ (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


17 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) . (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


18 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


19 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


20 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


21 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


22 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565)


23 (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) (ทักษ์ดนัย มีไชย และคณะ, 2565) 4. สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายของยานพาหนะ 4.1 สาเหตุที่เกิดจากคน เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุของอุบัติเหตุและการขับรถตามกฎจราจรโดยถ่องแท้แล้ว ปรากฏว่า อุบัติเหตุจราจรไม่ได้เกิดจากเคราะห์กรรมแต่อย่างใด แต่เกิดจากพฤติกรรม หรือ การกระทำของคนเป็นส่วนใหญ่ เช่น ความประมาท, ขับรถเร็ว, ขับรถขณะมึนเมา, ใช้โทรศัพท์ขณะ ขับรถ, คนเดินถนนและข้ามถนน เช่น ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายหรือสะพานลอย, ข้าม ตัดหน้ารถ ระยะกระชันชิด คุยโทรศัพท์หรือเล่นโซเซียลขณะขับรถ ปัจจุบันมีกฎหมายระบุบทลงโทษที่ชัดเจน เรื่องการคุยโทรศัพท์และเล่นโซเซียลมีเดียขณะขับรถ แต่ก็ยังคงมีผู้ขับขี่หลายท่านที่ฝ่าฝืน ซึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนนและเกิดอุบัติเหตุขึ้น จนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมารับ เคราะห์จากความประมาทนี้


24 4.1.1 มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือ หลับในสุขภาพไม่ดี มีโรคประจำตัว โรคลมชัก ตาบอดสีตาพร่า น้ำตาลในเลือดต่ำ 4.1.2 มีความบกพร่องทางด้านจิตใจและอารมณ์ เช่น มีความกลัดกลุ้มใจ วิตกกังวล อารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว มีความตึงเครียดทางอารมณ์ 4.1.3 ขาดความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในการใช้ถนน เช่น ขาดความรู้ เรื่องความเร็วกับรถ คาดคะเนความเร็ว หรือกะระยะทางไม่ถูกต้อง ไม่มีความรู้ความชำนาญในไม่รู้ กฎจราจร 4.1.4 ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับ เช่น ขับรถเร็ว ขับรถตัดหน้ารถอื่น ระยะกระชั้นชิด ขับรถล้ำช่องทางเดินรถ ขับรถแซงซ้าย ไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรเครื่องหมาย จราจรถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ถนนมีการปฏิบัติตนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ผู้ขับขี่ก็มักจะ ฝ่าฝืนกันอยู่บ่อยๆ เช่น ห้ามยูเทิรน์หรือห้ามแซง เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการเฉี่ยวชนกับผู้ร่วมทาง คันอื่น ๆ อยู่เป็นประจำไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรหรือแซงขวาในที่คับขัน ขับรถตามหลังคนอื่น อย่างกระชั้นชิด ฝ่าฝืนป้ายหยุดขณะออกจากทางร่วม ขับรถย้อนศรทางเดินรถ ขับรถฝ่าฝืน เครื่องหมายจราจร หยุดรถโดยกระชั้นชิด 4.1.5 ไม่รู้จักป้องกันตนเอง เช่น ขับรถด้วยความประมาท ขาดความระมัดระวัง ความเร่งรีบในการเดินทาง เสพยากระตุ้นประสาท ดื่มสุราขณะขับรถ ฯลฯ สำหรับเรื่องการดื่มสุรา นั้น จากสถิติของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ปี พ.ศ. 2532 พบว่าผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจาก การจราจร มีประวัติการดื่มสุราจำนวน 288 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77.12 https://shorturl.asia/5THPA


25 4.2 สาเหตุที่เกิดจากสภาพรถยนต์ การนำ รถที่อุปกรณ์ บกพร่องมาใช้ในทาง เช่น เบรก, ไฟสัญญาณ,ที่ปัดน้ำฝน 4.2.1 ยางระเบิดหรือยางแตก ทำให้รถเสียการทรงตัวพลิกคว่ำได้ง่ายโดยเฉพาะ รถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง และถนน ลื่น 4.2.2 เบรกแตก เบรกลื่น ทำให้รถไม่สามารถหยุดหรือชะลอความเร็วลงได้ ตามความต้องการ 4.2.3 เพลาหลุดหรือเพลาขาด ทำให้รถหมดกำลังในการขับเคลื่อน รถจะไม่แล่น แม้ว่าจะเหยียบคันเร่งอย่างไรก็ตาม ทำให้ยากแก่การควบคุม ความเร็ว และง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุ 4.2.4 คันส่งหลุด ทำให้พวงมาลัยใช้การไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมรถได้ 4.2.5 อุปกรณ์ประจำรถชำรุดหรือขัดข้อง เช่น ไม่มีไฟหน้า-หลัง ไฟใหญ่มีข้าง เดียวหรือไม่มีเลย ไฟเลี้ยวชำรุดไม่ได้ซ่อมแซมหรือ แก้ไข พวงมาลัยสั่นขณะขับ 4.2.6 การเปลี่ยนแปลงสภาพรถ เช่น การเพิ่มแรงเครื่องทำให้ผู้ขับขี่เกิดความ คะนอง การแปลงสภาพรถตามความพอใจโดยไม่คำนึงถึงสภาพรถที่ได้รับการออกแบบมา https://www.autospinn.com/2018/10/5-reasons-cause-accidents-45280


26 4.3 สาเหตุที่เกิดจากวัตถุและสภาพถนน เช่น บริเวณทางแยก, ทางโค้ง, ทางชำรุด, เครื่องหมายสัญญาณชำรุด, 4.3.1 บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ ทางแยก ทางโค้ง ทางตรง ทางเบี่ยงสะพาน วงเวียน ทางตัดทางรถไฟ ทางลาดชัน/เนินเขา ทางเข้าออกทางด่วน ทางเชื่อมโยงทางแยก ทางเชื่อม อาคารที่พักอาศัย ฯลฯ ซึ่งบริเวณที่มักเกิดเหตุบ่อยที่สุดคือ ทางตรง โดยสภาพเส้นที่ดีเรียบ มักทำให้ ผู้ขับขี่ขาดความระมัดระวังและขับรถด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้จะพบว่าถนน 3 ช่องทางจะเกิด อุบัติเหตุมากกว่าถนน 2 ช่องทาง และถนน 4 ช่องทาง และถนนสี่แยกจะอันตรายกว่าสามแยก 4.3.2 สภาพถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ มีโคลนตม มีเครื่องกีดขวางมาก ๆ หรือถนน ที่แคบ ถนนที่ลื่น มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ 4.3.3 สภาพแสงสว่างบนถนน เช่น แสงสว่างที่ส่องจากรถคันที่สวนมาโดย การเปิดไฟสูงและมีความสว่างสูง ทำให้ตามัวมองไม่ชัดเจน หรือไม่มีไฟส่องสัญญาณทางแยก บนท้องถนนมืดไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแสงสว่าง ทำให้มองไม่เห็นทาง หรือมองไกลไม่ได้ ย่อมเป็นอันตรายต่อ การขับรถ อย่างไรก็ตามแสงสว่างในเวลากลางวัน หรือความสว่างของถนนก็มักทำให้เกิดอุบัติเหตุ สูงกว่าเวลากลางคืน แต่ความรุนแรงจะเกิดในเวลากลางคืนมากกว่า https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6962500


27 5. แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุจากกฎจราจรและจากรถยนต์ 5.1 เครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย เครื่องหมายจราจร ประเภทป้ายบังคับ 1 และ รูปภาพเครื่องหมายจราจร 1) ป้ายบังคับที่แสดงความหมายตามรูปแบบและลักษณะที่กำหนด 2) ป้ายบังคับที่แสดงด้วยข้อความ และ/หรือสัญลักษณ์มีลักษณะดังนี้ เช่น เครื่องหมายจราจร ความหมาย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 1) ห้ามแซง ความหมาย ห้ามมิให้ขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นใน เขตทางที่ติดตั้งป้าย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 2) ห้ามเข้า ความหมาย ห้ามมิให้รถทุกชนิดเข้าไปในทางที่ ติดตั้งป้าย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 3) ห้ามกลับรถไปทางขวา ความหมาย ห้ามมิให้กลับรถไปทางขวาไม่ว่าด้วย วิธีใดๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย


28 เครื่องหมายจราจร ความหมาย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 4) ห้ามกลับรถไปทางซ้าย ความหมาย ห้ามมิให้กลับรถไปทางซ้ายไม่ว่าด้วย วิธีใด ๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 5) ห้ามเลี้ยวซ้าย ความหมาย ห้ามให้เลี้ยวรถไปทางซ้าย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 6) ทางโค้งรัศมีแคบเริ่มซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าโค้งรัศมีแคบไปทางซ้าย แล้วกลับ ให้ขับรถให้ช้าลงพอสมควร และเดินรถ ชิดด้านขวาด้วยความระมัดระวัง https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 8) ผิวทางขรุขระ ความหมาย ทางข้างหน้าเปลี่ยนระดับอย่าง กะทันหัน เช่น บริเวณคอสะพาน ทางข้ามท่อ ระบายน้ำ และสันชะลอความเร็ว เป็นต้น ให้ขับรถ ให้ช้าลง และเพิ่มความระมัดระวัง


29 เครื่องหมายจราจร ความหมาย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 9) สัญญาณจราจร ความหมาย ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจร ให้ ขับรถช้าลง และพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญาณไฟ จราจร https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 10) คนทำงาน ความหมาย ทางข้างหน้ามีคนงานกำลังทำงานอยู่ บนผิวจราจรหรือใกล้ชิดกับผิวจราจร https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 11) ทางขึ้นลาดชัน ความหมาย ทางข้างหน้าเป็นทางลาดชันขึ้นเขา หรือขึ้นเนิน สันเขา หรือสันเนิน อาจกำบังสายตา ไม่ให้มองเห็นรถที่สวนมา ให้ขับรถให้ช้าลง และ เดินรถใกล้ขอบทางด้านซ้ายให้มาก กับให้ ระมัดระวังอันตรายจากรถที่สวนทางมา https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 12) ทางข้ามรถไฟมีเครื่องกั้นทาง ความหมาย หน้าที่กั้นทาง หรือมีเครื่องกั้นทางปิด กั้น ถ้ามีรถข้างหน้าหยุดรออยู่ก่อน ก็ให้หยุดรถถัด ต่อมาตามลำดับ เมื่อเปิดเครื่องกั้นทางแล้วให้รถที่ หยุดรอเคลื่อนที่ตามกันได้


30 เครื่องหมายจราจร ความหมาย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 13) ระวังสัตว์ ความหมาย ทางข้างหน้าอาจมีสัตว์ข้ามทาง ให้ขับ รถให้ช้าลง และระมัดระวังอันตรายเป็นพิษ https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 14) ทางโทตัดทางเอก ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทตัด ให้ขับรถด้วย ความระมัดระวัง https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 15) ทางโทแยกทางเอกทางซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางแยกไปทางซ้ายให้ ขับรถด้วยความระมัดระวัง https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 16) ทางโทแยกทางเอกทางขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางแยกไปทางขวาให้ ขับรถด้วยความระมัดระวัง


31 เครื่องหมายจราจร ความหมาย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 18) ทางโทแยกทางเอกเยื้องกันเริ่มขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทแยกไปทางขวา และหลังจากนั้นมีทางโทแยกไปทางซ้าย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 19) ทางโทเชื่อมทางเอกจากซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทเข้ามาเชื่อม ด้านซ้าย ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 20) ทางโทเชื่อมทางเอกจากขวา ความหมาย ทางข้างหน้ามีทางโทเข้ามาเชื่อม ด้านขวา ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 21) วงเวียนข้างหน้า ความหมาย ทางข้างหน้าจะเป็นทางแยกมีวงเวียน ให้ขับรถให้ช้าลง และเดินรถด้วยความระมัดระวัง


32 เครื่องหมายจราจร ความหมาย https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 23) ทางแคบด้านซ้าย ความหมาย ทางข้างหน้าด้านซ้ายแคบลงกว่าทางที่ กำลังผ่าน ผู้ขับรถต้องขับรถให้ช้าลง และเพิ่มความ ระมัดระวังยิ่งขึ้น https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 24) เตือนรถกระโดด ความหมาย ทางข้างหน้าเปลี่ยนระดับอย่าง กะทันหัน เช่นบริเวณคอสะพาน ทางข้าม ท่อ ระบายน้ำคัน https://www.carsome.co.th/news/item/road-signs 25) หยุด ความหมาย รถทุกชนิดต้องหยุด เมื่อเห็นว่า ปลอดภัยแล้วจึงให้เคลื่อนรถต่อไปได้ด้วยความ ระมัดระวัง


33 5.2 การขับขี่รถยนต์หรือจักรยานยนต์ส่วนบุลคล ใบขับขี่สามารถแบ่งตามชนิดและรูปแบบการใช้งานของยานพาหนะโดยแบ่งเป็น 10 ชนิด ได้แก่ ชนิด ประเภท รายละเอียด 1. ใบขับขี่รถ ชนิดชั่วคราว ประเภท บ. ในตอนแรกที่ไปทำใบขับขี่ ผู้ขอทำใบขับขี่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรถชนิดใดก็ตาม จะได้รับเพียงใบขับขี่ แบบชั่วคราวก่อน ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท • ใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว • ใบขับขี่ขับรถยนต์สามล้อชั่วคราว • ใบขับขี่ขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ชั่วคราว โดยใบขับขี่ประเภทนี้มีการใช้งาน 2 ปีสามารถ ทำได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปอายุ 2. ใบขับขี่ รถยนต์ส่วนบุคคล ประเภท บ. เมื่อใช้งานใบขับขี่รถยนต์ประเภทชั่วคราวจน ครบอายุการใช้งานแล้ว สามารถนำใบขับขี่มาต่ออายุ เป็นใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งาน 5 ปี 3. ใบขับขี่ รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ประเภท บ. มีเงื่อนไขคล้าย ๆ ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล คือ ทำครั้งแรกจะได้ใบขับขี่แบบชั่วคราวก่อน เมื่อ แบบชั่วคราวหมดอายุ สามารถต่อเป็นใบขับขี่แบบ 5 ปีได้ 4. ใบขับขี่ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ประเภท บ. สามารถทำได้เมื่อมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และต้อง ได้รับใบขับขี่รถจักรยานยนต์แบบชั่วคราวมาแล้วไม่ น้อยกว่า 1 ปี 5. ใบขับขี่สากล หรือ ใบอนุญาตขับรถ ระหว่างประเทศ ประเภท บ. ใบขับขี่สากล เป็นใบขับขี่ที่อนุญาตให้ขับรถได้ ตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็น ภาค ไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำในการทำ แต่ต้องมี ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้ว และมีสำเนาหนังสือ เดินทางประกอบ จึงจะสามารถยื่นเรื่องทำใบขับขี่ สากลได้ ใบขับขี่ชนิดนี้มีอายุ 1 ปี สามารถใช้ได้ใน ประเทศที่ยอมรับใบขับขี่สากล ได้ที่นี่


34 ชนิด ประเภท รายละเอียด 6. ใบขับขี่ รถยนต์สาธารณะ ประเภท ท. เป็นใบขับขี่สำหรับคนที่ประกอบอาชีพขับรถ สาธารณะ เช่น ขับแท็กซี่ บริการรถยนต์ส่วนตัว (Grab Car) คนขับรถส่งของ เป็นต้น โดยต้องได้รับ ใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือมี ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลอยู่แล้ว และสามารถทำได้ เมื่อมีอายุ 22 ปีขึ้นไป 7. ใบขับขี่ รถยนต์สามล้อสาธารณะ ประเภท ท. ใบขับขี่รถสามล้อ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ รถตุ๊กตุ๊ก มีเงื่อนไขว่าต้องทำใบขับขี่แบบชั่วคราวก่อน เช่นกันกับใบขับขี่ของรถยนต์ และจะมีอายุการใช้งาน ได้ 5 ปีเช่นกัน 8. ใบขับขี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ ประเภท ท. คนที่จะทำใบขับขี่ชนิดนี้ได้ จะต้องมีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ และมีใบขับขี่จักรยานยนต์ส่วนบุคคล ชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยใบขับขี่มีอายุการ ใช้งาน 3 ปี คนที่ทำงานขับรถส่งของ ส่งอาหาร ต้องมี ใบขับขี่ประเภทนี้ 9. ใบขับขี่รถบดถนน ประเภท ท. สำหรับใบขับขี่รถบดถนนนั้น ผู้ขับจะต้องผ่าน การอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ เช่น หลักสูตร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยทางหลวง และกฎหมายว่าด้วย การจราจรทางบก) เพื่อให้สามารถใช้งานรถบดถนนที่ มีความอันตรายสูงได้อย่างปลอดภัย โดยใบขี่ประเภท นี้ สามารถทำได้เมื่อมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 10.ใบขับขี่รถแทรกเตอร์ ประเภท ท. ใบขับขี่สำหรับขับรถแทรกเตอร์ คนขับจะต้องมี อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และใบขับขี่จะมีอายุ การใช้งาน 5 ปี


35 5.3 สภาพภูมิประเทศพื้นผิวเส้นทางการจราจร 5.3.1 ถนน เป็นทางสัญจรทางบกระหว่างสถานที่สองแห่ง ที่ได้รับการปูพื้นผิว หรือ ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้การเดินทางทางเท้าหรือยานพาหนะต่างๆรวมถึงม้า เกวียน จักรยาน และ ยานยนต์ถนนประกอบด้วยหนึ่งหรือสองช่องทาง ได้แก่ ทิศเดียวกัน กับทิศสวนทางกัน โดยแต่ละฝั่ง มีช่องจราจรตั้งแต่หนึ่งช่องขึ้นไปและบางครั้งอาจมีทางเท้า ถนนที่สร้างขึ้นเพื่อส่วนรวมอาจเรียกว่า ถนนสาธารณะ หรือทางหลวง 5.3.2 ผิวถนน ผิวถนนสำหรับถนนรุ่นใหม่โดยทั่วไป จะนิยมสร้างด้วยคอนกรีตหรือยางมะ ตอยคุณภาพดี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน โดยถนนคอนกรีตค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าในการก่อสร้าง แต่ ค่าดูแลรักษาจะถูกกว่าถนนยางมะตอย ลักษณะของผิวถนนจะมีการลาดเอียงออกทั้งสองด้านเพื่อให้ น้ำที่ผิวถนนสามารถไหลออกได้ง่ายเวลาเกิดฝนตก บทสรุป พฤติกรรมการใช้รถ กับ อุบัติเหตุบนท้องถนน มีหลายวิธีที่สามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งขึ้นอยู่ กับความต้องการและสถานการณ์ที่แตกต่างกันการจัดการการใช้ยานพาหนะ สามารถจัดการการใช้ ยานพาหนะในท้องถนนโดยกำหนดเวลาหรือสถานที่ ที่ยานพาหนะสามารถใช้งานได้ หรือจะ ตรวจสอบความถูกต้องของรถยนต์ก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้งาน การจัดการและกำหนดการเดินทาง สามารถจัดการการเดินทางโดยกำหนดเส้นทางของรถยนต์ได้กฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ยานพาหนะ คือ กฎหมายที่กำหนดแนวทางและข้อบังคับในการใช้ยานพาหนะต่างๆ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน และ รถโดยสารประจำทาง โดยกฎระเบียบนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ รักษาความ ปลอดภัยของผู้ใช้ยานพาหนะและผู้อื่นๆ รวมทั้งประหยัดพลังงานและป้องกันสิ่งแวดล้อมและการ ป้องกันการใช้ยานพาหนะ อาจจะประกอบด้วยการบังคับใช้กฎระเบียบการขับขี่การตรวจสภาพ ยานพาหนะทุกครั้งก่อนออกเดินทาง


บรรณานุกรม ซานโต ไฟร์ โปรดักท์. (2565). สาเหตุที่เกิดจากสภาพรถยนต์. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://santofire.co.th/safety-symbol/. ไดเร็ค เอเชียสำนักงานใหญ่. (2560). การป้องกันการใช้ยานพาหนะและกฎระเบียบจราจร. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.directasia.co.th/blog/tips/ basic-traffic-regulations/. ไดเร็ค เอเชียสำนักงานใหญ่. (2560). ข้อมูลที่ควรรับรู้เกี่ยวกับประกันของการพาหนะ. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.directasia.co.th/tips-help/how-car-insuranceworks/. เทศบาลเมืองเขารูปช้าง. (2555). ประโยชน์ของการศึกษาเรื่องการป้องกันและกฎระเบียบจราจร. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก http://www.krc.go.th/networknews/detail/ 183404/data.html. บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน). (2565). พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ. สืบค้นเมื่อ 9 ธันวาคม 2565, จาก https://shorturl.asia/AysEG. บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด. (2563). รถเสียเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อ 9 ธันวาคม 2565, จาก https://shorturl.asia/AysEG. บริษัท รู้ใจ จำกัด. (2565). พฤติกรรมการใช้ยานพาหนะ. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://www.roojai.com/article/road-tips/incorrect-driving-habits/. ปภัสษร พรวัฒนา. (2548). พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของ ครอบครัวผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ โรงพยาบาลนครนายก. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาสุขศึกษา, คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไพโรจน์ ลดาวิจิตรกุล. (2551). อุบัติเหตุ (Accident) กับการสูญเสีย. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2558, จาก https://www.ismed.or.th. มานิตา ทิพย์จันทร์. (มกราคม-เมษายน, 2564). “การสร้างความรู้และความตระหนักในการเกิดอุบัติเหตุ จากการฝ่าฝืนกฎจราจรของประชาชนในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี” วารสารวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 12 (1): 1-13


37 บรรณานุกรม (ต่อ) ยุทธนา วรุณปิติกุล และสุพิดา เริงจิต. (2550). บันทึกโฉมหน้าอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ. วิภาดา จูฑพลกลุ . (2538). การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่ รถจักรยานยนต์ของนักเรียนโดยกลุ่มเพื่ออาสาสมัครมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัด เพชรบรูณ์. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต,สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์, บัณฑิต วิทยาลัย,มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง Thai Civil Rights and Investigative Journalism (TCIJ). (2559). สภาพที่ไม่ปลอดภัยของถนน. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2565, จาก https:// www.tcijthai.com/news/2016/18/watch/6604. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. (2552). อุบัติเหตุ. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2559, http://gur.sanook. com/encyclopedia. อานนท์ สีดาเพ็ง. (2558). การป้องกันอุบัติเหตุและอุบัติเหตุจากการจราจร. สืบค้นเมื่อ 9 ธันวาคม 2565, จาก https://shorturl.asia/WTvE6.0 DGA THAILAND. สาเหตุที่เกิดจากวัตถุและสภาพถนน. (2565). สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://portal.info.go.th/driving-license-types/. TaDoo. (2564). การตรวจสอบคุณภาพของยานพาหนะ. สืบค้นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2565, จาก https://shorturl.asia/netrf. Wikipedia. (2565). เครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย. สืบค้นเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2565, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99. WordPress Theme by MH Themes. (2561). กฎการจราจรและมารยาทในการขับขี่. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2565, จาก https://shorturl.asia/3WHdD. WordPress Theme by MH Theme. (2561). ปัญหาของพาหนะ. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2565, จาก https://shorturl.asia/mPFwN. World Health Organization. (1999). The world health report. Sadag: WHO Graphics.


ภาคผนวก


39 ประวัติผู้เขียน ชื่อ การศึกษา นายณภัทร นรากร มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายณัฐพงษ์ พรมสังขาล มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายทักษ์ดนัย มีไชย มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายสุประวีณ์เตียวผลเจริญ มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ชื่อ การศึกษา นายอภิสิทธิ์สุดเนตร มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม


40 ประวัติผู้เขียน (ต่อ) ชื่อ การศึกษา นายภาสวิชญ์มีนา มัธยมศึกษาปีที่ 5/7 แผนการเรียนภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม


Click to View FlipBook Version