The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by B'Bow B'Bow, 2022-07-19 12:05:55

การสอนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

B783FC8E-9FC5-45DC-BCD8-161D7CB706B5

วิชาการสอนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ท่องโลกสำรวจแหล่งน้ำ
สู่การค้นหาสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว

เสนอ อาจารย์วรวัฒน์ พรหมเด่น

คณะผู้จัดทำ กลุ่ม ชวนชม


นางสาวจินตนาภา เสาวพันธ์ รหัส 620113116008
นางสาวจิราพร ไหมทอง รหัส 620113116009
นางสาวนิราพรรณ กาศกอง รหัส 620113116014
นางสาววรรณิดา ศรีสม รหัส 620113116022

คำนำ

แบบเรียนเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการสอนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวิชา
1163206 สร้างขึ้นเพื่อจัดทำเป็นบทเรียนในการจัดการการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์
เนื้อหาประกอบไปด้วย ลักษณะทั่วไป วัสดุ/อุปกรณ์ ขั้นตอนการศึกษาและทดลอง การ
สืบพันธุ์ของไฮดรา การเคลื่อนที่ของพารามีเซียม วอร์ติเซลลาและยูกลีนา การสังเกตการ
กินอาหารของพลานาเรีย และศึกษาลักษณะของสาหร่ายชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ออสซิลลาทอ
เรีย คลอสติเดียม นาวิคูลา สไปโรไจร่า(เทาน้ำ)

คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและนำไปประยุกต์ได้
อย่างเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอน

สารบัญ หน้า

เรื่อง ๅ

Hydra 7
ลักษณะทั่วไป
ขั้นตอนการศึกษา 13
สรุปผล
19
Planaria
ลักษณะทั่วไป 26
ขั้นตอนการศึกษา
สรุปผล 37
38
Vorticella 39
ลักษณะทั่วไป 40
ขั้นตอนการศึกษา 41
สรุปผล 44
46
Euglena
ลักษณะทั่วไป
ขั้นตอนการศึกษา
สรุปผล

Paramecium
ลักษณะทั่วไป
ขั้นตอนการศึกษา
สรุปผล

สาหร่าย
ลักษณะทั่วไป
ประโยชน์

Oscillatoria
ลักษณะทั่วไป

Closterium
ลักษณะทั่วไป

Navicula
ลักษณะทั่วไป

Spirogyra
ลักษณะทั่วไป

สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
ลักษณะทั่วไป

ขั้นตอนการศึกษาสาหร่าย
สรุปผล
อ้างอิง

ไฮดรา

"Hydra"

สกุล Hydra อาณาจักร Animalia




ชั้น Hydrozoa



อันดับ Hydroida



วงศ์ Hydridae

ไฟลัม Cnidaria

ไฮดรา (Hydra) 2

ลักษณะทั่วไปของไฮดรา

ไฮดรา(Hydra) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Phylum Cnidaria ชั้น Hydrozoa
มีลำตัวกลวง ผนังลำตัวมีสองชั้น ลำตัวของไฮดราจะมีหลายสี บางชนิดลำตัวมีสีขาวหรือสีเทา หนวดจะสั้น
กว่าลำตัว(Hydra Americana) บางชนิดลำตัวจะมีสีน้ำตาล และบางชนิดมีลำตัวสีเขียว(Chlorohydra

Viridissima)ซึ่งไฮดราที่มีลำตัวสีเขียวนั้น เนื่องมาจากไฮดราอาศัยอยู่แบบพึ่งพาซึ่งกัน
และกัน(Symbiosis) กับสาหร่ายชนิดหนึ่ง



บริเวณหนวดของไฮดรานั้นจะมีเข็มพิษ (Nematocyst) จำนวนมาก
เพื่อใช้แทงเหยื่อในการกินอาหาร เมื่อไฮดราถูกกระทบ บริเวณลำตัว
และหนวดของไฮดราจะหดสั้นลงจนมีขนาดประมาณ 2 ถึง 3 มิลลิเมตร
และเมื่อกลับสู่สภาวะปกติไฮดราจะค่อยๆ ยืดลำตัว และหนวดขยายออก
ตามเดิม

การเคลื่อนที่ของไฮดรา

การเคลื่อนที่ของไฮดรา เกิดจากการทำงานของเซลล์บางเซลล์ในเนื้อเยื่อชั้นนอก ทำหน้าที่
คล้ายกล้ามเนื้อ การเคลื่อนที่ของไฮดราจึงเกิดจากการยืดและหดของลำตัว รวมทั้งเกิดจากการ
เคลื่อน ไหวของหนวดหรือเทนทาเคิลด้วย ไฮดรามีการเคลื่อนที่หลายลักษณะ เช่น การ
เคลื่อนที่โดยการคืบไปคล้ายหนอน การตีลังกา การแขวนตัวอยู่กับผิวน้ำ หรือการลอยตัว

3

ประเภทของไฮดรา

ไฮดราเป็นพวกเดียวกับแมงกระพรุน ดอกไม้ทะเล และปะการัง สาเหตุที่จัดไฮดรา ไว้ในไฟลัม
Cnidaria เพราะไฮดรามีเซลล์ที่มีชื่อว่า Cnidoblast หรือ sting cell ซึ่งเซลล์นี้จะสร้าง nematocyst
พบได้ทั่วไปตามผิวหนังชั้นนอกและพบมากที่บริเวณหนวด มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมาก ช่วยจับ
เหยื่อเป็นอาหารและป้องกันตัว โดยเซลล์นี้จะปล่อยสารพิษ พร้อมกับปล่อย nematocyst ออกไป

พิษนี้จะทำให้ศัตรูเกิดอาการอ่อนเปลี้ย และเป็นอัมพาต

แหล่งที่พบและการเก็บตัวอย่างไฮดรา

ไฮดราอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดค่อนข้างสะอาด หรือน้ำสะอาดหลายชนิด ชอบอยู่ในน้ำนิ่ง ได้แก่
คู คลอง ทะเลสาบ แม่น้ำ เป็นต้น การเก็บตัวอย่างใช้อุปกรณ์ดังนี้
1.ภาชนะสำหรับตักน้ำ และพืชน้ำ เช่น กระป๋อง บีกเกอร์ เป็นต้น
2.ภาชนะสำหรับใส่น้ำและพืชน้ำ เช่น ตู้เลี้ยงปลา ขันน้ำ ขวดปากกว้าง บิกเกอร์
3.หลอดหยด
4.ไรแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากเป็นอาหารของไฮดรา

การย่อยอาหารของไฮดรา

ไฮดรา เป็นสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย มีทางเดินอาหารเป็นแบบปากถุง ไฮดราใช้อวัยวะคล้ายหนวด
เรียกว่าหนวดจับ ซึ่งมีอยู่รอบปาก อาหารของไฮดราคือตัวอ่อนของกุ้ง ปู และไรน้ำเล็กๆและใช้เซลล์ที่มี
เนมาโทซิสต์ หรือเข็มพิษที่อยู่ที่ปลายหนวดจับในการล่าเหยื่อ ต่อจากนั้นจึงส่งเหยื่อเข้าปาก ทางเดิน
อาหารของไฮดราอยู่กลางลำตัวเป็นท่อกลวง เรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ ซึ่งบุด้วยเซลล์ทรงสูง
เรียกว่า ชั้นแกสโตรโดรมิส เป็นเยื่อชั้นในบุช่องว่างของลำตัวซึ่งประกอบด้วย
1. นิวทริทิพ เซลล์บางเซลล์มีแซ่ 2 เส้น เรียกว่า แฟลเจลเลตเซลล์ บางเซลล์คล้ายอะมีบา
เรียกว่า อะมีบอยด์เซลล์ ส่วนแฟลเจลเลตเซลล์ มีหน้าที่โบกพัดให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำภายใน
ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ และโบกพัดให้กากอาหารเคลื่อนที่ออกทางปากต่อไป
2. เซลล์ต่อมหรือเซลล์ย่อยอาหาร เป็นเซลล์ที่สร้างน้ำย่อยและปล่อยออกมา ซึ่งการย่อยอาหารโดย
เซลล์ต่อม จัดเป็นการย่อยอาหารแบบนอกเซลล์ ส่วนการย่อยโดยอะมีบอยด์เซลล์จัดเป็นการย่อยอาหาร
แบบภายในเซลล์

ระบบสืบพันธุ์ของไฮดรา 4

ไฮดรามีระบบสืบพันธุ์ 2 ระบบ ได้แก่

1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

ที่มา : https://www.myfirstbrain.com โดยไฮดราจะแตกหน่อ (Budding) โดยผนังข้าง
ลำตัวจะพองโตออกไปเป็นตัวใหม่ ตรงปลายจะมีหนวดเกิดขึ้น
Enteron ภายในหน่อก็จะติดต่อถึงกัน ต่อมาตรงรอยต่อจะ
คอดเข้าจน Enteron ขาดออกจากกัน และตัวไฮดราใหม่จะมี
ปากเกิดขึ้นแล้วจึงหลุดออกจากตัวเดิมหากินตามอิสระได้ ถ้า
อาหารสมบูรณ์มากๆไฮดราหนึ่งตัวอาจแตกหน่อมากกว่าหนึ่ง
หน่อก็ได้

2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

โดยการสร้างรังไข่ (ovary และ testis) ซึ่งอาจเกิดอยู่ภายในตัวเดียวกันหรือคนละตัวก็ได้แล้ว
แต่ชนิด โดยทั้ง ovary และ testis เติบโตมาจาก Interstitial cell ของชั้น ectoderm

คำถามชวนคิด?

ไฮดรา มีลักษณะอย่างไร

ไฮดรา ขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีใด

ใบกิจกรรมที่1 5

การศึกษารูปร่าง ลักษณะ และการขยายพันธุ์ของไฮดรา

จุดประสงค์

1.เพื่อศึกษารูปร่าง และลักษณะของไฮดรา
2.เพื่อศึกษาวิธีการขยายพันธุ์ของไฮดรา

วัสดุอุปกรณ์

กล้องจุลทรรศน์ กระจกสไลด์ Cover Glass dropper ไฮดรา

ขั้นตอนในการทดลอง

1.ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มๆละเท่าๆกัน นำน้ำจากแหล่งน้ำจืดที่มีไฮดราอาศัยอยู่มาเลี้ยงไว้ในบิ๊กเกอร์
เพื่อศึกษารูปร่าง ลักษณะและการขยายพันธุ์ของไฮดราผ่านกล้องจุลทรรศน์

2.ใช้Dropper ดูดไฮดราที่เลี้ยงไว้ในบิ๊กเกอร์ มาใส่ลงบนกระจกสไลด์ และใช้Cover Glass
ปิดทับกระจกสไลด์ เพื่อเตรียมนำไปส่องผ่านกล้องจุลทรรน์
3.นำกระจกสไลด์ที่เตรียมไว้ มาส่องผ่านกล้องจุลทรรน์ที่กำลังขยาย 10X
สังเกตและบันทึกผลการทดลอง

6

แบบบันทึกผลการศึกษา

คำชี้แจง

ให้นักเรียนวาดภาพไฮดราจากการส่องผ่านกล้องจุลทรรน์ ที่กำลังขยาย 10X ว่ามีลักษณะอย่างไร
และอธิบายมาพอสังเขป

สรุปผลการศึกษา
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

แบบฝึกหัด 7

คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้

1.การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของไฮดรา ทำได้โดยวิธีใด
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

2.บริเวณใดของไฮดราที่มีเข็มพิษจำนวนมาก ใช้เพื่อการแทงเหยื่อในการกินอาหาร
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

3.อาหารของไฮดราคืออะไร
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

4.การสืบพันธุ์ของไฮดรา จัดเป็นการสืบพันธุ์แบบใด
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

คำชี้แจง ให้นักเรียนเรียงลำดับการขยายพันธุ์ของไฮดราจากรูปที่กำหนดให้ต่อไปนี้

1. 2. 3. 4. 5. 6.

เรียงลำดับการขยายพันธุ์ของไฮดรา ได้ดังนี้
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................

PLANARIA

"พลานาเรีย"

การจัดจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร : Animalia
ไฟลัม : Platyhelminthes
อันดับ : Tricladida
วงศ์ : Planariidae
สกุล : Planria

PLANARIA 9

พลานาเรียคืออะไร

พลานาเรีย เป็นหนอนตัวแบนชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตในไฟลัม
แพลทีเฮล-มินทีส (Platyhelminthes มาจากภาษากรีกสองคำคือ
platy (แปลว่าแบน) และ helminth (แปลว่าหนอน) ไฟลัมเดียวกับ
พวกพยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด ลักษณะของสัตว์ในกลุ่มนี้คือ มีร่างกาย
อ่อนนุ่ม ไม่มีกระดูกสันหลัง มีสมมาตรแบบแบ่งเป็นสอง ลำตัวแบนจาก
บนลงล่าง (dorso-ventrally) ลักษณะคล้ายริบบิ้น พบประมาณ
25000 ชนิด จัดได้ว่าเป็นสัตว์กลุ่มที่ไม่มีช่องว่างลำตัวที่แท้จริง
(Accoelomate) ที่อยู่อาศัย: อาศัยอยู่ในน้ำจืดตามแหล่งน้ำในธรรมชาติ
ที่มีน้ำค่อนข้างสะอาด

ลักษณะทั่วไปของพลานาเรีย

ลักษณะร่างกายมีสมมาตรครึ่งซีก ( bilateral symmetry ) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ไม่มีช่องลำ
ตัว ( acoelom ) ไม่มีระบบหายใจ ระบบหมุนเวียน เเลกเปลี่ยนก๊าซโดยการเเพร่กับสิ่งเเวดล้อมโดยตรง
ทางเดินอาหารเเบบไม่สมบูรณ์ มีเเต่ปากไม่มีทวารหนัก เรียกว่า ช่องเเกสโทรวาสคิวสาร์

การกินอาหาร พลานาเรีย ใช้อวัยวะเรียกว่า ฟาริงซ์ ( pharynx ) เป็นเเท่งกล้ามเนื้อยื่นออกมาทาง
ปาก ดูดอาหารติดขึ้นมา เเล้วหดกลับเข้าปากไปในทางเดินอาหาร

ระบบขับถ่าย ของพลานาเรีย ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำด้วย มีลักษณะเป็นท่อยาวเเตกเเขนงตรง
ปลายของทุกเเขนงมีเฟลมเซลล์ ( flame cell ) ที่มีซิเลียโบกพัดน้ำให้ไหลออกทางรูที่ผิวหนัง

ระบบประสาท ระบบประสาทเเบบวงเเหวน มีกลุ่มเซลล์ประสาท ( สมอง ) บริเวณหัว มีเส้นประสาท
2 เส้นยาวตลอดลำตัว มีจุดรับเเสง 2 จุดบนหัวทำให้บอกทิศทางได้ มีเซลล์ที่ไวต่อสัมผัสเเละสารเคมีบาง
ชนิดที่ผิวหนัง

การสืบพันธุ์ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และเเบบไม่อาศัยเพศ โดยการงอกใหม่ หรือเเบ่งตัวเป็นท่อน

"ข้อมูลเพิ่มเติมของพลานาเรีย" 10

รู้หรือไ
ม่..!!
ตาของพลานาเรียไม่ได้ใช้สำหร
ับรับภาพ แต่มีไว้สำหรับรับแสง

และบอกความเข้มของแสงเท่านั้น ซึ่งเป็นผลทำให้พลานาเรียเคลื่อนที่หนีแสง

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

การงอกใหม่ของพลานาเรีย

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

พลานาเรีย เป็นสัตว์ที่มีอวัยวะเพศทั้งสองเพศอยู่ในตัว
เดียวกัน แต่การปฏิสนธิจะเป็นการผสมข้ามตัวโดยพลา-
นาเรียจะจับคู่แล้วแลกเปลี่ยนอสุจิกัน อสุจิจะเคลื่อนไป
ตามท่อนำไข่แล้วเกิดปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ในท่อนำไข่

อวัยวะที่พลานาเรียใช้ในการเคลื่อนที่....

พลานาเรียเคลื่อนที่ไปโดนการลอยไปตามน้ำ หรือคืบคลานไป
ตามพืชใต้น้ำโดยอาศัยกล้ามเนื้อวง และกล้ามเนื้อตามยาว ส่วนกล้าม
เนื้อทแยงจะช่วยให้ลำตัวแบนบาง และพลิ้วไปตามน้ำ ในขณะที่
พลานาเรียเคลื่อนไปตามผิวน้ำ ซิเลียที่อยู่ทางด้านล่างของลำตัวจะ
โบกพัดไปมาช่วยให้เคลื่อนตัวไปได้ดียิ่งขึ้น

กิจกรรมที่ 1 11

จุดประสงค์ : เพื่อศึกษาการกินอาหารของพลานาเรีย

วัสดุอุปกรณ์

1.ผงคาร์บอน 6.จานเลี้ยงเชื่อ

2.ตับไก่บด 7.โกร่ง

3.หลอดหยด 8.มีด

4.สไลด์หลุม 9.ช้อนตักสาร

5.กระจกปิดสไลด์ 10.กล้องจุลทรรศน์

วิธีการทดลอง

1.งดให้อาหารพลานาเรีย 2-3 วัน ก่อนนำมาศึกษา
2.นำตับไก่สดมาสับละเอียดผสมกับผงถ่านคาร์บอนซึ่งมีสีดำ
เพื่อให้พลานาเรียกินเป็นอาหาร
3.ใช้หลอดหยดดูดพลานาเรียใส่ในสไลด์หลุม
4.นำตับบดที่ผสมผงถ่านคาร์บอนแล้วใส่ลงไปในสไลด์หลุมที่
มีพลานาเรียอยู่
5.ศึกษาการกินอาหารภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบ
ธรรมดา และบันทึกผล

แบบบันทึกผลการทดลอง 12

คำชี้แจง : ให้นักเรียนวาดภาพพลานาเรียที่พบภายใต้
กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบธรรมดา

ก่อนกินตับไก่บดผสมผงคาร์บอน หลังกินตับไก่บดผสมผงคาร์บอน
กำลังขยาย...................เท่า กำลังขยาย...................เท่า

สรุปผลการทดลอง

.........................................................................................
..........................................................................................
..........................................................................................
..........................................................................................
..........................................................................................

แบบฝึกหัด 13

คำชี้แจง : ให้นักเรียนนำหมายเลขไปเติมหน้าข้อความให้ถูกต้อง

12

Eyespot 3
45

Mouth

Pharynx Auricle

Opening ofPharynx

คะแนนที่ได้..................

เรื่องน่ารู้ของ...

Vorticella

วอร์ติเซลลา

Vorticella 15

วอร์ติเซลลา

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

Clade SAR
Infrakingdom Alveolata
Ciliophora
Phylum Oligohymenophorea
Class Sessilida
Order Vorticellidae
Family Vorticella
L. (1767)
Genus

Vorticella 16

วอร์ติเซลลา

วอร์ติเซลลาคืออะไร

วอร์ติเซลลาเป็นโปรโตซัว อยู่ในกลุ่มซิลิอาตา (Ciliata) เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
เซลล์มีรูปร่างคล้ายกระดิ่งหงายมีซิเลียอยู่รอบๆ ขอบเซลล์ด้านบนเพื่อพัดอาหารเข้าสู่เซลล์
ส่วนด้านล่างติดอยู่บนก้าน (stalk) ที่สามารถยืดหดได้ อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยใช้
ก้านยึดติดกับวัตถุอื่น

ซิลิเอตโดยทั่วไปมีนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียสขนาดใหญ่ (macronucleus) ทำหน้าที่
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ นอกจากการสืบพันธุ์ และนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus)
ทำหน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์

การสืบพันธุ์ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยคอนจูเกชั่น และไม่อาศัยเพศโดยการเเบ่งตัวจากหนึ่ง
เป็นสอง

คำถาม..

1.วอร์ติเซลลาอาศัยอยู่ที่ใด
ตอบ

2.วอร์ติเซลลาเคลื่อนที่ได้อย่างไร

ตอบ

The Structure of Vorticella 17

กิจกรรมที่ 1 18

จุดประสงค์ : เพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ของวอร์ติเซลลา

วัสดุอุปกรณ์
1.น้ำที่มีวอร์ติเซลลาได้จากแหล่งน้ำนิ่ง
2.แผ่นสไลด์และกระจกปิดสไลด์
3.บีกเกอร์ ขนาด500 ml.
4.หลอดหยด
5.กล้องจุลทรรศน์

วิธีดำเนินการ
1.ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม และนำน้ำจากแหล่งชุมชน
ของตนเองมากลุ่มละ 1 ตัวอย่าง
2.เทน้ำตัวอย่างลงในบีกเกอร์ขนาด 500 ml.
3.ใช้หลอดหยดดูดน้ำลงในแผ่นสไลด์ 2-3 หยดแล้วปิดด้วยกระจก
ปิดสไลด์และใช้ทิชชูซับน้ำส่วนเกินออก
4.นำสไลด์ที่เตรียมไปส่องกล้องจุลทรรศน์ตามกำลังขยายที่กำหนด
5.สังเกตการเคลื่อนที่ของวอร์ติเซลลาและบันทึกผล

19

แบบบันทึกผลการศึกษา

คำชี้แจง : ให้นักเรียนวาดภาพวอร์ติเซลลาที่พบภายใต้กล้องจุลทรรศน์
ใช้แสงแบบธรรมดา

กำลังขยาย..........................เท่า
บันทึกผลการศึกษา

ยูกลีนา มีอยู่ทั่วไป สิ่งมีชีวิต
ตามบ่อน้ำจืด น้ำที่มี แบบไหน
ฝ้าสีเขียว หรือสีแดง กันนะ
เนื่องจากมียูกลีนา ที่เรียกว่า
รวมกันอยู่นั่นเอง ยูกลีนา!!!

ลักษณะทั่วไปของยูกลีนา 21

รูปร่าง

ภาพของยูกลีนาที่กำลังขยาย 10x

ยูกลีนา (euglena) เป็น สัตว์เซลล์เดียว ขยายพันธุ์ได้โดยวิธีแบ่งเซลล์ มีลักษณะเป็นรูปกระสวย หน้า
ป้าน ท้ายเรียว มีเยื่อหุ้มหนาเรียก เพลลิเคิล (Pellicle) มีช่องเปิดขนาดเล็ก เรียก ไซโตสโตม (Cytostome)
เชื่อมต่อเซลล์เป็นช่องเรียก canal และ ตอนปลายจะพองออกมีลักษณะเป็นถุงเรียกว่า รีเซอวัว ( Reservoir )
ทั้ง canal และ resovior รวมเรียกว่า ไซโตฟาริงซ์ (Cytopharynx) โดยที่ช่วงฐานจะมีส่วนที่เรียกว่า เรียก ไคเน
โตโซม หรือ เบลฟฟาโรพลาสต์ หรือ เบซอลบอดี (Kinetosome or Blepharoplast or Basal body) เป็นที่เกิด
ของ แฟลเจลลัม โดยมี 2 เส้น เส้นยาวยื่นจากไซโตสโตม เพื่อใช้ในการเคลื่อนที่, เส้นสั้นอยู่ภายในรีเซอวัว -มี
คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล ลักษณะทรงกลมอยู่ทางด้านข้างของรีเซอวัว โดยมีแวคิวโอลขนาดเล็กล้อมรอบอยู่ ทำ
หน้าที่รวบรวมน้ำ และกำจัดน้ำโดยการหดตัว ทาง canal ของ gullet euglena มีจุดตาสีแดง (Eye spot or
Stigma) เพราะมี caroteinoid pigment granules ลักษณะเป็นรูปถ้วยอยู่ทางด้านข้างไซโตฟาริงซ์ ทำหน้าที่เป็น
ทางผ่านของแสงส่งไปยังอวัยวะรับความรู้สึกที่โคน flagellum ที่เรียกว่า paraflagellar body (rod) หรือ
paraxonemal หรือ paraxial body เพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนที่พัดโบกไปยังตำแหน่งของแสงที่สองมาเป็นการ
ตอบสนองที่เรียกว่า phototaxis

คำถามชวนคิด 22

ทำไมยูกลีนามีสีเขียว

ยูกลีนาเป็นพืชหรือสัตว์

รู้หรือไม่ ?

ยูกลีนาได้รับอาหารโดยวิธีการสังเคราะห์ด้วยแสง ทั้งนี้เนื่องจากยูกลีนามีโครมาโทฟอร์(Chromatophore)
ซึ่งเป็นรงควัตถุทสี่ังเคราะห์แสงได้นอกจากนี้ยังมี การดำรงชีพด้วยการย่อยสารอาหารที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้วส่งเข้าร่อง
ปาก ตัวยูกลีนาจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมที่มีอินทรีย์สารละลายอยู่ในปริมาณสูง ได้ 2 วิธี คือ
1. การดูดเอาอินทรีย์สารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์โดยตรง
2. ใช้ช่องบริเวณรอบ ๆ โคน แฟลกเจลลัม (Gullet ) ซึ่งที่ปลายบนสุด ของช่องนี้จะมีปาก ( Mouth) เปิดอยู่
อาหารที่ลอยอยู่ในน้าจะผ่านเข้าสู่ช่องนี้ แล้วเข้าสู่ ภายในเซลล์

การสืบพันธุ์ของยูกลีนา 23

รูปแสดงการแบ่งตัวของยูกลีนา

การสืบพันธุ์ของยูกลีนาเป็นแบบไม่อาศัยเพศ โดยการแบ่งเซลล์ตามยาวจาก
ด้านหน้าไปยังด้านท้าย ในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมยูกลีนาจะแบ่งตัวในซี
สต์ โดยเซลล์หดตัวเป็นรูปกลมหุ้มด้วย เยื่อเจลลาติน (Gelationous
covering) เป็นการเข้าเกราะ จากนั้นยูกลีนาจึงเริ่มแบ่งตัว ซึ่งจะได้ยูกลีนา
มากกว่า 1 ตัวใน 1 ซีสต์
#เพิ่มเติมยูกลีนามีตะขอใช่ดักศัตรู และเวลาเคลื่อนที่จะชิดคอบฟาไปเลื่อนๆ

เกร็ดเสริมความรู้

ยูกลีนามีอวัยวะช่วยในการขับถ่ายคือ contractile vacuole โดยการที่ของเสีย
ไหลซึมผ่านเข้ามาเก็บที่กระเปาะนี้เมื่อเก็บไว้มากจน contractile vacuole นี้
จะเต่งตัวในที่สุดก็จะแตกและปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก

ใบกิจกรรมที่ 1 24
ศึกษารูปร่างลักษณะของยูลีนา

วัตถุประสงค์

1.เพื่อศึกษาโครงสร้างภายในและภายนอกของยูกลีนา

2.เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้กล้องจุลทรรศน์ วัสดุ/อุปกรณ์

- หลอดหยด
- กระจกสไลด์
- กระจกปิดแผ่นสไลด์
- จานเลี้ยงเชื้อ
- กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบธรรมดา

ขั้นตอนการศึกษา

1. ให้นักเรียนนำตัวอย่างจากแหล่งน้ำที่มีฝ้าเขียว
2. ใช้หลอดหยดดูดยูกลีนาและน้ำที่ตักมาได้ลงในจานเลี้ยงเชื้อ
เพื่อจะเคลื่อนย้ายยูกลีนาได้โดยง่าย
3. นำตัวอย่างยูกลีนาจากจานเลี้ยงเชื้อโดยหลอดหยด ลงบนสไลด์
4. นำไปส่องเพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ของยูกลีนา
โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบธรรมดา ด้วยกำลังขยาย 40x
5. สังเกตโครงสร้างและบันทึกผล

ผลการทดลอง 25

คำชี้แจง : ให้นักเรียนวาดภาพยูกลีนาที่พบภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบธรรมดา

กำลังขยาย………………………เท่า

สรุปผลการทดลอง

1.ยูกลีนาเคลื่อนที่โดยใช้อะไร 26
2.ยูกลีนากินอาหารอย่างไร

3.ยูกลีนามีการสืบพันธุ์แบบใด

พารามีเซียม
(PARAMECIUM)




ชื่ อวิทยาศาสตร์ : PARAMECIUM SP.






ภ า พ กำ ลั ง ข ย า ย 1 0 0 เ ท่ า

Do you know 28
Paramecium ?




พารามีเซียม เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กประเภทโปรโตซัว สามารถพบได้
ตามแหล่งน้ำจืดในธรรมชาติ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีลักษณะรูปร่าง
คล้ายรองเท้าแตะ ทุกระบบการทำงานของพารามีเซียมจะเกิดขึ้นได้ในเซลล์เดียว
รอบตัวมีซิเลียที่ความยาว 2 -10 ไมครอนเป็นขนเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับการเคลื่อนที่
และช่วยในการกินอาหาร

อาหารของพารามีเซียม คือ แบคทีเรียและเศษเนื้อเยื่อต่างๆ ของสัตว์
จึงมีความสำคัญในการควบคุมจำนวนแบคทีเรียให้สมดุลในธรรมชาติ




องค์ประกอบของพารามีเซียม

https://stu40238siteword.wordpress.com/

29




Kingdom : Protista

Phylum : Ciliophora


Class : Oligohymenophorea
Subclass : Hymenostomata

Order : Peniculida


Family: Parameciidae

ภาพกำลังขยาย 100 เท่า Genus : Paramecium




ลำตัวแบนรูปไข่ ด้านหน้า (anterior end) ค่อนข้างก
ลม ส่วนด้านท้าย (posterior end) จะเรียวแหลมกว่า
รูปร่างของลำตัวจะคล้ายรองเท้าแตะ (slipper-shaped) หรือคล้ายเท้า (foot-shaped) ทำให้มีชื่อเรียกว่า
Slipper Animalcule ผนังเซลล์เป็นแบบ pellicle มีร่องเป็นรูปหกเหลี่ยมเรียงไปทั่วตัว มีความยืดหยุ่นดี
และทำให้มีรูปร่างคงที่ ผิวนอกลำตัวจะมีขน (cilia) ปกคลุมอยู่โดยรอบ ทำให้เคลื่อนที่หรือว่ายน้ำได้ดี
ด้านข้างลำตัวมีร่องเว้าเป็นปากเด่นชัด เรียก peristome หรือ oral groove มี cilia เรียงอยู่ภายในขอบปาก
โดยรอบ และมีช่องเล็กๆทางด้านท้ายลำตัว (cytoproct หรือ anal pore) สำหรับขับถ่ายกาก

ลักษณะภายใน

ภายในเซลล์ (endoplasm) ประกอบด้วยนิวเคลียสขนาดใหญ่ (macronucleus) รูปไข่อยู่เกือบกลางเซลล์
ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญและการทำงานของเซลล์ มีนิวเคลียสเม็ดเล็ก (micronucleus) อยู่ใกล้ ๆ ทำหน้าที่
ควบคุมการสืบพันธุ์แบบใช้เพศ มี contractile vacuo
le ทั้งทางด้านหน้าและท้ายลำตัว ทำหน้าที่ในการขับถ่าย
ของเสียคล้ายไต และมี food vacuole ที่เกิดจากการกินอาหารอยู่จำนวนมาก

การดำรงชีวิต : พารามีเซียมกินอาหารแบบกลืนกิน (holozoic)
โดยการโบกพักของciliaทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำนำเอา

จุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่างๆเข้าไปในปากแล้วถูกล้อมรอบ
กลายเป็น food vacuole เข้าไปในเซลล์

การสืบพันธุ์ของพารามีเซียม 30

1.การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

วิธีการแบ่งตัวตามขวาง (Transverse binary fission)

การแบ่งนิวเคลียสก่อน โดย macronucleus จะแบ่งแบบ Amitosis ส่วน micronucleus จะแบ่งแบบ Mitosis
จากนั้นจึงเกิดการแบ่ง cytoplasm การขยายพันธุ์วิธีนี้จะเกิดในภาวะปกติที่มีอาหารสมบูรณ์ หรือในสภาวะแวดล้อมที่
เหมาะสม ซึ่งปกติพารามีเซียมแต่ละตัวจะมีการแบ่งตัวประมาณวันละ 4 ครั้ง โดยใช้เวลาครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมง
เป็นการแพร่พันธุ์ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

2.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

วิธี Conjugation

การสืบพันธุ์ด้วยวิธีนี้มักเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการแพร่พันธุ์โดยการแบ่งตัวมาก ๆ เข้า จนทำให้ร่างกายเกิดอ่อนแอลง
จึงต้องมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์

31

การ Conjugation ของพารามีเซียม

Paramecium 2 ตัวมาจับคู่กัน แต่ละตัวจะเรียก conjugant โดยหัน oral groove เข้าหากัน
แล้ว pellicle บริเวณนั้นค่อย ๆ สลายไป ทำให้เนื้อของทั้ง 2 ตัวผสานเป็นเนื้อเดียวกัน
ระหว่างนี้ทั้ง 2 ตัวจะมีการเคลื่อนที่คู่กันไปเรื่อย ๆ

micronucleus (2n) ของแต่ละตัวจะเกิดการแบ่งตัวแบบ Meiosis ได้ micronucleus (n) จำนวน
4 อัน แล้ว 3 ใน 4 อันสลายไปเหลือเพียงอันเดียว

micronucleus ที่เหลือเพียงอันเดียวเกิดการแบ่งตัวแบบ Mitosis ได้ micronucleus (n)
จำนวน 2 อัน

32

micronucleus (n) 1 อัน ของแต่ละตัวจะเคลื่อนที่สลับกันไป แล้วไปรวมกับ micronucleus (n)
ของอีกตัวหนึ่ง กลายเป็น Zygote nucleus

จากนั้น pellicle จะเริ่มปรากฏแล้ว Paramecium ทั้ง 2 ตัวจะแยกออกจากกัน เรียกแต่ละตัวว่า
Exconjugant

exconjugant จะมีการเปลี่ยนแปลงภายในอีก คือ macronucleus ของแต่ละตัวจะเริ่มสลายไป
แล้ว Zygote nucleus จะแบ่งตัวแบบ Mitosis 3 ครั้งได้ 8 อัน ต่อมา 4 ใน 8 อันจะกลายเป็น
macronucleus ทำให้ exconjugant แต่ละตัวมี micronucleus 4 อัน และ macronucleus
4 อัน

จากนั้น exconjugant แต่ละตัวจะแบ่ง cytoplasm ออกไปอีก 2 ครั้ง แต่ละตัวได้เป็น 4 ตัว
ที่มี micronucleus 1 อัน และ macronucleus 1 อัน

สรุป

จากการ conjugation แต่ละครั้ง Paramecium 1 ตัว จะให้ Paramecium ใหม่ 4 ตัว หรือการ conjugation
แต่ละครั้งจะให้ Paramecium ใหม่ 8 ตัว ซึ่งมีความแข็งแรงพร้อมที่จะแพร่พันธุ์แบบไม่อาศัยเพศต่อไป

สาระน่ารู้

ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงพารามีเซียมกันอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นอาหารให้ลูกปลาวัยอ่อน โดยเฉพาะในธุรกิจ
ปลาสวยงาม เพราะทำให้ลูกปลามีการเจริญเติบโตรวดเร็วและมีอัตราการรอดสูง ซึ่งการเพาะเลี้ยงพารามีเซียม
สามารถทำได้ง่ายและเป็นอาหารตามธรรมชาติให้ปลาอีกด้วย

33

กิจกรรมที่ 1

ลักษณะทางกายภา
พของพารามีเซียม

จุดประสงค์ : 1.เพื่อศึกษาโครงสร้างภายในและภายนอกของพารามีเซียม
2.เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้กล้องจุลทรร
ศน์

วัสดุอุปกรณ์

1.น้ำที่มีพารามีเซียมได้จากแหล่งน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง

2.แผ่นสไลด์และกระจกปิดสไลด์

3.บีกเกอร์ ขนาด500 ml.

4.หลอดหยด

5.กล้องจุลทรรศน์

วิธีดำเนินการ


1.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำน้ำจากแหล่งชุมชนของตนเองมากลุ่มละ 1 ตัวอย่าง
2.เทน้ำตัวอย่างลงในบีกเกอร์ขนาด 500 ml.
3.ใช้หลอดหยดดูดน้ำลงในแผ่นสไลด์ 2-3 หยดแล้วปิดด้วยกระจกปิดสไลด์และใช้ทิชชูซับน้ำส่วนเกินออก
54..สนังำเสกไตลโดค์ทรี่งเตสรรี้ยางมขไอปงสพ่อางรากมลี้เอซงียจุมลแทลรระศบันน์ตทึากมผกลำลังขย
ายที่กำหนด

ใบงานที่ 1 ลักษณะทางกายภาพของพารามีเซียม 34

ชื่อ :______________________________ เลขที่_________

คำชี้แจง ให้นักเรียนวาดภาพลักษณะของพารามีเซียมที่ได้ศึกษาและอธิบายมาพอสังเขป

…………………………………………………………………………

ลักษณะของพารามีเซียม

…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………

35

จงตอบคำถามต่อไปนี้

1.ซิเลียที่อยู่รอบตัวพารามีเซียม ทำหน้าที่อย่างไร
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………

2.การเคลื่อนที่ของพารามีเซียมโดยอาศัยการโบกพัดของโคนซีเลียจะหยุด
เมื่อตัดสิ่งใดออก เพราะเหตุใด
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………

3.พารามีเซียมรักษาดุลยภาพของน้ำและสารภายในเซลล์ รวมถึงการกำจัดของเสียอย่างไร
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………

36

4.พารามีเซียม มีการสืบพันธุ์แบบใดบ้าง จงอธิบาย

………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………

37

กิจกกรมที่ 2 การกินอาหารของพารามีเซียม

จุดประสงค์ : 1.เพื่อสังเกตการกินอาหารของพารามีเซียม
2.อธิบายการเปลี่ยนแปลงของอาหารเมื่อเข้าสู่ภายในเซลล์ของพารามีเซียม

วัสดุอุปกรณ์ 2.แผ่นสไลด์และกระจกปิดสไลด์
4.สารละลายกลูโคส10%
1.น้ำที่มีพารามีเซียมได้จากแหล่งน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง 6.ยีสต์
3.เมทิลเซลลูโลส 0.1 % 8.บีกเกอร์ ขนาด500 ml.
5.สี Congo Red
7. กล้องจุลทรรศน์

วิธีดำเนิน


1. การเตรียมสีที่ใช้ย้อมเซลล์ยีสต์ โดยเตรียมสารละลายกลูโคส 10 % (เตรียมจากนํ้าตาลกลูโคส 10 กรัม
ละลายในนํ้ากลั่น 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร) ผสมกับสีคองโกเรด (congo red) ประมาณ 30 มิลลิกรัม ใช้แท่ง
แก้วคนให้เข้ากัน นำไปต้มเดือดนาน 10 นาที ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นลงจนถึงอุณหภูมิประมาณ 40 – 50 องศาเซลเซียส
2. เติมยีสต์ผง 0.5 กรัม ลงในสารละลายในข้อ 1 ผสมให้เข้ากันโดยใช้แท่งแก้วคน ให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ประมาณ
10 – 15 นาที เพื่อให้ยีสต์ติดสีอย่างทั่วถึง
3. หยดสารละลายเมทิลเซลลูโลส ( methyl cellulose ) เข้มข้น 0.1 % ลงบน แผ่นสไลด์ 1 หยด เพื่อทำให้
พารามีเซียมเคลื่อนที่ได้ช้าลง
4. ใช้หลอดดูด (medicine dropper) ดูดนํ้าที่เลี้ยงพารามีเซียมเอาไว้แล้วหยด ลงบนแผ่นสไลด์ที่เตรียมไว้ในข้อ 3
จากนั้นหยดสารละลายในข้อ 2 ที่มียีสต์ย้อมสีลงไปบน สไลด์นี้ อีก 1 หยดปิดด้วยกระจกปิดสไลด์
5. นำสไลด์นี้ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์

38

สรุปผลการทดลอง

…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………

คำถามหลังการทดลอง

1.พารามีเซียมมีวิธีการกินยีสต์อย่างไร
2.ยีสต์เมื่อเข้าสู่ภายในเซลล์ของพารามีเซียมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร

3.นักเรียนสามารถนำความรู้ของพารามีเซียมไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง จงอธิบายพอสังเขป

สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่(รักษ์)โลก 39

สาหร่าย (ALGAE)

เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้ด้วยตนเองจากกระบวนการสังเคราะห์แสง เช่นเดียวกับพืช
ทั่วไป มีขนาดเล็กตั้งแต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจนกระทั่งถึงขนาดใหญ่ มีความยาวหลายร้อยเมตร อาจจะ
เป็นเซลล์เดี่ยว หลายเซลล์มาร่วมกลุ่มกัน เรียกว่า กลุ่มเซลล์หรือโคโลนี เป็นเส้นสายทั้งแตกแขนงและไม่
แตกแขนง เป็นทัลลัสที่คล้ายมีราก ลำต้น และใบคล้ายพืชชั้นสูง แต่ไม่มีระบบท่อลำเลียงดังเช่นพืชชั้นสูง
ทุกเซลล์ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงเพื่อการดำรงชีวิตเหมือนๆ กัน

ถ้าดูความโยงใยในสายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจะเห็นว่า สาหร่ายมีความก้ำกึ่งระหว่างแบคทีเรียกับ
พืชชั้นต่ำ คือมีโครงสร้างของเซลล์และการดำรงชีวิตสูงกว่าแบคทีเรีย แต่ต่ำกว่าพืชชั้นต่ำ จึงจัดได้ว่าสาหร่าย
มีวิวัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งมีชีวิตดังกล่าว โดยเฉพาะสาหร่ายสีเขียวซึ่งมีวิวัฒนาการร่วมกับพืชชั้นสูง
บางชนิด นอกจากนี้สาหร่ายยังมีประโยชน์ต่อโลกของเราอีกด้วย

บ่งบอกคุณภาพแหล่งน้ำ มีความสำคัญกับระบบนิเวศ

สาหร่ายบางชนิดมีความไวต่อคุณภาพน้ำ เป็นแหล่งสร้างออกซิเจนที่สำคัญ สามารถกัก
จึงทำให้พบความหลากหลายของสาหร่าย เก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยผ่าน
น้อยลง และการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว กระบวนการตรึงคาร์บอน (carbon fixation)
ของสาหร่ายบางกลุ่มก็สามารถบ่งบอกได้ว่า ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่บรรยากาศ
แหล่งน้ำนั้นเน่าเสีย ได้น้อยลง

นำมาใช้ด้านอุตสาหกรรม

สามารถสังเคราะห์และสะสมสารกลุ่ม
แคโรทีนอยด์ที่มาประโยชน์สิ่งมีชีวิต
นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร
เสริม อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์
น้ำและสัตว์ปีก

40

สาหร่ายน้ำจืด

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

โดเมน : Bacteria
อาณาจักร : Monera
ไฟลัม : Cyanobacteria
ชั้น : Cyanophyceae
อันดับ : Oscillatoriales
วงศ์ : Oscillatoriaceae
สกุล : Oscillatoria

Vaucher ex Gomont, 1822

ลักษณะสำคัญ :
เส้นสายซึ่งประกอบด้วยเซลล์มาเรียงตัวกันเรียกว่า ตรัยโคม รูปร่างทรงกระบอก
เหยียดตรงหรือเป็นเกลียวเล็กน้อย โดยปกติแล้วตรัยโคมไม่มีเมือกหุ้ม เส้นสายจะสร้างโฮโมโกเนียใน
การสืบพันธุ์ ไม่มีการสร้างเฮเทอโรซิสต์และอะคินีท เซลล์มีรูปร่างคล้ายเหรียญ เส้นสายมีการแบ่งเซลล์
อย่างรวดเร็ว
การดำรงชีวิต : ล่องลอยเป็นอิสระและ/หรือดำรงชีวิตแบบยึดเกาะ
สีที่พบในธรรมชาติ : เขียว เขียวแกมน้ำเงิน เทาเขียว ดำ
สีของเซลล์ : เขียว เขียวแกมน้ำเงิน เทาเขียว ดำ น้ำตาล

กำลังขยาย 100 เท่า แหล่งอาศัย : แหล่งน้ำนิ่งน้ำไหลเอื่อย บนผิวดินที่เปียกชื้น และ
น้ำพุร้อน
ออสซิลลาทอเรียจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นเส้นสาย (Filamentous form)
กลุ่มนี้เซลล์จะเรียงต่อกันเป็นเส้นสาย เรียกว่า trichome
ประโยชน์ : สามารถใช้บ่งบอกน้ำค่อนข้างไม่ดีถึงไม่ดี มีสารอาหารสูง
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จำนวนชนิดที่พบในประเทศไทย : 48 ชนิด

กำลังขยาย = 10x 41

CLOSTERIUM
สาหร่ายน้ำจืด

ที่อยู่อาศัย

พบในแหล่งน้ำนิ่ง

สี

สีของเซลล์ : สีเขียว

การดำรงชีวิต

ล่องลอยเป็นอิสระหรือ
ดำรงชีวิตแบบยึดเกาะ

ประโยชน์

สามารถใช้บ่งบอกคุณภาพน้ำค่อนข้างดีถึงดี
มีสารอาหารน้อย

ลักษณะสำคัญ

เซลล์เดี่ยวแต่ละเซลล์ประกอบไปด้วย 2 เซมิเซลล์ ไม่มีรอยคอด เซลล์ยาวโค้งงอ
ปลายเรียว ยาว 2-15 เท่าของความกว้าง ผนังเซลล์ส่วนมากไม่มีสีเรียบหรืออาจพบ
ลวดลายบ้าง ในแต่ละเซมิเซลล์มีคลอโรพลาสต์เป็นแนวยาวตามความยาวของเซลล์ มี
ไพรีนอยด์หลายเม็ดเรียงเป็นแถวเดี่ยวบนแผ่นคลอโรพลาสต์ บริเวณปลายยอดมีถุง
แวคิวโอลที่ภายในบรรจุผลึกแคลเซียมซัลเฟต เรียกว่า ผลึกไฮยาลีน

หมายเหตุ

ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายตั้งแต่ 10X ขึ้นไป

42

Naviculaเป็นสกุลของสาหร่ายไดอะตอม รูปเรือซึ่งประกอบด้วยกว่า 1,200 สายพันธุ์
ไดอะตอมของ Navicula เป็นที่รู้จักจากความสามารถในการคืบคลานเข้าหากัน และ
บนพื้นผิวที่แข็ง




ที่อยู่
พบในแหล่งนํ้านิ่งและนํ้าไหลเอื่ อย

สี
สีของเซลล์ : นํ้าตาล

การดำรงชีวิต

ล่องลอยเป็นอิสระและดำรงชีวิตแบบยึดเกาะ

ลักษณะสำคัญ

ฝาของเซลล์มีลักษณะกลม รูปเรือหรือทรงซิการ์ โดยมีปลายมนหรือแหลม

บางครั้งจะอยู่รวมกันในเยื่อเมือกหรือท่อเมือก ฝาทั้งสองด้านจะพบราฟีที่
เป็นเส้นตรงและบางคล้ายเส้นด้าย ลวดลายบนฝาจะเป็นรูขนาดเล็ก

รูปร่างกลมหรือยาวและไม่มีพื้นที่ว่างกลางเซลล์

การจัดจำแนก

Division : Bacillariophyta
Family : Naviculaceae

กำลังขยาย 100 เท่า

43

สไปโรไจรา (เทาน้ำ)

Spirogyra

ลักษณะของสไปโรไจราหรือเทาน้ำ

สไปโรไจราหรือเทาน้ำเป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียว จับดูจะรู้สึก
ลื่นมือ มักพบลอยเป็นแพหรือติดกับวัตถุ มีลักษณะเป็นเส้น
สายไม่แตกแขนง มีสีเขียวสด มีเมือกปกคลุม ภายในเซลล์มี
นิวเคลียสอยู่ตรงกลาง




การสร้างอาหารของไปโรไจรา

สร้างอาหารได้เองโดยอาศัยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจาก
มีคลอโรพลาสต์ที่มีรูปร่างเป็นเกลียว บนสายของคลอโรพลาสต์มีไพรี
นอยด์ ทำหน้าที่สะสมอาหารเรียงเป็นแถวตลอดสาย และมีผนังกั้น
(septum) ระหว่างเซลล์ของสาหร่ายเป็นแบบระนาบ หรือมีลักษณะ

เป็นปลอกรอบรอยต่อระหว่างเซลล์

การสืบพันธุ์ของสไปโรไจรา ประโยชน์

สามารถเพิ่มจำนวนได้ทั้งการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดย 1. เป็นอาหาร เช่น นำสาหร่ายมาทำยำ
การหักเป็นท่อน(fragmentation) และการสืบพันธุ์แบบ 2. ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ
อาศัยเพศที่เรียกว่า คอนจูเกชัน (conjugation) 3.ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
4. ใช้ในอุตสาหกรรมยา ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ
เช่น โรคเบาหวาน

"NOSTOC" 44

ที่อ
ยู่ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

พบในแหล่งน้ำไหล เป็นสาหร่ายที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้เหมือนแบคทีเรีย
ทำให้เพิ่มปุ๋ยไนโตรเจนในนาข้าว แหนแดงขึ้นอยู่ในนามี
สี
สาหร่ายนอสตอค(Nostoc sp.) ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวแกม
น้ำเงิน พวกนอสตอค (Nostoc sp.) นี้ทำให้เนื้อดินไม่
สีที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ เขียวเข้ม เกาะตัวกันแน่นทำให้ดินร่วนซุยและเพิ่มแร่ธาตุไนโตรเจน
เขียวอ่อน เหลือง น้ำตาล ดำ เป็นปุ๋ยให้กับนาข้าวด้วย
สีของเซลล์ ได้แก่ เหลือง น้ำตาล
เขียวแกมน้ำเงิน ลักษณะสำคัญ

กลุ่มเซลล์เป็นเมือกหรือวุ้น เมื่ออายุน้อยรูปร่างกลม
หรือรูปร่างไม่แน่นอน แต่เมื่ออายุมากขึ้นกลุ่มเซลล์
จะเปลี่ยนไป อาจตันหรือกลวง ในกลุ่มเซลล์
ประกอบด้วยตรัยโคมฝังอยู่ในเมือกมากมาย เส้น
สายโค้งและพันกัน เซลล์และอะคินีทรูปรร่างกลม
คล้ายถังเบียร์ หรือทรงกระบอกพบเฮเทอโรซิสต์
และอะคินีทระหว่างเส้นสาย

การจำแนก การดำรงชีวิต

ดิวิชัน Cyanophyta ล่อยลอยเป็นอิสระและ/หรือดำรงชีวิตแบบ
แฟมิลี Nostocaceae ยึดเกาะ

SCIENCE

LAB

สาหร่ายน่ารู้

ใบกิจกรรม 46
เรื่อง ศึกษาโครงสร้างของสาหร่าย

จจุุดดปปรระะสสงงคค์์

1.เพื่อศึกษาโครงสร้างภายในและภายนอกของสาหร่าย
2.เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้กล้องจุลทรรศน์

ววััสสดดุุ//ออุุปปกกรรณณ์์

1.น้ำที่ได้จากการเก็บตัวอย่างจากแหล่งน้ำ เช่น หนอง บึง
2.แผ่นสไลด์และกระจกปิดสไลด์
3.บีกเกอร์ ขนาด500 ml.
4.หลอดหยด
5.กล้องจุลทรรศน์

ววิิธธีีดดำำเเนนิินนกกาารร

1.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำน้ำจากแหล่งชุมชนของตนเองมากลุ่มละ 3 ตัวอย่าง
2.เทน้ำตัวอย่างลงในบีกเกอร์ขนาด 500 ml.
3.ใช้หลอดหยดดูดน้ำลงในแผ่นสไลด์ 2-3 หยดแล้วปิดด้วยกระจกปิดสไลด์และใช้ทิชชูซับน้ำส่วนเกินออก
4.นำสไลด์ที่เตรียมไปส่องกล้องจุลทรรศน์ตามกำลังขยายที่กำหนด
5.สังเกตโครงสร้างของสาหร่ายที่พบและบันทึกผลบ

แบบฝึกหัด 47

คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนอธิบายพอสังเขป ชั้น : เลขที่ :

1. Oscillatoria

ลักษณะสำคัญ

ที่อยู่อาศัย

2. Closterium

ลักษณะสำคัญ

ที่อยู่อาศัย

3. Navicula

ลักษณะสำคัญ

ที่อยู่อาศัย

4. Spirogyra

ลักษณะสำคัญ

ที่อยู่อาศัย

5. Nostoc

ลักษณะสำคัญ

ที่อยู่อาศัย

ชื่อ :


Click to View FlipBook Version