เ รื่ อ ง
พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์ไทย
"พ่อขุนรามคำแหงมหาราช"
"สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช"
ภ า ค เ รี ย น ที่ 2 | ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 6 4
โ ร ง เ รี ย น เ บ ญ จ ม ร า ชู ทิ ศ ร า ช บุ รี
น า ง ส า ว ร ม ย์ น ลิ น พึ่ ง พั น ธ์
มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 4 / 6 เ ล ข ที่ 2 9
พระราชกรณียกิจ
" พ่อขุนรามคำแหง
มหาราช "
ด้านเศรษฐกิจ ด้านการ
และการค้า ต่างประเทศ
ด้านการศาสนา
ด้านศาล
ยุติธรรม ด้านการกำเนิด
อักษรไทย
ด้านการ
ปกครอง
ด้านเศรษฐกิจและการค้า
ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็ นช่วงสมัยที่สุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดซึ่ง
นอกจากการทําสงครามเพื่อขยายอาณาเขตแล้วความรุ่งเรืองของสุโขทัยอาจเนื่ องมาจากการ
ที่สุโขทัยตั้งอยู่ในเส้นทางทางการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณและเมื่อการค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น
สุโขทัยซึ่งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สามารถค้าขายติดต่อกับบ้านเมืองต่างๆได้โดยรอบโดยมี
เส้นทางการเดินทางไปทางเหนื อถึงลุ่มแม่น้ำโขงทางตะวันตกมีเส้นทางติดต่อกับเมืองพุกาม
และหั วเมืองมอญซึ่งสามารถออกทะเลเบงกอลติดต่อกับลังกาและอินเดียใต้ส่วนทางใต้มีเส้น
ทางเดินทางผ่านลุ่มแม่น้ำปิ งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านนครศรีธรรมราชออกสู่ทะเลสันนิษฐาน
ว่าสุโขทัยอาจเป็ นเมืองศูนย์กลางการค้าแบบกองคาราวานและสุโขทัยเองอาจจะค้าของป่ า
และแร่ธาตุสําคัญนอกจากนั้นสุโขทัยยังยอมเป็ นเมืองผ่านทางการค้าโดยอนุญาตให้ พ่อค้า
เอาสินค้าไปค้าขายแลกเปลี่ยนได้โดยไม่เก็บภาษีผ่านด่านเป็ นการส่งเสริมให้ มีคนมาค้าขาย
ที่สุโขทัยเพิ่มขึ้นทรงสนับสนุนในทางการค้าพานิชเลิกด่านเก็บภาษีอากรและจังกอบเพื่อเปิ ด
โอกาสให้ ผู้คนไปมาค้าขายกันได้โดยสะดวกได้ยิ่งขึ้น
โปรดให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส์” ทรงส่งเสริมการค้าขายภายในราชอาณาจักรเป็น
เพื่อนำน้ำไปใช้ในตัวเมืองสุโขทัยและบริเวณใกล้ อย่างดีด้วยการไม่เก็บภาษีผ่านด่านหรือ “จกอบ”
(จังกอบ) จากบรรดาพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุง
เคียง โดยอาศัยแนวคันดินที่เรียกว่า “เขื่อน สุโขทัย ทำให้การค้าขายขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
พระร่วง” ทำให้มีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกและ
อุปโภคบริโภคในยาม ที่บ้านเมืองขาดแคลนน้ำ
ด้านการต่างประเทศ
ในการเสด็จไปประเทศจีนนั้นมีผลดีทางด้านการเมือง 2 ประการคือ
๑ 1. เพิ่มพูนสัมพันธไมตรีระหว่างราชวงศ์ไทยและจีน
ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าสมัยใด ๆ ที่ผ่านมา ๆ
2. ไทยมีการพัฒนาทางด้านงานศิลปหัตถกรรมโดยเมื่อเสด็จกลับจากเมือง
๒ จีนแล้วพ่อขุนรามคำแหงได้ให้ตั้งโรงงานทำถ้วยชามเครื่องเคลือบดินเผาขึ้น
ในกรุงสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัยซึ่งมีนายช่างที่นำมาจากเมืองจีนเป็นผู้
ควบคุมดูแลโดยในระยะแรกทรงให้สร้างโรงงานขนาดเล็กขึ้นก่อนเป็น
โรงงานสำหรับฝึกช่างไทยและทําผลิตผลส่งหลวง
ด้านศาลยุติธรรม
ด้านการศาสนา
ทรงรับเอาพระพุทธศาสนานิ กายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์จากลังกาผ่าน
เมืองนครศรีธรรมราชมาประดิษฐานที่เมืองสุโขทัยทำให้ พระพุทธ
ศาสนาวางรากฐานมั่นคงในอาณาจักรสุโขทัยและเผยแผ่ไปยังหั ว
เมืองต่างๆในราชอาณาจักรสุโขทัยจนกระทั่งได้กลายเป็ นศาสนา
ประจำชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อพระพุทธศาสนาได้มาตั้งมั่นที่
นครศรีธรรมราชพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเลื่อมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาจึงให้ นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากเมือง
นครศรีธรรมราชไปตั้งเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่กรุงสุโขทัยด้วยและนั บ
เป็ นการเริ่มการเจริญสัมพันธไมตรีกับลังกาอีกทั้งทรงได้สดับกิตติศัพท์
ของ "พระพุทธสิหิ งค์" ซึ่งเป็ นพระพุทธรูปที่เจ้าราชวงศ์ลังกาสร้างขึ้น
ด้วยพระพุทธลักษณะที่งดงามและมีความศักดิ์สิทธิ์จึงทรงให้ พระยา
นครศรีธรรมราชเจ้าประเทศราชแต่งสาส์นให้ ทูตถือไปยังลังกาเพื่อขอ
เป็ นไมตรีและขอพระราชทานพระพุทธสิหิ งค์มาเพื่อเป็ นพระคู่บ้านคู่
เมืองไทยสืบไปศิลปะทางด้านพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัยได้รับพระ
พุทธสิหิ งค์มาจากลังกาซึ่งเป็ นแม่แบบของพระพุทธรูปสุโขทัยพระพุทธ
รูปในประเทศไทยก่อนหน้ านี้ ทุกยุคไม่เคยมีเปลวรัศมีสูงเพิ่งจะมีขึ้นครั้ง
แรกในสมัยสุโขทัยสังฆาฏิพระพุทธรูปในสมัยก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็ น
แฉกชนิ ดที่เรียกว่าเดี๋ยวตะขาบพระเจดีย์แบบลอมฟางซึ่งถ่ายทอดมา
จากมรีวิวัดเจดีย์ในลังกาก็ดีปารามในลังกาก็ดีสมัยสุโขทัยก็สร้างขึ้น
เลียนแบบเช่นพระมหาธาตุวัดช้างร้องเมืองซะเลี้ยงด้วยอิทธิพลเกี่ยว
กับประเพณี ทางศาสนาของชาวสุโขทัยและประเพณี ทางศาสนา
มีความว่าในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงได้พรรณนาถึงสภาพของ "คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทานมักทรงศีล
มักโอยทานพ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยทั้งชาวแม่ชาวเจ้าช่วยทั่วทวยนางลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย
ทั้งผู้ชายผู้หญิงฝูงทวยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคนเมื่อออกพรรษากรานกฐินเดือน
หนึ่ งจึงแล้วเมื่อกรานกฐินมีพนมเบี้ยพนมหมากมีพนมดอกไม้มีหมอนนั่ งหมอนนอนบริหารกฐินโอยทานแค่
ปี แล้ญิบล้านไปสวดญัตติกฐินถึงอรัญญิกพัน ... ใครจะมักเล่น ... เล่นใครจะมักหั ว ... หั วใครจะมักเลื่อน
เลื่อนเมืองสุโขทัยนี้ มีปากประตูหลวงเทียนญอมคนเสียดกันดูท่านเผ่าเทียนเมืองสุโขทัยนี้ มีดังจะแตกๆ
นอกจากนี้กรุงสุโขทัยยังมีวัดต่าง ๆ ที่สำคัญเช่นวัดตะพังเงินวัดชนะสงครามวัดสระสีวัดตะกวนวัดศรีชุม
เป็ นต้นภายในวัดศรีชุมมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึ มาคือ "พระอัจนะ" ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร
ซึ่งสร้างเป็ นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้วเหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน
ผนังแต่ละด้านก่ออิฐถือปูนอย่างแน่นหนาภายในช่องกำแพงตามฝาผนังมีภาพเขียนเก่าแก่ แต่เลอะเลือน 2
เกือบหมดภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี
ด้านการปกครอง
ลักษณะการปกครองในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงหรือราษฎรมักเรียกกันติดปากว่า
พ่อขุนรามคำแหงพระองค์โปรดการสมาคมกับไพร่บ้านพลเมืองไม่เลือกชั้นวรรณะถ้าแม้ว่าใครจะ
ถวายทูลร้องทุกข์ประการใดแล้วก็อนุญาตให้ เข้าเฝ้ าใกล้ชิดได้ไม่เลือกหน้าในทุกวันพระมักเสด็จ
ออกประทับยังพระแท่นศิลาอาสน์ทำการสั่งสอนประชาชนให้ ตั้งอยู่ในศีลธรรมการปกครองของ
พ่อขุนรามคำแหงได้ใช้ระบบปิ ราชาธิปไตยหรือ "พ่อปกครองลูก" ดังข้อความในศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหงว่าคำพูด ... เมื่อชั่วพ่อกูกูบำเรอแก่พ่อกูกูได้ตัวเนื้อตัวปลากูเอามาแก่พ่อกูกูได้หมาก
ส้มหมากหวานอันใดกินอร่อยดีกูเอามาแก่พ่อกูกูไปตีหนั งวังช้างได้กูเอามาแก่พ่อกูกูไปท่อบ้าน
ท่อเมืองได้ช้างได้งวงได้ชั่วได้นางได้เงื่อนได้ทองกูเอามาเป็ นแก่พ่อ ... "ข้อความดังกล่าวแสดง
การนับถือบิดามารดาและถือว่าความผูกพันในครอบครัวเป็ นเรื่องสำคัญครอบครัวทั้งหลายรวมกัน
เข้าเป็ นเมืองหรือรัฐมีเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์เป็ นหั วหน้าครอบครัวปรากฏข้อความในศิลา
จารึกพ่อขุนรามคำแหงว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงใช้พระราชอำนาจในการยุติธรรมและ
นิ ติบัญญั ติไว้ดังต่อไปนี้
1) ราษฎรสามารถค้าขายได้โดยเสรีเจ้าเมืองไม่เรียกเก็บจังกอบหรือภาษีผ่านทาง
2) ผู้ใดล้มตายลงทรัพย์มรดกก็ตกแก่บุตร
3) หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็ นธรรมในกรณี พิพาทก็มีสิทธิไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าประตูวัง
เพื่อถวายฎีกาต่อพระมหากษั ตริย์ได้พระองค์ก็จะทรงตัดสินด้วยพระองค์เองนอกจากนี้ พ่อขุน
รามคำแหงมหาราชยังทรงใช้พุทธศาสนาเป็ นเครื่องช่วยในการปกครองโดยได้ทรงสร้าง "พระแท่
นมนังคศิลาบาตรขึ้นไว้กลางดงตาลเพื่อให้ พระเถรานุเถระแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนใน
วันพระส่วนวันธรรมดาพระองค์จะเสด็จประทับเป็ นประธานให้ เจ้านายและข้าราชการปรึกษา
ราชการการ
ด้านการกำเนิดอักษรไทย
พระราชกรณียกิจ
"พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช"
ด้านกฎหมาย
ด้านขนบธรรมเนียม
ด้านศาสนา
ด้านศิลปกรรม
ด้านการเมืองการปกครอง
ด้านวรรณกรรม
ด้านกฎหมาย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปรับปรุง
แก้ไขกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักในการควบคุมและจัดระเบียบสังคม โดยโปรดให้ข้าราชการ
ที่มีความรู้ในราชประเพณีและการบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกันช าระและปรับปรุงระเบียบ
แผนในการปฏิบัติราชการรวมทั้งชำระพระราชกำหนดกฎหมายที่ยึดถือกันมาให้ถูกต้อง
แล้วจัดหมวดหมู่ให้อาลักษณ์ชุบเส้นหมึกไว้สามชุด แต่ละชุดประทับตรา ๓ ดวง คือ
ตราพระราชสีห์(มหาดไทย) ตราพระคชสีห์(กลาโหม) และ ตราบัวแก้ว (กรมท่า) เรียกว่า
”กฎหมายตราสามดวง"
"
ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี
พระองค์โปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมและราชประเพณีต่างๆ แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีโสกันต์และพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
ด้านศาสนา
พระองค์มีพระราชดำริเร่งฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน
จึงทรงสถาปนาพระเถระที่มั่นคงอยู่ในพระวินัยเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่จนตำแหน่งพระ
สังฆราช ทรงกวดขันสมณปฏิบัติอีกทั้งทรงตรากฎข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุสงฆ์หลายฉบับ
นอกจากนี้โปรดเกล้าฯให้มีการรสังคายนาพระไตรปิฎก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑ อีกทั้งโปรดเกล้าฯ ให้
สร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆส่วนวัดประจำรัชกาล คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ด้านศิลปกรรม
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทราช
มณเฑียรและพระอารมต่างๆ เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดราช
บุรณ วัดพระเชตุพนวิมลลังคลาราม วัดระฆังโฆสิตาราม วัดดุสิดาราม เป็นต้น รวมทั้ง
ศิลปวัตถุต่างๆ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติสืบมาจนปัจจุบัน
ด้านการเมืองการปกครอง
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ คือ การป้องกันพระราชอาณาจักรให้ดรงอยู่มั่นคง
การศึกครั้งใหญ่ ทรงจัดระเบียบการปกครองภายในพระราชอาณาจักร โดยยึด
แบบอย่างแต่ครั้งอยุธยา
ด้านวรรณกรรม
พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมพงศาวดารและเอกสารสำคัญของบ้านเมือง
มาชำระเรียบเรียงใหม่ อีกทั้งทรงริเริ่มสร้างสรรค์วรรณกรรม ดังพระราช
นิพนธ์หลายเรื่อง ได้แก่ บทละครเรื่องรามเกียรติ์อุณรุท อิเหนา ดาหลัง และ
กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง นอกจากนี้พระองค์ทรงส่ง
เสริมนักปราชญ์ราชบัณฑิตให้สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ