นางสาว ศศิวิมล คงทอง 6516209001363 นางสาว กชพรรณ เพียรจัด 6516209001001 นาย กฤษฎา ศรีกาญจน์ 6516209001004 นางสาว ภัทรพร พุ่มพุนพิน 6516209001034 นาย จิรทีปต์ บุญดี 6516209001113 นาย ธวัชชัย ขวัญแก้ว 6516209001124 กลุ่มเรียน 65023.072 สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รายงาน เรื่อง การรัฐประหาร พ.ศ.2490 จัดทำ โดย อาจารย์ อายับ ซาดัคคาน รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา HPA010 การเมืองการปกครองและหลักรัฐธรรมนูญ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เสนอ
คำ นำ ก รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา HPA0104 การเมืองการปกครองและหลักรัฐธรรมนูญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึง สาเหตุของการรัฐประหาร พ.ศ.2490 เหตุการณ์รัฐประหาร หลังการ รัฐประหาร บทบาทคณะราษฎและการเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ ขอขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครอง ที่ค่อยให้คำ ปรึกษาในเรื่องต่างๆ และยังค่อย สนับสนุนในทุกๆด้าน และขอขอบพระคุณอาจารย์อายับ ซาดัคคาน ที่กรุณาให้ความรู้และข้อเสนอแนะ ในการทำ รายงานฉบับนี้ทั้งยัง ขอขอบคุณสมาชิกในกลุ่มทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการทำ รายงานฉบับ นี้ หากมีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องประการใดข้าพเจ้ายินดีน้อมรับเพื่อนำ ไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป หวังว่ารายงานฉบับนี้ที่ให้ความรู้และประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆท่านในเรื่อง การรัฐประหาร 2490 ตามสมควร คณะผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อ รื่ ง หน้า ข คำ นำ ก สารบัญ ข สาเหตุของการรัฐประหาร พ.ศ.2490 1 - 5 เหตุการณ์รัฐประหาร 5 - 6 หลังการรัฐประหาร 7 - 10 บทบาทคณะราษฎ 11 การเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ 12 - 13 อ้างอิง 14 ภาคผนวก 15 - 17
1 1.สาเหตุ รัฐประหาร 2490 “รัฐประหาร 2490” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ก็เป็นรัฐประหารครั้งสำ คัญครั้งหนึ่งที่ได้ยกเหตุผล แห่งการรัฐประหารดังคำ แถลงการณ์ฉบับที่1 ความบางตอนว่า “…ภาวะการณ์ของชาติไทยเท่าที่ปรากฏ ในปัจจุบันนี้ คณะรัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี จึงเป็นเหตุให้พี่น้องทั้งหลายได้รับ ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัาดังที่ผจญในเวลานี้…เช่นไม่สามารถแก้ไขในเรื่องภาระการครองชีพของ ประชาชนโดยเฉพาะเรื่องข้าว มิหนำ ซ้ำ ยังปล่อยให้เกิดทุจริตเรื่องนี้ และเรื่องอื่น ๆ อย่างขนาดใหญ่…” ในประกาศฉบับดังกล่าวยังมีการระบุถึงการคอร์รัปชันของนักการเมืองเพื่อตักตวงผลประโยชน์เขา ตนเองอันเป็นอีกเหตุผลสำ คัญประการหนึ่ง และในคำ แถลงการณ์ฉบับต่อ ๆ มาก็มีการยกเหตุผลที่ชี้ให้ เห็นเพิ่มเติมถึงความจำ เป็นของคณะรัฐประหาร 2490 ซึ่ง “…จำ ใจต้องกระทำ การยึดอำ นาจ…” ซึ่งพอ สรุปสาเหตุได้ดังนี้ 1.1 ภาวะข้าวยากหมากแพง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนข้าว เนื่องจากปัญหาหลาย ประการ เช่น ถูกญี่ปุ่นบังคับซื้อข้าว, อุทกภัย พ.ศ. 2485, จำ นวนประชากรในประเทศเพิ่มสูงขึ้น, การ ลักลอบขายข้าว และการส่งข้าวให้อังกฤษตามสัญญา “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” ดังนั้นทำ ให้ในช่วง ระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2480-2490 ประเทศไทยจึงเผชิญปัญหาขาดแคลนข้าวและราคาข้าวแพงมาโดย ตลอด ปัญหานี้มีมาเรื้อรังจนถึงสมัยรัฐบาล ถวัลย์ ธำ รงนาวาสวัสดิ์ เกิดปัญหาข้าวขาดแคลนจนต้องใช้ บัตรปันส่วนซื้อข้าวในเขตพระนครธนบุรี จังหวัดระนองขาดแคลนข้าวอย่างหนัก ต้องซื้อข้าวจากจังหวัด ใกล้เคียงช่วยเหลือ, มีการลักลอบนำ ข้าวในประเทศออกไปขายต่างประเทศ เนื่องจากได้ราคาสูงกว่า ฯลฯ ขณะที่จอมพล ผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร 2490 สะท้อนปัญหาเรื่องข้าว ความว่า “เมืองเราเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวแท้ ๆ แต่ต้องเข้าคิวซื้อข้าวกิน และข้าวที่ได้มานั้นก็มีคุณภาพ เลวที่สุด” ร.ต.อ. เฉียบ ชัยสงค์ นายตำ รวจสันติบาล บันทึกสภาพช่วงเวลานั้นไว้ว่า “…ข้าวสารที่ตกถึง มือราษฎรเพื่อการบริโภคก็กลายเป็นข้าวสารชนิดเลวเป็นข้าวเหม็นสาบหรือไม่ก็เป็นข้าวที่แหลกหาชิ้นดี มิได้ ไม่ผิดอะไรกับต้มให้หมูกิน ราษฎรก็แช่งชักหักกระดูกรัฐบาลอย่างอึงมีว่าคนไทยปลูกข้าวเองแต่ ต้องมากินข้าวที่มีคุณภาพเลวเช่นนี้ ซ้ำ ก็หาซื้อยากเสียอีกด้วย” นอกจากปัญหาเรื่องข้าวแล้ว สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ก็มีราคาสูง ทำ ให้ค่าครองชีพของประชาชนสูง ขึ้น สภาพเศรษฐกิจไม่มั่นคง เกิดภาวะเงินเฟ้อและค่าของเงินตกต่ำ รวมถึงปัญหาขาดแคลนเงินตราต่าง ประเทศ สภาพการเงินและการคลังของประเทความไม่สงบและจลาจลศก็มีปัญหาซึ่งล้วนเป็นผลมาจาก ภาวะสงครามโลก
2 1.2 ความไม่สงบและจลาจล แม้สงครามจะสิ้นสุดลง แต่ความไม่สงบยังเกิดขึ้นโดยทั่ว เกิด “เสือ” เข้าปล้นสะดมในภาคกลาง แถบจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี จนเป็นที่เล่าขานจนเป็นตำ นานอย่าง เสือดำ เสือฝ้าย เสือใบ เสือมเหศวร เป็นต้น ในขณะที่ภาคใต้ก็เผชิญกับโจรสลัด นอกจากนี้ยังพบว่าทหารบางนายที่กลับ ไปเยี่ยมบ้าน มักจะลอบเข้าปล้นสะดมชาวบ้านเพราะปัญหาค่าครองชีพสูง ทหารนอกประจำ การก็ กระทำ เช่นกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่สามารถเอาผิดวินัยทหารได้ ส่วนชาวจีนก็มักก็ความวุ่นวายในย่าน เยาวราช บ้างก็วิวาทกันเองเนื่องจากสนับสนุนจีนคนละฝ่ายในสงครามกลางเมืองที่กำ ลังดำ เนินอยู่ใน ประเทศจีน จอมพล ผิน บรรยายถึงสภาพกรุงเทพฯ ในเวลานั้นว่า “…ชาวจีนก่อการวิวาทตำ รวจต้อง ปราบปราม เราได้ยินแต่เสียงปืนไม่เว้นแต่ละวัน… ประชาชนในพระนครเกิดอลเวงคล้ายบ้านเมืองไม่มี ขื่อไม่มีแปตามร้านขายอาหารขายกาแฟและโรงมหรสพกล่าวติเตียนรัฐบาลแซ่ไปหมดเหลือที่จะ ฟังได้…” 1.3 ความอ่อนแอของรัฐบาล นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด รัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองประเทศล้วนแต่มีอายุสั้นเพียงไม่กี่ เดือน ทำ ให้ขาดประสิทธิภาพในการบริหารและฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม ซ้ำ ยังต้องเผชิญกับปัญหา คอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ได้จัดการประชุมพิเศษที่ทำ เนียท่าช้างของ ปรีดี พนมยงค์ มีเป้าหมาย เพื่อแก้การหย่อนประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ พลเอก อดุล อุลเดชจรัส ผู้บัญชาการ ทหารบก โต้เถียงกับถวัลย์ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ในประเด็นว่า รัฐบาลเคยแถลงว่าจะปราบการทุจริต แต่ “…ดูเสมือนว่าคณะรัฐบาลจะปล่อยปละละเลย ทำ ให้เข้าใจว่า ถ้าไม่เกิดจากความอ่อนแอไร้สมรรถภาพ ก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำ เช่นนั้นด้วย” น้อย อินทนนท์ วิจารณ์รัฐบาลลงหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ไม่กี่วัน ก่อนเกิดรัฐประหารว่า “…ปัญหาภายใน 2 ประการ ข้าวซึ่งเป็นอาหารประจำ วันและข้าราชการทุกจริต อันเป็นโรคประจำ ชาติหลังสงคราม… ถ้าท่าน [ถวัลย์] มีเข่าและหลังที่แข็งพอเพราะความเด็ดขาดเป็นยา ขนานเดียวที่จะรักษาโรคทั้ง 2 นั้นได้ และเพราะความใจอ่อน เข่าอ่อน เป็นโรคประจำ ตัวที่นายถวัลย์ ผู้ กลัวคนจะเกลียดเพื่อนจะชังไปเสียทั้งนั้นรักษาไม่หายเหมือนกัน ปัญหาที่ควรจะบรรลุล่วงไปนานแล้วจึง ยังคาราคาซังมาจนบัดนี้…”
3 1.4 กรณีสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลของปรีดี และกรมตำ รวจได้ทำ การสืบสวนและออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ลงวันที่ 10 และ 11 มิถุนายน สรุปว่า รัชกาลที่ 8 สวรรคตโดยอุปัทวเหตุ สอดคล้องกับแถลงการณ์สำ นักพระราชวัง ลงวันที่ 9 มิถุนายน ที่ระบุถึงสาเหตุการเสด็จสวรรคต ตามความว่า “…ได้ความสันนิษฐานว่า คงจะทรง จับคลำ พระแสงปืนตามพระราชอัธยาศัยที่ทรงชอบแล้วเกิดอุปัทวเหตุขึ้น” แต่คำ แถลงการณ์ไม่อาจลดกระแสสังคมลงไปได้ แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และปรีดีลาออก จากตำ แหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่อาจหาข้อสรุปกรณีนี้เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนได้ มิหนำ ซ้ำ ประเด็น นี้ยังถูกนำ มาอภิปรายโดยพรรคประชาธิปัตย์ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลถวัลย์ ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งรัฐบาลถูกโจมจตีอย่างหนัก ทำ ให้เกิดแรงสั่นคลอนเสถียรภาพและความเชื่อ มั่นต่อรัฐบาล กรณีสวรรคตนั้นยังเป็นเหตุผลสำ คัญที่ทำ ให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ขณะนั้นมียศเป็น พลเอก เป็นผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1) ตัดสินใจเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร 2490 ดังความว่า “ทหารบก ถูกเหยียบเกียรติมาก เสรีไทยสั่งปลด ร้ายที่สุดในขณะที่ในหลวงสวรรคต ผมเป็นผู้บังคับบัญชากรม ร.1 รักษาพระองค์ทหารองครักษ์ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าวังหลวงได้” สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อธิบายว่า “…เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นเครื่องมืออันดียิ่งสำ หรับฝ่าย ประชาธิปัตย์ที่จะนำ มาใช้ในการเคลื่อนไหวต่อต้าน และโจมตีปรีดี พนมยงค์ และส่งผลกระทบอันใหญ่ หลวงต่อมา… กรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ก็ทำ ให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลยังคงตกต่ำ …” 1.5 ความไม่พอใจของทหารบก ประการสำ คัญของสาเหตุที่นำ ไปสู่รัฐประหารคือ ความไม่พอใจหลาย ๆ ประการของทหารบก ซึ่ง ทั้งสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และสุชิน ตันติกุล ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงสถานภาพของทหารไทย โดยเฉพาะในส่วน ของกองทัพบกที่ถูกลดบทบาทหลังสงครามสิ้นสุดลงไปมาก ประกอบกับการถูกเหยียดหยาม และ ปัญหาข้างต้นประกอบ จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่ทำ ให้ทหารกลุ่มนี้ตัดสินใจกระทำ รัฐประหาร 2490 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่ง “กองทัพพายัพ” ไปยึดดินแดนที่เรียกว่า “สหรัฐไทยเดิม” แถบเมืองเชียงตุงในพม่า ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่เมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจำ ต้องคืนดินแดนเหล่านั้นให้อังกฤษ ทหารไทยจึงต้องถอดตัวออกจากดินแดนที่ยึดครอง ปรากฏว่าการ ถอนกำ ลังของทหารไทยเป็นไปอย่างยากลำ บากขาดพาหนะรับ-ส่งทหาร ซ้ำ ถูกอังกฤษกดดันให้ส่งทหาร เชลยญี่ปุ่นลงมาก่อน ทหารบางส่วนจึงตกค้างอยู่ที่นั่น บางส่วนถึงกับต้องเดินทางกลับด้วยตนเองอย่าง ทุลักทุเล
4 ทหารที่กลับจากการรบซึ่งต้องเสี่ยงชีวิต และเผชิญกับความลำ บากตรากตรำ อยู่ในภาวะตึงเครียด เมื่อ เสร็จสงครามแทนที่จะได้รับการต้อนรับ บำ รุงขวัญจากทางราชการและประชาชนต้องมาพบกับความ เหนื่อยยากลำ บากในการเดินทางกลับ ทำ ให้ได้รับความกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจ (สุชิน ตันติกุล, 2557) นอกจากนี้ ยังมีกระแสความนิยม “เสรีไทย” ที่ได้กลายเป็น “ฮีโร่” สงครามไปในช่วงระยะเวลาไม่นาน ก่อนสงครามจะยุติ ส่วนทหารไทยกลับถูกเหยียดหยาม ยิ่งมีการเดินสวนสนามของเสรีไทยยิ่งทำ ให้ ทหารไทยถูกลดความสำ คัญลง ดังบันทึกของพลโทประยูร ภมรมนตรี ว่า “สร้างความชอกช้ำ ขมขื่นแก่ มวลทหารทั่วทั้งกองทัพอย่างยิ่ง” พลโทกาจ กาจสงคราม ว่า “บางคนสดุดีเสรีไทยในหนังสือพิมพ์แล้วก็ยังไม่พอ ได้เหยียดหยามกองทัพ บกว่าตั้งมาได้ถึง 50 ปีแล้ว ทำ ประโยชน์ได้ไม่เท่าเสรีไทยที่ตั้งมาเพียงสองปี…” ขณะที่พลเอกเนตร เข มะโยธิน บันทึกว่า “…ครั้นสงครามยุติลงก็ไม่ได้รับความเหลียวแลและทะนุบำ รุงเท่าที่ควร ซ้ำ ร้ายกว่า นั้นยังถูก ‘เสรีไทย’ บางคนดูหมิ่นเหยียดหยามอีกด้วย ความน้อยใจที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เลยกลาย เป็นช้ำ ใจหนักขึ้น เมื่อถูกแหย่หรือชักชวนก็ฮึดขึ้นมา” หลังจากจอมพล ป. หมดอำ นาจลง ทหารที่เคยมีอำ นาจหลาย ๆ ด้านในยุคลัทธิทหารนิยมกลับต้อง เผชิญความยากลำ บากจากการแข่งขันและตื่นตัวประชาธิปไตยหลังสงครามการเมืองและพรรคการเมือง กลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ทหารไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน อัน เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 ได้พยายามกันข้าราชการประจำ ออกจากการเมือง นอกจากนี้ ทหารบางนายต้องถูกปลดออกจากราชการ ยุบหน่วยงานทหารบางหน่วย แม้จะมีการตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาหาทางช่วยเหลือทหารกองหนุน” แต่ก็ใช้ระยะเวลานาน ทหารบางคนต้อง ดิ้นรนทำ มาหากินด้วยตนเอง บางนายก็ว่างงาน บางนายก็หันไปทำ งานทุจริต เป็นโจรเป็นอันธพาลก่อ ความไม่สงบก็มี 1.6 อภิปรายไม่ไว้วางใจ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2490 พรรคประชาธิปัตย์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีญัตติ 8 ข้อคือ 1. ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยภายในตามนโยบายที่แถลงไว้ 2. ไม่สามารถรักษานโยบายการเงินของชาติไว้ในทางมั่นคง ทำ ให้ฐานะการคลังล้มเหลวลงทุกทาง 3. ในทางเศรษฐกิจ ได้ดำ เนินการทางเศรษฐกิจผิดพลาด ไม่เหมาะสมแก่ภาวะการณ์ปัจจุบัน เป็นเหตุให้ ประชาชนเดือดร้อนในการครองชีพ 4. การต่างประเทศ ไม่อาจสร้างความเชื่อถือกับนานาประเทศตามนโยบายที่แถลงไว้ 5. ใช้อำ นาจทางการเมืองแทรกแซงในราชการประจำ ทำ ให้เกิดผลเสียหายแก่ราชการแผ่นดิน
5 6.ไม่สามารถรักษาฐานะของข้าราชการให้อยู่ในระดับที่สมควรทำ ให้ข้าราชการขาดกำ ลังใจที่จะปฏิบัติ ราชการ 7. ทางการศึกษาของชาติ รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้ปรับปรุงและดำ เนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ 8. ไม่สามารถค้นหาข้อเท็จจริงแถลงต่อประชาชนให้ทราบว่าในหลวงรัชกาลที่ 8 สวรรคตเพราะเหตุใด การอภิปรายมีตั้งแต่วันที่ 19-27 พฤษภาคม ปรากฏว่ารัฐบาลชนะการลงมติไม่ไว้วางใจมาด้วยคะแนน 86 ต่อ 55 กระนั้นก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีผลให้ประชาชนและสื่อหนังสือพิมพ์ได้วิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลอย่างกว้างขวาง สุชิน ตันติกุล อธิบายว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ เสมือนเป็นการรัฐประหารทางรัฐสภา ซึ่งจะเปิดทางให้คณะรัฐประหาร 2490 ในเวลาต่อมา 2.เหตุการณ์รัฐประหาร 2490 รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 นํามาซึ่งความชะงักงันของระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ได้ มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในสมัยหลังสงครามโลก รัฐประหารครั้งนี้ทําโดยนายทหารที่มิได้ มีชื่อเสียงในวงการเมืองมาก่อน ดังเช่น พลโท ผิน ชุณหะวัณ พันเอก กาจ กาจสงคราม พันเอก เผ่า ศรียานนท์ พันเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม มิได้มีส่วนร่วมโดยตรงในตอนแรก แต่ฝ่ายรัฐประหารก็ได้ชักชวนเข้ามาภายหลัง ทั้งนี้เพราะเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตาใน วงการทหาร แต่ก็มิได้เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลในตอนแรก เพราะเกรงว่าจะไม่เป็นที่รับรองของบร รดามหาอํานาจ โดยเฉพาะตะวันตก เช่น สหรัฐฯ หรืออังกฤษ ซึ่งยังนิยมชมชอบฝ่ายของนายปรีดี พนมยงค์ อยู่ (ทั้งยังได้ช่วยให้นายปรีดี พนมยงค์ หลบหนีออกไปต่างประเทศ คือ สิงคโปร์ อีกด้วย รัฐบาลธำ รงนาวาสวัสดิ์ซึ่งสืบอำ นาจต่อจากรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความ ขัดแย้งกันในชาติได้อันมีสาเหตุหลักจากการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประกอบ กับมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงราชการ เช่น การนำ เงินไปซื้อจอบเสียมแจกจ่ายให้ราษฎรทำ การ เกษตร ทว่าความปรากฏภายหลังว่าเป็นจอบเสียมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเรียกกันว่า "กินจอบกินเสียม" เป็นต้น ในขณะนั้นมีข่าวลือและความเป็นไปได้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า อาจเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น สำ หรับตัวพลเรือตรีถวัลย์ แล้ว เมื่อนักข่าวซักถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ตอบว่า "ก็นอนรอการปฏิวัติอยู่ แล้ว" เพราะมั่นใจในศักยภาพของรัฐบาลตัวเองว่ามีผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส) ให้การสนับสนุนอยู่
6 รัฐประหารเพื่อประเทศชาติ รัฐประหารล้มรัฐบาล พล.ร.ต. ถวัลย์ เพื่อสถาปนาการเทิดทูนชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประพฤติ ตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง รัฐประหารเพื่อเชิดชูเกียรติของทหารบกที่ถูกย่ำ ยีให้ฟื้นกลับคืน รัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน สืบหาผู้ปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและนำ ตัวฟ้องร้องตามกฎหมาย รัฐประหารเพื่อขจัดลัทธิคอมมิวนิสต์ ความเคลื่อนไหวในการเตรียมรัฐประหารประกอบด้วยพันธมิตรทางการเมืองระหว่างกลุ่มจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ที่เสียอำ นาจไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กับกลุ่มนิยมเจ้า โดยมีการเคลื่อนไหว เพื่อกล่าวหาปรีดีว่าเป็นผู้บงการเหตุสวรรคต ขณะเดียวกันรัฐบาลสายปรีดีเสียการสนับสนุนจากสหรัฐเนื่องจากได้ร่วมมือกับเวียดมินห์ในหลาย ทาง เช่น ส่งมอบอาวุธให้ในทางลับ และวางแผนร่วมมือกันจัดตั้งองค์การความร่วมมือสันนิบาตเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้เพื่อต่อรองกับชาติมหาอำ นาจกอปรกับแนวความคิดของปรีดีโน้มเอียงไปในทาง สังคมนิยม จอมพล ผิน ชุณหะวัณ แกนนำ รัฐประหาร อ้างว่า สาเหตุหนึ่งที่ต้องก่อการเพราะปรีดีเตรียม ประกาศชื่อผู้ลอบปลงพระชนม์ และตั้งสาธารณรัฐ การรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่ม อนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำ ให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มปรีดี พนมยงค์ ตกจากอำ นาจไป และเป็นจุด เริ่มต้นของการกลับมามีอำ นาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของ การเพิ่มอำ นาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์ภย์ายหลังการปฏิวัติในปี 2475 ในช่วงเวลาก่อนการรัฐประหาร กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม และพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นปรปักษ์ ทางการเมือง ได้ดำ เนินการกล่าวหาโจมตีรัฐบาลของปรีดีและรัฐบาลของ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำ รงนาวา สวัสดิ์ ถึงความไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การฉ้อราษฎร์บังหลวง การ เป็นคอมมิวนิสต์ การไม่สามารถคลี่คลายการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และปรีดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคต เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะทหารที่เรียกตนเองว่า ‘คณะรัฐประหาร’ สามารถยึดอำ นาจ รัฐได้สำ เร็จ โดยประกาศข้ออ้างในการรัฐประหารคือ 1. 2. 3. 4. 5. 6.
7 3. หลังการรัฐประหาร 2490 ประเทศไทยหาได้กลับไปสู่ระบบอํานาจนิยมโดยฉับพลันไม่ ดังที่กล่าวมาแล้ว แม้จอมพล ป. พิบูล สงคราม ซึ่งถูกดึงให้มาเป็นผู้นําของทหารที่ทําการยึดอํานาจ ก็หาได้เข้าดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีใน ทันทีไม่ (อันเนื่องมาจากการเกรงว่าจะไม่ได้การรับรองจากประเทศมหาอํานาจตะวันตก) นายควง อภัย วงศ์ กลับได้รับการเชิญเข้ามาทําหน้าที่บริหารแทน เพื่อให้เห็นว่า ยังมีการปกครองโดยฝ่ายพลเรือน และเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบอยู่ ยังมิได้ยกเลิกการมีพรรคการเมือง ทั้งยังให้มีการเลือกตั้งทั่วไปด้วย เมื่อ 29 มกราคม 2491 จากสถานการณ์ของการใช้อํานาจเข้ายึดกุมการปกครอง การแพร่ข่าวลือกล่าวร้ายทางการเมือง ของนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม (โดยเฉพาะในเรื่องการอ้างถึงเรื่องของกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8) ก็ทําให้นักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอํานาจนิยมเท่านั้นที่กลายเป็นผู้ครองเวทีการเมืองไป ในขณะที่ ฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยมตกต่ําไม่สามารถโผล่ออกมาเล่นการเมือง ในระบอบที่เริ่มถูกจํากัดนี้ (การ เลือกตั้งทั่วไป 2491 นั้น ปรากฏว่าเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนมาใช้สิทธิเพียง 26.54% ซึ่งเป็นสถิติที่ ต่ําที่สุดไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งที่เคยมีมาก่อนหรือมีตามมาทีหลัง) รูปแบบอันเป็นทางการของประชาธิปไตยโดยจํากัดนั้นดํารงอยู่จนกระทั่งปี พ.ศ. 2494 เมื่อมีการ รัฐประหารเงียบโดยคณะรัฐประหารชุดเดิม อันนํากลับไปสู่การห้ามมีพรรคการเมือง แต่ในช่วงระยะ เวลา 4 ปีนั้นก็ได้มีปรากฏการณ์ที่ทําให้ระบอบประชาธิปไตยที่เริ่มทรุดลงตั้งแต่ 2490 นั้นยิ่งทรุดลง หนัก นั่นคือ การที่รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ถูกบังคับ “จี้” ให้ออกจากตําแหน่ง (8 เมษายน 2491) และนําจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ทําให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง มากยิ่งขึ้น เช่น มีความพยายามที่จะยึดอํานาจของฝ่ายทหารบกด้วยกันเอง คือ กบฏเสนาธิการทหาร 1 ตุลาคม 2491 ตามมาด้วยกบฏวังหลวง 26 กุมภาพันธ์ 2492 อันเป็นความพยายามของนายปรีดี พนม ยงค์ ด้วยความสนับสนุนของเสรีไทยและทหารเรือบางส่วนที่จะยึดอํานาจคืน ตามมาด้วยกบฏแมนฮัต ตัน มิถุนายน 2494 อันเป็นการ ก่อการของนายทหารเรือระดับกลาง ซึ่งก็นําไปสู่การรัฐประหารเงียบ พฤศจิกายน 2494 ดังที่กล่าวข้างต้น เป็นลําดับของเหตุการณ์ในช่วงของ 4 ปีที่ไทยจะเข้าสู่ระบบอํานา จนิยมอย่างเต็มที่
8 รัฐประหาร 2490 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อหนึ่งที่สําคัญในการเมืองไทย เป็นการตัดอํานาจของฝ่าย เสรีนิยมและสังคมนิยม อันเป็นการตัดโอกาสของความเป็นประชาธิปไตยของไทยในยุคหลังสงคราม แม้ จะยังเปิดเวทีให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเล่นเกมประชาธิปไตยชั่วคราว แต่ในที่สุดการปกครองไทยก็เข้าสู่ระบบ อํานาจนิยม นักการเมืองต้องลี้ภัยไปต่างประเทศกันไม่น้อย อดีตผู้แทนราษฎรที่เคยมีบทบาทนํามาก่อน ก็ค่อย ๆ ถูกกีดกันออกไป และท้ายที่สุดก็มีการกําจัดโดยการทําลายชีวิตอย่างเปิดเผยภายหลังกบฏวัง หลวง เช่น การยิงทิ้ง 4 รัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ (อุบลราชธานี) นายถวิล อุดล (ร้อยเอ็ด) นาย จำ ลอง ดาวเรือง (มหาสารคาม) นายทองเปลว ชลภูมิ์ เป็นต้น เมื่อการเมืองไทยเข้าสู่ระบบอำ นาจนิยมอีกครั้งหนึ่งนั้น นายทหารที่เข้ามามีบทบาทในช่วงหลัง 2490 จะมีลักษณะที่แตกต่างจากนายทหารรุ่นหลัง 2475 ดังจะเห็นได้จาก (จอมพล) ผิน ชุณหะวัณ และ คณะพรรคที่ทำ การยึดอำ นาจ (เผ่า-สฤษดิ์) ส่วนใหญ่เป็นนายทหารที่ได้รับการศึกษาในประเทศ ไม่มีประสบการณ์จากสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างรุ่นผู้ก่อการ 2475 ดังนั้นจึงมีความคิดในเรื่องการ ปกครองที่แตกต่างไปในแง่ของการที่จะใช้ระบบผู้นำ แบบเด็ดขาด นายทหารเหล่านี้มิได้มีความชื่นชม และผูกพันกับระบอบประชาธิปไตยที่ตนเองมองว่าเป็นของต่างประเทศเท่าไรนัก และการก้าวขึ้นมามี บทบาทก็ไต่เต้ามาในระบบราชการทหารปกติ ซึ่งเป็นระบบที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่ไม่น้อย เป็นผล ให้ระบอบประชาธิปไตยไทยหยุดชะงักการเติบโตอันจะเป็นมรดกตกทอดที่ยาวนานทีเดียวจนเกือบ ตลอดยุคของรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2501-2506) และรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร (2506-2516) เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสภาพของการเมืองภายหลังการยึดอำ นาจของคณะรัฐประหาร จะขอลำ ดับ เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำ คัญบางประการไว้ในเบื้องแรกนั้นการยึดอำ นาจมาพร้อมด้วยข้ออ้างว่า ฝ่าย ทหารจะเข้ามาเพื่อขจัดรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และไม่สามารถจัดการกับผู้กระทำ ผิด ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ แต่ฝ่ายทหารก็มิได้มุ่งหวังจะยึดอำ นาจเป็นของตนเอง จึงเชิญฝ่ายพลเรือน ขึ้นมาตั้งรัฐบาล แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม (ซึ่งมีผู้ลงพระนามเพียงองค์เดียว คือ กรมขุนชัยนาทนเร นทร โดยที่ผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์อีกท่าน คือ พระยามานวราชเสวี มิได้ลงนาม) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังถือว่าเป็น “ชั่วคราว” โดยที่ฝ่ายทหารยินยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นผู้ร่างโดยตรง (เสร็จ 2492) และภายหลังการรัฐประหารเพียง 2 เดือนกว่า ก็มีการ เลือกตั้งทั่วไป(29 มกราคม 2491)ดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งฝ่ายอํานาจนิยมผู้ยึดอํานาจมาได้ กับฝ่ายอนุรักษ์ นิยมที่ร่วมในการยึดอํานาจดูเหมือนจะยังพยายามให้ปรากฏรูปแบบของการปกครองประชาธิปไตยใน ไทยอยู่แต่ในทางปฏิบัตินอกเหนือจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอํานาจนิยมแล้ว นักการเมืองอื่นก็ไม่สามารถ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยสะดวก
9 ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งที่มีประชาชนไปใช้สิทธิน้อยนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ 53 ที่นั่ง กลุ่มผู้ที่ ลงสมัครโดยอิสระได้ 30 ที่นั่ง พรรคประชาชน (ของนายเลียง ไชยกาลที่แยกออกมาจากประชาธิปัตย์) ได้ 12 ที่นั่ง และ พรรคธรรมาธิปัตย์ (ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม) ได้ 5 ที่นั่ง รวม ทั้งหมด 100 ที่นั่ง จะเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ของนายควง อภัยวงศ์มีเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อย และก็น่าสังเกตอีกว่าทางฝ่ายกลุ่มที่ สนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้นได้รับเลือกตั้งเข้ามาน้อยมาก แม้ว่าฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยมจะไม่ได้เข้ามาแข่งขัน และแม้ว่าหลวงวิจิตรวาทการที่เป็นฝ่ายอํานาจนิ ยมและเป็นมันสมองในการปลุกระดมความคิดลัทธิชาตินิยมก็ไม่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภายิ่งยํ้าให้ฝ่าย อำ นาจนิยมเห็นชัดว่า รูปแบบการปกครองประชาธิปไตยไม่เอื้ออํานวยต่อฝ่ายตนเท่าใดนัก จากการที่มีการเลือกตั้ง และนายควง อภัยวงศ์ ก็ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นครั้งที่ 4 (21 กุมภาพันธ์ - 8 เมษายน 2491) ก็ทําให้รัฐบาลไทยได้รับการรับรองจากมหาอํานาจตะวันตกโดยเฉพาะ จากสหรัฐฯ และอังกฤษ แต่ภายในระยะเวลาอันสั้นที่ฝ่ายพลเรือนอนุรักษ์นิยมได้ทําหน้าที่ให้มหาอํานา จรับรองแล้ว ฝ่ายอํานาจนิยมก็บีบให้รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ต้องออกจากตําแหน่งด้วย “การจี้” (6 เมษายน) และจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็กลับมาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 8 เมษายน 2491 (หลังจากที่ต้องออกจากอํานาจไปถึงเกือบ 4 ปี) จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนักการ เมืองคนแรกของโลกที่เป็นฝ่ายที่เข้ากับอักษะและร่วมมือกับญี่ปุ่นโดยตรงที่สามารถกลับเข้ามาครองอํา นาจได้ภายหลังสงคราม และเราก็จะเห็นได้ว่า จากภูมิหลังนี้ทําให้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดูจะกระตือรือร้นในการประกาศสนับสนุนนโยบายการต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ ในทันที พยายาม อย่างยิ่งที่จะพิสูจน์ให้มหาอํานาจตะวันตกเห็นว่า นโยบายต่างประเทศของไทยนั้น สนับสนุนค่ายเสรี ประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ในช่วงบรรยากาศของสงครามเย็นและการต่อสู้ขับเคี่ยวของขบวนการ คอมมิวนิสต์ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและอินโดจีน และด้วยนโยบายต่างประเทศใน แนวนี้ ทําให้ได้รับความสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหรัฐฯ อันมีส่วนทําให้ฝ่ายอํานาจนิยมสามารถอยู่ ในตําแหน่งไปได้อีกเป็นเวลานาน (จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) วิธีการยึดอํานาจจะมีรูปแบบโดยย่อดังนี้ คือ ภายในประเทศใช้กําลังทหารยึดอํานาจในนามของ ประชาชน เมื่อยึดอํานาจได้แล้วก็จะตั้งพลเรือนที่น่าเชื่อถือผู้หนึ่ง (เช่น ควง อภัยวงศ์ พจน์ สารสิน ธานินทร์ กรัยวิเชียร ตลอดจน อานันท์ ปันยารชุน) ขึ้นมาดํารงตําแหน่งชั่วคราว ดําเนินการให้มีรูปแบบ ของประชาธิปไตยอยู่บ้างในบางส่วน หลังจากนั้นก็จะเข้ามากุมอํานาจโดยตรง ส่วนในด้านการต่าง ประเทศก็ปรับตัวให้เข้ากับมหาอํานาจที่มีอิทธิพลอยู่ในขณะนั้น
10 รัฐประหาร 2490 ก็เป็นการเริ่มประเพณีของการเมืองไทยที่นักวิชาการบางท่านได้ขนานนามว่า “วัฏจักรแห่งความชั่วร้าย” นั่นคือ การเมืองที่ถูกครอบงําโดยคณาธิปไตยทหาร คณะทหารเหล่านี้จะ เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในลักษณะของ “พรรคพวก” ที่มีผลประโยชน์และความคิดเห็นร่วมกัน สามารถใช้ องค์กรทหารที่มีความได้เปรียบทางกําลังอาวุธ และระเบียบวินัยเป็นเครื่องสนับสนุนอํานาจ อาศัยความ ร่วมมือจากระบบราชการที่ก็ต้องการรักษาไว้ซึ่งอิทธิพลและผลประโยชน์ของตน ดึงความช่วยเหลือและ สนับสนุนจากข้าราชการพลเรือนจํานวนมากพร้อม ๆ กับอาศัยการที่สังคมไทยยังขาดพลังอื่น ๆ นอก ระบบราชการที่จะมาคานอํานาจของข้าราชการทหารและพลเรือนไม่ว่าจะเป็นพลังของกลุ่มผล ประโยชน์ทางการเมือง (พรรคการเมืองหรือนักการเมือง) พลังทางเศรษฐกิจ (พ่อค้านักธุรกิจ) หรือพลัง ที่นอกเหนือไปจากนั้นอีกเช่น พลังนักศึกษา (ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ ในไทยหลังจากสมัยนี้) ตลอดจน พลังกรรมกร หรือ “ประชาชน” ความอ่อนแอและความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ มักจะมีการพิจารณา กันว่า เป็นความอ่อนแอของนักการเมืองฝ่ายพลเรือน (ไม่ว่าจะเป็นนายปรีดี พนมยงค์ พลเรือตรี ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ หรือนายควง อภัยวงศ์) ซึ่งไม่สามารถจะทัดทานพลังของฝ่ายทหารได้ “รัฐบาล พลเรือน” มีฐานสนับสนุนที่อยู่ในวงแคบ คือ ในหมู่ข้าราชการพลเรือน (และทหารเรือ) และก็มีอยู่อย่าง จํากัดในวงของตนเองเสียด้วย ทําให้ขาดพลังที่จะต่อรองกับฝ่ายทหาร (บก) ความคับแคบของฐาน การเมืองนี้อยู่เฉพาะผู้ได้รับการศึกษาและก็อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับของคนชั้นสูง ขาดฐานสนับสนุน ที่กว้างขวางจากมวลชน ยกเว้นพรรคการเมือง เช่น พรรคสหชีพ ที่ได้กล่าวมาแล้วที่พยายามสร้างฐาน ของตนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีสาน แต่พรรคสหชีพก็เหมือนพรรคการเมืองไทยอื่น ๆ เกือบทั้งหมดที่มีเวลาจํากัดในการทํางานและสร้างพรรคของตนให้เป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริง หลัง การรัฐประหาร 2490 พรรคนี้ก็ถูกปราบปรามหนักถึงขนาดผู้นํา ของพรรคถูกสังหารทิ้งอย่างทารุณโหด ร้าย ซ้ําความพยายามที่จะขยายฐานการเมืองในต่างจังหวัดและในชนบท ก็ยังถูกใช้เป็นข้ออ้างในการ โจมตีและกล่าวหาในแง่ของ “ท้องถิ่นนิยม” หรือไปไกลขนาดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “แบ่งแยกดิน แดน” หรือเป็น “คอมมิวนิสต์” กล่าวโดยย่อแล้ว นักการเมืองพลเรือนหรือรัฐบาลพลเรือนประสบ ปัญหาเรื่องเงื่อนไขของเวลามาก ไม่สามารถจะพิสูจน์ผลงานและความสามารถของตนได้
11 4. บทบาทคณะราษฎร การวางแผนยึดอำ นาจของ “คณะทหาร” (คณะรัฐประหารเรียกตัวเองเช่นนั้น) ที่นำ โดยนาย ทหารนอกราชการ อันมี พลโท ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้นำ เริ่มปฏิบัติการจับกุมผู้นำ ของรัฐบาล และได้จัด กำ ลังส่วนหนึ่ง ประกอบไปด้วย น.อ.กาจ กาจสงคราม, พ.ท.ถนอม กิตติขจร และ นายประพันธ์ ศิริ กาญจน์ ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญ (ฉะบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 จะได้รับการลงนามโดยคณะผู้สำ เร็จ ราชการแทนพระองค์ ถัดจากนั้นเกิดกระบวนการปราบปรามนักการเมืองที่สนับสนุนคณะราษฎรสายปรีดี พนมยงค์ นักการเมืองฝ่ายซ้าย นายทหารที่สนับสนุนปรีดี ผู้นำ ขบวนการแรงงานและนักศึกษาหัวก้าวหน้า และ ต่อมาก็เป็นจอมพล ป. ค่อยๆ ถูกกำ จัดออกไป[2] เหตุการณ์นี้สืบเนื่องและหนักมากขึ้นในครึ่งแรกของ ทศวรรษ 2490 และถึงจุดสูงสุดในเหตุการณ์ “กบฏสันติภาพ” ในปี 2495 ซึ่งสมาชิกของขบวนการ สันติภาพนี้ คือ นักการเมืองที่สนับสนุนคณะราษฎรสายปรีดี พนมยงค์ อีกประเด็นที่สำ คัญ คือ รัฐธรรมนูญที่เคยเป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูภายใต้ระบอบใหม่หลัง สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีความหมายเปลี่ยนไป นิยามประชาธิปไตยถูกให้ความหมายใหม่จากปัญญาชน อนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยม โดยเป็นการปรับประชาธิปไตยแบบเสรีให้เข้ากับกลุ่มอำ นาจที่เพิ่งโค่นคณะ ราษฎรลงไป กล่าวคือ พวกเขามิได้ย้อนกลับไปยังสมบูรณาสิทธิราชย์ แต่เลือกอยู่ในระบอบ ประชาธิปไตยที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ชนชั้นนำ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยอย่าง เกรียงศักดิ์ เชษฐ พัฒนวนิช เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย” ในแง่นี้แล้ว แม้ว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตสมาชิกคนสำ คัญของคณะราษฎร จะกลับมาเป็น นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถถ่วงทานอุดมการณ์ของอนุรักษนิยมและกษัตริย์ ที่กลับมามีอำ นาจหลัง รัฐประหาร 2490 ได้ ภายใต้บริบทของทศวรรษ 2490 จึงเริ่มมีกระบวนการรื้อฟื้นพระราชอำ นาจของสถาบันพระมหา กษัตริย์หลังจากนั้น ทั้งในรัฐธรรมนูญ 2490 และรัฐธรรมนูญ 2492 ก่อนจะมีการช่วงชิงฐานะการนำ ใน ระยะเวลาอันสั้นในรัฐธรรมนูญ 2495 แต่ก็นับว่าอิทธิพลของคณะราษฎรได้ปิดฉากลงไปแล้ว
12 5. การเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ “… การกระทำ รัฐประหาร ในขั้นแรกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและ กฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน แต่เมื่อได้กระทำ รัฐประหารสำ เร็จจนผู้กระทำ รัฐประหารได้เข้าครองอำ นาจอันแท้จริงในรัฐแล้วผู้กระทำ รัฐประหารก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำ นาจเลิกล้มรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ได้และอาจออกรัฐธรรมนูญ และกฎหมายใหม่ได้ บรรดาการกระทำ ที่ได้เป็นการละเมิด รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่เดิมย่อมไม่ เป็นการละเมิดต่อไป ฉะนั้น เมื่อคณะทหารได้ก่อรัฐประหารสำ เร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ขอพระราชทานให้ตรารัฐธรรมนูญ ใหม่ประกาศใช้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับเดิมย่อมเป็นอันล้มเลิกไป โดยเหตุนี้คณะรัฐมนตรีชุดเก่าซึ่งแต่งตั้ง โดยอาศัยตามรัฐธรรมนูญเดิม ก็ต้องหมดไปด้วย ไม่จำ เป็นจะตั้งให้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมลาออก ฉะนั้น ในกรณีนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยอาศัยอำ นาจตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ทีเดียว และขอได้โปรดเข้าใจเพิ่มเติม ด้วยว่า ไม่ใช่แต่คณะรัฐมนตรีเท่านั้นที่หมดไปในตัว แม้สถาบัน ต่างๆ ที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญเดิม เช่น พฤฒสภาและสภาผู้แทนก็เป็นอันเลิกล้มไปในตัวด้วยเหมือนกัน” ข้อความข้างต้น สะท้อนถึงกระบวนการฉีกรัฐธรรมนูญด้วยข้ออ้างรัฏฐาธิปัตย์อย่างเป็นระบบ สิ่งนี้ เป็นกระบวนที่สืบทอดมายังปัจจุบัน นั่นคือหลังการยึดอำ นาจจำ เป็นต้องตรากฎหมายพิเศษขึ้นมาปราบ ปรามผู้ต่อต้านรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่าน นอกเหนือจากการใช้กฎอัยการศึกและกฎหมายพิเศษแล้ว เราจะเห็นว่ามีการให้อำ นาจเด็ดขาดแก่ผู้นำ คณะรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ และตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมา จัดการกุมอำ นาจ เช่น มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร 2502 ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งให้อำ นาจแก่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่างมหาศาลในมาตรา 44 เป็นต้น ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2490 ก็เช่นกัน เหล่าคณะรัฐประหารกำ หนดโครงสร้างของ รัฐธรรมนูญ 98 มาตรา โดยแบ่งเป็น 8 หมวด ได้แก่หมวด 1 พระมหากษัตริย์ หมวด 2 อภิรัฐมนตรี หมวด 3 สิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม หมวด 4 อำ นาจนิติบัญญัติ หมวด 5 อำ นาจบริหาร หมวด 6 อำ นาจตุลาการ หมวด 7 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และหมวด 8 บทสุดท้ายและบทเฉพาะกาล พึงสังเกตว่า มีการเพิ่ม หมวดอภิรัฐมนตรี ขึ้นมา ซึ่งต่อมาจะพัฒนาขึ้นมาเป็นองคมนตรีสภา อันเป็น องค์กรที่คณะราษฎรได้ยกเลิกไปหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และองคมนตรีสภา ก็เกิดขึ้นอย่าง เป็นทางการในรัฐธรรมนูญ 2492 จนสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
13 แม้ว่าจะมีอำ นาจที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ้างเช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเกี่ยวข้อง กับองคมนตรีจะมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญ 2534 ที่ร่างขึ้นในสมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติ (รสช.) โดยในส่วนของการตั้งผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์ ในรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 16 ระบุแต่เพียงให้ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยตัดเนื้อหาในส่วนของการ “ให้ความเห็น ชอบ” ของรัฐสภา ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2492 นี่คือบทบาทที่เพิ่มขึ้นขององค์กรที่ เป็นผลมาจากการรัฐประหาร 2490 เหล่านี้คือ ฐานะทางประวัติศาสตร์ ที่นับเป็นจุดพลิกผันของสังคมไทย อันมีจุดตั้งต้นมาจากรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 หรือ 75 ปีที่ผ่านมา
14 อ้างอิง สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2553). แผนชิงชาติไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : พี.เพรส. สุชิน ตันติกุล. (2557). รัฐประหาร พ.ศ. 2490. กรุงเทพฯ : มติชน. เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2562 เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช. (2551). ความคิดประชาธิปไตยแบบไทยจากยุคซอยราชครูถึงยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์. พิมพค์ร้ังแรก, โครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน. อิทธิพล โคตะมี. (2556). องคมนตรีกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยมใหม่. วารสารวิทยาลัยการเมืองการ ปกครอง, ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 กันยายน 2556 - กุมภาพันธ์ 2557, หน้า 277-296. ดู สุพจน์ ด่านตระกูล, นักการเมือง รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยการเมืองรัฐประหาร 2490 (กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์, 2516). ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517) (กรุงเทพฯ : ช. ชุมนุมช่าง, 2517), น. 601. ดู หัด ดาวเรือง, เบื้องหลังสังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรี (พระนคร : โรงพิมพ์อักษรสาส์น, 2508). สุชิน ตันติกุล. รัฐประหาร พ.ศ. 2490. สำ นักพิมพ์มติชน, 2557 ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์, เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ, กรุงเทพฯ: Silkworm Books,
15 ภาคผนวก ข้อมูลผู้จัดทำ รายงาน ชื่อ-สกุล : จิรทีปต์ บุญดี รหัสนักศึกษา : 6516209001113 ชื่อเล่น : เรียว เกิดวันที่ : 27 เมษายน 2546 อายุ : 19 ความสามารถพิเศษ : เล่นกีฬา เต้น คติประจำ ใจ : เห็นงานเป็นลม เห็นนมสู้ตาย สู้ ว้อยยยยยยยยยย หน้าที่ที่รับผิดชอบในรายงาน : หาหัวข้อเหตุการณ์ รัฐประหาร2490 ชื่อ-สกุล : กฤษฎา ศรีกาญจน์ รหัสนักศึกษา : 6516209001004 ชื่อเล่น : เเม็ค เกิดวันที่ : 15 พฤศจิกายน 2546 อายุ : 19 ความสามารถพิเศษ : เล่นกีตาร์ คติประจำ ใจ : คิดทำ การใหญ่ ใจต้องนิ่ง หน้าที่ที่รับผิดชอบในรายงาน : หาหัวข้อบทบาท ของคณะราษฎ
16 ชื่อ-สกุล : นางสาวภัทรพร พุ่มพุนพิน รหัสนักศึกษา : 6516209001034 ชื่อเล่น : ปิ่น เกิดวันที่ : 5 กันยายน 2546 อายุ : 19 ความสามารถพิเศษ : ทำ PowerPoint คติประจำ ใจ : ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ หน้าที่ที่รับผิดชอบในรายงาน : เรียบเรียง รายงาน หาหัวข้อหลังการรัฐประหาร2490 ชื่อ-สกุล : นางสาวกชพรรณ เพียรจัด รหัสนักศึกษา : 6516209001001 ชื่อเล่น : ฟ้า เกิดวันที่ : 21 กรกฎาคม 2546 อายุ : 19 ความสามารถพิเศษ : ทำ รายงาน คติประจำ ใจ : เรียบเรียงรายงาน หาหัวข้อ เพิ่มเติม
17 ชื่อ-สกุล : ศศิวิมล คงทอง รหัสนักศึกษา : 6512421001363 ชื่อเล่น : เบลล์ เกิดวันที่ : 23 มกราคม 2546 อายุ : 19 ความสามารถพิเศษ : เขียนสวย(มั้ง) คติประจำ ใจ : หาหัวข้อสาเหตุการรัฐประหาร2490 ชื่อ-สกุล : นายธวัชชัย ขวัญแก้ว รหัสนักศึกษา : 6516209001124 ชื่อเล่น : เนส เกิดวันที่ : 30 กันยายน 2545 อายุ : 20 ความสามารถพิเศษ : เล่นกีฬา คติประจำ ใจ : หาหัวข้อการเปลี่ยนโครงสร้าง สถาบันการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ