The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wunnaphochonticha, 2022-03-18 15:04:51

สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค

สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค

ห ลั ก สู ต ร ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม 1

" ส มุ น ไ พ ร ท้ อ ง ถิ่ น เ พื่ อ ก า ร รั ก ษ า โ ร ค "




สมุนไพรเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อการรักษาโรคภัยไข้
เจ็บตั้งแต่ โบราณ สามารถรักษาโรคบางชนิดได้โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งยาแผน
ปัจจุบันบางชนิดมีราคาแพงต้อง เสียค่าใช้จ่ายสูง และอาจหาซื้อได้ยาก แตกต่างจาก
สมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นเพราะ ส่วนใหญ่ได้จากพืชซึ่งมีอยู่ทั่วไป ใช้
เป็นยาบำรุงรักษาให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง ใช้เป็นยาฆ่าแมลงในสวนผัก ใช้ปรุงแต่ง กลิ่น
สี รส ของอาหาร ในปัจจุบันเยาวชนรุ่นใหม่ยังรู้จักการนำสมุนไพรพื้นบ้านมาใช้ประโยชน์
น้อยมาก เนื่องจากใช้วิธี รักษาโรคกับแพทย์แผนใหม่มานานจึงไม่เคยชินกับวิธีการรักษา
โรคโดยใช้วิชาแพทย์แผนโบราณ ทั้ง ๆ ที่ สมุนไพรเหล่านั้นอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา และในปัจจุบัน
ได้เป็นที่ยอมรับแล้วว่า ผลที่ได้จากการสกัดสมุนไพรนั้นให้ คุณประโยชน์ดีกว่ายาที่ได้จาก
การสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญประเทศไทยเป็นแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติที่
อุดมสมบูรณ์ มีพืชต่าง ๆ ที่ใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างมากมาย

ในยุคที่มีการระบาดของโควิด 19 ทำให้ทุกคนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเองและ
ครอบครัวมากขึ้น อีกทั้งทำไห้สมุนไพรไทยอย่างฟ้าทะลายโจร กระชาย ยังช่วยรักษาโควิด
19 ได้อีกด้วย และยิ่งทำให้สมุนไพรไทยเป็นที่นิยมและต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งส่งผล
ให้ตลาดสมุนไพรโตต่อเนื่อง ดังนั้นการที่ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้ สรรพคุณพืชสมุนไพรใน
แต่ละท้องถิ่นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ที่กำ
ลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
เป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำพืชสมุนไพรพื้นบ้านในท้องถิ่นของตนมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ตามแบบแผนโบราณทำให้เห็นคุณค่า และกลับมาดำเนินชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติยิ่ง
ขึ้น เกิดความภูมิใจในมรดกทางปัญญา เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ยังสามรถนำไป
ต่อยอดในการประกอบอาชีพได้อีกด้วย

ส า ข า วิ ช า สั ง ค ม ศึ ก ษ า ค ณ ะ ม นุ ษ ย ศ า ส ต ร์ แ ล ะ สั ง ค ม ศ า ส ต ร์

ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฏ สุ ริ น ท ร์

ส า ร บั ญ 2

เรื่อง หน้า

หลักสูตรการฝึกอบรม 3
4
เนื้อหาการฝึกอบรม 5

ความหมาย ความสำคัญ ชนิดและ 11
สรรพคุณของสมุนไพรท้องถิ่น
22
การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 26
จากสมุนไพรท้องถิ่น 27

แบบทดสอบ

บรรณานุกรรม
ประวัติวิทยากร

ห ลั ก สู ต ร ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม 3

• ส มุ น ไ พ ร ท้ อ ง ถิ่ น เ พื่ อ ก า ร รั ก ษ า โ ร ค •

วัตถุประสงค์

1. เพื่อสร้างความตระหนัก เห็นคุณค่าและสรรพคุณของสมุนไพรพื้นบ้านของไทย
2. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสรรพคุณของสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งเป็นภูมิปัญญา
ท้องถิ่นไปใช้ในชีวิตประจำวัน
3. เพื่อเผยแพร่คุณประโยชน์และภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรพื้นบ้านสู่สาธารณะ
4. เพื่อสร้างแนวคิดและสามารถออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อ
การรักษาโรค จากสมุนไพรท้องถิ่น

ระยะเวลาการฝึกอบรม

ผู้เข้าอบรมจะต้องเข้าฝึกอบรมภาคทฤฎี จำนวน 3 ชั่วโมง และฝึกทักษะภาค
ปฏิบัติ จำนวน 5 ชั่วโมง ระยะเวลาฝึกอบรมทั้งหมด 8 ชั่วโมง

กลุ่มเป้าหมาย

1. ผู้ประกอบการในภาคการผลิตและบริการ

2. นักออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์

3. ครูผู้สอนในสถานศึกษา

4. นักเรียน นักศึกษา


หัวข้อในการอบรม

• เ นื้ อ ห า ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม • 4

1. ความหมาย ความสำคัญ ชนิดและสรรพคุณของสมุนไพรท้องถิ่น

วัตถุประสงค์ : เพื่อให้ผู้รับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจ ชนิดของสมุนไพร
ท้องถิ่นและสรรพคุณของสมุนไพรท้องถิ่น

คำอธิบาย : ศึกษาความหมาย ความสำคัญ ชนิดของสมุนไพรและสรรพคุณ
ของสมุนไพรท้องถิ่นในการนำไปประยุกต์ใช้

2. การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จา
กสมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค

วัตถุประสงค์ : เพื่อให้ผู้รับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะการ
ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรท้องถิ่น เพื่อการรักษาโรค

คำอธิบาย : ศึกษาการใช้เครื่องมือ การเตรียมวัสดุกรณ์ในการทำผลิตภัณฑ์จาก
สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค

3. การวัดและประเมินผล

3.1. แบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม
3.2. ประเมินความรู้ ความสามรถและศักยภาพในการปฏิบัติงานของผู้รับการฝึกอบรม

4. ผู้จัดทำหลักสูตร

1. อาจารย์ ดร.ภัทระ อินทรกำแหง อาจารย์ผู้สอนรายวิชาการพัฒนาหลักสูตรสังคมศึกษา
2. นางสาวชลธิชา วรรณโพธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสังคมศึกษา

ลงชื่อ...............................ผู้ขออนุมัติหลักสูตร
(นางสาวชลธิชา วรรณโพธิ์)

ลงชื่อ...............................ผู้ขออนุมัติหลักสูตร
(อาจารย์ ดร.ภัทระ อินทรกำแหง)

อาจารย์ผู้สอนรายวิชาการพัฒนาหลักสูตรสังคมศึกษา

• 1 . ค ว า ม ห ม า ย ค ว า ม สำ คั ญ 5

ช นิ ด แ ล ะ ส ร ร พ คุ ณ ข อ ง ส มุ น ไ พ ร ท้ อ ง ถิ่ น •

ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง พื ช ส มุ น ไ พ ร

พืชสมุนไพร หมายถึง พืชที่ใช้ทำเครื่องยา ใช้เป็นอาหารประจำวัน อาหารเสริม
บำรุง สุขภาพ หรือผลิตเป็นเครื่องสำอาง โดยอาจใช้พืชสมุนไพรเพียงชนิดเดียว หรือ
หลายชนิดผสมกันก็ได้

พืชสมุนไพร หมายถึง พืชทุกชนิดรอบตัวเราสามารถใช้ประโยชน์เป็นทั้งยาบำรุง
และ ยารักษาโรค เชื่อว่าต้นพืชต่างๆ ทุกชนิด ต่างก็เป็นพืชที่มีสารที่เป็นตัวยาด้วย
กันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าพืชชนิดไหนจะมีคุณค่าทางยามากน้อยกว่ากันเท่านั้น

สรุปความหมายคำว่า พืชสมุนไพร หมายถึง พืชทุกชนิดที่ใช้ท าเครื่องยา เพื่อ
เป็นยาบำรุงและยารักษาโรคแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารบริโภคในชีวิตประจำวัน
อาหารเสริมบำรุงสุขภาพ หรือผลิตเป็นเครื่องสำอาง โดยอาจใช้พืชสมุนไพรเพียง
ชนิดเดียว หรือหลายชนิดผสมกัน ตามความ เหมาะสม และตรงกับความต้องการ
ของการนำไปใช้ประโยชน์

6

ประโยชน์ของพืชสมุนไพร

1.สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งบางชนิดอาจมีราคา
แพง และต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก อีกทั้งอาจหาซื้อได้ยากในท้องถิ่นนั้น

2.ให้ผลการรักษาได้ดีใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน และให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้
มากกว่าแผนปัจจุบัน

3. สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นเพราะส่วนใหญ่ได้จากพืชซึ่งมีอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองและ
ชนบท

4.มีราคาถูก สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาแผนปัจจุบัน ที่ต้องสั่งซื้อจากต่าง
ประเทศเป็นการลดการขาดดุลทางการค้า

5. ใช้เป็นยาบำรุงรักษาให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง
6.ใช้เป็นอาหารและปลูกเป็นพืชผักสวนครัวได้ เช่น กะเพรา โหระพา ขิง ข่า ตำลึง
7.ใช้ในการถนอมอาหารเช่น ลูกจันทร์ ดอกจันทร์และกานพลู
8.ใช้ปรุงแต่ง กลิ่น สี รส ของอาหาร เช่น ลูกจันทร์ ใช้ปรุงแต่งกลิ่นอาหารพวก

ขนมปัง เนย ไส้กรอก แฮม เบคอน
9.สามารถปลูกเป็นไม้ประดับอาคารสถานที่ต่าง ๆ ให้สวยงาม เช่น คูน ชุมเห็ดเทศ
10.ใช้ปรุงเป็นเครื่องสำอางเพื่อเสริมความงาม เช่น ว่านหางจระเข้

7

ความสำคัญของพืชสมุนไพร

1. ความสำคัญในด้านสาธารณสุข
พืชสมุนไพร เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เป็นประโยชน์

เพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่โบราณกาลแล้วประกอบกับในประเทศไทยเป็น
แหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดสมบูรณ์มีพืชต่างๆที่ใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างมากมาย
นับหมื่นชนิด ความตื่นตัวที่จะพัฒนาความรู้ด้านพืชสมุนไพร จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มี
การเริ่มต้นนโยบายสาธารณสุขขั้นมูลฐานอย่างเป็นทางการของประเทศไทยในปี
พ.ศ.2522 โดยเพิ่มโครงการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเข้าในแผนพัฒนาการสาธารณสุข
ตามแผนพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ต่อ
เนื่องจนถึงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539)

2. ความสำคัญในด้านเศรษฐกิจ ในปัจจุบันพืชสมุนไพรจัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิด
หนึ่งที่ต่างประเทศกำลังหาทางลงทุนและคัดเลือกสมุนไพรไทยไปสกัดหาตัวยาเพื่อ
รักษาโรคบางโรคและมีหลายประเทศที่นำสมุนไพรไทยไปปลูกและทำการค้าขาย
แข่งกับประเทศไทย และในปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสนใจในการศึกษาเพิ่มขึ้นและมีโครงการวิจัย
บรรจุไว้ในแผนพัฒนาระบบการผลิต การตลาดและการสร้างงานในแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) เพื่อหาความเป็นไปได้ใน
การพัฒนาคุณภาพและแหล่งปลูกสมุนไพรเพื่อส่งออก

ช นิ ด แ ล ะ ส ร ร พ คุ ณ 8

" ข อ ง พื ช ส มุ น ไ พ ร "

รางจืด

แก้ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นยาถอนพิษไข้ พอกบาดแผล น้ำร้อนลวก

ไฟไหม้ ทำลายพิษยา
ฆ่าแมลง พิษจากดื่มเหล่า มากเกินไป หรือยา

เบื่อชนิดต่างๆ

บัวบก


รักษาโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลใน กระเพาะ

อาหาร มีฤทธิ์กล่อม
ประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่ม ความจำ ช่วย

ลดความอ้อนล่าของสมอง

กระบือเจ็ดตัว
ขับเลือดเน่าเสียSaขัrบabนu้nำคาวปลาให้ สะดวกหลังคลอด แก้ อักเสบ
บริเวณปากมดลูก ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้ แก้บวมฟกช้ำ ดำ
เขียว แก้พิษบาดทะยัก

พลูคาว
มีฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์
มะเร็งมีฤทธิ์ในการช่วยบำบัดฟื้ นฟูโรคความดันโลหิตสูงช่วยเสริม
สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านทานโรค ช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้อยู่
สู้โรคได้นานมากขึ้น

Sarabun

9

ว่านหางจระเข้
วุ้นว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วย

เปก้ี่อยงวกกัันบแรละะบลบดทกาางรเเด
กิินดอแาผหลาในรตก่ารงะเพๆชา่ะวขยณป้อะทง้กอันงวโ่ราคงเบช่วาหยรวักานษาชโ่รวคย
ขจัดรอยแผลเป็น ท
ำให้แผลเป็นจางลง ป้องกันการเกิดรอยแผล

เป็น

มะข้ามป้อม


มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีสูงมาก ใช้เป็นยารักษาโรค

บางชนิด เพราะมะข
้ามป้อมนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลาย

ชนิดที่ประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี

ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก

กระจี๊ยบแดง
มีสรรพคุณ ลดไขมันในเลือด และยังมีสรรพคุณช่วย ลดความดัน
สูง เพราะสรรพคุณของกระเจี๊ยบ มีธาตุเหล็กที่เป็นแร่ธาตุสำคัญ
ต่อร่างกาย ในการช่วยไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจางรวมทั้งลดความ
เหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดี
ขึ้น ป้องกันโลหิตจาง ป้องกันนิ่ว ชะลอความชรา

ว่านสากเหล็ก
ใบและรากมีรสเผ็ดขม เป็นยาเย็นมีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาดับพิษ
ร้อน ถอนพิษไข้ (ใบและราก) ช่วยกระจายโลหิต ฟอกโลหิต และ
ทำให้โลหิตไหลเวียนได้สะดวก (ใบและราก)
ช่วยแก้อาการไอ เจ็บคอ ด้วยการใช้ยาแห้งประมาณ 3-10 กรัม
นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ใบและราก)




Sarabun

10

ฟ้าทะลายโจร
แก้อาการหวัด ปวดหัว ตัวร้อน ให้ทุเลาลง บรรเทาอาการอักเสบ

เเสช่นมหหะลแอกด้ไลอมแอักก้เเจส็บบ
คคออรอัักกษเสาบโรคแฝลีะตโ่รอคมผิทวอหนนัซงิลอรัักกษเสาบอาชก่วายรขปับวด
ท้องจากท้องเสีย ห
รือบิดมีไข้ ลดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

ช่วยทำให้เจริญอาหาร

ตำลึง


ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมความเซลล์ต่าง ๆ ใน

ร่างกาย ช่วยบำรุงผ
ิวพรรณ ช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อใน

ร่างกาย ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง แก้คัน

ขมิ้นชัน
ขมิ้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัยและชะลอการ
เกิดริ้วรอย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยเสริม
สร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดีแข็งแรง ช่วยรักษาอาการแพ้
และไข้หวัด ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วย
ธาลัสซีเมียฮีโมโกบิลอี

อัญชัน
น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เครื่องดื่มน้ำ
อัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้
ร่างกาย มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย ดอกชมีส่วน
ช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด ดอกอัญชันมีฤทธิ์ใน
การละลายลิ่มเลือด ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ




Sarabun

• 2 . ก า ร อ อ ก แ บ บ แ ล ะ พั ฒ น า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ 11

จ า ก ส มุ น ไ พ ร ท้ อ ง ถิ่ น •

ก า ร จั ด ก ลุ่ ม ส มุ น ไ พ ร เ พื่ อ แ ป ร รู ป

1. สมุนไพรล้างพิษ ได้แก่ รางจืด ย่านาง หมอน้อย พลูคาว เป็นต้น
2. สมุนไพรที่ให้ความชุ่มชื้นแก่เส้นผม ผิวหนัง ลดและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ได้แก่
น้ํามันงา น้ํามันมะพร้าว น้ํามันดอกทานตะวัน น้ํามันรําข้าว ว่านหางจระเข้ บัวบก
น้ําผึ้ง ข้าว กล้อง ขมิ้นชัน ว่านนางคํา กล้วย แครอท แตงกวา บอระเพ็ด เกสรทั้ง 5
(มะลิ,พิกุล,บุนนาค, สารภี,บัวหลวง) เป็นต้น
3. สมุนไพรที่ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยสมานแผลให้หายเร็ว ลดรอยแผลเป็น ลด
รอยด่างดำได้แก่ มังคุด ทับทิมว่านหางจระเข้ บัวบก ขมิ้น จันทน์แดง หม่อน พญายา
สารส้ม ทองพันชั่ง น้ําปูนใส นมผึ้ง เกสรผึ้ง พลูคาว เป็นต้น

4. สมุนไพรที่ใช้ทำความสะอาดผิว ชะล้างความมัน เร่งการผลัดเซลล์ ได้แก่
มะขาม มะเขือเทศ ส้มปุอย มะขามปูอม กระเจี๊ยบ เกลือ ลิ้นทะเล ว่านสากเหล็ก
ไพล มะคําดีควาย ขี้นอน สับปะรด เป็นต้น

12

5. สมุนไพรที่ลดการอักเสบ และ ลดอาการแพ้และระคายเคือง และโรคผิวหนัง
ได้แก่ ขมิ้น ฟูาทะลายโจร บัวบก กานพลู พญายา จันทน์แดง เท้ายายม่อม เมล็ดดอก
บานเย็น ทองพันชั่ง ย่านางแดง รางจืด ตําลึง ดินสอพอง เหงือกปลาหมอ เสลด
พังพอน สํามะงา ผักบุ้ง พลู ผักบุ้งทะเล ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไทย บอระเพ็ด เป็นต้น

6. สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมช่วยแต่งกลิ่น และมีสรรพคุณทางยา ได้แก่ เกสรทั้ง 5
การบูร พิมเสน ขมิ้นชัน ว่านนางคํา ไพล กรรณิการ์ แก้ว ลีลาวดี ปีบ โมก กระดังงา
กุหลาบ ว่านสาวหลง กานพลู จําปี แฝกหอม มะกรูด ขิง ข่า ตะไคร้มะนาว ส้มเขียว
หวาน ฝรั่ง เป็นต้น

7. สมุนไพรที่ให้สีสันสวยงามใช้แต่งแต้มอาหาร และเครื่องสำอาง ได้แก่ ขมิ้น ใบ
เตย อัญชัน แครอท ผักปลัง ครั่ง ฝางเสน กรรณิการ์ เป็นต้น

ก า ร เ ต รี ย ม ส มุ น ไ พ ร 13
" สำ ห รั บ เ ค
รื่ อ ง สำ อ า ง แ ล ะ ย า "




วิธีเตรียมสมุนไพรแบบผงแห้ง

1. การเก็บสมุนไพรสด ผู้แปรรูปสมุนไพรควรมีความรู้ในการเก็บสมุนไพรสด ดังนี้

1.1 อายุพืช หากไม่มีการศึกษาเรื่อ
งความสัมพันธ์ระหว่างสารสําคัญ และอายุ

พืช ขณะ เก็บเกี่ยว ให้เก็บเกี่ยวสมุนไพรที่มีอายุโตเต็มที่
1.2 ช่วงระยะเวลาที่เก็บ ศึกษาข้อมูลเฉพาะถิ่นจากตํารา การศึกษาวิจัย หรือ

ยึดหลัก ของแผนโบราณดังนี้
- พืชที่ใช้ใบหรือทั้งต้นเป็นยา เมื่อพืชโตเต็มที่แล้วสามารถเก็บได้ทั้งปีให้เก็บ ใบที่

โตเต็มที่โดยวิธีเด็ด ยกเว้นพืชบางชนิดที่ใช้ใบ หรือยอดอ่อน
- พืชที่ใช้ดอกเป็นยา เก็บในช่วงที่ดอกเริ่มบาน สําหรับดอกที่มีน้ํามันหอมระเหย

ปริมาณมาก และต้องการกลิ่นหอมด้วย ควรเก็บ ในช่วงหัวค่ําประมาณ 18.00-19.00 น.
หรือเก็บในช่วงเช้ามืดขณะที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

- พืชที่ใช้เปลือกต้นหรือเปลือกรากเป็นยา เก็บในช่วงปลายฤดูร้อนต่อกับฤดู ฝน
เพราะเปลือกจะลอกออกง่าย การเลือกกิ่งที่ลอกควรเป็นกิ่ง หรือแขนงย่อยที่โตเต็มที่ไม่
ลอก จากลําต้นใหญ่ เพราะอาจทําให้พืชตายได้ง่าย

- พืชที่ใช้แก่นเป็นยา มักเก็บในฤดูร้อนควรเก็บกิ่ง หรือแขนงย่อยที่โตเต็มที่ และไม่
ควรโค่นลําต้น

- พืชที่ใช้รากหรือหัว เก็บช่วงที่พืชหยุดการเจริญเติบโต ใบร่วงหมด (เรียก ช่วงเวลา
นี้ว่า ลงหัว) ซึ่งมักเป็นช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อน เช่น กระชาย กระทือ ข่า เป็นต้น

14




2. การล้างสมุนไพรให้สะอาด โดยเฉพาะส่วนที่ขุดจากดิน เช่น เหง้า หรือราก ต้อง
ล้างดินออกให้หมด และผึ่งในถาด ตะแกรงโปร่ง ที่มีรูขนาดกลางเพื่อระบายน้ําให้สะเด็ด

น้ํา หั่นให้มีขนาดเล็กลงวัสดุที่ใช้เป็นถาด ได
้แก่ ถาดสแตนเลสเจาะรู กระด้งที่มีรูขนาด

กลาง หรือแคร่ไม้ไผ่ที่สะอาด
3. อบหรือตากแห้ง ใช้อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส 3.1 ผึ่งให้แห้ง เหมาะสําหรับพืช

ที่มีน้ํามันหอมระเหย เช่น กะเพรา โหระพา มักใช้วิธี ผูกเป็นมัดเล็กๆ แขวนที่เชือกหรือ
ใส่กระด้ง กระจาดที่มีรูวางไว้ในที่โปร่งไม่โดนแดดส่องถึง โดยตรง มีลมพัดผ่านเกือบ
ตลอดเวลา (ไม่สามารถทําได้ในภาคใต้เนื่องจากความชื้นในอากาศสูง พืชแห้งช้าจะขึ้น
ราได้ง่าย) ใช้อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส

3.1 ตู้อบแสงอาทิตย์ประหยัดพลังงาน แต่มีข้อเสีย คือ ต้องได้รับแสงแดด
โดยตรง ซึ่ง อาจทําลายสารสําคัญบางชนิด

3.2 ตู้อบลมร้อนพลังงานไฟฟ้า แก๊ส ถ่าน ไม้ หรือแกลบ ข้อดี คือ อุณหภูมิ
สม่ําเสมอ

4. การบดเป็นผง อาจใช้เครื่องมือบดได้หลายชนิด เช่น ครกหิน ครกบดยาชนิดบด
ด้วยมือ หรือเครื่องบด ไฟฟูาขนาดเล็ก ระดับอุตสาหกรรม หลังจากผ่านเข้าเครื่องบด
แล้วให้นําไปผ่านแร่ง เพื่อแยกผง ยาที่มีความละเอียดสม่ําเสมอไปดําเนินการต่อ ความ
ละเอียดของผงยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ใช้เป็นผงในเครื่องสําอางผ่านแร่งเบอร์ 60
ขึ้นไป ใช้สําหรับสกัดให้บดหยาบ ไม่จําเป็นต้องผ่านแร่ง

15




วิธีการเตรียมสมุนไพรแบบสารสกัด

1. การต้ม สารสกัดที่ได้จากวิธีการต้มนี้อาจเรียกว่า สารสกัดน้ า หรือน้ าสกัด มีขั้น

ตอนดังนี้ ให้ชั่งสมุนไพรสด หรือแห้ง (ตา

มข้อแนะนําของแผนโบราณ) ย่อยสมุนไพร
1.1

ให้มีขนาดเล็กพอประมาณห้ามบดละเอียด

1.2 เติมน้ำ 3-5 เท่า ของน้ าหนัก
ถ้าเป็นสมุนไพรสดจะใช้น้อยกว่า โดยให้น้ํา

ท่วมสูงเกินสมุนไพรประมาณ 5 นิ้ว จดบันทึกน้ําหนักของน้ําที่ใช้ ถ้าเป็นสมุนไพรแห้งให้

แช่ในน้ํา 20 นาที ก่อนนําขึ้นตั้งไฟปานกลางจนเดือด จับเวลาเมื่อเริ่มเดือด ใช้เวลา

ประมาณ 30-45 นาที หากน้ําแห้งให้เติม เมื่อสีน้ําสกัดไม่เข้มจากเดิมให้ยกลงกรองด้วย

ผ้าขาวบาง 3 ชั้น

1.3 น้ำกากมาต้มซ้ าเช่นเดิม และรวมน้ําสกัด 2 ครั้ง เข้าด้วยกัน ตั้งไฟเคี่ยวต่อ

จนได้น้ําหนักที่ต้องการ การเคี่ยวอาจไม่ใช้ไฟตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการไหม้ ส่วนใหญ่จะนิ

ยมให้น้ําหนักน้ําสกัดเท่ากับน้ําหนักสมุนไพรที่นํามาสกัด เช่น สมุนไพร 1 กก. เมื่อสกัด

เสร็จแล้วได้น้ําสกัด 1 กก. ซึ่งง่ายต่อการคํานวณสัดส่วนในเครื่องสําอาง

1.4 ข้อเสีย กรณีที่จะเตรียมเก็บไว้นานๆอาจมีเชื้อแบคทีเรีย หรือราทําให้บูด

เน่าเสียได้ง่าย สามารถแก้ไขได้ 2 วิธี คือ เติมสารกันเสีย หรือเคี่ยวให้เข้มข้นมากที่สุด

เท่าที่จะทําได้ เช่น เคี่ยวจนเหลือน้ําหนัก 1 ใน 5 แต่ต้องระวังไม่ให้ไหม้และจดน้ําหนัก

สุดท้ายที่ได้ หลังจากนั้นให้สรุปการสกัด และเก็บข้อมูลไว้เป็นเทคนิคในการสกัดครั้งต่อ

ไป

16




2. การเคี่ยวในน้ำมันหรือการหุงน้ำมัน

น้ํามันที่ใช้ควรเป็น เน้ทํ่าามัขนอปงานล้ํ์ามหหนัรกือ

น้ํนา้ํามัมนันพืมชะพวิธรี้ทาำว-สชัั่ดงนส้่ําวหนนสักมุสนมไุพนรไพที่รใช้-ชัใ่หง้นใ้ํชา้
สมุนไพร สด หรือแห้ง 1-2

หนักน้ํามันพืช ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง -เมื่อน้ํามันพืชร้อน ประมาณ 100-150 องศา

เซลเซียส ใส่สมุนไพรลงไปที่ละน้อย ทอดจ
นกรอบตักกากสมุนไพรทิ้ง เติมลงไปที่ละ

น้อย ทําซ้ํา จนหมด -กรองน้ํามันพืชด้วยผ้าขาวบาง 3 ชั้น จึงนําน้ํามันไปใช้

3. การคั้นน้ำสด

สารสกัดที่ได้อาจเรียกว่า น้ําสกัด หรือน้ําคั้น และต้องใช้สมุนไพรสด บีบเอาแต่น้ํา

ซึ่ง เหมาะสมกับสมุนไพรที่ทนความร้อนไม่ได้

3.1 วิธีที่ 1 น้ำคั้นผลไม้ เช่น น้ําคั้นผลส้ม

น้ําคั้นผลมะเฟือง เครื่องมือ เครื่องคั้นน้ําผลไม้

วิธีทำ ล้างทําความสะอาดผิวด้านนอก ของผลไม้ ผ่า ซีก บีบด้วย

เครื่อง

3.2 วิธีที่ 2 น้ำคั้นใบหรือเหง้า เช่น ขมิ้น เครื่องมือ เครื่องปั่ นน้ําผลไม

17






3.3 การควบคุมคุณภาพ
- คัดเลือกสมุนไพรที่มีอายุและขนาดเท่าเดิม

- เครื่องมือที่ใช้ต้องทําความสะอาดด้ว

ยแอลกอฮอล์ และทิ้งให้แห้งก่อนใช้ทุกครั้ง

- จดน้ําหนักพืชสมุนไพรที่ใช้ครั้งแรง จํานวนน้ําที่ใช้และน้ําหนักน้ําที่ได้ ภายหลัง

กรอง - เติมน้ําภายหลัง ให้ได้น้ําหนัก ประม
าณ 30-50% ของน้ําหนักสด (ต้องให้ได้น้ํา

เท่าเดิมทุกครั้งที่สกัด เช่น น้ําสกัดน้ําหนักเป็นหนึ่งเท่า หรือเท่าครึ่งของ สมุนไพรสด)
4. การสกัดด้วยแอลกอฮอล์

ตัวทําละลายที่ใช้ คือ เอทิลแอลกอฮอล์ ( ethyl alcohol) เป็นการสกัดที่ได้สารเคมี
จาก พืชในปริมาณมากที่สุด แต่มีข้อเสีย คือ ได้สารที่ไม่ต้องการติดมาด้วย และในการ
ทําให้เข้มข้น ต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง จึงเหมาะสมสําหรับการสกัดในระดับ
อุตสาหกรรมเท่านั้น การสกัด ด้วยแอลกอฮอล์มีหลายวิธี ได้แก่ การหมัก ( Maceration)
การสกัดแบบต่อเนื่อง และการสกัด แบบชง (โดยใช้ Percolator) ในที่นี้จะกล่าวถึง
เฉพาะวิธีแรกเท่านั้น

• ก า ร ทำ 18

ย า ส มุ น ไ พ ร

" อั ด แ ค ป ซู ล "

ขั้นตอนการแปรรูปยาสมุนไพรอัดแคปซูล

1. คัดเลือกสมุนไพรเอาเฉพาะส่วนที่ต้องการ


แล้วล้างสมุนไพรให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ํา
จดบันทึกน้ําหนักก่อนนําไปอบ

2. นําสมุนไพรตากแดดให้แห้งสนิท หรือนํา
เข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส
จนแห้งสนิทจดบันทึกน้ําหนัก ก่อนนําไปบด

3. นําสมุนไพรที่แห้งแล้วมาบดให้ละเอียด
นําผงยาที่บดมาผ่านตะแกรงร่อน เบอร์ 100
จดน้ําหนักของตัวยาที่บดได้และน้ําหนักของกาก
ยา

4. นําผงยาที่บดละเอียดแล้ว ไปอัดใส่
แคปซูลสําเร็จรูป เบอร์ 1

5. นําแคปซูลยาที่บรรจุแล้วมาใส่ตะแกรง
ร่อนเอาผงยาที่ติดอยู่ภายนอกแคปซูลออกให้
หมด จะได้ยาสมุนไพรพร้อม บริโภคหรือจัดจํา
หน่าย

6. ใส่ขวด ติดฉลาก พร้อมบอกสรรพคุณ
เกี่ยวกับตัวยา วันที่ผลิต วันหมดอายุสถานที่
ผลิตให้ชัดเจน

19

ต้นทุนการทำยาสมุนไพรอัดแคปซูล

20

• ก า ร ทำ ช า
ส มุ น ไ พ ร •

ขั้นตอนการทำชาสมุนไพร

1. คัดเลือกสมุนไพรเอาเฉพาะ


ส่วนที่ต้องการ แล้วล้างสมุนไพรให้
สะอาด ผึ่งให้สะเด็ด น้ํา จดบันทึกน้ํา
หนักตัวยาก่อนนําไปอบ

2. นําสมุนไพรตากแดดให้แห้ง
สนิท หรือนําเข้าตู้อบอุณหภูมิ50-55
องศาเซลเซียส จน แห้งสนิท จดบันทึก
น้ําหนักตัวยา

3. นําสมุนไพรที่อบแห้งแล้ว
บรรจุใส่ถุงชั่งน้ําหนักให้เท่ากันทุกถุง ติด
ฉลากบอก สรรพคุณ วันที่ผลิต วันหมด
อายุ สถานที่ผลิต และน้ําหนักที่บรรจุให้
ชัดเจน

21

ต้นทุนการทำการทำชาสมุนไพร

แบบทดสอบโครงการอบรมหลักสูตรระยะสั้น 22
"สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค"

1. สมุนไพร หมายถึง อะไร
ก. ยาที่ได้จากพืช
ข. ยาที่ได้จากสัตว
ค. ผิดทั้งข้อ ก. และ ข.
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.

2. ข้อใดบอกวิธีใช้สมุนไพรได้อย่างถูกต้อง
ก. ศึกษาสรรพคุณและวิธีใช้ให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข. ซื้อยาสมุนไพรที่มีขายในท้องตลาด
ค. เก็บสมุนไพรที่พบเห็นมารับประทาน
ง. ไม่มีข้อใดถูก

3. มะระขี้นก มีสรรพคุณอย่างไร
ก. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง
ข. ช่วยลดน้ำตาลในเส้นเลือด
ค. ช่วยรักษาโรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
ง. ช่วยให้ลดความดันโลหิต

4. สมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงไฟธาตุ ขับลมในลำไส้ เจริญอาหาร คือ สมุนไพรชนิดใด
ก. มะแว้ง
ข. ยอ
ค. ตะไคร้
ง. พริก

5. ขิง มีสรรพคุณอย่างไร
ก. แก้ไข้
ข. แก้ท้องเสีย
ค. แก้ปวดศีรษะ
ง. แก้ไข้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

แบบทดสอบโครงการอบรมหลักสูตรระยะสั้น 23
"สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค"

6. การใช้สมุนไพรที่ถูกต้องควรปฏิบัติอย่างไร
ก. ใช้ให้ถูกต้น
ข. ใช้ให้ถูกส่วน
ค. ใช้ให้ถูกขนาด
ง. ถูกทุกข้อ

7. ข้อใดบอกวิธีเก็บเกี่ยวสมุนไพรอย่างถูกต้อง
ก. ประเภทรากหรือหัว เก็บในช่วยที่พืชกำลังเจริญเติบโต
ข. ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เก็บในช่วงฤดูฝน
ค. ประเภทใบควรเก็บใบอ่อน
ง. ประเภทผลหรือเมล็ด เก็บในช่วงผลยังไม่แก่เต็มที่

8. ถ้าเราต้องการนำสมุนไพรมากำจัดศัตรูพืช จะต้องใช้พืชสมุนไพรชนิดใด
ก. ฟ้าทะลายโจร
ข. สะเดา
ค. บอระเพ็ด
ง. ถูกทุกข้อ

9. สมุนไพรชนิดใด ใช้เมล็ดแห้ง นำมาต้มหรือแช่น้ำกินเป็นยาระบายหรือใช้แก้โรค
ตาแดง มีขี้ตามาก
ก. ข่า
ข. ขิง
ค. โหรพา
ง. แมงลัก

10. ข้อใดอธิบายได้ถูกต้องว่าทำไมเราจึงต้องศึกษาวิธีใช้สมุนไพรให้ถูกวิธีก่อนจะนำ
ไปใช้จริง 1. เพราะ สมุนไพรมีทั้งประโยชน์และโทษ 2. เพราะ สมุนไพรบางชนิดมีพิษ
อาจทำให้เสียชีวิตได้ 3. เพราะ สมุนไพรช่วยรักษาโรคได้โดยไม่ต้องไปหาแพทย์ 4.
เพราะ สมุนไพรทำให้เราไม่เสียเวลา
ก.ข้อ 1 และ 2
ข.ข้อ 2 และ 3
ค.ข้อ 3 และ4
ง.ข้อ 1 และ 3

เฉลยแบบทดสอบโครงการอบรมหลักสูตรระยะสั้น 24
"สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค"

1. สมุนไพร หมายถึง อะไร
ก. ยาที่ได้จากพืช
ข. ยาที่ได้จากสัตว
ค. ผิดทั้งข้อ ก. และ ข.
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.

2. ข้อใดบอกวิธีใช้สมุนไพรได้อย่างถูกต้อง
ก. ศึกษาสรรพคุณและวิธีใช้ให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้
ข. ซื้อยาสมุนไพรที่มีขายในท้องตลาด
ค. เก็บสมุนไพรที่พบเห็นมารับประทาน
ง. ไม่มีข้อใดถูก

3. มะระขี้นก มีสรรพคุณอย่างไร
ก. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง
ข. ช่วยลดน้ำตาลในเส้นเลือด
ค. ช่วยรักษาโรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
ง. ช่วยให้ลดความดันโลหิต

4. สมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงไฟธาตุ ขับลมในลำไส้ เจริญอาหาร คือ สมุนไพรชนิดใด
ก. มะแว้ง
ข. ยอ
ค. ตะไคร้
ง. พริก

5. ขิง มีสรรพคุณอย่างไร
ก. แก้ไข้
ข. แก้ท้องเสีย
ค. แก้ปวดศีรษะ
ง. แก้ไข้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

เฉลยแบบทดสอบโครงการอบรมหลักสูตรระยะสั้น 25
"สมุนไพรท้องถิ่นเพื่อการรักษาโรค"

6. การใช้สมุนไพรที่ถูกต้องควรปฏิบัติอย่างไร
ก. ใช้ให้ถูกต้น
ข. ใช้ให้ถูกส่วน
ค. ใช้ให้ถูกขนาด
ง. ถูกทุกข้อ

7. ข้อใดบอกวิธีเก็บเกี่ยวสมุนไพรอย่างถูกต้อง
ก. ประเภทรากหรือหัว เก็บในช่วยที่พืชกำลังเจริญเติบโต
ข. ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เก็บในช่วงฤดูฝน
ค. ประเภทใบควรเก็บใบอ่อน
ง. ประเภทผลหรือเมล็ด เก็บในช่วงผลยังไม่แก่เต็มที่

8. ถ้าเราต้องการนำสมุนไพรมากำจัดศัตรูพืช จะต้องใช้พืชสมุนไพรชนิดใด
ก. ฟ้าทะลายโจร
ข. สะเดา
ค. บอระเพ็ด
ง. ถูกทุกข้อ

9. สมุนไพรชนิดใด ใช้เมล็ดแห้ง นำมาต้มหรือแช่น้ำกินเป็นยาระบายหรือใช้แก้โรค
ตาแดง มีขี้ตามาก
ก. ข่า
ข. ขิง
ค. โหรพา
ง. แมงลัก

10. ข้อใดอธิบายได้ถูกต้องว่าทำไมเราจึงต้องศึกษาวิธีใช้สมุนไพรให้ถูกวิธีก่อนจะนำ
ไปใช้จริง 1. เพราะ สมุนไพรมีทั้งประโยชน์และโทษ 2. เพราะ สมุนไพรบางชนิดมีพิษ
อาจทำให้เสียชีวิตได้ 3. เพราะ สมุนไพรช่วยรักษาโรคได้โดยไม่ต้องไปหาแพทย์ 4.
เพราะ สมุนไพรทำให้เราไม่เสียเวลา
ก.ข้อ 1 และ 2
ข.ข้อ 2 และ 3
ค.ข้อ 3 และ4
ง.ข้อ 1 และ 3

26

บ ร ร ณ า นุ ก ร ร ม




การแปรรูปสมุนไพร. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2556 :
เข้าถึงได้จาก https://www4.fisheries.go.th/

ความหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของพืชสมุนไพร (ออนไลน์).
สืบค้นเมื่อ 14 มีนาคม 2556 : เข้าถึงได้จาก
https://www.angelfire.com/

สมุนไพรใกล้ตัว 108 ชนิด ยารักษาโรค. (ออนไลน์). สืบค้น
เมื่อ 14 มีนาคม 2556 : เข้าถึงได้จาก
https://www.2ebook.com/

27

• ป ร ะ วั ติ

วิ ท ย า ก ร •

นางสาวชลธิชา วรรณโพธิ์
นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสังคมศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

Cholthicha Wunnaph
o

ID : 0986063941

wunnaphochonticha
@gmail.com

THANK YOU


Click to View FlipBook Version