๔๗ (๒) ภายนอกบริเวณที่ตั้งหนวย ใหใชอัตราความเร็วตามที่บัญญัติไวในกฎหมาย วาดวย การจราจรทางบก สําหรับระยะตอระหวางรถ ในกรณีที่รถเคลื่อนที่ตามรถคันอื่นควรเวนระยะตอพอที่จะรักษา ความปลอดภัยตามความเร็วของรถในขณะนั้น ในกรณีรถทหารเคลื่อนที่เปนขบวน ใหผูบังคับขบวนกําหนดระยะตอตามความเหมาะสม ๘. หามขับรถเคียงคู นอกจากจะไดรับคําสั่งเปนพิเศษจากผูบังคับบัญชาชั้นผูบังคับกองพัน ผูบังคับการเรือชั้นหนึ่ง หรือผูบังคับกองบินนอยขึ้นไป ๙. การบรรทุก ใหปฏิบัติดังนี้ (๑) ผูขับรถ ตองระวังอยาใหรถของตนบรรทุกคนและสิ่งของเกินกวาอัตราบรรทุกของรถนั้น รถคันใดควรมีอัตราบรรทุกเทาใด ใหเปนหนาที่ของหนวยที่ขึ้นตรงตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม จะกําหนดไว (๒) ตองเฉลี่ยน้ําหนักใหทั่วรถ (๓) ถาสิ่งของที่บรรทุกนั้นมีวัตถุระเบิดปนอยูดวยหามบรรทุกตอนทายรถ แตถาเปนวัตถุ ระเบิดลวนก็ใหผูกมัดใหแนน เพื่อมิใหฟดเหวี่ยงตกไดงาย (๔) ถาไมมีเจาหนาที่ควบคุมผูขับจะตองรับผิดชอบในสิ่งของซึ่งบรรทุกบนรถที่ตนเองขับ ๑๐. ถาเกิดเพลิงไหมขึ้นในเวลาขับ ใหปฏิบัติดังนี้ (๑) ปดไฟหรือปดน้ํามันเชื้อเพลิง (เดินเครื่องอยูกับที่ใหเต็มที่) แลวใชผาหนา ทราย หรือโคลน ทับถมลงไปที่เพลิงไหมนั้น หามใชน้ํา (๒) ถาในรถมีเครื่องดับเพลิงประจําอยูก็ใหใชเครื่องนั้นทันที ทั้งนี้ใหกระทําอยางใจเย็น และไมตองเกรงวาเครื่องยนตจะระเบิด ๑๑. ผูขับรถตองรายงานตอผูบังคับบัญชาโดยเร็วที่สุดเมื่อ (๑) สิ่งหนึ่งสิ่งใดของตัวรถหรือตัวรถเกิดชํารุดเสียหาย (๒) เกิดความเสียหายแกบุคคลหรือทรัพยสินใด ๆ และถาความเสียหายอันเนื่องมาจาก เหตุที่เกิดขึ้นนั้นคิดเปน จํานวนเงินตั้งแต ๕๐ บาท ขึ้นไปจะตองรายงานตามลําดับชั้นจนถึงผูบังคับบัญชาชั้น หรือเทียบเทาชั้น ผบ.พล., กองเรือ หรือ ผบ.พลบิน เวนแตกรณีที่มีความเสียหายรายแรงหรือมีการบาดเจ็บ สาหัส หรือถึงตายใหรายงานจนถึงรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ๑๒. ผูขับรถจะใหผูอื่นขับรถของตนไมได นอกจากจะไดรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชา ๑๓. การนํารถออกจากโรงเก็บ ใหกระทําไดตอเมื่อไดรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชาของหนวยที่ ปกครองรถนั้น ๑๔. หามรับบุคคลอื่นนอกจากผูซึ่งมีหนาที่ไปกับรถ หรือผูซึ่งไดรับอนุญาตจากผูบังคับบัญชาของ หนวยที่ปกครองรถนั้น ๑๕. ถาผูขับรถไดรับคําสั่งใหนํารถไปทําการอยางหนึ่งอยางใด เมื่อเสร็จการนั้นแลวใหรีบนํารถ กลับโรงเก็บโดยเร็ว ๑๖. ผูขับรถจะละทิ้งรถโดยไมมีคนเฝารถไมได คนที่เฝารถนั้นตองเปนผูที่ผูขับรถไวใจไดอยางดี ถาเกิดความเสียหายขึ้นแกรถในระหวางนั้นผูขับรถจะตองรับผิดชอบทั้งสิ้น ๑๗. ในระหวางที่กระทําหนาที่ขับรถ ผูขับรถจะเสพของมึนเมาไมไดเปนอันขาด ๑๘. ผูขับรถจะตองเตรียมรถของตนเองใหพรอมที่จะเคลื่อนที่ไดเสมอ ๑๙. ถาของในรถตกหลนระหวางทาง ใหผูขับรถแจงความไวที่สถานีตํารวจหรือเจาหนาที่ฝาย ปกครองในทองที่นั้น ๆ และเมื่อกลับถึงที่อยูแลวตองรีบรายงานใหผูบังคับบัญชาทราบโดยเร็ว
๔๘ ๒๐. ผูขับรถจะใหผูใดยืมเครื่องมือเครื่องใชฯ ประจํารถของตนไมไดนอกจากจะเปนผูขับรถทหาร ดวยกัน และจะใหยืมไดเพียงชั่วคราวในเวลาจําเปนเทานั้น ๒๑. การใชน้ํามันเชื้อเพลิงตองประหยัดที่สุด เมื่อรถอยูกับที่และจะไมออกเดินตอไปภายในเวลา ๒ นาทีแลว ผูขับจะตองหยุดเครื่องทุกครั้ง ๒๒. เมื่อไดนํารถกลับถึงโรงเก็บแลว ผูขับรถจะตองจัดการดังตอไปนี้ (๑) ถารถเกิดชํารุดเสียหาย ตองรีบรายงานใหผูบังคับบัญชาทราบ (๒) ตองจัดการทําความสะอาดโดยทั่วถึง ๒๓. ผูขับรถจะตองลงรายงานการใชรถทุกครั้งที่นํารถออกไปใชการ หรือไดทําอะไรแกรถนั้นบาง ใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถยนตทหาร ๑. การขอมีใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถยนตทหาร ตองมีการสอบทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ตามที่หนวยรับผิดชอบ กําหนดเมื่อสอบไดตามเกณฑมีสิทธิ์ไดรับใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถยนตทหารแลว ใหสวนราชการตนสังกัดของผูขอรับใบอนุญาตพิเศษสงรายงานคําขอมีบัตร รูปถายจํานวน ๒ รูป ขนาดของรูป ถายและคาธรรมเนียมการขอมีบัตร ฯ ตามที่หนวยรับผิดชอบกําหนด แลวสงไปยังสวนราชการดังตอไปนี้ (๑) สงไปยังกรมเสมียนตรา สําหรับที่ผูสังกัดสํานักงานเลขาธิการรัฐมนตรี และสวนราชการ ขึ้นตรงตอสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (๒) สงไปยังกรมสารบรรณทหาร สําหรับผูที่สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด ยกเวนผูที่สังกัด กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ตามลําดับ (๓) สงไปยังกรมการขนสงทหารบก กรมการขนสงทหารเรือ และกรมขนสงทหารอากาศ สําหรับผูที่สังกัดกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตามลําดับ ๒. การสงหลักฐานเพื่อขอรับใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถนั้น ตองแจงประเภทรถใหชัดเจนดวย วาเปนรถประเภทที่เทาใด ดังจะกลาวตอไปนี้คือ ประเภทที่หนึ่ง หมายถึง รถยนตสายพานที่ใชคันบังคับ ประเภทที่สอง หมายถึง รถยนตสายพานหรือกึ่งสายพานที่ใชพวงมาลัยบังคับ หรือรถยนต ไมนอยกวา ๓ ลอ บรรทุกน้ําหนักเกินกวา ๒ ตัน ประเภทที่สาม หมายถึง รถยนตไมนอยกวา ๓ ลอ บรรทุกน้ําหนักไมเกิน ๒ ตัน ประเภทที่สี่ หมายถึง รถจักรยานยนตมีพวงขาง ประเภทที่หา หมายถึง รถจักรยานยนตมีพวงทาย ประเภทที่หก หมายถึง รถจักรยานยนตธรรมดา ประเภทที่เจ็ด หมายถึง รถทุกประเภทตั้งแตประเภทที่หนึ่งถึงประเภทที่หก คือขับรถไดทุก ประเภท การเขียนใบอนุญาต ใหลงประเภทที่ดวยตัวอักษร แตตองเปนใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถ ประเภทที่สองและประเภทที่สามใหลงขนาดน้ําหนักบรรทุกของรถยนตตอทายไวใหชัดเจนดวย เชน " ( ๒ ๑/๒ ตัน )” หรือ “(๓/๔ ตัน ) ” เปนตน ถาขอเปลี่ยนประเภทของรถในใบอนุญาตพิเศษ ก็เติมประเภทของรถที่ขอเปลี่ยนใหมลงใน ใบอนุญาตพิเศษฉบับเดิม โดยไมตองเปลี่ยนใบอนุญาตใหม ๓. คาถายรูปสําหรับพลขับรถ ทางราชการออกใหโดยใชเงินในงบประมาณของหนวย สวนพนักงาน ขับรถตองเสียคาถายรูปดวยเงินของตนเอง ๔. ใบอนุญาตพิเศษนี้ เมื่อตนออกจากประจําการไปแลว หรือลาออกไมตองเรียกคืน แตให ผูบังคับบัญชาบันทึกไวเปนหลักฐานสําหรับประโยชนในกาเรียกรองหรือระดมพล
๔๙ ๕. ผูขับรถตองเก็บใบอนุญาตพิเศษไว เมื่อตนออกจากประจําการไปแลว และเขามารับราชการ อีกก็ใหนํามาแสดงดวย ถาผูบังคับบัญชาเห็นเปนการสมควรก็จะไดใหกระทําหนาที่ตอไป ๖. ใบอนุญาตพิเศษนี้ เปนหนาที่ของสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหมทําขึ้นตามกฎกระทรวง กลาโหม ๗. ผูขับรถคนใดทําใบอนุญาตพิเศษชํารุด หรือสูญหายโดยใชเหตุจักตองเสียเงินคารูปถาย และคา ใบอนุญาตที่ออกใหใหม ตามที่พนักงานเจาหนาที่กําหนดไว
๕๐ แบบรายงานขอใหออกใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถยนตทหารของ กห. เขียนที่.......................................................... วันที่..................เดือน.......................พ.ศ......................... เรื่อง ขอใหออกใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถยนตทหารของ กห. เรียน ........................................(ผูบังคับบัญชาตนสังกัด) สิ่งที่สงมาดวย Ο ๑. ใบอนุญาตพิเศษ ฯ ฉบับเดิม Ο ๒. สําเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุล Ο ๓. สําเนาคําสั่งแตงตั้งยศ Ο ๔. ใบแจงความจากสถานีตํารวจ Ο ๕. รูปถายสี หรือขาว-ดํา ขนาด ¾ เซนติเมตร ครึ่งตัวไมสวมหมวก จํานวน ๒ รูป ถายรูปไมเกิน ๓ เดือน (เครื่องแบบหมายเลข ๑) และ ผูบังคับบัญชารับรองรูปถาย Ο ๖. เงินคาบริการ จํานวน ๑๐๐.- บาท (หนึ่งรอยบาทถวย) ดวยกระผม/ดิฉัน.............................................หมายเลขประจําตัว…........................................................ สังกัด.......................................โทร.......................อายุ...............ป ตําหนิแผลเปน........................................... ไดรับใบอนุญาตพิเศษสําหรับขับรถยนตทหารของ กห. ระเภทที่...................เลขที่ ทร....................................... ลงวันที่......................... ซึ่ง ขส.ทร. ออกใหครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.................กระผม/ดิฉัน........................................ มีความประสงคขอใหออกใบอนุญาตพิเศษ ฯ ใหม เนื่องจาก Ο กรณีไดเลื่อนยศทหาร ..............................(สิ่งที่สงมาดวย ๑, ๓, ๕, ๖) Ο กรณีเปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุล ........................(สิ่งที่สงมาดวย ๑, ๒, ๕, ๖) Ο กรณีชํารุด..................................................(สิ่งที่สงมาดวย ๑, ๕, ๖) Ο กรณีสูญหาย...............................................(สิ่งที่สงมาดวย ๔, ๕, ๖) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดําเนินการตอไป ควรมิควรแลวแตจะกรุณา (ลงชื่อ).................................................... (................................................) (ตําแหนง)................................................
๕๑ สมุดใชรถประจําวัน และการลงสมุดใชรถประจําวัน ๑. รถยนตทหารตองมีสมุดใชรถประจําวันทุกคัน ๒. สมุดใชรถประจําวัน ใหเจาหนาที่หนวยที่ไดรับและรักษารถครั้งแรกเบิกหรือซื้อมาประจํารถไว การลงรายการใยสมุดใชรถประจําวันนั้น ใหผูขับรถเปนผูลงทุกคราว แตถาผูบังคับบัญชาเห็นวาผูขับรถ ไมสามารถลงได จะมอบใหผูหนึ่งผูใดลงก็ได ๓. สมุดใชรถประจําวันนั้น เมื่อไดลงรายการหมดเลมแลวจะเก็บไว ณ ที่ใด และผูใดเปนผูเก็บ ใหผูบังคับหนวยที่ขึ้นตรงตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมกําหนดไวอีกชั้นหนึ่ง ๔. สมุดใชรถประจําวันเปนสมุดเลมเล็ก ๆ มีไวประจํารถยนตทุกคัน เพื่อนํารายละเอียดในการใช รถประจําวันมาลงในตารางใชรถประจําวัน คําชี้แจงการเขียน และตัวอยางการลงสมุดใชรถประจําวันตามที่แนบ คําชี้แจงการเขียนสมุดใชรถประจําวัน ๑. หนาใบปก ก. “ชนิดรถ” ใหลงชนิดรถตามความในมาตรา ๑ ขอ ๒.๓.๔ ถามีแบบใหลงแบบ ประกอบดวย เชน รถถัง หรือรถถังแบบ ๗๖ รถเกราะแบบ ๗๔ รถปนใหญตอสูอากาศยาน หรือ รถปนใหญตอสูอากาศยาน แบบ ๗๖ รถปนกล หรือรถปนกลแบบ ๗๕ ข. “เลขหมาย เครื่องยนต เลขแครรถ” ใหเขียนตามที่มีในสมุดประวัติรถยนตทหารประจํารถนั้น ๆ ค. “เลมที่” ลงหมายเลขลําดับเลมทุกครั้งไปเมื่อขึ้นเลมใหม ๒. ตาราง ก. “หนา” ลงหมายเลขลําดับหนาทุกครั้งในเมื่อขึ้นหนาใหม ข. ชอง “วัน เดือน ป” ใหลง วัน เดือน ป ที่ใชรถและทําอะไรแกรถ ค. ชอง “ออก” “ตําบล เวลา” ใหลงตําบลและเวลาที่รถออก ง. ชอง “ถึง” “ตําบล เวลา” ใหลงตําบลและเวลาที่รถถึง จ. ชอง “เวลาเครื่องยนตทํางาน ชั่วโมง นาที” ใหลงเวลาที่เครื่องยนตทํางานในครั้งนั้น ฉ. ชอง “ไปในกิจการ” ใหลงกิจการที่รถตองไปในครั้งนั้น ช. ชอง “หลักฐาน” “ผูสั่ง ผูควบคุม และผูขับ” ใหลงนามผูสั่ง ผูควบคุม และผูขับ ซ. ชอง “ระยะทาง” “เลขเดิม” ใหลงเลขที่เข็มเครื่องบอกระยะชี้ขณะกอนรถออก“เลขใหม” ใหลงเลขที่เข็มเครื่องบอกระยะชี้ขณะเมื่อรถถึง “เปนระยะ” ใหลงเลขผลลบของเลขใหมซึ่งลบดวยเลขเดิม ฌ. ชอง “น้ํามันเชื้อเพลิง” “เมื่อกอนออกมี” ใหจดจํานวนเชื้อเพลิงในถังน้ํามันกอนเติม เมื่อกอนรถออก “เติมใหม” ใหจดจํานวนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เติมใหมทุก ๆ ครั้งที่เติม “เมื่อกลับมี” ใหจดจํานวนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เหลือในถังน้ํามัน “ที่ใชไปแลว” ใหจดจํานวนผลลบของจํานวนเมื่อกอนออกบวกดวยจํานวนที่เติมใหม แลวลบ ดวยจํานวนเมื่อกลับ ญ. ชอง “น้ํามันลื่น” ใหลงจํานวนเฉพาะที่เติมตามชนิดของน้ํามันลื่น ด. ชอง “รายการชํารุดและสิ่งที่เปลี่ยนแปลง” กรอกรายการรถชํารุดวาในวันนั้นอะไรชํารุด บางจัดการซอมหรือใชชิ้นอะไหล บอกชื่อ และจํานวน ถาเปนลวดสลักตองบอกขนาดดวย ทั้งนี้ตองเขียนให ละเอียด ถาไดเปลี่ยนยางนอก ยางใน หรือสายพานเหล็ก ก็ใหเขียนชื่อของยางลงดวย และลงวัน เดือน ป ที่ไดเปลี่ยนยางหรือสายพานกํากับไวดวย
๕๒ เครื่องมือ เครื่องใชในการรักษารถ ถาไดรับรถมาใหมหรือใชหมดไปเทาใด เชน น้ํามันกาด ก็ใหลง ณ ที่นี้ จ. ชอง“หมายเหตุ” ใหกรอกเรื่องพิเศษอื่น ๆ ซึ่งไมมีชองอื่นจะลงไดแลว เชน มีการเปลี่ยนตัว ผูขับรถก็ตองมีการรับสงหนาที่คือ รับสงรถ เครื่องมือ เครื่องใช และของใชประจํารถ เมื่อรับสงแลวใหลง รายการไวในหมายเหตุ เชน “ กุญแจเลื่อนหาย ๑ ผูสงรับใช นอกจากรถและสิ่งของตาง ๆ มีถูกตองตามบัญชี” เมื่อสุดขอความผูสง ผูรับ จะตองลงนามไวเปนสําคัญ (หนาใบปก) สมุดการใชรถประจําวัน สําหรับ ชนิดรถ…………………………………………………………………………….……..……. เลขหมาย……………………………………………………………………………..………. เลขเครื่องยนต…………………………………………………………………….……..…. เลขแครรถ……………………………………………………………………………..……… เลมที่………………………………………………………………………………….…….…… ตัวอยางการลงสมุดใชรถประจําวัน วันที่ ๓๐ เดือน พ.ค. พ.ศ. ๒๕๔๙ ชื่อพนักงานขับ พ.จ.อ.นาวี รักษนาวา ทะเบียน ๔๒๗๖๙ ระยะอานเมื่อออก ๒๑๕๐๒๑ อานเมื่อกลับ ๒๑๕๑๓๕ เชื้อเพลิงเมื่อออก ๖๐ + ๓๘ เมื่อกลับ ๖๐ จํานวนเชื้อเพลิงที่ใช ๓๘ ชื่อผูสั่งใชรถ น.ท.นาวิน ประดูทองแ ตําแหนง หน.รถยนตโดยสารฯ ออก ถึง ไปในราชการ หมายเหตุ ตําบล เวลา ตําบล เวลา กรย.ขส.ทร. รร.พธ.ทร. กยก.พธ.ทร. รร.พธ.ทร. ๑๑๐๐ ๑๓๐๐ ๒๑๐๐ ๒๒๐๐ รร.พธ.ทร. กยก.พธ.ทร. รร.พธ.ทร. กรย.ขส.ทร. ๑๒๓๐ ๑๔๓๐ ๒๒๐๐ ๒๓๐๐ รับ-สง พธ.ทร. ซอมจัดเลี้ยง ชื่อผูตรวจ น.ท.....................................................................
๕๓ การดําเนินการเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ผูขับรถตองรายงานตอผูบังคับบัญชาโดยเร็วที่สุดเมื่อ ๑. สิ่งหนึ่งสิ่งใดของตัวรถหรือตัวรถเกิดชํารุดเสียหาย ๒. เกิดความเสียหายแกบุคคลหรือทรัพยสินใด ๆ และถาความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุที่เกิดขึ้น นั้นคิดเปนจํานวนเงินตั้งแต ๕๐ บาท ขึ้นไปจะตองรายงานตามลําดับชั้นจนถึงผูบังคับบัญชาชั้นหรือเทียบเทา ชั้น ผบ.พล., กองเรือ หรือ ผบ.พลบิน เวนแตกรณีที่มีความเสียหายรายแรงหรือมีการบาดเจ็บสาหัส หรือถึง ตายใหรายงานจนถึงรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ๓. เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผูขับรถตองพยายามที่จะพิจารณา และจดขอความดังกลาวตอไปนี้ สําหรับรายงานตอผูบังคับบัญชาเพื่อวินิจฉัยและปฏิบัติการตอไป (๑) แผนที่สังเขป ก. ตําบลที่อยูของรถเมื่อกอนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุ ข. เสนทางเดิน ค. รอยลอรถที่ตนขับ ง. ความกวางของถนน จ. ตําบลที่อยูของบุคคลหรือสิ่งซึ่งไดรับความเสียหาย (๒) วัน เวลาที่เกิดอุบัติเหตุ (๓) นามและตําบล ที่อยูของผูที่จะเปนพยานไดผูเจ็บปวย สิ่งของเจาของรถ เลขหมายรถ ที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ (๔) อาการเจ็บปวยของบุคคล และความเสียหายของสิ่งของเมื่อกอน และหลังการเกิด อุบัติเหตุ (๕) สัญญาณตาง ๆ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ไดกระทําหรือเปลา (๖) กําลังความเร็งของรถในเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (๗) ถาเปนเวลามืดไดจุดโคมไฟหรือไม (๘) ลักษณะของพื้นทางเปนอยางไร (๙) อากาศมืดมัวเห็นไดไกลเพียงใด (๑๐) กิริยาอาการและความสามารถของผูขับรถคันอื่นที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ (๑๑) ลักษณะแหงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ๓.๘ การซอมรถ การซอมรถแบงเปน ๓ ประเภท ประกอบดวย ๑. การรถในที่ตั้งปกติ ๒. การซอมรถเมื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการ และเกิดชํารุดโดยไมเกิดอุบัติเหตุ ๓. การซอมรถในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ๔. การซอมรถในในที่ตั้งปกติ เมื่อรถคันใดชํารุด ใหหนวยครอบครองรถรายงานการชํารุดตาม แบบรายงานขอซอมทําแผนกรถยนตที่แนบ เพื่อรายงานใหหนวยซอมบํารุงระดับหนวยผูใชซอมบํารุงระหนวย สนับสนุน หรือระดับกลาง และหนวยซอมบํารุงระดับโรงงานซอมทําตามขอบเขตที่รับผิดชอบของหนวย ซอมบํารุง เพื่อใหรถพรอมใชราชการได
๕๔ ๕. การซอมบํารุงเมื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการ รถของสวนราชการขณะปฏิบัติราชการนอกที่ตั้ง และเกิดชํารุดโดยไมเกิดอุบัติเหตุ ใหดําเนินการดังนี้ ๑. ขอรับการสนับสนุนอะไหล และชางซอมจากหนวยซอมที่อยูใกลเคียง เมื่อซอมทําแลวเสร็จ และเดินทางกลับที่ตั้งปกติแลว ใหรายงานขอซอมทํา เพื่อเบิกอะไหลสงคืนหนวยที่ใหการสนับสนุน ๒. เมื่อไมสามารถดําเนินการตาม ขอ ๑. เนื่องจากไมมีอะไหล และชางซอมบํารุงใหการ สนับสนุน พลขับรถตองแจกลับมายังผูบังคับบัญชา เพื่อนําเรียนผูมีอํานาจสั่งอนุมัติ ใหซอมทํา แลวจึงนํา รถเขาซอมทําที่ศูนยบริการรถยนต ตราอักษรตาง ๆ บริษัทเอกชน หรือรานซอมซึ่งมีหมายเลขประจําตัวผูเสีย ภาษีอากร โดยใหผูควบคุมพาหนะ หรือพลขับรถสํารองจายเงินคาซอมทําไปกอน แลวจึงนําใบเสร็จรับเงิน ที่มีหมายเลขประจําตัวผูเสียภาษีอากรหลับมาเบิกหักผลักใชเงินที่หนวยที่ตั้งปกติ ๖. การซอมรถในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เมื่อรถของทางราชการเกิดอุบัติเหตุ ใหดําเนินการดังนี้ ๑. รายงานตอผูบังคับบัญชา ตามขอ ๓.๗ เมื่อเกิดความเสียหายตั้งแต ๕๐ บาทขึ้นไป ๒. รายงานดวนถึง ทร. เมื่อเกิดความเสียหาย ตั้งแต ๒๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป หรือมี ผูเสียชีวิต ๓. การซอมทําในกรณีผูอื่นกระทําละเมิดทําใหรถยนตทางราชการเสียหาย ผูทําละเมิด ตองรับผิดชอบ เมื่อพลขับรถรายงานผูบังคับบัญชาแลว ใหผูบังคับบัญชาเสนอขอแตงตั้งคณะกรรมการ สอบหาขอเท็จจริง สรุปผล เพื่อใหผูมีอํานาจ อนุมัติใหซอมทํา ในกรณีที่ตองนํารถยนตของทางราชการ ไปซอมทําบริษัทเอกชน ใหรายงานเสนอ ผช.เสธ.ทร.(รับคําสั่ง ผบ.ทร.)อนุมัติใหนํารถไปซอมทํา เมื่อซอมทําแลวเสร็จใหผูบังคับบัญชา เสนอ ขอแตงตั้งคณะกรรมการตรวจรับรถไวใชราชการตอไป คา ซอมทําทั้งหมดผูทําละเมิดตองรับผิดชอบ ๔. การซอมทํากรณีพลขับรถ เปนผูทําละเมิดทําใหรถของทางราชการและรถของผูอื่น เสียหาย เมื่อพลขับรถรายงานผูบังคับบัญชาแลว ใหผูบังคับบัญชาเสนอขอแตงตั้งกรรมการสอบหา ขอเท็จจริง สรุปผลเพื่อใหผูมีอํานาจอนุมัติใหซอมทํา ในกรณีที่ตองนํารถของทางราการไปซอมทํา บริษัท เอกชน ใหรายงานเสนอ (ผช.เสธ.ทร.ฝยบ.(รับคําสั่งผบ.ทร.)อนุมัติใหนํารถไปซอมทํา เมื่อซอม ทํารถของราชการแลวเสร็จใหผูบังคับบัญชาเสนอแตงตั้งคณะกรรมการตรวจรับรถไวใหในราชการ คาซอมทํารถของทางราชการ และรถของคูกรณี (ถามี) พลขับรถ เปนผูรับผิดชอบ ๕. ในกรณีที่รถของทางราชการมีประกันภัยซึ่งเปนประภัยประเภทที่ ๓ คาซอมทํารถ ของคูกรณี และอื่น ๆ เชน เสาหลักกิโลราวสะพาน ตนไม ฯลฯ ผูบาดเจ็บ ผูเสียชีวิตบริษัทประกันภัยเปน ผูรับผิดชอบคาซอมทําและคาสินไหมทดแทนตามที่กําหนดไวในกรมธรรม ถาไมมีประกันภัยผูทําละเมิดหรือ พลขับรถเปนผูรับผิดชอบ ๖. ความผิดของพลขับรถที่ตองไดรับการพิจารณา ๑. ทางวินัยในกรณีพลขับรถ เปนผูกระทําละเมิดขึ้นอยูกับการสอบสวนหาขอเท็จจริง ถาเกิดจากความประมาทตองรับโทษ หากเกิดจากเหตุสุดวิสัย เชน เบรกแตก ยางรถระเบิด ฯลฯ ไมตองรับโทษ ๒. ทางอาญา ในกรณีที่มีผูบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตพลขับรถ เปนผูดําเนินการกับเจาหนาที่ บานเมือง โดยผูบังคับบัญชา คณะกรรมสอบสวนหาขอเท็จจริง นายทหารพระธรรมนูญของหนวยเปนผูใหการ แนะนํา และเขารวมฟงการสอบสวน จนถึงขั้นการยินยอมความหรือคดีสิ้นสุด
๕๕ บทที่ ๖ การวางแผนการขนสงดวยรถยนต Motor Transport Planning การวางแผนในขั้นตนนั้นจะขึ้นอยูกับปจจัยตาง ๆ และใชหลักฐานหรือสมมุตฐานอยางกวาง ๆ อยางไรก็ตาม โดยเหตุที่เรามีวิธีการปฏิบัติการขนสงแตกตางกัน การบรรทุกน้ําหนักไมเทากันและพื้นที่ ปฏิบัติการไมเหมือนกัน จึงทําใหการประมาณการคิดคํานวณแตกตางกัน แตถาไดกําหนดขอมูลพื้นฐาน ใชเกณฑตัวเลขมาตรฐานตาง ๆ เหลานี้ใหชัดเจนลงไปแลว จะทําใหเกิดมาตรฐานในการประมาณการวางแผน ไดแนนอนขึ้น ดังนั้น การนําขอมูลพื้นฐานในการวางแผนที่จะกลาวตอไปนี้ไปใชงานไดจริง ควรจะตองปรับ แกไขใหเหมาะสมกับ รปจ. ขีดความสามารถ และความตองการเรงดวนในแตละครั้งดวย ๑. การจัดอัตราและภารกิจของกองรอยรถยนตบรรทุกเบา กองรอยทหารขนสงรถยนตบรรทุกเบา จัดตามอัตราการจัดและยุทโธปกรณ หมายเลข ๕๕ – ๑๗ ๑.๑ ผังการจัด (ตัวอยางการจัดอัตราและภารกิจของกองรอยรถยนตบรรทุกเบา) กองรอยทหารขนสงรถยนตบรรทุกเบา หมวดรถยนตบรรทุก กองบังคับการกองรอย หมวดซอมบํารุง กองบังคับการหมวด ตอนรถยนตบรรทุก หมูรถยนตบรรทุก
๕๖ ๑.๒ ภารกิจ ภารกิจของกองรอยทหารขนสงรถยนตบรรทุกเบา คือ จัดรถยนตบรรทุกสนับสนุนการเคลื่อนยาย กําลังพล และสิ่งอุปกรณของหนวยตาง ๆ ๑.๓ ขีดความสามารถ กองรอยทาหารขนสงรถยนตบรรทุกเบา ใชรถยนตบรรทุกเบา ๒ ๑/๒ ตัน ๖ X ๖ ๑.๓.๑ เมื่อปฏิบัติงานดวยพลขับตามอัตราเต็ม โดยปฏิบัติงานวันละ ๒๐ ชั่วโมง สําหรับ การวางแผนระยะยาว ใชพาหนะ ๗๕ % จะมีขีดความสามารถดังนี้.- ๑) เคลื่อนยายสิ่งอุปกรณ - สําหรับการขนสงระยะใกล จํานวน ๕๗๖ ตัน/วัน (๓๖ คัน X ๔ ตัน X ๔ เที่ยว) - สําหรับการขนสงระยะไกล จํานวน ๑๔๔ ตัน/วัน (๓๖ คัน X ๔ ตัน X ๑ เที่ยว ในรัศมีไมเกิน ๑๐๐ ไมล) ๒) เคลื่อนยายกําลังพล - สําหรับการขนสงระยะใกล จํานวน 900 คน/หนึ่งเที่ยว (๓๖ คัน X ๒๕ คน) - สําหรับการขนสงระยะไกล จํานวน ๖๔๘ คน/หนึ่งเที่ยว (๓๖ คัน X ๑๘ คน) ๓) ปฏิบัติการผสมกันไดตามความจําเปน (คน + สิ่งอุปกรณ) ๑.๓.๒ ถาจัดตามอัตราลด ขีดความสามารถจะลดลง ๔๐% ของขีดความสามารถ ของจัดตามอัตราเต็ม ๒. ปจจัยการวางแผน (Planning Factors) ๒.๑ ขีดความสามารถของหนวยและยานพาหนะ ในกรณีที่ขอมูลไมสมบูรณ หรือมีขอมูล แตไมเดนชัด ใหใชขอมูลตางๆ ตอไปนี้ ในการคํานวณหาจํานวนรถยนตบรรทุกหรือจํานวนกองรอยรถยนต บรรทุกที่ตองการ ๒.๑.๑ จํานวนรถยนตที่สามารถนํามาใชงานได ๒.๑.๒ สําหรับการวางแผนทั่วไป ๒.๑.๓ สําหรับการวางแผนระยะสั้น (เฉพาะภารกิจ) เกิน ๗๕ % ๒.๒ ขีดความสามารถในการบรรทุก ๒.๒.๑ นอกเสนทาง (ในภูมิประเทศ) เทากับอัตราบรรทุกของยานพาหนะนั้น ๆ ๒.๒.๒ บนเสนทาง (ถนนดี) ๑) รถใชลอทางยุทธวิธี คิดเพิ่ม ๑๐๐ % ของอัตราการบรรทุก ๒) รถกึ่งพวงคิดเพิ่ม ๕๐ % ของอัตราการบรรทุก ๓) ในกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน ผบ. หนวย ผูมีอํานาจจะสั่งการใหบรรทุกเกินอัตราได แมจะปฏิบัติการนอกเสนทางก็ตาม
๕๗ แบบรถ อัตราการบรรทุก คนพรอมทั้งเครื่องกล นอกเสนทาง บนเสนทาง จํานวนสูงสุด เครื่องใชประจํากาย (ตัน) (อจย.) (ตัน) (อจย.) รถบรรทุก ๒ ½ ตัน ๖×๖ ๒ ๑/๒ ๔ ๕ ๑๘ รถกึ่งพวง ๑๒ ตัน ๑๒ ๑๒ ๑๘ - รถกึ่งพวง ๒๕ ตัน ๒๕ ๒๕ (๑ รสพ.) ๒๕ - ๒.๓ เวลาปฏิบัติงานตามวงรอบประจําวัน (Daily Round Trips) คิดเกณฑเฉลี่ย (รวมเวลา ที่เสียไปดวย) ดังนี้ ๒.๓.๑ การปฏิบัติงานตลอดวัน ๒๐ ชม. (๒ ผลัด ๆ ละ ๑๐ ชม.) ๒.๓.๒ การขนสงระยะใกลวันละ ๔ เที่ยว (๒ เที่ยว / ผลัด สําหรับการเทียวขน) ๒.๓.๓ การขนสงระยะไกลวันละ ๒ เที่ยว (๑ เที่ยว / ผลัด สําหรับการสงทอด) ๒.๔ อัตราการเคลื่อนที่ (Rate of March) รวมเวลาที่พักสั้นๆ ๒.๔.๑ นอกเสนทาง (ในภูมิประเทศ) ๑๖ กม. ใน ชม. (๑๐ ไมล ใน ชม.) ๒.๔.๒ บนเสนทาง (ถนนดี) ๓๒ กม. ใน ชม. (๒๐ ไมล ใน ชม.) ๒.๕ เวลาที่เสียไป (Delays Time) คือ เวลาที่เสียไปในการขนขึ้น – ขนลง หรือเวลา ปลด – เกี่ยวขอพวงในการขนสงระยะไกล (การสงทอด) และเวลาที่เสียไปอื่น ๆ เชน หยุดพักสั้น ๆ ระหวาง ทาง เวลาที่เสียไประหวางเดินทางที่มีการหยุด หยุดรอการขามฟากฯลฯ (ซึ่งเวลาเหลานี้จะไมคิดรวมกับเวลาที่ ยานพาหนะใชในการเดินทาง) เวลาที่เสียไปสําคัญๆ มีดังนี้ ๒.๕.๑ สิ่งอุปกรณ ขนขึ้น – ขนลง / เที่ยว = ๒ ๑/๒ ชม. ๒.๕.๒ กําลังพล ขนขึ้น – ขนลง / เที่ยว = ๑/๒ ชม. ๒.๕.๓ การปลด – เกี่ยวขอพวง / เที่ยว = ๑ ชม. ๒.๖ เวลาวงรอบ (Turnaround Time) คือ เวลาที่ใชในการเดินทางทั้งไป – กลับ รวมเวลาที่ เสียไป (Delays Time) แตละเที่ยว การหาเวลาวงรอบกระทําไดโดยใชสูตร ดังนี้ เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ ๒.๗ ระยะทางไปขางหนา / วัน จะยึดถือวงรอบการปฏิบัติงาน ๑๐ ชม. / ผลัด และเวลาที่เสีย ไป (Delays Time) จะไดระยะทางไปขางหนา ดังนี้ ๒.๗.๑ การขนสงระยะใกล (บนเสนทาง) ๔๐ กม. (๒๕ ไมล) สําหรับการเทียวขน ๒.๗.๒ การขนสงระยะไกล (บนเสนทาง) ๑๔๔ กม. (๙๐ ไมล) สําหรับการสงทอด
๕๘ ๓. การคํานวณหาจํานวนยานพาหนะและจํานวนกองรอยรถยนตบรรทุกเพื่อใชงาน ในการวางแผนเพื่อทราบความตองการจํานวนยานพาหนะหรือจํานวนหนวยที่ใชในการเคลื่อนยาย สิ่งอุปกรณเราสามารถหาไดจากประมาณการและขอมูลตาง ๆ ดังนี้ ๓.๑ การขนสงโดยตรง (Direct Haul) จํานวนยานพาหนะ =จํานวนตันที่จะขน จํานวนตัน / คัน จํานวนกองรอย รยบ. = จํานวนตันที่จะขน จํานวนตัน / คัน × จํานวนรถ / กองรอย รยบ. ในการปฏิบัติขน สป. ครั้งหนึ่ง มีรายละเอียดในการขนจากตําบล ก. ไปตําบล ข. ดังนี้ ๑. จํานวน สป. ที่ตองการขน ๓๖๐ ตัน ๒. ขีดความสามารถในการบรรทุกของ รยบ. ๕ ตัน / คัน ๓. จํานวนรถ / กองรอย (๗๕%) ๓๖ คัน จํานวนยานพาหนะ =จํานวนตันที่จะขน จํานวนตัน / คัน =๓๖๐ = ๗๒ คัน ๕ จํานวนกองรอย รยบ. = ๓๖๐ = ๒ กองรอย ๕ × ๓๖
๕๙ ๓.๒ การเทียวขน (Shuttle) ในกรณีที่ขนหลายเที่ยว / วัน จะตองทราบเวลาที่ตองใชไปในแตละเที่ยวเสียกอน หรือที่เรียกวา เวลาวงรอบ (Turnaround Time) ซึ่งเวลาดังกลาวนี้เปนเวลาทั้งสิ้นที่ใชไปในการเดินทางทั้งไป – กลับ รวมกับ เวลาที่เสียไปอื่นๆ (Delay Time) ในระหวางการเทียวขนนั้น เชน การขนขึ้นลง การพักเล็กๆ นอยๆ เพื่อ ปรนนิบัติบํารุงรักษารถ เปนตน เวลาที่เสียไปนี้ ในการคํานวณจะตองใหใกลเคียงกับหลักปฏิบัติจริงใหมากที่สุด มิฉะนั้นจะทําใหเวลาวงรอบไมแนนอน เปนผลใหการคํานวณหาหนวยรถ จํานวนกองรอย รยบ. ที่จะนํามาใช ผิดพลาดไปดวย เพื่อสะดวกในการศึกษาภาคทฤษฎี เราขอใหเวลาที่เสียไปในการปลด – เกี่ยวขอพวงที่ตนทาง และปลายทาง ๑ ชม. เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ เมื่อไดเวลาวงรอบที่ใชในแตละเที่ยวแลว ก็สามารถหาจํานวนเที่ยวที่ใชปฏิบัติงานใน ๑ วันได จํานวนเที่ยว / วัน =เวลาปฏิบัติงานตอวัน เวลาวงรอบ =๒๐ เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน / วัน = จํานวนตัน / คัน × จํานวนเที่ยว / วัน = จํานวนตัน / คัน × ๒๐ เวลาวงรอบ จํานวนยานพาหนะ = จํานวนตันที่จะขน จํานวนตัน / คัน / วัน =จํานวนตันที่จะขน จํานวนตัน / คัน / วัน × ๒๐ เวลาวงรอบ =จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ จํานวนกองรอย รยบ. =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ × จํานวนรถ / กองรอย รยบ.
๖๐ ในการปฏิบัติขน สป. ครั้งหนึ่ง มีรายละเอียดในการเทียวขน ดังนี้ ๑) การขนสงระยะใกล ระยะทางในการเทียวขน ๔๐ กม. ๒) จํานวน สป. ที่ตองการขน ๗๖ ตัน ๓) ขีดความสามารถในการบรรทุกของ รยบ. ๔ ตัน / คัน ๔) ใชอัตราการเคลื่อนที่บนเสนทาง ๓๒ กม. ใน ชม. ๕) จํานวนรถ / กองรอย (๗๕%) ๓๖ คัน เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ เวลาวงรอบ =๒ × ๔๐ + ๒.๕ ๓๒ = ๕ ชม. จํานวนเที่ยว / วัน =เวลาปฏิบัติงาน / วัน เวลาวงรอบ =๒๐ ๕ = ๔ เที่ยว จํานวนยานพาหนะ = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๕๗๖ × ๕ ๔ × ๒๐ = ๓๖ คัน จํานวนกองรอย รยบ. =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๓๖ = ๑ กองรอย ๓๖ จํานวนกองรอย รยบ. =จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ × จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๕๗๖ × ๕ ๕๗๖ × ๒๐ × ๓๖ = ๑ กองรอย
๖๑ ตัวอยางที่ ๑ ในการขนสงระยะใกลจากคลังถึงคลัง มีระยะทาง ๑๘ กม. จะตองขน สป. จํานวน ๑,๕๐๐ ตัน ใหหมดภายใน ๓ วัน โดยวิธีเทียวขน น้ําหนักบรรทุก/คัน เทากับ ๔ ตัน และใชอัตรา การเคลื่อนที่ ๒๔ กม. ใน ชม. จะตองใช รยบ. เบา ๒ ½ ตัน ๖ × ๖ กี่คัน/วัน และเปนจํานวนกี่กองรอย ในการปฏิบัติการครั้งนี้ใชกองรอยทหารขนสงรถยนตบรรทุกเบา อจย. ๕๕ – ๑๗ เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ = ๒ × ๑๘ + ๒.๕ = ๔ ชม. ๒๔ = ๑,๕๐๐ = ๕๐๐ ตัน ๓ จํานวน รยบ. เบา = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๕๐๐ × ๔ ๔ × ๒๐ = ๒๕ คัน จํานวนกองรอย รยบ. เบา =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๒๕ = ๐.๖๙ กองรอย ๓๖ ตัวอยางที่ ๒ จากตัวอยางขางบนถาเปลี่ยนใชเปน รยบ. กึ่งพวง ๑๒ ตัน จะใชจํานวนเทาใด กี่กองรอย เวลาวงรอบ =๒ × ๑๘ + ๒.๕ = ๔ ชม. ๒๔ จํานวน รยบ. กึ่งพวง ๑๒ ตัน = ๕๐๐ × ๔ = ๘.๓๓ = ๙ คัน ๑๒ × ๒๐ จํานวนกองรอย =๙ = ๐.๓๘ กองรอย ๒๔
๖๒ ๓.๓ การสงทอด (Relay) การขนสงวิธีนี้นิยมใชในการขนสงระยะไกลโดยรถพวง หรือ รถกึ่งพวง มีการแบงระยะทาง ออกเปนชวง (Section หรือ Leg) และอัตราสวนระหวางรถหัวลากกับรถพวงหรือรถกึ่งพวงเทากัน ๑ ตอ ๒ แตละชวงของระยะทางจะเปนการปฏิบัติการขนแบบเทียวขน โดยที่สิ่งบรรทุกบนรถพวง หรือรถกึ่งพวงจะไมมี การขนถายตั้งแตตนทางจนถึงปลายทาง การวางแผนการขนสงระยะไกลโดยวิธีขนสงทอด จะตองเพงเล็งถึง การจัดตั้ง สถานีรถยนตบรรทุก (Truck Terminal - TT) ตนทางและปลายทาง ตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (Trailer Transfer Point - TTP) ๓.๓.๑ สถานีรถยนตบรรทุก (Truck Terminal - TT) เปนสถานที่ที่ตั้งขึ้นใกลๆ กับเสนทางการปฏิบัติการขนสงตนทางและปลายทาง ของการขนสงระยะไกล เปนสถานีที่เชื่อมระหวางการขนสงระยะใกลกับการขนสงระยะไกลตางๆ เขาดวยกัน แลวปฏิบีติการขนสงตอไป ควรจะตองเลือกพื้นที่ซึ่งมีเสนทางขน สป. และกําลังพล เขามาและผานออกไปอยาง สะดวก ไมมีสิ่งกีดขวางที่ทําใหเกิดตําบลคับขัน (Critical Point) นอกจากนี้ควรอยูใกลตําบลที่จะเขาไปขน หรือไปสง สถานีรถยนตบรรทุกนี้อาจดัดแปลงเปนคลังพักสินคายอย และจะตองมีสิ่งอํานวยความสะดวกเทาที่ จําเปน เชน โรงเลี้ยง สถานีซอมบํารุง การบริการทางธุรการตาง ๆ ๓.๓.๒ ตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (Trailer Transfer Point - TTP) เปนสถานที่ที่จัดตั้งระหวาง TT ตนทาง และ TT ปลายทาง จะมี TTP กี่แหงนั้น ขึ้นอยูกับระยะทางที่ทําการขนวาไกลเพียงใด สามารถใชอัตราการเคลื่อนที่ไดมากหรือนอย ตําบลสับเปลี่ยน รถพวงนี้จะตองมีรถพวงเปลาและรถหัวลากเพียงพอสําหรับชวง (Leg) หนึ่งๆ รวมทั้งตองเปนสถานที่แข็งแรง มีที่พักเพียงพอ มีสถานที่พักผอนและปรนนิบัติบํารุงยานพาหนะ รวมทั้งจัดการดานเอกสาร การจัดตั้ง TTP แตละแหง จะพิจารณาถึงเวลาวงรอบในการปฏิบัติงาน เวลาที่เสียไป และอัตราการเคลื่อนที่มาประกอบในการ หาระยะทางแตละแหงในการจัดตั้ง TTP วาควรมีระยะทางหางกันแตละแหงเทาใดและจะมีกี่แหง โดยใชสูตร ระยะทางการจัดตั้ง TTP = (๑๐ – ๑) × อัตราการเคลื่อนที่ ๒ ๑๐ = เวลาที่ใชปฏิบัติงานใน ๑ ผลัด (ไป – กลับ) ๑๐ ชม. ๑ = เวลาที่เสียไปในการปลด – เกี่ยวขอพวง ๑ ชม. (ไป – กลับ) ในการจัดระยะทางระหวาง TTP นั้น เนื่องจากถาเสนทางประเภทเดียวกัน ลักษณะภูมิประเทศ เดียวกัน และไมมีสิ่งกีดขวาง ทําใหใชอัตราการเคลื่อนที่เดียวกันได จึงทําใหระยะทางจัดตั้ง TTP ชวงตาง ๆ เทากันไปดวย อยางไรก็ตาม ในการปฏิบัติจริงในภูมิประเทศอาจมีพื้นที่ไมเหมาะสมในการตั้ง TTP จึงทําให ระยะทางเปลี่ยนแปลงไปบางเล็กนอย แตสําหรับชวงที่สั้นที่สุด ควรอยูในชวงทายเสมอ เพื่อสะดวกในการ ควบคุมและงายตอการจัดหาสิ่งอํานวยความสะดวกใหกับ TTP ซึ่งอยูระหวางทางเมื่อจําเปน ในการขนระยะไกลโดยวิธีสงทอด ระยะทางจาก TT ตนทางถึง TT ปลายทาง เทากับ ๓๕๐ กม. ถา รอย.ขส.รยบ. กลาง (ผสม) ใชอัตราการเคลื่อนที่ ๓๒ กม. ใน ชม. จงพิจารณาจัดตั้ง TTP วามีกี่แหง และระยะทางชวงละเทาใดบาง
๖๓ ระยะทางการจัดตั้ง TTP = (๑๐ – ๑) × อัตราการเคลื่อนที่ ๒ = (๑๐ – ๑) × ๓๒ ๒ = ๑๔๔ กม. จะจัดตั้ง TTP = ๓๕๐ = ๒ แหง ๓ ชวง (ชวงสุดทาย ๖๒ กม.) ๑๔๔ TT ตนทาง ๑๔๔ กม. ๑๔๔ กม. ๖๒ กม. TT ปลายทาง TTP ๑ TTP ๒ ดังนั้นรวมเวลาที่เสียไปทั้งสิ้นจาก TT ตนทาง ถึง TT ปลายทาง ๓ ชวง เทากับ ๓ ชม. ๓.๓.๓ การหาจํานวนยานพาหนะ / กองรอย รยบ. ในการขนสงทอด การขนสงทอดนั้นแตละชวงพลขับจะขับรถยนตบรรทุกกึ่งพวงไปสงยัง TTP ถัดไป และปลด ขอพวงเพื่อสับเปลี่ยนใหพลขับหัวรถลากของ TTP ถัดไป ขับรถยนตบรรทุกกึ่งพวงตอไปขางหนา สวนตนเองจะ นํารถยนตกึ่งพวงเปลากลับมายัง TTP ของตนเพื่อทําการบรรทุกตอไปดังภาพ TT ตนทาง ตัวอยาง ถาจะขน สป. จํานวน ๕๗๖ ตัน จาก TT ตนทาง ไปยัง TT ปลายทาง ระยะทาง ๓๕๐ กม. โดยใชรถกึ่งพวง ๑๒ ตัน ใหเสร็จใน ๑ วัน จะตองใชรถกึ่งพวง ๑๒ ตัน จํานวนกี่คันและกี่กองรอยการปฏิบัติการ ครั้งนี้ใชกองรอยทหารขนสงรถยนตบรรทุกกลาง (ผสม) อจย. ๕๕ – ๑๘ ขีดความสามารถในการบรรทุก ๑๒ ตัน / คัน อัตราการเคลื่อนที่ ๓๒ กม. ใน ชม. เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ =๒ × ๓๕๐ + ๓ = ๒๔.๘๘ ชม. ๓๒ รถบรรทุก รถบรรทุก รถบรรทุก รถเปลา TTP ๑ รถเปลา TTP ๒ รถเปลา TT ปลายทาง
๖๔ จํานวนรถกึ่งพวง = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๕๗๖ × ๒๔.๘๘ = ๕๙.๗๑ = ๖๐ คัน ๑๒ × ๒๐ จํานวนกองรอย =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๖๐ = ๒.๕ กองรอย ๒๔ หรือหาจํานวนยานพาหนะแตละชวงก็ไดเชนกัน ดังนี้ เวลาวงรอบชวงที่ ๑ =๒ × ๑๔๔ + ๑ = ๑๐ ชม. ๓๒ เวลาวงรอบชวงที่ ๒ = ๑๐ ชม. เวลาวงรอบชวงที่ ๓ =๒ × ๖๒ + ๑ = ๔.๘๘ ชม. ๓๒ จํานวนรถกึ่งพวงที่ใชในชวงที่ ๑ = ๕๗๖ × ๑๐ = ๒๔ คัน ๑๒ × ๒๐ จํานวนรถกึ่งพวงที่ใชในชวงที่ ๒ = ๒๔ คัน จํานวนรถกึ่งพวงที่ใชในชวงที่ ๓ = ๕๗๖ × ๔.๘๘ = ๑๑.๗๑ = ๑๒ คัน ๑๒ × ๒๐ รวมเปนจํานวนรถทั้งสิ้น = ๒๔ + ๒๔ + ๑๒ = ๖๐ คัน ๓.๓.๔ หลักสําคัญในการกําหนดที่ตั้ง TT และ TTP การเลือกที่ตั้ง TT และ TTP เพื่อปฏิบัติงานมีผลตอขีดความสามารถของหนวยในการ ปฏิบัติภารกิจการขนระยะไกลโดยตรง จึงควรพิจารณาอยางรอบคอบกอนจะตัดสินใจตั้งพื้นที่นั้นเปน TT หรือ TTP หลักสําคัญในการกําหนดที่ตั้งดังกลาว มีดังนี้ ๑) บริเวณที่จะใหรถไปจอดพัก ๒) ขายถนนที่ใชปฏิบัติงาน ๓) หนวยใกลเคียงที่สามารถใหการสนับสนุนฝายเรา ๔) ขนาดความยากงายของภารกิจ ๕) ชนิดและจํานวนรถที่ใชในการปฏิบัติภารกิจ ๖) สิ่งอํานวยความสะดวกในที่ตั้ง ๗) วิธีการควบคุมการใชรถ (ปลอยรถ)
๖๕ ๘) จํานวนรถพวง / กึ่งพวง ที่จะใชแตละ TT หรือ TTP โดยประมาณ ๙) การปองกันตนเองโดยการ รปภ. และการพราง ๑๐)ขีดความสามารถของขาศึกที่อาจกระทําฝายเรา ตัวอยางการวางแผนการขนสง รูปที่ ๑ แสดงแผนผังเสนทางและตําบลตางๆ ในรูปที่ ๑ ไดแสดงแผนผังของตําบลตางๆ ที่เกี่ยวของในการปฏิบัติการขนสง ซึ่งมีเสนทางและ ระยะทางแสดงไว ๑. การนําปจจัยมาใชในการวางแผน ๑.๑ เวลาปฏิบัติงานในหนึ่งวัน ๒๐ ชม. (๒ ผลัดๆ ละ ๑๐ ชม.) ๑.๒ จํานวนรถที่ใชในกองรอย (คิด ๗๕ %) ๓๖ คัน ๑.๓ ขีดความสามารถในการบรรทุกของ รยบ. ๒ ½ ๔ ตัน / คัน ๑.๔ ขีดความสามารถในการบรรทุกของรถกึ่งพวง ๑๒ ตัน ๑๒ ตัน / คัน ๑.๕ อัตราการเคลื่อนที่ ๓๒ กม. ใน ชม. ๑.๖ เวลาที่เสียไปในการขนขึ้น – ขนลง ๒ ๑ ๒ ชม. / เที่ยว ๑.๗ เวลาที่เสียไปในการปลด – เกี่ยวขอพวง ๑ ชม. / เที่ยว ท่าเรือ ๑๖ กม. ๓๗๒.๘ กม. TT ปลายทาง TT ต้นทาง ๘ กม. ๑๖ กม. คลัง ๑๐๑ คลัง ๓๐๑ ชายหาด ๒๔ กม.
๖๖ ๒. จํานวน สป. ที่ตองการขน ๒.๑ จํานวน สป. ที่ตองขน มีดังนี้ ๒.๑.๑ สิ่งอุปกรณที่ทาเรือ จํานวน ๓,๖๐๐ ตัน/วัน จะตองขนไปคลัง ๓๐๑ ๒.๑.๒ สิ่งอุปกรณจากชายหาด จํานวน ๒,๔๐๐ ตัน/วัน จะตองขนไปคลัง ๑๐๑ ๒.๑.๓ สิ่งอุปกรณจากคลัง จํานวน ๑,๕๐๐ ตัน/วัน จะตองขนไปคลัง ๓๐๑ ๒.๒ เพื่อใหเห็นวาจํานวนสิ่งอุปกรณที่ใด จํานวนเทาใด จะตองขนไปที่ไหนบาง จะแสดงให ทราบในรูปที่ ๒ รูปที่ ๒ แผนผังแสดงภาพการขนจํานวนสิ่งอุปกรณไปยังตําบลตางๆ แสดงแผนผังเสนทางและตําบลตางๆ ๔. การพิจารณาหนวยที่ใชขน การเลือกหนวยที่ใชขนจะตองมีการพิจารณาแบบของการขน พื้นที่ปฏิบัติการขน และจํานวนตัน /วัน ที่ตองการขน สวนการกําหนดสถานีตนทางใหนั้น ตามหลักก็ควรอยูบริเวณกลางของการปฏิบัติ คือตําบลที่เปน ทางรวม ตามตัวอยางนี้ สามแยกระหวางทาเรือ กับคลัง ๑๐๑ นับวาเปนตําบลที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งเปนสถานี ตนทาง เพราะอยูใกลหนวยสง สวนสถานีปลายทางก็คงเปนทํานองเดียวกัน ควรจัดไวตามชุมทางใกลๆ กับ ตําบลที่รับมอบใหเปนหนวยรับ ดังนั้น ทางสามแยกทางทิศเหนือของคลัง ๓๐๑ จึงนับวาเหมาะที่จะจัดเปน สถานีปลายทาง เพราะเหตุวาตําบลนี้อยูใกลกับคลัง ๓๐๑ ดังนั้น การพิจารณาใชหนวยเขาปฏิบัติงานโดย พิจารณาจากความเหมาะสมของงานที่ไดรับมอบ ดังนี้ ท่าเรือ ๓,๖๐๐ ตัน ๕,๑๐๐ ตัน TT ปลายทาง TT ต้นทาง ๑,๕๐๐ ตัน ๕,๑๐๐ ตัน คลัง ๑๐๑ คลัง ๓๐๑ ชายหาด ๒,๔๐๐ ตัน
๖๗ ๔.๑ จากหาด ไปคลัง ๑๐๑ นั้นเปนการระบาย สป. จากหาดเขาเก็บในคลังไมมีการสงตอไปอีก ควรใชกองรอยรถยนตบรรทุกเบา ๔.๒ จากทาเรือและคลัง ๑๐๑ ไปยังสถานีตนทางนั้น เนื่องจากตองมีการขนสงระยะไกลตอไป ยังคลัง ๓๐๑ จึงควรพิจารณาใชกองรอยรถยนตบรรทุกกลาง (ผสม) เปนหลัก เนื่องจากสามารถขนสงทอดไป ยังคลัง ๓๐๑ ไดทันทีโดยไมตองเปลี่ยนประเภทรถและเปนการประหยัดเวลาในการขนขึ้น – ขนลงระหวางทาง ๕. การกําหนดที่ตั้งตําบลสับเปลี่ยนรถพวง เมื่อเราไดวางแผนที่จะใชหนวยขนสงดวยรถยนตใหเหมาะสมกับงานตางๆ แลว ยังอยูแตวาจะคิด หาจํานวนกองรอยรถยนตเขาประจําแหงละกี่กองรอยเทานั้นกอนที่จะคิดคํานวณเราตองมาพิจารณากันกอนวา กิจเฉพาะที่ไดกําหนดไวใหเปนการขนสงระยะไกล คือ จากสถานีตนทางถึงสถานีปลายทางมีระยะทางไกลมาก จําเปนตองแบงชวงระยะทางตอนนี้ออกเปนชวง ๆ เพื่อใหปฏิบัติงานไดเปนแบบขนสงทอด (Relay) การกําหนดตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (TTP) ตามเสนทางนั้น ขอมูลกําหนดใหระยะทางระหวางตําบลสับเปลี่ยน รถพวง (TTP) ตองไมเกินเวลาที่ปฏิบัติงานตามวงรอบ คือ ๑๐ ชม. (ปฏิบัติวันละ ๒ เที่ยว) เวลาที่เสียไป ในการปลด – เกี่ยวขอพวง ชวงละ ๑ ชม. จะกระทําไดดังนี้ ระยะทางจัดตั้ง TTP = (๑๐ – ๑) × อัตราการเคลื่อนที่ ๒ = (๑๐ – ๑) × ๓๒ ๒ = ๑๔๔ กม. ฉะนั้น ระยะทางระหวางตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (TTP) เทากับ ๑๔๔ กม. เมื่อคํานวณหาระยะทาง ไดดังนี้แลวก็ใหกําหนดจุดบนเสนทางที่จะปฏิบัติการขนสงระยะไกล ดังภาพตัวอยางในรูปที่ ๓ สวนการ พิจารณากําหนดตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (TTP) ที่แทจริงในภูมิประเทศ ก็ตองพิจารณารายละเอียด อยางรอบคอบ ไดแก ขนาดของพื้นที่ที่ตองการใช ความเหมาะสม สถานการณทางยุทธวิธี สิ่งอํานวยความ สะดวกตาง ๆ ฯลฯ
๖๘ รูปที่ ๓ ภาพแผนผังแสดงการจัดตั้งสถานีตนทาง สถานีปลายทาง และตําบลสับเปลี่ยนรถพวง ขอใหสังเกตวา ถาหากระยะจัดตั้งตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (TTP) ไมลงตัว ชวงที่สั้น (๘๔.๘ กม.) นั้น ควรจะใหไปอยูชวงสุดทาย ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดตั้ง TTP ซ้ําซอน เมื่อมีการขยายระยะทางในการ ปฏิบัติการออกไปอีก ๖. การคํานวณหาจํานวนยานพาหนะ / กองรอยรถยนตบรรทุก ๖.๑ การขนสงระยะไกลจาก TT ตนทาง ไป TT ปลายทาง จํานวน ๕,๑๐๐ ตัน โดย รยบ.กึ่งพวง ขนาด ๑๒ ตัน เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ = ๒ × ๓๗๒.๘ + ๓ = ๒๖.๓ ชม. ๓๒ จํานวนรถกึ่งพวง = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๕,๑๐๐ × ๒๖.๓ = ๕๕๘.๙ = ๕๕๙ คัน ๑๒ × ๒๐ = ๕๕๙ = ๒๓.๓ กองรอย ๒๔ จํานวนกองรอย =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. ท่าเรือ ๑๔๔ กม. TT ต้นทาง คลัง ๑๐๑ คลัง ๓๐๑ ชายหาด ๑๔๔ กม. ๘๔.๘ กม. TT ปลายทาง
๖๙ ๖.๒ การขนสงระยะใกลจาก TT ตนทาง ไป TT ปลายทาง จํานวน ๓,๖๐๐ ตัน โดย รยบ.กึ่งพวง ขนาด ๑๒ ตัน เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ = ๒ × ๑๖ + ๑ = ๒ ชม. ๓๒ จํานวนรถกึ่งพวง = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๓,๖๐๐ × ๒ = ๓๐ คัน ๑๒ × ๒๐ จํานวนกองรอย =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๓๐ = ๑.๒๕ กองรอย ๒๔ ๖.๓ การขนสงระยะใกลจาก คลัง ๑๐๑ ไป TT ตนทาง จํานวน ๑,๕๐๐ ตัน โดย รยบ.กึ่งพวง ขนาด ๑๒ ตัน เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ = ๒ × ๘ + ๑ = ๑.๕ ชม. ๓๒ จํานวนรถกึ่งพวง = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๕,๑๐๐ × ๑.๕ = ๙.๓๘ = ๑๐ คัน ๑๒ × ๒๐ จํานวนกองรอย =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๑๐ = ๐.๔๒ กองรอย ๒๔
๗๐ ๖.๔ การขนสงระยะใกลจาก TT ปลายทาง ไปคลัง ๓๐๑ จํานวน ๕,๑๐๐ ตัน โดย รยบ.กึ่งพวง ขนาด ๑๒ ตัน เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ = ๒ × ๑๖ + ๑ = ๒ ชม. ๓๒ จํานวนรถกึ่งพวง = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๕,๑๐๐ × ๒ = ๔๒.๕ = ๔๓ คัน ๑๒ × ๒๐ จํานวนกองรอย =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๔๓ = ๑.๗๙ กองรอย ๒๔ ๖.๕ การขนสงระยะใกลจากหาดไปยังคลัง ๑๐๑ จํานวน ๒,๔๐๐ ตัน โดยใช รยบ.เบา ๒ ½ ตัน เวลาวงรอบ =๒ × ระยะทาง + เวลาที่เสียไป อัตราการเคลื่อนที่ = ๒ × ๒๔ + ๒.๕ = ๔ ชม. ๓๒ จํานวนรถกึ่งพวง = จํานวนตันที่จะขน × เวลาวงรอบ จํานวนตัน / คัน × ๒๐ = ๒,๔๐๐ × ๔ = ๑๒๐ คัน ๔ × ๒๐ จํานวนกองรอย รยบ. เบา =จํานวนยานพาหนะ จํานวนรถ / กองรอย รยบ. = ๑๒๐ = ๓.๓๓ กองรอย ๓๖
๗๑ ๖.๖ รวมกองรอย รยบ. กลาง (ผสม) ที่จะตองใชในการปฏิบัติงาน ทั้งที่ปฏิบัติการขนสงระยะไกล และการขนสงระยะใกล การขนสงระยะไกล จาก TT ตนทาง – TT ปลายทาง = ๒๔ กองรอย การขนสงระยะใกล จาก ทาเรือ - TT ตนทาง = ๒ กองรอย การขนสงระยะใกล จาก คลัง ๑๐๑ - TT ตนทาง = ๑ กองรอย การขนสงระยะใกล จาก TT ปลายทาง – คลัง ๓๐๑ = ๒ กองรอย รวม = ๒๙ กองรอย กองรอย รยบ. กลาง ๒๙ กองรอย ซึ่งคํานวณหามาไดนี้ ก็จะนําไปใชงานตามกิจเฉพาะที่ไดกําหนดให ไวเมื่อตอนวางแผน ฉะนั้น การคิดจํานวนกองรอยใหแกชวงตางๆ จึงเปนการเฉลี่ยงานใหโดยทั่วถึงระหวาง กองรอย รยบ.กลางทั้งสิ้น การปฏิบัติงานของกองรอย รยบ.กลาง ทั้งหมดนี้ก็เปนการปฏิบัติการแบบสงทอด ซึ่งมีการรับชวงคันตอๆ ไป จนถึงที่หมายปลายทาง ในกรณีที่เศษของกองรอยที่ไดจากการคํานวณ ใหคิดเปน จํานวนเต็มเสมอ ๖.๗ การจัดหนวยเขาควบคุมการปฏิบัติ เราสามารถหาจํานวนกองรอยที่เขาปฏิบัติงานได ดังนี้คือ i. กองรอย รยบ.กลาง (ผสม) ๒๙ กองรอย ii. กองรอย รยบ.เบา ๔ กองรอย iii. สถานีรถยนตบรรทุก (Truck Terminal) ๒ แหง iv. ตําบลสับเปลี่ยนรถพวง (TTP) ๒ แหง .........................................................
๗๒ บทที่ ๗ หลักปฏิบัติงานดานการขนสง ๑. กลาวนํา การดําเนินการดานการขนสงไมวาจะเปนการขนสงในลักกษณะ หรือประเภทใดก็ตาม ทั้งในทาง พาณิชยและทางดานการทหาร จําเปนตองมีแนวทางหรือหลักนิยมที่หนวยงานหรือองคกรนิยมใชในการขนสง เพื่อใหบรรลุภารกิจ ทั้งนี้อาจมีความแตกตางในรูปแบบวิธีการบางประการ ๒. การจัดการขนสง ผูที่ปฏิบัติงานดานการขนสง จะตองพิจารณาวาภารกิจที่ไดรับมานั้นจะทําการขนสงโดยทางใด จึงจะเหมาะสม โดยยึดหลักในเรื่องความรวดเร็ว ประหยัดคุมคา ปลอดภัยและถูกตอง แตการที่จะพิจารณา ใหไดผล ตามหลักดังกลาวจําเปนตองคําถึงองคประกอบตาง ๆ เชน พลขับ เสนทางคมนาคม พาหนะ เครื่องมือ อุปกรณขนถาย สิ่งของที่บรรทุก/ลําเลียง ขั้นตอนบรรทุกขนถาย ระยะเวลาการขนสง คาใชจายตาง ๆ (น้ํามัน เชื้อเพลิง เบี้ยเลี้ยง อื่น ๆ ) สภาพภูมิอากาศรวมถึงความเสี่ยงหรืออันตรายในการปฏิบัติการ เปนตน ทั้งนี้ เพื่อนําไปสูการตัดสินใจในการเลือกวิธีการและสามารถวางแผนการขนสงที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในสวนของ ทร. มีการบริหารจัดการขนสงโดยเฉพาะทางรถยนตไดออกระเบียบ ทร. วาดวยศูนยบริการรถที่ใชในปจจุบัน ป พ.ศ.๒๕๕๗ กําหนดให นขต.ทร. ที่มีรถประจําหนวยใชรถของหนวยใหเต็มประสิทธิภาพเสียกอน หากเกิน ขีดความสามารถ จึงใหขอรับการบริการเพิ่มเติมจากศูนยบริการรถที่มีหนาที่ใหบริการสวนราชการนั้นกอน ในกรณีที่ศูนยบริการรถที่มีหนาที่ใหบริการยังไมสามารถดําเนินการได ใหศูนยบริการรถนั้นเสนอขอบริการจาก ศูนยบริการอื่นที่อยูใกลเคียง หรือศูนยบริการชั้นที่สูงขึ้นไปตามลําดับ จนถึงศูนยบริการชั้นที่ ๑ คือ ขส.ทร. ซึ่งเปนศูนยรวมรถทุกชนิด โดยมีรายละเอียดดังนี้ ๓. บันทึกการใชยานพาหนะและการปรนนิบัติบํารุง การใชยานพาหนะผูขับขี่และหนวยตองตรวจสภาพและปรนนิบัติบํารุง หรือซอมบํารุงปองกัน กอนนําออกใชงาน ขณะใชงาน และหลังจากใชงาน การปฏิบัติงานตองเลือกใชเสนทางตรงหรือเสนทาง ที่ประหยัดที่สุดเพื่อเปนการประหยัดเชื้อเพลิง นอกจากนี้การใชยานพาหนะตองปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และขอบังคับที่เกี่ยวของโดยเฉพาะรถยนต เมื่อมีการใชตองบันทึกการใชรถและการปรนนิบัติบํารุงลงใน เอกสารตาง ๆ ดังนี้ ๑. สมุดใชรถประจําวัน เปนสมุดที่เจาหนาที่หนวยที่รับและรักษารถครั้งแรกเบิกหรือซื้อมา ประจําไวโดยรถทุกคันตองมีสมุดดังกลาวอยูประจํารถ ซึ่งผูขับรถลงรายการในสมุดใชรถประจําวันทุกครั้งที่ใชรถ ทั้งนี้ถาผูบังคับบัญชาเห็นวาผูขับรถไมสามารถลงไดจะมอบใหผูหนึ่งผูใดลงก็ได ๒. ใบแสดงรายการใชรถ เปนสมุดที่แสดงรายการการปรนนิบัติบํารุง การจายและใชรถของผู จายรถ พลขับ และผูใชรถ ๓. บันทึกการใชรถประจําวันของหนวย เปนแบบฟอรมที่แสดงถึงภารกิจการและจํานวนใชรถ ในแตละวันของหนวย สําหรับเรือที่ใชบริการเฉพาะทางน้ําในแผนดิน และบริเวณฐานทัพตองบันทึกการใชในสมุดบันทึก ความหมดเปลืองน้ํามันเชื้อเพลิงประจําเรือ ซึ่งมีรายละเอียดที่สําคัญตาง ๆ เชน เวลาเดินเครื่องยนต ภารกิจ จํานวนการใชน้ํามันเชื้อเพลิง เปนตน
๗๓ ๔. การซอมบํารุงยานพาหนะ เพื่อใหการซอมบํารุงยุทโธปกรณของกองทัพเรือ ดําเนินไปดวยความเรียบรอย มีประสิทธิภาพ และเหมาะสม ทร.จึงไดกําหนดแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการซอมบํารุงยุทโธปกรณ โดยสรุปดังนี้ ๔.๑ ระดับการซอมบํารุงยุทโธปกรณ โดยทั่วไปแบงออกเปน ๓ ระดับ คือ ๔.๑.๑ การซอมบํารุงระดับหนวยผูใช เปนการซอมบํารุงซึ่งอยูในความรับผิดชอบของหนวย ผูใช และดําเนินการโดยหนวยผูใชตอยุทโธปกรณที่หนวยไดรับ ขั้นตอนการซอมบํารุงระดับนี้ ประกอบดวย การตรวจ การบริการ การหลอลื่น การปรับแตงและการเปลี่ยนชิ้นสวนเครื่องประกอบรอง และเครื่องประกอบ ยอยตาง ๆ ๔.๑.๒ การซอมบํารุงระดับหนวยสนับสนุนระดับสนามหรือระดับกลาง เปนการซอมบํารุง ซึ่งอยูในความรับผิดชอบของหนวยซอมบํารุงที่กําหนดใหสนับสนุน โดยตรงแกหนวยผูใชโดยปกติประกอบดวย การปรับเทียบ การซอมแกหรือการเปลี่ยนชิ้นสวน สวนประกอบหรือเครื่องประกอบที่เสียหายหรือใชการไมได การทําชิ้นสวนที่ไมมีอยูเดิมขึ้น ในยามฉุกเฉิน การใหความชวยเหลือทางเทคนิคแกหนวยผูใช ๔.๑.๓ การซอมบํารุงระดับโรงงาน เปนการซอมบํารุงซึ่งอยูในความรับผิดชอบของหนวย เทคนิคหรือหนวยซอมบํารุงระดับโรงงานของยุทโธปกรณตามที่กําหนดไว การซอมบํารุงระดับนี้จะกระทําตอ ยุทโธปกรณที่ตองซอมใหญ หรือซอมสรางอยางสมบูรณแกชิ้นสวนเครื่องประกอบ เครื่องประกอบรอง และยุทโธปกรณครบชุด รวมทั้งการสรางชิ้นสวน การดัดแปลง การทดสอบ และการแกไขใหใชไดตามความ ตองการสนับสนุนการซอมบํารุงระดับที่ต่ํากวา ดวยการใหความชวยเหลือทางเทคนิค และการซอมบํารุง ในรายการที่เหนือความรับผิดชอบของระดับที่ต่ํากวา การซอมบํารุงระดับโรงงานนี้ จะจัดใหมีการสะสม เครื่องมือและเครื่องใช โดยการใชสิ่งอํานวยความสะดวกในการซอมทําที่ใหญโตเกินกวาที่หนวยซอมบํารุงระดับ ต่ํากวาจะมีใช ๔.๒ หนาที่และความรับผิดชอบของหนวยซอมบํารุงระดับตาง ๆ ๔.๒.๑ ดําเนินการซอมบํารุงยุทโธปกรณตามคําแนะนําและหลักเกณฑที่หนวยเทคนิคกําหนด ๔.๒.๒ เสนอความตองการเจาหนาที่ เครื่องมือ พัสดุอุปกรณ ชิ้นสวนอะไหลและชิ้นสวนซอม ที่จําเปนตองใชสําหรับการซอมบํารุงในระดับหนวยรับผิดชอบ เสนอใหหนวยเทคนิคพิจารณาใหการสนับสนุน ๔.๒.๓ รักษาระดับการสะสมพัสดุอุปกรณ ชิ้นสวนอะไหลและชิ้นสวนซอมใหเต็มอัตราอยู เสมอ เพื่อใหพรอมในการซอมบํารุงยุทโธปกรณในความรับผิดชอบ โดยการเบิกหรือจัดหาทดแทนเมื่อไดใชไป ๔.๒.๔ หนวยผูใชอุปกรณ มีหนาที่รายงานสถานะยุทโธปกรณ และเสนอความตองการการ ซอมบํารุงระดับที่สูงกวาตอหนวยเกี่ยวของตามวิธีการที่หนวยเทคนิคกําหนด ๔.๒.๕ ใหการสนับสนุนทางเทคนิคแกหนวยซอมบํารุงระดับที่ต่ํากวา ๔.๓ หนาที่และความรับผิดชอบของหนวยเทคนิคในการซอมบํารุง ๔.๓.๑ อํานวยการและกํากับดูแลการซอมบํารุงยุทโธปกรณ ในความรับผิดชอบทุกระดับทาง เทคนิค ใหเปนไปโดยถูกตองตามหลักเกณฑที่กําหนด ๔.๓.๒ จัดทําคําแนะนํา คูมือและหลักเกณฑในการซอมบํารุงยุทโธปกรณ ในความรับผิดชอบ ทุกระดับ ๔.๓.๓ กําหนดวิธีในการรายงานสถานภาพของยุทโธปกรณ ในความรับผิดชอบรวมทั้งการ รายงานความตองการการซอมบํารุงใหหนวยผูใชยุทโธปกรณถือปฏิบัติ เพื่อใหการวางแผน และการซอมบํารุงมี ประสิทธิภาพอยางแทจริง ๔.๓.๔ กําหนดอัตราเครื่องมือ พัสดุอุปกรณ ชิ้นสวนอะไหล และชิ้นสวนซอมที่จําเปนตองใช สําหรับการซอมบํารุงยุทโธปกรณของหนวยซอมบํารุงระดับตาง ๆ และดําเนินการจัดหาสนับสนุนใหมีครบถวน
๗๔ ๔.๓.๕ กําหนดหนวยในการซอมบํารุงระดับหนวยสนับสนุน และระดับโรงงานสําหรับ ยุทโธปกรณในความรับผิดชอบซึ่งตั้งอยูในที่ตาง ๆ กัน เพื่อใหเกิดความสะดวกในการซอมบํารุง ทั้งนี้กองทัพเรือ กําหนดให ขส.ทร. เปนหนวยเทคนิคในการซอมบํารุงยุทโธปกรณที่เกี่ยวของ ไดแก ยานพาหนะทางบกที่ใชทุกพื้นที่ เรือที่ใชบริการเฉพาะทางน้ําในแผนดิน และบริเวณฐานทัพ รวมทั้ง อุปกรณที่เกี่ยวกับยานพาหนะทางบกและเรือ โดยมีแนวทางการซอมบํารุงยานพาหนะทางบก และเรือดังนี้ ๑. การซอมบํารุงยานพาหนะทางบก (คําสั่ง ทร. (เฉพาะ) ที่ ๒๑๗/๒๕๓๗ ลง ๒๑ ก.ย.๓๗) ๑.๑ การซอมบํารุงยานพาหนะทางบก แบงขั้นตอนการซอมบํารุงออกเปน ๕ ขั้น ๑.๑.๑ ขั้นที่ ๑ เปนการซอมบํารุงปองกัน กระทําโดยผูใช คือ พลขับ หรือเจาหนาที่ประจํารถ ไดแก การทําความสะอาด และการปรนนิบัติบํารุงเล็กนอย ๑.๑.๒ ขั้นที่ ๒ เปนการซอมบํารุงปองกัน กระทําโดยเจาหนาที่ชางประจําหนวย ไดแก การปรนนิบัติบํารุง การซอมเบื้องตน การเปลี่ยนชิ้นสวน การเปลี่ยนสวนประกอบบางสวน และการปรับแตง ๑.๑.๓ ขั้นที่ ๓ เปนการซอมบํารุงแกไข กระทําโดยหนวยสนับสนุน ซึ่งเปนการซอมโดยตรง ไดแก การซอมเปลี่ยนชิ้นสวนระบบตาง ๆ รวมทั้งการซอมแกไขในเรื่องเทคนิคไมสูงนัก ๑.๑.๔ ขั้นที่ ๔ เปนการซอมบํารุงแกไข กระทําโดยหนวยสนับสนุน ซึ่งเปนการซอมบํารุง ที่ตองใชเครื่องมือและอุปกรณในการซอมทํา รวมทั้งเครื่องทดสอบมากกวาขั้นที่ ๓ ไดแก การซอมใหญ เครื่องยนตและการซอมใหญระบบตาง ๆ ๑.๑.๕ ขั้นที่ ๕ เปนการซอมบํารุงแกไข กระทําโดยหนวยระดับโรงงาน ไดแก การซอมสราง ทั้งคัน ๑.๒ ระดับการซอมบํารุงและหนวยรับผิดชอบ ๑.๒.๑ ระดับหนวยผูใช เปนการซอมบํารุงขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ รับผิดชอบดําเนินการโดย หนวยผูใช โดยอาศัยเจาหนาที่ อุปกรณ และอะไหลที่มีอยู ๑.๒.๒ ระดับหนวยสนับสนุนหรือระดับกลาง เปนการซอมบํารุง ขั้นที่ ๓ และขั้นที่ ๔ รับผิดชอบดําเนินการโดย ขส.ทร., กขส.ฐท.สส., กขส.สน.พง., กรม สน.พล.นย. กอง สน.กร., กบร.กร., สพ.ทร., รร.นร.ยศ.ทร., สก.ทร., รร.ชุมพลฯ ยศ.ทร., ศฝท.ยศ.ทร. และ สอ./รฝ. ๑.๒.๓ ระดับโรงงาน เปนการซอมบํารุงขั้นที่ ๕ รับผิดชอบดําเนินการโดย กงน.ขส.ทร., กขส.ฐท.สส. และ กขส.สน.สข. ๒. การซอมบํารุงเรือ (ประกอบคําสั่ง ทร.(เฉพาะ) ที่ ๒๑๗/๒๕๓๗ ลง ๒๑ ก.ย.๓๗) ๒.๑ การซอมบํารุงเรือ แบงขั้นตอนการซอมบํารุงออกเปน ๕ ขั้น ๒.๑.๑ การซอมบํารุงขั้นที่ ๑ เปนการซอมที่มีลักษณะเปนการปรนนิบัติบํารุง เชน การบริการ ตรวจสอบ การแกไขขอขัดของ การหลอลื่น การเปลี่ยนชิ้นสวนประกอบเปนบางสวน หรือทั้งชุด รวมทั้งการ ปฏิบัติตามระบบการซอมบํารุงตามแผนดวย ๒.๑.๒ การซอมบํารุงขั้นที่ ๒ เปนการซอม การเปลี่ยนชิ้นสวน การเปลี่ยนสวนประกอบ บางสวนหรือทั้งชุด หรือจําเปนตองใชเครื่องมือพิเศษ หรือเทคนิคสูงกวาการซอมบํารุงขั้นที่ ๑ การทําชิ้นสวน ขึ้นใชในกรณีฉุกเฉิน เมื่อไมสามารถหาชิ้นสวนที่ชํารุดได ๒.๑.๓ การซอมบํารุงขั้นที่ ๓ เปนการตรวจสภาพ การปรับแตง การซอม หรือเปลี่ยนเฉพาะ สวนที่เสียหาย รวมทั้งการทดสอบตาง ๆ การปรับศูนย ปรับเทียบเทาที่จําเปนตามที่ระบุในรายงานขอซอมทํา ๒.๑.๔ การซอมบํารุงขั้นที่ ๔ เปนการซอมสวนที่ชํารุด หรือทํางานผิดปกติของระบบใหญ ระบบยอย และอุปกรณตามที่ระบุไวในรายงานขอซอมทํา รวมทั้งตรวจสอบทดลองการทํางานของระบบนั้น ๆ ใหใชการได
๗๕ ๒.๑.๕ การซอมบํารุงขั้นที่ ๕ เปนการซอมทําหรือเปลี่ยนแปลงแกไข เพื่อใหระบบใหญ รวมทั้งระบบยอย และอุปกรณในระบบมีคุณสมบัติทางเทคนิคเทาหรือใกลเคียงกับที่ไดออกแบบและกําหนดไว เดิมรวมทั้งการดัดแปลง ปรับปรุง และการกูซอมดวย ๒.๒ ระดับการซอมบํารุงเรือ และหนวยรับผิดชอบ ๒.๒.๑ ระดับเรือ คือ การซอมบํารุงระดับหนวยผูใช เปนการซอมบํารุงขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ รับผิดชอบดําเนินการโดยเจาหนาที่ประจําเรือ โดยอาศัยเครื่องมือ และชิ้นสวนอะไหลที่มีอยูในเรือ ๒.๒.๒ ระดับกลาง คือ การซอมบํารุงระดับหนวยสนับสนุน เปนการซอมบํารุงขั้นที่ ๒ และ ขั้นที่ ๓ รับผิดชอบการดําเนินการ โดยหนวยซอมบํารุงของ ทร. และหนวยซอมบํารุงของหนวยเทคนิค กรง.ฐท.สส., กงน.ฐท.สข., และ กงน.ฐท.พง. การซอมบํารุงระดับนี้อาจดําเนินการโดยหนวยซอมบํารุงเคลื่อนที่ ของหนวยรับผิดชอบในการซอมบํารุงดังกลาว ๒.๒.๓ ระดับโรงงาน เปนการซอมบํารุงขั้นที่ ๓, ๔ และ ๕ รับผิดชอบดําเนินการโดยหนวย ซอมบํารุงของหนวยเทคนิค กรง.ฐท.สส., กงน.ฐท.สข. และ กงน.ฐท.พง. ๕. การขนสงแบบรวมการ จากในสถานการณปจจุบันที่ราคาน้ํามันดิบมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเปนปจจัยหลักในการ ผลักดันใหผูเกี่ยวของทุกฝาย ตองหันมาพิจารณาอยางจริงจังถึงแนวทางการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอยาง ยิ่งในภาคการคมนาคมขนสงซึ่งเปนภาคที่มีการใชพลังงานสูงถึงประมาณรอยละ ๓๖ ของการใชพลังงาน ทั้งประเทศ ดังนั้น ความพยายามในการบริหารจัดการทางดานโลจิสติกสที่จะสามารถชวยลดตนทุนพลังงาน โดยเฉพาะอยางยิ่งในภาคการขนสงสามารถทําไดหลายวิธีดวยกัน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะสามารถดําเนินการได โดยหลีกเลี่ยงการลงทุนที่สูง คือ การบริหารจัดการลดการขนสงเที่ยวเปลาของรถบรรทุก (Backhaul) สําหรับ ทร. และ ขส.ทร. ไดเล็งเห็นปญหาดังกลาว จึงนําวิธีการขนสงแบบรวมการมาทดลองและปรับใชเพื่อให การขนสงมีประสิทธิภาพมากที่สุด ๕.๑ การจัดสํานักงาน ตามระเบียบปฏิบัติประจําวันดานการสงกําลังบํารุงของกองทัพเรือ กําหนดให ขส.ทร. จัดตั้ง สํานักงานขนสงกรุงเทพ สํานักงานขนสงสัตหีบ สํานักงานขนสงสงขลา และสํานักงานขนสงนครพนม ประกอบ กับราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นรัฐบาลไดกําหนดใหสวนราชการตาง ๆ ลดปริมาณการใช น้ํามันเชื้อเพลิงซึ่ง ทร. ตองสนองนโยบายดังกลาว ขส.ทร. จึงไดจัดตั้งสํานักงานขนสง เพื่อนําระบบการขนสง แบบรวมการมาใชในการขนสงสิ่งอุปกรณใหกับหนวยงานตาง ๆ ใน ทร. ในชั้นตนจัดตั้งสํานักงานขนสงขึ้น ๒ สํานักงาน โดยเริ่มดําเนินการตั้งแต ๑๕ ต.ค. ๓๓ ๕.๒ หลักการดําเนินการขนสงแบบรวมการ ๕.๒.๑ จัดตั้งสํานักงานขนสง (สขส.) เพื่อทําหนาที่เปนหนวยขนสงตนทาง และหนวยขนสง ปลายทางมีหนาที่รับ – สง สิ่งอุปกรณ จากหนวยสงไปยังหนวยรับ ที่ตั้งอยูในพื้นที่ตาง ๆ จํานวน ๒ สขส. คือ ๑) สขส. กรุงเทพ ตั้งที่ กองจัดการขนสง กรมการขนสงทหารเรือ บริการนําสิ่งอุปกรณ ของหนวยตาง ๆ ในกองทัพเรือที่นํามาฝากสงจาก สขส. กรุงเทพ ไปยัง สขส.สัตหีบ เพื่อนําไปแจกจายใหกับ หนวยที่อยูในพื้นที่ ๒) สขส. สัตหีบ ตั้งที่ กองขนสงฐานทัพเรือสัตหีบ บริการนําสิ่งอุปกรณของหนวยตางๆ ในกองทัพเรือที่นํามาฝากสงจาก สขส. สัตหีบ ไปยัง สขส.กรุงเทพ เพื่อนําไปแจกจายใหกับหนวยที่อยูในพื้นที่ ๕.๒.๒ การจัดรถบริการ กรมการขนสงทหารเรือจะจัดรถ รับ – สงสิ่งอุปกรณระหวาง สขส. กรุงเทพ กับ สขส. สัตหีบ โดยออกจาก สขส. กรุงเทพ และ สขส. สัตหีบ ทุกวันราชการ เวลา ๑๐๐๐ ๕.๒.๓ การขอการขนสงหรือฝากสิ่งอุปกรณ
๗๖ ๑) ตามปกติใหขอเปนลายลักษณอักษร ตามแบบฟอรมที่กรมการขนสงทหารเรือ กําหนดโดยเสนอตามลําดับสายงาน ใหสํานักงานขนสงตนทางในพื้นที่ของตน กอนกําหนดขอการขนสง หรือฝากสงสิ่งอุปกรณไมนอยกวา ๓ วันราชการ (เมื่อตองการขนสงสิ่งเต็มคันรถ หรือเปนการขนสงโดยตรงจาก หนวยสงไปยังหนวยรับ ใหใชใบขอการขนสง ถาฝากสงใหใชใบฝากสงสิ่งอุปกรณ) ๒) ในโอกาสปจจุบันทันดวน ใหขอไดทางโทรศัพท โดยขอโดยตรงไปยังสํานักงานขนสง ตนทางในพื้นที่ของตน แลวสงใบขอการขนสง หรือใบฝากการขนสิ่งอุปกรณแลวแตกรณีเปนลายลักษณอักษร ยืนยันตามไปภายหลังอีกครั้ง ๕.๒.๔ การปฏิบัติของหนวยสงสิ่งอุปกรณ ๑) หนวยสง หมายถึง หนวยที่มีความตองการใหเคลื่อนยายสิ่งอุปกรณจากที่ตั้งของตน ไปยังหนวยรับ ซึ่งมิไดอยูในที่ตั้งเดียวกัน(หนวยที่ตั้งอยูใน กทม. ถือวาเปนหนวยเดียวกัน) หนวยสงจะตองทํา หีบหอหรือเครื่องหมายหีบหอพรอมที่จะบรรทุกไดอยางเรียบรอย การขนขึ้นเปนหนาที่ของหนวยสงภายใต การกํากับดูแลของเจาหนาที่ขนสง ๒) นําสิ่งอุปกรณที่จะสงฝากสงมามอบใหแกสํานักงานขนสงตนทางแลว รับใบตราสง ซึ่งเจาหนาที่สํานักงานขนสงตนทางออกใหไวเปนหลักฐานแทนสิ่งอุปกรณที่หนวยสงนํามาสง ยกเวนกรณีหนวยสง ไมสามารถนําสิ่งอุปกรณมาสงได หรือเปนการขนสงสิ่งอุปกรณเต็มคันรถ เมื่อสํานักงานขนสงตนทางนําพาหนะ ไปทําการขนสงให เจาหนาที่สํานักงานขนสงจะมอบใบตราสงไวเปนหลักฐานแทนอุปกรณที่เจาหนาที่รับมา ผนวก ก สมุดการใชรถประจําวัน (ประกอบขอบังคับทหาร วาดวยการใชรถทหาร พ.ศ.๒๔๘๐) (หนาใบปก) บทที่ ๘ การปรนนิบัติและการระวังปองกัน สมุดการใช้รถประจําวัน สําหรับ ชนิดรถ เลขหมาย เลขเครื่องยนต์ เลขแคร่รถ เล่มที่
๗๗ ๑. การปรนนิบัติบํารุงโดยพลขับ ๑.๑ การปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับ การปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับ ไดแกการดูแลรักษา บริการ และการตรวจสภาพยานยนต โดยมีความมุงหมายที่จะรักษายานยนตใหอยูในสภาพพรอมใชราชการได และเพื่อที่จะตรวจคนการชํารุด หรือเหตุขัดของที่เพิ่งจะเริ่มเกิดขึ้นแลวดําเนินการแกไขใหทันทวงที กอนที่การชํารุดเสียหายนั่นจะลุกลามมาก ขึ้นจนกระทั่งใชราชการไมได เพื่อใหบรรลุจุดมุงหมายที่กลาวไวขางตน การปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับประกอบดวย ๑.๑.๑ ตรวจสภาพของยานยนต ทําความสะอาด และหลอลื่น ๑.๑.๒ ซอมในกรณีฉุกเฉินเทาที่อนุมัติใหทําไดและ มีเครื่องมือและชิ้นสวนอะไหลพอที่ จะทําได ๑.๑.๓ ปองกันการปฏิบัติตอยานยนตในทางที่ผิด ไดแก ๑) ใชยานยนตไมถูกตอง ๒) ขาดการหลอลื่น หรือมีน้ํามันหลอลื่นมากเกินไป ใชสารหลอลื่นที่ทางราชการ มิไดกําหนดใหใช ๓) ขาดการตรวจสภาพตามระยะเวลาอันสมควร ๔) บกพรองในการปรนนิบัติบํารุง รวมทั้งขาดการบริการและปรับที่ถูกตอง ๕) ใหผูปราศจากคุณวุฒิและขาดประสบการณทําการซอมบํารุง หรือใชเครื่องมือ และอุปกรณในการซอม ที่ไมถูกตองและเหมาะสม ๑.๒ ความสําคัญของการปรนนิบัติบํารุงโดยพลขับ การปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับ เปนสวนสําคัญที่สุดในระบบการซอมบํารุงยานยนต เพราะอาจทําใหระบบการซอมบํารุงประสบความลมเหลวได ดังเหตุผลตอไปนี้ ๑.๒.๑ พลขับเปนบุคคลที่พบขอบกพรองหรืออาการชํารุดกอนผูอื่น ฉะนั้นถาหากพลขับ เปนผูรับการฝกเปนอยางดี และหมั่นตรวจตรายานยนตของตนอยูเสมอ แลวยอมจะสามารถพบอาการชํารุด เล็ก ๆ นอย ๆ ไดทันทวงทีแลวลงมือปฏิบัติในทางที่ถูกตอง กอนที่อาการชํารุดเล็ก ๆ นอย ๆ ที่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นนั้น จะชํารุดเสียหายมากขึ้น จนกระทั่งยานยนตนั้นชํารุดใชราชการไมได ๑.๒.๒ พลขับเปนบุคคลคนเดียวที่ชางยนตจะสอบถามเกี่ยวกับการชํารุดของยานยนตเพื่อคนหา สาเหตุของการชํารุด ถาพลขับนั้นเปนบุคคลที่ไมเอาใจใสตอการปรนนิบัติบํารุงยานยนตแลว จะไมมีโอกาส สังเกตไดเลยวายานยนตที่คนขับนั้นเริ่มมีอาการผิดปกติอยางไร ตรงไหน เมื่อใด ซึ่งจะทําใหชางยานยนตตอง เสียเวลาคนหาอีก ๑.๒.๓ การปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับเปนสิ่งเดียวที่จะรักษาใหยานยนตอายุยืนนาน และอยูในสภาพใชราชการได ๑.๒.๔ ผูบังคับบัญชาไมสามารถจะควบคุมการปฏิบัติของพลขับโดยใกลตลอดเวลา ๑.๒.๕ พลขับไดรับการฝกเกี่ยวกับการซอมบํารุงยานยนตนอยที่สุด ๑.๓ คําจํากัดความ การปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับ มีคําจํากัดความไว ดังนี้ ๑.๓.๑ การปรนนิบัติบํารุงกอนใชงาน ( Before Operation Service) การปรนนิบัติบํารุงยาน ยนตกอนใชงานนี้ มีความมุงหมายที่จะตรวจสอบใหเปนที่แนนอนวายานยนตอยูในสภาพเรียบรอยพรอมที่จะใช งานไดหรือไม ทั้งนี้ เพราะเหตุวายานยนตที่ไดรับการปรนนิบัติบํารุงหลังจากใชงานเปนที่เรียบรอยแลวนั้น ในระหวางที่จอดไวอาจจะเกิดการชํารุดขึ้นได เชน รถคันอื่นถอยหลังมาชน ขาศึกรอบมาวางระเบิดยางอาจจะ
๗๘ แบน น้ํามันหรือน้ําอาจจะรั่ว ฝนสาดเปยกสายไฟ เหลานี้เปนตน ฉะนั้นกอนที่จะใชงานในครั้งตอไปจึงจําเปน จะตองตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเสมอไป เพื่อแกไขขอบกพรองที่อาจเกิดขึ้นไดดังกลาวแลว ๑.๓.๒ การปรนนิบัติบํารุงขณะใชงาน ( During Operation Service ) เปนการปรนนิบัติบํารุง ในขณะใชงาน ไดแก การตรวจความบกพรองในการทํางานขณะที่ขับรถเดินทางไป สิ่งที่สําคัญที่สุดนั้น ไดแก การคอยสังเกตกลิ่นเหม็นหรือเสียงดังที่ผิดปกติ การทํางานของเครื่องวัดและการทํางานที่ผิดปกติของรถแลวจดจํา ไวเมื่อถึงเวลาหยุดพักควรหยุดทันที ใหลงมือแกไขทันที อยาปลอยทิ้งไวจนกระทั่งชํารุดแลนตอไปอีกไมได ๑.๓.๓ การปรนนิบัติบํารุงขณะหยุดพัก ( At Halt Service ) การปรนนิบัติบํารุงขณะหยุด พักนั้น มีความมุงหมายที่จะแกไขขอบกพรองที่สังเกตพบในขณะใชงานหรือขณะที่รถวิ่งอยู ฉะนั้น เมื่อหยุดพัก หรือหยุดชั่วคราว พลขับจะตองเริ่มฉวยโอกาสแกไขขอบกพรองที่สังเกตพบในขณะใชงานทันที นอกจากนั้น ยังจะตองรายงานขอบกพรอง ซึ่งไมตองดําเนินการแกไขทันทีใหผูบังคับบัญชาทราบไวอีกดวย เหตุขัดของ บางอยางนั้นเปนการยากที่จะตรวจพบในขณะที่รถวิ่งอยู ฉะนั้น เมื่อหยุดรถใหพยายามคนหาขอบกพรองที่จะ ทําใหรถชํารุดแลนตอไปไมไดทันที การปรนนิบัติบํารุงขณะหยุดพักนี้เปนสิ่งที่จะละเวนเสียมิไดทั้งนี้ เพื่อใหรถ สามารถวิ่งตอไปไดอีกโดยเรียบรอย และจะตองกระทําไมวาสถานการณทางยุทธวิธีจะเปนอยางไร ในกรณี ฉุกเฉินนั้นอาจจะละเวนสิ่งที่ไมสําคัญเสียไดบาง แตหามมิใหงดทําการปรนนิบัติบํารุงในขณะหยุดพักเสียทั้งสิ้น เมื่อไดทําการปรนนิบัติบํารุงขณะหยุดพักแลว ใหรายงานผลใหผูบังคับบัญชาทราบทันที ๑.๓.๔ การปรนนิบัติบํารุงหลักจากการใชงาน ( After Operation Service ) การปรนนิบัติ บํารุงหลังจากใชงานนั้น มีความมุงหมายที่จะเตรียมยานยนตใหอยูในสภาพที่จะใชงานไดอีกทันที การตรวจรถ ของตนไดโดยถี่ถวนจริง ๆ และมีเวลาที่จะดําเนินการแกไขขอบกพรองหรือซอมทําการชํารุดที่ตนไดรับอนุมัติ ใหกระทําได และเมื่อพลขับไดปฏิบัติบํารุงหลังจากใชงานแลว ในรายงานใหนายทหารยานยนต หามมิใหงดเวน การปรนนิบัติบํารุงหลัง จากใชงานเปนอันขาด ในกรณีฉุกเฉินอาจจะลดรายการปฏิบัติลงใหนอยลงเทาการ ปรนนิบัติบํารุงขณะหยุดพักได ๑.๓.๕ การปรนนิบัติบํารุงประจําสัปดาห( Weekly Service ) การปรนนิบัติบํารุงประจํา สัปดาห มีความมุงหมายที่จะเพิ่มเติมการปรนนิบัติบํารุงประจําวัน เพื่อใหมีการปฏิบัติโดยละเอียดถี่ถวนยิ่งขึ้น การปรนนิบัติบํารุงประจําสัปดาหนั้นคือการบํารุงหลังจากใชงานและรายการปฏิบัติเพิ่มเติม ซึ่งจะตองปฏิบัติ ตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะรวมทั้งการลางรถ ทําความสะอาด อัดฉีดและขันสิ่งที่หลวมคลอนใหแนน เมื่อไดรับ การปรนนิบัติบํารุงประจําสัปดาหเสร็จแลว ใหรายงานใหนายทหารยานยนตทราบ และผูที่ไดรับรายงานจะตอง ตรวจสอบวาพลขับไดทําการปรนนิบัติบํารุงโดยถูกตองเรียบรอย ๑.๓.๖ การตรวจสภาพภายนอกดวยสายตา ( External Visual Inspection ) ในการปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยพลขับนั้น พลขับจะตองตรวจดูสภาพนอกของยานยนต ดวยสายตา ทั้งนี้เพื่อจะตองดูวายานยนตอยูในสภาพเรียบรอย ติดตั้งถูกตอง ติดตั้งมั่นคงแข็งแรง หรือสึกหรอ เกินสมควรหรือไม เพื่อใหพลขับสามารถพิจารณาสภาพของยานยนตโดยถูกตองใหถือวาคําตาง ๆ ที่ใชในการ ตรวจสภาพที่กลาวไวมีความหมายดังตอไปนี้ ๑) สภาพเรียบรอย ( Good Condition ) การตรวจวายานยนตอยูในสภาพเรียบรอย หรือไมนั้น เปนการตรวจสภาพภายนอกดวยสายตา เพื่อจะดูวายานยนตจะชํารุดจนกระทั่งไมสามารถใชการ ได หรือไมปลอดภัยในการใชตอไป หรือถาหากขืนใชตอไปแลวจะทําใหเกิดชํารุดเสียหายไดนอกจากนั้น คําวา สภาพเรียบรอยยังหมายความตอไปถึงคําวา ไมคดหรือบิด ไมมีรอยขูดหรือไหม ไมแตกหรือราว ไมหลุดลุย ไมฉีกขาดและหลอลื่นถูกตอง ๒) ติดตั้งถูกตอง ( Correctly Assembly ) การตรวจสวนประกอบตาง ๆ วาติดตั้ง ถูกตองหรือไมนั้น เปนการตรวจสภาพภายนอกดวยสายตาวาสวนตาง ๆ จะติดตั้งถูกที่ และถูกลักษณะหรือไม
๗๙ ๓) ติดตั้งมั่นคง การตรวจวาสวนประกอบตาง ๆ ของยานยนตวาติดตั้งมั่นคงหรือไม ไดแกการตรวจสภาพภายนอก โดยใชมือจับเขยา ใชเหล็กงัดลองงัดและใชกุญแจลองขันดูวาสวนประกอบนั้น ๆ ติดตั้งโดยมั่นคง ๔) สึกหรอเกินสมควร ไดแก การตรวจดูสภาพของตาง ๆ วาสึกหรอจนใชราชการ ไมได ถาหากไมเปลี่ยนแปลงเสียกอน ๑.๔ ความรับผิดชอบในการปรนนิบัติบํารุง ๑.๔.๑ ความรับผิดชอบของผูบังคับบัญชา ๑) ผูบังคับบัญชาทุกชั้น จะตองรับผิดชอบในการสอดสองดูแลกวดขันจนเปนที่แนใจ ไดวายานยนตในหนวยของตนไดรับการปรนนิบัติบํารุง โดยพลขับทุกวันเปนประจํา และไดรับการปรนนิบัติ บํารุงถูกตองตามหลักการวิธีการปฏิบัติที่ไดกลาวไวในคําสั่ง ๒) ผูบังคับบัญชาทุกชั้น จะตองรับผิดชอบในกําหนดเวลาปรนนิบัติบํารุงยานยนต ประจําวันขึ้น หามมิใหผูบังคับบัญชาอนุญาตใหผูหนึ่งผูใดใชรถโดยปราศจากการปรนนิบัติบํารุงกอนการใชงาน และการปรนนิบัติบํารุงหลังจากใชงานเปนอันขาด ๑.๔.๒ ความรับผิดชอบโดยตรง ๑) นายทหารยานยนตนายทหารยานยนตจะตองรับผิดชอบในการอํานวยการ และกํากับ การใหพลขับทําการปรนนิบัติบํารุงยานยนตโดยถูกตอง และอาจมอบหนาที่ใหนายสิบยานยนตปฏิบัติแทนได แตทวาตนจะตองเปนผูรับผิดชอบในผลของการปรนนิบัติบํารุงเพียงผูเดียว ๒) เจาหนาที่ซอมบํารุง มีหนาที่ชวยเหลือนายทหารยานยนตในการควบคุมและกํากับ การปรนนิบัติบํารุงโดยพลขับ ๑.๔.๓ ความรับผิดชอบสวนบุคคล ๑) พลขับ พลขับทุกคนจะตองรับผิดชอบในการปรนนิบัติบํารุงประจําวันและประจํา สัปดาหตอยานยนตที่ตนขับประจํา หรือ ตอยานยนตที่ตนไดรับมอบหมายใหทําการปรนนิบัติบํารุงโดยถูกตอง ตามวิธีปฏิบัติดังกลาวไวในคําสั่งนี้ และจะตองรายงานผลของการปรนนิบัติบํารุงและขอบกพรองที่เกิน ความสามารถของตนใหผูควบคุมทราบ นอกจากนั้น พลขับยังจะตองเปนลูกมือของชางซอมยานยนตประจําหนวยในขณะที่ สงรถไปทําการซอมขั้นที่ ๒ อีกดวย ๒) ผูชวยพลขับ ผูชวยพลขับมีหนาที่ชวยเหลือพลขับในการปรนนิบัติบํารุงรถ ๑.๔.๔ การปรนนิบัติบํารุงโดยเจาหนาที่ชางยานยนตระดับหนวย ๑) ในขณะสงรถเขารับการปรนนิบัติบํารุงระดับหนวยนั้น พลขับ และผูชวยพลขับ หรือพลประจํารถจะตองเปนลูกมือชวยเหลือชางยานยนตระดับหนวยในการปรนนิบัติบํารุงของตนเองอีกดวย ๒) ตามธรรมดาพลขับจะนํารถเขารับการปรนนิบัติบํารุงในรอบ ๑ เดือน หรือ ๖ เดือนนั้นจะตองทําการปรนนิบัติบํารุงในหนาที่ของตนใหเรียบรอยเสียกอน รถจะตองอยูในสภาพสะอาดแหง ไมมีโคลนพอกเปนปก จนกระทั่งทําใหไมสามารถตรวจหรือการปรนนิบัติบํารุงไดสะดวก แตอยางไรก็ตาม การทําความสะอาดฝุนผงนั้น ไมสูจําเปนนักเพราะเหตุวาถาลางเสียแลวจะทําใหการตรวจชิ้นสวนที่หลวมคลอน ไมชัดเจน
๘๐ ๒. การระวังปองกัน ๒.๑ การขับรถ ๒.๑.๑ การขับรถชิดขอบซายถนน เมื่อขับรถไปบนถนนที่แบงออกเปน ๒ ชอง ใหขับรถอยู ในครึ่งทางดานซายของทางเสมอ นอกจากจะผานขึ้นหนารถที่ขับไปชา ๆ หรือผานรถที่จอดอยูจึงขับแซงไป ทางขวา ถามีถนนหลายชองใหขับอยูในชองซายสุดตลอดเวลา นอกจากจะผานขึ้นหนาหรือเตรียมจะเลี้ยวขวา ๒.๑.๒ อยาขับรถขวางทางผูอื่น บางโอกาสถนนกวางเพียงรถสองคันผานกันไดเทานั้น เมื่อเปนดังนี้แลว รถบางคันที่จะผานขึ้นหนาอาจจะตกลงไปในคูหรือชนเสาขางทาง ในเมื่อเราเปดทางใหไมพอ ฉะนั้น อยาขับรถขวางทางผูอื่น เมื่อมีการสวนทางมาหรือ เมื่อมีรถขางทางขอผานขึ้นหนาจะตองเปดทางให เพียงพอที่รถคันอื่นจะผานไปไดสะดวก ถาจําเปนหยุดรถของเราเสียเลย ตองถือหลักวาใหเขาผานไปดวย ความปลอดภัย ตัวเราเองก็ปลอดภัยดวย ๒.๑.๓ เมื่อจะเลี้ยวขวาอยาเลี้ยวตัดมุม ใหขับไปทางซายของศูนยกลางของแยกหรือสี่แยก นั้นแตอาจจะตองขับชิดทางขวาของจุดศูนยกลางก็ไดแลวแตกฎจราจรของทองถิ่น ๒.๑.๔ สิทธิการใชเสนทาง จงใหสิทธิในการใชเสนทางของผูอื่น ผูใชรถคันอื่น ๆ อาจจะไม ทราบถึงสิทธิในการใชทางก็ไดหรืออาจจะเปนผูที่ชอบขับรถตามใจของตนเอง ไมวาจะถูกหรือผิด หรือเปน พลขับจากตางถิ่น ซึ่งมีกฎและระเบียบการจราจรไมเหมือนกันก็ได การชนกันไมใชของสนุก ถึงแมเราจะเปน ฝายถูก ตองจําไววาวิธีปลอดภัยก็คือ ตองพยายามใหรถอยูในการบังคับของเราตลอดเวลา และพรอมที่จะหยุด ไดทันที การรูถึงสิทธิใชทางบางทีก็ไมอาจชวยใหเราพนจากอุบัติเหตุก็ได ทั้งนี้ เพราะผูอื่นเปนคนกอ ฉะนั้น ขับรถจะตองระวังอยูเสมอ สิทธิในการใชเสนทางจะชวยใหทานขับรถดวยความปลอดภัยก็ตอเมื่อ ทานรูจักใหสิทธิ ในการใชทางแกผูอื่นเทานั้น บางโอกาสสิทธิในการใชงานเปนของทานรอยเปอรเซ็นตแตอันตรายก็อาจจะเกิด แกทานไดเหมือนกัน ฉะนั้น ทานจะตองมั่นใจวาพลขับรถคันอื่น ๆ ก็ตองทราบถึงสิทธิในการใชทางเหมือนกัน และยอมใหทานใชทางไดตามสิทธิของทาน การปฏิบัติตอไปนี้ เปนวิธีลดอันตรายจากการชนกันได ๑) ใหสิทธิในการใชทางแกรถทุก ๆ คันที่ผานมาทางซายของทาน ๒) ใหสิทธิในการใชแกรถที่มาในทางเอก ไมวาจะมาทางซายหรือทางขวา ๓) หยุดรถเมื่อเห็นปายบอกใหหยุด แลวจึงเคลื่อนที่ตอไป ๔) ใหสิทธิในการใชทางแกคนเดินเทาทุกคน และทุกแหงตลอดเวลา เมื่อรถเกิดชน คนขึ้นแลวพลขับทุกคนจะเกิดความไมสบายใจเชนเดียวกันทั้งนั้น ปวยการที่จะไปโทษวาเปนความผิดชอบคน นั้น คนนี้ จงมีใจเปนนักกีฬา เมื่อไปสัญญาณไฟเปลี่ยน ตองใหคนเดินเทาขามถนนตามสบาย ไมใชขามไปดวย ความตื่นตกใจกลัวรถจะชนตาย ๕) ใหสิทธิในการใชทางแกผูที่ขี่จักรยาน ๒ ลอ โดยเฉพาะเด็ก ๆ มักจะปฏิบัติ ตามกฎจราจรไมถูกตอง ๖) ใหสิทธิในการใชทางแกรถที่ใหสัญญาณจะเลี้ยวขวาที่ทางแยก ๗) ใหสิทธิในการใชเสนทางแกรถดับเพลิง รถพยาบาล และรถชนิดตาง ๆ ในเหตุการณฉุกเฉิน โดยหลบเขาจอดทางซายของถนน และเคลื่อนที่ตอไปเมื่อรถเหลานี้ผานไปแลว บางโอกาส ในบริเวณที่มีการจราจรคับคั่งอาจทําไมได แตก็ตองพยายามเปดทางใหเทาที่สามารถจะทําได ๘) ใหสิทธิในการใชทาง เมื่อมีปายเครื่องหมายแสดงบอกไว หรือแสงสัญญาณ หรือสัญญาณจากพลขับคันอื่น ๆ ๙) เปดทางใหแกรถคันหลังซึ่งจะผานขึ้นหนา เพื่อเขาประจําลําดับตามที่เดิม ภายในขบวน
๘๑ ๑๐) ใหสิทธิในการใชทางแกรถทุกคันที่พลขับสงสัญญาณไมชัดเจนวาจะทําอะไรแน พูดงาย ๆ ก็คือปลอดภัยไวกอน จงจําไววา “ พลขับคันอื่น ๆ ยอมมีสิทธิในการใชทาง ” ๑๑) ปฏิบัติตามกฎและระเบียบตาง ๆ ที่เจาหนาที่ทหารหรือตํารวจกําหนดขึ้นไว เปนทางปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิในการใชทาง ๒.๒ ปฏิบัติตามระเบียบการจราจรตาง ๆ ๒.๒.๑ แสงสัญญาณ ๑) แดง หมายความวา หยุด ๒) เหลือง หมายความวา ระวัง – เตรียมตัวหยุด ๓) เขียว หมายความวา ผานไปดวยความระมัดระวัง ๔) ไฟแดงกระพริบ หรือเหลือง หมายความวา หยุด – ดู แลวผานไปดวยความ ระมัดระวัง ๒.๒.๒ เจาหนาที่ตํารวจจราจร เปนผูใหสัญญาณหรือบอกใหผูขับรับปฏิบัติ ๒.๒.๓ เครื่องหมายตาง ๆ เปนเครื่องบอกทางหรือวิธีปฏิบัติตาง ๆ เปนตนวา ขับชิดซาย ขับชา ๆ หยุด ระวังรถไฟ หามจอดรถ โรงเรียนระวังเด็ก ทางขึ้นเขาอันตราย รถบรรทุกใหขึ้นดวยเกียรต่ํา ความเร็วไมเกิน ๘๐ กม./ชม. ซึ่งเครื่องหมายตาง ๆ เหลานี้ ทําเปนรูปรางงาย ๆ และธรรมดารูปรางของเครื่องหมาย ก็ยอมจะมี ความหมายอยูในตัวดวย ๒.๒.๔ การขามทางรถไฟ รถไฟมักจะไมสนใจในสิทธิการใชทางของทานเทาไรนัก ฉะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเนื่องจากการชนกับรถไฟ เมื่อจะผานทางรถไฟจะตองหยุดดูและฟงเสียงรถไฟ ในเมื่อ ไมมียามเฝาหรือมีเครื่องกั้นถนน เมื่อเห็นวาปลอดภัยแลวจึงขับตอไป แตอยางก็ดี อยาเชื่อเครื่องหมาย คนเฝาทาง หรือสัญญาณตาง ๆ มากเกินไป ชีวิตของทานเอง ทานจะตองระมัดระวังตัวทานเอง เมื่อจะขามทางรถไฟใหรอจนกวารถคันหนาผานพนทางรถไฟไปแลว มีระยะเทากับความ ยาวของรถทานเสียกอนจึงขามไป ถาหากขามไปติด ๆ กัน รถคันหนาอาจหยุดเสียกลางทาง รถของทานอาจจะ อยูบนทางรถไฟ ซึ่งนับวาไมคอยจะปลอดภัยนัก ๒.๒.๕ ขับรถเร็วทําใหเกิดอันตราย ประมาณ ๑/๔ ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถยนต ขนาดถึงเสียชีวิตนั้น สาเหตุเนื่องมาจากขับรถเร็วเกินไปทั้งสิ้น การขับรถเร็วทําใหเกิดอันตรายได คือ ๑) รถที่วิ่งดวยความเร็วสูง ยอมลําบากในการที่จะหยุดไดทันทีทันใดในเหตุการณ ฉุกเฉิน ๒) รถที่วิ่งดวยความเร็วสูง ในการบังคับเลี้ยว หรือเปลี่ยนเสนทางจะกระทําไดยาก ๓) รถที่วิ่งดวยความเร็วสูง ยอมเขาไปใกลกับรถคันอื่น ๆ ไดเร็วพลขับยอมมีเวลา แกไขปญหาตาง ๆ ไดนอย ๔) รถที่วิ่งดวยความเร็วสูง เมื่อเกิดชนกันยอมเสียหายมาก การที่กําหนดความเร็วไว ก็เพื่อลดอันตรายจากเรื่องนี้ พลขับรถยนตทหารจะตองปฏิบัติตามระเบียบการใชความเร็วอยู ๒ ดาน คือ จากเจาหนาที่ ทางทหารกําหนด (รวมทั้งความเร็วสูงสุดที่กําหนดใหใชตามที่เขียนไวบนแผนปายประจํารถแตละคัน ) และที่ เจาหนาที่พลเรือนกําหนดไว ซึ่งทางทหารจะตองปฏิบัติตาม ตองมีความรูในเรื่อง พ.ร.บ.ตาง ๆ เกี่ยวกับรถของ ทองถิ่นที่ตนขับรถอยู และปฏิบัติตามที่เจาหนาที่กําหนดไวเกี่ยวกับการใชความเร็ว ตลอดจนความเร็วสูงสุดที่ ทางทหารไดกําหนดไวเชนกัน ทานก็ยอมจะสามารถหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษทัณฑหรืออุบัติเหตุได
๘๒ ๒.๒.๖ การขับรถตามหลังรถคันอื่น ๆ รถคันขางหนาอาจจะมีหามลอดีกวารถของทาน และ หยุดลงกะทันหันโดยไมใหสัญญาณ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการชนทาย จะตองเวนระยะตอใหมีความปลอดภัยพอ โดยทั่ว ๆ ไป ถือวาระยะตอตองเปน ๒ เทาของความเร็วของความเร็วที่ใชขณะนั้น เชน วิ่งดวยความเร็ว ๕๐ กม. ตอ ชม. ระยะตอก็ควรเปน ๑๐๐ เมตร เปนอยางนอย ๒.๒.๗ การผานรถที่จอดอยู เมื่อผานรถที่จอดอยูอาจเกิดอันตรายได ๒ ประการ ประการ แรก รถที่จอดอยูยอมบังสายตาของทาน คนเดินเทา โดยเฉพาะอยางยิ่งเด็ก ๆ อาจจะโผลออกมาพนรถที่จอด อยูเขามาในทางของทานขณะที่กําลังจะผานไป โดยมิไดมีการใหสัญญาณแตอยางใด การหลีกเลี่ยงอันตรายดังกลาวขางตน ไมมีอะไรจะดีเทาระมัดระวังอยูเสมอ และมั่นใจวา ผานไปดวยความปลอดภัยจริง ๆ แลวจึงคอยผานไป ตองคิดไวกอนวารถคันที่จอดอยูนั้นอาจขับออกมาในทาง ของทานเมื่อไรก็ได หรือเด็ก ๆ คนเดินเทาอาจวิ่งพรวดพราดออกมาจากขางหลังรถที่จอดอยูเมื่อไรก็ได ฉะนั้น ตองขับผานไปชา ๆ เมื่อเหตุการณที่เราคาดไวขางตนเกิดขึ้นจริง ๆ เราจะไดหยุดรถไดทันที ๒.๒.๘ รถนักเรียน เมื่อรถนักเรียนที่อยูขางหนาหยุด เราขับรถตามไปขางหลัง จะตองหยุด ดวย สําหรับถนนแคบ ๆ แมรถจะสวนกันก็ตาม ก็ตองหยุดดวย อยาขับรถตอไปจนกระทั่งรถรับสงนักเรียน เคลื่อนที่ตอไป หรือเห็นสัญญาณบอกใหไปไดจากพลขับรถนักเรียน หรือเจาหนาที่ตํารวจ ถาขับรถผานรถ นักเรียนที่ยังจอดอยู จงขับชาที่สุด จนกระทั่งผานรถนักเรียนอยาเปนทําลายชีวิตเด็ก ๆ ซึ่งไมรูเดียงสา ๒.๒.๙ การใชแตร เมื่อไดยินรถคันหนึ่งคันใดชอบเปดแตรบอย ๆ จงรูไววาพลขับรถคันนั้น ยังไมมีความชํานาญในการขับรถ พลขับที่ดีหรือชํานาญเขาไมพยายามใชแตรในการขับรถ แตเขาใชหามลอแทน เสียงจากแตรของทานอาจทําใหคนเดินถนนตกตลึงหรือตกใจ และอาจตัดสินใจกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปอยางผิด ๆ เชน แทนที่จะหลบเขาขางทางกลับวิ่งออกไปกลางถนนหรือวิ่งเขาหารถ เทากับวาตัวทานเปนคนทําใหเกิด อุบัติเหตุ อยาพยายามใหคนเดินเทาตกใจ เพราะเสียงแตรของทาน แตจงใชแตรตอเมื่อมีความประสงคเปน เพียงการเตือนเทานั้น เชน เวลาจะผานโคงซึ่งมองไมเห็น ใชแตรเพื่อตองการใหผูอยูในบริเวณนั้นทราบวา กําลัง มีรถจะผานไปเทานั้น ไมใชเปดแตรไลคนเพื่อใหเปดทางใหรถ ๒.๒.๑๐ ถือพวงมาลัยใหมั่นคง แมวาถนนจะตรงหรือเรียบก็ตาม รถอาจสะดุดกอนหินหรือ รอยแยกบนพื้นถนนก็ได ลอหนาอาจสะบัดได ฉะนั้น จะตองถือพวงมาลัยใหมั่นคงอยูเสมอ แตไมใชกําแนนอยู ตลอดเวลาตองสามารถบังคับรถไดตลอดเวลา ถือพวงมาลัยดวยมือทั้งสองเสมอ ไมใชถือพวงมาลัยมือเดียว ๒.๒.๑๑ ทางเทาขามถนน ๑) เมื่อจอดรถตามทางแยก ตองไมจอดล้ําเขาไปในทางเทาสําหรับคนเดินขาม ถนน เพื่อมิใหขัดขวางการใชทางของคนเหลานั้น การจอดล้ําเขาไปยอมเปนการขัดขวางเปลา ๆ ไมเกิด ประโยชนอะไรขึ้น ซ้ํายังอาจจะทําใหคนเดินเทาเกิดอันตรายขึ้นไดจากการหลบรถคันอื่น ๆ ซึ่งเขามองไมเห็นใน ขณะที่หลบหลีกหรือออมรถของทานไป ๒) เมื่อเขาใกลทางเทาขามถนนตองระมัดระวัง คนเดินเทาบางคนอาจเดินชนกัน หรือกระแทกกันเซไปมาได จําไววา คนเดินเทาที่กําลังอยูในทางเทาสําหรับเดินขามถนน ยอมมีสิทธิในการใช ทางเหนือกวาทาน ๒.๒.๑๒ กอกประปาสําหรับดับเพลิง พนักงานดับเพลิง ยอมตองปฏิบัติหนาที่อยางรวดเร็ว ในการดับเพลิง เพื่อปองกันมิใหเพลิงลุกลามกวางขวางออกไป ฉะนั้น อยาขัดขวางการปฏิบัติหนาที่ของเขา การจอดรถตองใหหางกอกประปาสําหรับดับเพลิงอยางนอย ๑๕ ฟุต
๘๓ ๓. การรายงานอุบัติเหตุ ๓.๑ เมื่อขับรถไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นทั้ง ๆ ที่ขับรถไปดวยความระมัดระวังแลวก็ตาม แตก็ยังเกิด อุบัติเหตุขึ้นแกทาน เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุขึ้น มีเรื่องที่ทานจะตองปฏิบัติอยูหลายประการ ซึ่งเปนการปฏิบัติเพื่อ ตัวของทานและราชการทหาร หรือเปนการชวยเหลือผูที่เกี่ยวของกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ๓.๒ อุบัติเหตุคืออะไร “ เหตุการณที่เกิดขึ้นทําใหคนหรือสัตวตองบาดเจ็บหรือสิ่งของชํารุด เสียหาย ” เรียกวา อุบัติเหตุ คําจํากัดความอันนี้ไมไดบงชัดแนนอนลงไปวา บาดเจ็บมากนอยเพียงใด หรือ สิ่งของชํารุดเสียหายมากนอยเพียงใดจึงจะเรียกวา “ อุบัติเหตุ” อาจจะเสียหายมากหรือเพียงเล็กนอยก็ได อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจจะทําใหมีการบาดเจ็บหรือสิ่งของเสียหายเพียงเล็กนอยก็ได เราเรียกวาอุบัติเหตุทั้งสิ้น ๓.๓ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ จะตองจัดการสอบสวนสาเหตุทุกครั้ง ไมวาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะมากนอย เพียงใดก็ตาม ตองจัดการสอบสวนหาสาเหตุดวยเสมอทุกครั้ง ทานจะตองใหความรวมมือกับกฎหมายของ บานเมือง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจถึงกันชนหัก หรือ เพียงสีถลอก ทานก็ตองจัดการสอบสวนหาสาเหตุเชนกัน นอกจากเวลาปฏิบัติการรบหรือมีความจําเปนทางราชทหารซึ่งสั่งใหปฏิบัติการอยางใดอยางหนึ่ง อาจจะไมตอง หยุดทําการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ๓.๔ จัดการระวังปองกันมิใหเกิดอุบัติเหตุตอไปอีก เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุแลวรถอาจอยูในสภาพที่ ชํารุด หรืออยูในที่ซึ่งไมปลอดภัย นอกจากนนั้นประชาชนพลเมืองอาจมามุงดูกันเต็มถนน สิ่งเหลานี้อาจทําให เกิดอุบัติเหตุซอนขึ้นมาได และอาจจะรุนแรงกวาคราวแรกก็ได เพราะรถและคนยอมทําใหเกะกะการจราจร จากบริเวณนั้น เพื่อปองกันมิใหเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกในบริเวณนั้น ประการแรกจะตองจัดการวางยาม หรือจุดไฟ บอกบริเวณที่มีอันตรายไว (เวลาขับรถพรางไฟไมตอง) หรือติดธงแดงไว เพื่อเตือนยวดยานพาหนะที่จะผานมาใน บริเวณนั้นใหใชความระมัดระวังถามีเจาหนาที่ตํารวจจราจรหรือสารวัตรทหารอยูบริเวณนั้น เปนหนาที่ของ เจาหนาที่ตํารวจจราจรหรือสารวัตรทหาร จะตองจัดการอํานวยการจราจรบริเวณนั้นใหเปนไปดวยความ เรียบรอย ถามีหนวยทหารอยูในบริเวณนั้นก็จัดการใหทหารคนใดคนหนึ่งเปนยาม หรือ ถาไมมีใครเลยก็อาจ จะตองขอรองใหประชาชนชวยเหลือเปนยามใหไดเหมือนกัน ๓.๕ จัดการปฐมพยาบาลแกผูที่ไดรับบาดเจ็บ เมื่อเกิดมีผูไดรับบาดเจ็บ เนื่องจากอุบัติเหตุจะตอง จัดการปฐมพยาบาลกอนทันที ถาหากผูไดรับบาดเจ็บมีหลายคน ทางที่ดีก็หาผูชวยเหลือในการปฐมพยาบาล ผูบาดเจ็บ ตัวเราคอยควบคุมชวยเหลือวา ไดจัดการปฐมพยาบาลแกผูไดรับบาดเจ็บในทันทีและถูกตองหรือไม ๓.๖ จัดการระวังมิใหเกิดเพลิงไหม เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ อันตรายอาจเกิดขึ้นไดจากน้ํามันเชื้อเพลิง ที่หกเรี่ยราดอยูตามบริเวณนั้น เชื้อเพลิงเมื่อระเหยปนกับอากาศแลวยอมกลายเปนไอ ซึ่งติดไฟงายยิ่งขึ้นซึ่งอาจ ทําใหเกิดอันตรายจากเพลิงไหมอีกได เพื่อปองกันอันตรายเนื่องมาจากเพลิงไหมจะตองดับเครื่องยนตทันที และ หามมิใหมีการสูบบุหรี่ในบริเวณนั้นในเมื่อเกิดมีน้ํามันเชื้อเพลิงหกเรี่ยราดอยูหรือรถที่เกิดอุบัติเหตุชํารุดอยาง มากมาย หามมิใหผูหนึ่งผูใด นําเปลวไฟหรือจุดไฟเขาไปในบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ หรือที่รถชํารุดจอดอยูภายใน ระยะ ๒๕ ฟุต ๓.๗ ติดตอเจาหนาที่ที่เกี่ยวของโดยตรง ๓.๗.๑ ติดตอแพทยหรือรถพยาบาล ถาเกิดมีผูบาดเจ็บขึ้น ตองรับจัดการติดตอแพทยหรือ ขอรถพยาบาลในบริเวณที่ใกลเคียงที่สุด จะเปนเจาหนาที่ทหารหรือพลเรือนก็ได ซึ่งสามารถจะมาชวยเหลือไดเร็ว ที่สุด สําหรับผูที่เปนทหารถาบาดเจ็บเล็กนอยไมมากนัก ใหจัดการสงไปยังโรงพยาบาลของทหาร ๓.๗.๒ ติดตอเจาหนาที่ดับเพลิง ถาเกิดเพลิงไหมขึ้น ไมสามารรถดับเพลิงดวยเครื่องมือ ดับเพลิงที่มีอยูหรือดวยทราย ใหรีบจัดการติดตอเจาหนาที่ดับเพลิงมาชวยเหลือทันที
๘๔ ๓.๗.๓ ติดตอเจาหนาที่ตํารวจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะตองรีบติดตอเจาหนาที่ตํารวจทองถิ่น ทันที เจาหนาที่ทหารตองรวมมือกับเจาหนาที่ทางบานเมือง ถาไมมีเจาหนาที่ตํารวจทองถิ่นอยูในบริเวณนั้น ตองจัดการติดตอทันที จะเปนวิธีใดก็ตาม ๓.๗.๔ ติดตอเจาหนาที่สารวัตรทหาร ถาเกิดอุบัติเหตุขึ้นภายในพื้นที่ ๆ มีเจาหนาที่สารวัตร ทหารควบคุมอยู ใหรีบติดตอเจาหนาที่สารวัตรทหารใหมาจัดการควบคุมจราจรและกั้นคนบริเวณนั้น หรือใหผู มียศสูงสุดที่อยู ณ บริเวณที่เกิดเหตุจัดการอํานวยควบคุมจราจร ๓.๗.๕ แยกการติดตอเพื่อใหเร็วขึ้น การติดตอเจาหนาที่ตาง ๆ ควรจะไดแยกเพื่อให รวดเร็วขึ้นและทันกับเหตุการณ อาจจะตองขอรองใหประชาชนชวยเหลือในการติดตอหมอ เจาหนาที่ดับเพลิง เจาหนาที่ตํารวจ สารวัตรทหาร ๓.๘ รายงานผูบังคับบัญชาโดยทางโทรศัพท ถาสามารถทําไดใหรีบรายงานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแก ผูบังคับบัญชาโดยทางโทรศัพททันทีหลังจากที่ไดจัดการเรื่องดวนหรือจําเปนเมื่อเกิดอุบัติเหตุเรียบรอยแลว เชน การปฐมพยาบาลผูบาดเจ็บเรียบรอยแลว เปนตน ถามีพลขับผูชวยอยูดวย ก็สั่งใหพลขับผูนั้นไปรายงานทาง โทรศัพทแทน ในระหวางที่ทานกําลังจัดการเรื่องอื่นอยูในเหตุการณเชนนี้ อาจจะใชโทรศัพทที่อยูใกลเคียงโดย ไมตองเสียเงิน ๓.๙ เขียนรายงานอุบัติเหตุ เมื่อขับรถไปเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทานจะตองเขียนรายงานอุบัติเหตุ ทั้งนี้ เพื่อเปนการปองกันผลไดผลเสียของตัวทานเอง และของทางราชการทหารดวย ตามธรรมดาแลว ถาอุบัติเหตุที่ เกิดขึ้นนั้นไมใชความบกพรองของตัวทานเอง ทานก็ไมควรที่จะไปกลาวโทษคนอื่นเขาหรือทับถมเขามากเกินไป หรือถาหากวาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเปนเพราะความบกพรองของทานเอง ทานก็ไมตองการที่จะใหผูอื่นพูดเกิน ความเปนจริงไปในเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นวา ทานไมรายงานตามความเปนจริงหรือไมมีพยานหลักฐาน ในขณะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความสะดวกในการที่จะเขียนรายงานอุบัติเหตุแกผูบังคับบัญชา ทางกองทัพบกจึง ไดมีแบบพิมพสําหรับรายงานอุบัติเหตุไวเพื่อใช เรียกวา “แบบรายงานอุบัติเหตุ” แบบรายงานนี้อธิบายไวแนชัดในตัวเองแลววา ผูกรอกรายงานอุบัติเหตุ จะตองกรอกขอความ อะไรที่ไหนบาง และเปนความรับผิดชอบของพลขับทุกคนที่จะตองกรอกรายงานอุบัติเหตุไดโดยถูกตองและ จดจําหัวขอตอไปนี้ ๓.๙.๑ จงใชสมอง จัดการชวยเหลือปฐมพยาบาลเปนอันดับแรก ถาหากมีผูบาดเจ็บ เกิดขึ้นจัดการระวังปองกันเพลิงไหม และอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นตอไป จัดการสอบถามเรื่องราวตาง ๆ ซึ่งจะเปน ประโยชนในการรายงานผูบังคับบัญชาจากประชาชนผูเห็นเหตุการณเสียในขณะนั้น กอนที่ผูเห็นเหตุการณจะ ไปเสียที่อื่น ๓.๙.๒ รักษากิริยามารยาท จงมีความสุภาพเมื่อตองสอบถามเรื่องราวตาง ๆ จาก ประชาชนอยากอใหเกิดการทะเลาะวิวาทหรือเกิดการโตเถียงกับพลขับรถคันอื่นที่ชนกับเรา ซึ่งไมเกิดประโยชน อะไรขึ้นมาแกตัวทานเองเลย แมวาจะเปนความบกพรองของรถคันอื่นก็ตาม นายทหารผูมีหนาที่สอบสวนจะ เปนผูตัดสินเอง ๓.๙.๓ จะตองรีบจัดการบันทึกสภาพความเปนจริงไวเสียแตเนิ่น ๆ ๑) สิ่งแรก คือ รีบสอบถามประชาชนที่อยูในบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อบันทึกขอเท็จจริง ไวเสียกอน เพราะประชาชนจะไมรออยูใหทานสอบถามเปนเวลานาน จากแบบพิมพรายงานอุบัติเหตุจะเห็นวา เราจะตองบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับชื่อและตําบลที่อยูของประชาชนที่เห็นเหตุการณ และผูที่เปนพยานทุกคน อยาชักชาตองรีบจัดการบันทึกหลักฐานไว
๘๕ ๒) บันทึกหลักฐานเกี่ยวแกสภาพของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แมวาประชาชนจะเห็น เหตุการณจะไปหมดแลวก็ตาม ทานจะตองบันทึกหลักฐานตาง ๆ ไวใหเรียบรอย ไดแก สภาพของถนนตอนนั้น ตําแหนงที่อยูของรถเมื่อกอนและหลังอุบัติเหตุ คาเสียหาย และเรื่องอื่น ๆ ที่จําเปนหลังเกิดอุบัติเหตุแลว ๓) กรอกรายงานตาง ๆ ลงในแบบรายงานอุบัติเหตุ ๓.๑๐ รายงานความเปนจริง รายงานอุบัติเหตุที่เสนอผูบังคับบัญชา ตองละเอียดชัดเจนตรงตาม ความเปนจริง มีแผนที่สังเขปแสดงตําบลที่อยูของรถกอนและหลังอุบัติเหตุ มีสิ่งใดกีดขวางการการจราจรของ พลขับหรือเปลา ชื่อของบุคคลตองเขียนใหถูกตอง ประมาณคาเสียหายที่เกิดขึ้นเทาใด ถาสามารถประมาณได อยาเดา เมื่อไมสามารถกะประมาณคาเสียหายได ก็วางไวไมตองเขียนลงไป ถามีผูกลาวหาวาทานเปนผูทําใหทรัพยสมบัติของเขาเสียหาย แตทานไมสามารถมองเห็นความเสียหาย นั้นๆ ก็ใหบันทึกไวแตเพียง เชน “นาย..ก.บอกวารถของเขาถูกชนโครงรถคด” สําหรับผูบาดเจ็บก็ใหบันทึกแผล ที่ไดรับ รอยไหม หรือกระดูกหัก ฯลฯ ซึ่งทานเห็นและแนใจ แตหากทานไมมีทางจะทราบได เชน ผูบาดเจ็บรอง วากระดูกสันหลังเคลื่อน หรือเจ็บขางใน เชนนี้ ก็บันทึกไวแตเพียงวาผูบาดเจ็บรองวาอยางไรเทานั้น เพราะไม สามารถจะเห็นหรือเชื่อได รายการใดที่กรอกไมไดใหเขียนวา”ไมทราบ” เพื่อแสดงวาตัวทานไมทราบ อยาวาง ไวเฉย ๆ อาจเขาใจไปวาทานเผลอไมกรอกขอความใหครบถวนได ๓.๑๑ การรายงานอยากลัวเปลืองหนากระดาษ อยาไปคิดวาที่วางในแบบรายงายอุบัติเหตุจะเปน สิ่งจํากัดขอความสําหรับราบงาน ถาจําเปนเพื่อความละเอียดชัดแจงในการรายงาน อาจจะใชกระดาษอยางอื่น เขียนรายงานแลวแนบติดไปกับรายงานอุบัติเหตุ ๓.๑๒ เมื่อกรอกขอความแลวตองตรวจตรา เมื่อกรอกขอความลงในแบบรายงานอุบัติเหตุแลว ตองตรวจดูวาถูกตองตรงกับความจริงหรือเปลา เชน ชื่อพลขับรถของอีกคันหนึ่ง ถูกตองตามชื่อที่ปรากฏใน ใบอนุญาตขับขี่ของเขาหรือเปลา ตําบลที่อยูของผูที่เกี่ยวของพอจะเชื่อถือไดไหม สอบถามใหละเอียดเพื่อความ แนนอน หากสงสัยภายหลัง ๓.๑๓ ตรวจทานรายงานทั้งหมดกอนสง เมื่อไดเขียนรายงานอุบัติเหตุเสร็จแลวใหตรวจทานเสีย อีกครั้งหนึ่งกอนสงรายงานนั้น เพื่อใหแนใจวารายงานนั้นถูกตอง นายทหารสอบสวนอุบัติเหตุยอมพิจารณา เรื่องตาง ๆ จากรายงานของทาน ทานตองเชื่อในความยุติธรรมของเขา มอบความไววางใจใหแกเขาคําตอบทุก คําตอบของทานตองใหเกิดประโยชน ในการพิจารณา มีเหตุผล เมื่อตรวจเรียบรอยแลว ใหรีบสนองรายงานตอ ผูบังคับบัญชาทันที ๔. การขับขี่ที่ปลอดภัย ๔.๑ พลขับรถที่ชํานาญ คือ พลขับที่ขับรถไดดวยความปลอดภัยนั้น ยอมเปนเทคนิคอยางหนึ่ง และในขณะเดียวกันจะตองขับดวยความเรียบรอย สุภาพ และไมเปนภัยตอผูใชทางอื่น ๆ อีกดวย จากคําที่วา ขับรถดวยความปลอดภัยนี้ จะเห็นไดวาในการปฏิบัติและการระวังตามหลักการเบื้องตนยอมเปนสิ่งธรรมดาทั้ง ในการขับรถดวยความปลอดภัย และการขับดวยความระมัดระวังมิใหเกิดอุบัติเหตุ พลขับตองหลีกเลี่ยงในการ ฉวยโอกาสในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของผูอื่น แสดงออกหรือใหสัญญาณเพื่อใหผูอื่นทราบวาตนตั้งใจจะทําอะไร และคอยระมัดระวังผูขับรถอื่น ๆ ที่บกพรองในการขับรถ ๔.๒ อันตรายของการฉวยโอกาส ระเบียบการจราจรยอมกําหนดหรือมีคําสั่งการปฏิบัติสําหรับผูใช ถนน และปองกันมิใหผูขับรถฉวยโอกาสกระทําการใด ๆ ซึ่งสวนมากการฉวยโอกาสอยูเสมอๆ ไมชาไมนานก็จะ ถึงซึ่งความหายนะอยางไรก็ดี นักฉวยโอกาสมักไมคอยจะทําใหเกิดอันตรายเฉพาะตัวของเขาเองเทานั้น เชน ถา เขาผานหนารถคันหนึ่งคันใดบนยอดเขา ก็มักจะทําใหรถคันนั้นตองหลบออกไปนอกถนน หรือถาหากเขาขับ ผานเขาไปตามถนนในเมืองดวยความเร็วอยางนากลัวเปนอันตรายมักจะเกิดอันตรายแกชีวิตของคนเดินเทา และพลขับรถอื่น ๆ มากกวาเกิดอันตรายแกตัวเขาเอง
๘๖ ๔.๓ การพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิของผูอื่น ๔.๓.๑ เปนสิ่งสําคัญสําหรับพลขับทุกคน จะตองเคารพสิทธิของผูขับรถคันอื่นและผูเดินเทา บนถนน ถาหากวาพลขับเกิดมีปญหาเกิดขึ้นกับตัวเองเกี่ยวกับสิทธิของผูขับรถคันอื่น ๆ หรือของคนเดินเทาแลว ทางที่ดีที่สุดก็คือ ลองสมมุติตัวเองเปนคนอื่น ๆ บางแลวก็จะไดขอคิดในการพิจารณาตกลงใจวาสิทธิของตัวเอง มีอยางไรบาง ๔.๓.๒ การพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวแกการปฏิบัติตามกฎขอบังคับตาง ๆ ดวยความ ระมัดระวังแมวาถนนจะตรงก็อาจเกิดอันตรายขึ้นได นอกจากพลขับจะระมัดระวังอยูเสมอ ตลอดเวลาที่ขับรถ ผานไปขางหนา สังเกตผูใชรถคันอื่น ๆ และมีเชาวไหวพริบในการใชความเร็วในการเลี้ยวโคง พลขับตองใช ความระมัดระวังเปนพิเศษที่จะไมลวงละเมิดสิทธิของผูขับรถคันอื่น ๆ โดยขับรถกินทาง หรือหยุดอยูซึ่งเปนการ บังคับใหผูขับรถคันหลังซึ่งตามมาตองผานขึ้นหนาไปในลักษณะที่จะเกิดอันตรายได พลขับจะตองระมัดระวัง ในการที่จะรูหรืออาจจะมีคนเดินเทาอยู และยิ่งไปกวานั้นตองพิจารณาถึงวา เพื่อเปนการปองกันไวกอนก็ควร จะไดสงสัญญาณใหคนเดินเทาเหลานั้นทราบเสียกอนวา มีรถกําลังจะผานเขาไปในบริเวณนั้น พลขับจะตองใช ความเร็วพอเหมาะ ถาหากวาเกิดมีคนเดินเทาโผลออกมาโดยมิคาดฝนในขณะที่รถใกลโคงเขามาพลขับก็จะตอง หลบหลีกใหทันทีโดยมิใหเกิดมีการชนขึ้นได ๔.๔ การใชแตรสัญญาณ พลขับจะตองระลึกและจดจําไววา ผูใชรถใชถนนคนอื่น ๆ ก็จะตองรูและ ใหสัญญาณเปนสัญญาณมือเปนการกําหนดวิธีการ เพื่อแสดงใหทราบถึงความตั้งใจของพลขับวาจะปฏิบัติ อยางไรกับสัญญาณตาง ๆ ซึ่งใชโดยพลขับรวมทั้งการใชสัญญาณมือ ในขบวนของยานยนตหรือขบวนลําเลียง จะไดกลาวตอไป ๔.๕ ความระมัดระวังของพลขับ ๔.๕.๑ พลขับทุกคนจะตองทราบถึงเรื่องสําคัญ ๆ จะเห็นวาเปนการดีที่สุดในการที่พลขับ พยายามหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ โดยการขับรถดวยความระมัดระวังอยูตลอดเวลาดีกวาจะปลอยใหเกิดอุบัติเหตุขึ้น แมจะเปนความบกพรองของคนอื่นก็ตาม พลขับยอมสามารถจะหลบหลีกหรือปองกันมิใหเกิดการบาดเจ็บแกผูอื่น นอกจากนั้น พลขับยังมีความรับผิดชอบในการที่จะปองกันมิใหอันตรายแกพลขับคันอื่น ๆ และคนเดินเทา อัน เนื่องมาจากความบกพรองของตัวเอง ๔.๕.๒ พลขับทุกคนตองทราบปายเครื่องหมายจราจรตาง ๆ บนทองถนนเปนอยางดี สามารถเขาใจความหมายของเครื่องหมายเหลานั้น เชน เครื่องหมายคลาย ๆ โรงเรียนอยูขางหนา ก็ยอม หมายความวา เตือนพลขับใหระมัดระวังเด็ก หมูบาน ก็เปนการเตือนพลขับวาอาจจะมีคนเดินขามถนน พลขับ ที่ระมัดระวังยอมจะทราบและรูวาสิ่งตาง ๆ ที่พลเห็นบนถนนนั้นจะหมายถึงอะไร ตนจะตองใชความระมัดระวัง อยางไร ๔.๖ ประสิทธิภาพของพลขับ ๔.๖.๑ อุบัติเหตุและสภาพของรางกายและจิตใจของพลขับ สภาพทางรางกายและจิตใจของพลขับ ทําใหสามารถพิจารณาไดเปนอยางมากกวาพลขับมี ทาทางจะเปนบุคคลที่กอใหเกิดอุบัติเหตุหรือไม จากรายงาน ๙ ใน ๑๐ ของอุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนตไมวาจะถึง แกเกิดอันตรายหรือไมก็ตาม สาเหตุเกิดจากความรับผิดของพลขับทั้งสิ้น มิใชเกิดจากเครื่องยนตหรือเกิดจาก ความบกพรองของยานยนต ประมาณ ๑๐ % ของอุบัติเหตุที่เกิดอันตรายเนื่องมาจากพลขับมีสภาพรางกายไม สมบูรณ มากกวา ๕๐ % เนื่องจากพลขับฝาฝนกฎหรือระเบียบการจราจร และอีก ๔๐% อุบัติเหตุเกิดขึ้นจาก การที่พลขับมีสภาพทางจิตใจไมสมบูรณ หรือขับรถในเมื่อจิตใจไมปกติ
๘๗ ๔.๖.๒ ความสมบูรณทางรางกาย ๑) ไมมีบุคคลใดที่เจ็บปวย หรือลมเจ็บลงทันทีจะสามารถขับรถได จึงเปนการ แนนอนเหลือเกินที่วา ผูที่ปวยเปนโรคหัวใจอยางหนักนั้น ยอมไมสามารถจะขับรถได ๒) พลขับรถทุกคน ควรจะไดใชความระมัดระวังอยางมากในการขับรถ เมื่อรูสึกวา รางกายของตนไมสมบูรณใน ๒ กรณีตอไปนี้ คือ (๑) เมื่อเหน็ดเหนื่อยอยางมาก งวงนอน หรือประสาทมึนชาอยางมาก (๒) เมื่อมีอาการเจ็บปวยเล็ก ๆ นอย ๆ ซึ่งอาจสงผลทําใหเกิดอาการเสียสมาธิ หรือลดความสามารถในการขับรถ ๓) หามผูใดขับรถ เมื่ออยูในสภาพที่มึนเมา ๔.๖.๓ การเห็น จากประสาททั้ง ๕ เฉพาะสายตาอยางเดียวตองรับผิดชอบความรูสึกของบุคคลถึง ๘๐ % ขอสําคัญของการมีสายตาดีก็คือวา สามารถขับรถไดปลอดภัย ผูมีสายตาไมดีแลวยังพยายามขับรถนั้นเรียกวา โงมาก ๔.๖.๔ ขอบเขตของการเห็นทางขาง มีการทดสอบการกระทําเพื่อทราบวาพลขับสามารถสังเกตเห็นสิ่งตาง ๆ หรือการเคลื่อนไหว ทางขางทั้งซายและขวาไดเปนมุมมากนอยเพียงใด ในเมื่อสายตามองตรงไปขางหนา ขอบเขตของการมองเห็น ทางขาง คือ สามารถในการที่มองเห็นทางขางเลยออกไปจากมุมของสายตา พลขับที่สามารถมองเห็นทางขางได นอยตองแกขอบกพรองอันนี้ ดวยวิธีหันหนาไปทางซายที ขวาทีเล็กนอยในขณะขับรถ เพื่อใหสามารถเห็นได กวางขวางยิ่งขึ้น ๔.๖.๕ การเห็นทางลึก หลายคนที่ไมสามารถจะกะระยะสิ่งตาง ๆ ได บุคคลเหลานั้นจัดอยูในจําพวกที่มีการเห็นทาง ลึกไมดี ซึ่งเปนสาเหตุที่ทําใหรถยนตเกิดอุบัติเหตุเปนอยางมาก ผูที่ขับรถมาแลว คงจะเคยพบเห็นพลขับหลาย คนที่การเห็นทางลึกไมดี การปองกันบุคคลจําพวกนี้เพื่อตนเองและรถปลอดภัย ก็ดวยการใหสัญญาณมือ ที่ถูกตองกอนที่จะเบาหรือหยุดรถ หรือดวยการเตรียมพรอมอยูทุกขณะที่จะหักรถออกนอกถนน ในเมื่อบุคคล เหลานี้พยายามจะขับรถสวนไปอีกทางหนึ่ง แตกะระยะผิดพลาด ๔.๖.๖ การเห็นเวลากลางคืน เปนที่รูกันอยางแจมแจงแลววา คุณสมบัติของพลขับรถยนตทหารนั้นอยางนอยจะตอง สามารถมองเห็นไดในเมื่ออยูในที่มืด เพราะวาสวนมากทหารปฏิบัติการขับรถเวลากลางคืนดวย การพรางไฟ ถึงแมจะเปนคืนที่มืดที่สุดก็ตาม ผูที่มีสายตาดีก็ยอมสามารถมองเห็นสวนใหญ ๆ ของตนไม ตึกราบานชอง และสิ่งอื่น ๆ ได ๔.๖.๗ อาการมองไมเห็นเมื่อแสงเขาตา พลขับบางคนมองไมเห็นเปนเวลานานในเมื่อมีแสงสวางเขาตาตามปกติ ระยะเวลาที่สามารถ มองเห็นไดเปนอยางเดิมภายใน ๑๐ วินาที ขณะที่ขับรถดวยความเร็ว ๖๐ กม.ตอ ชม. รถจะวิ่งไปไดไกล ประมาณ ๑๖๖.๖๗ เมตร ภายใน ๑๐ วินาที มีหลายวิธีที่พลขับจะหลีกเลี่ยงการมองไมเห็น เนื่องจากแสงไฟ หนารถเขาตาขณะขับรถเวลากลางคืน คือ ๑) ขับรถชิดขอบซายของถนนเมื่อรถคันที่สวนเขามาในระยะใกล ๒) ขับรถชาลง เมื่อแสงของไฟเขามาใกลและคอย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นในเมื่อสายตา ชินกับความมืดดังเดิมแลว
๘๘ ๓) อยามองไปที่ไฟหนารถคันที่สวนมา ใหหันไปมองขอบถนนหรือไหลถนนทางซาย ซึ่งจะทําใหแสงเขาตานอย และทําใหมีแนวทางที่จะบังคับรถไปไดตามนั้น ๔.๖.๘ บอดสี สําหรับไฟแดง – เขียว สมัยทุกวันนี้มีขนาดใหญพอที่ผูที่มีสายตาไมคอยดีเกี่ยวกับบอดสี พอจะมองดูแลวสามารถบอกไดวา เปนไฟแดงหรือไฟเขียวได ๔.๖.๙ ปฏิกิริยาและการบังคับรถ พลขับตองสามารถที่จะปฏิบัติการตาง ๆ ไดรวดเร็วและถูกตองในเหตุการณฉุกเฉิน มีขอแตกตางซึ่งควรนํามาพิจารณาระหวางบุคคลเกี่ยวกับการใชความเร็ว ซึ่งเขาคิดวาสามารถจะปฏิบัติการได ทันในเหตุการณฉุกเฉิน และแกปญหาไดถูกตอง ดังตัวอยางเชน ในเมื่อขับรถอยูในทางลําบาก พลขับไมควร กระทืบเทาลงไปบนแปนหามลอ ซึ่งบางทีอาจจะทําใหรถลื่นลงไปในคู แตถาหากวาใชเทาอยูที่คันเรงอยู ตลอดไป อาจจะทําใหหลีกเลี่ยงจากอันตรายได ผูที่ปฏิกิริยายังเชื่องชา อาจแกไขไดดวยการเปดระยะตอให มากขึ้น เมื่อขับรถตามคันขางหนา ๔.๖.๑๐ ความเหน็ดเหนื่อย หากมีความจําเปนที่พลขับจะตองขับรถเปนเวลานานแลว จะตองระลึกไวเสมอวา ความเหน็ดเหนื่อยเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดอุบัติเหตุอยางหนัก พลขับจะตองปฏิบัติทุกสิ่งทุกอยางเพื่อปองกัน ตนเองและรถของตนใหพนจากอุบัติเหตุ ๑) ขอเสียของความเหน็ดเหนื่อย ถาเกิดความเหน็ดเหนื่อยมาก ๆ ยอมทําใหพลขับ หยอนสมรรถภาพได ๒ ประการ คือ ทําใหรูสึกงวง เซื่องซึมหมดความรูสึกไปโดยไมรูตัว ซึ่งที่ถูกแลวพลขับ จะตองตื่นตัวอยูตลอดเวลา หรืออีกนัยหนึ่งอาจทําใหพลขับนึกวาตนเองสามารถจะขับรถไดโดยปลอดภัย ถึงแมวาในความเปนจริงแลว ในระหวางที่งวงนอนนั้น พลขับอาจกะระยะไมถูกตอง ใชความเร็วไมเหมาะสม กับสภาพของเสนทาง อาจจะมีความรูสึกชาเกินไป หรือมองไมเห็นสิ่งตาง ๆ ไมชัดเจน ๒) วิธีขจัดความเหน็ดเหนื่อย เมื่อพลขับรูสึกตัวเกิดความเหน็ดเหนื่อย ทางที่ดีที่สุด ก็คือใหพลขับผูชวยขับแทน หรือ ถาสามารถทําไดขับรถแอบขางทางนอนพักผอน พอรูสึกสบายจึงขับรถตอไป ถาจะตองขับรถตลอดเวลาคือหยุดไมได ควรหากาแฟแก ๆ หรือชาดื่ม เปดหนาตางใหลมพัดโกรกเขามามาก ๆ หรือถาสามารถทําไดหยุดรถพักบอย ๆ แลวพลขับออกไปออกกําลังกายแกงวง ทางที่ดีที่สุดในการปองกันมิให เกิดความเหน็ดเหนื่อยก็คือ ในตอนกลางคืนตองนอนใหมากที่สุด ๔.๖.๑๑ สภาพทางจิตใจและอารมณกอนขับรถ สวนมากของอุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนตมิได เกิดจากการหยอนสมรรถภาพทางรางกายของพลขับ แตเกิดจากการหยอนสมรรถภาพทางจิตใจหรือจิตใจไม ปกติของพลขับ ซึ่งเห็นไดชัดเจนวาอุบัติเหตุทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นสวนใหญเกิดจากการฝาฝนกฎจราจร และไม ปฏิบัติตามหลักการขับขี้ปลอดภัย ใชความเร็วมากเกินไป แซงขึ้นหนาในระยะเวลาที่ไมสมควร ฝาฝนในเรื่องที่ เกี่ยวแกสิทธิในการใชทาง การขับรถกินทาง ซึ่งจะเปนตนเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น
๘๙ เอกสารอางอิง ๑. ตําราวิชาการขนสงดวยรถยนตของ โรงเรียนการขนสงทหารบก ก.ย.๕๑ ๒. วิชาการขนสงทางถนนและยุทธวิธีเลม ๑ ๒ ๓ เดิมของ โรงเรียนการขนสงทหารเรือ ๓. วิชาการขนสงทางถนน กองวิทยาการ กรมการขนสงทหารอากาศ