The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาเทคโนโลยีด้านการขนส่ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panumate5260, 2023-04-04 01:32:50

วิชาเทคโนโลยีด้านการขนส่ง

วิชาเทคโนโลยีด้านการขนส่ง

เทคโนโลยีการขนส่ง (Transportation Technology) พุทธศักราช ๒๕๖๐ กรมการขนส่งทหารเรือ


ก ค ำน ำ เทคโนโลยีการขนส่ง (Transportaion Technology) เล่มนี้ คณะจัดท ำได้พิจำรณำจัดท ำขึ้น เพื่อใช้ในกำรเรียนกำรสอนของหลักสูตรต่ำง ๆ ของ รร.ขส.กวก.ขส.ทร. ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๖๐ ให้เหมำะสมและ สอดคล้อง กับโครงสร้ำงหลักสูตรนักเรียนจ่ำ เหล่ำทหำรขนส่ง ปีกำรศึกษำ ๒๕๕๙ เพื่อยกระดับมำตรฐำน หลักสูตรคุณวุฒิเทียบเท่ำอำชีวศึกษำระดับประกำศนียบัตรวิชำชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งได้รับกำรรับรองจำกส ำนักงำน คณะกรรมกำรกำรอำชีวศึกษำ (สอศ.) กระทรวงศึกษำธิกำร เมื่อ ๒๘ เมษำยน ๒๕๖๐ รวมทั้งกำรปรับปรุง โครงสร้ำงหลักสูตรอำชีพเพื่อเลื่อนฐำนะชั้น พันจ่ำเอก และหลักสูตรอำชีพเพื่อเลื่อนฐำนะชั้น จ่ำเอก พ.ศ.๒๕๖๐ โดยได้รับควำมเห็นชอบจำก ยศ.ทร. เมื่อ ๑๙ พฤษภำคม ๒๕๖๐ อีกด้วย เทคโนโลยีการขนส่งเล่มนี้ ได้ด าเนินการจัดท าที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจในค าจ ากัด ความหมาย โลจิสติกส์เบื้องต้น แนวคิด ทฤษฎีการขนส่ง การน าเทคโนโลยีมาใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุและผลิตภัณฑ์ การบ่งบอกและติดตาม และเทคโนโลยีสนเทศใน ระบบขนส่ง ซึ่งได้ค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานรายวิชา และตรงตาม วัตถุประสงค์การเรียนรู้ คณะจัดท าผู้จัดท าใคร่ขอขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดท าจนประสบ ผลส าเร็จ หวังว่าคู่มือฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีการขนส่ง และผู้ที่สนใจ ที่จะศึกษา หากท่านพบข้อ หรือมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม กรุณาแจ้งให้ กองวิทยาการ กรมการขนส่งทหารเรือ (โทร ๕๔๑๐๗) ทราบด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้พิจารณาปรับปรุง/แก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ต่อไป คณะผู้จัดท า


ข สำรบัญ หัวข้อ หน้ำ ค าน า ก สารบัญ ข บทที่ ๑ บทน า ๑ ค าจ ากัดความ ๒ ความหมายของการขนส่ง ๓ แนวคิด ทฤษฎีการขนส่ง ๔ บทที่ ๒ โลจิสติกส์เบื้องต้น ๖ บทที่ ๓ กำรน ำเทคโนโลยีมำใช้ในกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุและผลิตภัณฑ์ ๒๑ (Material Handling) บทที่ ๔ เทคโนโลยีในกำรบ่งบอกและติดตำม ๓๔ บาร์โค้ด (Barcode) ๓๔ กำรระบุด้วยควำมถี่วิทยุ (Radio frequency identification, RFID) ๓๕ Global Positioning System (GPS) ๓๘ บทที่ ๕ เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบขนส่ง ๔๕ บรรณานุกรม ๔๗


๑ บทที่ ๑ เทคโนโลยีกำรขนส่ง (Transportation Technology) ๑. บทน ำ ปัจจุบันเทคโนโลยีถือว่ามีส่วนส าคัญในการด าเนินชีวิตโดยทั่วไป ท าให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ทั้งทางด้านการไหลของข้อมูลสารสนเทศ (Information Flow) การไหลทางกายภาพ (Physical Flow) การสื่อสาร คมนาคม และสิ่งอ านวยความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงภาคธุรกิจ หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ได้พัฒนา เทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วน ามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมคุ้มค่าเพื่อเพิ่มยอดการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่ม ความพึงพอใจในด้านการบริการ (Service Level) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และประสิทธิผล หรือบรรลุ เป้าหมายตามที่องค์กรก าหนด ระบบอินเตอร์เน็ต และการสื่อสารผ่านดาวเทียม ได้เข้ามามีบทบาทใน ยุคโลกาภิวัฒน์ กล่าวคือ การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดสามารถรับรู้ สัมผัส หรือได้รับผลกระทบจาก สิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง สืบเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ ดังนั้นยุคโลกาภิวัฒน์จึงเป็น ยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) ที่ไร้พรมแดน อันเป็นยุคที่มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทางด้านเทคโนโลยีสื่อสารและคมนาคม ท าให้ประเทศต่าง ๆ ได้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น การขนส่งเป็นตัวแปรส าคัญที่มีส่วนขับเคลื่อนในระบบโลจิสติกส์ อาจกล่าวได้ว่า โลจิสติกส์ หมายถึง ต้นทุนด้านการขนส่งของประเทศ การผลิตสินค้าหรือการบริการต่าง ๆ ย่อมต้องมีการติดต่อ ขนส่ง เช่น ขนส่ง วัตถุดิบจากแหล่งวัตถุดิบไปยังโรงงานผ่านกระบวนการผลิตจนเป็นสินค้า จากนั้นต้องมีการขนส่งสินค้าสู่ตลาด เพื่อกระจายให้ถึงผู้บริโภค ต้นทุนด้านการขนส่งมิได้หมายถึงเฉพาะค่าใช้จ่ายของยานพาหนะ แต่รวมถึงวิธีการ บรรจุ หีบห่อ ขนถ่าย และป้อนเข้าโรงงาน หากท าได้รวดเร็ว ประหยัด มีการสูญเสียน้อย นั่นยอมหมายถึงมี ต้นทุนต่ า ในการกระจายผลผลิตสู่ตลาดและผู้บริโภคก็ต้องมีต้นทุนต่ าด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารการขนส่งนั้น สามารถที่จะจ าแนกได้เป็นสองประเภท คือ ระบบที่ใช้ในการหาผลลัพธ์เพื่อการจัดการการขนส่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือที่เรียกว่า Optimization และระบบที่ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการ ในวิชาเทคโนโลยีการขนส่ง ของนักเรียนจ่าชั้นปีที่ ๑ พรรคนาวิน เหล่าทหารขนส่ง จะศึกษาท าความเข้าใจถึงความหมาย และบทบาทของเทคโนโลยีที่สนับสนุนงานด้านขนส่ง คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายพัสดุและผลิตภัณฑ์, เทคโนโลยีที่บ่งบอกและติดตาม และเทคโนโลยี สารสนเทศในระบบขนส่ง เพื่อให้นักเรียนทราบหลักการ และมีความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการขนส่ง เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดในการเรียนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป


๒ ค ำจ ำกัดควำม (Definition) ค าว่าเทคโนโลยี ตรงกับค าภาษาอังกฤษว่า "Technology" ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า "Technologia" แปลว่า การกระท าที่มีระบบ อย่างไรก็ตามค าว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กับ ค าว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรียก รวม ๆ ว่า "วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี" พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยี คือ วิทยาการที่น าเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังมีผู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย ดังนี้ คือ ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 16) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีว่าปัจจุบันมีความหมายกว้างกว่า รากศัพท์เดิม คือ หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรม อื่น ๆ ที่จะเอื้ออ านวยต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากร ต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม สิปปนนท์ เกตุทัต (ม.ป.ป. 81) อธิบายว่า เทคโนโลยี คือ การน าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ ศาสตร์อื่น ๆ มาผสมผสานประยุกต์ เพื่อสนองเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ด้วยการน า ทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ในการผลิตและจ าหน่ายให้ต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีจึงมักจะมี คุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลาและสถานที่ และหากเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีนั้นจะเกื้อกูลเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและส่วนรวม หาก ไม่สอดคล้องเทคโนโลยี นั้น ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามหาศาล ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 170) กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้วิชาการรวมกับความรู้ วิธีการ และความช านาญที่สามารถน าไปปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิภาพสูง โดยปกติเทคโนโลยีนั้นมีความรู้ วิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย นั้นคือวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ เทคโนโลยีเป็นการน าความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติ จึงมัก นิยมใช้สองค าด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเน้นให้เข้าใจว่า ทั้งสองอย่างนี้ต้องควบคู่กันไปจึงจะ มีประสิทธิภาพสูง ช านาญ เชาวกีรติพงศ์(2534 : 5) ได้ให้ความหมายสั้น ๆ ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการ ประกอบวัตถุเป็นอุตสาหกรรม หรือวิชาช่างอุตสาหกรรม หรือการน าเอาวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางปฏิบัติ จากการที่มีผู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย สรุปได้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่น าเอาวิทยาการ ทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ตามความต้องการของมนุษย์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า หมายถึง การรู้จักน ามาท าให้เป็นประโยชน์นั่นเอง (เย็นใจ เลาหวณิช. 2530 : 67)


๓ ควำมหมำยของกำรขนส่ง (Definition of Transportation) ก่อนที่เราจะท าการศึกษามีความจ าเป็นที่จะต้องท าความเข้าใจถึงความหมายของค าว่า“กำรขนส่ง” ซึ่งเราสามารถแยกพิจารณาได้ ดังนี้ ความหมายของการขนส่ง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ค าว่า “ขน” หมายถึง การเอาสิ่งของจ านวนมากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยการบรรทุก หาบ หาม หรือด้วยวิธีอื่น ค าว่า “ส่ง” หมายถึง ท าให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเคลื่อนพ้นจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อให้ถึงผู้รับหรือ เป้าหมาย ค าว่า “ขนส่ง” หมายถึง ธุรกิจที่เกี่ยวด้วยการขนและส่ง ความหมายของการขนส่ง ตามพจนานุกรมไทย ค าว่า “ขน” หมายถึง การเอาของมาก ๆ จากที่แห่งหนึ่งไปไว้อีกที่แห่งหนึ่ง ค าว่า “ส่ง” หมายถึง การยื่นให้ถึงมือ พาไปให้ถึงที่ ค าว่า “ขนส่ง” หมายถึง ธุรกิจเนื่องด้วยการน าไป และน ามา หรือขนและส่ง ความหมายของการขนส่ง ตามสารานุกรมไทย ค าว่า “กำรขนส่ง” หมายถึง การเคลื่อนที่ของมนุษย์ สัตว์สิ่งของ จากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง ตามความประสงค์ของมนุษย์ ความหมายของการขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๔ ค าว่า “กำรขนส่ง” หมายถึง การล าเลียงหรือเคลื่อนย้ายบุคคล หรือสิ่งของด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ การขนส่ง ซึ่งเครื่องอุปกรณ์การขนส่งนี้ หมายถึง ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง รวมทั้งเครื่องทุ่นแรงด้วย ความหมายของการขนส่ง ตามความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ ค าว่า “กำรขนส่ง” เป็นกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ที่จะจัดให้มีการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ หรือสิ่งของ จากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกที่แห่งหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง จากความหมายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พอที่จะน ามาสรุปเป็นความหมายโดยทั่ว ๆ ไป ของค าว่า “การขนส่ง” ได้ดังนี้ “ก ำ รข น ส่ ง” ห ม าย ถึง ก า รจั ดให้ มี ก า รเค ลื่ อน ย้ ายบุ ค ค ล สั ต ว์ ห รือ สิ่งของต่ าง ๆ ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ในการขนส่ง จากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่ง ตามความประสงค์ และเกิด อรรถประโยชน์ตามต้องการ


๔ แนวคิด ทฤษฎีกำรขนส่ง 1. ควำมหมำยของกำรขนส่ง ค าว่า “การขนส่ง (Transportation)” ความหมายโดยรวมหมายถึง การเคลื่อนย้ายคน (People) สินค้า (Goods) หรือบริการ (Services) จากต าแหน่งหนึ่งไปยังอีกต าแหน่งหนึ่ง ในกรณีของการเคลื่อนย้ายคน นั้นจะเป็นเรื่องของการขนส่งผู้โดยสารเสียเป็นส่วนใหญ่ ในบริบทของหลักสูตรการจัดการการขนส่งนี้จะเน้นที่ การขนส่งสินค้าหรือบริการเป็นส าคัญ 2. เป้ำหมำยของกำรจัดกำรกำรขนส่ง การจัดการการขนส่งมีเป้าหมายหลักหลายประการ เช่น 1) เพื่อลดต้นทุน ถือเป็นเป้าหมายยอดนิยมของการจัดการด้านโลจิสติกส์ทุกกิจกรรม รวมทั้ง การขนส่งด้วย ผู้ประกอบการมักจะตั้งเป้าหมายเป็นอันดับแรกว่า เมื่อมีการจัดการการขนส่งที่ดีจะต้องช่วย ลดต้นทุนของธุรกิจลงได้ โดยอาจจะเป็นค่าน้ ามันเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน หรือค่าบ ารุงรักษารถบรรทุก 2) เพื่อเพิ่มประสิทธิภำพกำรท ำงำน บริษัทขนส ่งอาจตั้งเป้าหมายว่า เมื ่อมีการจัดการ การขนส่งที่ดีด้วยจ านวนทรัพยากรที่เท่าเดิม ประสิทธิภาพการท างานจะสูงขึ้น เช่น จ านวนรถบรรทุกและ พนักงานเท่าเดิม แต่ส่งสินค้าให้ลูกค้าได้มากขึ้น เป็นต้น 3) เพื่อสร้ำงควำมพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้ำ บริษัทขนส่งอาจตั้งเป้าหมายว่า เมื่อจัดการ การขนส่งได้ดีข้อต าหนิติเตียนจากลูกค้าจะลดน้อยลงจนหมดสิ้นไป ท าให้ลูกค้ามีความพอใจในบริการที่ได้รับ และยังคงใช้บริการของบริษัทต่อไปในภายภาคหน้า 4) เพื่อลดระยะเวลำ บริษัทขนส่งอาจตั้งเป้าหมายว่า เมื่อมีการจัดการการขนส่งที่ดีจะสามารถ ส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ผลิตภัณฑ์ของตนก็จะออกสู่ตลาด ได้เร็วและแพร่หลายมากกว่าคู่แข่งขัน 5) เพื่อสร้ำงรำยได้เพิ่ม เป็นไปได้เช่นกันว่าบริษัทขนส่งอาจจะตั้งเป้าหมายว่า เมื่อมี การจัดการการขนส่งที่ดีจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่บริษัท ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่ยอมจ่าย แพงขึ้นเพื่อแลกกับบริการที่รวดเร็วขึ้น พิเศษขึ้นหรือละเอียดถูกต้องมากขึ้น หรือรายได้จากกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ เข้ามาใช้บริการ 6) เพื่อเพิ่มก ำไร ไม่บ่อยนักที่เราจะได้ยินว่าบริษัทขนส่งลงทุนปรับปรุงระบบการจัดการหรือ ลงทุนในระบบการจัดการใหม่เพื่อต้องการเพิ่มผลก าไรของบริษัท โดยมากจะมองว่าก าไรเป็นผลพลอยได้จาก การที่การจัดการไปลดต้นทุนลง มุมมองเพื่อหวังเพิ่มก าไรเป็นสิ่งท้าทายฝีมือผู้บริหารมากกว่า เพราะว่าเป็นการ พิจารณาสองทางไปพร้อม ๆ กัน คือ สร้างรายได้เพิ่มและลดต้นทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะท าได้ง่าย ๆ ส าหรับบริษัท ขนส่งโดยทั่วไป 7) เพื่อเพิ่มควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน อาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลักส าหรับบริษัทขนส่ง ในการลงทุนปรับปรุงระบบการจัดการการขนส่ง แต่ก็มีความส าคัญไม่น้อย บริษัทขนส่งหลายแห่งแสดงสถิติ ของช่วงเวลาต่อเนื่องที่ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นให้พนักงานได้รับทราบโดยทั่วกันและพยายามกระตุ้นให้พนักงาน ช่วยกันรักษาสถิตินั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


๕ 3. ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรขนส่งกับกิจกรรมโลจิสติกส์อื่น ๆ เราทราบกันดีว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยนั้นยังสูงกว่าหลาย ๆ ประเทศ ความสามารถ ในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทยยังพัฒนาค่อนข้างล่าช้าเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย จากดัชนีตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) ของธนาคารโลก ในปี 2555 พบว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ที่อันดับ 38 (คะแนน 3.07 จากคะแนนเต็ม 5.00) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 1 (คะแนน 4.13) มาเลเซียอยู่อันดับที่ 29 (คะแนน 3.49) และเวียดนามอยู่อันดับที่ 53 (คะแนน 3.0) ทั้งนี้ มิติที่มีอันดับดัชนีความสามารถด้านโลจิสติกส์น้อยกว่า ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ส่วนใหญ่เป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับ ‘บริการ’ ของทั้งภาครัฐและเอกชน (Service Level) ในการอ านวยความสะดวก ตารางเปรียบเทียบดัชนีความสามารถด้านโลจิสติกส์ (LPI) ของประเทศในภูมิภาคเอเชียปี 2555 ที่มา: แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทย ฉบับที่ 2 (2556-2560)


๖ บทที่ ๒ โลจิสติกส์เบื้องต้น โดยทั่วไปคนจะเข้าใจว่าเมื่อกล่าวถึงโลจิสติกส์ จะนึกถึงแต่การขนส่ง ซึ่งเราจะเห็นได้จากรถบรรทุกส่ง ของตามถนน ที่จะมีค าว่า Logistics หรือ โลจิสติกส์ แท้จริงแล้วการขนส่งเป็นกิจกรรมหนึ่ง (Logistics activities) ในหลาย ๆ กิจกรรมของโลจิสติกส์ ในบทนี้ เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับ โลจิสติกส์ เพิ่มมากขึ้น ได้เพิ่ม เนื้อหาโลจิสติกส์เบื้องต้น นักเรียนจะได้มีความเข้าใจ ภาพรวมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ กิจกรรมหลักด้ำนโลจิสติกส์ กิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ มีทั้งหมด 13 กิจกรรมด้วยกัน โดยสามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นกิจกรรมหลักขององค์กร และกลุ่มที่เป็นกิจกรรมสนับสนุน การท างานขององค์กร กิจกรรมซึ่งถือ เป็นกิจกรรมหลักขององค์กรประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 8 กิจกรรม ส่วนที่เหลืออีก 5 กิจกรรม ถือเป็น กิจกรรมที่สนับสนุนการด าเนินงานขององค์กร รายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. กำรบริกำรลูกค้ำ ( Customer Service ) เป็นกิจกรรมที่องค์กรพยายามตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า ซึ่งจะท าได้ดีเพียงใดต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของกิจกรรมโลจิสติกส์อื่น ๆ เข้ามาประกอบ โดยเฉพาะการส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลาและครบตามจ านวน 2. กำรด ำเนินกำรตำมค ำสั่งซื้อของลูกค้ำ ( Order Processing ) เป็นกิจกรรมที่จะต้องพยายาม ด าเนินการให้รวดเร็วที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มักน าระบบ คอมพิวเตอร์และการจัดการธุรกิจเชิงอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว 3. กำรคำดกำรณ์ควำมต้องกำรของลูกค้ำ ( Demand Forecasting ) เป็นการคาดการณ์ ความต้องการในตัวสินค้าหรือการบริการลูกค้าในอนาคต ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่มีความส าคัญในการที่จะสร้าง ผลก าไรหรือท าให้บริษัทขาดทุนในการด าเนินการ การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า จะช่วยให้ บริษัทสามารถก าหนดทิศทางในการด าเนินงานว่าจะผลิตสินค้าจ านวนเท่าไร หรือเตรียมบุคลากรและอุปกรณ์ มากน้อยเพียงใด หากการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าผิดพลาด ก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและ ผลประกอบการของบริษัท จากการที่ไม่มีสินค้าให้ลูกค้า หรือในทางตรงกันข้ามอาจมีสินค้าในคลังสินค้า มากเกินไป 4. กำรบริหำรสินค้ำคงคลัง ( Inventory Management ) เป็นกิจกรรมที่ส าคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังที่มีอยู่ย่อมส่งผลต่อองค์กรไม่ทางใดก็ทางหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ เงินทุน องค์กรที่มีระดับปริมาณสินค้าคงคลังที่สูงย่อมสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีแต่ใน ขณะเดียวกันปริมาณสินค้าที่มาก ก็ส่งผลให้องค์กรเกิดค่าเสียโอกาสด้านการน าเงินทุนไปหมุนเวียน เสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้า ดังนั้นองค์กรจะต้องค านึงถึงระดับของสินค้าคงคลังที่เหมาะสมที่จะ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เพื่อที่จะสามารถลดต้นทุนต่าง ๆ 5. กิจกรรมกำรขนส่ง (Transportation) ครอบคลุมถึงทุกกิจกรรมที่เป็นการเคลื่อนย้ายตัวสินค้า จากจุดก าเนิดไปยังจุดที่มีการบริโภคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะต้องจัดส่งสินค้าถูกต้องครบจ านวนใน สภาพที่สมบูรณ์และตรงเวลาที่ก าหนด ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าในมุมมองของคนทั่วไป การขนส่งเป็น กิจกรรมโลจิสติกส์ที่มีบทบาทชัดเจนที่สุด


๗ 6. กำรบริหำรคลังสินค้ำ ( Warehousing and Storage ) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการคลังสินค้า อาทิการจัดเก็บสินค้า การจัดการพื้นที่ในคลังสินค้า อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จ าเป็นใน การด าเนินกิจกรรมภายในคลังสินค้า ซึ่งในปัจจุบันกิจกรรมการบริหารคลังสินค้า นับเป็นกิจกรรมที่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย 7. Reverse Logistics คือ กระบวนการจัดการสินค้าที่ถูกส่งกลับคืน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เสียหาย หมดอายุการใช้งาน เป็นต้น 8. กำรจัดซื้อ (Purchasing) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ จัดหาวัตถุดิบและบริการทั้งใน ส่วนของการเลือกผู้จ าหน่ายวัตถุดิบ ก าหนดช่วงเวลาและปริมาณในการสั่งซื้อ และสร้างความสัมพันธ์กับ ผู้จ าหน่ายวัตถุดิบ 9. ก ำ รจั ด เต รียม อ ะไห ล่ แล ะชิ้ น ส่ วน ต่ ำ ง ๆ ( Part and Service Support ) นั บ เป็ น ความรับผิดชอบต่อสินค้าหลังการขาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของบริการหลังการขายที่บริษัทให้กับลูกค้า โดยการ จัดหาชิ้นส่วนอะไหล่ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมส าหรับการให้บริการที่รวดเร็วและมี ประสิทธิภาพแก่ลูกค้าในกรณีที่สินค้าเกิดความช ารุด ความรับผิดชอบต่อสินค้าหลังการขายเป็นการสร้าง ความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในอนาคต เกิดความรู้สึกที่ดีกับยี่ห้อ สินค้า ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้มีส่วนช่วยให้บริษัทสามารถด ารงความสัมพันธภาพระยะยาวกับลูกค้าไว้ได้ 10.กำรเลือกที่ตั้งโรงงำนและคลังสินค้ำ (Plant and Warehouse Site Selection) การเลือก ที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้าจะต้องให้ความส าคัญกับความใกล้– ไกลของแหล่งวัตถุดิบและลูกค้า เพื่อ ความสะดวกในการเข้าถึงและเกี่ยวข้องกับระยะทางการขนส่ง รวมถึงความสามารถในการตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าด้วย 11.Material Handling เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย วัตถุดิบ และสินค้าคงคลังใน ระหว่างการผลิต รวมถึงการขนย้ายตัวสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว ภายในโรงงานหรือคลังสินค้า วัตถุประสงค์ของ การจัดการ คือเพื่อ - ลดระยะทางการเคลื่อนย้ายให้ได้มากที่สุด - ลดจ านวน - แก้ไขกระบวนการที่เป็นคอขวดให้มีการไหลได้ดีขึ้น - ลดการขนถ่ายให้มากที่สุดเพื่อการประหยัดแรงงานและค่าใช้จ่าย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวองค์กรต้องการพยายามลดจ านวนการเคลื่อนย้ายวัตถุต่าง ๆ ให้มากที่สุด เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย จะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายวัตถุต่าง ๆ ดังนั้นหาก สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านนี้ก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นลดลงด้วย 12.บรรจุภัณฑ์(Packaing) ในด้านการตลาดนั้น บรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงลักษณะภายนอก ของสินค้า ซึ่งจะต้องสามารถดึงผู้บริโภคให้สนใจในตัวสินค้า แต่ทางด้านโลจิสติกส์บรรจุภัณฑ์จะมีบทบาท ส าคัญต่างออกไปจากด้านการตลาด โดยประการแรก บรรจุภัณฑ์จะเป็นสิ่งที่ปกป้องตัวผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิด ความเสียหายในขณะที่มีการเคลื่อนย้าย ประการที่สอง บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะช่วยให้กระบวนการเคลื่อนย้ายและ เก็บรักษาสินค้ามีความสะดวกมากขึ้น 13.กำรติดต่อสื่อสำรทำงด้ำนโลจิสติกส์ ( Logistics Communications) การสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพภายในองค์กร ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ส าคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อความส าเร็จขององค์กร การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการตัดสินใจต่าง ๆ สามารถท าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสื่อสารที่ประสิทธิภาพขององค์กรควรจะมีลักษณะดังนี้


๘ - มีการสื่อสารระหว่างองค์กร ซัพพลายเออร์และลูกค้า - มีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรโดยเฉพาะฝ่ายการบัญชีการตลาด ฝ่ายผลิต - มีการสื่อสารระหว่างกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้ง 13 กิจกรรม - มีการสื่อสารกันในหน่วยงานย่อย เช่นฝ่ายขายกับฝ่ายบริการลูกค้าในฝ่ายการตลาด - มีการสื่อสารระหว่างสมาชิกในระบบโซ่อุปทานที่ไม่ได้มีการติดต่อกับองค์กรโดยตรง เช่น ซัพพลายเออร์รายแรกสุดในโซ่อุปทาน กิจกรรมหลักทางโลจิสติกส์ทั้ง 13 กิจกรรม อาจน ามาจัดเป็นกลุ่มได้5 กลุ่ม คือ ๑) กิจกรรม ทางด้านการบริหารจัดการการผลิต ๒) การตลาดและการบริการลูกค้า ๓) การจัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ๔) การกระจายสินค้าและการจัดการสินค้าคงคลัง และ ๕) การจัดส่ง ซึ่งจะครอบคลุมองค์ความรู้ทางด้าน โลจิสติกส์ กิจกรรมโลจิสติกส์แบบบูรณำกำร (Logistics Activity Of Integration ) กิจกรรมด้านโลจิสติกส์แบบบูรณาการ (Logistics Activity of Integration) ประกอบด้วยหลาย ๆ กิจกรรมและกิจกรรมนั้นๆ ต้องสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมในการด าเนินงานให้มี มาตรฐานของจัดการเดียวกัน ความเป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นใน Logistics คือ การที่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการด าเนินงานนั้นและมีแนวคิด เดียวกันในการจัดการ ด้านเวลาและสถานที่ ซึ่งในทุกกิจกรรมของการไหลระหว่างกระบวนการในกิจกรรม โลจิสติกส์ (ค านาย อภิปรัชญาสกุล) กิจกรรมด้ำนโลจิสติกส์จะประกอบด้วยหลำยกิจกรรม ดังนี้ 1) กำรบริกำรลูกค้ำ (Customer Service) การให้บริการลูกค้าไม่ใช้เป็นเพียงแค่กิจกรรมแต่เป็น ผลกระทบต่อกิจกรรมอื่น ๆ ของโลจิสติกส์ การตัดสินใจทั้งหมดเกี่ยวกับ โลจิสติกส์ มาจากความต้องที่จะให้ บริการเพื่อลูกค้า ฉะนั้นแล้วงานให้บริการลูกค้าจึงเป็นกิจกรรมที่เป็นแรงผลักดันให้เกิด กิจกรรมอื่น เช่น การขนถ่ายบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง เป็นต้น การให้บริการต้องท าให้เกิดความพึงพอใจ เกิดความประทับใจในทุก ๆ ด้าน ดังนี้ ๗ Rights ๑. การขนส่งสินค้าปริมาณถูกต้อง (Right Quantity ) ๒. สินค้าส่งในคุณภาพที่ถูกต้อง (Right Quality ) ๓. สินค้าส่งในสถานที่ถูกต้อง (Right Place) ๔. สินค้าส่งในเวลาที่ถูกต้อง และทันเวลาที่ก าหนด (Right Time ) ๕. สินค้าส่งถูกลูกค้า (Right Customer) ๖. สินค้าส่งในราคาที่เหมาะสม (Right Price) ๗. สินค้าส่งโดยมีต้นทุนต่ าที่สุด (Right Cost )


๙ 2) กำรขนส่งและกำรจรำจร (Transportation and Traffic) เป็นการเคลื่อนย้ายตั้งแต่วัตถุดิบ และสินค้าไปยังเครือข่าย ขนส่งต่าง ๆ กิจกรรมด้านขนส่งเป็นการเลือกวิธีการขนส่งสินค้า เช่น การขนส่ง ทางรถยนต์ , การขนส่งทางรถไฟ , การขนส่งทางอากาศหรือเครื่องบิน,การขนส่งทางน้ าหรือทางเรือ , การขนส่งทางท่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยบริการที่รวดเร็ว และส่งถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัยในปริมาณที่ ครบถ้วนมีสภาพสมบูรณ์ และตรงตามเวลาที่ก าหนด 3) กำรจัดกำรสินค้ำคงคลัง (Inventory Management) เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการวางแผน กับการปฏิบัติการสินค้าคงคลังเป็นตัวที่ รองรับในระบบการให้บริการลูกค้าโดยจากลูกค้าภายในบริษัท คือ สนับสนุนการผลิตแก่โรงงาน (Inbound Customers) หรือสนับสนุนการตลาดจากโรงงานไปยังลูกค้า (Outbound Customer) สินค้าคงคลังมีความจ าเป็น เพราะมีความไม่แน่นอนจากความต้องการของลูกค้า ดังนั้นระดับสินค้าคงคลังที่ดีที่สุดจะต้องมีขั้นตอนการด าเนินการที่ทราบว่าจะมีสินค้าคงคลัง ณ ที่ใดบ้าง เมื่อใด จะส่งสินค้ามาเติมเต็มกรณีสินค้าในคลังลดลง และในปริมาณเท่าใด จึงจ าเป็นต้องมีการควบคุมสินค้าคง เพื่อรักษาระดับการให้บริการและความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงการผลิตกิจกรรมการจัดการ สินค้าคงคลังนี้จึงเป็นระบบต้นทุนสินค้าที่เกิดจากการถือครอบครองสินค้าของบริษัท ถ้ามีการจัดการ สินค้าคงคลังได้อย่างเหมาะสมจะลดต้นทุนส่วนนี้ลงได้อย่างมาก 4) กำรประมวลค ำสั่งซื้อ (Order Processing) เกี่ยวข้องกับค าสั่งซื้อจากลูกค้า ในการสอบถาม และค าสั่งซื้อจากลูกค้า ซึ่งลูกค้าอาจท าการสั่งซื้อสินค้าโดยใช้โทรศัพท์ อีเมล์ โทรสาร หรือการส่ง เอกสารผ่าน ระบบ EDI (Electronic Data Interchange : EDI) การตัดสินใจเกี่ยวกับความต้องการด้านต่าง ๆ ใน กระบวนการ และการให้ความมั่นใจในการจัดส่งให้ลูกค้า กิจกรรมการด าเนินการค าสั่งซื้อ เป็นกิจกรรมที่มี ความส าคัญต่อโลจิสติกส์ เพราะการด าเนินการสั่งซื้อมีผลต่อรอบเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) จนถึง การจัดส่งสินค้า โดยเริ่มจากวันที่รับค าสั่งซื้อลูกค้าจนถึงวันที่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ ลูกค้า จึงควร ด าเนินการให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งสามารถน าระบบ คอมพิวเตอร์และ


๑๐ ระบบสารสนเทศและการจัดการสมัยใหม่เข้ามาใช้ กระบวนการด าเนิน การค าสั่งซื้อที่ดีต้องสามารถลด รอบเวลา Lead Time การส่งมอบสินค้าเพื่อให้ต้นทุนต่ า ด้วยการลดความต้องการเกี่ยวกับเวลาในการจัดส่ง สินค้าของลูกค้าลง นั่นหมายถึงความสามารถท าได้อย่างรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าและมีประสิทธิภาพสามารถ สนองตอบความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี 5) กำรสื่อสำรในกำรกระจำยสินค้ำ (Logistics Communication) ระบบสารสนเทศเป็น กิจกรรมที่ท าให้ระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพ เป็นกิจกรรมการสื่อสารภายในบริษัทผู้จ าหน่ายวัตถุดิบและ ลูกค้า การสื่อสารจากผู้ขายและผู้ซื้อสินค้าจึงจ าเป็นต้องเป็นไป รวดเร็ว ชัดเจน ถูกต้องแน่นอน ในเวลาจริง (Real time) รวมทั้งการควบคุมสินค้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น การน าระบบ Electronic Data Interchange (EDI) เข้ามาช่วยแล้วจะเป็นหลักการที่จะท าให้การจัดการโลจิสติกส์สามารถที่จะเชื่อมโยงการสื่อสารภายในบริษัท และลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 6) กำรพยำกรณ์ควำมต้องกำรของลูกค้ำ (Customer Demand Forecasting) เป็นกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายในบริษัท โดยเฉพาะฝ่ายการตลาดจะเป็นฝ่ายแรกที่เกี่ยวข้องในการพยากรณ์ยอดขาย โดยจะเกี่ยวข้องกับผลกระทบในกิจกรรมโฆษณาทั้งปีกลยุทธ์ราคา และความพยายามในการเพิ่มยอดขาย โรงงานจะพยากรณ์เกี่ยวกับก าหนดการผลิต การวางแผนความต้องการพัสดุ (Material Requirement Planning : MRP) และการส่งแบบทันเวลาพอดี (Just in Time : JIT) โลจิสติกส์การพยากรณ์จากทั้งสองฝ่าย เพื่อหาสินค้าคงคลังที่เหมาะสม และท าเลที่ตั้งในการจัด เก็บสินค้าคงคลัง เพื่อส่งไปยังโรงงานและลูกค้า 7) คลังสินค้ำและกำรจัดเก็บ (Warehousing and Storage) โดยการจัดการคลังสินค้า หมายถึง พื้นที่ที่ได้วางแผนแล้วเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้สอยและการเคลื่อนย้ายสินค้าหรือวัตถุดิบ โดยคลังสินค้าท าหน้าที่ ในการเก็บสินค้าระหว่างกระบวนการเคลื่อนย้าย เพื่อสนับสนุนการผลิตและ การกระจายสินค้าบรรลุตามวัตถุประสงค์ คลังสินค้าและการจัดเก็บจึงรองรับความต้องการในการเก็บสินค้า โดยมีการก าหนดพื้นที่ที่ตามความต้องการ การวางผังเนื้อที่การจัดเก็บในคลังสินค้า การออกแบบท่าขนถ่าย สินค้าเพื่อจัดเตรียมสินค้า ข้อก าหนดระเบียบปฏิบัติในคลังสินค้า การเติมและสร้างสต๊อกทดแทน กิจกรรมนี้จึง กล่าวได้ว่า เป็นการน าข้อมูลจากกิจกรรมในการปฏิบัติงานในคลังสินค้ามาใช้ในการตัดสินใจ เกี่ยวกับวิธีการ จัดเก็บสินค้าคงคลัง คลังสินค้าอาจมีหลายรูปแบบ เช่น ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) 8) กำรเลือกสถำนที่ก่อสร้ำงคลังสินค้ำและโรงงำน (Selection Location and Construction Warehouses and Factories.) การเลือกท าเลที่ตั้งของโรงงานและคลังสินค้า เพื่อเชื่อมโยงกับกิจกรรมต่าง ๆ ของโลจิสติกส์ เมื่อมีการเปลี่ยนต าแหน่งที่ตั้ง จะท าให้เกิดผลกระทบต่อระยะเวลาในการเดินทาง อัตรา ค่าขนส่งจากแหล่งผลิตสินค้าไปยังจุดหม ายปลายท าง ระดับการให้บ ริการแก่ลูกค้าและต้นทุน ด้าน Logistics โดยต้องให้ความส าคัญกับความใกล้– ไกลของแหล่งวัตถุดิบและลูกค้า เพื่อความสะดวกใน การเข้าถึงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพและจัดซื้อวัสดุได้ง่าย ดังนั้น ในการเลือกสถานที่คลังสินค้าและโรงงานจึงจ าเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ ฝ่ายผลิตและฝ่ายการตลาด 9) กำรเคลื่อนย้ำยวัสดุ (Material Handling) การออกแบบผังโรงงานหรือคลังสินค้าที่ดีที่สุด คือ การมีระยะทางของการขนถ่ายวัสดุระหว่างกิจกรรมหรือระหว่างหน่วยงานน้อยที่สุดการเคลื่อนย้ายในที่นี้ รวมถึงการ เคลื่อนย้ายวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิต สินค้าคงคลังในระหว่างการผลิต และ สินค้าส าเร็จรูป ภายใน โรงงานและคลังสินค้า เช่น การเคลื่อนย้ายสินค้าเข้าคลังสินค้าเพื่อจัดเก็บ การเคลื่อนย้ายสินค้าออกจาก คลังสินค้าเพื่อการจัดส่งสินค้า ในเคลื่อนย้ายภายในคลังสินค้า สิ่งที่ควรค านึงการเคลื่อนย้ายสินค้า คือ ความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสียหายจากการเคลื่อนย้าย การเลือกอุปกรณ์ในระบบโลจิสติกส์


๑๑ มาใช้ส าหรับการเคลื่อนย้ายสินค้า นโยบายการทดแทนอุปกรณ์ กระบวนการเลือกหน่วยสินค้า การจัดเก็บ และ การน าออกของสต๊อก ทั้งนี้เพื่อท าให้เกิดการลดต้นทุนจึงเป็นเป้าหมายของการจัดการโลจิสติกส์ 10) กำรจัดซื้อ (Purchasing) มีความส าคัญต่อองค์กรธุรกิจ การจัดซื้อเป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดซื้อ ของบริษัทด าเนินการ เพื่อสนองความต้องการวัตถุดิบและบริการจัดส่งอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการไหล ต่อเนื่องทั้งใน สายการผลิตและการกระจายสินค้า ระบบการจัดซื้อจะเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกแหล่งสินค้า จัดจ้าง เวลาในการจัดซื้อ การว่าจ้าง และปริมาณการจัดซื้อ กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับต้นทุนทั้งหมดของโลจิสติกส์ ในระดับการให้บริการ จ านวนของสินค้า และความถี่ในการสั่งซื้อกระทบต่อระดับสินค้าคงคลัง เทคนิค ก า ร จั ด ซื้ อ ที่ มี ก า ร นิ ย ม มี ห ล า ย รู ป แ บ บ เช่ น เท ค นิ ค ABC Analysis ห รื อ เท ค นิ ค 80/20 (Pareto Analysis) ของพาเรโต ส่วนแหล่งที่ตั้งของผู้ขาย (Supplier ) วัตถุดิบหรือสินค้า มีผลต่อต้นทุนจาก การขนส่ง กิจกรรมนี้รับผิดชอบ โดยฝ่ายจัดซื้อขององค์กร 11) กำรสนับสนุนอะไหล่และกำรบริกำร (Part and Service Support) กิจกรรมโลจิสติกส์ ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะสินค้าส าเร็จรูปอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนชิ้นส่วนอะไหล่ และการบริการ ซ่อมบ ารุงที่มีความจ าเป็นส าหรับผลิตภัณฑ์ ที่ใช้การบริการหลังการขายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด และ สนับสนุนการผลิตสินค้าในตลาด การจัดหาวัสดุชิ้นส่วนทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาจมีผู้จัดส่ง สินค้า (Supplier) หลายรายหรือรายเดียวหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการสนับสนุนอะไหล่และการบริการ (Part and Service Support) เป็นกระบวนการที่จัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มี คุณภาพตรงตามต้องการ สนับสนุน ชิ้นส่วนต่าง ๆ และบริการซ่อมบ ารุงผลิตภัณฑ์ที่ใช้การบริการ หลังการขายและการบริการที่มีความพร้อมและ รวดเร็ว เมื่อเครื่องจักรเกิดช ารุดเสียหายเพื่อป้องกันไม่ให้สายการผลิตต้องหยุดชะงัก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ ทางการตลาด ดังนั้นจะพบว่าผลิตภัณฑ์ที่จัดหา อะไหล่ยาก จะมีคนใช้น้อย ดังนั้นการจัดหาจึงมีผลกระทบต่อ ต้นทุนการผลิตและคุณภาพของการให้บริการ 12) กำรบรรจุหีบห่อ (Packaging) หมายถึง วัสดุภายนอกที่ท าหน้าที่ปกป้องผลิตภัณฑ์ หรือ ห่อหุ้มผลิตภัณฑ์ภายในให้ปลอดภัย สะดวกต่อการขนส่ง เพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บสินค้า ป้องกัน การแตกหักเสียหายขณะเคลื่อนย้ายและจัดเก็บ การตลาดให้ความส าคัญกับบรรจุภัณฑ์ เพราะสามารถ ใช้เป็นช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นได้ง่ายและถูกใจ และสามารถสร้างกลุ่มผู้ใช้ ผลิตภัณฑ์ได้ เช่น บรรจุภัณฑ์ของเครื่องส าอางค์ น้ าหอม นม ฯลฯ ซึ่งถ้าบรรจุภัณฑ์มีการออกแบบได้ตามความ ต้องการของกลุ่มตลาดแล้ว ย่อมสามารถเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ในตลาดได้ การบรรจุภัณฑ์นั้นมีความส าคัญต่อ ระบบโลจิสติกส์ด้านค่าใช้จ่าย 13) กำรก ำจัดของเสีย ของเสีย หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการผลิตผิดพลาดรวมถึง การสูญเสียจากการเคลื่อนย้าย ในการเกิดของเสียบางครั้งอาจจะเกิดจาก วิธีการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพท าให้ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเกิดความเสียหาย รวมถึงการเคลื่อนย้ายที่ไม่ดีจึงส่งผลต่อความเสียหาย ในปัจจุบัน การน าวัตถุดิบที่เสียหายหรือใช้แล้วมาใช้ใหม่จะท าให้เกิดการก าจัดของเสียที่มีประสิทธิภาพและเกิดมูลค่าเพิ่ม ในอุตสาหกรรม 14) กำรเคลื่อนย้ำยที่ส่งคืน (Reverse Logistics) เป็นการสนับสนุนกิจกรรมใน ระบบ Logistics เป็นการไหลของสินค้าที่มีทิศทางย้อนกับกับการไหลของสินค้า ในที่นี้หมายถึงการส่งคือสินค้าให้กับ ผู้ขายวัตถุดิบหรือสินค้าซึ่งส่วนมาก เกิดจากสินค้ามีข้อบกพร่อง หรือ การน าสินค้าไปทดแทน รวมถึงการคืน บรรจุภัณฑ์ในการขนส่ง เช่น พาเล็ต(Pallet) กล่อง (Carton) ตู้คอนเทนเนอร์ ( Container ) เพราะทั่วโลกให้ ความสนใจเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนและให้ความสนใจกับสิ่งแวด ล้อมเพิ่มมากขึ้น การคืน การท าลาย หรือ น ากลับมาใช้ของวัสดุที่ใช้วางสินค้า เช่น พาเล็ต กล่องพลาสติก จึงมีความส าคัญเป็นอย่างมาก โดยการคืนหรือ


๑๒ น ากลับมาใช้ไม่มีต้นทุนโลจิสติกส์มากนัก ความส าคัญของการเคลื่อนย้ายที่ส่งคืน (Reverse Logistics) การน ากลับคืนมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น พาเล็ต สามารถน ากลับมาเพื่อใช้หมุนเวียนใช้วางวัตถุดิบหรือสินค้า การใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุด , ท าให้ลดค่าใช้จ่ายโดยน ามารีไซเคิลได้การสนับสนุนข้อกฎหมาย ฉะนั้นแล้ว การรับคืนหรือสินค้าเที่ยวกลับ Reverse Logistics เป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อีกทางหนึ่ง 15) กำรวำงแผนกำรผลิต (Processing Plan) จะเกี่ยวกับการด าเนินงานตามระยะเวลาที่ ก าหนดขึ้นของบริษัท เช่น การวางแผนด าเนินงาน การจัดตารางการผลิต โดยเริ่มจากการพยากรณ์และ การรับค าสั่งซื้อจากลูกค้า จะถูกน ามาจัดท าเป็นแผนการในการวางแผนงานด้านต่าง ๆ เช่น วางแผนการใช้ แรงงาน วางแผนการสั่งซื้อและการใช้วัตถุดิบ วางแผนการใช้อุปกรณ์ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การวางแผนจะเกี่ยวข้องกับเวลาในการผลิตของสินค้าพิเศษที่มีความส าคัญ ในกรณีที่บริษัทมีการผลิตสินค้า หลายชนิดที่จ าเป็นต้องใช้ทรัพยากรร่วมกัน กิจกรรมนี้บริหารโดยฝ่ายผลิต เพื่อท าให้เกิดความมั่นใจว่าวัสดุที่ใช้ ในการผลิตมีอย่างเพียงพอและสินค้าคงคลัง ได้มีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงพอต่อความต้องการ ในการผลิตหรือไม่ การประสานงานระหว่างฝ่ายโลจิสติกส์และฝ่ายผลิตอย่างใกล้ชิดจึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่ง


๑๓ สรุปกิจกรรมโลจิสติกส์ ถ้ามีการเชื่อมโยงกันให้ครบถ้วนทุกกิจกรรมแล้วย่อมท าให้เกิดประสิทธิผลในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีลักษณะกิจกรรมพื้นฐานที่แตกต่างกันตามลักษณะ ของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ประเภทโครงสร้างขององค์กร ระดับการใช้กิจกรรมโลจิสติกส์ใน แต่ละอุตสาหกรรมนั้น อาจจะเริ่มต้นจากกิจกรรมโลจิสติกส์บางกิจกรรม แล้วค่อยขยายผลกิจกรรมโลจิสติกส์ ด้านอื่น ๆ ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร ดังนั้นแนวคิดของการบริหาร Logistics ในยุคปัจจุบัน ได้พยายามที่จะ บูรณาการ ( Integration ) และเชื่อมโยงกิจกรรมในการด าเนินงานให้มีมาตรฐานของจัดการเดียวกัน ความเป็น มาตรฐานที่เกิดขึ้นใน Logistics คือ การที่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการด าเนินงานนั้นและมีแนวคิดเดียวกัน ในการจัดการ ด้านเวลาและสถานที่ ซึ่งในทุกกิจกรรมของการไหลระหว่างกระบวนการในกิจกรรมโลจิสติกส์ ต้องท าให้แน่ใจว่ามีสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ ปริมาณถูกต้อง (Right Quantity ) คุณภาพที่ถูกต้อง (Right Quality ) สถานที่ถูกต้อง (Right Place) เวลาที่ถูกต้อง (Right Time ) ลูกค้าถูกต้อง (Right Customer) ราคาที่ เหมาะสม (Right Price) ต้นทุนต่ าที่สุด (Right Cost ) กำรก ำจัดควำมสูญเสีย (7 Wastes) การก าจัดความสูญเสีย (7 Waste) เป็นกุญแจดอกหนึ่งในระบบ Lean Manufacturing เป็นระบบ ก าจัดความสูญเสียและปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกิจกรรม หรืองานที่ด าเนินการ ข้อเสียจากการมี7 Waste คือ ใช้เวลาการผลิตนาน สินค้ามีคุณภาพต่ า และต้นทุนสูง (ที่มา : Hank Czarnecki and Nicholas Loyd,n.d.) กระบวนการผลิตมักจะพบว่ามีความสูญเสียต่าง ๆ แฝงอยู่ ไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการต่ ากว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงมี แนวคิดเพื่อพยายามจะลดความสูญเสียเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย (ที่มา : Marry Poppendieck., 2002) แนวคิด หนึ่งที่คิดค้นโดย Mr.Shigeo Shingo และ Mr.Taiichi Ohno คือ ระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota production system) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดความสูญเสีย 7 ประการ ควำมสูญเสีย 7 ประกำร ได้แก่ 1. ความสูญเสียเนื่องจากการผลิตมากเกินไป (Overproduction) 2. ความสูญเสียเนื่องจากการเก็บวัสดุคงคลัง (Inventory) 3. ความสูญเสียเนื่องจากการขนส่ง (Transporation) 4. ความสูญเสียเนื่องจากการเคลื่อนไหว (Motion) 5. ความสูญเสียเนื่องจากกระบวนการผลิต (Processing) 6. ความสูญเสียเนื่องจากการรอคอย (Delay) 7. ความสูญเสียเนื่องจากการผลิตของเสีย (Defect)


๑๔ 1. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกำรผลิตมำกเกินไป (Overproduction) การผลิตสินค้าปริมาณมากเกินความต้องการการใช้งานในขณะนั้น หรือผลิตไว้ล่วงหน้า เป็นเวลานาน มาจากแนวความคิดเดิมที่ว่าแต่ละขั้นตอนจะต้องผลิตงานออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ เพื่อให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยต่ าสุดในแต่ละครั้งโดยไม่ได้ค านึงถึงว่าจะท าให้มีงานระหว่างท า (Work in process, WIP) ในกระบวนการเป็นจ านวนมากและท าให้กระบวนการผลิตขาดความยืดหยุ่น ปัญหำจำกกำรผลิตมำกเกินไป 1. เสียเวลาและแรงงานไปในการผลิตที่ยังไม่จ าเป็น 2. เสียพื้นที่ในการจัดเก็บ WIP 3. เกิดการขนย้ายวัสดุที่ซ้ าซ้อนโดยไม่จ าเป็น 4. ของเสียไม่ได้รับการแก้ไขทันที 5. ต้นทุนจม เนื่องจากต้องการพื้นที่เพื่อจัดเก็บมากขึ้น (More storage area) และเกิดค่าใช้จ่าย ในการจัดเก็บ เช่น การเช่าโกดัง เพื่อเก็บวัสดุและสินค้า 6. ปิดบังปัญหาการผลิต เช่น เครื่องจักรเสีย 7. ใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการมากขึ้นเช่น พนักงานในการควบคุมงาน งานเอกสาร เป็นต้น 8. ความเสื่อมของสภาพสินค้า


๑๕ กำรปรับปรุง 1. บ ารุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพพร้อมผลิตตลอดเวลา 2. ลดเวลาการตั้งเครื่องจักร (Reduce setup time) โดยศึกษาเวลาในการตั้งเครื่องจักร จากนั้น ท าการปรับปรุง ๒.๑ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเริ่มตั้งเครื่อง ๒.๒ แยกขั้นตอนที่ท าได้ในขณะที่เครื่องจักรยังท างานอยู่ออกจากขั้นตอนที่ต้องท า เมื่อเครื่องจักรหยุดเท่านั้น ๒.๓ จัดล าดับขั้นตอนในการตั้งเครื่องจักรให้เหมาะสม ๒.๔ กระจายงานอย่างเหมาะสมโดยไม่ให้เกิดการรองาน ๒.๕ จัดหา / ท าอุปกรณ์เพื่อช่วยในการก าหนดต าแหน่งอย่างรวดเร็ว 3. ปรับปรุงขั้นตอนที่เป็นคอขวด (Bottle-neck) ในกระบวนการ เพื่อลดรอบเวลาการผลิต 4. ผลิตในปริมาณและเวลาที่ต้องการเท่านั้น โดยปรับเวลาของกระบวนการให้สอดคล้องกับ ปริมาณการผลิต (Synchronize time and amount of process) 5. ท าการผลิตเฉพาะที่จ าเป็น (Make only what is need now) 6. ฝึกให้พนักงานมีทักษะหลายอย่าง 2. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกำรเก็บวัสดุคงคลัง (Inventory) การซื้อวัสดุคราวละมากๆ เพื่อเป็นประกันว่าจะมีวัสดุส าหรับผลิตตลอดเวลา หรือเพื่อให้ได้ ส่วนลดจากการสั่งซื้อ จะส่งผลให้วัสดุที่อยู่ในคลังมีปริมาณมากเกินความต้องการใช้งานอยู่เสมอ เป็นภาระใน การดูแลและการจัดการ ซึ่งทางโตโยต้า ถือว่าสินค้าคงคลังเปรียบเสมือนปีศาจ (Evil) ปัญหำจำกกำรเก็บวัสดุคงคลัง 1. ใช้พื้นที่จัดเก็บมาก 2. ต้นทุนจม อยู่ในกระบวนการนานเท่าที่วัสดุถูกสั่งมาจนกระทั่งท าการผลิตเสร็จ และขายให้กับ ลูกค้า 3. เมื่อเปลี่ยนค าสั่งการผลิต จะมีวัสดุตกค้างอยู่ในคลังสินค้ามากโดยไม่ทราบว่าจะมีความต้องการใช้ อีกเมื่อไร 4. วัสดุเสื่อมคุณภาพและล้าสมัย (หากระบบการควบคุมวัสดุคงคลังไม่ดีพอ) 5. สั่งซื้อซ้ าซ้อน (หากระบบการควบคุมวัสดุคงคลังไม่เพียงพอ) 6. ต้องการแรงงานและการจัดการมากในการจัดเก็บ กำรปรับปรุง 1. ก าหนดระดับในการจัดเก็บ มีจุดสั่งซื้อที่ชัดเจน 2. จัดท าแผนการจัดซื้อให้สอดคล้องกับก าหนดการผลิต 3. สร้างระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี(Just In Time : JIT) 4. ลดช่วงเวลาน า (Lead Time) ในการจัดซื้อ เพื่อลดความถี่ของการจัดซื้อคราวละมาก ๆ โดยการ สร้างสัมพันธ์กับคู่ค้า และการจัดการระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain management)


๑๖ 5. ปรับการไหลของงานให้สอดคล้องกับกระบวนการ เพื่อลดการสะสมของงานระหว่างกระบวนการ 6. ควบคุมปริมาณวัสดุโดยใช้เทคนิคการควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual control) เพื่อให้สามารถ เข้าใจและสังเกตได้ง่าย อีกทั้งช่วยให้เกิดความสะดวก และลดความผิดพลาดในการสั่งซื้อ เกินความจ าเป็นได้ 7. ใช้ระบบเข้าก่อน ออกก่อน (First in first out) เพื่อป้องกันไม่ให้มีวัสดุตกค้างเป็นเวลานาน 8. วิเคราะห์หาวัสดุทดแทน (Value engineering) ที่สามารถสั่งซื้อได้ง่ายมาใช้แทน เพื่อลดปริมาณ วัสดุที่ต้องท าการจัดเก็บ 3. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกำรขนส่ง (Transporation) การขนส่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่วัสดุดังนั้นจึงต้องควบคุมและลดระยะทางใน การขนส่งลงให้เหลือเท่าที่จ าเป็นเท่านั้น ปัญหำจำกกำรขนส่ง 1. ต้นทุนในการขนส่ง ได้แก่ เชื้อเพลิง แรงงาน อุปกรณ์การขนย้าย และค่าบ ารุงรักษาอุปกรณ์ เหล่านั้น 2. เสียเวลาในการผลิต 3. วัสดุเสียหายหากวิธีการขนส่งไม่เหมาะสม 4. เกิดอุบัติเหตุหากขาดความระมัดระวังในการขนส่ง กำรปรับปรุง 1. วางผังเครื่องจักรใหม่ จัดล าดับเครื่องจักรตามกระบวนการผลิตให้อยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อ ลดระยะทางขนส่งในแต่ละขั้นตอน โดยยึดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในกลุ่ม เดียวกัน เช่น การจัดสายการประกอบสุดท้าย (Final assembly) ให้อยู่ใกล้กับคลังสินค้า เพื่อลดเวลา ในการขนส่ง 2. ศึกษาเส้นทางในการขนส่ง เพื่อลดระยะทางและความถี่ในการขนส่ง 3. คิดหาแนวทางปรับปรุงส าหรับการขนถ่ายเพื่อลดปริมาณในการขนถ่ายให้น้อยลง เช่น การจัดหา อุปกรณ์ในการขนย้ายที่มีความยืดหยุ่นสูง 4. ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม 5. ลดการขนส่งซ้ าซ้อน 6. ใช้อุปกรณ์ขนถ่ายที่เหมาะสม 7. ลดปริมาณชิ้นงานในการขนส่งแต่ละครั้ง เพื่อให้สามารถส่งงานไปให้ขั้นตอนต่อไปได้เร็วขึ้นไม่ต้อง เสียเวลารอนาน 8. การจัดท ากิจกรรม 5 ส 4. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกำรเคลื่อนไหว (Motion) ท่าทางการท างานที่ไม่เหมาะสม เช่น ต้องเอื้อมหยิบของที่อยู่ไกล ก้มตัวยกของหนักที่วางอยู่บน พื้น ฯลฯ ท าให้เกิดความล้าต่อร่างกายและท าให้เกิดความล่าช้าในการท างานอีกด้วย


๑๗ ปัญหำจำกกำรเคลื่อนไหว 1. เกิดระยะทางในการเคลื่อนที่ท าให้สูญเสียเวลาในการผลิต 2. การจัดวางอุปกรณ์และวางผังโรงงานไม่เหมาะสม 3. ขาดการท ากิจกรรม 5 ส และการควบคุมด้วยสายตา (Visual Control) 4. ขาดมาตรฐานในการท างาน 5. เกิดความล้าและความเครียด 6. เกิดอุบัติเหตุ 7. เสียเวลาและแรงงานในการท างานที่ไม่จ าเป็น กำรปรับปรุง 1. ศึกษาการเคลื่อนไหว (Motion study) เพื่อปรับปรุงวิธีการท างานให้เกิดการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด และเหมาะสมที่สุดตามหลักการยุทธศาสตร์(Ergonomic) เท่าที่จะท าได้ 2. จัดสภาพการท างาน (Working condition) ให้เหมาะสม 3. ปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ในการท างานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน 4. ท าอุปกรณ์ช่วยในการจับยึดชิ้นงาน (Jig, Fixtures) เพื่อให้สามารถท างานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น 5. ออกก าลังกาย 6. ปรับล าดับขั้นตอนการท างาน เพื่อเป็นมาตรฐาน 7. จัดวางผังกระบวนการให้เหมาะสม เพื่อลดการเดิน (Minimize Walking) 5. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกระบวนกำรผลิต (Processing) เกิดจากกระบวนการผลิตที่มีการท างานซ้ าๆกันในหลายขั้นตอน ซึ่งไม่มีความจ าเป็นเพราะงาน เหล่านั้นไม่ท าให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับผลิตภัณฑ์รวมทั้งงานในกระบวนการผลิตที่ไม่ช่วยให้ตัวผลิตภัณฑ์เกิดความ เที่ยงตรงเพิ่มขึ้นหรือคุณภาพดีขึ้น เช่น กระบวนการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ ท าให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับผลิตภัณฑ์ดังนั้นกระบวนการนี้ควรรวมอยู่ในกระบวนการผลิตให้พนักงานหน้างานเป็น ผู้ตรวจสอบไปพร้อมกับการท างาน หรือขณะคอยเครื่องจักรท างาน ปัญหำจำกกระบวนกำรผลิต 1. เกิดต้นทุนที่ไม่จ าเป็นของการท างาน 2. เกิดจุดที่เป็นคอขวด (Bottleneck) ของสายการผลิต 3. ขาดความชัดเจนในข้อก าหนดของลูกค้า และข้อมูลความต้องการของลูกค้า 4. นโยบาย และขั้นตอนการด าเนินงานขาดประสิทธิภาพ 5. การใช้เครื่องมือในการท างานไม่เหมาะสม (Improper tools) 6. มาตรฐานในการท างานไม่เพียงพอ (Insufficient standard) ท าให้พนักงานท างานอย่างไม่เป็น ระบบและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ 7. เกิดการท างานซ้ าซ้อน 8. ใช้วัสดุผิดประเภท (Incorrect materials) 9. การตรวจสอบมากเกินความจ าเป็น (Excessive checking)


๑๘ 10.การจัดล าดับงานที่ไม่เหมาะสม 11. เสียเวลากับการเตรียมและการผลิตที่ไม่จ าเป็น 12.มีงานระหว่างท าในสายการผลิตมาก 13. สูญเสียพื้นที่การท างานส าหรับกระบวนการนั้น ๆ 14.ใช้เครื่องจักรและแรงงานโดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ กำรปรับปรุง 1. วิเคราะห์กระบวนการผลิตโดยใช้Operation process chart เพื่อทราบขั้นตอนทั้งหมด ในการท างาน จากนั้นจึงเลือกขั้นตอนที่ไม่เหมาะสมเพื่อน ามาปรับปรุง 2. ใช้หลักการ 5 W 1 H เพื่อวิเคราะห์ความจ าเป็นของแต่ละกระบวนการผลิต ซึ่งประกอบไปด้วย 6 ค ำถำม คือ ค ำถำมควำมหมำยวัตถุประสงค์ What ท าอะไร ถามเพื่อหาจุดประสงค์ของการท างาน When ท าเมื่อไร ถามเพื่อหาล าดับขั้นตอนการท างานที่เหมาะสม Where ท าที่ไหน ถามเพื่อหาสถานที่ท างานที่เหมาะสม Who ใครเป็นผู้ท า ถามเพื่อหาวิธีการท างานทีเหมาะสม How ท าอย่างไร ถามเพื่อหาวิธีการท างานที่เหมาะสม Why ท าไม ถามเพื่อหาเหตุผลในการท างาน 3. หากระบวนการทดแทนที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ของงานอย่างเดียวกัน 4. ใช้หลัก ECRS เพื่อปรับปรุงการท างาน 5. ใช้หลักการวิศวกรรมคุณค่า (ValueEngineering) ในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์(Designstage) เพื่อลดความซับซ้อนของชิ้นส่วน 6. หาแนวทางขจัดความสูญเปล่าด้วยการน าหลักการวิศวกรรมอุตสาหกรรม (IE Techniques) เพื่อ ปรับลดกระบวนที่ไม่จ าเป็นออก 6. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกำรรอคอย (Delay) การรอคอยเกิดจากการที่เครื่องจักร หรือพนักงานหยุดการท างานเพราะต้องรอคอยบางปัจจัยที่ จ าเป็นต่อการผลิตเช่น การรอวัตถุดิบ การรอคอยเนื่องจากเครื่องจักรขัดข้อง การรอคอยเนื่องจากกระบวน การผลิตไม่สมดุล การรอคอยเนื่องจากการเปลี่ยนรุ่นการผลิต เป็นต้น ปัญหำจำกกำรรอคอย 1. ต้นทุนที่สูญเปล่าของแรงงาน เครื่องจักร และค่าโสหุ้ย ที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม 2. เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส 3. ท าให้เกิดความล่าช้าในการผลิตและส่งผลต่อปัญหาการส่งมอบ 4. เกิดปัญหาเรื่องขวัญและก าลังใจ 5. เสียเวลาในการรอคอย 6. วิธีการท างานของแต่ละกระบวนการที่ไม่สอดคล้องกัน 7. ใช้เวลาในการตั้งเครื่องจักรนาน 8. ประสอทธิภาพของเครื่องจักรต่ า


๑๙ กำรปรับปรุง 1. ปรับการไหลของงาน (Synchronize workflow) ให้สอดคล้องกับกระบวนการเพื่อลดปัญหา ในการรอคอย 2. จัดวางแผนการผลิต วัตถุดิบและล าดับการผลิตให้ดี 3. บ ารุงรักษาเครื่องจักรให้มีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยจัดท าระบบบ ารุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive maintenance) เพื่อลดปัญหาการขัดข้องของเครื่องจักร ซึ่งเป็นสาเหตุของการรอคอย 4. จัดสรรปริมาณแรงงาน เครื่องจักร และงานให้มีความสมดุลในสายการผลิต (Line balancing) 5. วางแผนขั้นตอนการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และจัดสรรก าลังคนให้เหมาะสม 6. เตรียมเครื่องมือที่จะใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้พร้อมก่อนหยุดเครื่อง 7. ใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต 8. ศึกษาและพยายามปรับปรุงวิธีการท างานให้ดีขึ้นเพื่อลดเวลารอคอย 9. ฝึกให้พนังงานมีทักษะในการท างานหลากหลาย เพื่อให้สามารถท างานอื่นทดแทนในช่วงที่ว่าง 7. ควำมสูญเสียเนื่องจำกกำรผลิตของเสีย (Defect) เมื่อของเสียถูกผลิตออกมา ของเสียเหล่านั้นอาจถูกน าไปแก้ไขใหม่ ให้ได้คุณสมบัติตามที่ลูกค้า ต้องการ หรือถูกน าไปก าจัดทิ้ง ดังนั้นจึงท าให้มีการสูญเสียเนื่องจากการผลิตของเสียขึ้น ปัญหำจำกกำรผลิตของเสีย 1. ต้นทุนวัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ 2. สิ้นเปลืองสถานที่ในการจัดเก็บและก าจัดของเสีย 3. เสียเวลาและแรงงานในการแก้ไขของเสีย 4. ผลิตสินค้าไม่ทันตามก าหนด 5. สัมพันธภาพระหว่างแผนกไม่ดี 6. เกิดการท างานซ้ าเพื่อแก้ไขงาน 7. เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส 8. วิธีการผลิตที่ไม่เหมาะสม 9. การออกแบบการผลิตไม่ถูกต้อง 10.วัตถุดิบไม่ได้คุณภาพ 11.เกิดความเสียหายระหว่างการขนย้าย กำรปรับปรุง ๑. สร้างระบบการปรับปรุงคุณภาพโดยการป้องกัน (Quality Improvement by Prevention) ซึ่งมี วิธีการคือ 1) ค้นหาของเสียก่อนถึงมือลูกค้า 2) แจกแจงความถี่ลักษณะของเสีย 3) หาสาเหตุของเสียแต่ละลักษณะ 4) ก าจัดสาเหตุ


๒๐ 2. สร้างมาตรฐานของการปฏิบัติงานและมาตรฐานของวัตถุดิบที่ถูกต้อง 3. พนักงานต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามมาตรฐานตั้งแต่แรก 4. อบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามมาตรฐาน 5. พยายามปรับปรุงอุปกรณ์ที่สามารถป้องกันการท างานที่ผิดพลาด (Poka-Yoke) 6. ฝึกให้พนักงานมีจิตส านึกทางด้านคุณภาพ 7. ตั้งเป้าหมายของเสียเป็นศูนย์ 8. ให้มีการตอบสนองข้อมูลทางด้านคุณภาพอย่างรวดเร็วในทุกขั้นตอนการผลิต (Quick response system) 9. พัฒนาวิธีการท างาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดของเสียซ้ า 10.สร้างระบบประกันคุณภาพ (Quality assurance) ให้กับทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ เกิดการส่งต่อของเสียให้กับกระบวนการถัดไป 11.ลดความซ้ าซ้อนของกระบวนการ โดยการพัฒนาเทคนิคในขั้นตอนการออกแบบ (Design stage) 12.บ ารุงรักษาเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดีเสมอ และพร้อมต่อการใช้งาน


๒๑ บทที่ ๓ การน าเทคโนโลยีมาใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุและผลิตภัณฑ์ (Material Handling) ระบบกำรขนถ่ำยวัสดุ เป็นระบบที่เข้ำมำเพื่อเพิ่มประสิทธิภำพกำรบริหำรโซ่อุปทำนองค์กร ซึ่งโรงงำนอุตสำหกรรมกำรผลิต ซึ่งมีกระบวนกำรผลิตหรือกระบวนกำรแปลงสภำพจำกปัจจัยน ำเข้ำ (Input) ได้แก่ วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) เช่น แรงงำน ระบบกำรจัดกำร ข่ำวสำร ทรัพยำกรที่ใช้จะต้องมีคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยที่เหมำะสม และมีต้นทุน กำรผลิตที่ต่ ำ เพื่อให้สินค้ำส ำเร็จรูปสำมำรถแข่งขันทำงด้ำนรำคำได้ในท้องตลำด โดยผ่ำนกระบวนกำร แปลงสภำพ (Conversion Process) เป็นขั้นตอนที่ท ำให้ปัจจัยน ำเข้ำที่ผ่ำนเข้ำมำมีกำรเปลี่ยนแปลงในด้ำนต่ำง ๆ ได้แก่ กระบวนกำรผลิตในโรงงำน กำรขนส่ง กำรเก็บเข้ำคลังสินค้ำ กำรค้ำปลีก กำรค้ำส่ง กำรติดต่อสื่อสำร และสุดท้ำยจนมำเป็น ผลผลิต (Output) เป็นผลได้จำกระบบกำรผลิตที่มีมูลค่ำสูงกว่ำปัจจัยน ำเข้ำที่รวมกัน อันเนื่องมำจำกที่ได้ผ่ำนกระบวนกำรแปลงสภำพ ผลผลิตสินค้ำ (Goods) และบริกำร (Service) โดยภำยใน กระบวนกำรแปลงสภำพปัจจัยน ำเข้ำให้กลำยเป็นสินค้ำและบริกำรดังกล่ำว เมื่อพิจำรณำในแง่ของกำรท ำงำน ภำยในโรงงำนอุตสำหกรรม มักจะเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลำกับกำรเคลื่อนที่ กำรเคลื่อนย้ำยวัสดุต่ำง ๆ ที่ใช้ใน กระบวนกำรผลิตทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ปัจจัยน ำเข้ำ (Input), กระบวนกำรแปลงสภำพ (Conversion Process) และผลผลิต (Output) โดยกำรเคลื่อนย้ำยดังกล่ำวเรียกกันว่ำ กำรขนถ่ำยวัสดุ (Material Handling) ที่จะล ำเลียงส่วนต่ำง ๆ ทั่วทั้งกระบวนกำรผลิตตั้งแต่กำรน ำวัตถุดิบมำถึงโรงงำน ผ่ำนกระบวน กำรผลิต จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ หำกขำดกำรขนถ่ำยวัสดุแล้วกำรผลิตจะไม่สำมำรถเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้น กำรวิเครำะห์กำรขนถ่ำยวัสดุจึงไม่ได้หมำยถึงกำรก ำจัดกำรขนถ่ำยให้หมดไป หำกแต่จะพยำยำมลดปัญหำให้ น้อยลง โดยสรุปก็คือท ำอย่ำงไรให้เป็นไปอย่ำงสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัด ฉะนั้น กำรขนถ่ำยวัสดุ (Material Handling) จึงเป็นเรื่องของกระบวนกำรผลิตขององค์กรที่ต้องให้ควำมส ำคัญและด ำเนินกำรอย่ำง จริงจังเพื่อกำรบริหำรโซ่อุปทำนในกำรผลิตของโรงงำนให้เกิดประสิทธิภำพและประสิทธิผล (ที่มำ : บูรณะศักดิ์ มำดหมำย) ซึ่งในการจัดท าคู่มือเล่มนี้เป็นการเรียบเรียงองค์ความรู้จากแหล่งข้อมูลระบบสารสนเทศ และหนังสือ ที่มีความน่าสนใจหลาย ๆ แหล่งข้อมูล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความรู้ในระบบ การขนถ่ายวัสดุต่าง ๆ ซึ่งก าหนดขอบเขตในการรวบรวมองค์ความรู้ดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของระบบการขนถ่ายวัสดุ (Material Handling System) 2. องค์ประกอบส าคัญของการขนถ่ายวัสดุ 3. ขอบเขตการขนย้ายวัสดุ 4. จุดมุ่งหมายและประโยชน์ของการขนถ่ายวัสดุ 5. กิจกรรมและพื้นที่ที่น่าสนใจของการขนถ่ายวัสดุ 6. ระบบการเคลื่อนย้ายวัสดุ (Material Handling) ๓.๑ ควำมหมำยของระบบกำรขนถ่ำยวัสดุ (Material Handling System) ระบบการขนถ่ายวัสดุ (Material Handling System) คือ การจัดเตรียมสถานที่ท างานให้มี ต าแหน่งประจ าของวัสดุแต่ละชนิด และการจัดเตรียมอุปกรณ์ส าหรับวัสดุเหล่านั้น เพื่อน าไปผ่านกระบวนการ


๒๒ หรือกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่า ทั้งนี้ต้องอ านวยความสะดวกต่อการผลิต ซึ่งการที่จะท าให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัย ทักษะและความรู้ในการสรรหาเครื่องมือและอุปกรณ์ในการขนถ่ายวัสดุการใช้ให้เหมาะสมกับงาน (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๑ กระบวนการในระบบการขนถ่ายวัสดุ (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) นอกจากความรู้และทักษะในการเลือกใช้แล้วยังต้องมีความรู้และทักษะในการออกแบบสร้าง เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย โดยองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาในการขนถ่ายวัสดุ ได้แก่ การเคลื่อนที่ (Motion) เวลาที่ต้องขนถ่าย (Time) ปริมาณในการขนถ่าย (Quantity) และเนื้อที่ที่จะใช้ส าหรับอุปกรณ์ในการขนถ่าย (Space) (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๒ องค์ประกอบที่ต้องพิจารณาในการขนถ่ายวัสดุ (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) การเคลื่อนที่ (Motion) เวลา (Time) เน้ือที่ (Space) ปริมาณ (Quantity) ระบบขนถ่ายวัสดุ Material Handling System


๒๓ การขนถ่ายวัสดุ (Material Handling) จึงเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย วัตถุดิบ และสินค้าคงคลังในระหว่างการผลิต รวมถึงการขนย้ายตัวสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว ภายในโรงงานหรือคลังสินค้า เพื่อลดระยะทาง ปริมาณการเคลื่อนย้ายให้ได้มากที่สุด โดยแก้ไขกระบวนการที่เป็นคอขวดให้มีการไหลได้ดีขึ้น เป็นวิธีการที่จะประหยัดแรงงานและค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนหนึ่งของโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจาก การเคลื่อนย้ายวัสดุแต่ละครั้งสถานประกอบการต้องหาวิธีการลดจ านวนการเคลื่อนย้ายวัตถุต่าง ๆ ให้มากที่สุด เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย จะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายวัตถุต่าง ๆ ดังนั้นหากสามารถ ลดค่าใช้จ่ายในด้านนี้ก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นลดลงด้วย และยังเป็นการบริหารโซ่อุปทานของสินค้าได้ ด้วย วิธีการเคลื่อนย้ายวัสดุของโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีการด าเนินการอย่างเป็นระบบถึงแม้ว่า การเคลื่อนย้าย วัตถุดิบ และสินค้าคงคลังในระหว่างการผลิต รวมถึงการขนย้ายตัวสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วจะ ไม่ได้เป็นขั้นตอนการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าโดยตรง แต่การบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายโดยการจัดระบบ การขนถ่ายวัสดุ (Material Handling System) ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่แต่ละโรงงานอุตสาหกรรมต้องหา วิธีการที่ดีที่สุดเพราะเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมมีสินค้า พื้นที่การผลิต พื้นที่เก็บวัสดุ สินค้า หรือ กระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ฉะนั้น การจัดระบบการขนถ่ายวัสดุจึงแตกต่างกันหรืออาจเหมือนกันได้ขึ้นอยู่ กับการเลือกใช้ว่าเป็นวิธีไหนที่ท าให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถบริหารกิจกรรมการผลิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ฉะนั้น ธุรกิจควรให้ความส าคัญกับกิจกรรมการขนถ่ายขนย้ายเนื่องจากการด าเนินการขนถ่าย อย่างไร้ประสิทธิภาพอาจก่อให้เกิดปัญหาการขนย้ายสินค้าโดยไม่จ าเป็น ปัญหาสินค้าสูญหายเสียหาย ปัญหา ความพอใจของลูกค้าลดลง ปัญหาความล่าช้าในการผลิต ปัญหาคนงานและเครื่องจักรถูกปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้ท างาน (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ๓.๒ องค์ประกอบส ำคัญของกำรขนถ่ำยวัสดุ ในระบบการขนถ่ายวัสดุ ควรค านึงถึงองค์ประกอบที่ส าคัญ 4 ประการคือ 1) กำรเคลื่อนที่ เป็นการเคลื่อนย้ายวัสดุสินค้ าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง คือ การเคลื่อนย้าย วัสดุ - สินค้าจากจุดต้นทาง (จุดที่เอาของขึ้น) ไปยังจุดปลายทาง (จุดที่เอาของลง) ซึ่ง การเคลื่อนย้ายของวัสดุสินค้าแต่ละ ประเภทย่อมมีการเคลื่อนที่ ที่แตกต่างกันไปท าอย่างไรจึงจะให้วิธี การเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 2) เวลำ นับเป็นปัจจัยที่ส าคัญตัวหนึ่ง เป็นตัวที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของการเคลื่อนที่ว่า สูงต่ าแค่ไหน ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตต่างก็อาศัยเวลาเป็นตัวก าหนดการท างาน ทั้งการป้อน วัตถุดิบและเอาชิ้นงาน ออกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องนอกจากนั้นเวลายังเป็น ก าหนดการของ การเคลื่อนที่โดยอาจควบคุมที่ จุดต้นทาง หรือจุดปลายทางก็ได้แล้วแต่กรณี 3) ปริมำณ วัสดุ – สินค้าที่ต้องเคลื่อนที่ต้องสัมพันธ์กับปริมาณความต้องการของ จุดต่าง ๆ ต้องสอดคล้องกับเวลาที่เหมาะสมของระบบ และประหยัดค่าใช้จ่าย 4) เนื้อที่ เป็นองค์ป ระกอบที่ส าคัญ ของก ารเคลื่อนที่เพ ราะว่าการเคลื่อนที่ห รือ การขนถ่ายวัสดุ จ าเป็นต้องใช้เนื้อที่ส าหรับตั้งกลไกของระบบการขนถ่ายวัสดุที่มีประสิทธิภาพ ต่อไป


๒๔ องค์ประกอบส าคัญทั้ง 4 ประการดังกล่าวต้องน ามาพิจารณาร่วมกัน เพราะเป็นองค์ประกอบ พื้นฐานของ การขนถ่ายวัสดุที่จะน าไปสู่ระบบการขนถ่ายวัสดุที่มีประสิทธิภาพต่อไป (ที่มา : อนุชา หิรัญวัฒน์) ภาพที่ ๓ การขนถ่ายวัสดุกับองค์ประกอบที่ส าคัญ (ที่มา : อนุชา หิรัญวัฒน์) งำนกำรขนถ่ำยวัสดุ ประกอบด้วยหน้ำที่หลัก 2 ประกำร (1) งำนเคลื่อนย้ำยวัสดุคือ การเคลื่อนย้ายวัสดุจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในต าแหน่งที่ท างาน เอง หรือระหว่างต าแหน่งที่ท างาน ระหว่างเครื่องจักร ระหว่างแผนก ระหว่างโรงงาน หรือระหว่างอาคาร ตลอดจน การขนวัสดุขึ้นและลง (2) งำนเก็บพัสดุคือ การเก็บพักวัตถุดิบที่ส่งเข้ามาก่อนป้อนเข้ากระบวนการผลิต การเก็บพักวัสดุ ในขั้นตอนงานผลิต ตลอดจนการเก็บผลิตภัณฑ์ส าเร็จรูปก่อนที่ จะส่งออกไปยังผู้ใช้ ๓.๓ ขอบเขตกำรขนย้ำยวัสดุ ในการขนย้ายวัสดุนั้นเราสามารถด าเนินการได้หลายขอบเขตซึ่งสามารถแบ่งออกได้ ดังต่อไปนี้ ก) กำรขนย้ำยบริเวณพื้นที่ท ำงำน การขนย้ายประเภทนี้ เป็นลักษณะของการท างานที่ต้องการมาขนย้ายวัสดุเข้าออกในพื้นที่ การท างาน จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่มีการผลิตเกิดขึ้น อาทิ พื้นที่การประกอบสินค้า พื้นที่การผลิต ชิ้นงานเพื่อน าไปสู่กระบวนการผลิตต่อไป ท าให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าตลอดเวลาหรือมีความถี่มาก ในการขนย้าย เพราะบริเวณดังกล่าวมีพื้นที่จ ากัด บางโรงงานไม่สามารถน าวัสดุเพื่อประกอบชิ้นงานมารวมไว้ ได้มาก จะต้องทยอยการเคลื่อนย้ายวัสดุมาต่อเนื่อง เพื่อมิให้เกิดปัญหาคอขวด (Bottle Neck) ในการผลิต (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๔ กระบวนการขนย้ายบริเวณพื้นที่ท างาน (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) เวลำ ปริมำณ กำรเคลื่อนที่ เนื้อที่ กำรขนถ่ำยวัสดุ


๒๕ ข) กำรขนย้ำยภำยในสำยกำรผลิต ในกระบวนการผลิตโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous Processหรือ Continuous Flow Production) เป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวในปริมาณที่ มากมายอย่างต่อเนื่องโดยใช้เครื่องจักรเฉพาะอย่าง ซึ่งมักจะเป็นการผลิตหรือแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติให้ เป็นวัตถุดิบในการผลิตขั้นตอนต่อไป เช่น การกลั่นน้ ามัน การผลิตสารเคมี การท ากระดาษ ฯลฯ ท าให้มีสถานี การผลิตหลายแห่งด้วยกัน (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๕ กระบวนการการขนย้ายภายในสายการผลิต (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ค) กำรขนย้ำยระหว่ำงสำยกำรผลิต เมื่อกระบวนการผลิตในโรงงานเสร็จสิ้นจนได้วัตถุดิบเพื่อใช้ประกอบในขั้นตอนต่อไป ก า รขน ส่งวัส ดุ ก็ จ ะเริ่ม ขึ้น เพื่ อน าชิ้นง านไป ยังก ร ะบ วน ก า รผ ลิ ตใน ส าย ก า รผ ลิ ต ถัดไป ทั้งนี้ การขนย้ายระหว่างสายการผลิตจะไม่ได้ค านึงถึงการขนถ่ายภ ายในของแต่ละสายการผลิต เช่น การขนถ่ายวัสดุจากสายการผลิตไปยังสถานประกอบการ เป็นต้น (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๖ กระบวนการการขนย้ายระหว่างสายการผลิต (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย)


๒๖ ง) กำรขนย้ำยระหว่ำงฝ่ำยในโรงงำน โรงงานอุตสาหกรรมมักจะเกี่ยวข้องกับการท างานของทุกฝ่าย ตั้งแต่การวางแผน เริ่มการผลิตซึ่งต้องมีความเกี่ยวข้องกับลูกค้าที่ได้สั่งซื้อสินค้าของโรงงาน ฝ่ายขายซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับ ลูกค้าว่าจะเป็นลูกค้าระดับองค์กร หรือลูกค้าทั่วไปจะต้องมีหน้าที่ส่งค าสั่งซื้อรวมมาให้กับฝ่ายผลิตเพื่อที่จะ วางแผนการผลิต เมื่อฝ่ายผลิตทราบปริมาณความต้องการของลูกค้าในสินค้าแล้วก็จะเริ่มกระบวนการ วางแผนการผลิตในโรงงานเพื่อให้สามารถท าการผลิตได้ทันตามที่ลูกค้าต้องการ แต่ก่อนจะเริ่มต้นการผลิต ก็ต้องมีการสั่งซื้อวัสดุ หรือวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิต โดยส่งข้อมูลไปยังฝ่ายจัดซื้อเพื่อวางแผน การสั่งซื้อตามระบบของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ให้ทันตามความต้องการของฝ่ายผลิตและเริ่มการผลิตสินค้า จนเป็นสินค้าส าเร็จรูปน าสินค้าดังกล่าวมายังคลังสินค้าเพื่อรอส่งมอบให้กับฝ่ายขาย เพื่อส่งมอบสินค้าให้กับ ลูกค้าต่อไป ฉะนั้น ก ารด าเนินกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายในโรงงานและเกี่ยวข้องกับ การขนย้ายระหว่างฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายขาย (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๗ กระบวนการขนย้ายระหว่างฝ่ายในโรงงาน (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) จ) กำรขนย้ำยระหว่ำงโรงงำน ในการผลิตสินค้าบางชนิดในอุตสาหกรรมนั้น ได้แบ่งเป็นหลายโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อใช้ ในการผลิตสินค้า ชิ้นส่วนที่น ามาประกอบรวมเป็นสินค้าส าเร็จรูป โรงงานหนึ่งอาจท าหน้าที่ในการผลิตชิ้นส่วน เพื่อป้อนให้กับอีกโรงงานเพื่อน ามาใช้ในการผลิตจนเป็นสินค้าส าเร็จรูป (Finish Goods) เรื่องดังกล่าวจึงเป็น เรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับการขนย้ายระหว่างโรงงานจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพ าะถ้ าเป็นกรณี ที่อยู่ต่ างพื้นที่กัน ก ารขนย้ายจึงเกี่ยวข้องกับก ารขนส่ง (Transportation) โดยตรงการจัดการระบบโลจิสติกส์จึงต้องถูกน ามาใช้ในการขนย้ายระหว่างโรงงาน ซึ่ง ลักษณะการขนย้ายระหว่างโรงงาน โดยโรงงานต้นน้ า (Up Stream) ที่ท าหน้าที่ในการผลิตวัตถุดิบหรือวัสดุที่ การขนย้าย ระหว่างฝ่ าย Production Purchasing Warehouse Marketing


๒๗ ใช้ในการผลิตจึงต้องมีแผนกที่จะขนส่งสินค้า วัตถุดิบดังกล่าว เพื่อน าไปส่งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องน า สินค้า วัตถุดิบดังกล่าวใช้ไปผลิตต่อ ก็จะมีแผนกรับสินค้ารองรับอยู่แล้วโดยปกติโรงงานอุตสาหกรรมมีกิจกรรม การขนย้ายการรับการส่งสินค้าหรือวัตถุดิบอยู่แล้ว (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๘ กระบวนการขนย้ายระหว่างโรงงาน (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ฉ) กำรขนย้ำยระหว่ำงองค์กร เมื่อผู้ผลิตสินค้าได้ท าการผลิตสินค้าส าเร็จรูปออกมาแล้วการขนส่งและเคลื่อนย้ายสินค้า ดังกล่าวจึงเกิดขึ้น หลายบริษัทได้ด าเนินการใช้บริการผู้ให้บริการด้านการขนส่งสินค้า เพื่อตัดปัญหาเรื่องต้นทุน และการด าเนินการออกไปโดยมักใช้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการขนส่งสินค้าเพื่อส่งสินค้าไปยัง ลูกค้าต่อ ๆ ไป โดยการขนย้ายในระดับบริษัทที่แต่ละบริษัทก็ท าหน้าที่เพิ่มมูลค่าเพื่อผลก าไรของตนเอง (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ภาพที่ ๙ กระบวนการขนย้ายระหว่างองค์กร (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) ช) กำรขนย้ำยในระบบกำรขนส่ง การขนย้ายในระบบการขนส่งถือว่าเป็นลักษณะการขนส่งที่ครบกระบวนซัพพลายเชนของ การบริหารการผลิต ที่เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบที่ได้มาจากผู้ผลิตวัตถุดิบ (Suppliers) ขนย้ายไปยังไปโรงงานผู้ผลิต สินค้า (Manufacturers) เพื่อน ามาท าการผลิตสินค้าเกิดการขนย้ายภายในโรงงานในขณะที่เริ่มต้น กระบวนการผลิต โดยเมื่อท าการผลิตเป็นสินค้าส าเร็จรูป ก็จะขนย้ายสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตไปตัวแทน จ าหน่ายเพื่อน าไปจ าหน่ายและกระจายให้กับผู้ค้าส่งและจากผู้ขายส่งไปยังผู้ค้าปลีก จากผู้ค้าปลีกไปยังสุดท้าย คือ ลูกค้าที่บริโภคสินค้า นอกจากนั้นในกระบวนการผลิต นอกจากนั้นในโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตเราก็ มักจะพบปัญหาการผลิตซึ่งยังมีของเสียหรือเศษวัสดุ ของเสียจากโรงงานที่ยังต้องมีการก าจัดให้หมดไปตาม มาตรฐานที่ทางภาครัฐก าหนดไว้(ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) Manufacturers Logistics Service Providers Manufacturers แผนกส่ง Factory A ผลิตชิ้นส่วน Foctory B ประกอบสินค้ำแผนรับ


๒๘ ภาพที่ ๑๐ กระบวนการขนย้ายในระบบการขนส่ง (ที่มา : บูรณะศักดิ์ มาดหมาย) เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุและผลิตภัณฑ์ คือ เครื่องมือในกำรขนส่งวัสดุภำยใน องค์กรที่ส ำคัญ ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในกำรขนย้ำยแพลเล็ต เพรำะแพลเล็ตไม้เป็นหน่วยระวำงสินค้ำที่นิยมใช้กัน มำกที่สุดในคลังสินค้ำ แพลเล็ตไม้เป็นระวำงขนำดก ำลังพอเหมำะส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยสินค้ำรอบ ๆ คลังสินค้ำ และในกำรจัดเก็บสินค้ำสินค้ำมักจะถูกรับเข้ำมำโดยอยู่บนแพลเล็ตอยู่แล้ว แต่แม้ว่ำจะไม่ได้รับสินค้ำเข้ำมำแบบนั้น ซึ่งโดยมำกจะเกิดขึ้นเมื่อบรรจุในคอนเทนเนอร์ที่บรรจุแบบหลวม ๆ เรำก็สำมำรถจัดสินค้ำเป็นแพลเล็ตได้ในพื้นที่ รับสินค้ำเพื่อให้สินค้ำพร้อมส ำหรับกำรจัดเก็บ กำรใช้แพลเล็ตไม้ช่วยให้เรำใช้อุปกรณ์จัดเก็บและขนถ่ำยมำตรฐำน ได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือรูปแบบของสินค้ำที่อยู่บนแพลเล็ต ลักษณะของอุปกรณ์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับปัจจัย ต่ำง ๆ เช่น ระดับปริมำณงำนที่ท ำได้ กำรถือครองสินค้ำคงคลัง และข้อเรียกร้องของโซ่อุปทำนที่กว้ำงขวำงกว่ำนั้น เรำจะได้ศึกษำประเภทของอุปกรณ์จัดเก็บ และขนถ่ำยที่มีใช้ส ำหรับสินค้ำที่อยู่บนแพลเล็ตในส่วนต่อไปนี้ ๓.๔ ระบบกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุ (Material Handling) การเคลื่อนย้ายแพลเล็ต มีอุปกรณ์อยู่มำกมำยที่ใช้ในกำรเคลื่อนย้ำยแพลเล็ตรอบคลังสินค้ำได้ ตั้งแต่เครื่องมือช่วยส ำหรับ บุคคลจนถึงอุปกรณ์ซับซ้อนที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ประเภทอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมีดังนี้ ●รถยกแพลเล็ตด้วยมือ (Hand pallet truck) เป็นรถที่มีส้อมสองใบที่จะสอดเข้ำช่องของ แพลเล็ตได้ ส้อมเหล่ำนี้สำมำรถยกขึ้นได้ด้วยปั้มมือเพื่อยกแพลเล็ตให้ลอยจำกพื้นได้ จำกนั้นเรำก็จะสำมำรถลำก รถยกได้ด้วยมือและน ำแพลเล็ตไปส่งที่พื้นที่ของคลังสินค้ำตำมที่ต้องกำรได้ รถยกแพลเล็ตด้วยมือจะมีประโยชน์ ส ำหรับกำรเคลื่อนที่ระยะสั้น ๆ ที่ไม่บ่อยครั้งนัก ขวด แหล่งวัตถุดิบ โรงงำนผู้ผลิต ตัวแทนจ ำหน่ำย ผู้ขำยปลีก ผู้ขำยส่ง ลูกค้ำ ระบบบ ำบัดและกำรน ำกลับมำใช้ ของเหลือ เศษวัสดุและของเสีย


๒๙ ภำพที่ ๑๑ รถยกแพลเล็ตด้วยมือ ●รถยกแพลเล็ตไฟฟ้า (Powered pallet truck) จะคล้ำยคลึงกับประเภทก่อนหน้ำนี้ แต่ว่ำจะ ท ำงำนด้วยแบตเตอรี่ รถยกนี้อำจจะควบคุมจำกฐำนหรืออำจจะมีแท่นควบคุมหรือที่นั่งที่พนักงำนจะยืนหรือนั่งได้ ภำพที่ ๑๒ รถยกแพลเล็ตไฟฟ้ำ


๓๐ ●รถหัวลากและแทรคเตอร์(Tugs and tractors) ส ำหรับกำรเคลื่อนที่แนวรำบระยะไกล ๆ เรำ สำมำรถใช้รถลำกที่จูงลำก (trailers) จ ำนวนหนึ่งได้ กำรลำกจูงแบบนี้จะช่วยลดจ ำนวนเที่ยวที่ต้องเดินทำงได้ ภำพที่ ๑๓ Tugs and tractors ●รถยก (Forklift Truck) เป็นเครื่องมือที่สำมำรถยกของและย้ำยของน ำไปกองได้ทั้งใน แนวนอนและแนวดิ่ง รถยกนี้มีหลำยแบบและหลำยขนำด แต่โดยทั่วไปจะมี๔ ล้อ ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้ำ บังคับ เลี้ยวด้วยล้อหลัง ยกของด้วยส้อมที่ติดอยู่ด้ำนหน้ำ และยกของขึ้นด้วยระบบไฮดรอลิก สำมำรถยกของได้สูง ประมำณ ๒๐ฟุต รถยกนี้เหมำะส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุระยะทำงใกล้ ๆ เช่น ภำยในโรงงำนและต้องใช้ แรงงำนคนประกอบในกำรจัดเก็บของที่ขนย้ำยด้วย ดังนั้นจึงไม่นิยมใช้ส ำหรับกำรเคลื่อนย้ำยที่มีระยะทำงไกล และไม่ใช้กับกำรเคลื่อนย้ำยวัสดุที่มิใช่เป็นสิ่งของที่มีรูปทรงมำตรฐำน หรือวัสดุที่ไม่มีกำรบรรจุภัณฑ์ เพื่อกำรเคลื่อนย้ำย (ที่มำ : บูรณะศักดิ์ มำดหมำย) ภำพที่ ๑๔ ลักษณะรถยก (Forklift Truck)


๓๑ ●ปั้นจั่น (Crane) เป็นเครื่องจักรที่มีก ำลังในตัวเอง ใช้ท ำกำรยกสิ่งของได้ในพื้นที่จ ำกัดซึ่ง เครื่องมือหรือเครื่องจักรประเภทอื่นเข้ำไม่ถึง ปั้นจั่นมี๒ ชนิดคือ ปั้นจั่นชนิดคำนยกหมุนไม่ได้และชนิด คำนยกหมุนได้ ปั้นจั่นชนิดคำนยกหมุนไม่ได้โดยปกติจะติดตั้งอยู่บนรถแทรกเตอร์โดยมีคำนยกยื่นออกมำ เหนือล้อหน้ำ คำนยกสำมำรถหันเหได้โดยกำรหมุนตัวของรถแทรกเตอร์ส่วนปั้นจั่นชนิดคำนยกหมุนได้ จะติดตั้งอยู่บน รถ เรียกว่ำ รถปั้นจั่น ซึ่งคำนยกที่ติดตั้งอยู่สำมำรถหมุนได้โดยที่ตัวรถไม่ได้หมุน (ที่มำ : บูรณะศักดิ์ มำดหมำย) ภำยที่ ๑๕ ลักษณะปั้นจั่น (Crane) ●สายพาน (Conveyors) มีประเภทของสำยพำนที่สำมำรถใช้ได้หลำยประเภท โดยที่ประเภท พื้นฐำนที่สุดคือสำยพำนแบบลูกกลิ้งตำมแรงดึงดูด (gravity roller conveyors) สำยพำนเหล่ำนี้จะประกอบด้วย ลูกกลิ้งชุดหนึ่งที่เรียงกันเอียงเล็กน้อย เมือแพลเล็ตถูกวำงลงบนสำยพำน แพลเล็ตจะไหลตำมลูกกลิ้งไปถึงจุดหยุด ปลำยทำง (หรือ ชนกับแพลเล็ตก่อนหน้ำนั้น) เรำสำมำรถติดตั้งลูกกลิ้งหยุด (braking rollers) เพื่อช่วยลด โมเมนตัมของแพลเล็ตที่เลื่อนลงตำมลำดเอียงได้ ส ำหรับกำรเคลื่อนที่ระยะไกลขึ้นและควบคุมได้แม่นย ำมำกขึ้น เรำจะใช้สำยพำนที่มีลูกกลิ้งไฟฟ้ำสำยพำนแบบโซ่ที่ประกอบด้วยโซ่สองเส้นขนำนกันในรำง มักจะถูกใช้กับ กำรถ่ำยเทระยะสั้น ระหว่ำงสำยพำนลูกกลิ้งและใช้เป็นกลไกเปลี่ยนทิศทำงจำกสำยพำนเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง เรำสำมำรถใช้จำนหมุน (turntable) ส ำหรับกำรหมุน ๙๐ องศำได้ และกลไกลิฟท์เพื่อเคลื่อนที่ในแนวตั้งระหว่ำง สำยพำนในระดับต่ำง ๆ


๓๒ ภำพที่ ๑๖ สำยพำนแบบลูกกลิ้งตำมแรงดึงดูด ภำพที่ ๑๗ สำยพำนลูกกลิ้งไฟฟ้ำ ภำพที่ ๑๘ สำยพำนแบบจำกหมุน ●พาหนะน าทางอัตโนมัติ (Automated guided vehicles, AGVs) พำหนะเหล่ำนี้เป็นรถบรรทุก พลังงำนไฟฟ้ำที่ไม่ต้องใช้คนขับ และควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มักจะเชื่อมต่อกับระบบขนถ่ำยอื่น ๆ เช่น สำยพำน กำรประยุกต์ใช้ทั่ว ๆ ไปจะขนส่งแพลเล็ตจำกพื้นที่รับสินค้ำไปยังระบบจัดเก็บส ำรอง หรือจำกพื้นที่ รวบรวมสินค้ำ เรำสำมำรถส่งข้อมูลต่ำง ๆ ถึง AGV ได้ด้วยสัญญำณคลื่นวิทยุ ในขณะที่สำมำรถน ำทำงรถบรรทุก ได้หลำยทำง วิธีกำรหนึ่งคือกำรฝังสำยไฟใต้พื้น ซึ่งจะมีกระแสไฟฟ้ำกระแสสลับที่สร้ำงแม่เหล็กรอบ ๆ สำยไฟอยู่ อุปกรณ์จับสัญญำณบนพำหนะจะวัดพื้นที่เพื่อจับสัญญำณว่ำพำหนะเคลื่อนที่ออกจำกเส้นทำงที่ก ำหนดไว้หรือไม่ และในกรณีนี้สัญญำณที่ถูกต้องจะถูกส่งไปที่มอเตอร์พวงมำลัยเพื่อหันรถบรรทุกกลับมำทิศทำงที่ถูกต้อง ระบบอื่น ๆ ยังรวมถึงกำรฝังแม่เหล็กลงในพื้นคลังสินค้ำ หรือระบบน ำทำงด้วยแสงที่ใช้แถบสีหรือกำรทำสีเป็นเส้น เพื่อน ำทำง และระบบสมัยใหม่คือ ระบบน ำทำงด้วยเลเซอร์ พำหนะจะมีอุปกรณ์ตรวจจับสิ่งกีดขวำงติดตั้งอยู่ เพื่อที่จะหยุดได้ถ้ำตรวจจับพบคน รถบรรทุก หรือสิ่งกีดขวำงอื่น ๆ ในเส้นทำงของมัน


๓๓ ภำพที่ ๑๙ พำหนะน ำทำงอัตโนมัติ


๓๔ บทที่ ๔ เทคโนโลยีในการบ่งบอกและติดตาม เทคโนโลยีที่ใช้ในกำรบ่งบอกและติดตำมสินค้ำมีได้หลำยรูปแบบ ได้แก่ บำร์โค้ด , RFID และ GPS ๔.๑ บาร์โค้ด บำร์โค้ดหรือแถวรหัส คือ ตัวเลขหรือรหัสที่อยู่ในรูปแบบที่เหมำะสมต่อกำรอ่ำนโดยเครื่องจักร เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ๑๙๓๐ ลักษณะเป็นแถบรหัสที่ประกอบด้วย แท่งทึบสีด ำ และช่องห่ำงระหว่ำงแท่ง หลักกำรอ่ำนจะใช้แถบเลเซอร์สแกนลงบนบำร์โค้ด แล้วตรวจจับกำรสะท้อนแสงกลับ ซึ่งกำรสะท้อนจะขึ้นอยู่ กับกำรเรียงของแท่งสีด ำ แล้วน ำไปถอดรหัสลงอีกที บำร์โค้ดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมี ๑๐ ชนิด แต่ชนิดที่นิยมใช้ มำกที่สุดจะเป็นมำตรฐำน EAN (European Article Number) หรือเรียกอีกอย่ำงว่ำ UPC (Universal Product Code) ซึ่งญี่ปุ่นก็ใช้มำตรฐำนนี้ โดยบำร์โค้ดจะถูกน ำมำใช้อย่ำงแพร่หลำยในโซ่อุปทำน เพื่อระบุและติดตำม สินค้ำทุกช่วงของกระบวนกำร บำร์โค้ดเป็นชุดของเส้นตรงที่มีควำมหนำต่ำงกันที่เรียงกันในแนวตั้ง เรียกว่ำแบบ เสำรั้ว หรือเรียงกันในแนวนอนเรียกว่ำแบบขั้นบันได เนื่ องจ ำกบ ำ ร์โค้ ด UPC เป็ น ที่ นิ ยมใช้ม ำกที่ สุ ด ดังนั้ น จึงเพิ่ ม ร ำย ล ะเอี ย ด ข อง บำร์โค้ดชนิดนี้ UPC บำร์โค้ด ถือก ำเนิดขึ้นเพื่อที่จะช่วยร้ำนขำยของช ำแห่งหนึ่งในกำรลดเวลำในกระบวน กำรจ่ำยเงิน และเพิ่มประสิทธิภำพในกำรติดตำมระดับสินค้ำคงคลัง เนื่องมำจำกควำมส ำเร็จจำกกำรทดลองจึง ได้มีกำรน ำมำประยุกต์ใช้กันอย่ำงแพร่หลำยในร้ำนค้ำปลีกทั่วไป ระบบ UPC บำร์โค้ด ถูกคิดค้นโดยบริษัทที่ชื่อ Uniform Council (UCC) ในขั้นแรกผู้ประกอบกำรจะต้องท ำกำรสมัครไปยัง UCC เพื่อที่จะขอใช้งำนระบบ UCC บำร์โค้ด โดยมีค่ำใช้จ่ำยเป็นค่ำธรรมเนียมรำยปีส ำหรับสิทธินี้ ในทำงกลับกัน UCC จะออกตัวเลข ID ของ ผู้ประกอบกำรนั้น ๆ รวมถึงค ำแนะน ำกำรใช้งำน ภำพที่ ๒๐ ตัวอย่ำง UPC บำร์โค้ด


๓๕ จำกรูปที่ ๓ จะเห็นได้ว่ำ UPC บำร์โค้ด ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ๑) รหัสส ำหรับอ่ำนโดยเครื่องจักร ๒) ตัวเลข ๑๒ ตัว ซึ่งมนุษย์สำมำรถเข้ำใจได้ โดยที่ตัวเลข ID ของผู้ประกอบกำรคือตัวเลข ๖ ตัวแรก ในที่นี้คือ 639382 ตัวเลข 5 ตัวต่อไป คือ 00039 เป็นตัวเลขของสินค้ำ (item number) โดยที่ตัวเลข UPC นี้ จะต้องไม่มีกำรซ้ ำกันส ำหรับผลิตภัณฑ์ แต่ละชนิด ตัวเลขสุดท้ำยของตัวเลข UPC เรำเรียกว่ำตัวเลขส ำหรับท ำกำรตรวจสอบ (check digit) โดยทุกครั้งในกำรสแกนบำร์โค้ดจะมีกำรเช็คกำรสแกนว่ำถูกต้องหรือไม่ โดยเปรียบเทียบค่ำที่ได้จำก กำรค ำนวณโดยใช้ตัวเลข “6393820039” กับค่ำที่ระบุไว้ในบำร์โค้ดทว่ำจะต้องตรงกัน หลักกำรค ำนวณ มีดังต่อไปนี้ ๑. บวกเลขทุกตัวในต ำแหน่งคี่ (1, 3, 5, 7, 9 และ 11) ในที่นี้จะได้ (6 + 9 + 8 + 0 + 0 + 9 = 32) ๒. คูณจ ำนวนที่ได้จำกข้อ ๑ ด้วย 3 จะได้ (32 x 3 = 96) ๓. บวกตัวเลขทุกตัวในต ำแหน่งคู่ (2, 4, 6, 8 และ 10) ในที่นี้จะได้ (3 + 3 + 2 + 0 + 3 = 11) ๔. รวมค่ำที่ได้จำกข้อ ๓. กับค่ำที่ได้จำกข้อ ๒. จะได้ (96 + 11 = 107) ๕. น ำค่ำที่ได้จำกข้อ ๔. เพื่อท ำกำรค ำนวณหำตัวเลขที่ใช้ในกำรตรวจสอบ (check digit) โดยตัวเลข นี้จะเท่ำกับตัวเลขตัวเลขที่บวกค่ำที่ได้จำกข้อ ๔. แล้วท ำให้เป็นตัวคูณของ 10 ในที่นี้จะได้ (107 + 3 = 110) ดังนั้นตัวเลขที่ใช้ในกำรตรวจสอบ (check digit) คือ 3 บำร์โค้ดได้ถูกน ำมำใช้ในกำรจัดกำรสินค้ำคงคลัง โดยสินค้ำที่รับเข้ำมำในคลังสินค้ำจะถูกระบุ โดยระบบจัดกำรคลังสินค้ำและน ำไปรวมกับสินค้ำคงคลังที่เก็บอยู่ในคลังสินค้ำ เมื่อถูกจัดเก็บ บำร์โค้ดจะถูกใช้ ในกำรเชื่อมโยงสถำนที่จัดเก็บกับสินค้ำคงคลังที่มีบำร์โค้ดและตัดออกจำกสินค้ำคงคลังเมื่อจัดส่งออกไป กำรใช้ บำร์โค้ดสำมำรถเพิ่มควำมเป็นไปได้ของกำรปฏิบัติกำรได้อย่ำงมำกมำย แต่ปัญหำอำจเกิดขึ้นได้ถ้ำบำร์โค้ด หันผิดด้ำนหรือฉลำกหลุดออกระหว่ำงกำรขนส่ง ส่วนของกำรระบุรำคำสินค้ำใช้บำร์โค้ด จะเห็นได้ว่ำไม่มีป้อน ข้อมูลรำคำของสินค้ำไว้ในบำร์โค้ด เมื่อไรก็ตำมที่มีกำรสแกนสินค้ำจะมีกำรส่งหมำยเลข UPC ไปที่ศูนย์กลำง POS (point of sale) คอมพิวเตอร์เพื่อท ำกำรค้นคว้ำหำรำคำส ำหรับหมำยเลข UPC นั้น ๆ หลังจำกนั้น คอมพิวเตอร์ก็จะท ำกำรส่งข้อมูลของรำคำจริงมำยังคอมพิวเตอร์ที่จุดจ่ำยเงิน


๓๖ ๔.๒ การระบุด้วยความถี่วิทยุ (Radio frequency identification, RFID) RFID เป็นเทคโนโลยีที่ก ำลังถูกพัฒนำอย่ำงรวดเร็ว และเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยติดฉลำกวัตถุด้วย อุปกรณ์ที่มีชิพควำมจ ำอยู่ ชิพนี้จะมีส่วนที่อ่ำนและเขียนได้ และสั่งใช้งำนโดยใช้ควำมถี่วิทยุ ทั้งหมดนี้ หมำยควำมว่ำ สินค้ำ แพลเล็ตหนึ่งอำจมีฉลำก RFID ติดอยู่ ที่มีข้อมูลมำกมำยเกี่ยวกับแพลเล็ตนั้นบันทึกอยู่ ข้อมูล เหล่ำนั้นอำจรวมถึงรำยละเอียดของผลิตภัณฑ์ จ ำนวนกล่องกระดำษ เลขหน่วยจัดเก็บสินค้ำคงคลัง ต้นก ำเนิด และจุดหมำยของสินค้ำ สถำนที่ตั้งในคลังสินค้ำ และอื่น ๆ ข้อได้เปรียบข้อหนึ่งที่เหนือบำร์โค้ดคือ ข้อมูลที่อยู่ ในฉลำกสำมำรถที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขได้ ฉลำกเหล่ำนี้จะทนต่อควำมเสียงหำยได้มำกกว่ำ เพรำะว่ำ ไม่สำมำรถหลุดลอกได้ง่ำยเท่ำกับฉลำกบำร์โค้ด ข้อได้เปรียบอีกข้อหนึ่งคือ ในระบบนี้จะสำมำรถอ่ำนฉลำกได้ จำกระยะทำงไกลกว่ำ และในบำงกรณีจะไม่ต้องจัดให้อยู่ในแนวเดียวกันเลย (line of sight) นอกจำกนั้นเรำยัง สำมำรถอ่ำนฉลำก RFID ทะลุบรรจุภัณฑ์ได้ยกเว้นโลหะ แพลเล็ตผสมที่มีผลิตภัณฑ์มำกมำยอำจจะอ่ำนได้ ต่อเนื่องกันโดยใช้เครื่องอ่ำนเครื่องเดียว ซึ่งจะลดเวลำที่ต้องใช้ส ำหรับกระบวนกำรนี้อย่ำงมำกมำย ฉลำก RFID อำจน ำมำใช้ติดตำมสินทรัพย์หลำยประเภท รวมถึงบุคคล และสัตว์ด้วย เมื่อต้นทุนของเทคโนโลยีนี้ลดลง มำกขึ้น กำรใช้งำนก็จะแพร่หลำยมำกขึ้น ส่วนประกอบของระบบ RFID มีอยู่สองส่วนหลักคือ เครื่องอ่ำน (Reader) และฉลำกอิเล็กทรอนิกส์ (Transponder) ส ำหรับเครื่องอ่ำนมีส่วนประกอบย่อย ๆ คือ เสำอำกำศที่ ท ำหน้ำที่ส่งและรับคลื่นวงจรภำควิทยุท ำหน้ำที่เข้ำรหัส ผสมสัญญำณ และถอดสัญญำณ ส่วนประกอบสุดท้ำย คือตัวควบคุมกำรท ำงำนซึ่งท ำหน้ำที่ติดต่อกับตัวควบคุมระดับที่สูงกว่ำ ฉลำกอิเล็กทรอนิกส์ (Transponder, Data Carrier หรือ Tags) เป็นส่วนที่ถูกติดตั้งอยู่กับสินค้ำ มีหน้ำที่เก็บข้อมูลของสินค้ำนั้น ๆ แบ่งออกเป็นสอง ประเภทใหญ่ ๆ คือ ๑) Active Tags หรือ Tags ที่มีแบตเตอรี่ส ำรองไฟ โดยจะใช้หน่วยควำมจ ำแบบ RAM ๒) Passive Tags หรือ Tags ที่ไม่มีแบตส ำรองไฟ โดยจะใช้หน่วยควำมจ ำแบบ ROM, EPROM RFID เทคโนโลยีสำมำรถแบ่งได้เป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดของกำรสื่อสำรแบบ Inductively Coupled RFID Tags และ Capacitively Coupled RFID Tags แบบแรกมีกำรถูกน ำมำใช้มำนำนหลำยปีเพื่อติดตำม ทุกสิ่งตั้งแต่ วัว รถไฟ รถยนต์ ไปจนถึงระบบจัดกำรสัมภำระส ำหรับสำยกำรบิน และระบบเก็บเงินบนทำงด่วน ระบบ RFID แบบนี้เป็นส่วนประกอบ ๓ ส่วน คือ ๑) silicon Microprocessor ชิพมีหลำยขนำดต่ำง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะกำรใช้งำน ๒) Metal Coil ท ำมำจำกทองแดง หรืออลูมิเนียมที่ถูกน ำมำขดในรูปแบบวงกลม ใส่ไว้บนฉลำกอิเล็กทรอนิกส์ (Tags) ขดลวดนี้ท ำหน้ำที่เปรียบเสมือนเสำอำกำศของ Tags เพื่อให้มีกำรส่ง สัญญำณไปยังตัวอ่ำนโดยที่ระยะทำงที่ตัวอ่ำนจะอ่ำนได้ขึ้นอยู่กับขนำดเสำอำกำศซึ่งท ำงำนที่ควำมถี่วิทยุ ๑๓.๕๖ MHz. ๓) Encapsulating Material วัสดุที่ท ำจำกแก้วหรือโพลิเมอร์ที่ใช้ห่อหุ้มชิพและขดลวด ระบบ RFID แบบเหนี่ยวน ำใช้พลังงำนจำกสนำมแม่เหล็กที่สร้ำงขึ้น โดยเครื่องอ่ำนเสำอำกำศอิเล็กทรอนิกส์จะจับ สัญญำณของพลังงำนสนำมแม่เหล็ก และท ำกำรสื่อสำรกับตัวอ่ำน หลังจำกนั้น Tags ก็จะท ำกำรผสมสัญญำณ เพื่อท ำกำรเรียกและส่งข้อมูลกลับไปยังเครื่องอ่ำน ข้อมูลจึงถูกส่งกลับไปยังเครื่องอ่ำนและท้ำยที่สุดส่ง ไปยังคอมพิวเตอร์ RFID tags รำคำค่อนข้ำงแพง ประมำณ ๔๐ บำท ไปจนถึง ๘,๐๐๐ บำท ส ำหรับที่มี แบตเตอรี่ส่วนตัว รำคำที่ค่อนข้ำงแพงนั้นเนื่องมำจำกซิลิกอน และขบวนกำรผลิตของเสำอำกำศนั่นเอง ส่วน RFID แบบที่สองนี้ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อลดต้นทุนของแบบแรก ซึ่งมีส่วนประกอบ ๓ ส่วน เหมือน แบบแรก ๑) silicon Microprocessor Motorola’s Bistatix RFID tags ใช้ซิลิกอนชิพขนำดเล็ กป ระม ำณ ๓ มิลลิเมตร tags ชนิดนี้สำมำรถเก็บข้อมูลได้ ๙๖ บิท ซึ่งจะท ำให้ตัวเลขรำวหมื่นล้ำนตัวเลขถูกมอบหมำย ให้กับผลิตภัณฑ์ต่ำง ๆ ๒) Conductive carbon ink หมึกชนิดพิเศษที่ท ำหน้ำที่เปรียบเสมือนเสำอำกำศของ tags จะถูกพิมพ์ลงในแผ่นกระดำษโดยใช้เครื่องพิมพ์ทั่วไป ๓) Paper ชิพซิลิกอนจะถูกติดกับกระดำษที่ถูก พิมพ์ด้วยหมึกคำร์บอนตัวน ำทำงด้ำนหลังท ำให้เกิด tags ที่มีรำคำถูกแบบใช้แล้วทิ้งได้ โดยกำรใช้หมึกตัวน ำ


๓๗ แทนขดลวดโลหะ ท ำให้รำคำของ capacitively coupled tags ลดลงจนถึงประมำณ ๒๐ บำท ต่อชิ้น tags ชนิดนี้ยังยืดหยุ่นมำกกว่ำแบบแรกอย่ำงเช่นสำมำรถที่จะงอ ฉีก ขำด แต่สำมำรถที่จะยังติดต่อสื่อสำรกับ เครื่องอ่ำนได้ข้อเสียเปรียบของ tags ชนิดนี้คือระยะกำรใช้งำนได้น้อยมำกเพียงประมำณ ๑ เซนติเมตร จะเห็นได้ว่ำ RFID มีข้อได้เปรียบบำร์โค้ดในหลำย ๆ ข้อ ดังตำรำงต่อไปนี้ RFID Bar Code - อ่ำนเขียนข้อมูลได้ - อ่ำนข้อมูลได้อย่ำงเดียว - สำมำรถน ำกลับมำใช้งำนได้ - ใช้งำนได้ครั้งเดียว - สำมำรถอ่ำนเขียนข้อมูลโดยเจำะจงพื้นที่ได้ - ไม่สำมำรถท ำได้ - อ่ำนเขียนข้อมูลได้ทุกทิศทำง - อ่ำนเขียนข้อมูลได้ทำงเดียว - ทนต่อสภำพแวดล้อมเช่น ฝุ่นละออง น้ ำ น้ ำมัน - สภำพแวดล้อมมีผลกระทบต่อกำรท ำงำน - อ่ำนเขียนข้อมูลได้ในระยะไกล - อ่ำนเขียนข้อมูลได้ใกล้ - สำมำรถประยุกต์ใช้ได้ในหลำยลักษณะงำน - ลักษณะงำนจ ำกัด - ง่ำยต่อกำรเปลี่ยนแปลงระบบ - กำรเปลี่ยนแปลงระบบท ำได้ยำก ตำรำงที่ ๑ เปรียบเทียบระหว่ำง RFID กับ Bar Code RFID มีคุณสมบัติเด่นหลาย ๆ ด้านได้แก่ ๑. อ่ำนเขียนโดยไม่ต้องสัมผัส เครื่องอ่ำนกับ tags สำมำรถสื่อสำรกันได้โดยไม่ต้องสัมผัสท ำให้ไม่เกิดส่วนของกำรสึกหรอเหมือน กำร์ดแถบแม่เหล็ก ท ำให้ต้นทุนในกำรดูแลรักษำต่ ำ อำยุกำรใช้งำนยำวนำน สะดวกรวดเร็วในกำรใช้งำน ๒. ทนต่อสภำพแวดล้อมและสิ่งสกปรก ในโรงงำนอุตสำหกรรมที่มีทั้งฝุ่นละออง น้ ำมัน บำร์โค้ดจะสร้ำงปัญหำในกำรอ่ำนข้อมูลเป็นอย่ำง มำก เนื่องมำจำกกำรฉีกขำด หรือควำมสกปรก แต่ปัญหำนี้เองไม่มีผลกระทบต่อกำรท ำงำนของ RFID เนื่องมำจำกกำรใช้คลื่นวิทยุในกำรสื่อสำร ๓. สื่อสำรได้ทุกทิศทำง เนื่องจำกคุณสมบัติคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ำกำรอ่ำน/เขียนในระบบ RFID จึงไม่ต้องค ำนึงถึงทิศทำงว่ำ Tags จะต้องอยู่ตรงหน้ำกับเครื่องอ่ำนเสมอ Tags สำมำรถอยู่ด้ำนหลัง ด้ำนข้ำง หรือแม้กระทั่งถูกทับอยู่ แต่ถ้ำเข้ำมำในพื้นที่สัญญำณแล้วก็สำมำรถอ่ำน / เขียน ข้อมูลได้ตำมปกติ ๔. Tags สำมำรถน ำกลับมำใช้ใหม่ได้ ด้วยลักษณะโครงสร้ำงและควำมสำมำรถในกำรเขียนข้อมูลซ้ ำได้ท ำให้ Tags สำมำรถน ำกลับมำ ใช้ในกระบวนกำรผลิตได้มำกกว่ำหนึ่งแสนครั้ง ต่อ ๑ Tags คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งของ ระบบ RFID ๕. ควำมสำมำรถในกำรทะลุทะลวงของสัญญำณ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ำสำมำรถทะลุทะลวงผ่ำนวัตถุที่ไม่ใช้โลหะ หรือมีโลหะเป็นส่วนผสมอยู่ได้เช่น พลำสติก ผิวหนัง ไม้ ปูนซีเมนต์ ฯลฯ จึงสำมำรถถูกติดตั้งแบบฝัง หรือซ่อนลงไปในเนื้อวัตถุที่เรำต้องกำร เช่น


๓๘ เรำเห็นกำรฉีด RFID ที่มีลักษณะเป็นแท่งแก้วเล็ก ๆ เข้ำไปในตัวสัตว์ กำรฝัง Tags ลงในพื้นที่ระบบ AGV (Automatic Guid Vehicle) ๖. สื่อสำรได้ระยะไกล ระยะในกำรอ่ำน / เขียนข้อมูลของระบบ RFID นั้นท ำได้ตั้งแต่ ๐ – ๑๐ เมตร ซึ่งถือว่ำไกลที่สุดใน บรรดำระบบ Auto ID ที่ใช้งำนอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ระยะในกำรอ่ำน / เขียนข้อมูลจะขึ้นอยู่กับก ำลังส่งของ เสำอำกำศและช่วงควำมถี่ที่ใช้งำน ส ำหรับก ำลังส่งของเสำอำกำศนั้นจะถูกก ำหนดโดยกฎหมำยของแต่ละ ประเทศท ำให้ RFID ที่ผลิตในบำงประเทศมีระยะในกำรอ่ำน / เขียนต่ำงกันทั้งที่ควำมถี่ใช้งำนเท่ำกัน ๗. หน่วยควำมจ ำขนำดใหญ่ หน่วยควำมจ ำที่ใช้ระบบ RFID มีขนำด ๑ บิต จนถึงมำกกว่ำ ๘ กิโลไบต์ หน่วยควำมจ ำที่เป็น RAM จะสำมำรถเก็บข้อมูลได้มำกกว่ำหน่วยควำมจ ำแบบอื่น ข้อมูลในกระบวนกำรปฏิบัติงำนสำมำรถบันทึก ลงใน Tags ได้ทั้งขบวนกำรหรือแม้กระทั่งข้อมูลส่วนบุคคลก็สำมำรถบันทึกลงใน Tags ได้ ๘. อ่ำน / เขียนข้อมูลได้ครั้งละมำกกว่ำ ๑ Tags พร้อมกัน เมื่อ Tags เข้ำมำอยู่ในพื้นที่สัญญำณมำกกว่ำ ๑ Tags พร้อมกันเครื่องอ่ำนสำมำรถอ่ำนข้อมูล ซึ่งมำพร้อมกันได้ทั้งหมดหรือสำมำรถเลือกอ่ำนเฉพำะ Tags ที่ระบุได้ ๙. สำมำรถอ่ำน / เขียนข้อมูลขณะวัตถุก ำลังเคลื่อนที่ เครื่องอ่ำนกับ Tags สำมำรถสื่อสำรกันได้แม้ขณะฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่ง ก ำลังเคลื่อนที่โดยควำมเร็ว ของกำรเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับชนิดของกำรสื่อสำร หน่วยควำมจ ำ และปริมำณข้อมูลที่ใช้อ่ำน / เขียน ๔.๓ Global Positioning System (GPS) GPS เป็นระบบที่ใช้ในกำรบอกต ำแหน่งที่ตั้งทำงภูมิศำสตร์บนพื้นโลกด้วยดำวเทียม ประวัติ ควำมเป็นมำจำกกำรออกแบบและสร้ำงโดยกระทรวงกลำโหมประเทศสหรัฐอเมริกำ เมื่อต้นปี ๑๙๗๐ มีชื่อเป็น ทำงกำรว่ำ Navigation Signal Timing and Ranging Global Positioning System (NAVSTAR GPS) เป็น ระบบที่สำมำรถใช้หำต ำแหน่งบนโลกได้ในทุกสภำพอำกำศตลอด ๒๔ ชั่วโมง และใช้ได้ทั่วโลก ซึ่งระบบนี้อำจมี ประโยชน์หลำยด้ำน ตั้งแต่ควำมปลอดภัยของพำหนะ ระวำงสินค้ำ และพนักงำนขับรถที่เพิ่มขึ้น จนถึง กำรบริกำรลูกค้ำที่ดีขึ้น โดยกำรหำเวลำกำรจัดส่งที่แม่นย ำจนถึงต้นทุนที่ต่ ำลงผ่ำนทำงเวลำกำรคอย และ คงค้ำงที่ลดลง เมื่อรู้เวลำที่แน่นอนที่พำหนะจะเดินทำงมำถึง กำรติดตำมรถลำกจะช่วยติดตำมพำหนะและ ระวำงสินค้ำภำยในพำหนะได้ในเวลำจริง โดยกำรใช้เทคโนโลยี GPS ซึ่งระวำงสินค้ำส่วนใหญ่จะมีมูลค่ำสูง รถลำกสำมำรถที่จะถูกติดตำมได้โดยอัตโนมัติ และแจ้งเตือน “สัญญำณเตือนภัย” เมื่อมีกำรเบี่ยงเบนออกนอก เส้นทำงที่ตั้งไว้ นอกจำกนั้นยังสำมำรถน ำมำใช้ติดตำมกำรมอบหมำยงำนเพื่อให้ข้อมูลกำรบริกำรที่เกี่ยวข้องกับ เวลำกำรจัดส่งด้วย และติดตำมอุณหภูมิของระวำงสินค้ำส ำหรับพำหนะแช่เย็นเพื่อที่จะบันทึกและติดตำม กำรเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิวิกฤติได้ ซึ่งจ ำเป็นต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นอำหำรและเวชภัณฑ์บำงประเภท


๓๙ ที่มำ : http://www.thailandoffroad.com/jeep/board/Question_backup2009.asp?ID=J27613 GPS ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนหลัก คือ ๑. ส่วนอวกาศ (Space segment) ๒. ส่วนสถานีควบคุม (Control segment) ๓. ส่วนผู้ใช้ (User segment) ●ส่วนอวกาศ (Space segment) ประกอบด้วย ดาวเทียมโคจรรอบโลก 24 ดวง ใช้ปฏิบัติงาน 21 ดวง ส ารอง 3 ดวง ลอยอยู่ในวงโคจรสูง ประมาณ 20,000 กิโลเมตร หมุนรอบโลก 1 รอบ ใช้เวลาโคจร 12 ชั่วโมง วงโคจรมีทั้งหมด 6 วงโคจร แต่ละวงโคจรมีดาวเทียม 4 ดวง เพื่อความแม่นย าถูกต้องในการค านวณต าแหน่งพิกัดของ GPS Receiver ที่รับ สัญญาณบนโลก ดาวเทียมจะใช้นาฬิกาอะตอมมิค ได้แก่ นาฬิกาอะตอมซีเซียม 2 เรือน และนาฬิกาอะตอม รูบิเดียม 2 เรือน ที่มา : http://%20http//new.gistda.or.th/teaching/index.php/download-file-/doc_details/27--gps


๔๐ การติดต่อสื่อสารกับดาวเทียมใช้คลื่นวิทยุประกอบด้วย 2 คลื่นความถี่ คือ คลื่น L1 ความถี่ 1575.42 MHz และคลื่น L2 ความถี่ 1227.60 MHz ที่มา : http://new.gistda.or.th/teaching/index.php/download-file-/doc_details/27--gps ●ส่วนสถำนีควบคุม (Control segment) ได้แก่สถานีภาคพื้นดินที่ท าหน้าที่ควบคุมระบบ กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโลกเพื่อท าหน้าที่ ปรับปรุงข้อมูลดาวเทียมให้มีความถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยแบ่งออกเป็น 1. สถานีควบคุมหลัก 2. สถานีติดตามดาวเทียม ท าหน้าที่รังวัดติดตามดาวเทียมตลอดเวลา 3. สถานีรับส่งสัญญาณ ที่มา : http://new.gistda.or.th/teaching/index.php/download-file-/doc_details/27--gps


๔๑ ในการท างาน สถานีควบคุมหลักจะรับข้อมูลต าแหน่งและเวลาในการเคลื่อนที่ของดาวเทียมแต่ละ ดวงจากสถานีติดตามดาวเทียม จากนั้นท าการตรวจสอบและปรับแก้ค่าความถูกต้องของข้อมูลที่ควรจะเป็น ส่งกลับไปยังตัวดาวเทียมวันละสามครั้ง ที่มา : http://new.gistda.or.th/teaching/index.php/download-file-/doc_details/27--gps ●ส่วนผู้ใช้ (User segment) ส่วนผู้ใช้ ซึ่งนอกจากจะหมายถึงผู้ใช้งานระบบ GPS แล้ว ยังรวมถึง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมถึง เทคนิควิธีการต่างๆ ที่ช่วยให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพของการรับสัญญาณที่ดีขึ้น และค่าความถูกต้องเชิง ต าแหน่งที่ถูกต้องมากขึ้น ประโยชน์และกำรประยุกต์ใช้ระบบ GPS • ช่วยน าทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ตามต้องการ • ช่วยในการติดตามการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ คน สัตว์ และสิ่งของ • ช่วยในการปรับปรุงแก้ไขความถูกต้องเชิงต าแหน่งของข้อมูลจากดาวเทียม • ช่วยในการส ารวจรังวัด ท าแผนที่ และจัดสร้างฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ • ช่วยในการควบคุมเครื่องจักรกลในภาคเกษตรกรรม • ช่วยในการบริหารจัดการคมนาคมขนส่ง • ช่วยสนับสนุนการให้บริการข้อมูลข่าวสารเชิงต าแหน่ง (Location Based Service) • อื่น ๆ


๔๒ การใช้ GPS น าทางในรถยนต์ ที่มา : http://zulexelectronics.com/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=958&Itemid=0 ตัวอย่ำงกำรประยุกต์ใช้ GPS 1.การใช้ GPS ในการควบคุมเครื่องจักรกลในการท าการเกษตร ช่วยลดปัญหาด้านแรงงาน เพิ่มความ สะดวกรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ โดยติดตั้งระบบ GPS ในรถแทรคเตอร์เพื่อใช้ในการควบคุม การหยอดเมล็ด หยอดปุ๋ย ให้น้ าและเก็บเกี่ยว ด้วยค่าพิกัดที่แม่นย าตามแผนที่ และค าสั่งที่โปรแกรมไว้ การใช้รถแทรคเตอร์ควบคุมการหยอดเมล็ดพืชได้อย่างแม่ย า ที่มา : http://new.gistda.or.th/teaching/index.php/download-file-/doc_details/27--gps


๔๓ 2. การประยุกต์ใช้ GPS กับการคมนาคม ขนส่ง และการจราจร มีการประยุกต์ใช้ในการขนส่งสินค้า โดยการน าระบบ GPS มาใช้งานควบคุมคู่กับระบบขนส่งสินค้า ท าให้ทราบที่อยู่ปัจจุบันของรถขนส่งสินค้าที่อยู่ ระหว่างการปฏิบัติงานได้ทันทีหรือบางทีใช้ รายงานการจราจร ต าแหน่งที่เกิดอุบัติเหตุหรือมีงานก่อสร้าง สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับ Google Earth ให้ดูสภาพจริงได้และปัจจุบันนิยมใช้เป็นระบบน าทางในรถยนต์ GPS ใช้ในการติดตามรถขนส่งสินค้า ที่มา : http://new.gistda.or.th/teaching/index.php/download-file-/doc_details/27--gps 3. การประยุกต์ใช้ GPS กับการให้บริการข้อมูลข่าวสารเชิงต าแหน่ง เป็นการใช้งานระบบ GPS ร่วมกับการให้บริการเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มผลก าไรผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารเชิงพื้นที่ผ่านโทรศัพท์มือถือ GPS ในโทรศัพท์มือถือ


๔๔ อนำคตของระบบก ำหนดต ำแหน่งบนโลก ในปัจจุบันนอกจากระบบดาวเทียม GPS ของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีระบบดาวเทียมที่ พัฒนาขึ้นอีกหลายระบบ เช่น GLONASS ของประเทศรัสเซีย GALILEO ของสหภาพยุโรป IRNSS ของประเทศ อินเดีย และ COMPASS ของประเทศจีน เป็นต้น ท าให้มีการเรียกระบบดาวเทียมทั้งหลายว่า ระบบดาวเทียม น าหนของโลก : GNSS (Global Navigation Satellite Systems) ที่มำ : http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=2691


๔๕ บทที่ ๕ เทคโนโลยีสำรสนเทศในระบบขนส่ง ระบบบริหารจัดการการขนส่งสินค้า (Transportation management system; TMS) ซึ่งเป็น เครื่องมือในการวางแผนการขนส่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจการขนส่ง ซึ่งก็คือความรวดเร็วและต้นทุนที่ ประหยัดที่สุด องค์ประกอบของระบบ TMS คือ การบริหารการจัดการด้านขนส่ง (Transportation manager) ซึ่งมีหน้าที่ในการวางแผนการด าเนินงานขนส่งและอีกองค์ประกอบหนึ่ง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพ ในการขนส่ง (Transportation optimizer) มีหน้าที่ช่วยการตัดสินใจในเรื่องการบรรทุกสินค้าและการจัดวาง เส้นทางให้มีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจ ากัดต่าง ๆ การท างานของระบบ TMS จะครอบคลุมตั้งแต่การจัดการใบส่งสินค้า การเลือกเส้นทางที่ประหยัด ที่สุด (Routing) การใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพ (Utilization) การจัดตารางเดินรถ (Scheduling) การจัดสินค้า ขึ้นรถแต่ละคัน (Loading) ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการวางแผนค่อนข้างมาก หากต้องการให้ต้นทุน ค่าขนส่งต่ าสุด ดังนั้นระบบวางแผนการจัดส่งสินค้าจึงเข้ามาช่วยท าให้ผู้วางแผนสามารถวางแผนการจัดส่ง สินค้าได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยข้อมูลจากระบบติดตามยานพาหนะอัตโนมัติด้วยระบบดาวเทียมบอกต าแหน่ง (Automatic vehicle location system; AVLS) และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง TMS จะประกอบด้วยฐำนข้อมูลที่ส ำคัญ เช่น 1) เส้นทางการวิ่งรถบรรทุก เช่น แผนที่ GPS จุดจอดพักรถ ทางอันตราย การจราจร เป็นต้น 2) กองรถบรรทุก เช่น ขนาด ประเภท อัตราการใช้เชื้อเพลิง ระยะทางวิ่งที่เหมาะสม ส าหรับรถแต่ ละคัน แต่ละประเภท เป็นต้น 3) พนักงานขับรถ เช่น ประเภทใบขับขี่ เส้นทางที่ช านาญ ช่วงเวลาที่ท างานได้ อัตราค่าจ้าง เป็นต้น 4) ข้อจ ากัดด้านกฎหมาย เช่น ระเบียบราชการส าหรับสินค้า/รถบางประเภท เส้นทางบางเส้นทาง การขับรถให้ตรงประเภทใบขับขี่ เป็นต้น 5) จุดหลักและสถานที่แวะรับและส่งสินค้า เช่น โรงงานลูกค้า ศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้า ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ด่านศุลกากรตามชายแดน เป็นต้น 6) ระบบการรับค าสั่งจากลูกค้า เช่น ประเภทสินค้า จ านวน ต้นทาง-ปลายทาง เวลานัดหมาย เป็นต้น การเลือกใช้ระบบ TMS ต้องค านึงถึงความสามารถในการลดค่าใช้จ่าย เวลาในการเดินทาง และ ความปลอดภัยเป็นหลัก ทั้งนี้ต้องพิจารณารวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังระบบงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อ ความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้และความสามารถในการใช้งานได้จริง ดังนั้นการเลือกใช้ระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ ส าหรับ งานโลจิสติกส์ (E-logistics) ปัจจัยที่บริษัทควรใช้ในการพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน ซอฟแวร์นั้นควรพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. สามารถป้องกันหรือลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human error) 2. ท าในสิ่งที่มนุษย์ท าไม่ได้หรือท าได้แต่ใช้เวลานานมาก เช่น การประมวลผลข้อมูลต่างๆ 3. ท าให้งานเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และง่ายขึ้น 4. การเพิ่มมูลค่าและความได้เปรียบทางธุรกิจ จากการใช้ระบบ เพราะจะเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล และเพิ่มความรวดเร็วในการติดตามงาน


๔๖ 5. ความสามารถการแก้ไขซอฟแวร์ด้วยตนเอง 6. ความสามารถในการบ ารุงรักษาซอฟแวร์ 7. ต้นทุนในการเป็นเจ้าของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 8. ความเข้ากันได้ของซอฟแวร์กับระบบการท างานขององค์กร ----------------------


๔๗ บรรณำนุกรม - ต าราเรียนการขนส่งทั่วไป รร.ขส.กวก.ขส.ทร. - ต าราเรียนการขนส่งทางถนนทางธุรการ รร.ขส.กวก.ขส.ทร. - การน าเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในงานด้านโลจิสติกส์ ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย - Internet - พันจ่าเอก ชัชวาล พูลจวง , คู่มือการเรียนเทคโนโลยีการขนส่ง (เพื่อพราง) พ.ศ.๒๕๕๙ -------------------------


Click to View FlipBook Version