ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ บทความวรรณกรรม วรรณกรรม เรื่องเล่า จากศาลเจ้าจีนริมน้ำ ปิง เรื่องเล่า จากศาลเจ้าจีนริมน้ำ ปิง
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์ *ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ บทนำ การคมนาคมในสมัยก่อนจะใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก ชาวจีนในสยามที่เดินทางมาค้าขายหรือ โยกย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพต่าง ๆ ก็เช่นกัน (สกินเนอร์, จี.วิลเลียม. 2564: 333) ชาวจีนเหล่านั้น จะอัญเชิญเทพเจ้าที่ตนนับถือติดตัวมาเพื่อปกป้องคุ้มครองให้การเดินทางปลอดภัยด้วย เมื่อมีทำเลที่ เหมาะสมกับการประกอบอาชีพก็มักตั้งถิ่นฐานรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มซึ่งมักจะอยู่ริมแม่น้ำ (ผังเมือง กรุงเทพมหานคร, 2559: 20-21) เพื่อความสะดวกต่อการคมนาคม ต่อมามีรายได้จากการประกอบ อาชีพจึงคิดตั้งศาลเพื่อประดิษฐานรูปเคารพเทพเจ้าที่ตนนับถือซึ่งมักจะตั้งบริเวณริมแม่น้ำ ภาพที่ 1: เรือสำเภา ชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดนครสวรรค์มีชาวจีนกลุ่มภาษาต่าง ๆ เช่น ไหหลำ แต้จิ๋ว ฮากกา กวางตุ้ง ซึ่งจะกระจายตัวตามอำเภอต่าง ๆ โดยเฉพาะใน เขตอำเภอที่แม่น้ำปิงไหลผ่าน คือ อำเภอบรรพตพิสัย อำเภอเก้าเลี้ยว และอำเภอเมืองนครสวรรค์ (ศิลปะและวัฒนธรรม, 2564: 12) ดังจะเห็นได้จากมีการตั้งศาลเจ้าประจำชุมชนขึ้นหลายศาล เช่น ชาวไหหลำมีศาลเจ้าแม่ทับทิม ชาวแต้จิ๋วมีศาลปุนเถ่ากง ศาลเจ้าสร้างขึ้นมาจากแรงศรัทธาในหลายสาเหตุ เช่น ความศรัทธาในลัทธิเต๋า ความเชื่อ พื้นบ้าน ความเชื่อในศาสนาพุทธ สร้างเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ สร้างตามประเพณีที่สืบต่อกันมา สร้างเพื่อ เป็นศาลประจำตระกูล สร้างตามความนิยม สร้างเพื่อแก้บน หรือสร้างเพื่อการค้า เป็นที่จัดงานเฉลิม ฉลอง รวมตัวกันในงานเทศกาลเพื่อบูชาเทพเจ้าตามประเพณี (บุญเรือง อินทวรันต์ และคณะ, 2542: 191) เช่น วันสารททิ้งกระจาด วันเกิดเทพเจ้า วันตรุษจีน ศาลเจ้าจึงมีบทบาทและความสัมพันธ์ต่อชาว จีนอย่างมากด้วย * ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 2 ~ ภาพที่ 2 : ชาวจีน ศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์ ศาลเจ้าจีนในจังหวัดนครสวรรค์ส่วนใหญ่เป็นศาลปุนเถ่ากง เป็นเสียงภาษาจีนฮกเกี้ยน-แต้จิ๋ว (จีนสองกลุ่มนี้ออกเสียงคำนี้คล้ายกัน) ภาษาจีนกลางออกเสียงว่าเปิ่นโถวกง (ถาวร สิกขโกศล, 2562: 152-159) นอกจากนี้ยังมีการประดิษฐานรูปเคารพตามกลุ่มที่ตนนับถือ เช่น เจ้าแม่ทับทิม เจ้าพ่อ กวนอู ภาพที่ 3: เทวรูปเจ้าแม่ทับทิม ณ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์ สำหรับศาลเจ้าสำคัญที่แม่น้ำปิงไหลผ่านและมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีเรื่องราวอันเป็น วรรณกรรมมุขปาฐะที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างกลุ่มชน เริ่มจากศาลเจ้าหน้าผา อำเภอเมือง นครสวรรค์ แล้วทวนลำน้ำปิงขึ้นศาลเจ้าเก้าเลี้ยว อำเภอเก้าเลี้ยว ถึงศาลเจ้าพ่อกวนอู ศาลเจ้า ส้มเสี้ยว และศาลเจ้าหว่ากวาง ของอำเภอบรรพตพิสัย
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 3 ~ ภาพที่ 4 : แห่มังกรปากน้ำโพ ศาลเจ้าหน้าผา ศาลเจ้าหน้าผาหรือศาลเจ้าแม่หน้าผา ปัจจุบันใช้ชื่อว่าศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ปากน้ำโพเป็นศาลเจ้า ประเภทปุนเถ่า แต่อาจเรียกว่า “ปุนเถ่าม่า” ก็ได้เพราะเดิมมีเทพประธานเป็นเทวนารี ศาลเจ้าแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ถนนโกสีย์ ริมแม่น้ำปิงในตำบลปากน้ำโพ ขึ้นไปเหนือของตลาดปากน้ำโพ ศาลเดิมสร้างขึ้น เมื่อใดไม่ปรากฏประวัติที่แน่ชัด ภาพที่ 5: ศาลเจ้าหน้าผา หรือศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ปากน้ำโพ
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 4 ~ จากประวัติที่เล่าสืบกันมากล่าวว่า ศาลเจ้าหน้าผาเดิมเป็นศาลไม้เล็ก ๆ สร้างไว้บูชา เจ้าพ่อจุ๊ เจ้าพ่อจุ้ย เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นตลิ่งสูงชัน มีโขดหิน มากมาย จึงได้ชื่อว่าหน้าผา ประกอบกับกระแสน้ำในบริเวณนั้นไหลวนยากต่อการเดินเรือ ต่อมามีเรื่อง เล่าว่า มีเจ้าแม่ได้มาเข้าฝันตายายที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น โดยปรากฏร่างเป็นหญิงชราเนื้อตัว เปียกปอน บอกว่าท่านลอยทวนน้ำมาจากอยุธยาขึ้นมาถึงปากน้ำโพ ให้ตายายช่วยนำขึ้นจากน้ำ รุ่งเช้าตายายจึงไปดูตามนิมิตรฝัน พบเจว็ดไม้แกะสลักเป็นรูปเทวดาลอยวนไปมาอยู่หน้าศาล จึงนำ ขึ้นมาประดิษฐานบนศาลรวมกับรูปสลักเทพองค์อื่น ๆ จนเป็นที่สักการบูชาของชาวบ้าน ชาวเรือ และชาวตลาดปากน้ำโพ (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ, 2565: สัมภาษณ์) ภาพที่ 6: เจว็ดเจ้าแม่หน้าผา ความศรัทธาในเจ้าแม่หน้าผามีมากขึ้นในหมู่ชาวจีน จึงมีการสร้างเทวรูปเจ้าแม่แทนเจว็ด ของเดิม การสร้างในครั้งนี้มีนายฮวงโพ้ว แซ่ไน้ เป็นผู้ศรัทธาจัดสร้างโดยกำหนดแบบเทวประติมากรรม ให้เจ้าแม่ทรงเครื่องตามประเพณีจีนแบบท่านผู้หญิงหรือฮูหยินจีน และได้สร้างเทวรูปเจ้าพ่อแควใหญ่ ประดิษฐานไว้เป็นเทพองค์ประธานร่วมกัน เรียกรวมกันว่า เจ้าพ่อ เจ้าแม่ปากน้ำโพ (คณะกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ, 2565: สัมภาษณ์) แต่คงการเซ่นไหว้ ที่มีหมากพลูใส่เชี่ยนหมากแบบไทยไว้
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 5 ~ ภาพที่ 7: เทวรูปเจ้าแม่หน้าผา เจ้าพ่อแควใหญ่ ต่อมาราว ปี พ.ศ. 2500 เถ้าแก่เซ่งหมง แซ่เอ็งได้ฝันว่า ตนเดินเรื่อย ๆ ขึ้นไปทางเหนือ ได้พบ หญิงชรากวาดใบไม้อยู่หน้าศาลเล็ก ๆ รุ่งเช้าจึงเดินขึ้นเลาะริมน้ำขึ้นไปพบศาลที่เหมือนในนิมิตฝันทุก ประการ จึงเกิดศรัทธาบูรณะศาลเจ้าให้ใหญ่โตกว่าเดิม และได้ระดมทุนซื้อที่ดินและสร้างศาลใหม่เป็น สถาปัตยกรรมแบบจีนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ำโพ, 2565: สัมภาษณ์) ภาพที่ 8: ศาลเจ้าหน้าผาในอดีต นอกจากนี้ภายในศาลด้านซ้ายของเทพประธานยังประดิษฐานเจ้าพ่อกวนอู เทพไท้ส่วยเอี๊ยะ เจ้าพ่อจุ๊ เจ้าพ่อจุ้ย เทพไช่ซิงเอี๊ยะ ด้านขวาของเทพประธานประดิษฐานเจว็ดเจ้าแม่หน้าผา เจ้าแม่ สวรรค์ เจ้าแม่ทับทิม และพระแม่ธรณี ซึ่งเป็นการจัดตั้งตามแบบประเพณีจีนที่ให้ความสำคัญกับ
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 6 ~ ด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา จึงอาจกล่าวได้ว่าศาลเจ้าหน้าผาเป็นศาลเจ้าไทยที่พัฒนามาเป็นศาลเจ้าจีน เพราะมีชาวจีนโดยเฉพาะชาวจีนแต้จิ๋วให้การอุปถัมภ์ ศาลเจ้าพ่อเก้าเลี้ยว ศาลเจ้าพ่อเก้าเลี้ยวตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง บริเวณคุ้งน้ำ ของหมู่ที่ 2 ตำบลเก้าเลี้ยว อำเภอ เก้าเลี้ยว ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่จากคำบอกเล่าและภาพเก่าในคราวที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือก็เคยเสด็จขึ้นประทับบริเวณศาลเจ้า ในครั้งนั้นมีคนจีนไหหลำชื่อ นายเม่งกุ่ย ถวายการต้อนรับ และถวายเรือนรับรอง จึงพอจะคาดคะเนได้ ว่าศาลเจ้าแห่งน่าจะมีมาแล้วในสมัยนั้น ปัจจุบัน (คณะกรรมการศาลจ้าวพ่อเก้าเลี้ยว, 2565: สัมภาษณ์) ศาลเจ้าเดิมสร้างด้วยไม้หันไปทางทิศตะวันตกหันหน้าเข้าหาแม่น้ำปิง ศาลเจ้าที่เห็นในปัจจุบัน เป็นศาลที่สร้างขึ้นใหม่ ในปี พ.ศ. 2537 ภายในศาลเจ้าประดิษฐานเทวรูปปุนเถ่ากง หรือชาว เก้าเลี้ยวเรียกว่า เจ้าพ่อเก้าเลี้ยว (คณะกรรมการศาลจ้าวพ่อเก้าเลี้ยว, 2565: สัมภาษณ์) ภาพที่ 9: ศาลเจ้าพ่อเก้าเลี้ยวในอดีต (ป้ายศาลเขียนแบบเก่า “จ้าวพ่อเก้าเลี้ยว” ภายในศาลมีเจ้าพ่อเก้าเลี้ยวเป็นเทพประธานของศาล ด้านซ้ายเทพประธานเป็นองค์ เจ้าพ่อกวนอู องค์ไท้วาเต็งเนี้ยง องค์เจ้าแม่ทับทิม และองค์เจ้าแม่สวรรค์ ด้านขวาของเทพประธาน ประดิษฐานป้ายบูชาเจ้าพ่อร้อยแปดพระองค์ จึงทำให้ทราบได้ว่า ชาวจีนที่มาตั้งหลักแหล่งในอำเภอ เก้าเลี้ยว และเป็นผู้สร้างศาลเจ้าคงเป็นจีนไหหลำ เพราะมีองค์เจ้าแม่ทับทิมเทวนารีทางน้ำซึ่งเป็น ที่เคารพของพ่อค้าทางเรือชาวไหหลำประดิษฐานอยู่ด้านซ้ายขององค์เทพประธาน ประกอบกับปัจจุบัน ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในตลาดเก้าเลี้ยวส่วนใหญ่เป็นจีนไหหลำ
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 7 ~ เรื่องเล่าของศาลเจ้าที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คือ เรื่องจระเข้ เรียกเป็นภาษาไหหลำ ว่า จระเข้บ้วนเถ่ากง มีเรื่องเล่าว่า ใต้น้ำหน้าศาลเจ้ามีถ้ำจระเข้ และมีผู้พบเห็นจระเข้ขึ้นมาว่ายน้ำบ้าง มาเกยเรือบ้าง แต่มิได้ทำอันตรายแก่ผู้คน ต่อมาแม่น้ำได้ตื้นเขินถ้ำพังทลาย จึงไม่มีผู้ใดพบเห็นจระเข้ อีกเลย เมื่อมีการสร้างศาลเจ้าใหม่ประกอบกับมีการขุดลอกแม่น้ำปิงบริเวณหน้าศาล จึงได้มีการสร้าง ท่อใต้ดินจากท่าน้ำมาถึงตัวศาล เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่จระเข้ (คณะกรรมการศาลจ้าวพ่อเก้าเลี้ยว, 2565: สัมภาษณ์) ภาพที่ 10: ศาลจ้าวพ่อเก้าเลี้ยว (สะกดคำตามป้ายศาลเจ้า) นอกจากนี้ยังได้สร้างบ่อน้ำและรูปบั้นจระเข้หันหน้าเข้าสู่ศาลเจ้าอีกด้วย ชาวเก้าเลี้ยวเชื่อว่า จระเข้ตัวนี้เป็นเทพพาหนะของเจ้าพ่อ จึงให้ชื่อจระเข้ตามภาษาไหหลำว่า จระเข้บ้วนเถ่ากง (สะกดคำ ตามป้ายจารึกอนุสาวรีย์จระเข้) ภาพที่ 11: จระเข้บ้วนเถ่ากง (สะกดคำตามป้ายจารึกอนุสาวรีย์จระเข้)
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 8 ~ ศาลเจ้าบรรพตพิสัย เมื่อทวนแม่น้ำปิงขึ้นมาที่อำเภอบรรพตพิสัยจะพบศาลเจ้าของอำเภอบรรพตพิสัย ที่ตั้งอยู่ริม แม่น้ำปิง มีความสำคัญ และมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจอันแสดงถึงความผูกพันกับสายน้ำถึง 3 ศาล ด้วยกัน ได้แก่ ศาลเจ้าพ่อกวนอู ศาลเจ้าส้มเสี้ยว ศาลเจ้าหว่ากวาง ดังนี้ 1. ศาลเจ้าพ่อกวนอู ศาลเจ้าพ่อกวนอู ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตกบริเวณคุ้งน้ำ เดิมเป็นศาลเจ้าพ่อ บ๋วนถ่าว (ออกเสียงเป็นภาษาไหหลำตามป้ายหน้าศาล) มีเทพประธานคือ เทพ บ๋วนถ่าวกง หรือปุ่นเถ้ากง ด้านซ้ายของเทพประธานเป็นเจ้าพ่อกวนอู ด้านขวาขวาของเทพประธานเป็นเจ้าแม่ ทับทิม คนจีนจะถือว่า ซ้ายสำคัญกว่าขวา ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด สันนิษฐาน ว่าผู้สร้างคงเป็นชาวจีนไหหลำ เพราะปรากฏรูปเคารพเจ้าแม่ทับทิม นอกจากนี้ การเขียนชื่อเทพภายใน ศาลที่ถ่ายเสียงเป็นอักษรไทยนั้น เป็นภาษาไหหลำ ศาลเจ้าที่เห็นในปัจจุบันเป็นศาลที่สร้างขึ้นใหม่ ภาพที่ 12: ป้ายศาล แสดงถึงเทพเจ้าภายในศาล ศาลเจ้าแห่งนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าพ่อกวนอูมากเป็นพิเศษชาวบ้านจึงเรียกว่า ศาล เจ้าพ่อกวนอู ประกอบกับที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีการประทับทรงเฉพาะเจ้าพ่อกวนอูเท่านั้น เรื่องเล่าของเจ้า พ่อกวนอูที่ผูกพันกับสายน้ำมีอยู่ว่า เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วมีชาวจีนได้อัญเชิญรูปเคารพเจ้าพ่อกวนอู จากกรุงเทพมหานครขึ้นมาเพื่อจะนำไปประดิษฐานในภาคเหนือ แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงคุ้งน้ำหน้าศาลเจ้า แห่งนี้ เรือไม่ยอมเคลื่อน เมื่อเป็นดังนั้นจึงได้ประดิษฐานรูปเคารพเจ้าพ่อกวนอู ณ ศาลเจ้าพ่อบ๋วนถ่าว หรือศาลเจ้าพ่อกวนอูในปัจจุบัน (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่บรรพต พิสัย, 2565: สัมภาษณ์)
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 9 ~ ภาพที่ 13: เทวรูปเจ้าพ่อกวนอู 2. ศาลเจ้าส้มเสี้ยว ศาลเจ้าส้มเสี้ยวเป็นศาลเจ้าประเภทปุนเถ้ากงตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงบริเวณคุ้งน้ำใน ตำบลท่างิ้ว เชิงสะพานข้ามแม่น้ำปิงส้มเสี้ยว-เจริญผล รูปที่ 14: ศาลเจ้าส้มเสี้ยว ศาลเจ้าส้มเสี้ยวมีประวัติความเป็นมาร่วม 90 ปี ศาลเจ้าเดิมสร้างด้วยไม้ อยู่ในบริเวณเดียวกับโรงเรียน วัฒนสุขศึกษาซึ่งปัจจุบันได้เลิกกิจการไปแล้ว ศาลเจ้าที่เห็นในปัจจุบันเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นใหม่จาก แรงศรัทธาของชาวจีนแต้จิ๋วและชาวบรรพตพิสัย ภายในประดิษฐานเทพป ระธาน 2 องค์
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 10 ~ คือ เจ้าพ่อส้มเสี้ยว และเจ้าแม่ส้มเสี้ยว (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ บรรพตพิสัย, 2565: สัมภาษณ์) ภาพที่ 15: เทวรูปเจ้าพ่อ เจ้าแม่ส้มเสี้ยว ศาลแห่งนี้มีเรื่องเล่าว่า บริเวณหน้าศาลเป็นคุ้งน้ำที่เป็นน้ำลึกไหลวน มีจระเข้ 2 ตัว อาศัยอยู่ในคุ้งน้ำนั้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเทพพาหนะของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ต่อมาชาวบ้านได้พบร่าง จระเข้ขึ้นมานอนเสียชีวิตบนหาดหน้าศาล ชาวบ้านเก็บจึงหัวของจระเข้มาเก็บรักษาไว้ที่ศาล ปัจจุบัน เหลือเพียงหัวเดียว ภาพที่ 16: หัวเจ้าพ่อจระเข้
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 11 ~ เรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้ามีคนจมน้ำเสียชีวิตแล้วหาศพไม่เจอ ชาวบ้านจะมาบน บานศาลกล่าวต่อองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ก็จะพบศพนั้น (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้า พ่อ–เจ้าแม่บรรพตพิสัย, 2565: สัมภาษณ์) 3. เจ้าพ่อหว่ากวาง หรือเจ้าพ่อสามตา ศาลเจ้าพ่อหว่ากวางตั้งอยู่ที่ตำบลท่างิ้ว ตั้งอยู่ตรงข้ามสหกรณ์การเกษตรบรรพต พิสัย สร้างเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 70 ปี ภาพที่ 17: ศาลเจ้าพ่อหว่ากวาง ศาลเจ้าแห่งนี้มีเทพหว่ากวาง หรือเทพสามตาเป็นเทพประธาน มีลักษณะเป็นป้าย ไม้จำหลักด้วยอักษรจีน ศาลเจ้าแห่งนี้เดิมเป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในสวนกล้วยไข่ จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง ว่า เจ้าพ่อป่ากล้วยไข่ สันนิษฐานว่าสร้างโดยชาวจีนไหหลำ โดยมีเรื่องเล่าว่า มีคนจีนได้พบไม้กระดาน ลอยมาวนอยู่ที่ท่าน้ำทำอย่างไรก็ไม่ยอมลอยไปไหน คนจีนคนนั้นจึงจับมาดูปรากฏว่ามีรูปภาพวาด คล้ายหน้ามนุษย์มีสามตา (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่บรรพตพิสัย, 2565: สัมภาษณ์) ชาวจีนคนนั้นจึงนำไม้กระดานนี้ไปฝากไว้กับคนปลูกกล้วยไข่ ในคืนนั้นคนปลูก กล้วยไข่ฝันว่ามีคนแต่งตัวเหมือนงิ้วเข้าออกในไม้กระดานแผ่นนั้น ตอนเช้าได้จัดของไหว้ขอพรขอบารมี ให้คุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้านได้ยินข่าวก็นำของมาไหว้ขอโชคขอลาภทำการค้าให้รุ่งเรืองก็ สำเร็จทุกคน และในภายหลังก็ได้มารู้ว่าไม้กระดานแผ่นนั้นมีชื่อว่า เทพเจ้าหว่ากวางกง (คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่บรรพตพิสัย, 2565: สัมภาษณ์)
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 12 ~ ภาพที่ 18: ป้ายที่สถิตเจ้าพ่อหว่ากวางหรือเทพสามตา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่า มีขโมยเข้ามาลักตัดกล้วยไข่ แต่เอาออกจากไร่ไม่ได้ เพราะหลงอยู่ในป่ากล้วย 2 วัน เมื่อนำกล้วยไข่ทิ้งจึงสามารถออกมาจากสวนกล้วยได้ (คณะกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่บรรพตพิสัย, 2565: สัมภาษณ์) สรุป จะเห็นได้ว่า ศาลเจ้าก่อให้เกิดวรรณกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคน เทพเจ้า และสายน้ำอย่างใกล้ชิด อิงอาศัยเกื้อกูลกันโดยผ่านศาลเจ้าเป็นตัวเชื่อม เห็นการผสมผสานความเชื่อ และวัฒนธรรมไทย-จีน เห็นร่องรอยการผสมผสานความเชื่อโบราณของวัฒนธรรมลุ่มน้ำในการยกย่อง จระเข้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เห็นการสืบทอดวรรณกรรมมุขปาฐะเพื่อเชื่อมโยงคนจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่น หนึ่ง เพื่อรักษาจารีตและระบบความเชื่อเอาไว้ และเหนืออื่นใดคือ ศาลเจ้าเป็นศูนย์รวมด้านความ สามัคคีของคนในจังหวัดนครสวรรค์ ******************************
วรรณกรรมเรื่องเล่าศาลเจ้าจีนริมน้ำปิงเขตจังหวัดนครสวรรค์: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชาติ คุ้มขำ ~ 13 ~ รายการอ้างอิง รายการสัมภาษณ์ 1. คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ 2. คณะกรรมการศาลจ้าวพ่อเก้าเลี้ยว 3. คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่บรรพตพิสัย รายการเอกสารอ้างอิง ถาวร สิกขโกศล. (2561). “มาจู่สู่เจ้าแม่ทับทิมไหลหลำ” ในวารสารศิลปวัฒนธรรม. 39 (8), 152-169. ถาวร สิกขโกศล. (2562). “ปุนเถ้าก๋งเทพคุ้มครองชาวจีนโพ้นทะเล” ในวารสารศิลปวัฒนธรรม. 40 (3), 152-169. เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา. (2564). ไหว้เทพเจ้า 9 ศาลจีนมงคล. กรุงเทพฯ: อมรินทร์. บุญเรือง อินทวรันต์และคณะ. (2542). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิ ปัญญา จังหวัดนครสวรรค์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. ผังเมืองกรุงเทพมหานคร, สำนัก. (2559). ศาลเจ้าศรัทธาสถานแห่งบางกอก. กรุงเทพฯ: สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร. ศิลปะและวัฒนธรรม, สำนัก. (2564). ศิลปวัฒนธรรมวิจักษ์. นครสวรรค์: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. สายป่าน ปุริวรรณชนะ. (2556). ตำนานประจำถิ่นริมแม่น้ำ และชายฝั่งทะเลภาคกลาง: ความ สมานฉันท์ในความหลากหลาย. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สกินเนอร์, จี.วิลเลียม. (2564). สังคมจีนในประเทศไทย: ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มติชน. ---------------------------------