ส่วนขบวนอื่น ๆ ผู้ควบคุมแต่ละขบวนจะต้องจัดเก็บอุปกรณ์กลับศาลเจ้าฯ หลังจากการแห่ เสร็จสิ้นลง คณะกรรมการศาลเจ้าฯ จะร่วมกันไหว้เจ้า และร่วมรับประทานอาหารพร้อมผู้ร่วมขบวนแห่ เพื่อความเป็นสิริมงคล วันโซวโง่ คือเช้าของวันที่จะอัญเชิญองค์จ าลองเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ประทับในเกี้ยวกลับศาลเจ้าฯ เจ้าพ่อเจ้าแม่จะประทับทรงท าพิธีส่งเสด็จ "ยี่อ่วงเสี่ยงดี" กลับสวรรค์ แล้วท าพิธีอัญเชิญ องค์จ าลองเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ประทับในเกี้ยวกลับศาลเจ้าฯ โดยกระถางธูป บ่าย (ป้ายชื่อเจ้าพ่อ เจ้าแม่) กงบ่าย (ป้ายไม้ที่แกะชื่อเจ้าพ่อเจ้าแม่) โคมไฟลูกใหญ่ที่อัญเชิญมาในวันเริ่มงานยังไม่ ต้องน ากลับไปด้วยจนกว่าการเฉลิมฉลองจะเสร็จสิ้นคณะกรรมการศาลเจ้าฯ จึงจะอัญเชิญ กลับศาลเจ้าฯ เมื่อขบวนอัญเชิญองค์จ าลองเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ประทับในเกี้ยวกลับถึงศาลเจ้าฯ ขบวนจะต้อง วนรอบศาลเจ้าฯ ก่อน 3 รอบ โดยวนเช่นเดียวกับตอนที่อัญเชิญออกแห่ และก่อนน าเกี้ยวขึ้น บนศาลเจ้าฯ ร่างทรงจะน าข้ามกองไฟ และผู้ที่มาร่วมส่งเจ้าจะช่วยกันหามเกี้ยวทั้ง 3 เกี้ยว ข้ามกองไฟและขบวนต่าง ๆ และประชาชนที่มาร่วมส่งเจ้าจะเดินข้ามกองไฟก่อนขึ้นศาลเจ้าฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลของผู้มาร่วมส่งเจ้า เมื่อเกี้ยวขึ้นมาบนศาลเจ้าฯ ร่างทรงจะอัญเชิญรูปจ าลองแต่ละองค์กลับเข้าประทับยางแท่นที่ ประทับตามเดิมหลังจากนั้นคณะกรรมการศาลเจ้าฯ และผู้ที่มาร่วมส่งเจ้าจะรับประทาน อาหารที่ทางศาลเจ้าฯ จัดเลี้ยงเพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นอันเสร็จสิ้นการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ใน เทศกาลตรุษจีนในปีนั้น ท้ายสุดจะเห็นได้ว่าประวัติและขั้นตอนที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น บรรพชนของเราได้ ถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา ในฐานะที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวไหหน า ต้องขอขอบพระคุณ บรรพชนทุกท่านที่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ให้เราได้สืบทอดและหวังเป็นอย่าง ยิ่งว่าชนรุ่นหลังก็ยังคงช่วยกันรักษาและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่กับ ชาวไหหน านครสวรรค์ตลอดไป 14 15 16 17 18 45
2. ขบวนเล่งกี้-ป้ายไม้เหล็กแหลม ง้าว-เดงลั่ง 1. ป้ายผ้าเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าแม่ทับทิมไหหน า 3. ขบวนเสือไหหน า 4. ขนมเจียงบั่ว-ดนตรีจีน 5. ขบวนพะโหล่ว 6. รถน้ ามนต์ 7. กระถางธูป 8. ขบวนเกี้ยว เจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่สวรรค์ 9. โบ้ยโบ้ 10. ไซ้กี่ 11. รถเจียงบัว 46
กิจกรรมของศาลเจ้าใน 1 รอบปี ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้มีเทพที่เคารพสักการะและเป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียงได้แก่ โดยในรอบปี "ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม" จะจัดงานในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้ 1. เจ้าพ่อเทพารักษ์ มีวันคล้ายวันเกิดตรงกับ 15 ค่ า เดือน ๆ ของจีน 2. เจ้าพ่อกวนอู มีวันคล้ายวันเกิดตรงกับ 13 ค่ า เดือน 5 ของจีน 3. เจ้าแม่ทับทิม มีวันคล้ายวันเกิดตรงกับ 15 ค่ า เดือน 10 ของจีน 4. เจ้าแม่สวรรค์ มีวันคล้ายวันเกิดตรงกับ 23 ค่ า เดือน 3 ของจีน 5. เจ้าพ่อสามตา มีวันคล้ายวันเกิดตรงกับ 27 ค่ า เดือน 9 ของจีน 1. งานท าบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จัดวันที่ 31 ธันวาคม ถึง 1 มกราคม 2. งานประจ าปีเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ก าหนดจัดงานประมาณเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 3. วันคล้ายวันเกิดเจ้าพ่อเทพารักษ์ ตรงกับ 15 ค่ าเดือนอ้ายของจีน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 4. งานท าบุญวันสงกรานต์ จัดงานวันที่ 15 และ 16 เมษายน 5. งานวันคล้ายวันเกิดเจ้าแม่สวรรค์ ตรงกับ 23 ค่ าเดือน 3 ของจีน ประมาณเดือนเมษายน 6.งานวันคล้ายวันเกิดเจ้าพ่อกวนอู ตรงกับ 13 ค่ าเดือน 5 ของจีน ประมาณเดือนมิถุนายน 7. งานพิธีทิ้งกระจาด ก าหนดจัดงานก่อนเทศกาลสารทจีน 2 วัน 8. งานวันคล้ายวันเกิดเจ้าแม่ทับทิม ตรงกับ 15 ค่ าเดือน 10 ของจีน ประมาณเดือนพฤศจิกายน ภาพที่ 19 วันเกิดเจ้าพ่อเทพารักษ์ ที่มา : เพจเฟซบุ๊กศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม 47
พิธีการโยนไม้เสี่ยงทาย (ปั่วะปวย) ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม ธรรมเนียมของการโยนไม้เสี่ยงทาย (ปั่วะปวย) ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม การโยนไม้เสี่ยงทาย เพื่อขออนุญาตจากองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ในการที่จะประกอบพิธีที่ส าคัญ คือ พิธีอัญเชิญลงจากแท่นที่ประทับ เพื่อน าออกแห่ในเทศกาลตรุษจีน , พิธีขออนุญาต เปลี่ยนเครื่องทรงและลุยไฟ , พิธีการขออนุญาตเป็นเจ้าภาพงานคล้ายวันเกิดเจ้าพ่อเจ้าแม่ หรือพิธีการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่คณะกรรมการไม่สามารถจะตัดสินใจได้ โดยผู้ที่เป็นตัวแทนของคณะกรรมการในการโยนไม้เสี่ยงทาย จะต้องเป็นประธานหรือผู้อาวุโส ของศาลเจ้าฯ เท่านั้น โดยก่อนที่จะโยนไม้เสี่ยงทาย จะต้องจุดธูปสักการะองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ แท่นสักการะของเจ้าพ่อเทพารักษ์ ยกเว้นพิธีการขออนุญาตเป็นเจ้าภาพงานคล้ายวันเกิดเจ้า พ่อเจ้าแม่ ให้ท าพิธีหน้าแท่นสักการะขององค์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่จะขออนุญาตเป็นเจ้าภาพ และจะต้องโยนไม้เสี่ยงทายขึ้นเหนือศีรษะ 3 ครั้ง โดยทั้ง 3 ครั้งจะออกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก่อนก็ได้ จึงจะถือว่าได้รับอนุญาตจากองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ ซึ่งลักษณะของไม้เสี่ยงทาย (ปั่วะปวย) ทั้ง 3 ครั้งที่ออกคือ อนึ่ง ในกรณีทั่วไปผู้ที่มาสักการะเจ้าพ่อเจ้า แม่และขอพร โดยการโยนไม้เสี่ยงทายให้ อธิษฐานและก าหนดให้ไม้เสี่ยงทายออก อย่างไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับการอธิษฐานและ ก าหนดของผู้ขอพร ยกเว้นการเสี่ยงทายขนมมงคล ในงานวันคล้ายวันเกิดเจ้าพ่อเจ้าแม่ ไม้เสี่ยงทาย จะต้องออก “คว่ า 1 อันและหงาย 1 อัน หรือที่เรียกว่า “เตี๋ย” เท่านั้น ภาพที่ 20 ปั่วะปวยเสี่ยงทาย ที่มา : สมาคมไหหน านครสวรรค์ 48
การไหว้ขอพร พิชิต ตราก้อนทอง (2563)ผู้ดูแลศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ – เจ้าแม่ทับทิมให้ สัมภาษณ์ว่านักท่องเที่ยวมักจะแวะเวียนมาที่นี่เพื่อมาไหว้สักการะและขอพรจาก เจ้าพ่อเจ้าแม่ ส าหรับขั้นตอนการไหว้นั้นนักท่องเที่ยวสามารถหยิบกระดาษและธูป ซึ่งทางศาลได้จัดเตรียมไว้ให้น าไปจุดแล้วนั่งไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่ได้เลย โดยเริ่มจาก ต าแหน่งหมายเลขหนึ่ง ขอพรเจ้าพ่อเทพารักษ์ เมื่อขอพรเสร็จแล้วให้ปักธูปข้างหน้า 3 ดอก ข้างหลังอย่างละ 3 ดอก รวมเป็น 12 ดอก พอปักเสร็จก็มาไหว้ทางขวามือ ก็คือ เจ้าพ่อกวนอูทั้งนี้รายนามของเจ้าพ่อเจ้าแม่นั้นจะมีระบุไว้ด้านหน้าของแต่ละ แท่นสักการะ ส าหรับเจ้าพ่อกวนอูนั้นจะปักธูปข้างล่างเพียงอย่างเดียวซึ่งมีอยู่ 3 กระถาง ปักธูปกระถางละ 3 ดอก รวมเป็น 9 ดอก จากนั้นมาไหว้เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่สวรรค์ โดยปักธูปกระถางละ 3 ดอก แล้วจึงเดินไปข้างในด้านซ้ายมือเพื่อไหว้ เจ้าพ่อสามตา ปักธูป 3 ดอก เจ้าที่ติดก าแพง ปักธูป 5 ดอก แล้วเดินไปด้านขวามือ สองแท่นเพื่อไหว้พี่น้องร้อยแปดด้วยธูป 3 ดอก และเหล่ากงอีก 3 ดอก จากนั้นให้ เดินออกมาด้านหน้าศาลที่เป็นชื่อภาษาจีนซึ่งหมายถึง เทวดาฟ้าดิน จะมี 3 กระถาง ให้ปักธูปกระถางละ 3 ดอก แล้วจะเหลือธูปสองดอก ให้ปักไว้ที่ประตูทางฝั่งขวา และซ้ายฝั่งอย่างละหนึ่งดอก เมื่อไหว้เสร็จแล้วก็เข้ามาเทน้ ามันข้างในศาล ส าหรับ ผลไม้ที่น ามาไหว้ไม่จ าเป็นต้องเป็นส้มเท่านั้นสามารถน าผลไม้อื่น เช่น องุ่น แอป เปิ้ล สาลี่ กล้วยน้ าหว้า มาไหว้ได้ อนึ่งในขณะที่ก าลังไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่อยู่นั้นจะมี เจ้าหน้าที่ภายในศาลตีกลองบอกเจ้าพ่อเจ้าแม่เพื่อบอกให้รับรู้ว่ามีคนมา สักการะบูชา 49
จากการสัมภาษณ์พบว่า ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนสามารถขอพรจากเจ้าพ่อเจ้าแม่ได้ ทุกเรื่องตามใจต้องการ หรือหากเดือดร้อนเรื่องอะไรก็สามารถมาขอพรได้ เพราะว่า เจ้าพ่อเจ้าแม่ ท่านใจดีขอได้ทุกอย่างแต่ว่าต้องท าความดี ส าหรับการเสี่ยงเซียมซีจะ เลือกมุมไหนก็ได้ตามแท่นของเจ้าพ่อเจ้าแม่แต่ละองค์ ทั้งนี้ถ้าครั้งแรกไปขอพร เจ้าพ่อเจ้าแม่องค์ใดแล้วไม่สมดั่งปรารถนาแล้วจึงค่อยไปขอพรเจ้าพ่อเจ้าแม่ องค์ต่อไป อนึ่งการขอพรไม่ใช่การแก้ชงแต่เป็นการบอกกล่าวเจ้าพ่อเจ้าแม่ว่า ข้าพเจ้ามาบน ขอให้มีการงานเจริญรุ่งเรือง หรือสอบให้ได้ โดยจะใช้ผลไม้ 5 อย่าง พอสอบได้แล้วก็น าผลไม้ 5 อย่างมาถวาย แล้วแต่ก าลังศรัทธา ส าหรับจ านวนคนที่ เข้ามาไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่ในวันหยุดจะมากกว่าวันธรรมดา ที่ศาลเจ้าจะมีเหรียญเจ้า พ่อเจ้าแม่ให้บูชาในราคา 50 บาท ในแต่วันผู้ดูแลศาลจะถวายน้ าชาวันละ 2 รอบ คือรอบเช้ากับรอบบ่าย ถ้วยน้ าชามีการเรียงอักษรและตัวหนังสือเป็นชื่อเจ้าพ่อ เจ้าแม่โดยเรียงเหมือนกันหมด เหมือนกันทุกจุด ทั้งนี้ในบางศาลก็อาจเรียงไม่ เหมือนกัน สามารถเรียงอย่างไรก็ได้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ ขอพร ท้านายดวงชะตา และ 50
บทที่ 3 ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ลาดยาว 51
ประวัติความเป็นมาเจ้าพ่อลาดยาว (ปุงเถ่ากง) จากค าบอกล่าวของผู้อาวุโสในตลาดลาดยาวหลายท่าน เจ้าพ่อลาดยาว เป็นคนไทยชื่อ “ทอง” อยู่บ้านหนองกวาง เป็นหมอรักษาโรค ช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นที่รักและเคารพนับถือของ ชาวบ้าน ครั้นเมื่อเสียชีวิตลง ด้วยความดีของท่าน ชาวบ้านจึงตั้งศาลบริเวณที่บ้านหนองกวาง เรียกว่า "เจ้าพ่อทอง" ครั้นเมื่อชาวจีนในตลาดสร้างศาลเจ้า จึงได้อัญเชิญ "เจ้าพ่อทอง" มาสถิตใน ศาล และ ได้รียกกันต่อมาว่า "เจ้าพ่อลาดยาว" ภาพที่ 21 ศาลเจ้าพ่อลาดยาว ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ประวัติความเป็นมาเจ้าแม่ลาดยาว (ปุ่งเถ่าม่า) บริเวณตลาดบ้านเหนือ ระหว่างต้นแจงกับต้นตะโก มีจอมปลวก ซึ่งชาวบ้านนับถือและ กราบไหว้บูชากันว่าเป็นที่สิงสถิตย์ของเจ้า ต่อมามีร่างทรงแสดงว่าเป็น "เจ้าแม่" มานั่งร้องไห้ที่ หน้าศาลเจ้าพ่อลาดยาว ชาวจีนในตลาดจึงส่งสัญญาณสื่อสารผ่านร่างทรง เพื่ออัญเชิญอยู่คู่กับเจ้า พ่อลาดยาวในศาล แต่เจ้าแม่แสดงเจตจ านงต้องการอยู่ที่บริเวณจอมปลวกที่ตลาดเก่าของลาดยาว (บ้านเหนือ) จึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้น ณ บริเวณนี้ 52
งานงิ้วประจ้าปี - ประเพณีแห่เจ้า ชาวจีนในสังคมของลาดยาวได้เริ่มจัดเป็นประจ าปีครั้งแรก เมื่อเดือน 9 วันที่ 14 พ.ศ. 2493 เพื่อเป็นการขอบคุณที่ “เจ้าพ่อ- เจ้าแม่” คุ้มครอง ดลบันดาลให้มีความสุขความเจริญ จะท า การสิ่งใดก็ได้ผลส าเร็จตามประสงค์ อีกทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล ได้จัดขบวนพิธีอัญเชิญ “เจ้าพ่อ – เจ้าแม่” ลาดยาว แห่รอบบริเวณตลาดลาดยาว อีกทั้งคงความเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมชาวจีน ที่ได้ อพยพจากผืนแผ่นดินใหญ่พึ่งใบบุญพรมโพธิสมภารแผ่นดินสยาม แต่เดิมให้ท้องถิ่นใกล้เคียงได้ชมได้ เห็นและได้สัมผัส ในขบวนแห่เจ้า ประกอบด้วย ภาพที่ 23 การแสดงงิ้ว ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ภาพที่ 24 การป่งเซียน ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 53
1. ขบวนอัญเชิญ “เจ้าพ่อ เจ้าแม่” ลาดยาว ให้ประชาชน - ชุมชนกราบไหว้สักการะ 2. ขบวนมังกรทอง ถือเป็นเทพมงคลที่สถิตบนสรวงสวรรค์มีอิทธิฤทธิ์ อนุภาพ สามารถขจัดปัดเป่าคุณไสย สิ่งชั่วร้าย ในส านักพระราชวัง ถือเป็นสัญลักษณ์ของ “ฮ่องเต้” ที่จ าลองเป็นตัวมังกร โดยมี ลักษณะตามต านาน มีเขาเหมือนกวาง มีหัวคล้ายอูฐ มีตาเหมือนนกเหยี่ยว ล าตัวขาวเหมือนงู ล าตัวมีเกล็ดปลา เล็บเหมือนกรงเล็บอินทรี มีหูเหมือนวัว อุ้งเท้าเสือ ภาพที่ 24 การเชิดสิงโต ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 54
3. ขบวนสิงโต สิงโตถือเป็นสัตว์มงคล สัญลักษณ์ก าลังและพลัง น ามาซึ่งความเป็นสิริมงคลตาม ต านานเป็นที่เกรงขามของบรรดาสัตว์ป่าทั่วไป จึงคิดรวบรวมการละเล่นแสดงการเชิดสิงโตไว้ ในขบวนแห่ ดังนี้ สิงโตกวางตุ้ง มีสิงโตเชิดแสดงถึง 9 ตัว สิงโตปักกิ่ง มีลีลาการแสดงที่โลดโผน สวยงาม ภาพที่ 25 สิงโตกว้างตุ้ง ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ภาพที่ 26 สิงโตปักกิ่ง ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 55
4. ขบวนเอ็งกอ เป็นการละเล่นแสดงถึงความกล้าหาญ เชิดชูวีรกรรมของพี่น้อง 108 นักสู้ผู้ร่วมผดุงคุณธรรม เขาเหลียงซาน จากวรรณกรรมยิ่งใหญ่ชาวจีน “ซ้องกั๋ง” หรือ “ผู้ยิ่งใหญ่จากเขาเหลียงซาน” เป็น ความภาคภูมิใจที่การแสดง มังกรทอง สิงโตและเอ็งกอ ล้วนใช้ผู้แสดงที่เป็นลูกหลานในชุมชนลาดยาว ส่วนขบวนลูกเจ้าพ่อ (เขี่ยเปีย) ปัจจุบัน ลูกสาวพ่อค้าชาวจีนส่วนมากจะติดการศึกษา เล่าเรียนไม่สามารถออกโชว์ความสวยงามของตนได้ จึงใช้จากนักเรียนโรงเรียนลาดยาววิทยาคม สาวโรงงานยุนิเม็กซ์บ้างแล้วแต่คณะกรรมการแต่ละปีที่จะจัดสรร มังกรทอง สิงโต เอ็งกอ เป็นของ “เจ้าพ่อเจ้าแม่ลาดยาว” ที่อนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมของ ชาวจีนไว้ ต่อมาในขบวนจึงประกอบเพิ่มด้วย ภาพที่ 27 ขบวนเอ็งกอ ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 56
ขบวนทั้งหมดจะออกแห่ในวันที่ 2 ของงานงิ้วประจ าปี (งานมี 6 วัน 6 คืน) ซึ่งจะมีขึ้น ในเดือนธันวาคมนัยว่า ปลอดฝน ผู้คนในลาดยาวส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกร ได้ผลผลิต แล้วมีก าลังจับจ่าย พร้อมทั้งถิ่นใกล้เคียงมักจะมาเที่ยวในงานกันมากมายเป็นที่โจษจัน และ ชื่นชอบ มีมหรสพงิ้วเป็นหลัก เพื่อถวายแก่เหล่าเทพทั้งปวงบนสรวงสวรรค์ พระภูมิ เจ้าที่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ บรรดาภูติทั้งหลาย เพื่อความเป็นสุข ความเจริญ) ปัจจุบันในสังคม ชุมชนลาดยาว ชาวไทย ชาวจีน (ชาวไทยเชื้อสายจีน) สามารถอยู่ ร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืน วันส าคัญทางราชการ วันส าคัญเกี่ยวกับประเพณีไทย ชาวจีน ชาวไทยเชื้อสายจีนก็มีส่วนร่วมและช่วยด้วยความเต็มใจอยู่กันอย่างฉันมิตร ความเข้าใจ ดีต่อกัน รวมทั้งหน่วยราชการ อ าเภอ โดยนายอ าเภอลาดยาว สถานีต ารวจภูธรลาดยาว ศูนย์ปฏิบัติการจราจรลาดยาว เทศบาลต าบลลาดยาว สมาคมพ่อค้าอ าเภอลาดยาว พ่อค้า บริษัท ร้านต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุน ให้เป็นงานงิ้วประจ าปีของอ าเภอลาดยาว และ ได้จัดต่อเนื่องมา เป็นประเพณีมาถึงปัจจุบัน อนึ่งชาวจีนนับถือศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับชาวไทยโดยรากฐานมาจากชมพูทวีป (อินเดีย) ย่อมมีหลักธรรมค าสอนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ประกอบเป็นศูนย์รวมจิตใจให้ความรัก ความสามัคคี เพื่อประโยชน์และความสุขความเจริญ สิ่งที่ได้จากงานประเพณีแห่เจ้า นั่นคือ การมีส่วนร่วมแบบมิตรสัมพันธ์ ความรัก ความเข้าใจและสามัคคีเพื่อประโยชน์ความสุข และความเจริญของชุมชนในสังคมอ าเภอลาดยาว 5. ขบวนการแสดงของนักเรียน จากโรงเรียนต่าง ๆ 57
พิศาล หมู่เผือก (2563) ให้สัมภาษณ์ว่า ประเพณีนี้มีมานานกว่า 70 ปี เจ้าพ่อนั้นอยู่ ตั้งแต่สมัยสงครามโลก แต่เดิมเจ้าพ่อชื่อเจ้าพ่อท้อ เจ้าพ่อเป็นหมอ เป็นคนธรรมดาแต่ได้ เสียชีวิตอยู่ที่หนองกวาง แต่ก่อนเป็นศาลของคนไทยแต่เมื่อคนจีนเข้ามาอยู่เลยอันเชิญเจ้าพ่อ ท้อมาประทับแต่เดิมเป็นศาลไม้มาประดิษฐานซึ่งสั่งจากเมืองจีนมามีการอัญเชิญเจ้าพ่อมาแล้วก็ มีเจ้าแม่อีกองค์คือเจ้าแม่บ้านเหนืออยู่ที่ตลาดเก่ามีอัญเชิญมาแต่ท่านไม่ยอมมาหลังจากนั้นมี ผู้หญิงคนหนึ่งมาร้องไห้ที่ศาลเจ้า เจ้าแม่มาประทับมาบอกว่าอยากอยู่ตรงที่เดิม แต่เดิมเจ้าพ่อ เป็นหมอชาวบ้านเด่นด้านสุขภาพ ประเพณีนี้เป็นงานประจ าปีเหมือนการท าบุญกลางตลาด มีการสวดตอนเช้า ตอนเย็นอีกวันเป็นวันแห่ วันที่สามเป็นวันไหว้ตอนเช้ามีหมู ผลไม้ ขนม การไหว้จะเริ่มไหว้ในเวลา 7-8 โมงเช้า วันที่สองจะมีการเชิญเจ้าพ่อมาประดิษฐานชั่วคราว คืน ที่ สองมีงิ้วมาโป่งเซียนเป็นการแก้ชงให้กับเจ้าภาพงิ้ว ส่วนมากจะเป็นการบน ขอให้สุขภาพ ครอบครัว พ่อแม่หายดี เมื่อขอแล้วดีขึ้นก็จะมาแก้งิ้ว ทุกคืนจะมีโป่งเซียนของเจ้าภาพงิ้ว วันที่ สามตอนเช้าไหว้เสร็จจะมีโป่งเซียนของคนเกิดปีชง คนจิตใจไม่ค่อยดีอยากให้ชีวิตดีขึ้น คนที่มา จะขอให้งิ้วอวยพรให้ตอนเช้า คนละ 100 บาทโดยเขียนชื่อ ส่วนงิ้วจะมีตุ๊กตาเด็กบนโรงงิ้วมาให้ อุ้มแล้วก็วาง งิ้วจะมีค าอวยพรล้อมวงอวยพรให้ผู้ที่มาขอ ตอนแสดงงิ้วจะมีคนพากย์ มังกรเป็น สัตว์มงคล มีความเชื่อว่าไปเปิดทางปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดี ประทัดในสมัยโบราณเป็นเสียงไม้กระทบกัน ภูตผีปีศาจจะกลัวเสียง ประทัดสื่อว่าเทพเจ้ามาให้ภูตผีวิญญาณออกไป ส่วนมากทางศาลมีธูป บริการแต่ถ้ามีจิตศรัทธาก็น าผลไม้มาไหว้เมื่อไหว้เสร็จก็จะมีการลาแล้วเอาไปเป็นผลไม้ทิพย์ สามารถรักษาโรคได้ ประเพณีการไหว้เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ลาดยาว เดชา สวรรค์วัฒนกุล ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นเวลา 70 ปี ของเซ่นไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่นั้นก็จะเป็น ข้าว คือความอุดมสมบูรณ์ เกลือคือมั่นคง ถาวร ซื่อสัตย์ เจ้าพ่อเจ้าแม่นครสวรรค์ ลาดยาวเป็นอันดับ 2 ของนครสวรรค์ การเชิดมังกรจะมี การเข้าไปทุกบ้าน เข้าบ้านที่ตั้งโต๊ะ การที่จะเข้าไปในบ้านแล้วแต่ว่าจะให้เข้าหรือไม่ให้เข้า บุษบา ศรีเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า การตั้งโต๊ะไม่จ าเป็นต้องตั้งโต๊ะหน้าบ้านแล้วแต่ คนจะตั้งอยู่ที่ศรัทธาอยู่ที่ใจ คนจีนแต้จิ๋วจะมีประเพณีทุกปี มีการโปรยข้าวสารเป็น สิริมงคลเพื่อให้บ้านอยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้านนับถือเจ้าพ่อเจ้าแม่ลาดยาว หลวงพ่อก็นับถือ 58
บทที่ 4 ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ปากน้้าโพ(หน้าผา) 59
ประวัติศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้้าโพ (หน้าผา) ในตลาดปากน้ าโพ มีศาลเจ้าที่คน ไทยเชื้อสายจีนนิยมเคารพกราบไหว้อยู่ สองศาลหลัก คือศาลเจ้าหน้าผา กับศาลเจ้า พ่อแควใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ต้นแม่น้ าเจ้าพระยาฝั่ง ตะวันออก ศาลเจ้าหน้าผามักเรียกกันว่า ศาลเจ้าแม่ หรือศาลเจ้าหน้าผา (ปึงเถ่าม่า) ศาลเจ้าหน้าผามักเรียกกันว่าศาลเจ้าแม่ หรือศาลเจ้าหน้าผา (ปึงเถ่าม่า) ตั้งอยู่ที่ถนน โกสีย์ขึ้นไปทางตอนเหนือตลาดปากน้ าโพ อยู่ริมแม่น้ าปิง ศาลเจ้าแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ เมื่อไหร่นั้นไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แต่เป็นเรื่องเล่ากันต่อ ๆ มาเหตุที่ เรียกว่าหน้าผาเพราะบริเวณที่ตั้งศาลเดิมนั้นอยู่ติดริมตลิ่งของแม่น้ าปิงเป็นโขดหินสูง จึงเรียกว่าหน้าผา จากการสอบถามคนเก่าแก่ที่มีถิ่นพ านัก อยู่ที่ชุมชนบ้านหน้าผา คือ เรไร รังสิภาพรกุล นามสกุลเดิมคือ คงเมือง (พ.ศ. 2448) เล่าว่า ตั้งแต่จ าความได้ก็เห็นมีศาลแล้ว เมื่ออายุได้ 14 – 15 ปีก็เคยมาวิ่งเล่นบริเวณศาลกับเพื่อน ๆ และได้เคยฟังบิดาคือนายศิริ คงเมือง (พ.ศ. 2438 – 2500) นางแกล พวงหุ่น (พ.ศ. 2437 – 2539) ผู้เป็นป้าและยายซึ่งมีที่ดินและบ้านอยู่ติดกับศาลเก่าบอกว่า แต่เดิมนั้นตัวศาลท าด้วยไม้ สี่เสาอยู่ติดกับฝั่งแม่น้ าปิงใต้ต้นฉ าฉา เรียกกันว่าศาลเจ้าพ่อจุ้ย พ่อจุ๊ ตรงศาลเดิมตั้งอยู่ปัจจุบัน เป็นโรงสูบน้ าของเทศบาลนครสวรรค์ อยู่ฝั่งตรงข้ามของบริเวณที่ตั้งศาลเจ้าแม่หน้าผา เมื่อ เทียบกับอายุของนางแกลพออนุมานได้ว่าศาลเจ้าแม่หน้าผา ถ้านับเนื่องจากศาลเจ้าพ่อจุ้ย พ่อจุ๊ น่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2444 ภาพที่ 28 ศาลเจ้าพ่อ - เจ้าแม่ปากน้ าโพ ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ภาพที่ 29 ศาลเจ้าแม่กวนอิม ณ ศาลเจ้าพ่อหน้าผา ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 60
ต่อมาได้มีการย้ายศาลมาอยู่อีกฝากหนึ่งของถนนโกสีย์คือตรงข้ามกับศาลเดิมมา สร้างเป็นอาคารไม้ครั้งแรก นางสุมนา อาชาไนย สกุลเดิม องค์วิศิษฐ์ (พ.ศ. 2483) เป็นลูก สาวของนายเซ่งหมง แซ่อ็ง ร้านเอ็งง่วนเซ็ง ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับศาลเจ้าแม่อาคารไม้ หลังแรกว่า ในสมัยนั้นที่ยังเป็นเด็กพอจ า ความได้ เตี่ยได้มาก่อสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2500 หลายปีจ า พ.ศ. ไม่ได้โดย วันหนึ่งเตี่ยตื่นแต่เช้ามืดแล้วก็ออกจาก บ้านไป หายไปนานจนสายจึงกลับเข้า บ้านแล้วเล่าให้ทุกคนฟังว่าเมื่อคืนฝัน ว่าได้ขึ้นไปทางเหนือเดินไปเรื่อย ๆ พบ หญิงชราท่านหนึ่งยืนกวดใบไม้มากอง รวมกันไว้ มีไม้กวาด มีที่โกย วางไว้หน้าศาลเล็ก ๆ ตื่นขึ้นจึงเดินทางไปตามที่ฝันนั้น ก็ได้พบเห็นทุก อย่างเหมือนในฝัน ท าให้เกิดความประทับใจและเข้าใจว่า เจ้าแม่ท่านคงมาเข้าฝัน ต้องการให้ช่วยบูรณะ เตี่ยจึงคิดจะสร้างศาลโดยเริ่มด าเนินการหาข้อมูล ทราบจาก ชาวบ้านได้อัญเชิญท่านขึ้นมาจากแม่น้ าบริเวณหน้าผามาตั้งไว้ที่ศาล ส าหรับให้ชุมชนใน ละแวกนั้นกราบไหว้บูชา ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก โดยเฉพาะชาวเรือที่แล่นไปมาผ่านหน้า ผาจะต้องกราบไหว้ขอความสิริมงคลเดินทางโดยปลอดภัย เตี่ยได้เริ่มต้นซื้อที่ดินชาวบ้านบริเวณ ที่ตั้งศาลนั้น เพื่อใช้สร้างศาลเจ้าหลังกระทัดรัด ตามก าลังของตัวเองที่จะท าได้จากทุนทรัพย์ ของตัวเองที่จะท าได้จากนั้นไม่นานศาลเจ้า ก็สร้างเสร็จจากทุนทรัพย์ของเตี่ยส่วนหนึ่งและ ของชาวบ้านได้มาร่วมท าบุญอีกส่วนหนึ่ง ภาพที่ 30 ศาลเจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ าโพ (หน้าผา) ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ภาพที่ 31 แปดเซียนศาลเจ้าพ่อหน้าผา ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 61
หลังจากนั้นได้อัญเชิญท่านเข้ามาประทับ ที่ศาลเจ้าแล้ว จึงสรรหาคนที่จะมาอยู่ประจ าศาล ดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้ที่จะมากราบไหว้บูชามี ชาวสวนผัก สวนผลไม้ น าของออกขายก็จะน า ของไปวางถวายเจ้าแม่อยู่เนือง ๆ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยถือว่าหมดภาระหน้าที่แล้ว นาน ๆ เตี่ยจึงจะไปไหว้และดูแลความเรียบร้อยสักครั้ง ภายหลังศาลไม้คับแคบ จึงได้รวบรวมเงินจากผู้ศรัทธา สร้างเป็นศาลปูนราว พ.ศ.2500 ในงานประเพณีแห่เจ้า ประจ าปีสมัยก่อน ๆ นั้นจะมีแห่เพียงปึงเถ่ากงองค์เดียว แล้วตามด้วยริ้วขบวนสาวๆ แบกธงต่อภายหลังถึงได้เชิญ ปึงเล่าม่ามาร่วมด้วยต่อท้ายขบวน ในระยะ 1 – 2 ปีแรก จะมีคนทรงนั่งสามล้อตามากับขบวน ชาวบ้านร้านค้าจะเล่าลือกันว่า เตี่ยท ามาค้าขายดีเพราะบารมีเจ้าแม่ช่วย คุ้มครอง เตี่ยเคยถูกหวยใต้ดิน 3 ตัวบน ตรง ๆ 200 บาท ซึ่งจัดว่าได้เงินก่อนใหญ่ มาก แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่ได้เงินตาม จ านวนที่ควรจะได้ ได้มาเพียงบางส่วน เท่านั้น (หวยนั้นซื้อที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ซื้อที่ ปากน้ าโพ) จากเหตุการณ์นี้ทุกคนจึงเชื่อ ว่าเจ้าแม่ให้ลาภก้อนโตกับเตี่ย จึงเกิด ความเลื่อมใสและกราบไหว้ขอพรจากเจ้า แม่จ านวนมากขึ้น ภาพที่ 32 เสาทีกง (ฟ้าดิน) ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ภาพที่ 33 ภาพวาดเสือ ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 พอมาถึงที่ร้านคนทรงจะลงมาและประทับทรงที่ร้านบอกว่าอยากมาหาลูกชาย จากนั้นจะ กอดเตี่ยแล้วบอกว่าให้เรียกเจ้าแม่ตุ้ย ภาพที่ 34 ภาพวาดมังกร ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 62
ในหนังสือที่ระลึกพิธีเปิดศาลเจ้าพ่อ - เจ้าแม่หน้าผา 10 มกราคม 2535ของมูลนิธิ ส่งเสริมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ– เจ้าแม่ปากน้ าโพ ได้กล่าวถึงประวัติเจ้าแม่หน้าผาว่า ประมาณปี พ.ศ. 2490 สองตายายซึ่งปลูกบ้านอยู่บริเวณศาลเจ้าพ่อจุ๊ยพ่อจุ๊ ได้ฝันเห็นเจ้า พ่อเจ้าแม่มาบอกว่า ท่านอยู่ที่จังหวัดอยุธยาลอยทวนน้ ามาถึงหน้าผาเมืองปากน้ าโพ ถ้าอยากมั่งมีศรีสุขก็ให้เชิญขึ้นมาตั้งบนศาล เพื่อให้ผู้คนได้สักการบูชา เมื่อตื่นขึ้นมาสอง ตายายก็พากันไปดูที่หน้าผาตามความฝัน พบแผ่นไม้จันทร์ด าสลักรูปเจ้าแม่ลอยอยู่ ใกล้ริมฝั่ง จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบน ศาลเจ้ารวมกับเจ้าพ่อจุ๊ยพ่อจุ๊ จากนั้นสองตายายก็เริ่มมีฐานะดี ร่ ารวยประกอบกิจกรรมงานใดก็มักประสบ ความส าเร็จ ตั้งแต่ตั้งแผ่นไม้สลักรูปจ้าวแม่หน้าผาขึ้นประดิษฐานในศาลา ก็มีชาวเรือ ชาวแพ ตลอดจนชาวจีนในตลาดศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ พากันมากราบไว้บูชา จนถึงปีมะโรง พ.ศ. 2495 นายฮวงโพ้ว แซ่ไน้ (พ.ศ. 2426 – 2512) หรือที่ชาวตลาดมัก เรียกว่า อั่งผี่หลงจู้ได้ศรัทธาจัดสร้าง กิมซิง เป็นไม้แกะสลักลงรักปิดทอง ทรงเครื่องแต่ง กายอย่างจีน มือขวาถือไม้ท้าว แทนแผ่นไม้จันทน์และสลักโดยจัดสร้างจาก วัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส) และให้อั่งเต่าซ้งเหล่าซือ โรงเจจี้แซ เป็นผู้เบิกเนตร (ไคกวง) และน ามา ประดิษฐานกับรูปเคารพเดิมที่เก็บจากแม่น้ า ช่วงเวลานั้นศาลเจ้ายังเป็นไม้อยู่ ต่อมา ประมาณ ปี พ.ศ. 2500 ภาพที่ 35 แท่นไหว้เจ้าพ่อ - เจ้าแม่หน้าผา ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ภาพที่ 36 แท่นไหว้เจ้าพ่อ - เจ้าแม่หน้าผา ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 63
ภาพที่ 37 แท่นไหว้เจ้าพ่อกวนอูไท้ส่วยเอี้ย ที่มา : ถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 เจ้าแม่ได้ไปเข้าฝันเถ้าแก่เซ่งหมง ว่าถ้าอยากร่ ารวยเงินทองก็ให้มาสร้างศาลให้ใหม่ เถ้าแก่เซ่งหมง ก็รับด าเนินการสร้างศาลเจ้า โดยขอซื้อที่ดินติดกับศาลเจ้าเดิมจากนางยวง ซึ่งต้องย้ายตามบุตรไปอยู่ที่อื่น เถ้าแกเซ่งหมงได้รวบรวมเงินจากชาวจีนในตลาด มาสร้าง ศาลเจ้าเป็นอาคารศิลปะจีน ติดถนนโกสีย์ ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณปีเศษ ภายใน ภายในศาลเจ้ามีเจ้าแม่หน้าผา หรือที่คนจีนเรียกว่า ปึงเถ่าม่า เป็นเทพประธานเบื้องซ้าย ประดิษฐานเทพกวนเสี่ยตี้กุง (เจ้าพ่อกวนอู) เบื ้องขวาประดิษฐาน เทพเทียนโหวเซียบ้อ (เจ้าแม่สวรรค์) และได้เชิญรูปเคารพเจ้าพ่อจุ๊ยเจ้าพ่อจุ๊ มาประดิษฐานในศาลเจ้าด้วย ภายหลังได้เพิ่มเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ไฉ่สิ่งเอี๊ยคู่กับเจ้าพ่อจุ๊ยพ่อจุ๊ ศาลเจ้าที่เห็นปัจจุบัน เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ ้นใหม่ ในปี พ.ศ. 2535 มีอาจารย์สง่า เป็นผู้ให้ค าแนะน าการสร้าง 64
การตั้งศาลเจ้า สุดารัตน์ โชคสัจจะวาที (2563) ให้สัมภาษณ์ว่าการสร้างศาลนั้นได้รูปแบบมาจาก เมืองจีน และคนจีนแต้จิ๋วนั้นได้เป็นคนก่อตั้งศาลเจ้าพ่อหน้าผาขึ้นมา ศาลที่ใหญ่ ในนครสวรรค์คือศาลเจ้าแม่หน้าผาและศาลเจ้าแม่เทพารักษ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้าแม่ ที่นี่เป็นคนไทยที่มาจากอยุธยาชอบกินหมากดูลิเกมีไม้โบราณลอยน้ ามาแล้วมีวิญญาณ เข้าฝันชาวบ้านว่าอยากมาอยู่ที่นี่เลยน าไม้ที่ลอยน้ ามาสร้างเป็นศาล ภาพที่วาดบนผนังมัก เป็นภาพวิวดอกไม้ผลไม้สัตว์และเซียน การตั้งศาลคือใช้ฮวงจุ้ยคือหันหน้าให้แม่น้ าหันหลังให้ ภูเขา คณะมังกรทองมีสัตว์ประจ าศาลเจ้าคือมังกร การไหว้เทพเจ้า ศาลเจ้ามีงานประเพณีคือสารทจีนทิ้งกระจาด งานเจ งานตรุษจีน เครื่องถวายเป็น กระดาษไหว้เจ้า น้ ามัน ธูปเทียน เทศกาลจะมีผลไม้เป็ดไก่หมู คือ สัตว์ 5 อย่าง ส่วนใหญ่ใช้ 3 อย่าง ผลไม้ส่วนใหญ่ใช้ส้ม หากมีฐานะก็จะถวายผลไม้ 3 อย่าง 5 อย่าง 7 อย่าง 9 อย่าง เป็นเลขคี่ คนที่นับถือเจ้าแม่กวนอิมห้ามกินเนื้อสัตว์ การนับถือเจ้าแม่กวนอิมก็แล้วแต่ ชนชาติว่าจะนับถือ ไม่มีค ากล่าวไหว้เจ้าโดยจะมีธูป 2 ชุดชุดที่ 1 ไหว้ด้านนอกเทวดาฟ้าดิน และเจ้ากวนอิมอีก 1 ชุดไหว้ในศาล ศาลนี้มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เทพารักษ์จ าลอง พระสังขจายไหว้ เรื่องโชคลาภมั่งคั่งร่ ารวยพระศีวรีก็โชคลาภ มีการให้บริการเติมน้ ามันตะเกียง ในอดีตใช้ น้ ามันก๊าซปัจจุบันใช้น้ ามันพืชศาลเจ้าแม่หน้าผาก็ให้เจ้าแม่หน้าผาเป็นประธาน 65
การเลือกองค์สมมติ ทุกวันไหว้พระจันทร์เดือน 8 ของจีนจะมีการคัดเลือกองค์สมมติหากได้รับการ คัดเลือกคนนั้นต้องกินเจจนกว่าจะถึงวันแห่งในการคัดเลือกในปัจจุบันมีการประกาศรับสมัคร โดยมีเกณฑ์คัดเลือกว่าบุคลิกต้องดี นิสัยดี เป็นลูกหลานชาวปากน้ าโพธิ์เท่านั้นและต้องเป็น สาวบริสุทธิ์โดยให้ค าสัตย์ปฏิญาณจากนั้นเหลือ 5 คนเพื่อโยนไม้เสี่ยงทายให้อาม่าเลือกโดย จะมีทั้งตัวจริงและตัวส ารองมีอายุ 16-25ปี และนอกจากนี้ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถวายน้ าชากล่าวไว้ว่าศาลเจ้าพ่อ หน้าผาจะมีการถวายน้ าชาวันละสองรอบนั่นก็คือช่วงเช้าและช่วงบ่าย การขอพรกล่าวไว้ว่า คนที่มาที่นี่มักจะขอพรตามที่ตนเองหวังตามเรื่องที่ตนก าลังเองเดือดร้อนเพื่อเป็นการขอให้กับ ตนเอง การตีระฆังกล่าวไว้ว่าการตีระฆังกับกลองจะตี 12 ครั้ง (ตามปีนักษัตร) ต่อ 1 คน แต่ ส าหรับปีนี้ต้องตี 13 ครั้งเนื่องจากมีเดือน 4 ถึง 2 ครั้งและการอ่านใบเซียมซีกล่าวไว้ว่าใบ เซียมซี 1 ใบ ขอแค่เรื่องไหนให้ดูเนื้อหาในเรื่องที่นั้น 66
67
การแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ าโพ เป็นประเพณีที่ กลายเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครสวรรค์ซึ่ง ปฏิบัติสืบเนื่องติดต่อกันมา การแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ปากน้ าโพ เริ่มครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน ชัดเจนจากค าบอกเล่าของผู้อาวุโสของชาวไหหน าตุ่น แซ่ภู่ ว่าการแห่เจ้ามีมาก่อนที่จะเกิดโรคระบาดโดย สมัยก่อนแห่ทางน้ า ใช้เวลาในการแห่ 2 วัน โดย อัญเชิญรูปจ าลองเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าพ่อกวนอู-เจ้า แม่ทับทิม ประทับบนเกี้ยว แล้วน าลงเรือบรรทุกข้าวหรือเรือบรรทุกไม้ ล่องไปทางตลาดใต้ บ้านตากุ๋ย แล้วอัญเชิญ กลับศาล วันที่สองจะท าการแห่ขึ้นไปทางเหนือ ทางสถานีรถไฟขบวนแห่จะมีเฉพาะองค์เจ้าและ พะโหล่ว ต่อมาเมื่อการคมนาคมทางบกสะดวก จึงได้อัญเชิญออกแห่รอบตลาดปากน าโพได้ น าเอาและศิลปะวัฒนธรรมของชาว ไหหน า คือ การเชิดเสือ พะโหล่ว สาวงามถือโบ้ยโบ้ (อาวุธเจ้า) ไซกี่ (ธง) และ มาร่วมในขบวน ภาพที่ 38 ต้นก าเนิดประเพณีการแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ าโพ ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า 68
จวบจนกระทั้งปี พ.ศ. 2460-2462 เกิดโรค ห่า (อหิวาตกโรค) ระบาด ท าให้ประชาชนล้ม ตายเป็นจ านวนมาก ด้วยเหตุเพราะการแพทย์ การสาธารณสุขสมัยนั้นยังไม่เจริญเท่าที่ควร ชาวบ้านต้องพึ่งพาหม่อตามบ้าน หรือซินแสจีน แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งโรคระบาดได้ ส่วนใหญ่หัน ไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในครั้งนั้นเจ้าพ่อแควใหญ่ (เจ้าพ่อเทพารักษ์) ได้ประทับทรง ท าพิธีรักษา โรคด้วยการเขียน "ยันต์กระดาษ" หรือเรียกว่า “ฮู้” ให้ติดตัวหรือปิดไว้หน้าบ้าน และได้น าฮู้เผา ไฟเพื่อท าน้ ามนต์ไห้ป ระชาชนดื่มกินและ ประพรมรอบตลาด บริเวณใดที่ได้ท าพิธีแล้วก็จะ ใช้ผ้าแดงกั้นไว้ให้ประชาชนผ่านไปมาเส้นทางนี้ ได้ เป็นผลให้การระบาดของโรคหมดไป ความ ศักดิ์สิทธิ์จกปากต่อปากที่เล่าขานและแรง ศรัทธา จึงท าให้มีผู้คนศรัทธามากราบไหว้ เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจากแรงศรัทธานี้ท าให้ทั้งชาวไทย, จีนกวางตุ้ง, จีนแคระ, จีนแต่จิ๋ว ได้เข้ามาร่วมในขบวนแห่ โดย น าเอาศิลปะของตนเข้าร่วมในขบวนแห่ เช่นขบวน สิงโต ขบวนมังกร ขบวนเอ็งกอ ขบวนล่อโก๊ว ฯลฯ และในปี พ.ศ. 2510 ชาวไหหน าได้น าศิลปะการ ร าถ้วยเข้ามาร่วมในขบวนแห่ และได้จัดเป็น ประเพณีที่ได้ถือปฏิบัตินับแต่นั้นมา และตาม บริษัท, ห้าง, ร้านต่างๆได้จัดโต๊ะรับเจ้าทั่วตลาด ปากน้ าโพ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อกิจการและ ครอบครัว ส าห รับวันที่ใช้แห่ในช่ วงที่มีแต่ช าว ไหหน านั้นขึ้นอยู่กับองค์เจ้าพ่อก าหนด แต่เมื่อมี ห ล า ย ก ลุ่ ม ภ า ษ า ม า ร่ ว ม ใ น ข บ ว น แ ห่ คณะกรรมกรศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ ทับทิม แควใหญ่ จึงขอต่อเจ้าพ่อเทพารักษ์ ก าหนดวันที่แน่นอน ซึ่งในครั้งนั้นได้ก าหนดวัน ขึ้น 4 ค่ าเดือนอ้ายของจีน (ก็คือวันที่ 4 โดยให้ เริ่มนับวันที่ก าหนดเป็นวันตรุษจีนตามปฏิทินเป็น วันที่ 1) โดยถือเป็นประเพณีที่ได้สืบทอดและ สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครสวรรค์นับแต่นั้น มาจนทุกวันนี้ ภาพที่ 39 การล่องเรือบรรทุกข้าว บรรทุกไม้ ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า ภาพที่ 40 การแห่เจ้าพ่อเจ้า - แม่ปากน้ าโพ ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า 69
ซึ่งในอดีตขบวนแห่ของชาวไหหน าจะเลือกลูกหลานของชาวไหหน าเข้าร่วมในขบวนแห่ โดยทางคณะกรรมการจะน าส้มพร้อมผ้าเช็ดหน้าและซองอั่งเปาไปมอบให้ที่บ้าน เพื่อให้เข้าร่วม ในขบวนแห่และคนในครอบครัวนั้นๆ จะรู้สึกปลื้มใจที่ได้เข้าร่วมในขบวนแห่โดยถ้าถูกเลือกให้ ถือธงหรือโบยโบ้ บิดามารดาบ้านนั้นๆ จะตัด เสื้อผ้าชุดใหม่ แต่งตัวให้ลูกสาวอย่างสวยงาม ปัจจุบันประเพณีการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่เทศกาลตรุษจีนได้สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด นครสวรรค์เป็นอย่างมาก ซึ่งรูปแบบการจัดงานได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย โดยได้ คัดเลือกชาวตลาดปากน้ าโพเข้ามาเป็นคณะกรรมการจัดงาน หรือที่เรียกว่าคณะกรรมการกลาง โดยการจัดงานในปัจจุบันจะจัดงานในภาคกลางคืนถึง 12 คืน โดยในงานจะจัดให้มีอุปรากรจีน ทั้งไหหน าและแต้จิ๋ว การจัดขบวนแห่ก็ได้จัดให้มีขบวนแห่กลางคืนมีแสงสีที่สวยงาม ซึ่งการแห่ กลางคืนนี้ถือได้ว่าเป็นการแห่ล้างตลาดก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะอัญเชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ออกแห่ ภาพที่ 41 เสือไหหน า ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า 70
เรื่องราวเกี่ยวกับตรุษจีนปากน้ าโพที่สืบต่อกันมาเป็นมุขปาฐะเริ่มต้นว่า ชาว จีนเมื่ออพยพมาที่ใด มักอัญเชิญเทพเจ้าที่ตนนับถือมาด้วย ที่ตลาดปากน้ าโพก็ เช่นเดียวกัน ชาวจีนที่นับถือเจ้าพ่อเทพารักษ์, เจ้าพ่อกวนอู, เจ้าแม่ทับทิม และ เจ้าแม่สวรรค์ เมื่อแรกมีการตั้งศาลเพียงตา ส าหรับเป็นที่ประทับของ เจ้าพ่อเจ้าแม่ โดยตั้งขึ้น 2 ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ าเจ้าพระยา ทิศตะวันออกของตลาดปากน้ าโพ และศาลเจ้าแม่หน้าผา ขึ้นไปทางเหนือของ ตลาดปากน้ าโพ ราว 100 ปีที่แล้ว ตลาดปากน้ าโพเกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ ผู้คนล้ม ตายเป็นจ านวนมาก ชาวจีนในปากน้ าโพได้น าเอากระดาษฮู้ (ยันต์) จากศาลเจ้า ไปเผา แล้วเอาเถ้ากระดาษมาชงน้ าดื่มท าให้หายจากโรคระบาด เป็นที่เลื่องลือไป ทั่ว แต่นั้นมาชาวจีนในปากน้ าโพ จึงอันเชิญเจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกองค์แห่รอบตลาด ในช่วงตรุษจีนของทุกปี จนกลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมานานกว่า 80 ปี ที่จริงการฉลองตรุษจีนในปากน้ าโพนาจะมีมานานแล้ว แต่กลายเป็นงาน คึกคักขนาดใหญ่เมื่อมีการแห่งองค์เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ หลังอหิวาตกโรคระบาด ชาว ปากน้ าโพให้สัมภาษณ์ว่าหากปราศจากการแห่องค์เจ้าพ่อ - เจ้าแม่แล้ว ก็คงไร้ซึ่ง งานรื่นเริงอื่น ๆ เด็ก ๆ มักตื่นตาตื่นใจกับขบวนแห่สิงโต, การเชิดมังกร แต่ ส าหรับคนรุ่นเก่า การแห่บูชาองค์เจ้าพ่อ - เจ้าแม่ เป็นเรื่องส าคัญมากเรียกได้ว่า เป็นจิตวิญญาณของงานเลยทีเดียว หากค านึงถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้วการฉลองตรุษจีนในนครสวรรค์น่าจะ มีมานานทว่าเพิ่งกลายมาเป็นงานใหญ่ของจังหวัดภายหลังเมื่ออหิวาตกโรค ระบาด 71
เนื่องจากท าเลที่ตั้งของปากโพที่เป็นประตูสู่ภาคเหนือ แถมยังเป็นต้นธารของ แม่น้ าเจ้าพระยา แม่น้ าสายเศรษฐกิจส าคัญของไทย ท าให้ปากน้ าโพเป็นชุมชน การค้าที่ส าคัญแต่อดีต เมื่อปากน้ าโพเป็นชุมชนการค้าก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ ประชากร ชนชาติที่มีความช านาญเกี่ยวกับการค้าจะต้องมาชุมนุมกันที่นี่ ชนชาติที่มี ความช านาญเกี่ยวกับการค้าจะต้องมาชุมนุมกันที่นี่ ชาวจีนซึ่งเป็นนายทุนส าคัญของ ไทยจึงรวมตัวอยู่กันที่ชุมชนปากน้ าโพกันอย่างคับคั่ง ปัจจุบันร้านรวมกว่า 70-80% ในตัวเมืองนครสวรรค์ก็ยังสืบต่อเป็นกิจการของชาวไทยเชื้อสายจีน ช่วงรอยต่อระหว่างปลายศตวรรษที่ 19–ต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับยุคปลาย ของราชวงศ์ชิง คนจีนเริ่มหลั่งไหลออกนอกประเทศขนานใหญ่ และหนึ่งในจุดหมาย ปลายทางที่พวกเขาเดินทางมาแบบเสือผืนหมอนใบก็คือ “สยาม” ชาวจีนไหหล า (ไห่หนัน), แต้จิ๋ว (เฉาโจว) ฮากกา (เค่อเจีย) และกวางตุ้ง (กว่างตุง) ล้วนเดินทางมายัง สยาม ทว่าจีนแต้จิ๋วกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ เนื่องจากได้รับการส่งเสริมให้อพยพ เข้ามาสมัยธนบุรี ซึ่งกษัตริย์ไทยสมัยนั้นทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋ว อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ จ.วิลเลียม สกินเนอร์พบว่า ชาวไหหล า เป็นผู้บุกเบิกสยามตอนบนโดยเฉพาะจังหวัดนครสวรรค์ ศาลปากน้ าโพธิคือ สุยเหว่ย เหนียง ซึ่งเป็นเจ้าแม่ที่ชาวไหหล านับถือ ความข้อนี้ตรงกับหลักฐานจารึกจากระฆัง โบราณบริเวณศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม ซึ่งจารึกเป็นภาษาจีนว่า พู่หงเปียว แห่งหมู่บ้านเคอเจี้ยซัน อ าเภอเหวินอี้ (ปัจจุบันคือ เหวินชัง) มณฑลไห่หนัน ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน น ามาถวายในปี ค.ศ. 1870 (พ.ศ. 2413) ปลายราชวงศ์ชิง ตรงกับต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึง สันนิษฐานได้ว่า ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม (แควใหญ่) ต้องสร้างก่อนปี ค.ศ. 1870 แน่นอน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ศาลนี้มีอายุกว่า 130 ปี 72
ชาวไหหล าประสบความล าบากในการแข่งขันกับพวกฮกเกี้ยน,แต้จิ๋ว และ กวางตุ้งในเมืองต่าง ๆ ทว่าด้วยความช านาญทางด้านการประมง การต่อเรือ และ การท าโรงเลื่อย ชาวไหหล าจึงบุกเบิกการค้าบริเวณสยามตอนบนพวกนี้จะไปท า ป่าไม้สักทางภาคเหนือจึงได้เห็นการตั้งโรงเลื่อยของพ่อค้าไม้แปรรูปชาวไหหล าอยู่ ทางเมืองเหนือเช่น ล าปาง และอู่ต่อเรือของชาวไหหล าที่ท่าฬ่อและปากน้ าโพ ขณะเดียวกันการขาดเงินทุน ก็ท าให้ชาวไหหล าหมดโอกาสในการท ากิจกรรมสั่ง สินค้าเข้า และส่งสินค้าออกของกรุงเทพฯ แต่ข้อเท็จจริงประการนี้มิได้เป็น อุปสรรคในการรวบรวมสินค้าพื้นเมือง เพื่อส่งไปขายให้ผู้ส่งออก ดังนั้นชาวไหหล า จึงเป็นพ่อค้าสินค้าพื้นเมืองตามแควต่าง ๆ ของแม่น้ าเจ้าพระยา บริเวณปากน้ าโพนั้นก็เช่นเดียวกันกับ เมืองการค้าอื่น ๆ คือมีประชากรจีนซึ่ง เป็นชนชั้นนายทุนและแรงงานจ านวนมากกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งนายอ าเภอจีนไหหล า, แต่จิ๋วและฮกเกี้ยน ขึ้นดูแลคนจีนใน ปากน้ าโพ ค.ศ.1842 ครั้นรัฐสยามท าสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษในปี ค.ศ.1855(พ.ศ.2398) เศรษฐกิจสยามก็เข้าสู่ เศรษฐกิจระบบตลาด เชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่าง เข้มขั้น ข้าวและไม้สักกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ตลาดโลกต้องการสูง การค้าใน ปากน้ าโพจึงคึกคักเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นชุมทางตลาดข้าว (ร่องรอยที่พอเห็น ได้ในปัจจุบันคือ ท่าข้าวก านันทรง ซึ่งเป็นแหล่งค้าข้าวส าคัญ แม้จะได้ย้ายท าเล เปลี่ยนสถานที่ตั้งมาหลายครั้งทว่าประวัติความเป็นมาที่ยาวนานหลายสิบปี ก็พอ ช่วยให้เห็นความส าคัญของการเป็นศูนย์กลางการค้าข้าว) และที่รวมของแพซุงไม้ สักที่ล่องมาจากภาคเหนือครั้นมีการเปิดสถานีรถไฟปากน้ าโพในปี ค.ศ.1899 (พ.ศ.2442) สินค้าจากกรุงเทพฯ จึงขนส่งมายังนครสวรรค์ได้สะดวกขึ้น การค้าที่ ปากน้ าโพจึงยิ่งคึกคักด้วยนายทุนใหญ่ในสังคมสยาม คือชาวจีนท าหน้าที่เป็น พ่อค้าคนกลาง น าสินค้าอุปโภคบริโภคจากกรุงเทพฯมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกับ ผลผลิตทางการเกษตรในนครสวรรค์ เพื่อน ากลับไปขายในตลาดกรุงเทพฯ 73
ปากน้ าโพจึงกลายเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย จากสภาพดังกล่าวการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในปากน้ าโพจึงน่าจะมีมานานแล้ว ทว่าการฉลองอย่างคึกคักอลังการน่าจะ มาเพิ่มพูนภายหลัง “เมื่อต านาน เจ้าพ่อ–เจ้าแม่รักษาโรคมรณะบังเกิดขึ้น” เนื่องจากคติความเชื่อเบื้องหลังการฉลอง เทศกาลตรุษจีน คือ “การเปลี่ยนผ่านความตายสู่ชีวิตใหม่” ต านานตรุษจีนที่เล่าต่อ กันมาอย่างยาวนานว่าด้วยเรื่อง “เหนียน” สะท้อนความคิดเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน “เล่ากันว่าสมัยโบราณ ในป้าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป้าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัว หนึ่งเรียกว่า “เหนียน” (แปลว่า "ปี" ในภาษาจีน) เหนียนเป็นสัตว์ดุร้ายกระหาย เลือดชอบกินคนแลสัตว์ ชอบออกมาอาละวาดท าร้ายผู้คนในช่วงเวลาที่พวกเขา ก าลังนั่งล้อมวงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และยังแย่งกินอาหารที่ผู้คนหุงหากันไว้ เป็นประจ าทุก ๆ ปี เหตุการณ์ด าเนินไปอย่างนี้ทุกปี กระทั่งปีหนึ่งขณะประชาชนล้อมวงกันเหมือน อย่างเคยเหนียนโผล่ออกมาจากป่า แต่ขณะที่เหนียนวิ่งไล่ขวิดผู้คนเพ่อแย่งอาหาร อยู่นั้น พอดีมีฟืนที่กองไฟระเบิดเปรี้ยงขึ้นมา ลูกไฟกระเด็นเข้าใส่เหนียนท าให้ เหนียนตกใจวิ่งหนีกลับเข้าป่าไป ชาวบ้านจึงรู้ว่าเหนียนซึ่งเป็นสัตว์ดุร้ายกระหายเลือดนั้น ความจริงมันก็กลัวไฟ และกลัวเสียงดัง ในปีต่อมาเมื่อเหนียนโผล่ออกมาอีกผู้คนที่ชุมนุมกันอยู่มากมาย แทนที่จะแตกตื่นวิ่งหนีเหมือนสมัยก่อน กลับพร้อมใจกันส่งเสียงดังอึกทึกต่อมามีคน เจ้าปัญญาคิดว่าแทนที่จะใช้ไฟจริง ๆ ซึ่งบางปีก็ท าให้เกิดไฟไหม้ ท าความเสียหาย ให้มากกว่าเหนียน ซึ่งเป็นสัตว์ร้ายด้วยซ้ า จึงเป็นเป็นใช้กระดาษแดง ผ้าแดง เขียนตัวอักษรด้วยหมึกสีทอง 74
เมโสโปเตเมีย ซึ่งนักดาราศาสตร์สมัยนั้นได้สร้างปฏิทินโดยใช้ระบบนับ 12 เดือน ตามการโคจรของดวงจันทร์(ปฏิทินจันทรคติ ซึ่งจีนก็ใช้ระบบนี้เช่นกัน) มีอายุเก่าถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล การนับระบบเลข 12 จึงเป็นสิ่งที่แพร่ออกจากตะวันออกกลาง เมื่อหลายพันปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักเทพปรณัมศาสตร์สันนิษฐานว่า แต่เดิมใน 1 ปี ปฏิทินของ ตะวันออกกลางมี 13 เดือน และเดือนที่ 13 นั้นเป็นเดือนประหารเจ้าข้าวเจ้าปี กล่าวคือ ในสังคมก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ให้การนับถือสตรีเพศ เป็นผู้ประกอบ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ และเป็นใหญ่ในสังคม เนื่องจากสตรีเป็นผู้ให้ก าเนิดชีวิตอันหมายถึง ความมั่นคั่งอุดมสมบูรณ์ส าหรับสังคมกสิกรรม นางเมืองซึ่งครองราชย์จะเลือกสามีใหม่ ทุกปีชายที่ถูกเลือกสรรจะได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อ อวยเกียรติยศอย่างดี กระทั่งถึงฤดู ใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูกสิกรรมชาวนาเริ่มไถหว่าน “เจ้าข้าวเจ้าปี” จะถูกน าไปฆ่าบูชายัญ แล้วแม่นางเมืองจะน าโลหิตไปโปรยไร่นาเป็นการสังเวยให้เจ้าแม่ดินบังเกิดความ อุดมสมบูรณ์ท านาได้ผล การที่เพศชายถูกก าหนดให้เป็นตัวแทนของเจ้าพ่อฟ้า (ดวงตะวัน) ขณะที่เพศหญิง เป็นตัวแทนของเจ้าดินนั้นส าคัญมาก เพราะเจ้าพ่อฟ้า (ดวงตะวัน) เกิดและตายละครั้ง คือเกิดและเพิ่มพลังในครึ่งแรกของปี (ทักษิณายัน) แล้วอ่อนก าลังจนตายในครึ่งหลัง (อุตรายัน) เรื่องนี้มีอิทธิพลต่อสังคมกสิกรรมที่อยู่ห่างเส้นศูนย์สูตรมาก เพราะฤดูหนาว ดูเหมือน “โลกตาย” เพาะปลูกไม่ได้ ท าให้เกิดความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับความ ตายของเจ้าพ่อปีเก่า และจัดให้เจ้าแม่ดินท้องกับเจ้าพ่อปีใหม่ ด้วยการบูชายัญ หลั่งโลหิตเจ้าพ่อเก่าเพื่อให้เจ้าแม่ดินท้องก าเนินพืชผล เมื่อมนุษย์เจริญก้าวหน้า และเลิกพิธีบูชายัญก็ต้องขจัดเดือนที่ 13 เสีย เพื่อให้เจ้า ข้าวเจ้าปีมีชีวิตรอด และครองราชย์ต่อไปนาน ๆ จนกลายเป็นสถาบันกษัตริย์ที่รู้จักกัน ทุกวันนี้ 1 ปี จึงเหลือเพียง 12 เดือน 75
พิจารณาจากกรอบความคิดวัฏจักรชีวิต การฉลองตรุษจีนปากน้ าโพ ภายหลังอหิวาตกโรคระบาดจึงเป็นเรื่องที่มีความหมายส าคัญ สอดคล้องกับ คติ “การเปลี่ยนผ่านจากความตายสู่ชีวิตใหม่” เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่าน เหนียนที่ชาวบ้านไม่ต้องเสีสละชีวิตบูชายัญอีกต่อไป และเหนียนได้ก าเนิดใหม่ เป็น “ซินเหนียน” จาก “เหนียน” (ปี) ที่แห้งแล้ง, การท าลายล้าง และความ ตายสู่ “ซินเหนียน” (ปีใหม่) ที่อุดมสมบูรณ์เป็นมิตรต่อประชาชน ปัจจุบันการฉลองตรุษจีนปากน้ าโพได้กลายมาเป็นงานใหญ่ของจังหวัด นครสวรรค์ ที่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์และหน้าตาของจังหวัด มหกรรมเชิด สิงห์โต, แห่มังกร,บูชาเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ที่สืบสานมาอย่างยาวนานจึงเอ่อล้นด้วย ชีวิต เรื่องราว และสาระส าคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แม้วันนี้ปากน้ าโพจะไม่คึกคัก เป็นศูนย์กลางการค้าดังแต่ก่อน ทว่า ชุมชนจีนที่ปากน้ าโพยังอุดมด้วยประวัติความเป็นมา และตัวตนความเป็นจีน ที่เย้ายวนชวนค้นหา หากบทความนี้มิได้ถ่ายทอดเสน่ห์, ชีวิต และเรื่องราวหลากสีสันของจีน สยามในปากน้ าโพ ก็ให้ถือว่า “ได้ฟังเรื่องเล่าของลูกหลาน “เจ๊ก” ตัวเล็ก ๆ จากปากน้ าโพ ที่พยายามสืบค้น รากเหง้าและสารที่บรรพชนส่งต่อ ก่อนที่ เรื่องราวเหล่านี้จะเลือนหายไปกับกาลเวลา” ภาพที่ 42 การแห่มังกร ที่มา : เพจ ตรุษจีนปากน้ าโพ 76
วันตรุษจีน เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของ จีนตามวัน ตามวันทางจันทรคติ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดู ใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจับเวลา 1 ปีเป็น 4 ฤดู คือ ชุง แห่ ชิว ตัง วันตรุษจีนจะเป็นวันแรกของฤดูชุงฤดูใบไม้ผลิตรงกับเดือนที่ 1,2,3 ของปี เป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุดคือไม่ร้อนไม่หนาวและไม่มีฝน ภาพที่ 43 เทศกาลตรุษจีนปี 2564 ที่มา : เพจตรุษจีนปากน้ าโพ ตรุษจีน 77
วันตรุษจีนจึงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “วันซุงเจ๋” เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่โบราณ เมื่อหมดหน้าหนาวที่ ท าการเพาะปลูกไม่ได้ มาเข้าฤดูใบไม้ผลิที่อากาศดี จะได้เริ่มต้นท านาท าสวน จึงมีการ บวงสรวงต่อเทพยดา เซ่นไหว้บรรพบุรุษอธิษฐานให้ได้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ให้กิจการ งานก้าวหน้าตรงนี้น่าจะเป็นที่มาของต านานการไหว้เจ้าในวันตรุษจีน ที่เรียกว่า “ง่วง ตั้งโจ่ย” แต่เนื่องจากธรรมเนียมการไหว้วันตรุษจีนจะต่อเนื่องกันมาจากวันไหว้สิ้นปี และมีธรรมเนียมการท าความสะอาดบ้านก่อนหน้าอีกด้วย จึงขออธิบายเป็นเรื่อง สืบเนื่องต่อกันว่าฤดูวันทางจีนจะเป็นแบบจันทรคติ บางเดือนมี 29 วัน เรียกว่าเดือน สั้น หรือบางเดือนมี 30 วัน เรียกว่าเดือนยาว ท าให้เดือน 12 ของแต่ละปี บางครั้งก็มี 29 วัน บางปีก็มี 30 วัน แต่คนไทยจะติดเป็นความเคยชินว่า วันสิ้นปีจะเป็นวันที่ 31 แต่ของจีนจะไม่ใช่ ตรงนี้ต้องระวัง พอใกล้ ๆ จะสิ้นปี ชาวจีนจะนิยมท าความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกว่าหลังบ้าน พานหยากไย่กันแทบทุกซอกมุมครั้นพอถึงช่วงเทศกาล จะมีการหยุดงานหยุดกิจการ การค้าเพื่อท าพิธีไหว้เจ้าที่ ต้องไหว้ 2 วันซ้อน ซึ่งมีไหว้กลางดึกด้วย นอกจากนี้ก็จะได้ ใช้เวลาในช่วงนี้ไปเยี่ยมคารวะผู้ใหญ่ อยากมีที่เคารพนับถือและเที่ยวพักผ่อน จึงมีส านวน “วันจ่าย วันไหว้ วันถือ” ให้ลูกไทยแท้สงสัยว่าวันไหนคือวันไหน ภาพที่ 44 บรรยากาศภายในงานตรุษจีน ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า 78
วันจ่าย วันจ่าย คือ วันก่อนสิ้นปี 1 วันใครจะต้องซื้อหาเตรียมของอะไรแล้วยังไม่เรียบร้อย ก็ให้ท าให้เสร็จในวันจ่ายก่อนที่ร้านค้าจะหยุดยาว ซึ่งในวันนี้รถจะติดยาวในย่าน เยาวราช เพราะเป็นแหล่งที่ชาวจีนนิยมไปซื้อของไหว้และของใช้อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันอาจ มีรถติดตามซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีใครของไหว้เช่นกัน วันไหว้ การไหว้ในสิ้นปี จะเป็นการไหว้เจ้าที่ไหนตอนเช้า ตามด้วยการไหว้การไหว้บรรพบุรุษ ในตอนสาย แล้วไหว้ผีไม่มีญาติในตอนบ่าย ซึ่งการไหว้ผีไม่มีญาตินี้ บางบ้านก็ไม่นิยมไหว้ เซ็นที่บ้านผู้เขียนเอง อาม้าจะไม่ไหว้ผีไม่มีญาติ ส่วนการไหว้วันตรุษจีน เรียกว่า การไหว้วันชิวอิดส าหรับผู้ที่เคร่งธรรมเนียมมาก ๆ เปลี่ยนการไหว้ตามฤกษ์ยามที่ต้องคอยอ่านจาก "แหล่ยิกเท้า" ว่าจะต้องไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภในเวลาอะไร และตั้งโต๊ะไหว้อย่างไร เช่นในปี 2546 ให้ตั้งโต๊ะไหว้ “ไช้ซิ้งเอี๊ย” ที่หน้าบ้านถ้าบ้านมีบริเวณก็ให้ไหว้ที่ กลางแจ้ง แล้วการโต๊ะไหว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ท าพิธีจุดธูปไหว้ระหว่างเวลา 01.00 น.- 02.29 น. การไหว้ไช้ซิ้งเอี๊ยนี้ เพื่อขอพรท่านให้ครอบครัวของเราโชคดีตลอดปี เมื่อตื่นขึ้นมาใน เช้าวันตรุษจีน จึงไหว้บรรพบุรุษ ซึ่ง ทางบ้านนิยมไหว้อาหารเจ ส้มและขนมอี๊ และบาง บ้านที่เคร่งธรรมเนียม ผู้ใหญ่จะกินเจ 1 มื้อ หรืออาจกินเจวันนั้นทั้งวัน ภาพที่ 45 พิธีวันไหว้ตรุษจีน ที่มา : เพจ ตรุษจีนปากน้ าโพ 79
วันถือ วันถือ คือ วันตรุษจีนโดยถือกันว่าใน วันนี้ทุกคนจะพูดและท าแต่สิ่งที่เป็น มงคล เช่น ไม่มีการพูดว่ากัน แต่จะ กล่าวค าอวยพร “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวด ไช้” แปลเป็นไทย คือ ขอให้โชคดีปีใหม่ นั่นเอง การอื่น ๆ ที่นิยมว่าถือกัน เช่น ห้ามจับไม้กวาด หรือห้ามกวาดบ้าน เพราะอาจเป็นการกวาดสิ่งดีๆ ในบ้าน ออกไปแล้วกวาดสิ่งไม่ดีเข้ามา วันถือนี้ บางคนก็เรียก วันเที่ยว ซึ่งคง มาจากธรรมเนียมการแต๊ะเอีย ที่พอ ลูกหลานและลูกจ้างได้เงินแต๊ะเอียที่ เปรียบได้กับโบนัสพิเศษ ก็ไปเที่ยวกัน เช่นเดียวกับเถ้าแก่บางท่านที่ท างาน หนักมาตลอดปี ก็อาศัยช่วงหยุดยาวนี้ไป พักผ่อนหย่อนใจอย่างไรก็ตาม ในวัน ตรุษจีนถือเป็นธรรมเนียมที่จะต้องไปว่า ญาติผู้ใหญ่ เรียกว่า “ไป๊เจีย” และมีการ หิ้วส้มไปแลกเปลี่ยนกัน เพราะส้มนี้มีค า จีนเรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่าโชคดี การ แลกซ่อมจึงมีความนัยว่าเอาความโชคดี มามอบให้แก่กันพร้อมค าอวยพร โดยนิยมกันว่า เราเอาส้ม 4 ผล ใส่ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่มาส่งให้เจ้า บ้าน เจ้าบ้านจะรับไว้ แล้วน าส้ม 2 ผล ของแขกขึ้นมาเปลี่ยนเอาส้ม 2 ผลของที่บ้านผลัดให้แทนบางบ้าน ที่ใช้ขนมอี๊ไหว้เจ้า ก็อ าจมีก า ร เตรียมขนมอี๊ไว้เลี้ยงแขกด้วย คือ ขนมบัวลอยจีน ใช้แป้งข้าวเหนียวนวดจนได้ที่ ผสมสีแดง ซึ่งเป็นสีแห่งมงคล แต่ใส่ นิดเดียวพอให้เป็นสีชมพูดูน่ากินต้ม ใส่น้ าเชื่อม ความกลมนุ่มที่เคี้ยวง่าย ของขนม มีความหมายว่าให้โชคดี คิดท าสิ่งใดก็ให้ง่ายและราบรื่น ส่วนธรรมเนียมการแต๊ะเอียนั้น จะมีเฉพาะบ้านที่มีฐานะดี การให้นี้ คือ น ายจ้างให้ลูกจ้าง กลับให้ กันเองในครอบครัวว่าพ่อแม่ให้ ลูกหลาน แต่ถ้าลูกหลานท างานได้ แล้ว หรือออกเดือนแล้ว ก็จะเป็น ฝ่ายให้พ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่มีฐานะดี ก็มักจะแต๊ะเอีย กลับคืนม าใน จ านวนที่เท่ากัน หรือเพิ่มให้มากขึ้น แต่จะให้เป็นเงินของพ่อแม่เอง ไม่ใช่ เอ าเงินที่ลูกหล านให้ม านั้นให้ กลับคืนมา 80
ด ู ว ั นตร ุ ษจ ี น วันตรุษจีนนั้นคือวันขึ้นปีใหม่ ของจีน เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ของวันจีน ซึ่งจะต่าง กับวันไทยและวันสากลวันสากล คือ วันที่เราใช้กันตามปรกติอยู่ทุกวัน ส่วน วันไทย คือ การดูวันแบบไทยโบราณ ที่ เป็นวันทางจันทรคติ เช่นเดียวกับวันจีน ที่เป็นวันจันทรคติเหมือนกัน ในขณะที่วันของไทยเป็นวันข้างขึ้นข้างแรมเดือนหนึ่งมี 30 วัน ของจีนจะเป็นเดือนสั้นและ เดือนยาว เดือนสั้นมี 29 วัน เดือนยาวมี 30 วัน แต่เมื่อดูในปฏิทินของปี คือ ปี 256 โดยดู ฉบับที่มีวันข้างขึ้นข้างแรม 1 พบว่าวันจีนจะช้ากว่าวันข้างขึ้นข้างแรมในปฏิทินอยู่ 2 เดือนโดย ยกตัวอย่างจากวันไหว้พระจันทร์ว่าตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน เมื่อดูในปฏิทินจะเป็นขึ้น 15 ค่ า เดือน 10 การดูวันตรุษจีนของปีต่อไป ผู้เขียนจึงประเมินง่าย ๆ ว่าดูวันสิ้นปีของปฏิทินสากล 31 ธันวาคม 2535 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ าเดือน 2 ก็คิดจะเป็นวันจีน จะเป็นวันที่ 8 เดือน 12 แต่ปฏิทินสากลที่มีการพิมพ์วันจีนเป็นภาษาไทยด้วยนั้นคิดว่าไม่มี ที่พอหาได้จะมี ปฏิทินสากลที่มีพิมพ์วันข้างขึ้นข้างแรมไว้ให้ เพื่อให้มั่นใจว่าถูก ผู้เขียนจึงไปหาปฏิทิน 100 ปี ที่มีเทียบทั้ง 3 แบบ คือ ไทย สากล จีนก็ปรากฏว่าไปได้หนังสือปฏิทินตามแบบ ภาษาไทย สากล จีน ตั้งแต่พ.ศ. 2446 – 2547 ดังนั้น ส าหรับผู้ที่จะดูก าหนดวันตรุษจีนของปีต่อไปถ้าจะดูสั้น ๆ แค่ปีต่อไป ในแต่ ละปีก็ควรหาปฏิทินที่มีข้างขึ้นข้างแรมมาเก็บไว้นับวันดู แต่ถ้าจะเอาให้แน่ ๆ แม่น ๆ และดูได้ยาวไปเลย ก็ต้องไปหาซื้อปฏิทิน 3 ภาษาดังกล่าวข้างต้นมา ภาพที่ 46 บรรยากาศภายในงานตรุษจีน ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า 81
สุขสันต์วันตรุษจีน เทศกาลที่ส าคัญที่สุดของชาวจีนคือ วันตรุษจีน ในปฏิทินจีนเก่าเรียกวันที่ 23 เดือน 12 ตามจันทรคติจีนว่า "วันตรุษจีนเล็ก" หรือ "วันส่งเทพเจ้าแห่งเตา"ในสมัย โบราณ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกบ้านต่างก็ลงมือเตรียมการฉลองตรุษจีนในอีก 7 วัน ข้างหน้า เชื่อกันว่า คนจีนฉลองวันตรุษจีนกันมานานแล้ว อย่างช้าสุดก็ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว เริ่มแรกอาจเป็นพิธีง่าย ๆ เช่น พิธีบวงสรวงสวรรค์ในวันขึ้น ปีใหม่ (ตามจันทรคติ) เพื่อขอให้ได้รับผลดีในฤดูเก็บเกี่ยว ต่อมาพิธีนี้ก็มีความซับซ้อน มากขึ้น มีเพิ่มเนื้อหามากขึ้นเรื่อย ๆ จาก “วันตรุษจีนเล็ก” การฉลองวันตรุษจีนจะเริ่มเปิดฉากตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12 ตามจันทรคติจีนในสมัยก่อนไม่ว่าในเมืองหรือตามชนบทชาวจีนแต่ละบ้าน นอกจากจะมีพระภูมิเจ้าที่ตั้งไว้ในบ้านแล้ว ยังมีภาพวาดของเทพเจ้าแห่งเตาตั้งไว้ เหนือเตาไฟ ใต้ภาพเทพเจ้าแห่งเตาจะจัดแท่นบูชาด้วยเครื่องเซ่น เช่น ธูป เทียน ผลไม้ และขนมต่างๆ เชื่อกันว่าเทพเจ้าแห่งเตานี้ฑูตสวรรค์ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งมา ประจ าทุกบ้านมีหน้าที่พิทักษ์ดูแลเตาไฟของครัวเรือน ปกป้องคุ้มครอง ภาพที่ 47 หุ่นไฟในงานตรุษจีน ที่มา : หนังสือสมาคมไหหน า 82
ให้บ้านเรือน มีความสวัสดี และสังเกตพฤติกรรมของทุกคนในครอบครัว วันที่ 23 เดือน 12 นี้ เป็นวันที่เทพเจ้าแห่งเตาต้องกลับขึ้นสวรรค์เพื่อรายงานต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ ครอบครัวที่ท่านประจ าอยู่ในปีที่ผ่านมาได้ประพฤติตนอย่างไร เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี อย่างไรบ้าง แล้วเง็กเซียนฮ่องเต้จะวินิฉัยและประทานโชคเคราะห์ของปีต่อมาตามค า รายงาน วันนี้จึงถือเป็นวันตรุษจีนเล็ก หรือเรียกอีกชื่อว่า “วันส่งเทพเจ้าแห่งเตา” ซึ่งมี ความหมายส าคัญมาก เพราะปีต่อมาในบ้านจะมี สภาพเช่นไร ขึ้นอยู่กับเทพเจ้าองค์นี้โดยตรง ก่อนที่ท่านจะกลับขึ้นสวรรค์ไปรายงาน ครอบครัวจึงต้องจัดงานเลี้ยงส่งตอนหัวค่ าวันที่ 23 เดือน 12 อย่างมโหฬารยิ่ง บนแท่น บูชานั้น นอกจากจัดธูปเทียน ผลไม้ และขนมต่างๆ ชุดใหม่แล้ว ยังน าเหล้ากับแกล้ม ขนมข้าวเหนียว ตังเม และขนมหวานที่ท าจากน้ าตาลต่างๆ มาเซ่นไหว้เป็นพิเศษด้วย เพื่อให้เทพเจ้าไป รายงานด้วยค าพูดหวานหูเป็นมงคล เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างจัดเรียบร้อยแล้วก็จะจุดไฟ ให้สว่างทั่วบ้านแล้วหัวหน้าครอบครัวจะน าทั้งครอบครัวคุกเข่าหน้าแท่นบูชาเทพเจ้า แห่งเตา อธิษฐานขอให้เทพเจ้าแห่งเตาเดินทางขึ้นสวรรค์โดยสวัสดิภาพ และรายงานต่อ สวรรค์ให้ดี ๆ รายงานสิ่งดีสิ่งงามของครอบครัวมาก ๆ ถ้ามีสิ่งใดที่ท าให้ท่านไม่พอใจ หรือที่ปรนนิบัติท่านไม่ดีไม่สมบูรณ์พอขอท่านช่วยปิดบังไว้ให้ ขากลับขอท่านน าความสุข ความเจริญมาให้แก่ครอบครัวด้วย ตรุษจีนเป็นเทศกาลแห่งความสุข โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ จะชื่นชอบเทศกาลนี้มาก เพราะนอกจากพ่อแม่จะซื้อหาสิ่งของต่างๆ มาเตรียมการมากมายแล้วพวกเด็กๆ ก็มีของ กินเล่นทุกวัน หลายคนคอยจ้องขนมในงานเลี้ยงส่งเทพเจ้าแห่งเตา โดยเฉพาะตังเม เพราะผลไม้ และขนมต่าง ๆ ซื้อได้ทั่วไป ตังเมนี้สมัยก่อนมีขายเฉพาะช่วงตรุษจีน นับจากวันตรุษจีนเล็กไปอีก 7 วัน ก็จะถึงเทศกาลตรุษจีนภายในระยะนี้ ทุกบ้านทุก ครอบครัวต้องวุ่นอยู่กับการเตรียมงานฉลองตรุษจีนให้พร้อม เช่น ท าความสะอาดบ้าน แม้ภายในบ้านสะอาดดีอยู่แล้ว ก็ต้องเช็ดถูทุกซอกทุกมุมตามประเพณี เพื่อเป็นการขับ เสนียดจัญไรต้อนรับความเป็นสิริมงคลเข้าบ้านในปีใหม่ ต้องเตรียมหมู เป็ด ไก่ล่วงหน้า 83
นอกจากนั้น ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตระเตรียมเป็นต้น ว่าต้องซื้อ ภาพวาดเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น เทพเจ้าฟ้าดิน เทพเจ้าแห่งเตา (เทพเจ้าแห่ง ครัวเรือน) เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพเจ้าเฝ้าประตู ตั้งไว้ตามที่ต่างๆในบ้าน ก่อน ตรุษจีน ทุกบ้านต้องเตรียมภาพเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ไว้ไห้พร้อม พอถึงฤกษ์ยามที่ แน่นอนในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ก็จะเชิญเทพเจ้าเหล่านี้ขึ้นแท่นบูชาโดยปิดภาพไว้ ตามผนังจุดต่าง ๆ ในบ้าน นอกจากภาพวาดเทพเจ้าแล้วยังมีภาพวาดฉลองตรุษจีน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ชนิด หนึ่งวาดเป็นภาพเดี่ยว ส่วนใหญ่วาดภาพดอกไม้ นก ปลา เด็กเล็กซึ่งแต่ละภาพล้วนแฝง ไว้ด้วยความหมายสิริมงคลชนิดหนึ่งเป็นภาพชุด เล่าเรื่องราวต่างๆ หนึ่งชุดมี 16 ภาพ เล่า เรื่องสมบูรณ์ได้เรื่องหนึ่ง เรื่องที่เล่าส่วนใหญ่เป็นนิทานโบราณ หรือเป็นเรื่องงิ้ว หรือเป็น นิทานสุภาษิตสอนใจ รวมทั้ง "โคลงมงคลฉลองตรุษจีน" โคลงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นโคลงคู่ เขียนบนกระดาษสีแดงไว้ติดสองข้างภาพเทพเจ้าแต่ละองค์ ตามประตู หน้าต่างๆ ผนัง ต่าง ๆ ต้องปิดโคลงมงคล โดยจ าแน่กว่าโคลงที่เขียนเนื้อหาอะไร ต้องปิดที่ตรงไหน โคลงมงคลนี้มีเนื้อหาไม่เหมือนกัน และที่บ้านต้องปิดทุกแห่ง เช่น ประตูใหญ่ปิดอย่างหนึ่ง ประตูเรือนปิดอย่างหนึ่ง และหน้าต่าง ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องเด็ก ห้องหนังสือ ล้วน ปิดโคลงมงคลที่มีเนื้อหาต่างกัน ที่กล่าวมานี้ ส่วนใหญ่เป็นโคลงคู่คือ ต้องปิดไว้เป็นคู่ ๆ นอกจากนี้ ยังมีโคลงเดี่ยวปิดตามเสาเรือน ผนังข้างหน้า ผนังข้างหลังแม้แต่คอกสัตว์เลี้ยง คอกวัว คอกหมู เล้าเป็ดเล้าไก่ก็ต้องปิดโคลมงคลที่มีเนื้อหาเฉพาะ คนที่เคร่งครัดประเพณียังต้องซื้อกระดาษที่เขียนตัวหนังสือ “ฝู” (แปลว่า ความสุข สิริมงคล) ให้มากๆ ตัวหนังสือ “ฝู” นี้ เขียนบนกระดาษสี่เหลี่ยมสีแดงมีขนาดใหญ่เล็ก ต่างกัน นอกจากจะปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ แล้ว ตามเครื่องใช้ไม้สอย ตามหีบ ตูโต๊ะ เก้าอี้ก็ต้องปิดตัวหนังสืออีกด้วย นอกจากโคลงกับตัวหนังสือสิริมงคลแล้ว ยังน าเอา กระดาษสีแดงมาตัดเป็นภาพต่างๆ มีสัตว์บ้าง นกบ้าง ดอกไม้บ้าง ภาพคนบ้าง หรือตัด เป็นตัวหนังสือสิริมงคลบ้างภาพกระดาษตัดนี้ส่วนใหญ่ปิดไว้ที่กระจกหน้าต่างและประตู มองได้ทั้งสองด้าน 84
ก่อนจะถึงตรุษจีน แต่ละบ้านจะตกแต่งด้วยสีแดง คนจีนเชื่อว่าภูตผีปีศาจและ สิ่งเสนียดจัญไรล้วนกลัวสีแดง จึงปิดสีแดงทั่วบ้านเพื่อป้องกันรักษาบ้านให้มีความ สงบสุขตลอดปี นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังต้องเตรียมประทัดดอกไม้ไฟชนิดต่างๆ ส าหรับจุดในคืนก่อนตรุษจีน เพื่อสร้างบรรยากาศครึกครื้น และขับไล่ภูตผีปีศาจ นอกจากของที่ซื้อมาจากตลาด แต่ละบ้านยังต้องเตรียมข้าวปลาอาหารต่างๆ ส าหรับกินได้ หลายๆวันในช่วงตรุษจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ว่า ปีใหม่เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์ตลอดปี นอกจากเตรียมอาหารของกินทั่วไป สิ่งที่พิเศษคือ ท าขนมนึ่ง ขนมนึ่งนี้ส าคัญมาก เพราะนอกจากใช้ในบ้านเป็นของเซ่นไหว้เทพเจ้าองค์ต่างๆ และ บรรพบุรุษแล้วยังถือเป็นของขวัญอวยพรมอบให้แก่กันระหว่างเพื่อนบ้าน ขนมนึ่งนี้จึง เป็นของที่แสดงฝีมือนึ่งของแม่บ้านแต่ละบ้านเมื่อน าไปมอบให้แก่กัน มีลักษณะแข่งกัน หรือประกวดประชันกันด้วยขนมนึ่งท าด้วยแป้งสาลี ปั้นเป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปมังกร สิงโต สิง ไก่ ปลา กระต่าย และรูปคน เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ก็จะถึงยามส าคัญคือ เที่ยงคืนวันส่งท้ายปีเก่าทุกๆ ปีตามปฏิทินจะระบุว่า เทพเจ้าแต่ละองค์จะลงสู่บ้านเรือนในยามใดถึงยามนั้น แต่ละบ้าน ก็จะจัดพิธีรับเทพเจ้าทุกองค์ขึ้นแท่นบูชา ซึ่งเป็นพิธีเริ่มฉลองตรุษจีนอันแท้จริง พิธีนี้คือ จุดประทัดดอกไม้ไฟก่อน แล้วปิดภาพเทพเจ้าองค์ต่างๆ ตามจุดที่ก าหนด การเชิญเทพ เจ้าทุกองค์ขึ้นแท่นบูชามีขั้นตอนเหมือนๆ กันคือ น าภาพเทพเจ้ามาปิดเข้าที่ แล้วจุดรูป เทียน จัดผลไม้ ขนมต่าง ๆ ไว้บนแท่นบูชา จากนั้นเจ้าบ้านน าผู้ชายทุกคน ในบ้านคุกเข่า หมอบกราบเทพเจ้าองค์นั้น 3 ครั้ง เพราะแต่ละบ้านมีเทพเจ้ามากองค์ ต้องท าพิธีทีละ องค์ๆพิธีนี้จึงกินเวลาค่อนข้างนาน เมื่อเชิญเทพเจ้าองค์ต่างๆ ขึ้นแท่นบูชาเรียบร้อยแล้วเจ้าบ้านก็จะพาสมาชิก ในครอบครัวมาท าพิธีในบ้าน คือ พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ชาวจีนแต่ละบ้านมีหนังสือล าดับ วงศ์ตระกูลของตน ส่วนใหญ่เป็นแผ่นกระดาษสีแดงที่เขียนชื่อบรรดาบรรพบุรุษ ตามล าดับศักดิ์ โดยท าพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษดังนี้คือ เจ้าบ้านน าสมาชิกครอบครัวทั้งชาย หญิงมาห้องโถง น าหนังสือล าดับวงศ์ตระกูลที่ว่านี้มาแขวนไว้บนกลางผนังด้านหน้า ข้างล่างเป็น โต๊ะบูชาที่ตั้งไว้ก่อนแล้วเมื่อแขวนโคลงคู่แห่งความมงคลไว้สองข้างหนังสือล าดับวงศ์ ตระกูลเรียบร้อยแล้ว ก็จุดธูป เทียน น าผลไม้ ขนมนึ่งรูปสัตว์ 85
ไหว้เจ้า เพื่อเป็นสิริมงคลและน้ามาซึ่งความสุขความเจริญแก่ครอบครัว คนไหหล ำกับกำรไหว้เจ้ำ กำรไหว้เจ้ำเป็น ธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลำนจีนได้ปฏิบัติสืบทอดกัน มำตำมควำมเชื่อที่ต้องไหว้เจ้ำและไหว้บรรพบุรุษ เพื่อให้เป็นสิริมงคล และน ำมำซึ่งควำมสุขควำมเจริญ แก่ครอบครัว ในปีหนึ่งจะมีกำรไหว้เจ้ำ 8 ครั้ง คือ ครั้งที่ วันที่ของจีน (ตามวันทางจันทรคติ) เทศกาล 1 เดือน 1 วัน 1 ตรุษจีน 2 เดือน 1 วัน 15 วันเกิดเจ้ำพ่อเทพำรักษ์ 3 เดือน 3 วัน 4 เช็งเม้ง ลูกหลำนไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย 4 เดือน 3 วัน 13 วันเกิดเจ้ำแม่สวรรค์ 5 เดือน 5 วัน 5 ไหว้ ขนมจ่ำง 6 เดือน 5 วัน 23 วันเกิดเจ้ำพ่อกวนอู 7 เดือน 7 วัน 15 ไหว้สำร์ทจีน 8 เดือน 10 วัน 15 วันเกิดเจ้ำแม่ทับทิม 9 เดือน 12 วันสิ้นปี ไหว้สิ้นปี ศำลเจ้ำพ่อเทพำรักษ์–เจ้ำแม่ทับทิม นครสวรรค์ จะมีกำรจัดงำนเลี้ยงเนื่องวัน คล้ำยวันเกิดของเทพทั้ง 4 คือ เจ้ำพ่อเทพำรักษ์ เจ้ำแม่สวรรค์ เจ้ำพ่อกวนอู และเจ้ำแม่ ทับทิม ตำมล ำดับวันดังกล่ำวข้ำงต้น โดยมีการจัดเลี ้ยงในช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ที่บริเวณบนศาลเจ้าแม่ทับทิม ในเดือน 10 นั้น ในภาคกลางคืนจะมีมหรสพภาพยนตร์ และ การแสดงงิ ้วเพื่อเป็นการ เฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิด 86
ความหมายที่เป็นสิริมงคล เครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้าในศาล วุ้นเส้นยำว (ซี้ฮู้น) หมำยถึง งำนมงคลที่ยืนยำว ควำมยั่งยืนของหมู่คณะ อำยุยืนยำว ส้ม (กำ) หมำยถึง โชคลำภ ส้มเชัง (เส่ง) หมำยถึง เขียว สะอำดตลอด ต้นส้ม มีผลเต็มต้น (กิ๊ด) หมำยถึง โชคนำนัปกำร ส้มโอ ส้มใบใหญ่ (อิว) หมำยถึง มหำโชค ลิ้นจี่ (ไนจี้) หมำยถึง ปรำดเปรื่องคล่องแคล่ว ล ำไย (หลักไง้) หมำยถึง บุตรดี กุลบุตร มะม่วง (ไซเกี้ย) หมำยถึง เงินทอง ทับทิม (อัมโมเจียเล่ำ) หมำยถึง ขอมีบุตร ลูกเต็มบ้ำน ผลท้อ (ห่อจี้) หมำยถึง อำยุยืน สัญลักษณ์แห่งควำมงำมยั่งยืน สำลี่ (ลี) หมำยถึง คล่อง กล้วย (ปะเจียว) หมำยถึง ของดีของหอม แอบเปิ้ล (เพ่งก้วย) หมำยถึง อยู่เย็นเป็นสุข เพ่งอัน ลูกพลับ (ไซเบี้ย) หมำยถึง เงินทอง สับปะรด (เฮียเด่ำ) หมำยถึง มีตำรอบทิศ มีคนคอยช่วยเหลือ มะขำม (ตุ้ยเด่ำ) หมำยถึง มีบำรีน่ำเกรงขำม องุ่น (พู่โท่) หมำยถึง เงินทอง ลูกหลำนมำก ขนมเปี๊ยะ (ดัวเบี้ย) หมำยถึง ครึกครื้น ขนมจินเด (จินเด) หมำยถึง เฟื่องฟู เก่งก้วย (ตับกิ้ม) หมำยถึง ขนมใช้ในงำนมงคลเป็นขนมเจ ใช้ไหว้เจ้ำ ถั่วตัด งำตัด ข้ำวพอง ฯลฯ ตันทับทิม (เจียเล่ำตัว) เป็นต้นไม้ที่สมำรถขจัดสิ่งชั่วร้ำยได้เป็นของสูงใช้ยอดปักบน อำหำรส ำหรับไหว้เจ้ำ เช่น ปักยอดทับทิมบนไก่ เป็ด แพะ เป็นตัน ต้นหม่อน (ไซซิว) ศำลเจ้ำแม่ทับทิม ใช้กิ่งและใบหม่อนประกอบในพิธีมงคล เช่น ใช้ ในกระเบิกพระเนตรเจ้ำแม่ ใช้กิ่งรดน้ ำมนต์เป็นสิริมงคล ศำลเจ้ำ ไหหล ำนิยมปลูกในศำลเจ้ำและที่บ้ำน 87
สัญลักษณ์น้าโชคและความเจริญรุ่งเรือง ชำวจีนมีควำมเชื่อทั้งที่เกิดจำก จินตนำกำรและควำมเชื่อถือโชคลำงแฝงอยู่ มำกมำย โดยเฉพำะอย่ ำงยิ่งในเรื่องที่ เกี่ยวกับสัญลักษณ์น ำโชคแบะควำมเจริญรุ่ง เรื่อง ซึ่งมีพื้นฐำนมำจำกต ำนำน พงศำวดำร ต ำนำนปรัมปรำ วิถีควำมเชื่อดั้งเดิม รวมทั้ง ลัทธิศำสนำทั้ง พุทธ เต๋ำ และขงจื้อ สั ญ ลั ก ษณ์ น ำโ ช ค เ ห ล่ ำ นี้ มี ทั้ง ภำพวำด รูปปั้นเครื่องปั้นดินเผำ เครื่องแต่ง กำย เครื่องประดับ เครื่องตกแต่งบ้ำนเรือน ค ำว่ำ โชคดี ในทัศนะของชำวจีน ไม่ได้ หมำยถึงเฉพำะควำมมั่นคงร่ ำรวยในรูปของ ทรัพย์สมบัติเท่ำนั้น แต่หมำยรวมถึงกำรมี สุขภพพลำน ำมัยที่สมบูรณ์อำยุยืนยำว มีท ำ ย ำท ผู้ ช ำย เอ ำไ ว้ สืบสกุ ลอ ำน ำ จ มีเกียรติยศ ชื่อเสียงรวมทั้งมีชีวิตครอบครัว ที่สงบสุข สัญลักษณ์น ำโชคป ระกอบด้วย เทพเจ้ำ พระโพธิสัตว์ และสัตว์ต่ำงๆ ซึ่งเป็น ตัวแทนจำกทรวงสวรรค์ สัตว์จำกสรวงสวรรค์มี 4 ชนิด คือ มังกร หงส์ กิเลน และเต่ำ ซึ่งถือกันว่ำเป็น สัตว์ที่ทรงอิทธิฤทธิ์ สัตว์ทั้ง 4 เป็นเครื่อง แสดงถึงควำมโชคดี และควำมเป็นมงคล หลำยรูปแบบ มังกร คือสัญลักษณ์แห่งควำม แข็งแกร่งและควำมดีงำม ควำมตั้งใจ และ ควำมอุตสำหพยำยำม ควำมกล้ำหำญและ ควำมอดทน มังกรคือจิตวิญญำณแห่งกำร เปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู แห่งกำรเปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู และยังเป็นพลังแห่งควำมอุดมสมบูรณ์ ของจักรพรรดิอีกด้วยนอกจำกนี้ มังกรยัง เป็นสัญลักษณ์แห่งอ ำนำจอันยิ่งใหญ่ของ จักรพรรดิอีกด้วยหงส์ เป็นสวรรค์ที่เชื่อว่ำ จะปรำกฏตัวในช่วงแห่งควำมสงบสุขและ ควำมเจริญรุ่งเรืองเท่ำนั้น เป็นสัญลักษณ์ ของควำมอบอุ่นแห่งแสงตะวัน ฤดูร้อน และ ไฟ เป็นสัตว์ที่ช่วยให้คู่สมรสมีบุตร กิเลน เป็นสัตว์ที่แสดงถึงลำงที่ดี ควำมมีอำยุยืน ควำมสง่ำงำมควำมร่ำเริงควำมมีชื่อเสียง และควำมฉลำด เชื่อกันว่ำ กำรตกแต่งบ้ำน ด้วยภำพวำดหรือรูปปั้นของกิเลนจะช่วยให้ เ กิ ด ค ว ำ ม เ ม ต ต ำ ก รุ ณ ำ แ ล ะค ว ำ ม เฉลียวฉลำดและส่งเสริมให้ลูกหลำนให้ได้รับ ควำมส ำเร็จ ส ำหรับ เต่ำ แสดงถึงควำมมี อำยุยืน ควำมแข็งแกร่ง และควำมอดทน สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมี อายุยืนนอกจากเต่า และกิเลนแล้ว ยังมี กวาง กระต่ายป่า จักจั่น และนกกระเรียน 88
ส ำหรับสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ กำรให้ควำมคุ้มครองป้องกันได้แก่หมี เสือ ช้ำง และสิงโต คนจีนเชื่อว่ำ หมี เป็น สัญลักษณ์ของควำมกล้ำหำญและแข็งแรง ถ้ำแขวนภำพหมีเอำไว้ใกล้ประตูบ้ำนก็จะ ช่วยขับไล่ขโมย เสือ เป็นสัญลักษณ์ของ ควำมกล้ำหำญและเป็นที่เกรงขำมส ำหรับ ภูติผีปีศำจ ช้ำง เป็นที่ยอมรับถึงควำม แข็งแรงเฉลี่ยวฉลำด และควำมมีไหวพริบ รวมทั้งพละก ำลัง ม้ำ เป็นสัญลักษณ์แห่ง ควำมเร็ว และอุตสำหพยำยำม เสือดำว เป็นตัวแทนของควำมคึกคะนอง และกล้ำ หำญ สิงโต หมำยถึงพละก ำลัง ควำมกล้ำ หำญนอกจำกหงส์และนกกระเรียนแล้ว ยัง มีสัตว์ปีกประเภทอื่นที่นับว่ำเป็นสัญลักษณ์ ของควำมร่ำเริง และควำมสุข ได้แก่ ไก่ฟ้ำ แสดงถึงควำมงดงำมและโชคลำภ นกยูง เป็นสัญลักษณ์ของควำม งดงำมและควำมสง่ำงำม ในสมัยรำชวงศ์ หมิงนิยมแขวนพัดหำงนกยูงระหว่ำงสำมี ภรรยำ คนจีนนิยมน ำมำใช้ในกำรแสดงถึง ควำมองอำจกล้ำหำญสัญชำตญำณแห่งกำร ป้องกันตัวเมีย นอกจำกนี้ คนจีนยังเชื่อว่ำ กำรแขวนภำพไก่ขำวจะช่วยป้องกันภูติผี ปีศำจ ต้นไม้และผลไม้แห่งความมีอายุยืน ของคนจีนมี 4 ชนิด ได้แก่ ไผ่ สน ท้อ และ ส า ลี่ ไ ผ่ มั กใ ช้ แ ทน ศิ ลป ะ ก วี แ ล ะ วรรณกรรมเป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุ ยืน ความยั้งยืนและความคงทนการที่ต้นไผ่ เขียวชุ่มชื่นตลอดปีท าให้เชื่อว่า ต้นไผ่มีมนต์ขลังช่วยปัดรังคราญวิญญาณ ร้าย ไม้ไผ่ที่น ามาท าขลุ่ยและกระดิ่งลมนั้น ถือว่าเป็นทางผ่านของพลังซี่ที่ดี สน เป็น สัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน การปลูกสนคู่ แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันยั่งยืน ท้อ หมายถึงความหอมและบริสุทธิ์ เป็น สัญลักษณ์ส าคัญของการมีอายุไร้ชีวิตชีวา ส่วน สาลี่ ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมี อายุยืนเช่นกัน 89
ดอกไม้ที่คนจีนถือว่ำเป็นสัญลักษณ์ ของควำมสุขและโชคดีได้แก่ ดอกโบตั๋น ดอกเบญจมำศ ดอกพุดตำน ดอกบัว และ กล้วยไม้ ดอกโบตั๋น เป็นดอกไม้ที่งำมสง่ำ และมีค่ำสูงในสำยตำของคนจีน เป็นดอกไม้ แห่งคว ำมร่ ำ รวยและเกีย รติยศ เป็น สัญลักษณ์ของควำมรักควำมผูกพัน ดอก เบญจม ำศ หม ำยถึงคว ำมร่ ำเ ริงและ ควำมสุข กำรใช้ชีวิตอย่ำงสบำยๆ ดอกบัว สงถึงควำมบริสุทธิ์ ควำมส ำเร็จและกำรมี สติ ดอกพุดตำน เป็นสัญลักษณ์ของควำม หอมหวำน ส่วนกล้วยไม้ เป็นตัวแทนของ ควำมรักและควำมละมุนละม่อม ส ำหรับผลไม้น ำโชคของชำวจีน มี อยู่ 4 ชนิด คือ ลูกท้อหมำยถึงควำมเป็น อมตะ ตำมต ำนำนโบรำณของจีนเล่ำว่ำ ต้น ท้อจะออกลูกทุกๆสำมพันปีผู้ที่ได้กินจะมี ควำมเป็นอมตะ ส้ม เป็นผลไม้ที่แสดงถึง ควำมโชคดี ควำมเจริญรุ่งเรืองควำมอุดม สมบูรณ์ ควำมสุข และควำมร่ ำรวย ชำวจีน นิยมน ำส้มมำเป็นของก ำนัลแก่กันในวัน ตรุษจีน ทับทิม เป็นสัญลักษณ์ของกำรมี ลูกหลำนมำกมำย ควำมกตัญญูควำม ซื่อสัตย์เกียรติยศชื่อเสียง และกำรประสบ ควำมส ำเร็จในชีวิต ส่วน ลูกพลับ ที่มีสีสัน สดใสเป็นสัญลักษณ์ของค ว ำม ร่ ำเ ริง เบิกบำน ในด้ำนเทพเจ้ำ เทพสำมองค์อันเป็น ที่เค ำ รพนับ ถื อ แ ละพบ เห็นทั่ วไปใน บ้ำนเรือนคนจีนได้แก่ ฮกลก ซิ่ว (ฝูลู่ โฉ้ว) ฮก เป็นเทพแห่งควำมสุข มักจะตั้งไว้ตรง กลำงและสูงกว่ำเทพอีกสององค์ ลก เป็นเทพเจ้ำแห่งเกียรติยศและควำมมั่ง คั่ง ซิ่ว เป็นเทพแห่งควำมมีอำยุยืน จะถือลูก ท้อไว้ในมือหนึ่งและไม้เท้ำในมืออีกข้ำงหนึ่ง และมักจะมีกวำงอยู่เคียงข้ำงด้วย เทพเจ้ำ ฮก ลก ซิ่ว จะต้องไว้ด้วยกันในห้องอำหำร หรือห้องที่คนในครอบครัวมำชุมนุมกัน กำร มีรูปปั้นของเทพเจ้ำทั้งสำมอยู่ในบ้ำนนับว่ำ เป็นกำรเพียงพอแล้วจึงไม่ต้องมีกำรบูชำ หรือจุดธูปเทียแต่อย่ำงใด สิ่งต่างๆเหล่านี ้คือส่วนหนึ่งของ ความเชื่อของชาวจีนที่สืบทอดกันมาเป็น ระยะเวลาหลายพันปีรวมทั้งในหมู่คนจีน ทั้งหลายที่อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย และ ยังเป็นความเชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตาม เทศกาลตราบอดีตจนถึงปัจจุบัน 90
อ้างอิง สมำคมไหหน ำนครสวรรค์. (ม.ป.ป.). สมาคมไหหน านครสวรรค์. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 มกรำคม 2564 สมำคมไหหน ำนครสวรรค์. (2563). การประชุมไหหน าภาคเหนือสัญจร. สืบคนเมื่อ วันที่ 25 มกรำคม 2564 91
92
93
ชื่อ-สกุล : พิศาล หมู่เผือก อายุ : 29 ปี เพศ : ชาย ต าแหน่ง : กรรมการศาลเจ้าพ่อลาดยาว สถานที่ให้สัมภาษณ์: ตลาดลาดยาว วัน/เดือน/ปีที่ให้สัมภาษณ์ : 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เริ่มการสัมภาษณ์เวลา : 15.45 น. จบการสัมภาษณ์เวลา : 16.04 น. ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ชื่อ-สกุล : พิชิต ตราทองก้อน อายุ : 78 ปี เพศ : ชาย ต าแหน่ง : ผู้ดูแลศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม สถานที่ให้สัมภาษณ์: ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม วัน/เดือน/ปีที่ให้สัมภาษณ์ : 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เริ่มการสัมภาษณ์เวลา : 14.34 น. จบการสัมภาษณ์เวลา : 15.06 น. ชื่อ-สกุล : สุดารัตน์ โชคสัจจะวาที อายุ : 64 ปี เพศ : หญิง ต าแหน่ง : ผู้ดูแลศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่หน้าผา สถานที่ให้สัมภาษณ์: ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่หน้าผา วัน/เดือน/ปีที่ให้สัมภาษณ์ : 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เริ่มการสัมภาษณ์เวลา : 16.41 น. จบการสัมภาษณ์เวลา : 17.26 น. 94