เนื้อ นื้ เยื่อ ยื่ พืช พื Plant tissue นางสาวประทุม ทุ คำ นาค กลุ่ม ลุ่ สาระการเรีย รี นรู้วิ รู้ วิ ทยาศาสตร์แ ร์ ละเทคโนโลยี โรงเรีย รี นบุญวัฒนา
เนื้อเยื่อพืช (Plant tissue)
แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามความสามารถในการแบ่งตัว ตั ของเนื้อเยื่อเป็นหลัก ลั คือ คื เนื้อเยื่อเจริญ ริ (meristematic tissue) และเนื้อเยื่อ ถาวร(permanent tissue) 1. เนื้อเยื่อเจริญ ริ (meristematic tissue) ประกอบ ด้วยกลุ่ม ลุ่ เซลล์ที่มีผ มี นัง นั บางและสามารถแบ่งเซลล์แบบ ไมโทซิส เนื้อเยื่อพืช (Plant tissue)
เนื้อเยื่อพืช Plant tissue parenchyma cell sclerenchyma : fiber sieve tube member meristemetic tiissue sclereid
เนื้อเยื่vเจริญ จำ แนกตามตำ แหน่งที่พบ 1. เนื้อเยื่อยื่เจริญริส่ว ส่ นปลาย (apical meristem) อยู่ บริเริวณปลายราก และปลายยอดของพืชพืเมื่อมื่แบ่ง บ่ เซลล์จะ ทำ ให้ร ห้ ากและลำ ต้นยืดยืยาวออกไป เซลล์เหล่านี้จะมีคมีวาม เข้ม ข้ ข้น ข้ ของสารภายในค่อนข้า ข้ งมากมองเห็น ห็ สีเสีข้ม ข้ 2. เนื้อนื้เยื่อยื่เจริญริเหนือนืข้อ ข้ (intercalary meristem) อยู่บ ยู่ ริเริวณเหนือนืข้อ ข้ หรือรืโคนของปล้อง ช่ว ช่ ยให้ปห้ ล้อง ยาวขึ้นขึ้พบในพืชพื ใบเลี้ยงเดี่ย ดี่ วบางชนิดนิเช่น ช่ ไผ่ อ้อย ข้า ข้ ว หญ้า ญ้ เป็น ป็ ต้น
เนื้อเยื่อเจริญ 3. เนื้อนื้เยื่อยื่เจริญริด้า ด้ นข้า ข้ ง (lateral meristem) จะแบ่ง บ่ ตัวออกทาง ด้า ด้ นข้า ข้ ง ทำ ให้ร ห้ ากและลำ ต้นขยาย ขนาดขึ้นขึ้พบในพืชพื ใบเลี้ยงคู่ทั่ คู่ทั่วทั่ ไป และพืชพื ใบเลี้ยงเดี่ย ดี่ ว บางชนิดนิเช่น ช่ หมากผู้หผู้ มากเมียมีจันจัทน์ผน์า เป็น ป็ ต้น เนื้อนื้เยื่อยื่เจริญริชนิดนินี้ เรียรีกอีกอย่า ย่ งหนึ่งนึ่ว่า ว่ แคมเบียบีม (cambium) ถ้าอยู่ใยู่ นกลุ่มลุ่ของท่อลำ เลียงจะเรียรีกว่า ว่ วาสคิวลาร์ แคมเบียบีม (vascular cambium) และ ถ้าอยู่ถั ยู่ ถัดจากชั้นชั้เยื่อยื่บุผิวผิรากและลำ ต้นเข้า ข้ไปจะเรียรีกว่า ว่ คอร์กร์แคมเบียบีม (cork cambium)
เนื้อเยื่อพืช Plant tissue
เนื้อเยื่อถาวร 2. เนื้อนื้เยื่อยื่ถาวร (permanent tissue) ประกอบ ด้วยกลุ่มลุ่เซลล์ที่ปกติจะไม่มี ม่ กมีารแบ่ง บ่ เซลล์อีกแล้วโดย เซลล์เหล่านี้เ นี้ จริญริเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อนื้เยื่อยื่เจริญริ ประกอบด้วยกลุ่มลุ่เซลล์ที่มีรูมีปรูร่า ร่ งและหน้า น้ ที่ต่างๆ กัน แบ่ง บ่ ออกได้เป็น ป็ 2 ประเภทคือ 2.1 เนื้อนื้เยื่อยื่ถาวรเชิงชิเดี่ยว (simple permanent tissue) ประกอบด้ว ด้ ยกลุ่มลุ่เซลล์ชนิดนิ เดียวกัน ทำ หน้า น้ ที่อย่า ย่ งเดียดีวกัน แบ่ง บ่ ได้ห ด้ ลายชนิดนิ ตามหน้า น้ ที่และส่ว ส่ นประกอบภายในเซลล์ ได้แก่
เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน เนื้อนื้เยื่อยื่ถาวรเชิงชิเดี่ย ดี่ ว แบ่ง บ่ เป็น ป็ 2 ประเภท 1. เนื้อนื้เยื่อยื่ป้อ ป้ งกัน (Protective tissue) ทำ หน้า น้ ที่ป้อ ป้ งกันอันตราย ป้อ ป้ งกันการสูญสูเสียสีน้ำ มี 3 ประเภท 1.1 เอพิเพิดอร์มิร์สมิ (Epidermis) 1.2 คอร์กร์ (Cork) 1.3 เฟลโลเดิร์ดิมร์ (Phelloderm) 2. เนื้อนื้เยื่อยื่พื้นพื้ (Ground Tissue) ได้แ ด้ ก่ 2.1 พาเรงคิมา (Parenchyma) 2.2 คอลเลนคิมา (Collenchyma) 2.3 สเคลอเรงคิมา (Sclerenchyma) 2.3.1 ไฟเบอร์ (Fiber) 2.3.2 สเคลอรีดรีหรือรืสโตนเซลล์ (Sclereid or Stone cell) 2.4 เอนโดเดอร์มิร์สมิ (Endodermis)
เนื้อเยื่อพืช Plant tissue
เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน 2. เนื้อนื้เยื่อยื่ถาวรเชิงชิซ้อ ซ้ น (complex permanent tissue) เป็น ป็ เนื้อนื้เยื่อยื่ที่ประกอบด้ว ด้ ยเซลล์หลายชนิดนิ ทำ งานร่ว ร่ มกัน คือ เนื้อนื้เยื่อยื่ลำ เลียง (vascular tissue) ซึ่งซึ่แบ่ง บ่ เป็น ป็ ไซเลม และโฟลเอ็ม 2.1 ไซเลม(xylem) ทำ หน้า น้ ที่ลำ เลียงน้ำ และแร่ธ ร่ าตุปตุระกอบด้ว ด้ ยเซลล์ 4 ชนิดนิคือ 1) ไซเลมพาเรงคิมา (xylem parenchyma) เป็น ป็ เซลล์ชนิดนิเดียดีวกับที่อยู่ใยู่ นชั้นชั้คอร์เร์ท็กและพิธพิทำ หน้า น้ ที่สะสมอาหารพวกแป้ง ป้ 2) ไซเลมไฟเบอร์ (xylem fiber) เป็น ป็ เซลล์รูป รู ร่า ร่ ง ยาวเรียรีว มีคมีวามเหนียนีวแข็ง ข็ แรงแทรกอยู่ใยู่ นไซเลม
เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน 3) เทรคีด (tracheid) เป็น ป็ เซลล์รูปรูร่า ร่ งยาวเรียรีว ปลายเซลล์ที่มาต่อกันจะเหลื่อมกันเล็กน้อ น้ ยเมื่อมื่เจริญริเต็ม ที่เป็น ป็ เซลล์ที่ตายแล้วจะมีสมีารพวกลิกนินนิมาพอกเป็น ป็ รูปรู ต่างๆ แต่บางแห่ง ห่ เป็น ป็ รูเรูรียรีกว่า ว่ “พิธพิ ” ทำ หน้า น้ ที่ลำ เลียงน้ำ และแร่ธ ร่ าตุ พบในไซเลมของพืชพืที่มีท่มี ท่ อลำ เลียงชั้นชั้ต่ำ ตั้งตั้แต่หวายทะนอยจนถึงพวกจิมจิ โนสเปิร์ปิมร์ ทำ หน้า น้ ที่ให้ค ห้ วามแข็ง ข็ แรงแก่ไซเลม 4) เวสเซล (vessel member) ลักษณะคล้ายเทร คีด คือเมื่อมื่เซลล์โตเต็มที่แล้วจะตาย ทำ หน้า น้ ที่ลำ เลียงน้ำ และเกลือแร่
เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน 2.2 โฟลเอ็ม (phloem) ทำ หน้าที่ลำ เลียงอินทรียสารจากใบไปยังส่วนต่างๆของ พืชประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด คือ 1) โฟลเอมพาเรงคิมา มีอยู่ในโฟลเอ็มเช่นเดียวกับไซเลม 2) โฟลเอมไฟเบอร์ เป็นเส้นใยทำ ให้โฟลเอ็มแข็งแรง 3) ซีฟทิวบ์ (sieve tube member) เป็นเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ รูปร่างยาวทรงกระบอก ด้านสุดปลายทั้งสองของเซลล์มี ลักษณะเสี้ยม บริเวณนี้มี แผ่นรูพรุนอยู่ด้วยเรียกว่า ซีฟเพลต (sieve plate) เมื่อเซลล์เจริญเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียสไปแต่ เซลล์ยังมีชีวิตอยู่ 4) คอมพาเนียนเซลล์ (companion cell) เป็นเซลล์ ขนาดเล็กอยู่กับซีฟทิวบ์เมมเบอร์ ทำ หน้าที่ช่วยเหลือซีฟทิวบ์ เมมเบอร์ ซึ่งไม่มีนิวเคลียสแล้ว
ระบบเนื้อเยื่อพืช 1. เนื้อเยื่อผิว (dermal tissue) - epidermal cell : เซลล์ผิว 2. เนื้อเยื่อพื้น (ground tissue) - cortex : ชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่าง epidermis กับ vascular tissue - endodermis : ชั้นในสุดของ cortexในราก ประกอบด้วยเซลล์ที่มีสาร suberin สะสมที่ผนังเซลล์ 3. เนื้อเยื่อลำ เลียง (vascular tissue) - pericycle : เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของ vascular tissue ในราก - xylem : เนื้อเยื่อลำ เลียงน้ำ - phloem: เนื้อเยื่อลำ เลียงอาหาร (น้ำ ตาล)