ปณิธานของหลวงพอ่ ปัญญานนั ทะภิกขุ
ปฏวิ ตั คิ วามงมงาย
เลิกเช่ือไร้เหตุผลพ่ึงตน
และพ่งึ ธรรม...
คานิยม
สร้างพระไวใ้ จใจ สง่ิ นีถ้ ือวา่ เป็น พระแท้
เพราะเราปลกุ เสกของเราเอง ไม่ตอ้ งใหค้ น
อ่นื ปลกุ เสกให้ อนั นีค้ อื ความหมายอนั
แทจ้ รงิ
คานิยม
ความทกุ ขถ์ ือเป็นภาวะทาง
จิตใจดา้ นในรา่ งกายของคนเรา
ซง่ึ มองไมเ่ หน็ เป็นตวั ตน แตเ่ รา
สามารถท่ีจะดแู ลและสรา้ งใน
ความสขุ โดยการคดิ เชิงบวก ทงั้
ตอ่ ตวั เราเองและสง่ิ รอบๆตวั เรา
โดยเราตอ้ งมปี ัญญาเป็นตวั นา
และตงั้ ม่นั ในความสขุ คิดดี ทาดี
และสรา้ งพลงั และเสรมิ แรง
บนั ดาลใหก้ บั เรา
รายนามสมาชิกกล่มุ 2
• นายกมลชยั กิตตทิ รพั ย์ 64205404 32 002
• นางศริ ญิ าณีย์ สารชยั 64205404 32 004
• พระกิตตศิ กั ดิ์ สมแกว้ 64205404 32 007
• นายจารกึ ปัญญาแปง 64205404 32 010
• นายไพบลู ย์ พรนรงั สรรค์ 64205404 32 026
พระพรหมมังคลาจารย์ (ป่ัน ปทุมุตฺตโร)
หรือทรี่ ู้จกั กันท่วั ไปว่า หลวงพอ่ ปัญญานันทภกิ ขุ
ทา่ นเป็ นทรี่ ู้จักในฐานะพระสงฆผ์ ู้ปฏริ ูปแนวทางการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา
ของพระสงฆไ์ ทย
• หลวงพ่อปัญญานันทะ พระสงฆ์รูปแรกที่กล้าปฏิวตั ิ
ความงมงายในส่ิงท่ีเหลวไหล ส่ิงไร้สาระ และเรื่องไสย
ศาสตร์ โดยสอนให้เลิกเช่ืออย่างไร้เหตุผลหันมา
พ่ึงตนเองและพ่ึงธรรม เช่น ในเร่ืองเกี่ยวกับเคราะห์
กรรม เรื่องเก่ียวกบั ฤกษย์ าม ในเร่ืองการนบั ถือเทพเจา้
หรือนบั ถือศาสนาพระภูมิ ตลอดจนความเช่ือในมงคล
ตื่นข่าว โดยไดน้ าหลกั ธรรมพุทธศาสนามาใชเ้ ป็ นหลกั
พิจารณาในการตดั สินใจ อนั ไดแ้ ก่หลกั กาลามสูตร
• เป็นตน้
ของทไ่ี ม่ดี…. ถ้าปล่อยให้มมี ากเกนิ ไปนานหนักเข้ากจ็ ะเอาไม่อยู่
บางทจี งึ ต้องการปฏิวตั ิกนั เสียบ้าง
เพ่ือชะล้างความไม่ดใี ห้หมดไปเสียคราวหนึ่ง เมื่อความงมงายเป็ นของไม่ดี
ชาวพทุ ธเราจึงต้องทาการ “ ปฏิวตั ิความงมงาย ”
ปฏิวัติ หมายถึง การหมุนกลับ,การเปลี่ยนออกอย่างถอนรากถอนโคน ถ้าไปอย่างภาษา
ชาวบ้านก็คือ การเปลี่ยนแปลงมากมือเป็ นหลังมือ โดยปกติเป็ นคาที่ใช้ในความหมายบอกคือ
จากไม่ดีไปสู่ดี เปลี่ยนจากแย่ไปสู่คุณภาพ เป็ นเจ้าความโง่ไปสู่ปัญญา เปลีย่ นจากมืดมนไปส่ง
สว่างไสว
ความงมงาย หมายถึง ความหลงเช่ือโดยไร้เหตุผลหรือโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นหรือ
เหตุผลของผู้อ่ืน ตัวอย่างของความงมงายมีอยู่มากมายยกมาแสดงเป็ นตัวอย่าง เช่น ความเช่ือ
ในเรื่องโชคดโี ชคร้าย เชื่อในรางดลี างร้าย เช่ือในข้อดขี ้อร้ายเร่ืองบงั เอญิ เช่ือใน เร่ื องดวงดี
ดวงร้าย ไหว้ของขลงั สิ่งศักด์สิ ิทธ์ิ
• ตัวอย่างของความงมงายมีอยู่มากมาย ยกมาแสดงเป็ นตัวอย่าง เช่น ความ
เช่ือในเรื่องโชคดีโชคร้าย เช่ือในลางดีลางร้าย เชื่อเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย
เรื่องบังเอิญ เชื่อในเรื่องดวงดีดวงร้าย ไหว้ของขลังส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ เชื่อใน
เทพเจ้า สิ่งคลบันดาล พระภูมิเจ้าท่ี ผีบ้าน ผีเรือน ความเชื่อท่ีซัดทอดแต่
กรรมตะพดึ ตะพือ ความเช่ือเรื่องเวทย์มนต์คาถาอาคม นะหน้าทอง เสน่ห์
ยาแฝด ความเช่ือทางโหราศาสตร์และยึดติดพึ่งพาจนเลยเถิดไป เหล่านี้
ล้วนจัดเป็ นความงมงายท้ังสิ้น แม้แต่ความเชื่อด่ิงลงไปว่าเทคโนโลยี
เท่าน้ันเป็ นทางรอดของมนุษย์ความลุ่มหลงในคอมพิวเตอร์เป็ นต้นน่ีก็
นับว่าเป็ นความงมงายเหมือนกนั
• ไสยศาสตร์ คือ วิชาทางสายไสยเวท โดยเป็ นเรื่องของเวทย์มนต์คา อันมีมาจาก
ศาสนาพราหมณ์( ฮินดู) แต่ในปัจจุบันไสยศาสตร์มีความหมายครอบคลุมรวม
ไปถงึ ความงมงายทุกชนิด เช่น ความล่มุ หลงในเทคโนโลยตี ่างๆ
• มารวมกันเป็ น ปฏิวัติความงมงาย หมายความว่า ทาให้ความงมงายหมดไป
เปลย่ี นความงมงายให้เป็ นความรู้ความความสว่าง
• คราวหน่ึงท่านประกาศว่า…. จุดมุ่งหมายการเทศน์ก็เพ่ือให้นาธรรมะไปปฏิบัติและ
ข้อความคิดให้ถูกต้อง อกี คราวหนึ่งท่านประกาศว่า…. มีจุดมุ่งหมายสาคัญอยู่ที่ต้องการ
จะชี้แจงท่านท้งั หลายเข้าใจข้อธรรมะอนั เป็ นแนวทางปฏิบัติ ซ่ึงเราได้ศึกษาเข้าใจแล้วนี้ ไป
เป็ นข้อปฏิบัติแก้ไขปัญหาชีวิตประจาวัน ฟังแล้วเอาไปคิดไตร่ตรองให้เข้าใจชัดเจนแจ่ม
แจ้งย่ิงขึน้ และขอให้ลงมือปฏิบัติตามแนวทางน้ันๆเพ่ือจะให้เข้าถึงธรรมะคือความบริสุทธ์ิ
การเข้าถึงความบริสุทธ์ิ ก็หมายความว่า เราเข้าถึงความเป็ นพุทธะ เราเองก็มีพระพุทธเจ้า
อยู่ในใจ มีพระธรรมอยู่ในใจ มีพระสงฆ์เกิดขึ้นในใจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะ
เกดิ ขึน้ แก่เราได้กโ็ ดยวธิ ีการอย่างนี้
• ขอให้ญาติโยมท้ังหลายเข้าใจไว้ด้วย เด๋ียวจะคุยไปว่ามาฟังท่านปัญญานันทะพูดทีไร
เห็นแต่พูดติเรื่องน้ัน ติเรื่องนี้ ด้วยประการต่างๆ ไม่มีพระองค์ใดเขาเทศน์เทศน์ว่า แต่
มาฟังท่านปัญญานันทแล้วก็ติว่าในเร่ืองน้ันบ้างเร่ืองนีบ้ ้าง เช่น ไม่ให้ไหว้พระภูมิบ้าง
ไม่ให้เธอโชคร้าย เธอผสี างอะไรเป็ นต้น
• ขออย่าคิดให้มากในเร่ืองอย่างนี้ การท่ีอาตมาพูดไปในรูปเช่ นน้ัน พูดด้วยความ
ปรารถนาดี พูดไปตามทศั นะของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะว่าท่ีอาตมาเทศนาส่ังสอน
ทุกคร้ั งทุกคราวน้ัน เป็ นการทางานในการเผยแผ่ สั จธรรมคาสอนในทาง
พระพุทธศาสนา ให้ญาติโยมพุทธบริษัทได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้เทศน์เพียง
เพื่อให้โยมชอบใจ ให้โยมสบายใจ แต่ต้องการท่ีจะแก้ไขอะไรบางส่ิงบางประการ อัน
เป็ นความคิดเห็นท่ีผิดจากพระพุทธศาสนา การกระทาอย่างนีก้ ็นับเป็ นหน้าท่ีอันหนึ่ง
ของพทุ ธบริษทั
• พระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าถูกปกปิ ดไว้ด้วยส่ิงที่เรียกว่าเนื้อร้ายไม่รู้ว่า
อะไรเป็ นเนื้อแท้ อะไรเป็ นคาสอนในทางพระพุทธศาสนา อุดมการณ์ของท่าน
ปัญญานันทะไปในทางอย่างน้ัน เพื่อกะเทาะเอาเปลือกของธรรมะทไ่ี ม่เป็ นธรรม
มะออกไปให้เหลือแต่กลับแท้เป็ นประโยชน์แก่ญาติโยมท้ังหลายต่อไปในกาล
ข้างหน้าเท่าน้ันเอง
• ชาวพทุ ธเราต้องเป็ นคนใจกล้า ความขลาดไม่กล้าพดู ความจริง ไม่ใช่วสิ ัยของลูกตถาคตผ้รู ู้ความจริง
ภิกษุเราท่ีอาศัยผ้าเหลืองของพระพุทธองค์ แต่ไม่ได้ทากจิ ของพระพุทธศาสนา กม็ ีสภาพประดุจตัวตัวเสฉ
วน ตัวเสฉวนน้ันปูชนิดหน่ึงเกิดที่ริมทะเลน้าเค็มมันชอบกินหอยเป็ นอาหาร ถ้ามันจะปล่อยได้แล้วมันกิน
เลย พอกนิ หมดแล้วกอ็ าศัยเปลือกหอยน้ันเป็ นเรือนอยู่คลานปะปนไปกบั พวกหอยอกี พอหอยเผลอกจ็ ับกนิ
เสียอีก ตัวเสฉวนไม่ใช่หอย แต่มันอาศัยอยู่ในเรือนร่างของน้อยเพื่อทาลายหอยต่อไป ฉะน้ันพวกพระ
ประเภทตัวเสฉวนน้ันก็เป็ นพระประเภททาลายพระศาสนา เขาอาศัยชื่อเสียงของพระรัตนตรัยไปทาพิธี
เสกอะไรต่างๆนานา ทาคนท้งั หลายหลงผดิ เข้าใจผดิ หารู้ไม่ว่าตนกาลงั ทรยศต่อพทุ ธธรรมอย่แู ล้ว
• เรื่องแรกทีเดียวคือขาดการศึกษา ไม่รู้จริงในคาสอนของ
ศาสนาท่ีตนนับถือ เป็ นคนขลาดไม่ยอมคิดพ่ึงตน ตาม
แบบของผปู้ ระพฤติธรรม แต่ชอบเอาส่ิงภายนอกมาเป็น
ท่ีพ่ึง ต่อมาก็อาจมีเหตุการณ์หรืออิทธิพลบางอย่างเขา้
แทรกแซงทาใหเ้ กิดการยงุ่ ในวงของพระศาสนาก็เป็นได้
• เมอ่ื ข้าพเจา้ ไปเทยี่ วประเทศศรีลังกาก็ไดพ้ บวา่ ตามวัดพุทธทุกแหง่ มีศาลาหลังน้อยทาอย่างดี
ถามได้ความว่าเป็ นศาลพระวษิ ณุ พระเจา้ องคห์ นึ่งในศาสนาพราหมณ์ ถามต่อได้ใจความวา่ ในสมัย หนึ่ง
พระราชาของลังกาเป็ นชาวทมฬิ นับถอื ศาสนาพราหมณน์ ิกายพระวษิ ณุ ในเวลาทพี่ ระราชาไปวัดก็พา
พระราชนิ ีไปดว้ ย พระราชนิ ีปรารถนาจะไหวพ้ ระวษิ ณุ เลยตอ้ งสร้างศาลพระวษิ ณุไวด้ ้วย “เจ้าว่างาม
กง็ ามไปตามเจ้า ใครเล่าจะไม่งามตามเสดจ็ ” ชาวบ้านกเ็ กดิ นับถอื ตามและพลอยไหวก้ ันใหญ่…
• ในปัจจุบนั เพอ่ื นๆร่วมชัน้ เรียนพบเจอสงิ่ เหล่านีห้ รือไม่ และเคารพ นับถอื ศรัทธา มากหรือน้อยเพยี งได
• สมัยนีเ้ ป็ นสมยั ของการสร้างวตั ถุ วดั ทว่ั ไปแข่งขนั สร้างโบสถ์วหิ ารศาลากุฏิ และอะไรต่างๆ
บางแห่งสร้างพอดีกับทุน บางแห่งสร้างเกินทุน จึงต้องเงินด้วยวิธีการแปลกๆ เช่นใบ
เซียมซีเสี่ยงทายเพราะอยากได้เงินมาบารุงพระพุทธศาสนาแต่กลายเป็ นทาลายพุทธ
ศาสนาไป เพราะคนท่ีมาเขย่าส่ันเกิดเข้าใจผิดคิดว่าหลวงพ่อศักด์ิสิทธ์ิ ดลบันดาลให้เป็ น
อย่างนี้ ความจริงหลวงพ่อไม่ได้บันดาลอะไรให้เลย หาแต่แขนของเราท้ังสองน่ีเองเป็ น
ตวั การใหญ่ เราไปจบั กระบอกเขย่าส่ันมนั จงึ หล่นออกมาได้ คนโง่ไม่เข้าใจอะไรเขย่าเสียจน
เหง่ือไหลไคลย้อย นี่เป็ นเพราะเห็นแก่ลาภโดยแท้ พระหลวงพ่ีนอกคอกท้ังหลายท่ีทาพิธี
แปลกๆต่างๆน้ัน กเ็ พราะอยากได้อะไรบางอย่าง จึงทาอย่างน้ัน
• ของแปลกปลอมท้งั หลายเหล่านีแ้ หละทท่ี าให้พทุ ธศาสนาถูกปกปิ ด และส่ิงนีค้ วรเรียกได้
ว่าเป็ นเนื้องอกในพระพุทธศาสนา เป็ นโรคร้ายกาจชนิดหน่ึงท่ีทาลายอย่างน่ากลัว
ทาลายทุกวันทุกเวลา ทาลายโดยไม่ผิดกฎหมาย พระภิกษุอยากให้คนชอบใจเพราะของ
จริงคนต้องการน้อย ในปัจจุบันถ้าบอกเรื่องหลอกคนไปกนั ใหญ่ แต่บอกเรื่องจริงมากัน
ไม่กค่ี น
• พระพทุ ธองค์ตรัสว่า “มีนกน้อยตวั นักทห่ี ลดุ ไปจากข่ายได้ส่วนมากมักตดิ ข่ายกนั ท้งั น้ัน
ความเขลาคือข่ายใหญ่ทก่ี ้นั ท่านไว้ จงช่วยกนั ทาลายเสียเถดิ ท่านท้งั หลาย”
• ความทุกข์ความเดือดร้อนต่างๆ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในชีวติ ของเรามตี ้นเหตุมาจาก
ตัวเราเองท้งั สิ้น มาจากกรรมของเราเอง กรรมในอดตี บ้าง กรรมใน
อนาคตบ้าง แต่เราไม่มปี ัญญาพอจะมองเห็น จงึ เทย่ี วโทษคนอื่นสิ่งอื่น
จนตะพดึ ตะพือ ส่วนผู้มปี ัญญามองเห็นว่าอะไรเป็ นอะไรเขากจ็ ะนา
ธรรมะมาแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
• ถ้าเราได้ใช้ปัญญาแล้ว เราจะมีหลักความเช่ืออยู่ในใจว่า ตัวเราน่ีแหละเป็ นท่ีพ่ึง
ของเรา ดชี ่ัวอยู่ที่ตัวเรา สุขทุกข์อยู่ท่ีตัวเราส่ิงอ่ืนภายนอกท้ังหมดไม่สามารถจะ
ทาอะไรให้เราได้ บางคร้ังเดินสะดุดเส้นเชือกล้มหัวเข่าแตกออกมาพูดกับตัวเอง
บอกว่า “เคราะห์ร้ายจริงๆวันนี้” หลวงพ่อปัญญานันทะบอกว่า “มันไม่ใช่
เคราะห์ร้าย เรามันฟุ้งซ่านเดินไม่ดูเองต่างหาก ประมาทเลินเล่อ ในทางพุทธ
ศาสนาได้ได้ระบุไว้ว่าความประมาทเป็ นทางแห่งความตาย แต่ไม่ตายก็เขาแตก
ดงั ทเ่ี ป็ นอยู่นี่แหละ”
• อย่างคนท้งั หลายทเ่ี ป็ นทุกข์กเ็ หมือนกนั ถ้าไปถามหมอดู หมอเขากเ็ พยี งบอกว่า พระ
ศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก อกี เดือนสองเดือนกจ็ ะพ้น มันไม่พ้นหรอก สองเดือนกย็ งั ทุกข์
อยู่น่ันเอง เพราะว่าเรายงั ประกอบเหตุอยู่
• พระพทุ ธเจ้าตรัสว่า ส่ิงท้งั หลายเกดิ จากเหตุ
• ถ้าจะตดั ผล ต้องตดั เหตุ
• แล้วเหตุน้ันไม่ได้อยู่ทสี่ ิ่งภายนอก
• อยู่ในตวั ของเราเอง
• ถ้าหากสอบไล่ตกก็อย่าไปเท่ียวโทษเทวดาฟ้าดินโทษใครๆท่ีไหนเลยให้โทษตัวเราเองเรามันไม่ค่อยเรียน
หนังสือชอบเท่ียวเตร่ชอบนอน เกยี จคร้าน ไม่อ่าน ไม่เขยี น ผลที่สุดสอบตก กลบั กนั คนท่ีสอบไล่ได้คะแนน
เป็ นท่ี 1 เขาขยันขันแข็ง ขยันอ่านหนังสือ แต่ถ้าหากว่าเราทาไม่ดีไม่ชอบ เวลาใกล้สอบไล่เที่ยวบนบาน
หลวงพ่อ ไปศาลเจ้าพ่อหลกั เมือง
• บนบานนู่นนี่นั่น แต่สิ่งเหล่าน้ันต้ังอยู่เฉยๆ ต่อให้ไปบนกับส่ิงศักด์สิ ิทธ์ิท้ังโลกแต่ไม่ต้ังใจศึกษา ฝึ กอ่าน ฝึ ก
เขยี น สิ่งศักด์สิ ิทธ์ิร้อยแปดพนั เก้าขอช่วยอะไรไม่ได้เลย ในกลุ่มออนไลน์เกย่ี วกบั การสอบแข่งขนั ต่างๆ เห็น
มคี าถามกบั ส่ิงศักด์สิ ิทธ์ิเหล่าน้ันว่า “ข้าแต่สิ่งศักด์สิ ิทธ์ิสิ่งท่ีลูกช้างได้บนบานไปในคร้ังน้ันถงึ ควิ ของ
ลูกช้างหรือยัง” ดู...มีการทวงด้วย ในความจริงสิ่งศักด์ิสิทธ์ิให้คิวคุณไม่ได้ อยากได้คิวต้องไปรับบัตรคิว
ก่อน คือ เนื้อหาการเรียน เนื้อหาความรู้ที่จะเอาไปสอบแข่งขนั
คนเราเม่ือมีความทุกข์ต้องมองตัว ค้นหาสาเหตุท่ีตวั เรา ให้ยดึ หลกั พระพุทธเจ้า
ว่าอะไรๆ มนั เกดิ ขนึ้ ทตี่ ัวเรากเ็ พราะว่า การคดิ ของเรา การพูดของเรา การกระทา
ของเราเอง ไม่มี สิ่งใดจะมาดลบันดาลให้ใครเป็ นสุข ไม่มีส่ิงใดจะมาดลบันดาล
ให้ใครเป็ นทุกข์ เราเป็ นสุขเพราะเราทา เราเป็ นทุกข์ก็เพราะเราทา จึงต้องมองที่
ตวั แก้ไขท่ีตัว ถ้าเราเช่ือมั่นในหลักการของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธเรา จะไม่ต้อง
ไปหาพวกทรงเจ้าเข้าผี
• การช่วยตัวเอง กห็ มายความว่า รู้จักว่าเราคิดอย่างไร เราพูดอย่างไร เราทาอย่างไร แล้ว
เราก็แก้ไขที่ตัวเรา เช่น เมื่อเรามีความทุกข์ ก็ต้องคิดว่า ทุกข์เรื่องอะไร เราค้น ไปเถอะ
เดย๋ี วมนั กเ็ จอ เพราะว่ามนั อยู่กบั ตวั เราท้ังน้ัน เม่ือเรา เจอความทุกข์แล้ว เรากค็ ้นต่อไปว่า
เหตุมันอยู่ที่อะไร เราไป ติดต่อกับใคร ประพฤติอย่างใด ทาอะไรจึงได้เกิดความทุกข์ขึน้
เราต้องแก้ท่ีตวั เหตุ เม่ือแก้เหตุผลทีเ่ ป็ นทุกข์มนั กด็ บั ไป
• ตราบเท่าท่ียังไม่บรรลุนิพพานสาเร็จเป็ นพระอรหันต์ คนทุกคนกล็ ้วนแล้วแต่มีความทุกข์
ท้ังสิ้น คนโง่มีทุกข์แล้วตีโพยตีพาย โทษชะตาราศี โทษดวงดาว โทษเคราะห์กรรม แต่คน
ฉลาดไม่มัวโทษอะไร แต่จะนามาวเิ คราะห์วจิ ัย ใคร่ครวญ พจิ ารณาอย่างละเอยี ด ค้นคว้าหา
ข้อสรุปอย่างถูกต้อง
• เรื่องนี้มีคาสอนของหลวงพ่อปัญญาฯ ว่าไว้ดังนี้ ถ้าสมมติว่า เรามีความทุกข์มีความ
เดือดร้อนเกิดขึน้ ในใจ อาจจะมีบ่อยๆ บางวันก็น่ังเป็ นทุกข์ มีความเดือดร้อนใจ อันนี้ เป็ น
เร่ืองธรรมดาทจี่ ะเกดิ ขึน้ ได้ในทุกๆโอกาส แก่บุคคลที่ไม่ได้ อบรมจติ ใจ
• ถ้าหากว่าเรารู้อย่างนี้ และมองเห็นว่าความคิดท่ีมันเป็ น ความทุกข์ มันร้อนใจ
ไม่สบายใจ ทาให้ร่ างกายของเราผ่ายผอม รับประทานอาหารไม่ค่อยได้
ล่อแหลมต่อการเป็ นโรคประสาท เรามาเห็นทุกข์เห็นโทษอย่างนี้ ไม่อยากให้
อาการอย่างน้ันเกิดขึน้ แก่เราต่อไป เราจะทาอย่างไร ก็มีทางเดียวเท่าน้ันท่ีจะ
ช่วยได้ ใครๆช่วยไม่ได้ เราจะไปทาวิธีการอื่น เช่นจะโปรดน้ามนต์ หรือ ไป
สะเดาะเคราะห์ หรือไปทาอะไรต่างๆดังที่ชาวโลกผู้เขลาท้ังหลายเขาได้กระทา
กนั อยู่ อาตมาอยากจะบอกว่ามนั ช่วยไม่ได้ มนั ทาให้เราพ้นจากความทุกข์ความ
เดือดร้ อนน้ันไปไม่ ได้ ทางเดียวท่ีจะทาให้ เราพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้ อน
น้ันได้ก็คือ เราเอาความทุกข์ตัวน้ันขึน้ มาวางเฉพาะหน้า แล้วก็ วิเคราะห์วิจัย
ความทุกข์ตวั น้ันด้วยปัญญา
• การแก้ไขเหตุการณ์เหล่านี้ ขอแนะนาอกี ว่าถ้าหากเป็ นทุกข์ต้องทาดงั นี้
๑. คิดวา่ ตนเองเป็นผกู้ ่อเหตุใหเ้ กิดความทุกขข์ ้ึนอยา่ ไปเท่ียวโทษใครๆเป็นอนั ขาด
๒. จงคน้ หาเหตุของความทุกขใ์ หไ้ ดด้ ว้ ยตนเองถา้ ทาดว้ ยตนเองไม่ได้ กไ็ ปปรึกษาท่าน
ผรู้ ู้ธรรม
๓. เม่ือไดเ้ หตุแลว้ จงดบั เหตุของทุกขด์ ว้ ยปัญญาของท่านเม่ือเหตุดบั ผลกด็ บั ไปดว้ ย
๔. จาความผิดพลาดของชีวิตไวเ้ ป็ นตวั อยา่ งระวงั อยา่ ให้ประวตั ิศาสตร์ซ้ารอยเป็ นอนั
ขาด
๕. จงคบหาคนท่ีมีใจสูงกวา่ ตนไวบ้ า้ ง จกั ไดเ้ ป็นที่ปรึกษา
• ส่ิงทจ่ี ะดลบนั ดาลชีวติ คนเราให้เป็ นไปต่างๆนานาได้น้ัน จริงแท้แน่นอนกค็ ือ... “ตัวเราเอง”
• สิ่งศักด์สิ ิทธ์ิทเี่ ชื่อถือกนั น้ัน... ไม่อาจมีอทิ ธิพลเหนือชีวติ เราได้หรอก
หลวงพ่อปัญญานันทะท่านสอนไว้ว่า เวลาใดมีความทุกข์มีความลาบากขึน้ ในชีวิต เรามักไปโทษ ส่ิงภายนอก เช่น
นึกไปว่าผใี ห้โทษบ้าง หรือว่าส่ิงศักด์ิสิทธ์ิให้โทษ บ้าง หรือว่าดวงชะตามันไม่ดีเวลานี้ มีความทุกข์ความเดือดร้อน
เกิดขึ้นในใจแล้วก็ไปแก้สิ่งภายนอก ไปแก้ด้วยการทาพิธีบนบาน ศาลกล่าว ขอร้องต่อส่ิงศักด์ิสิทธ์ิมีฤทธ์ิมีเดย
ท้ังหลาย ให้ช่วย ตนให้พ้นจากทุกข์จากภัย หรือมิฉะน้ันก็ไปทาพิธีการอย่างอ่ืนอีก เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ กลับ
มาถงึ บ้านกเ็ ป็ นทุกข์ต่อไปการกระทาเช่นน้ันทาไมจึงแก้ความทุกข์ไม่ได้ เพราะว่า ไม่ได้แก้ทต่ี รงเหตุของความทุกข์
ยงิ่ ทางพระพทุ ธศาสนาเราแล้ว สอนว่า สิ่งท้งั หลายเกดิ จากเหตุ และเหตุทจี่ ะเกดิ จากความทุกข์ ความสุขในชีวติ ของ
เราน้ันไม่ได้อยู่ทไี่ หน แต่อยู่ในตวั ของเราเองทุกคน
• ยกตวั อยา่ งใหเ้ ห็นง่ายๆ เช่นว่าคนขบั รถยนต์ ขบั รถยนต์ ไปตามถนน ถนนมนั ลื่น
...ฝนตก แต่วา่ ฝนตกถนนลื่นไม่ใช่ตวั เหตุใหญ่ท่ีจะทาใหร้ ถลงไปนอนอยใู่ นหูขา้ ง
ถนน เหตุใหญ่ไม่อยู่ท่ี ตรงน้ัน แต่อยู่ที่คนขับผูป้ ระมาท มีความสะเพร่า ไม่
ระมดั ระวงั รถมนั จึงตกลงไปในคู ทีน้ีเม่ือตกลงไปในคูแลว้ ลองไปถามดูเถอะ
ขา้ พเจา้ เคยลองถามดูแลว้ เห็นรถไปนอนอยู่ใน คนขบั ยืนอยู่ ตรงน้นั เลยถามว่า
เออ...ทาไมรถคนั น้ีมนั ถึงลงไปอยใู่ นคู? คนขบั ก็ตอบทนั ทีว่า ถนนลื่นครับ เป็ น
อยา่ งน้ีไปวา่ ถนนเสียแลว้ หาวา่ ถนนลื่น แต่ไม่ไดว้ า่ ตวั ผดิ เลย
• คนเราส่วนมากไม่ค่อยจะได้คดิ ค้นในข้อนี้ อันเป็ นหลกั ความจริง เพราะปกติวสิ ัย
ของมนุษย์เรานีม้ คี วามผดิ อยู่ในใจประการหนึ่ง และสาคญั ทีส่ ุดคือความผดิ ในข้อ
ที่ว่า ทาผิดแล้ว ไม่ยอมรับว่าตัวผดิ นี่สาคญั หนักหนา ตัวผดิ แล้วไม่ยอมรับว่าตัว
ผดิ ...ทาอะไรผดิ ถ้าใครเขามาถามแล้วกไ็ ม่ยอมรับ ไม่รับว่าตวั ทาผดิ
• เมื่อไม่รับว่าตวั ทาผดิ จะแก้ความผดิ น้ันได้อย่างไรเพราะ...สาคญั ว่าตวั เป็ นคนถูก
อยู่ตลอดเวลา
ทาสเราขอ
โทษ....
• แต่ถ้าเราเป็ นคนเปิ ดเผยหน่อย พล้งั ไปหน่อย ขออภยั ในเร่ืองอย่างน้ัน
จะสารวมระวงั ต่อไป ใครๆเขากใ็ ห้อภยั เมื่อไม่ยอมรับว่าตวั ผดิ แล้วจะ
แก้ไขอย่างไร เพราะฉะน้ัน...ต้องรับว่าตวั ผดิ เสียก่อนจงึ จะแก้ได้
• คนเราในสมัยนี้ ก็มักจะหลงใหลในคาว่าดลบันดาลมาก อยู่เหมือนกัน อยากจะบอกว่า ในวงการ
พระพุทธศาสนาเราน้ัน ไม่มีส่ิงที่เรียกว่าดลบันดาลให้อะไรเป็ นไป ขออานาจสิ่งศักด์ิสิทธ์ิท้ังหลายใน
สากลโลก จงดลบันดาลให้ ท่านเป็ นอย่างน้ัน ให้ท่านเป็ นอย่างนี้ อันนี้เป็ นคาพรของคน ปัญญาอ่อน
ท้งั น้ัน เขาเรียกว่าคนปัญญาอ่อน ให้พรอย่างน้ัน เพราะไม่เข้าใจเรื่องแท้
• เพราะฉะน้ัน ชาวพุทธอย่าพูดคาว่าดลบันดาลต่อไป อย่า ไปอ้างอะไรให้สิ่งน้ันสิ่งนีด้ ลบันดาลให้เป็ นสุข
ต่อไป อย่าให้พร อย่างน้ัน เพราะเป็ นพรของคนไม่รู้ ไม่เข้าใจในหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา พูด
ตามเขาไป พูดตามเขานีม้ นั น่าขายหน้า ไม่สมศักด์ศิ รีของความเป็ นพุทธบริษัท
• พระพุทธศาสนาไม่มีคาว่า “ดลบันดาล” เราเข้าใจข้อนีเ้ อา ไว้ด้วย คือไม่มีอะไร
ทม่ี ีอานาจดลบันดาลให้ใครเป็ นอะไร เรา จะดีกด็ ้วยการทาดขี องเรา ช่ัวก็ด้วยการ
ทาชั่วของเรา มั่งมีก็ด้วย การแสวงหาทรัพย์ รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้ รู้จักทาให้
มัน เจริญงอกงาม เรากเ็ ป็ นคนมสี ตางค์เหลือใช้เรียกว่าคนมั่งมี คือ มีสตางค์เหลือ
ใช้ คนทมี่ ีสตางค์ไม่พอใช้มันกท็ าเอาเอง ไม่ใช่ เพราะเส้นลายมือมันเป็ นอย่างน้ัน
ไม่ใช่ เพราะมันเกิดเวลาน้ัน ดวงชะตามันเป็ นอย่างน้ัน น่ีมันไม่ใช่เรื่องพุทธ
ศาสนา
• วธิ ีสะเดาะตามหลกั การของพระพทุ ธศาสนา คือเราต้องรู้ว่าเราเป็ นเคราะห์เพราะ
อะไร? เป็ นทุกข์เพราะอะไร? พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องความทุกข์ให้เรารู้จัก
ทุกข์ แล้ว รู้ว่าทุกข์น้ันเกดิ มาจากอะไร อะไรเป็ นเหตุให้เกดิ ความทุกข์ขนึ้
• ถ้าเรามีทุกข์...อย่าไปเทีย่ วไหว้เสาน้ัน อย่าไปไหว้ต้นไม้ อย่าไปไหว้ผไี หว้เทวดา
เพราะพวกน้ันช่วยเราไม่ได้ เทวดาช่วยเรา ไม่ได้ ช่วยตัวเองกย็ ังไม่ได้เลยเทวดา
...เราต้งั ศาลเลก็ ๆให้อยู่นะ แต่บางทกี ไ็ ม่อยู่ ไม่รู้ไปเทยี่ วไหน
• เราจะสะเดาะเคราะห์นน่ะไม่ต้องให้ใครช่วยสะเดาะ เรา สะเดาะของเราเอง เราเป็ นทุกข์เพราะอะไร
เราเป็ นทุกข์เพราะ แพ้การพนัน แพ้บ่อยๆ ซื้อลอ็ ตเตอรี่ไม่ถูกสักที จะสะเดาะเคราะห์ทาอย่างไร กเ็ ลกิ
เล่นการพนันให้มันเด็ดขาดไปเลย เคราะห์กส็ ะเดาะหลดุ ไป
• เราเป็ นทุกข์เพราะส่ิงเสพติดมึนเมา ติดเหล้าบ้าง ติดบุหรี่บ้าง เรากเ็ ลกิ เสีย รู้ว่าเป็ นทุกข์กเ็ ลกิ เสพของ
มึนเมา
• เราเป็ นทุกข์เพราะคบเพ่ือนชั่วๆ เพ่ือนชั่วมันจูงเราไปในทางต่า ไปในทางเสียหาย เราเห็นว่าไม่ดี เราก็
เลกิ คบเพื่อนชั่ว นี่เรียกว่า สะเดาะเคราะห์ตวั น้ันออกไป
• หรือเกิดเพราะเราสุรุ่ยสุร่ายไม่รู้จักประหยัดอดออม ได้เงินเดือนน้อยแต่จ่ายมาก คนใดได้น้อยจ่าย
มาก...จนทุกราย กเ็ ลกิ สุรุ่ยสุร่ายแล้วมา ประหยดั อดออม นั่นแหละตัวสะเดาะเคราะห์อย่างแท้จริง
“ เป็ นเคราะห์เพราะอะไร รู้แล้วเลกิ ส่ิงน้ันอนั เป็ นเหตุ น่ันแหละ คือ ...การสะเดาะ... “
• ความกลวั ทาให้หลงงมงายไปยดึ ถือสิ่งทตี่ นกลวั เป็ นทพี่ ง่ึ
• คนในสมยั โบราณที่ขาดการศึกษายงั ไม่มีความเจริญทาง
อารยธรรม เม่ือมีความกลวั เกิดข้ึน กน็ ึกวา่ เราจะตอ้ งมี
อะไรเป็นท่ีพ่งึ สกั อยา่ งหน่ึง เพราะฉะน้นั สิ่งใดที่เขาเห็นวา่
ยงิ่ ใหญ่ น่ากลวั ตน้ ไม้ ป่ าเขา กเ็ ขา้ ไปยดึ เอาสิ่งน้นั เป็นท่ีพ่งึ
• มนุษย์เราเมื่อมีเกิดแล้วก็มีตาย เกิดสงสัยว่าตายแล้วจะไปไหน ก็นึกว่าคงจะอยู่
แถวน้ันแหละ เช่น ไปตายที่แม่นา้ กค็ งจะอยู่ที่แม่นา้ ไปตายในป่ ากค็ งจะอยู่ในป่ า
ไปตกต้นไม้ตายก็นึกว่าคงอยู่ท่ีโคนต้นไม้น้ัน เขาก็เอาของไปไหว้ตามที่เข้าใจว่า
ญาตขิ องเขาอยู่ เช่น คนตายทต่ี ้นไม้ กเ็ อาไปไหว้ทต่ี ้นไม้
• อนั ความคิดนีแ้ หละทาให้เกิดการนับถือผีขึ้นมา เรียกว่า ผปี ่ า ผที ุ่ง ต้นไม้ ผีเรือน
ผีบ้าน คนท่ีนับถือสักการะบูชาต่อส่ิง เหล่าน้ัน เพราะนึกว่าคนตายแล้วก็ไปเกิด
เป็ นผี
• แต่ว่าบางคน มีชีวติ อยู่ในโลก เป็ นคนดี ตายไปแล้วถ้าจะให้กลายเป็ นผี ก็ดูมันต่า
ไป กค็ วรจะให้เป็ นอะไรท่ีสูงกว่าผี กเ็ ลยสมมติว่าต้องไปเกดิ อยู่ช้ันสูง อยู่เบื้องสูง
กต็ ้องเป็ นเทพเจ้า เป็ นเทวดา
• ต่อมาก็มีความคิดความเกิดขึ้นว่า พวกมนุษย์มาจากไหน โลกนี้มาจากไหน ส่ิง
ท้ังหลายที่เราดูแล้ว ชอบใจและไม่ชอบใจ มาจากไหน เกดิ อยากรู้ส่ิงท่ีเป็ นมูลฐาน
ด้ังเดิมของสิ่งท้ังหลาย ท้ังปวงว่ามาจากไหนกัน ความสงสัยเหล่านี้เม่ือเกิดขึ้น
มากๆ กไ็ ปถามบุคคลบางจาพวก ซึ่งเรียกกนั ว่า “มุนี” เวลาที่ประชาชนเดือดเนื้อ
ร้อนใจกไ็ ปถามมุนีเ้ หล่านี้ ซึ่งน่ังอยู่ตามต้นไม้ ตามป่ า หรือตามริมห้วย ริมลาธาร
เพ่ือหาความสงบเวลาไปถามอะไร มุนีเ้ หล่านีเ้ ขาฉลาด ไม่บอกทันทีหรอก บอกว่า
ต้องถามเทวดาดูก่อน พอตอบว่าเทวดาบอกว่าอย่างน้ันอย่างนี้ เขาเช่ือและทาตาม
กม็ คี วามสุขตามสมควรแก่ฐานะ
• นับถือพระเพื่อเตือนใจตน มิใช่หวงั เพื่อให้ดลบันดาล
• ข้าพเจ้าเดินเหยียบแผ่นดินในบริเวณเมืองเก่าด้วยความ ภูมิใจ แต่ว่าพร้อมๆกับความภูมิใจน้ันข้าพเจ้า
รู้สึกสลดใจ รู้สึก สลดใจเพราะเห็นเจดียสถานต่างๆ อันคนสมัยก่อนได้สร้างไว้น้ัน อยู่ในสภาพท่ีชารุด
ทรุดโทรม พระพุทธรูปถูก เจาะลุงเสีย ถูกต่อยหัวเสีย ถูกเจาะขาเสีย จึงทาให้สลดใจ คนที่มาเจาะมา
ทาลายเจดีย์ มาทาลายพระพุทธรูปน้ันมันไม่ใช่ใคร...ล้วนแต่เป็ นชาวพุทธ แต่ชาวพุทธทาไมไปเจาะไป
ขุด เจดีย์ คนเหล่านีเ้ ขาเป็ นนักแสวงหาพระ แต่ว่าเขาไม่ได้มีพระ ไว้ในใจ มัวแต่ไปแสวงหาพระในด้าน
วัตถุ เจาะกันเป็ นงานใหญ่ แล้วก็ได้พระซ่ึงเขาทาไว้ในสมัยน้ัน เราเรียกกันว่าพระเครื่อง เพราะว่าเป็ น
พระองค์เลก็ ๆ
• ความจริงพระองค์เล็กที่อยู่ตามเจดีย์นี่น่ะ เขาไม่ได้มุ่งจะ ทาให้
เป็ นพระองค์เล็กที่อยู่ตามเจดีย์น่ีน่ะ เขาไม่ได้มุ่งจะทาให้ เป็ นพระ
เคร่ืองรางวิเศษศักด์ิสิทธ์ิอะไร เขาทาขึน้ เพื่อสาหรับ แจกแก่คนท่ี
ไปนมัสการพระใครไปไหว้ พระท่ีน่ันเข าก็แจกพระให้ องค์ หน่ึ ง
เพราะในสมัยน้ันไม่มีหนังสือแจก การเขียนหนังสือ ยากกว่าการ
พมิ พ์พระเป็ นไหนๆ เพราะว่าต้องเขียนลงในใบลาน กว่าจะทาได้
แต่ละผูกนีม้ ันลาบากเต็มท่ี จะแจกหนังสือธรรมะไม่สะดวก ภิกษุ
ในสมัยน้ันจึงทาการแจกพระพุทธรูปนีแ้ หละ จะเป็ นทางหน่ึงให้
เขาผูกใจไว้กบั พระพทุ ธศาสนา
• พระท่ีแท้น้ันคืออะไร?ตามความจริงก็คือธรรมะท่ีเรานามาปฏิบัติน่ันเอง
ธรรมะคาสอนของพระพุทธเจ้าเป็ นองค์พระที่เรานามาใช้ในชีวิตของเราทา
ได้ทุกวนั ทุกเวลาไม่จากดั สถานท่ีถ้าเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใส่ใจรักษา
ใจของท่าน ...ท่านก็มีพระอยู่ในใจแล้ว... แม้จะไม่มีพระห้อยคอ ท่านก็มี
พระอยู่ในใจ พระในใจน้ันคือพระแท้ และช่วยท่านได้อย่างแท้จริง ...และ...
ธรรมะทปี่ ระพฤตนิ ั่นแหละ คือพระพทุ ธเจ้าทแ่ี ท้
• ข้อท่ีเรานา มาปฏิบัติน้ันคืออะไร? คือ “ตัวธรรมะ” ตัวที่เราเอามาปฏิบัติ คือธรรมะ
เราก็มีธรรมะขึน้ ในตัวเราเหมือนกนั เรามีพระธรรม อยู่ในตัวเราอีกตัวหนึ่งทีนีเ้ มื่อเรา
ปฏิบัติธรรม ใจเราก็ดีขึน้ ใจของเราสะอาดขึน้ สว่างขึน้ สงบขึน้ ตามฐานะของการ
ปฏิบัติ ทาดีมาก ใจก็สะอาดมาก สว่างมาก สงบมาก ทาดีน้อยก็สะอาดน้อย สว่างน้อย
สงบน้อย กเ็ ป็ นไปตามกาลงั ของการปฏิบัติ เม่ือเราปฏบิ ัตไิ ป ส่ิงน้ันกเ็ กดิ ขึน้ มา
•มงคลอยู่ที่พระพุทธรูป อยู่ท่ีผ้ายันต์ อยู่ท่ีเหรียญ ที่
แหวน ท่ีอะไรต่างๆ เลยเรียกกันว่า “วัตถุมงคล”
มันไม่มีหรอก... วัตถุมงคล มีแต่ “ธรรมมงคลถ้า
เราประพฤติธรรมท่ีเป็ นมงคล ถ้ามีแต่วัตถุมันไม่ได้
ความหมายอะไร เพราะวัตถุพูดไม่ได้ เตือนเราก็
ไม่ได้
สุดทา้ ยน้ีเราตอ้ งแยกใหอ้ อก ระหวา่ ง “ ศรัทธา” กบั “งมงาย ”
• “ศรัทธา” เป็ นของ หินเหลก็ ไฟ
ส่วน “งมงาย” เป็ นของบอดสี้ แลม
.....ขอบคุณครับ.....
จดั ทาโดย
• นายกมลชยั กิตติทรัพย์ 64205404 32 002
• นางศิริญาณีย์ สารชยั 64205404 32 004
• พระกิตติศกั ด์ิ สมแกว้ 64205404 32 007
• นายจารึก ปัญญาแปง 64205404 32 010
• นายไพบูลย์ พรนรังสรรค์ 64205404 32 026