1
บทที่ 1
บทนำ
1. ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาตอิ ันแสดงถงึ ความเป็นชาติที่มีเอกราช ภาษาเปน็ เครอ่ื งมือสื่อสารของ
คนในชาติ เป็นเครื่องมือสื่อความรู้วิทยาการด้านต่าง ๆ ทักษะที่สำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การสื่อสาร
การพฒั นาความรมู้ ีประสิทธภิ าพสูงสุด คือทกั ษะดา้ นการอ่าน การอ่านเป็นทักษะของการรับรเู้ ร่ืองราว ความรู้
ประสบการณ์ และใช้กระบวนการแห่งความคิดในการรับสารของมนุษย์ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทั้งช่วยตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การอ่านจึงจำเป็นต่อชีวิตในปัจจุบัน
เพราะโลกเป็นสังคมแห่งการสื่อสาร การฝึกทักษะการอ่านและกระทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยผู้อ่านได้รับ
ประโยชนส์ งู สดุ และมีประสิทธิภาพ
สจุ ริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2536, หนา้ 139 อ้างถงึ ใน เพียงพิณ ปลอดโปรง่ . 2556)
ได้กลา่ วว่า ทักษะการอ่านเปน็ ทักษะที่ใช้ในการแสวงหาความรแู้ ละความบันเทิง ผู้ท่มี นี สิ ัยรักการอ่าน มีทักษะ
ในการอ่านดี ย่อมแสวงหาความรู้และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ใน
ชีวติ ประจำวันได้เปน็ อย่างดี
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2544, หน้า 24) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านและการสอน
อ่านคือ การอ่านเป็นประดุจประตูบานแรกที่จะเปิดออกสู่โลกของการศึกษาเล่าเรียน ถ้าการสอนอ่านใน
ช่วงแรกของระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปลูกฝังให้ผู้เรียนอ่านได้
อย่างแตกฉาน เกิดความประทับใจในการอ่าน และปลูกฝังจนเป็นนิสัยรักการอ่าน ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ
ความเจรญิ กา้ วหน้าทางการศกึ ษาในศาสตร์ตา่ ง ๆ
ปญั หาการอา่ นคำภาษาไทยไมอ่ อก ไมร่ ู้ความหมายของคำศัพท์ ถอื เปน็ ปญั หาสำหรับนักเรยี นและเป็น
เรื่องท่ีคณุ ครูทุกคนต้องหาวิธีแก้ปัญหา ปัจจัยทท่ี ำใหเ้ กดิ ปัญหามีหลายประการ อาทิ ความสามารถพื้นฐานใน
การเรียนของนักเรยี น ความแม่นยำในเนื้อหาและความตั้งใจของครูผูส้ อน หรือเทคนิคการสอนที่เบื่อหน่ายทำ
ใหน้ กั เรยี นไมส่ นใจในส่งิ ทคี่ รูผู้สอนถา่ ยทอดไป ซึ่งผลทจี่ ะเกิดขนึ้ คือนักเรยี นอา่ นหนังสือไม่ออก ผลท่ตี ามมาอีก
ขั้นคือนักเรียนจะไม่ชอบอ่านหนังสือ ท้ายสุดคือนักเรียนจะไม่เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือ
สอดคล้องกบั สจุ รติ เพียรชอบ (2538, หนา้ 70 อ้างถึงใน เพยี งพณิ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้กล่าวถงึ เทคนิคการ
สอนภาษาไทยว่า ปัจจุบัน นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับวิชาภาษาไทยค่อนข้างอ่อน และไม่เห็นความสำคัญ ไม่
2
สนใจ และไม่รักการอ่านหนังสือ สภาพการสอนไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยส่วนใหญ่นักเรียนมีประสบการณ์ใน
การอ่านนอ้ ย จากปัญหาดงั กลา่ ว ครคู วรเป็นผู้ท่มี ีความสำคัญในการสอนทักษะทางภาษา และการเรยี นรภู้ าษา
อย่างบูรณาการมากกว่าการท่องจำ
จาการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน ผู้วิจัยได้เห็นถึงความสามารถในการจดจำเนื้อร้องของนักเรียน
ในขณะทไ่ี ดย้ นิ เสียงเพลงท่ตี นเองสามารถร้องได้ กจ็ ะเปลง่ เสยี งร้องออกมารตามจงั หวะเสียงเพลงอย่างถ้อยชัด
ถ้อยคำ ซงึ่ แม้วา่ นกั เรยี นจะไมไ่ ด้จำเนื้อเพลงในลักษณะของการอา่ นมาก่อน แต่ใช้วิธจี ำจากการฟัง ผู้วจิ ัยจึงคิด
ว่าถ้าหากนำกิจกรรมเพลงมาประกอบการสอนให้นักเรียน โดยการนำเนื้อเพลงให้นักเรียนได้อ่านก่อนที่จะ
รว่ มกันรอ้ งออกเสยี งตามทำนอง จะทำใหน้ ักเรียนไดท้ ั้งทักษะการอ่าน และทักษะการออกเสียงในเวลาเดียวกัน
ผู้วิจัยได้ศึกษาและสนใจวิธีการนำกิจกรรมเพลงมาส่งเสริมให้นักเรียนรักในการอ่าน เข้าใจในคำศัพท์
และพยายามเสริมความรู้จากเรื่องที่อ่านในมุมภาพสะท้อนสังคม ซึ่งพบว่าปัจจุบันมีการศึกษาและงานวิจัย
จำนวนมากพบว่าดนตรีและเพลงเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์มากมายในการเรียนการสอน เนื่องจากดนตรีเป็น
ส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และเป็นวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่งที่สำคัญมากในแทบทุกสังคม ทุกเชื้อชาติ จากทฤษฎี
พหุปัญญา (Multiple Intelligence) ของ การ์ดเนอร์ (Gardner. 1993 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง.
2556) ที่กล่าวว่าความสามารถ ทางด้านดนตรีจัดว่าเป็นความสามารถทางสติปัญญาด้านหนึ่งของมนุษย์
สามารถนำไปใช้เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางปัญญาด้านอื่น ๆ ทั้งนี้เพลงและดนตรีช่วยให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพราะผู้เรียนเรียนอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน ไม่ตึงเครียด โดยนัก
การศึกษาหลายคนได้กล่าวถึงข้อดีหลายประการของการใช้ดนตรีในการเรียน เช่น การร้องเพลงและการฟัง
เพลงเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิด ความสุขในการเรียนภาษา และนำไปสู่ระดับความมั่นใจทีส่ ูงขึ้น ทำ
ใหผ้ ู้เรยี นเกิดความผ่อนคลาย และลดความกดดันในการเรียน ในขณะเดยี วกันเมื่อมีความผ่อนคลาย กจ็ ะทำให้
มีความ กระตอื รอื รน้ ในการเรยี นรู้ ซงึ่ นำไปส่กู ารรบั รู้ท่ีดขี น้ึ ในการเรียนรู้ภาษา นอกจากนเ้ี พลงและดนตรี ยังมี
ส่วนช่วยในเรื่องของความจำ คือเมื่อข้อมูลทางภาษาได้ถูกนำเสนอพร้อมกับดนตรี ก็จะทำให้ความสามารถใน
การจำมีสงู ขน้ึ (Schuster & Mouzon. 1982, Gfeller, K. 1983. อา้ งถงึ ใน เพยี งพิณ ปลอดโปร่ง. 2556)
จากการศกึ ษาหลักการความสำคัญและปัญหาดงั กล่าว ทำให้ผูว้ จิ ยั สนใจท่จี ะศึกษาผลการนำกิจกรรม
เพลงมาใชใ้ นการส่งเสรมิ การอ่านภาษาไทย เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนเกิดความสนุกสนานกับการเรียน ไมเ่ คร่งเครียด เน้น
ความร้ดู ้านคำศัพท์ และทักษะการอา่ นของนกั เรียน เพราะหากนักเรียนมีความรู้ดา้ นคำศัพท์ก็จะทำให้มีความ
เข้าใจในสิง่ ที่อ่าน และนำมาซงึ่ การพูดต่อไป จะชว่ ยให้นักเรยี นเกิดความม่นั ใจ ในตวั เอง กล้าแสดงออก และมี
เจตคตทิ ่ดี ีต่อการเรยี นวชิ าภาษาไทยและสามารถนำไปใช้ในการสือ่ สารในชีวิตประจำวันได้
3
2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อ
สง่ เสริมทักษะการอา่ นของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบ้านมาลา อำเภอเบตง จงั หวัดยะลา
2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมทักษะ
การอ่านของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นบ้านมาลา อำเภอเบตง จงั หวดั ยะลา
3. ขอบเขตการวิจยั
3.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านมาลา สังกัด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวนนักเรียน
17 คน
3.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ัย กลุม่ ตัวอยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ครงั้ นี้ เปน็ นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่
1 จำนวน 17 คน ไดม้ าโดยการสมุ่ แบบยกกล่มุ โดยใชห้ อ้ งเรยี นเปน็ หนว่ ยในการสุม่
3.3 ตวั แปรที่ศึกษา
ตัวแปรตน้ ได้แก่ การใช้กิจกรรมเพลงประกอบการสอน
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนก่อนและหลงั การใช้
กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสรมิ การอ่าน และความพึงพอใจต่อการใชบ้ ทเพลงเพอ่ื ส่งเสรมิ การอ่าน
3.4 ระยะเวลาการศึกษา การศึกษาวิจัยครั้งนี้ กระทำในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564
เปน็ ระยะเวลา 6 ชัว่ โมง
4. ประโยชน์ทไี่ ดร้ ับจากการวิจยั
4.1 ทำให้ทราบว่าการใช้การกิจกรรมเพลงประกอบการสอนสามารถช่วยในการส่งเสริมการอ่านมาก
น้อยเพียงใด
4.2 ทพใหน้ กั เรยี นเกดิ ความพงึ พอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กจิ กรรมเพลง
4.3 ทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย มีนิสัยรักอ่าน เป็นผลดีต่อการเรียนในรายวิชา
ภาษาไทยและรายวชิ าอน่ื ๆ
4
5. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
แผนการจัดการเรียนรู้ คือ เครื่องมือสำหรับครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอน ให้เรียนตรงตาม
จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ มีการเตรียมการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักเรียนบรรลุ ตามจุดประสงค์ของการ
เรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึน้ โดยเนน้
การใชเ้ พลง
กิจกรรมเพลง หมายถึง เสียง จังหวะ การขับร้อง ทำนองดนตรี ที่แสดงออกถึง พฤติกรรมของผู้ร้อง
เพลง ซึ่งรวมถึงการแสดงทา่ ทางประกอบ และการพูดเข้าจังหวะดนตรี เพลง ช่วยเกิดความพึงพอใจ ความสุข
ใจ และความสนุกสนานเพลดิ เพลิน
นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านมาลา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ภาคเรียนท่ี 2
5
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ ง
กรอบแนวคิด ทฤษฎี และหลักการที่มาใชใ้ นการพฒั นานวัตกรรรมการเรียนการสอนเร่ือง การใช้
กจิ กรรมเพลงประกอบการสอนในการพฒั นาทักษะการอ่านภาษาไทยของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรยี นบ้านมาลา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา รายวชิ าภาษาไทย ได้เสนอเป็นตอน ๆ ดังตอ่ ไปน้ี
2.1 แนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี กีย่ วข้อง
2.2 งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง
2.1 แนวคิด ทฤษฎที ่ีเกีย่ วข้อง
2.1.1 แนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ กีย่ วขอ้ งการอา่ น
การอ่าน เปน็ ทักษะทางภาษาท่ีสำคญั และจำตอ้ งอาศยั การอา่ นจึงจะสามารถเขา้ ใจและส่ือความหมาย
ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
1. ความหมายของการอ่าน
นิรันดร์ สุขปรีดี (2540 : 1 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ให้ความหมายของการ
อ่านว่า การอ่านคือ การเข้าใจความหมายของตัวละคร หรือสัญลักษณ์ ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถในการ
แปลความ การตคี วาม การขยายความ การจับใจความสำคัญและการสรุปความ
เรวดี อาษานาม (2537 : 77-78 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้ให้ความหมาย
ของการอ่าน ดังนี้ การอ่าน หมายถึง กระบวนการในการแบ่งความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่มีการ
จดบนั ทกึ อย่างมีเหตุผลและเข้าใจความหมายของส่ิงที่อา่ น ตลอดจนการพิจารณาเลือกความหมายที่ดีที่สุดขึ้น
ไปใช้เป็นประโยชน์ด้วย จะเห็นได้ว่าการอ่านไม่ใช่การรับเอาความคิดจากหนังสือที่อ่านเฉยๆ ผู้อ่านไม่ใช่ผู้รับ
แต่เป็นผู้กระทำ สรุปได้ว่าเป็นผู้ใชค้ วามคิดไตร่ตรองเร่ืองราวท่ีตนเองอ่านเสียก่อน แล้วจึงรบั เอา ใจความของ
เรื่องที่ตนอ่านไปเก็บไว้หรือนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ดังนั้นหัวใจของการอ่านจึงอยู่ที่การเข้าใจ
ความหมายของคำ
การอ่านในโรงเรียนประถมที่ปรากฏก็คือการที่ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านประโยค หรือ
ข้อความนำแล้วให้คนอื่น ๆ อ่านตาม ผู้อ่านนำตั้งใจอ่านให้เสียงดังได้ยินทั่วทั้งชั้นเพื่อเพื่อนจะอ่านตามได้ถูก
6
ผู้อ่านตามมีหน้าที่อ่านอย่างเดียว ตาอาจจะมองสิ่งต่างรอบตัว หูฟังเพื่อนคุย ฯลฯ อ่านแล้วจำไม่ได้และไม่รู้
ความหมายของข้อความที่อ่าน ถ้าวิเคราะห์ตามความหมายข้างต้นแล้ว ลักษณะแบบนี้ยังไม่เรียกว่าอ่านได้
อย่างสมบรู ณ์
การที่คนเราจะอ่านหนังสือได้เร็วหรือช้านั้น องค์ประกอบอย่างหนึ่งของการอ่านคือ การ
เคลื่อนไหวสายตาในการอ่านและความเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ในการอ่านจะต้องมีการฝึกอยู่เสมอและ
ถูกต้องตามวิธกี ารด้วย
ความเข้าใจความหมายของการอ่านมีความหมายต่าง ๆ กัน เมื่อเอ่ยถึงการอ่านต้องมีความ
เข้าใจมาเกี่ยวข้องคือ เข้าใจในถ้อยคำที่อ่าน เช่น ถ้ามีเด็กเห็นคำว่า กา แล้วเปล่งเสียงว่ากา ก็ เข้าใจว่าเป็น
การอ่านเช่นนี้เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กอาจไม่เข้าใจ กา ที่เปล่งเสียงออกมานั้น หมายถึง นกชนิด
หนึง่ ท่มี ีสีดำ รอ้ ง กา กา กา หรืออาจหมายถึงกาท่ใี ชใ้ นการต้มนำ้ หรอื อาจไม่เข้าใจทัง้ สองความหมายก็ได้ เมื่อ
เป็นเช่นนี้จึงยังไม่เรียกว่าการอ่าน แต่เป็นเพียงการเปล่งเสียงเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่นักเรียนควรเข้าใจกับ
ความหมายของการอ่าน ถ้าเป็นการอ่านที่ต้องเข้าใจความหมายของคำ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถอ่านเรื่อง
และสรุปเรอื่ งให้ถูกต้อง
ประทีป วาทิกทินกร (2542 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้ให้ความหมายของ
การอ่านว่า การอา่ นเป็นกระบวนการทางสมองท่ีใชส้ ายตาข้อความในข้อเขยี นของตนเอง และของผ้อู ่ืน รวมทั้ง
การรบั ร้เู ครอ่ื งหมายส่อื สารตา่ ง ๆ เช่น เครื่องหมายจราจร และเคร่ืองหมายท่ีแสดงในแผนภูมิตา่ ง ๆ
ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2545 – 1 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้ให้ความหมาย
ของการอา่ นคือความเขา้ ใจในสัญลักษณ์ เครอื่ งหมาย รปู ภาพ ตวั อกั ษร คำและขอ้ ความท่ีพมิ พ์หรือเขียนข้ึนมา
ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 1) ได้ให้ความหมายของการอ่านไวว้ ่า หมายถงึ การอ่านหนังสือ
การออกเสียงตามตัวหนังสือ การดูหรือเข้าใจความจากหนังสือ สังเกตหรือพิจารณาดู เข้าใจ การคิด การนับ
สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตาสัมผัสตัวหนังสือหรือ สิ่งพิมพ์
อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำที่ใชส้ ื่อความคดิ ความรู้ ความเข้าใจ ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจ
ตรงกันและผู้อ่านสามารถนำเอาความหมายนนั้ ๆ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้
2. ความสำคัญและประโยชน์ของการอ่าน
การอ่านมีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเปน็ สำหรบั ชีวิตประจำวัน การศึกษาหาวิชาความรู้ ช่วย
ให้มีความบันเทิงและเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความเจริญงอกงามทางสมองและสติปัญญา สอดคล้องกับ
เสริมศรี หอทิมาวรกุล (2630) ที่กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย ได้มุ่งให้เพียงอ่านออก
เท่านั้น แต่จะเน้นถึงความเข้าใจนอกจากภาษาเป็นเคร่ืองมือสื่อความคิด ความเข้าใจ ในการหาเหตุผล และ
รู้จักแสวงหาความรู้แล้ว การอ่านยังมีความสำคัญในแง่อ่ืน ๆ กล่าวคือ การอ่านเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชา
7
อื่น ๆ ตลอดจนเป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้ และความต้องการระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่งการอ่านนี้
ก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน ความรู้ ประสบการณ์ และทั้งเป็นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสำเร็จใน
การประกอบอาชีพ รวมถึงช่วยการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการสืบ
ทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนไปส่รู ุ่นหลงั ๆ ตอ่ ไป
เชน่ เดยี วกับฉวีลกั ษณ์ บุญยะกาญจนะ (2534 อา้ งถึงใน เพยี งพิณ ปลอดโปรง่ . 2556) ไดอ้ ้าง
คำกล่าวของ ธอร์นไดด์ (Thorndiko) ซึ่งกล่าวไว้ว่า การอ่าน คือ ความคิดที่สามารถเข้าใจในเรื่องที่อ่านได้ดี
ย่อมนำไปสู่ความคิดที่ดี เพราะผู้อ่านจะได้ทราบแนวคิดต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน เกิดความรู้จากเรื่องที่อ่านแล้ว
นำมาจัดแยกแยะตีความหมาย ก่อนที่จะเกิดเป็นความคิดของตนเอง ส่วนสุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2544 อ้าง
ถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) กล่าวไว้ว่า การอ่านเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ ซึ่งเป็น
สิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน การฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะ
ชว่ ยใหเ้ กดิ ความชำนาญ และมีความร้กู วา้ งขวางย่ิงข้นึ
นอกจากน้ี ฉวีวรรณ คหู าภนิ นั ทน์ (2542 อ้างถงึ ใน เพยี งพิณ ปลอดโปรง่ . 2556) ได้กล่าวว่า
การอ่านมีความสำคัญต่อชวี ิตมนุษย์ตง้ั แต่เกิดจนโต และจนกระท่งั ถึงวยั ชรา การอ่านทำใหร้ ู้ข่าวสารข้อมูลต่าง
ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร การอ่านทำให้ผู้อ่านมีความสุข มีความหวังและมีความอยากรู้
อยากเห็น อันเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนา
การศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และสนองความอยากรู้
อยากเห็น และการจะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้นั้น ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้
ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับ จินตนา ใบซูกายี (2542) ได้สรุป
บทบรรยายของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุม ได้ทรงบรรยายถึงความสำคัญของการอ่าน
หนังสอื ในการประชุมใหญ่สามญั ประจำปี พ.ศ. 2530 ของสมาคมหอ้ งสมดุ แหง่ ประเทศไทยฯ สรุปไวด้ ังน้ี
1. การอา่ นหนงั สอื ทำใหไ้ ดเ้ นือ้ หาสาระความรู้มากกวา่ การศกึ ษาหาความรดู้ ว้ ยวธิ ี อ่นื ๆ อาทิ
การฟัง
2. การอ่านสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่มีการจำกัดเวลาและสถานที่ สามารถนำไปไหนมา
ไหนได้
3. หนงั สือเก็บได้นานกวา่ สื่ออื่น ๆ ซึ่งมกั มีอายกุ ารใช้งานโดยจำกดั
4. ผู้อา่ นสามารถฝกึ การคิด และสรา้ งจนิ ตนาการได้เองในขณะอา่ น
5. การอา่ นส่งเสรมิ ใหม้ สี มองดี มีสมาธินานกว่าและมากกว่าสือ่ อยา่ งอนื่ ทัง้ นเี้ พราะขณะอ่าน
จิตใจตอ้ งมุง่ มั่นอยกู่ ับขอ้ ความ พนิ จิ พเิ คราะหข์ ้อความ
6. ผอู้ ่านเป็นผู้กำหนดการอ่านได้ดว้ ยตนเอง จะอ่านคร่าว ๆ อ่านละเอียด อ่านข้าม หรืออ่าน
ตวั อักษร เปน็ ไปตามใจของผูอ้ ่าน หรือจะเลือกอ่านเล่มไหนก็ได้เพราะหนังสือมีมาก สามารถเลอื กอา่ นได้
8
7. หนังสือมีหลากหลายรูปแบบ และราคาถูกกว่าสื่ออย่างอื่น จึงทำให้สมองผู้อ่านเปิดกว้าง
สร้างแนวคดิ และทศั นคติได้มากกว่า ทำใหผ้ ูอ้ า่ นไมต่ ดิ อย่กู ับแนวคดิ ใด ๆ โดยเฉพาะ
8. ผู้อ่านเกิดความคิดเป็นได้ด้วยตนเอง วินิจฉัยเนื้อหาสาระได้ด้วยตนเอง รวมทั้ง หนังสือ
บางเลม่ สามารถนำไปปฏิบตั ไิ ด้ดว้ ย เมื่อปฏบิ ตั แิ ล้วกเ็ กิดผลดี
ชลุ ี อินมน่ั (2533, หนา้ 2 อา้ งถงึ ใน เพยี งพิณ ปลอดโปรง่ . 2556) ไดอ้ า้ งคำพูดของ ฟรานซิส
เบคอน (Francis Bacon) เกี่ยวกับความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านทำให้คนเป็นคนท่ีสมบูรณ์ และสแตรง
(Strang) ได้ กล่าวถึงความจำเป็นในการอ่านไว้ว่า การอ่านคือถนนแห่งความรู้ การศึกษาทุกอย่างต้องอาศัย
การอ่านปัจจุบนั ในสภาพชีวติ จริงต้องใช้การอา่ นจึงจะอยู่ในสงั คมอยา่ งมีความทัดเทยี มและย้ำว่ายิ่งอ่านมากก็
ยิง่ เรยี นร้มู าก
เมือ่ ไดศ้ กึ ษาความเหน็ จากกรมวิชาการ (2542) ที่สรุปประโยชน์ทีไ่ ด้รับจากการอ่านไวด้ งั น้ี
1. มคี วามรูเ้ พ่มิ เติม ชว่ ยให้รู้กว้าง ไมแ่ คบอยเู่ ฉพาะเร่อื งรอบตวั
2. ชว่ ยพฒั นาความคดิ เพราะประสบการณใ์ นการอา่ นจะช่วยเสริมความคิดให้พฒั นาข้ึน
3. ชว่ ยทำใหเ้ ปน็ ผทู้ ่สี งั คมยอมรับเพราะผู้ท่อี ่านมากจะรู้จักปรับตวั ให้เขา้ กับสังคมได้ดี
4. ช่วยใหเ้ ป็นผปู้ ระสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ
5. ช่วยให้ไดร้ ับความบันเทิงในชีวติ มากขนึ้
6. ช่วยให้เป็นคนที่น่าสนใจ เพราะผู้ที่อ่านหนังสือมากจะมีความคิดลึกซึ้ง และกว้างขวาง
สามารถแสดงความรูแ้ ละความคดิ ที่ดไี ด้เสมอ
7. เป็นการใช้เวลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์
ดังนั้น จึงสรุปสาระสำคัญของการอ่านได้ว่า การอ่านมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพ
ชีวติ เพราะการอ่านมากทำใหเ้ ป็นคนมีความคิดที่ดี ได้รบั ความรมู้ าพัฒนาตนเองนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ
ใหเ้ จริญกา้ วหน้าทัดเทยี มสงั คมโลก
3. ความสนใจและความต้องการในการอา่ น
จากความคิดเห็นของฉวีวรรณ คหู าภินนั ท์ (2542 อา้ งถงึ ใน เพียงพิณ ปลอดโปรง่ . 2556) ได้
กล่าวถึง ความสนใจและความต้องการในการอ่านของผู้อ่านแต่ละวัยย่อมมีความแตกต่างกัน เนื่องจากสาเหตุ
หลายประการ ได้แก่ สติปัญญา อายุ เพศ ความถนัดตามธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทางบา้ น โรงเรียน เพื่อน และ
ชุมชน ความสนใจและความต้องการในการอา่ นของเด็กแต่ละวัย สรปุ ไดด้ งั น้ี
เด็กวัย 8-12 ปี (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4) เด็กวัยนี้จะเข้าใจคำเปรียบเทียบ สนใจเรื่องเป็น
จริงมากขึ้น เด็กชายสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ การผจญภัย การต่อสู้เรื่องมีจินตนาการ กว้างไกลเกี่ยวกับ
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การทดลองง่าย ๆ ตามที่เรียนมาจากโรงเรียน เด็กหญิงจะชอบการแต่งกาย เสื้อผ้า
9
การบ้าน การเรือน และยังคงซอบเรื่องเกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า ทั้งเด็กชายเด็กหญิงจะชอบเหมือน ๆ กัน เช่น
วรรณคดี นิทาน นิยายสำหรับเด็กง่าย ๆ เกี่ยวกับเทพบุตร ชาดก สุภาษิตคำทังเพย นิทานพื้นบ้าน เรื่องตลก
การ์ตูน ขำขัน เข้าใจปัญหาสังคม ศาสนา เด็กวัยนี้จะชอบหนังสือที่มีเรือ่ งและรูปเท่า ๆ กัน หรือรูปอาจจะ
ลดนอ้ ยลงได้ ลดรูปสลี งได้ เนือ้ เรือ่ งยาวขนึ้ สามารถอา่ นเรื่องสารเคมีง่าย ๆ รเู้ รอ่ื ง เรื่องตลกง่าย ๆ เข้าใจได้ดี
เรื่อง ความรู้ต่าง ๆ วรรณคดีง่าย ๆ นอกจากนี้บางคนที่อ่านหนังสือเก่งมักจะหันไปอ่านหนังสือในวัยถัดไปได้
เปน็ อย่างดี ๆ
เด็กวัย 12-14 ปี (ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย) เป็นเด็กก่อนวัยรุ่น ความสนใจในการอ่าน
จะต้องกว้างขวางมากขึ้น ชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ ชีวประวัติบุคคลสำคัญ เรื่องเด็กวัยเดียวกัน เรื่องโรงเรียน
กีฬา งานอดิเรก สัตว์ แมลงต่าง ๆ เรื่องท้องถิ่น ประเพณีพื้นบ้าน เด็กวัยนี้จะรู้จักวินิจฉัยการอ่าน หา
ข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ รู้จักค้นคว้าเพิ่มเติมในสิ่งที่สงสัยและอยากรู้อยากเห็น เด็กชายจะสนใจวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การทดลองต่าง ๆ เรื่องที่ขมวดปมให้คิดเรื่องผจญภัยในอวกาศประวัติศาสตร์ เกม
คอมพิวเตอร์ สว่ นเดก็ หญงิ ยงั คงสนใจเรื่องในครอบครวั และเรม่ิ สนใจอ่านหนังสือนวนยิ ายรัก ทั้งเด็กหญิงและ
เด็กชายชอบเรื่องสัตว์ เด็กวัยนี้จะเข้าใจหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ดี เด็กวัยนี้จะชอบหนังสือที่มีเรื่องมากกว่ารูป
ส่วนมากจะชอบหนังสือขนาดฉบับกระเป๋า (Pocket book) ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน และชอบอ่านนิตยสาร
มาก โดยเฉพาะนิตยสารทมี่ ีเรอื่ งทีส่ นใจเปน็ พิเศษ
เด็กวัย 15-20 ปี (วัยรุ่น) สนใจเร่ืองการแต่งกาย วิธีการเรียนให้เก่ง การจำ การเป็นคนเก่ง
จิตวิทยาง่ายๆ งานอดิเรก มรรยาทในสังคม การวางตน การคบเพื่อน การคบเพศตรงข้าม ซอบอ่านเนื้อเรื่อง
เกี่ยวกับการปรับปรุงบุคลิกภาพ การรักษาสุขภาพอนามัย วรรณคดี โคลงกลอน นวนิยายรัก ประวัติศาสตร์
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า คอมพิวเตอร์ การทดลอง เรื่องที่เป็นความรู้ เครื่องบินจรวด ดาวเทียม เทคโนโลยี
เกษตร ภาษา กีฬา การต่อสู้ อาวุธที่ใช้ในสงคราม ปัญหาสังคมการเมือง นักสืบ ผจญภัย การท่องเที่ยวและ
ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น เด็กวัยรุ่นผู้ชายจะชอบเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กีฬา การผจญภัย และ
ดนตรี วัยร่นุ ทั้งหญงิ และชายชอบอ่านวา่ รสาร นิตยสาร และหนังสอื การ์ตนู มาก
นอกจากนี้ ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจนะ (2534 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556 ) ได้
กลา่ วถงึ ความสนใจในการอ่านของเด็กไวว้ า่ เดก็ ชาย 9-11 ปี ซอบเรอ่ื งเกีย่ วกับสง่ิ ตอ่ ไปนี้ การผจญภยั ตื่นเต้น
ลกึ ลบั เรื่องจรงิ เรื่องพิศวง ชวี ติ เด็ก ธรรมชาติ และซีวติ ของสตั ว์ ความมนี ำ้ ใจเปน็ นักกีฬา ความกลา้ หาญ การ
กีฬา เครื่องบิน ประดิษฐกรรมต่าง ๆ 12-13 ปีจะเพิ่มความสนใจในประวัติศาสตร์ ชีวประวัติและหนังสือ
เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและสังคม เด็กหญิงชอบนวนิยายซาบซึ้งใจ มากกว่าเด็กชาย ทั้งเด็กหญิงและ
เด็กชายชอบอ่านเร่ืองที่เขียนให้แย้งไปจากความจริง และเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องตลกและเรื่องท่ีเกี่ยวกับงาน
อดิเรก เด็กอายุ 14 ปี ความสนใจจะเริ่มเพ่งเล็งไปในแนวใดแนวหนึ่งโดยเฉพาะระยะนี้อาจจะอ่านหนังสือ
น้อยลง แต่จะชอบอ่านนิตยสารมากขึ้น เด็กชายชอบอ่านชีวประวัติ ประวัติศาสตร์ การเดินทาง เครื่องยนต์
10
กลไกต่าง ๆ ซอบหนังสือที่มีแผนผังแบบแปลง บางคนอาจจะเริ่มชอบหนังสือรัก ๆ ใคร่ ๆ บ้าง แต่เรื่องนั้น
จะตอ้ งรวดเรว็ ทนั ใจ เด็กหญงิ คงชอบหนงั สอื สำหรบั ผู้ใหญ่มากขึ้นชอบเรอ่ื งรักใคร่ท่ีจะสะเทือนอารมณ์ มักติด
ใจเรอื่ งราวท่ีแต่งเกนิ ความจรงิ ง่าย ๆ เดก็ อายุ 15 ปี ตอนนค้ี วามทมุ่ เทในการอ่านผ่านไปบ้างแลว้ แตล่ ะคนเร่ิม
อ่านหนังสือตามความต้องการของโรงเรียนและสังคม บางคนยังคงชอบการอ่าน แต่ไม่ทุ่มเทไปในทางใดทาง
หนึ่งเหมือนเมื่อก่อน เด็กชายมักจะชอบเรื่องเกี่ยวกับวิชาการ งานอดิเรก และการทดลอง เด็กหญิงชอบนว
นิยาย เด็กอายุ 16-17 ปี ความสนใจในการอ่านค่อยเริ่มสนใจกับชีวิตอย่างผู้ใหญ่ สนใจกับเรื่องของโลกของ
สังคมและปญั หาสว่ นตวั ต่าง ๆ
จากที่กล่าวมาขา้ งต้นสรุปได้ว่า ความสนใจและความต้องในการอา่ นของเด็กจะเปลี่ยนแปลง
ไปตามวยั และความต้องการของตัวเองมากขึน้
4. ปัญหาในการอา่ น
ปัญหาในการอ่านมีผลทำให้เด็กไม่เกิดนิสัยรักการอ่าน ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ในเรื่องน้ี
ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล (2537 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556 ) กลา่ วถึงปญั หาของนักอ่าน สรุปได้
ดงั น้ี
1. ไมอ่ ่าน
2. อา่ นไมอ่ อก
3. ไม่มีหนังสอื อา่ น
4. ไมม่ ีเวลาอา่ น
5. ไมม่ ีท่ีอ่าน
6. อา่ นช้า
7. อ่านไมเ่ ข้าใจ
8. อา่ นแล้วไมเ่ กดิ ประโยชน์
เดก็ ไทย มีปัญหาการอ่านออก เขียนได้
เด็กไทยอาการหนัก มีปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้เพียบ สำนักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ระบุผู้ประเมินมีข้อสังเกตเรือ่ งการอ่านออกเขียนได้ไม่ชัดเจนของเด็กเข้ามา
มาก ทั้งประสมคำผิด เรียงประโยคไม่ถูกต้อง การประเมินรอบสาม อาจต้องกำหนดเกณฑ์ชี้วัดเรื่องดังกล่าว
ร่วมด้วย เพราะเกณฑ์ที่ใช้อยู่มุ่งวัดผลระดับสูง เนื่องจากไม่คาดคิดว่าเด็กจะมีปัญหาพื้นฐานเรื่องการเขียนคำ
เรยี งประโยค ส่วน "ธงทอง" เผย ออกตรวจเยยี่ มโรงเรยี นก็พบเดก็ ม.2 ยงั ประสมคำไมถ่ กู ตอ้ ง
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2552 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ผู้อำนวยการสำนักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า จากการประเมินคุณภาพมาตรฐาน
11
สถานศึกษาภายนอกของสมศ.ในรอบสอง (พ.ศ.2549 - 2551) มีข้อสังเกตจากผู้ประเมินจำนวนมากว่า
นักเรียนในระดับประถมศึกษาถึงมธั ยมศึกษา มีปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ โดยพบว่าโรงเรยี นหลายแห่ง
นักเรียนมีการเขียนคำภาษาไทยผิด การเรียงรูปประโยคไม่ถูกต้อง ทำให้ข้อความที่เขียนไม่สามารถส่ือ
ความหมายได้ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึงทำข้อสอบอัตนัยไม่ได้ ส่วนหนึ่งอาจ
เป็นเพราะมีการใช้ข้อสอบปรนัยในการวัดและประเมินผลเด็กมากขึ้นทำให้เด็กไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทยในการ
เขียนตอบข้อสอบ ซึ่งการตอบข้อสอบแบบอัตนัยจะทำให้เด็กได้มีการคิด วิเคราะห์ และต้องถ่ายทอดออกมา
เป็นภาษาเขียนเพื่อสื่อสารถึงสิ่งที่ตนเองรู้และเข้าใจให้ชัดเจนว่าในการประเมินสถานศึกษา ฯ ภายนอกรอบ
สามที่จะมีขึ้นนั้น จะต้องมีการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดในเรื่องอ่านออกเขียนได้ในการประเมินด้วย เนื่องจากที่ผ่าน
มาเกณฑ์การประเมินที่สมศ.กำหนดไว้ มุ่งเน้นคุณภาพและมาตรฐานในระดับสูง โดยไม่ทันคิดว่านักเรียนจะมี
ปัญหาพื้นฐานในเรือ่ งการอ่านออกเขยี นได้ ซง่ึ หากมกี ารกำหนดเกณฑ์การประเมินเรื่องการอ่านออกเขียนได้ไว้
ด้วย เชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปญั หาดงั กล่าวได้
ด้านธงทอง จันทรางศุ (2552 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) เลขาธิการสำนักงาน
สภาการศึกษา (กกศ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนในต่างจังหวัดหลายแห่ง ทำให้
ยืนยันได้ว่าโรงเรียน ในต่างจังหวัดมีปญั หาเรื่องคุณภาพจริง ๆ โดยพบว่านักเรียนในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ไม่ได้
อยู่กับพ่อแม่ แต่จะอยู่กับปู่ย่าตายาย นอกจากนี้ตนได้ไปเยี่ยมโรงเรียนขนาดเล็กทางภาคตะวันออก- เฉียง
เหนือแห่งหนึ่ง ได้เข้าไปดูนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เขียนหนังสือพบว่านักเรียนเขียนหนังสือไม่เป็น
ตวั อักษร อา่ นแทบไม่ออกว่าเป็นตวั อะไรและประสมคำผิด แถมครูทส่ี อนวชิ าภาษาไทยต้องนำนักเรียนมาสอน
ในหอ้ งสมุด เพราะครูตอ้ งทำหน้าทบ่ี รรณารกั ษด์ ้วย แตม่ บี างโรงเรียนที่ครมู คี วามรแู้ ละเกง่ ที่สามารถบูรณาการ
เรียนการสอนให้เข้ากับท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี เช่น โรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ครูจะนำภาษาท้องถิ่นมา
สอนให้กบั นกั เรียน หรอื ทโ่ี รงเรยี นในเกาะอาดัง ทคี่ รจู ะพยายามปลูกฝังและสร้างจติ สำนึกให้กบั นักเรียนดูและ
รักชุมชนของตนเอง ซึ่งตนจะนำข้อมูลจากการไปตรวจเยี่ยมมาประกอบในการวางแนวทางเพื่อดำเนินการ
ปฏิรูปการศกึ ษารอบ 2 ต่อไป
ในความเห็นของฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ (2542 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556)
กล่าวถงึ ปัญหาของนักอ่าน สรุปได้ ดังน้ี
1. ไม่ชอบอา่ น ชอบดโู ทรทัศน์ เลน่ คอมพวิ เตอร์ และดูวีดิทศั นม์ ากกวา่
2. ไม่มเี วลา เพราะทำงานมาก หรอื การบ้านมาก
3. ไมม่ ีเงนิ ซื้อสอ่ื การอ่าน
4. ไม่มคี นชว่ ยสอนอา่ นเวลาอ่านไมอ่ อกหรือมีปัญหาในการอา่ น
5. อา่ นไมอ่ อก อ่านแลว้ ไมเ่ ขา้ ใจ
6. สุขภาพไม่ดี
12
7. พกิ าร
8. ไม่มีสมาธใิ นการอ่าน
9. มีปัญหาท้ังทางครอบครวั และปัญหาทางโรงเรียน
10.ไม่เหน็ ความสำคัญของการอา่ น
11.ไม่มีสถานท่ีทเี่ หมาะสมท่จี ะอา่ น
12. ตัวหนังสือเลก็ เกนิ ไป
13. ไม่มีหนงั สืออา่ น
14. พอ่ แม่ ผู้ปกครอง ไม่เห็นความสำคัญของการอ่านจึงไม่สง่ เสริมให้อ่าน
15. มีโรคทีเ่ กี่ยวกบั สมองทำให้อา่ นหนงั สือไม่ได้
16. มีนิสัยที่ไม่ดีในการอ่านทำให้อ่านช้า เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการอ่าน เช่น การอ่านที
ละคำ ชอบอ่านออกเสียง ใจลอยไม่มีสมาธใิ นการอ่าน
17. ไมเ่ ทคนิคหรอื วิธีการในการอ่านหนังสอื บางประเภท
18. วิธีการสอนของครูทำให้ไม่อยากอ่าน
19. โรงเรียนไม่มหี ้องสมดุ
นอกจากนี้ ฉววี รรณ คูหาภินนั ทน์ (2542 อ้างถงึ ใน เพียงพิณ ปลอดโปรง่ . 2556) กล่าวถงึ ตัว
แปรทม่ี ีอิทธิพลต่อการอ่าน สรุปได้ดังนี้
1. ตวั แปรทีเ่ กยี่ วกับผอู้ า่ น ได้แก่ วฒุ ิภาวะ ความพรอ้ ม การจงู ใจ สมรรถวิสยั ในการอ่านและ
คุณลกั ษณะทางบคุ ลกิ ภาพของผู้อ่าน
2. ตัวแปรทเี่ กย่ี วกับการอา่ น ได้แก่ ความแตกตา่ งของวัสดุการอา่ น ซง่ึ อาจแตกต่างได้ในด้าน
ความยากง่าย ความยาว ความคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้วัสดุการอ่าน ยังแตกต่างในด้านความสนุกสนาน น่า
เรยี น หรือน่าเบือ่ หนา่ ย
3. ตัวแปรท่ีเกย่ี วกับวธิ ีการอา่ น วิธกี ารอา่ นก็มีผลต่อการอ่านได้เชน่ กนั
4. ตัวแปรที่เกีย่ วกบั สภาพสงั คมและสิง่ แวดลอ้ ม ได้แก่ บา้ น โรงเรยี น และชมุ ชน
จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ปัญหาในการอ่านขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
ได้แก่ สภาพสังคมและสง่ิ แวดล้อม วสั ดุการอ่าน และตัวของผูอ้ า่ นเอง
5. การอา่ นและการสร้างนิสยั รักการอ่าน
การอ่านเป็นการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และนำความคิดนั้นไปไใช้
ประโยชน์ ตัวอักษรเป็นเครื่องหมายแทนคำพูด และคำพูดเป็นเพียงที่ใช้แทนของจริงอีกทีหนึ่ง ดังที่
ศรีรัตน์ เจิงกลิ่นจันทร์ (2536 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) กล่าวว่าหัวใจของการอ่านจึงอยู่ที่การ
13
เขา้ ใจความหมายของคำ ตามความเหน็ ของสมบัติ จำปาเงิน และสำเนยี ง มณีกาญจน์ ( 2549 อา้ งถงึ ใน เพียง
พิณ ปลอดโปร่ง. 2556 ) การอ่านหนังสือเป็นการเก็บรวบรวมความคดิ ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่อ่านน้ัน การมี
คติประจำใจว่าจะต้องอ่านเอาเรื่องความคิดจากหนงั สือนั้นให้ได้ ขณะอ่านควรใช้ความคิดติดตามไปด้วย อย่า
อ่านเพียงลวก ๆ หรือใจลอย ต้องอ่านอย่างตั้งใจจริง อ่านด้วยความพินิจพิเคราะห์ จะช่วยให้ได้รับความรู้
ความเข้าใจอยา่ งถ่องแท้ จะก่อให้เกิดสตปิ ัญญาตามมาในขน้ั สุดท้าย เชน่ ศรรี ตั น์ เจิงกลิ่นจนั ทร์ (2536)
กล่าววา่ นสิ ยั รกั การอ่าน หมายถึง การใฝ่มุงมนั่ ต่อการอ่านและอ่านจนเคยชิน อ่านจนเปน็ นสิ ยั แมบ้ างคร้ังจะมี
ปัญหาและอุปสรรคตอ่ การอา่ นบา้ งก็ไมย่ ่อท้อ
ดังนั้น สรุปได้ว่าการอ่านด้วยความเข้าใจ มีความตั้งใจในการอ่าน อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์
และอ่านอยา่ งสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดนิสัยรักการอา่ น
6. หลกั ารอา่ นภาษาไทย
การอ่านเป็นทักษะที่ตอ้ งฝึกเช่นเดียวกับทักษะอื่น ๆ มีสมาธิในการอ่านต่อเนือ่ ง จับประเด็น
ความชัดเจน มีอารมณ์ และจินตนาการร่วมอยู่ด้วย ทำให้เกิดความชำนาญในการรับรู้ทางด้านการคิดเป็น
การสรุป การโต้ตอบ ทำให้เกิดความคิดเป็นระบบและการรับรู้เป็นระบบ การพัฒนาการอ่านต้องดำเนินการ
อย่างต่อเนื่อง เพราะว่าการอ่านนั้นจะต้องใช้เวลาในการพัฒนา ฝึกฝนอยู่เสมอจนเกิดเป็นนิสัยรักการอ่าน
เกิดขึน้ การสรา้ งนสิ ยั ดงั กลา่ ว ได้มแี นวคดิ วา่ การทค่ี นเราเมอ่ื เรยี นรสู้ ิ่งใดแล้ว จะนำส่ิงทไี่ ดเ้ รยี นร้ไู ปปฏิบัติจริง
จนเกดิ นิสัย
6.1 หลักการอ่าน การอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านออกเสียงหรืออ่านในใจ มิใช่สักแต่
อ่านหนังสือออกเท่านั้น แต่ต้องมีคุณสมบัติของผู้ที่อ่านเป็นด้วย จึงจะทำให้การอ่านนั้นได้ความหมาย
ไดอ้ รรถรส ตรงตามจุดมุ่งหมายของผ้เู ขียน และลกั ษณะของผู้ทีอ่ ่านเป็นนัน้ ถือวา่ เป็นผู้อา่ นท่ีมีประสิทธิภาพใน
การอ่าน
6.2 ลกั ษณะของผู้ทอี่ ่านเป็น
6.2.1 อ่านแล้วรู้เร่ืองราวไดต้ ลอดแจ่มแจง้ คือ อ่านแลว้ จับใจความของเรื่องที่อ่านได้
ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่รู้เพียงบางส่วน นอกจากนั้นต้องเข้าใจความหมายในเนื้อหาของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องด้วย
6.2.2 ได้รับรสชาติจากการอ่าน หมายถึง เมื่ออ่านเรื่องใดก็ตามย่อมเกิดความ
ซาบซึ้งตามเนื้อหา สำนวน และวิธีการประพันธ์นั้น ๆ เกิดอารมณ์ร่วมและมองเห็นภาพพจน์ตามที่ผู้ประพันธ์
บรรยาย
6.2.3 วินิจฉัยคุณค่าของหนังสือที่อ่านได้ว่ามีคุณค่า หรือประโยชน์แง่ใด มีคุณค่า
มากนอ้ ยเพยี งใด หรือควรใหค้ วามสนใจมากนอ้ ยเพยี งใด หนังสอื ใดเหมาะสมกบั บคุ คลประเภทใดเปน็ ต้น
14
6.2.4 รู้จักนำสิ่งที่เป็นประโยชน์จากหนังสือที่อ่านมาใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์
หนังสือทุกเรื่องที่อ่านย่อมมีคุณค่า มากบ้างน้อยบ้างในแง่ต่าง ๆ การรู้จักวินิจฉัยและรู้จักค้นหาสิ่งที่เป็น
ประโยชน์จากหนงั สือที่อา่ นนำมาใช้ไดเ้ หมาะสม เป็นวธิ ีการอย่างหนึ่งของการรับสารที่มปี ระสิทธภิ าพ
6.2.5 รู้จักเลือกหนังสือที่อ่านได้เหมาะสมตามความต้องการในแต่ละโอกาส หรือ
รู้จักเลอื กหนังสอื อา่ นไดต้ รงตามความมุ่งหมายนัน่ เอง
6.3 ประเภทของการอ่าน
การอ่านแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื อ่านออกเสยี ง และอา่ นในใจ
6.3.1 การอ่านออกเสียง หมายถึง การอ่านที่ผู้อื่นสามารถได้ยินเสียงอ่านด้วย
การอ่านออกเสียงมักไม่นิยมอ่านเพื่อการรับสารโดยตรงเพียงคนเดียว เว้นแต่ในบางครั้งเราอ่านบทประพันธ์
เป็นท่วงทำนองเพ่ือความไพเราะเพลดิ เพลินส่วนตัว แตส่ ่วนใหญแ่ ล้วการอ่านออกเสียงมักเป็นการอ่านให้ผู้อื่น
ฟงั การอา่ นประเภทนีม้ หี ลายโอกาสคือ
- การอา่ นออกเสียงเพ่ือบคุ คลในครอบครัวหรือผู้ท่ีคุน้ เคย เป็นการอ่านที่
ไม่เป็นทางการ การอ่านเพื่อบุคคลในครอบครัว เช่น อ่านนิทาน หนังสือพิมพ์ ข่าว จดหมาย ใบปลิว
คำโฆษณา ใบประกาศ หนังสือวรรณคดีต่าง ๆ เป็นการอ่านสู่กันฟัง หรืออ่านให้เพื่อนฟัง อ่านให้คน
บางคนทอ่ี า่ นหนังสอื ไมอ่ อก หรอื มองไม่เหน็ ฟัง
- การอ่านออกเสียงที่เป็นทางการหรืออ่านในเรื่องของหน้าที่การงาน
เป็นการอ่านที่เป็นทางการ มีระเบียบแบบแผนเป็นการอ่านที่รัดกุมกว่าการอ่านออกเสียงเพื่อบุคคล
ในครอบครัวหรือผู้ที่คุ้นเคย เช่น การอ่านในห้องเรียน อ่านที่ประชุม อ่านรายงาน อ่านในพิธีเปิดงาน
อา่ นคำปราศรยั อา่ นสารในโอกาสที่สำคญั ต่าง ๆ การอา่ นของสื่อมวลชน
การอ่านออกเสียงให้ผู้อื่นฟัง จะต้องอ่านให้ชัดเจนถูกต้องได้ข้อความครบถ้วน
สมบูรณ์ มลี ลี าการอา่ น ท่นี ่าสนใจและนา่ ติดตามฟังจนจบ
6.3.1.1 จดุ มุ่งหมายในการอา่ นออกเสยี ง
6.3.1.1.1 เพื่อให้อา่ นออกเสียงได้ถูกตอ้ งตามอักขรวธิ ี
6.3.1.1.2 เพ่อื ให้รูจ้ กั ใช้นำ้ เสยี งบอกอารมณ์และความรูส้ กึ ให้
สอดคลอ้ งกับเนื้อหาของเรื่อง ทอ่ี า่ น
6.3.1.1.3 เพ่ือใหเ้ ข้าใจเรือ่ งท่ีอา่ นได้ถกู ต้อง
6.3.1.1.4 เพอื่ ให้ผูอ้ ่านและผู้ฟงั มีความรู้ความเข้าใจเนื้อเร่ืองที่
6.3.1.1.5 เพือ่ ให้ผูอ้ ่านและผู้ฟังเกดิ ความเพลิดเพลิน
15
6.3.1.1.6 เพ่อื เปน็ การรบั สารและสง่ สารวธิ ีหนึง่
6.3.1.2 หลักการอา่ นออกเสียง
6.3.1.2 อา่ นออกเสยี งให้ถกู ต้องและชดั เจน
6.3.1.3 อา่ นใหด้ ังพอทผ่ี ้ฟู งั ได้ยนิ ท่วั ถงึ
6.3.1.4 อ่านให้เป็นเสียงพูดโดยธรรมชาติ
6.3.1.5 รจู้ ักทอดจงั หวะและหยดุ หายใจเม่ือจบขอ้ ความตอนหนึ่งๆ
4.3.1.6 อ่านใหเ้ ข้าลักษณะของเน้ือเรื่อง เช่น บทสนทนาตอ้ งอ่านให้
เหมือนการสนทนากันอา่ นคำบรรยาย พรรณนาความร้สู ึก หรือปาฐกถากอ็ า่ นให้เข้ากบั ลักษณะของเรอ่ื งนนั้ ๆ
6.3.1.7 อ่านออกเสียงและจังหวะให้เป็นไปตามเนื้อเรื่อง เช่น ดุ
หรือโกรธ ก็ทำเสยี ง แขง็ และเรว็ ถา้ เป็นเรอื่ งเกีย่ วกับครำ่ ครวญ ออ้ นวอน กท็ อดเสียงให้ช้าลง เปน็ ต้น
6.3.1.8 ถ้าเป็นเรือ่ งร้อยกรองตอ้ งคำนึงถึงสง่ิ ต่อไปนี้ด้วย
- สัมผสั ครุ ลหุ ต้องอ่านให้ถูกต้อง
- เน้นคำรับสัมผัสและอ่านเอื้อสัมผัสใน เพ่ือเพ่ิมความ
ไพเราะ
- อ่านใหถ้ กู ต้องตามจงั หวะและทำนองนิยม ตามลักษณะ
ของร้อยกรองน้ัน ๆ
ยังมกี ารอา่ นออกเสียงอีกประการหน่ึง การอ่านทำนองเสนาะ เปน็ ลกั ษณะการอ่านออกเสียง
ที่มีจังหวะทำนองและออกเสียงสูงต่ำเพื่อให้เกิดความไพเราะ การอ่านทำนองเสนาะนี้ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ
ลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละชนิดและรู้วิธีอ่านออกเสียง สูงต่ำ การทอดเสียง การเอื้อนเสียง ซึ่งเป็น
ลักษณะเฉพาะของคำประพนั ธช์ นิดต่าง ๆ ดว้ ย การอ่านทำนองเสนาะนี้ เปน็ มรดกทางวัฒนธรรมท่ีสืบทอดกัน
มาช้านาน ซึ่งเป็นสิ่งท่ีคนไทยทุกคนควรภูมิใจและรักษาวัฒนธรรมล้ำค่าน้ีไว้เพือ่ ถ่ายทอดสืบตอ่ กันไปชั่วลูกชว่ั
หลาน
6.3.2 หลักการอ่านทำนองเสนาะ
6.3.2.1 ศึกษาลักษณะบังคับของคำประพันธแ์ ต่ละชนดิ ที่อ่านให้เข้าใจแจม่
แจ้ง
6.3.2.2 อ่านให้ถูกต้องตามลักษณะของคำประพันธ์ชนิดนั้น ๆ เช่น การ
แบ่งวรรค บทสมั ผัสการออกเสยี งสงู ต่ำ
6.3.2.3 อา่ นออกเสยี งใหถ้ กู ต้อง ซัดเจน
16
6.3.2.4 ใช้น้ำเสยี งที่เหมาะสมกับบทบาทเน้ือเรือ่ งท่ีอ่าน บทโกรธ บทเศร้า
ต้องรู้จกั ใชเ้ สียงให้ผูฟ้ ัง เกดิ อารมณ์คล้อยตาม
6.3.25 คำนึงถึงความไพเราะและท่วงทำนองและคำประพันธ์นั้น ๆ โดย
การทอดจงั หวะเออ้ื นเสียง เน้นเสยี ง เป็นตน้
6.3.3 หลักการอ่านในใจ
การอา่ นใจในถือว่าเปน็ การอา่ นเพ่ือพัฒนาตนเองในดา้ นต่าง ๆ อนั ได้แก่
6.3.3.1 พฒั นาดา้ นความรู้ คือ ไดท้ ั้งความรรู้ อบตวั และความรู้เฉพาะด้าน
6.3.3.2 พัฒนาด้านอารมณ์ ช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน บันเทิงใจคลาย
ความขุ่นมัวตา่ ง ๆ
6.3.3.3 พัฒนาคุณธรรม การมีคุณธรรมย่อมเกิดมาจากความจรรโลงใจซ่ึง
ไดจ้ ากการอ่าน หนงั สอื ประเภทธรรมะ ชวี ประวัติ สารคดี ฯลฯ
การอ่านในใจจึงเป็นวิธีการศึกษาอย่างหนึ่ง เพื่อเรียนรู้และเข้าใจ
ประสบการณ์ใหม่ ๆ ซ่งึ ชว่ ยให้มนษุ ย์เกิดการปรับตวั เพ่อื การดำรงชีวิตอยา่ งเปน็ สขุ
6.3.4 จุดมงุ่ หมายในการอา่ นในใจ
6.3.4.1 เพอ่ื จับใจความไดถ้ ูกตอ้ งรวดเร็ว
6.3.4.2 เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความคิดกว้างขวางลึกซึ้ง เป็น
การเสริมสร้างประสบการณช์ วี ติ
6.3.4.3 เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินและเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็น
ประโยชน์
6.3.4.4 เพื่อให้สามารถถ่ายทอดส่งิ ที่อ่านใหผ้ ู้อ่ืนรับรู้ไดโ้ ดยไมผ่ ดิ พลาด
6.3.5 หลกั การอ่านในใจ
6.3.5.1 ต้งั สมาธใิ หแ้ น่วแน่
6.3.5.2 กะระยะช่วงสายตาแตล่ ะคราวใหก้ วา้ งทีส่ ุด จะทำใหอ้ า่ นไดร้ วดเร็ว
ไม่ควรมองเป็นคำ ๆ เพราะทำใหอ้ า่ นชา้ และจบั ใจความไมไ่ ด้
6.3.5.3 การเคลื่อนไหวสายตาจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไม่ควรบ่อยคร้ัง แต่
ควรเปน็ ไปอย่างมจี ังหวะและแน่นอน ไม่ควรสา่ ยตาไปตามเสน้ บรรทัด
6.3.5.4 ไมค่ วรอ่านย้อนกลบั เพ่ือทบทวนใหมบ่ อ่ ย ๆ ทำใหอ้ ่านชา้
6.3.5.5 การเปลี่ยนบรรทัดต้องให้แม่นยำ พยายามอย่ากลับไปอ่านซ้ำ
บรรทัดเดมิ อกี
17
6.3.5.6 ไม่ทำปากขมบุ ขมิบหรอื ออกเสียงในเวลาอา่ น
6.3.5.7 ไมใ่ ชน้ ิว้ ปากกา หรือดินสอ ช้ที ่ตวั หนงั สอื ทีละตัว
6.3.5.8 จับใจความสำคัญและใจความประกอบให้ได้ พจิ ารณาให้เขา้ ใจ
6.3.5.9 บันทึกความรู้ ความเข้าใจ และความคิดไว้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์
ตอ่ ไป
7. ประโยชนข์ องการอ่าน
การอ่านมีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้อ่านเป็นอย่างมาก เนื่องจากการอ่านช่วยพัฒนา
สติปัญญาของผู้อ่านให้สามารถวินิจฉัยประเมินค่าข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และสามารถปรับตัวให้ดำเนนิ
ชีวิตในสงั คมได้อย่างมีความสขุ
บันลือ พฤกษะวัน (2534, หน้า 9) กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่าน สรุปได้ว่า การอ่าน
สามารถช่วยผู้อ่านให้มีพัฒนาการทางภาษา ส่งเสริมให้ผู้อ่านรู้จักกระบวนการคิด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา
ทกั ษะการฟัง การพูด การเขียน รวมทัง้ การอา่ นและใช้หลักภาษาได้ดี
มณรี ัตน์ สกุ โชตริ ตั น์ (2537, หน้า 21 อา้ งใน บญุ รอด โชตวิ ชิรา, 2549, หน้า 71) ได้ กลา่ วถึง
ประโยชน์ของการอ่าน สรุปได้ว่า การอ่านช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจพฤติกรรมของตนและคนในสังคม รวมทั้งชีวิต
ความเปน็ อยู่ สภาพแวดล้อม ขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละวฒั นธรรมของชาติ
สุนีย์ สิงหะคเซนทร์ (อ้างใน อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปรง่ . 2556, หน้า 71) สรุปได้ว่าการ
อา่ น กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อตนเองและแกซ่ าติโดยส่วนรวม เพราะการอา่ นทำให้บุคคลน้ันเกิดความรกู้ ว้างขวาง
สามารถนำความรู้มาใช้พัฒนาตน สังคม และอาชีพได้ เมื่อบุคคลมีความรู้ดีย่อมทำให้ประเทศชาติพัฒนามาก
ขนึ้
จากความเห็นของนักการศึกษาสรุปได้ว่า การอ่านก่อให้เกิดประโยชน์ 2 ทางด้วยกันคือ
ก่อให้เกิดประโยชนต์ ่อตนเอง และก่อเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
ทฤษฎีการอา่ น
ทฤษฎีการอ่าน หมายถึง ข้อสรุปที่เป็นความจริงอย่างกว้าง ๆ ให้เป็นพื้นฐานที่จะนำมา
กำหนดแนวทางในการสรา้ งรูปแบบการอ่าน ซึ่งสนุ นั ทา มน่ั เศรษฐวิทย์ (2544.หน้า 56-59 อา้ งถงึ ใน เพียงพิณ
ปลอดโปรง่ . 2556) ได้ กล่าวถงึ ทฤษฎีและรูปแบบการอ่านไว้ ดงั นี้
18
1. ทฤษฎเี นน้ ความสมั พันธข์ องข้อความ เปน็ ทฤษฎที ่เี นน้ ใจความสำคัญของสารเป็นหลักใน
ข้อความหนึ่ง ๆ จะมีใจความสำคัญ เมื่อผู้อ่านได้อ่านสารแล้วจะนำใจความสำคัญในแต่ละข้อความมารวมกนั
โดยใหต้ ่อเน่อื งแลว้ ทำความเข้าใจใจความเหล่านั้นอีกคร้ัง ทฤษฎนี ีย้ งั แยกออกไปตามแนวคิดของนักการศึกษา
ไดแ้ ก่ ทฤษฎขี อง Trabasso ทฤษฎขี อง Chase และ Clark ทฤษฎขี อง Rumelhart ซึ่งมีรายละเอียดดงั น้ี
1.1 ทฤษฎีของ Trabasso ได้กล่าวว่าการอ่านเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องและมี
ความสัมพันธ์กัน 2 ประการ คอื ผ้อู า่ นรบั ร้สู าร จากนนั้ จะทำการเปรยี บเทียบโดยใชป้ ระสบการณ์เดมิ ทฤษฎีน้ี
ได้เน้นว่าระดับการอ่านของผู้อ่านจะไม่คงที่ในขณะที่อ่านข้อความผู้อ่านจะควบคุมเพียงโครงสร้างผิวเผิน
จนกว่าสารที่รบั รจู้ ะได้รบั การเปรยี บเทียบ แบง่ เปน็ 3 ชั้น ดังภาพ
ประสบการณ์เดมิ
รับสาร ความหมาย
แหล่งความรู้
ภาพ 1 รปู แบบการอา่ นตามทฤษฎีของ Trabasso
ก. การรับสาร โดยใช้สายตารับรู้
ข. การใช้ประสบการณ์เดิม ความจริงและภาพ ทำการเปรียบเทียบกับสารท่ี ได้รับ
ว่าแตกต่างไปจากประสบการณเ์ ดิมหรอื ไม่ ถ้าเป็นเรือ่ งที่ไม่รู้จกั ผู้อ่านจะอ่านทบทวน 2-3 จนกว่าจะตดั สินใจ
ว่าอะไรคือคำตอบท่แี ท้จรงิ
ค. คำตอบที่ได้จากการเปรียบเทียบคือประสบการณ์เดิม หรือโดยอาศัยความรู้ จาก
แหล่งอื่นมาช่วยตดั สนิ น้ัน ถอื ว่าเปน็ ความรู้ใหม่ท่ีไดจ้ าการอ่าน
19
1.2 ทฤษฎีของ Chase และ Clark เป็นทฤษฎีที่เน้นถึงความลัมพันธ์ของใจความที่
อ่านกบั ประสบการณเ์ ดมิ โดยมีขั้นตอนการอ่านดังภาพ
ลบ
ประสบการณ์เดมิ
รับสาร อา่ นซ้ำ ความหมาย
แหล่งความรู้
บวก
ภาพ 2 รูปแบบการอา่ นตามทฤษฎขี อง Chase และ Clark
ก. ผู้อ่านจะรับสารแล้วเปรยี บเทียบกับประสบการณ์ของจริงและภาพถ้าไม่ตรง กับ
ขอ้ มลู ดงั กลา่ ว หรือยงั ไมม่ ีความแน่ใจ ก็จะใชว้ ธิ ีการอา่ นซ้ำข้อความนั้น
ข. สารที่ให้ความรู้สึกในทางลบ จะใช้เวลาในการรับรู้ไวและนาน หมายความว่าเม่ือ
รับรู้แล้วจะเก็บไว้นานกว่าสารจะให้ความรู้ลึกทางบวก ซึ่งระยะเวลาในการเก็บจะสั้นกว่าหรือ อาจลืมได้เร็ว
กวา่ สารทใี่ หค้ วามรู้สกึ ทางลบ
ค. ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะ และความหมายของคำจะได้รับการ บันทึก
ไว้ในสมอง
1.3 ทฤษฎีของ Rumelnart ได้กล่าวถึงการอ่านว่าเป็นกระบวนการที่ทำงานคล้าย
กบั เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ มคี วามขบั ซ้อน แตล่ ะข้นั ตอนจะมีความสัมพันธ์กัน ถ้าขาดอย่างใดอย่างหน่ึงก็จะทำให้
การอา่ นไมส่ มบูรณ์ ดงั ภาพ
สาร อ่านสาร หนา้ ท่ขี องคำ ความหมายของคำ แปลความ
รูปรา่ งของคำ ชนดิ ของคำ
การสะกดคำ ความหมายของ
ขอ้ ความ
ภาพ 3 รปู แบบการอ่านตามทฤษฎีของRumelhart
20
ผอู้ า่ นจะเริ่มตน้ ด้วยการอ่านสารโดยพิจารณารูปรา่ งของคำท่รี ู้จัก เพอ่ื ทำความเข้าใจ
ความหมายต่อจากนั้นจึงทำการเปรียบเทียบความหมายของคำกับความรู้เดิมที่มีอยู่เพื่อเป็นการ พิสูจน์หา
ข้อเท็จจริง โดยผู้อ่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของคำ ความหมาย การสะกดคำ และ ชนิดของคำ
องค์ประกอบเหลา่ นจ้ี ะช่วยให้ผ้อู ่านสามารถแปลความของสารได้ หลกั สำคัญของทฤษฎมี อี ยู่ 4 ประการ คือ
ก. การที่ผู้อ่านจะรับรู้คำนั้นเป็นคำประชนิดใด ต้องสังเกตหน้าที่ของคำท่ี
อยู่ใกลเ้ คยี งกนั ในประโยคเดียวกันหรอื ในขอ้ ความใกลเ้ คยี งกันว่าคำนัน้ ทำหนา้ ทอ่ี ยา่ งไร
ข. การที่ผู้อ่านจะรับรู้ความหมายของคำขึ้นอยู่กับความเข้าใจความหมาย
ของคำใกลเ้ คียง อาจเป็นคำท่ีมาก่อนมาหลงั ก็ได้ จะเป็นแนวทางขี้แนะใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจความหมายของคำใหม่ได้
เรว็ ข้นึ
ค. การที่ผู้อ่านจะรับรู้หน้าที่ของคำนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้อ่าน
เกี่ยวกับหน้าที่ของคำอื่นที่มาก่อนหรือมาหลังคำใหม่ จะเป็นแนวทางช่วยชี้แนะหน้าที่ของคำใหม่ให้ผู้อ่าน
เขา้ ใจ
ง. การที่ผู้อ่านจะแปลความหมายของคำ ขึ้นอยู่กับการชี้แนะของคำบางคำ
จะเห็นไดว้ ่าทฤษฎีเหลา่ นเ้ี น้นความสัมพนั ธ์ของคำ ประโยค และข้อความ ผอู้ ่านจะต้องรู้จัก ความหมายของคำ
ขนิดหนา้ ที่ รูปรา่ ง และสะกดได้ จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจความหมายท้งั หมด
2. ทฤษฎีเนน้ การวเิ คราะห์ข้อความ เป็นทฤษฎีที่เน้นความสำคญั ขององคป์ ระกอบย่อย ของ
ประโยค ได้แก่ ประธาน กริยา กรรม และส่วนขยาย นอกจากนั้นยังต้องรู้จักคำชนิดต่าง ๆ เช่น คำนาม
สรรพนาม กรยิ า ฯลฯ การเข้าใจหน้าทแ่ี ละความหมายนยั แทจ้ รงิ จะช่วยให้เข้าใจ ความหมายของข้อความหรือ
เรื่องทอ่ี า่ น ผู้สนับสนุนทฤษฎนี ้ี ไดแ้ ก่ Dawes และ Frederken ซง่ึ มี รายละเอยี ดดงั นี้
2.1 ทฤษฎีของ Dawes ได้กล่าวว่า ข้อความหรือเรื่องราวที่ได้รับการแก้ไขปรับปรุง
ประโยคให้มีความเกี่ยวข้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนเป็นที่เข้าใจของผู้อ่านในลักษณะเช่นนี้ถือว่ามี
ความสัมพนั ธเ์ ปน็ บวก ความสัมพนั ธใ์ นท่ีนี้คือความหมายเก่ยี วข้องของความหมายในแตล่ ะประโยคนั้นเอง แม้
บางครั้งประโยคแต่ละประโยคไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสัมพันธก์ ัน หากผู้อ่านพยายามดึงความหมายให้มาเกีย่ วขอ้ ง
กนั กส็ ามารถสรา้ งความสมั พันธข์ องประโยคได้
2.2 ทฤษฎีของ Frederison ทฤษฎีนี้ได้นำโครงสร้างทางหลักภาษามาเป็นแกน
สำหรับสร้างความเข้าใจในการอ่าน กล่าวคือ ผู้อ่านจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของของคำในประโยค
การเข้าใจหนา้ ที่ของคำ การนำถอ้ ยคำมาเช่ือมโยงโดยอาศัยหลักวิธีการทางภาษา ซึ่งโครงสรา้ งของประโยคจะ
ประกอบด้วย ประธาน กรยิ า กรรม และสว่ นขยาย
21
2.1.1 แนวคดิ ทฤษฎที ี่เกย่ี วข้องกับกจิ กรรมเพลง
กิจกรรมเพลงเป็นกจิ กรรมท่ีเด็กชอบ และมีความกระตือรือร้นท่ีจะเรียน การสอนร้องเพลงภาษาไทย
ชว่ ยให้เดก็ ได้รจู้ ักการออกเสียงสระ พยญั ชนะ การเนน้ เสยี ง คำศัพท์และโครงสร้างของประโยค นอกจากเพลง
ในหนังสือหรือคู่มือครูแล้ว ครูอาจนำเพลงจากภาพยนตร์ แผ่นซีดีเพลง หรือเพลงที่กำลังเป็นที่นิยมมาใช้สอน
เดก็ ได้ ในการสอนเพลงควรให้นกั เรียนทำท่าทางประกอบเพลงไปดว้ ย
ความหมายของเพลง
มผี ู้ให้ความหมายของเพลงและตนตรไี วห้ ลายท่าน ดังนี้
ธีระศักดิ์ วดีศิริศักดิ์ (2540 : 23) กล่าวว่า เพลง คือภาษาอย่างหนึ่งที่สามารถสื่อความคิด
เปน็ จินตนาการ และความรสู้ กึ ออกมาในรปู ของถอ้ ยคำ และเสียง ซ่งึ ผฟู้ ังแต่ละคนสามารถรบั รู้ดว้ ยจินตนาการ
ท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2542 : 80 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอด
โปร่ง. 2556) การร้องเพลง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กแสดงออกเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเรียนรู้
เกีย่ วกับภาษา และจังหวะดนตรี
ราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 258) ใหค้ วามหมายของเพลงไวว้ ่า เพลงหมายถึงสำเนียง ขบั ร้อง
ทำนองดนตรี
สรุปได้ว่า เพลง คือเสียง จังหวะ การขับร้อง ทำนองดนตรี ที่แสดงออกถึงพฤติกรรมของผู้
ร้องเพลง ซึ่งรวมถึงการแสดงท่าทางประกอบ และการพูดเข้าจังหวะดนตรีเพลงช่วยเกิดความพึงพอใจ
ความสขุ ใจ และความสนุกสนานเพลิดเพลนิ
ความสำคญั ของกจิ กรรมเพลง
นักการศึกษาและนักวิจัยหลายท่านให้ความสำคัญของเพลงไว้ว่า เพลงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
สำหรบั การสอนภาษาได้เป็นอยา่ งดี เพราะผู้เรยี นชอบร้องเพลงเปน็ ทนุ เดิมอยู่แล้ว การร้องเพลงทำใหผ้ ้เู รียนได้
เปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้บทเรียนมีชีวิตชีวา บทเพลงที่นำมาฝึกนั้น จะช่วยเกี่ยวกับการออกเสียงคำศัพท์ ให้มี
ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (กุศยา แสงเดช. 2545 : 136) นอกจากน้ี แรมสมร อยู่สถาพร (2538 : 33อ้างถึงใน
เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ยังได้กล่าวว่าเพลงช่วยลดความเครียด และทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ ดังนั้นครู
ควรจะเรียนรู้วิธีการหรือเทคนิคการใชเ้ พลงประกอบการเรียนการสอน เพราะถ้าครูสามารถเตรียมบทเรียนได้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพแลว้ ผเู้ รียนจะได้รับความรทู้ างภาษา พรอ้ มกับความสนุกสนานไปด้วย
22
สิริกัญญา ขวัญสำราญ (2543 : 52 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้กล่าวถึงโลก
ของดนตรไี ว้ว่า "โลกของดนตรี เป็นโลกทีบ่ ริสุทธิ์ เต็มไปด้วยความฝนั ขณะทีเ่ ราอยู่กับดนตรีเราจะรู้สึกเหมือน
หลุดออกไปจากโลกอันสับสนวุน่ วายท้ังปวง" นอกจากดนตรีจะเป็นสิง่ ที่บริสุทธิ์ สุขและสงบทางใจแล้ว ดนตรี
ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์เกิดสุนทรียภาพทางอารมณ์ ทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน เป็นเครื่องมือช่วยผ่อน
คลายความตึงเครียดทางสมอง ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการงานและงานเขียน ทำให้มนุษย์มีความสุข
มากขน้ึ ในการดำรงชีวิต ความสำคญั ของดนตรีนเ้ี ป็นที่ยอมรับกนั ท่วั ไปทกุ ชาติ ทุกภาษาและทุกวงการ
อริยะ สุพรรณเภษัช (2546 : 18) กล่าวถึงการจัดระบบการศึกษาในปัจจุบันน้ี ไม่ว่าจะเป็น
เทคนิคการสอนหรือหลักสูตรส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปในการพัฒนาสมองซีกซ้าย โดยเด็กต้องท่องจำ คิดเลข
เรียนรู้ทางภาษา ระเบียบ กฎเกณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูล อันเป็นหน้าที่ของสมองซกี ซ้ายทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่เด็กใน
วันนี้ควรจะได้รับการกระตุ้นให้สมองซีกขวาได้พัฒนาอย่างเต็มที่ โดยการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความ คิด
จินตนาการของเด็กโดยการพัฒนาสมองทั้ง 2 ซีกไปพร้อมกันและเท่าเทียมกัน โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงใน
ระบบการศึกษาจากระบบท่ีเปน็ อยเู่ ป็นระบบท่ีให้เด็กมีอสิ ระในการคิดการหาคำตอบมากขึ้น การพัฒนาสมอง
ซีกขวา อาจทำได้โดยการสอนให้เด็กได้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับจินตนาการ เช่น การเล่านิทาน การแสดง ละคร
การเล่นเกม เล่นกีฬา ดนตรีและศิลปะ ตลอดจนการฝึกสมาธิประกอบกับเสียงดนตรี เสียงเพลงที่คัดเลือกไว้
อย่างเหมาะสมกจ็ ะเปน็ ทางเลอื กหนึ่งท่ีน่าสนใจกบั กาพฒั นาสมองเด็ก
จากความสำคัญกิจกรรมเพลงดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า เพลงเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อ
จัดการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นอยา่ งยิ่ง การนำกิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริมการอ่านภาษาไทย ไม่เพียงแต่ผู้เรียนจะ
ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ยังได้รับความรู้ในเรื่องของคำศัพท์ การออกเสียง ความมั่นใจ รวมถึงเกิด
เจตคตทิ ดี่ ีต่อการเรียนภาษาไทยอีกดว้ ย
หลักในการเลอื กเพลงทใ่ี ชส้ อน
การที่จะนำบทเพลงมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น มีนักการศึกษาและ
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านไดเ้ สนอแนะถึงวิธีการเลือกเพลงประกอบการสอน ตลอดจนวิธกี ารใช้เพลงประกอบการ
สอน ไวด้ งั นี้
วิจิตรา เจือจันทร์ (2533 : 32 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้กล่าวถึงหลักการ
เลือกเพลงประกอบการสอนเอาไวด้ ังน้ี
1. บทเพลงเกี่ยวกับบ้านและโรงเรียน บทเพลงเกี่ยวกับคน โดยเฉพาะเพลงท่ี
สามารถเตมิ ชอื่ ของตน ช่อื ของเพอ่ื น ๆ ลงไปได้
2. บทเพลงทเี่ ดก็ ได้มีโอกาสตบมือเข้าจงั หวะ และแสดงท่าทางตา่ ง ๆ
23
3. บทเพลงที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งได้ยินมาจากโทรทัศน์ วิทยุ หรือบทเพลงใน
ภาพยนตร์ การโฆษณา
4. บทเพลงเกย่ี วกบั เทศกาล ฤดกู าล และวนั พักผ่อนตา่ ง ๆ
5. บทเพลงที่สามารถแสดงเป็นเรื่องราวได้ หรือ เป็นกิจกรรมบทบาทสมมุติ เช่น
เพลงเก่ียวกบั การทักทาย การกลา่ วลา
จนิ ตนา นุตทศั น์ (2541 : 4 อา้ งถึงใน เพยี งพณิ ปลอดโปรง่ . 2556) ไดเ้ สนอแนะในการเลือก
เพลงไว้ ดังนี้
1. เลือกเพลงที่สนุก เร้าใจ เข้าใจง่าย และมีเนื้อร้องเหมาะกับวัยของผู้เรียน เพลง
ส้นั ๆ
2. สร้างแบบฝกึ หัดได้ เพอื่ เรียนภาษาจากเพลง
นอกจากนี้ ประนอม สุรัสวคดี (2541 : 33) ได้กล่าวถึงการเลือกเพลงที่นำมาเป็นสื่อว่า
ครูต้องคำนงึ ถึงความยาก-ง่ายของเพลง เชน่ เก่ียวกบั คำศัพทไ์ หม่ เนื้อหาและหลักสูตร ทว่ งทำนองที่ง่ายต่อการ
ร้องและจดจำ
สรุปได้ว่าลักษณะของเพลงทีน่ ำมาประกอบการสอนฟัง เป็นเพลงที่มีท่วงทำนอง สนุกสนาน
เนือ้ ร้องไม่ยาก เหมาะสมกบั นักเรยี นและเนอื้ หาในบทเรยี น
การใช้กิจกรรมเพลงประกอบการสอน
กรมวิชาการ (2539 : 19) ไดส้ รุปวัตถปุ ระสงคใ์ นการสอนเพลงประกอบบทเรียนดงั นี้
1. เพ่ือใหน้ กั เรยี นรสู้ กึ วา่ บทเรยี นมคี วามหมาย นา่ สนใจ นา่ สนุก
2. เพอ่ื ย้ำส่งิ ท่ีเรียนไปแล้ว เชน่ แถบประโยค คำศัพท์ หรอื การออกเสยี ง ใหน้ ักเรียน
จำได้ดีย่งิ ขึ้น
3. เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกการออกเสียงมากขึ้นโดยไม่เกิดความเบื่อหน่าย เช่น เสียง
สระ พยญั ชนะ เสียงเชอ่ื มคำ เชอื่ มประโยค และจังหวะ
4. เพอ่ื ปลกู ฝงั ทศั นคติทีด่ ตี ่อการเรยี นภาษา
เรืองศักดิ์ อัมไพพันธ์ (2542 : 9) กล่าวว่า การเรียนการสอนโดยใช้เพลงสอนในห้องเรยี นนน้ั
มจี ดุ มุ่งหมายดังตอ่ ไปนี้
1. เพ่อื สอนศัพท์หรอื โครงสร้างใหมต่ ลอดจน
2. เพ่อื ทบทวนเนอ้ื หาทเี่ รียนมา
24
เพลงและดนตรี 3. เพอื่ จดั กจิ กรรมเสริมบทเรยี นใหน้ า่ สนใจ
4. เพ่อื สอนขนบธรรมเนยี ม ประเพณที ่ีเกยี่ วกับภาษาและบทเพลงนนั้
5. เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับหลักการและทฤษฎีของบท
6. เพ่อื สง่ เสริมการแสดงออกของภาษา
ณรุทธ์ สุทธจิตต์ (2544 : 174) กล่าวว่า บทเพลงในระดับประถมต้น (1-3) ผู้เรียน มี
ประสบการณ์ด้านดนตรีในวงจำกัดไม่ว่าจะเป็นการร้องหรือการฟังเพลงยังคงต้องมีการเลือกสรรบทเพลงให้
เหมาะสมอยา่ งมาก เพลงทนี่ ำมาใชร้ ้องควรเป็นเพลงทีม่ โี ครงสร้างไมส่ ลบั ซับซ้อนนัก ช่วงเสยี งของเพลงไม่ควร
กวา้ งเกนิ ไป เพลงควรมคี วามยาวไม่มากนัก
จะเห็นได้ว่า ในการนำเพลงและดนตรมี าใชป้ ระกอบการเรียนการสอน ก็เพื่อที่จะสรา้ งความ
น่าสนใจของบทเรียนให้มียิ่งขึ้น เกิดความสนุกสนานในการเรียน และเพื่อที่จะช่วยเพิ่มความคงทนในการ
เรยี นร้ใู ห้กบั ผูเ้ รยี น
ทฤษฎีทเี่ กย่ี วข้องกบั กจิ กรรมเพลง
ในการสอนภาษาไทยนัน้ ส่งิ ท่คี รูผู้สอนจำเปน็ ตอ้ งคำนงึ คือ หลกั การ แนวคดิ และทฤษฎีทค่ี วร
จัดให้การเรียนการสอนเกิดความสอดคล้องกับความสนใจ จูงใจแสละความเหมาะสมกับความสามารถของ
ผู้เรียน ตลอดทั้งการคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล พัฒนาการของผู้เรียนต้องศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้
ทางจิตวิทยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การเรียน การสอนบรรลุไปตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งในเรื่องนี้ได้มี
นกั การศึกษาหลายท่านไดก้ ลา่ วถงึ หลักการ แนวคดิ และทฤษฎีทค่ี รคู วรนำมาใชใ้ นการสอนภาษาไทยษ ดังนี้
ทฤษฎที ่ีเกีย่ วข้องกบั กจิ กรรมเพลงท่ีสำคัญ ไดแ้ ก่ ทฤษฎีพหปุ ญั ญา (Multiple Intelligence)
ของ การ์ดเนอร์ (Gardner. 1983) ทฤษฎีภาษาที่สองของ เครเชน (Krashen. 1995) และทฤษฎีการสอน
ภาษาแบบองคร์ วม (Whole Language) ของ ฟรีเมน (Freaman. 1992)
ทฤษฎีพหุปญั ญา (Multiple Intelligence)
เจ้าของทฤษฎีนี้ คือ การ์ดเนอร์ (Gardner. 1983) กล่าวถึงพหุปัญญา หรือ MI ว่าคือ
ความสามารถของมนุษย์ในการแก้ปัญหา ซึ่งการ์ดเนอร์ได้จำแนกความสามารถทางปญั ญาของมนุษย์ออกเปน็
8 ด้าน คอื
1. ความสามารถในการใชด้ ้านภาษา (Linguistic Intelligence)
25
2. คว ามสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรถศาสตร์และคณิตศาสต ร์
(Logical-mathematical Intelligence)
3. ความสามารถทางภาพมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)
4. ความสามารถในด้านการใช้กล้ามเนื้อแล มือและการเคลื่อนไหว
(Bodily-kinesthetic Intelligence)
5. ความสามารถทางดา้ นดนตรี (Musical Intelligence)
6. ความสามารถทางคา้ นสงั คม ความเขา้ ใจผอู้ ่นื (Interpersonal Inteligence)
7. ความสามารถในการเขา้ ใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
8. ความสามารถในการเขา้ ใจสภาพธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนเรื่องการใช้ดนตรีในการเรียนภาษาที่สอง ซึ่ง
การ์ดเนอร์ได้พูดถึงความสามารถทางปัญญา 8 ด้านของมนุษย์ และมีงานวิจัยเกี่ยวกับสมองของมนุษย์ได้
กล่าวถึงว่าความสามารถทางปัญญาเหล่านี้มีรากฐานทางชีววิทยา และทางวัฒนธรรม คือมีเซลล์สมองคอย
ควบคุมและเป็นฐานรองรับ ถ้าผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง บางส่วนก็จะมีผลต่อพหุปัญญา
นอกจากนัน้ วฒั นธรรมและสภาพแวดลอ้ มทางสงั คมก็เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพหุปญั ญาอีกดว้ ย
การ์ดเนอร์ เชื่อว่าเป็นความรับผิดชอบขององค์กรการศึกษาที่จะฝึกฝนความสามารถทาง
ปญั ญาเหล่านใี้ หแ้ กผ่ ูเ้ รียน นกั การศึกษาจำเป็นที่จะต้องรูว้ ่าโรงเรยี นส่วนมากเน้นการพัฒนาความสามารถทาง
ปญั ญาเพียง 2 ดา้ น คือปญั ญาดา้ นภาษา และปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ซงึ่ เป็นมุมมองท่ีแคบ เพราะ
มนุษย์มีความสามารถทางปัญญามากมาย ดังนั้นโรงเรยี นจึงควรตระหนักในเรื่องของความสามารถทางปัญญา
ของผู้เรียน ถงึ แมว้ ่าเป็นไปไม่ได้ท่ีผู้สอนจะฝึกฝนความสามารถทางปัญญาทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกัน แต่ผู้สอน
จำเป็นด้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ในการที่จะทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนได้ดีกว่าที่ผ่านมา
(Campbell, Campbell &Dickinson. 1996 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) การใช้ดนตรีเป็น
เครือ่ งมือในการสอนภาษาเปน็ ไปตามหลักทฤษฎีพหปุ ญั ญาของการ์ดเนอร์ เพราะดนตรีสามารถนำไปใช้ในการ
เรียนการสอนภาษาได้หลายทาง เช่น ผู้เรียนสามารถฟังดนตรีขณะที่เขียนบทความในเรื่องของทักษะการ
สื่อสาร อาจจะให้นักเรียนได้ฟังดนตรีคลาสสกิ หรือดนตรีแจ๊ส ในการที่จะให้ผู้เรียนเรียนรูค้ ำศัพท์ใหม่ อาจจะ
ให้ผู้เรียนได้ฟังนิทานเพลงขณะที่ผู้สอนชี้รูปภาพประกอบตาม หรืออาจจะให้ผู้เรียนร้องเพลงที่เนื้อเพลง
ประกอบดว้ ย โครงสร้างทางภาษา จะเห็นได้วา่ ดนตรสี ามารถนำไปใช้ในการสอนภาษาได้เป็นอยา่ งดี ซึ่งการนำ
กิจกรรมเพลงหรือดนตรีที่สอดคล้องกับเนื้อหาบทเรียน และทักษะที่ต้องเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดี มี
ความมั่นใจในการเรียน และยังช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะทางด้านดนตรีอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นผู้เรียนที่มี
ความสามารถทางดนตรีอยูแ่ ล้ว กจ็ ะประสบความสำเร็จในการเรียนไดม้ ากย่งิ ขึ้น
26
2.2 งานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้อง
ผู้วิจัยได้สืบค้นวิจัยในเรื่องการใช้กิจกรรมเพลงประกอบการสอนภาษาไทย ปรากฏว่ายังไม่มีงานวิจยั
ทำในลักษณะดังกล่าว แต่มีงานวิจัยหลายท่านได้นำกิจกรรมเพลงประกอบการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้วิจัยคดิ
วา่ รูปแบบในการวจิ ยั และการหาผลลัพธม์ ีความใกล้เคยี งกนั
งานวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้เพลงในการสอนภาษาอังกฤษทำให้บทเรียนเกิดความ สนุกสนานและ
นา่ สนใจ นักเรยี นไดร้ บั ทัง้ ความรทู้ างภาษา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนยี ม นอกจากนีเ้ พลงยังช่วย
สร้างบรรยากาศในห้องเรียน ทำให้ไม่เครียด มีผู้วิจัยได้ทำการวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้เพลงประกอบการสอน
ภาษาอังกฤษ และผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยดังน้ี งานวิจัยภายในประเทศ ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่ใช้เพลง
ประกอบการสอนภาษาอังกฤษ มีผูว้ ิจยั หลายทา่ นได้ทำการทดลองโดยใชเ้ พลงประกอบการสอนดังน้ี
ดวงเดือน แสงชัย (2530 – 30 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงเป็นกิจกรรมเสริม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรยี นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกตา่ งกนั อย่างไม่มีนยั สำคัญทางสถิติ นักเรียน
ส่วนใหญ่มีเจตคติที่ดีต่อการที่ครูใช้เพลงเป็นกิจกรรมเสริมการเรียนการสอน โดยนักเรียนร้อยละ 96.70 เห็น
ด้วยว่าควรจะมกี จิ กรรมร้องเพลงในชั่วโมงภาษาอังกฤษ
ทองคำ พานจันทร์ (2545 : 4 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556) ได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนการฟัง-พูด ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้เพลงกับการสอนแบบ
ปกติ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการฟัง-พูดภาษาอังกฤษโดยใช้เพลงไม่สูงกว่าวิธีสอนแบบปกติภายใต้
นยั สำคัญ 0.05 ความคดิ เหน็ ของนักเรยี นทม่ี ีตอ่ การสอนโดยใชเ้ พลงอยู่ในระดับดี
บุปผา จันทร์เพ็ญ (254 : 1 อ้างถึงใน เพียงพิณ ปลอดโปร่ง. 2556 ) ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่อง
เพลงเพื่อการเรียนการสอน วัฒนธรรมตะวันตก พบว่า เพลงที่ใช้ประกอบพิธีเฉลิมฉลองตามวัฒนธรรม
ตะวันตกมี 14 เทศกาล และจำนวนเพลงที่ใช้ประกอบในพิธีต่าง ๆ มี 341 เพลง ทำให้นักเรียนได้เรียนรูรู้
วัฒนธรรมตะวนั ตก