The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สระแก้ว เมืองชายแดนสมบูรณ์ฉบับย่อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tipkua, 2022-12-08 23:10:47

สระแก้ว เมืองชายแดนสมบูรณ์ฉบับย่อ

สระแก้ว เมืองชายแดนสมบูรณ์ฉบับย่อ

๔๗

แหวนทำดว้ ยสำรดิ หมุ้ ด้วยทอง แต่ทองหลดุ ร่อนไปเกือบหมด
ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง 2 เซนติเมตร

โบราณวตั ถปุ ระเภทเครื่องปนั้ ดนิ เผา
ภาชนะดินเผา โบราณวัตถุประเภทนี้พบมีทั้งที่เป็นภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน
9Earthen ware) ประเภทเนื้อหิน (Stone ware) และประเภทเนื้อโปร่งแสง หรือเนื้อกระเบื้อง
(Porcelain)
นอกจากนีย้ ังได้พบเครือ่ งปั้นดนิ เผาอื่นๆ ได้แก่
ตะคันดินเผา ทำด้วยดินหยาบ ปั้นเป็นรูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
5.3 เซนติเมตร สงู 2.8 เซนติเมตร เน้ือหนา 0.8 เซนติเมตร
สังข์ดินเผา ทำด้วยเนื้อดินสีแดง มีร่องรอยว่าเดิมสังข์อันนี้มีการเคลือบด้วยน้ำ
เคลือบสีเขียว ภายในทำเลียนแบบหอยธรรมชาติ ส่วนก้นหอยตัดตรงแล้วทำรูเอาไว้สำหรับเป่า
มีเส้นผา่ ศูนย์กลาง 1.6 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 8.5 เซนติเมตร ยาว 16.5 เซนติเมตร
ส่วนฐานของพาน ทำด้วยดินเผา มีลายขูดขีด ขนาดกว้าง 11 เซนติเมตร
สูง 12.5 เซนติเมตร
ไหสี่หู ทำด้วยเนื้อดินสีเทาอ่อน น้ำเคลือบสีเขียวเข้ม เคลือบไม่ตลอดใบ น้ำเคลือบ
ย้อยเปน็ ทรง บริเวณบา่ เขียนเป็นสญั ลักษณค์ ล้ายตวั อักษรด้านละตวั
โบราณวตั ถทุ ี่พบท่อี ำเภออรญั ประเทศ มีดังนี้

ศิวลึงค์ เป็นศิลปะเขมร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่
15 – 16 ทำด้วยหินสงู 90 เซนติเมตร สภาพสมบรู ณ์ ไม่มี
ฐาน ได้มาจากอำเภออรัญประเทศ ประติมากรรมรปู อวัยวะ
เพศชายนี้ ในไศวนิกายถือว่าเป็นรูปเคารพที่สำคัญที่สุด
ภายใน ศาสนสถานจะประดิษฐาน ศิวลึงค์เป็ประติมากรรม
ประธาน เพราะนบั ถือวา่ เป็นสญั ลักษณ์แทนองค์ศิวะ ซึง่ เปน็
พระผู้เป็นเจ้าให้กำเนิดแก่มวลมนุษยชาติ องค์ประกอบของ
ประติมากรรมนี้จะเคารพในกฎแห่งการจัดวางส่วนสำคัญ
ทั้งสาม คือ ตอนล่างสุด พรหมภาคเป็น

๔๘

แทง่ สีเ่ หลี่ยม ตอนกลาง วิษณภุ าคเปน็ แท่งแปดเหลีย่ ม และตอนบนรุทรภาคหรอื ปูชาภาค เปน็ แท่ง
กระบอก ความสูงของสว่ นทั้งสามจะเทา่ กัน

โบราณวตั ถุทีพ่ บทอ่ี ำเภอตาพระยา มีดงั นี้
• ประติมากรรมรูปโยคี เป็นศลิ ปะเขมรแบบนครวดั ทำด้วยหินสงู 30 เซนติเมตร
มีสภาพชำรุด มีเฉพาะส่วนศีรษะ พบทีอ่ ำเภอตาพระยา
ประติมากรรมชิ้นนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาพชำรุด แต่จากลักษณะทรงผมและเครา
ชว่ ยใหส้ นั นิษฐานได้วา่ เป็นศีรษะของประติมากรรมรปู นักบวชในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งอาจเป็นนกั บวช
ในไศวนิกาย
โบราณสถาน จงั หวัดสระแก้ว มีโบราณสถานทีส่ ำคัญ ดงั น้ี
• ปราสาทเขาน้อยหรือปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาน้อยสีชมพู
ในเขตตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ห่างจากพรมแดน ไทย-กัมพูชา
ประมาณ 1 กิโลเมตร

• ปราสาทช่องสระแจง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
การเดินทางไปยงั ปราสาทสระแจงเริม่ ตน้ จากตัวจังหวดั ไปยังวัดกะสังอตั ตะนันท์ประมาณ 110
กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อเข้าถนนลูกรังเข้าบ้านรัตนะ 3 กิโลเมตร เลยไปตามสันอ่างเก็บน้ำรัตนะ
จนถึงเชิงเขาบรรทัดประมาณ 5 กิโลเมตร แล้วต้องเดินเท้าต่อไปอีก 2 กิโลเมตร ตัวปราสาท

๔๙

ช่องสระแจงตั้งอยู่บนยอดสูงของทิวเขาบรรทัด และใกล้หน้าผาที่เชิงเขาบรรทัดมีสระน้ำใหญ่
ลักษณะเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 100 เมตร เป็นสระน้ำโบราณ ตัวปราสาทสร้างขึ้น
ด้วยหินทรายและศิลาแลง มีประตูทางเข้า 2 ด้าน สภาพของโบราณสถานปรักหักพังมากทำให้
กำหนดอายไุ ด้ว่าปราสาทหลังน้ีนา่ จะมีอายใุ นราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 17

• ปราสาทบ้านน้อยห้วยพะใย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว
เป็นโบราณสถานที่ไม่มีถนนผ่าน การเดินทางไปชมจะต้องใช้ถนนสายวัฒนานคร-อรัญประเทศ
ทางหลวงหมายเลข 33 ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ถึงบ้านน้อย หมู่ที่ 4 จากนั้นเดินไปตามคัน
นาอีกประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นฤดูแล้ง ก็สามารถเอารถยนต์แล่นเข้าไป แต่ต้องตัดคันนาไป
ตามรอยรถข้าวซึง่ ได้ตัดข้ามคนั นาไว้แล้ว ด้วยเหตุผลดังกลา่ วจงึ ทำให้ไมม่ นี กั ท่องเทีย่ วเดินทางไปชม
ปราสาทบ้านน้อย มีเฉพาะนักศึกษาทีเ่ ดินทางไปเพื่อศกึ ษาเทา่ น้ัน

๕๐

• ปราสาทสด๊กก๊อกธมหรือปราสาทเมืองพร้าว ตั้งอยู่ที่กิ่งอำเภอโคกสูง
จังหวัดสระแก้ว ห่างจากจังหวัดสระแก้ว ประมาณ 85 กิโลเมตร เป็นโบราณสถานตั้งอยู่กลางป่า
ตามแนวชายแดนไทย - กมั พูชา

มีผู้ให้ความหมายปราสาทสดก๊ กอ๊ กธม ดงั น้ี
สด๊ก แปลวา่ รกรุงรงั
ก๊อก แปลวา่ ต้นกก
ธม แปลวา่ ใหญ่
เมื่อแปลแล้วคือปราสาทใหญ่ที่มตี ้นกกขึ้นรกรงุ รงั
ลักษณะของปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นปราสาทก่อด้วยหินและศิลาแลงหันหน้า
ไปทางทิศตะวนั ออก ประกอบด้วยสว่ นสำคัญ 2 ส่วน คือ ตัวปราสาทและบาราย
ตัวปราสาท ด้านนอกเป็นกำแพงแก้ว ก่อด้วยศิลาแลง กว้าง 120 เมตร ยาว
127 เมตร มีทางเข้าออกสองทางคือ โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก ตัวซุ้มประตู
สร้างด้วยหินทราย ประตูกลางสามารถผ่านเข้าไปได้ ทางเข้าอีกด้านหนึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก
เป็นทางเข้าเล็กๆ พอตัวคนผ่านเข้าไปได้ ส่วนประตูด้านข้างอีกสองประตูเป็นประตูหลอก ถัดเข้าไป
เป็นคนู ้ำรูปตัวยลู ้อมด้วยปราสาท เว้นเส้นทางเข้าออก ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกไว้สองด้าน
ตัวคูกว้างประมาณ 20 เมตร

๕๑

• ปราสาทเขาโลน้ ต้ังอยูท่ ี่อำเภอตาพระยา จงั หวัดสระแก้ว เดินทางจากอำเภอ
ตาพระยา ไปตามทางหลวงหมายเลข 3068 (ตาพระยา - บุรีรัมย์) ระยะทางประมาณ
20 กิโลเมตร เลีย้ วซ้ายเข้าหมบู่ ้านเจรญิ สขุ จนถึงเชงิ เขาทีต่ ง้ั ปราสาทเขาโล้น

ลักษณะเป็นปราสาทแบบเขมร ตั้งอยู่บนยอดเขาโล้น ซึ่งเป็นเขาเตี้ยๆ
ประกอบด้วย ปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีปราสาทบริวารประกอบอยู่ที่ด้านหน้า 2 องค์
ด้านหลัง 1 องค์ ปราสาททั้งหมดหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก ตัวปราสาทก่อสร้างด้วยอิฐ ลักษณะ
ของปราสาทอยูใ่ นผงั ยอ่ เกจ็ ก่อเปน็ หอ้ งสเ่ี หลี่ยมทีเ่ รียกว่า ครรภคฤหะ สำหรับประดิษฐานรปู เคารพ
ซึ่งอาจเป็นรูปศิวลึงค์ เพราะพบว่ามีการทำทับหลังเหนือประตูเป็นรูปใบไม้ม้วน ตรงกลางมีพระ
อิศวรประทบั เหนอื เกียรตมิ ุข

• ปราสาทตาใบ ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกสูง กิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว
เป็นโบราณสถานประกอบด้วย ปราสาท 1 องค์ ก่อด้วยศิลาแลงเหลือเพียงส่วนฐานและบางส่วน
ของผนังอาคาร มีคูน้ำล้อมรอบ พบประติมากรรมรูปบุคคลยืน สูง 50 เซนติเมตร มี 2 มือ
มือข้างหนึ่งถือดอกบัวยกขึ้นระดับอก อาจเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นอกจากนี้ยังพบหิน
ทรายซึ่งอาจเป็นชิ้นส่วนของทับหลังและธรณีประตู สันนิษฐานว่าปราสาทตาใบมีอายุอยู่ในระหว่าง
พทุ ธศตวรรษที่ 16 – 18

๕๒

• ปราสาททัพเซียม ตั้งอยู่ในเขตตำบลหนองแวง อำเภอโคกสูง (เดิมอยู่ในเขต
อำเภอตาพระยา) จังหวัดสระแก้ว ลักษณะเปน็ ปราสาทกอ่ ด้วยศิลาแลงและหนิ ทราย หันหน้าไปทาง
ทิศตะวันออก รอบปราสาทมีมูลดินทับถมตัวปราสาทเป็นเนินสูง มีกำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลง
ล้อมรอบที่ปราสาทแห่งนี้พบศิลาจารึก 2 หลัก เป็นจารึกเนื่องในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
เพราะมีการกลา่ วถึงศวิ ลึงค์และพระศิวะ มีอายอุ ยูใ่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ 17

๕๓

• ปราสาทพูนผลหรือปราสาทหนองตาบนุ
ต้ังอยู่ในเขตตำบลโคกสงู อำเภอโคกสงู จงั หวัดสระแก้ว เป็นโบราณสถานต้ังอยใู่ นแวดล้อมของทุ่ง
นาและพืชไร่ โบราณสถานเหลือเพียงรากฐานของปราสาทแบบเขมรก่อด้วยศิลาแลงในผังรปู
สี่เหลี่ยมผืนผา้ ยาวในแนวตะวันออก - ตะวันตก หา่ งจากปราสาทไปทางตะวันออก ประมาณ 150
เมตร มีบารายขนาดใหญ่และมีคันดินล้อมรอบ พบหลักฐานส่วนประกอบของปราสาท เชน่ ทับหลัง
และเครือ่ งยอดทรงอมาลกะ สนั นษิ ฐานวา่ ปราสาทแห่งน้มี อี ายุอยูใ่ นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 –
18

• ปราสาทหนองบอน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว
อย่หู ่างจากทีท่ ำการอำเภอวัฒนานครประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นโบราณสถานอยู่บนเนินดินขนาดเล็ก
ในผงั รปู สี่เหลีย่ มผืนผา้ ขนาดเล็ก ประกอบด้วยปราสาทประธาน กำแพงแก้ว และบาราย

ลักษณะของปราสาทประธาน ก่อด้วยศิลาแลง สร้างอยู่ในผังสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้
สิบสอง สันนิษฐานว่าเป็นโบราณสถานเขมร แบบที่เรียกว่า อโรคยศาล สมัยพระเจ้าชัยวรมัน
ที่ 7 ในพุทธศตวรรษที่ 18

• ปราสาทหนองผักบุ้งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตบ้านน้อยละลมติม ตำบลโคกสูง
กิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นปราสาทแบบเขมร เหลือเพียงส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลงทาง
ตะวันออกของปราสาทห่างออกไป ประมาณ 50 เมตร มีบารายขนาด 100 x 140 เมตร และด้านเหนือ
ของปราสาทมีคันดิน สันนิษฐานว่าเป็นถนนโบราณที่ทอดผ่านไปยังกัมพูชาปรากฎอยู่
ปราสาทหนองผักบุ้งใหญ่เป็นหลักฐานที่แสดงถึงทางแพร่กระจายของอารยธรรมเขมรโบราณ
ในดินแดนประเทศไทย ปัจจบุ ันมอี ายุสมยั พุทธศตวรรษที่ 16 – 18

๕๔

๒.๑.๓ แหล่งโบราณคดี แหล่งโบราณคดีทีพ่ บในจังหวดั สระแก้ว มีดงั นี้
• แหล่งโบราณคดีเมืองไผ่ อยู่ที่บ้านเมืองไผ่ หมู่ที่ 8 ตำบลเมืองไผ่

อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ห่างจากที่ว่าการอำเภออรัญประเทศ ไปตามถนนรัชตวิถี เมื่อ
ถึงตำบลเมืองไผ่แล้วต้องแยกลงตามทางเดินจนถึงปราสาทเมืองไผ่ รวมระยะทางประมาณ 15
กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเมืองโบราณที่มีคูเมืองกำแพงล้อมรอบ 2 ชั้น ผังเมืองเป็นรูปไข่ขนาด
1,000 x 13,000 เมตร ตัวเมืองแบ่งเป็นสองส่วน คล้ายสองเมืองติดกัน สันนิษฐานว่าส่วนแรก
เป็นที่ตั้งเมือง และอีกส่วนหนึ่งมีห้วยไผ่ไหลผ่านกลาง เชื่อว่าเป็นที่ทำการเกษตรกรรม
หว้ ยไผท่ ี่ไหลผ่านนจี้ ะนำน้ำไปส่คู ลองลึกอนั เปน็ คลองที่ก้ันเขตแดนระหว่างไทยและกมั พูชา

• แหล่งโบราณคดีเขาฉกรรจ์ อยู่ในเขตเขาฉกรรจ์ ตำบลเขาฉกรรจ์
อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองสระแก้ว ไปตามทางหลวงหมายเลข
371 (สระแก้ว - จนั ทบุรี) เป็นระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร เขาฉกรรจเ์ ปน็ เขาหินปูน มีถ้ำอยู่
ประมาณ 32 แห่ง ลักษณะเป็นคูหาสามารถหลบแดด หลบฝน และภัยจากสัตว์ป่าได้ เขาฉกรรจ์
มีความสำคญั ในด้านโบราณคดี เปน็ แหลง่ ที่อยู่อาศัยของคนสมัยกอ่ นประวัติศาสตร์ จากการสำรวจ
พบว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตรต์ อนปลายจนถึงสมัยทวารวดี หลักฐานที่พบ
อาทิ เช่น ลูกปดั แก้ว ลูกปัดดินเผา ขวานหิน และเบ้าหลอมโลหะ เป็นต้น

2.1.4 แหล่งประวัติศาสตร์ เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์
อาจเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์หรือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวหรือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์
แหล่งประวัติศาสตร์จึงอาจเป็นได้ทั้งสถานที่ที่มีและไม่มีสิ่งก่อสร้าง แหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
ในจงั หวดั สระแก้ว มีดงั นี้

๕๕

• สระแก้ว - สระขวัญ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 7 ตำบลสระแก้ว
อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว อยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง สระแก้ว – สระขวัญ
มีความสำคัญในฐานะแหล่งประวัติศาสตร์ โดยในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช เมื่อครง้ั ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจา้ พระยาจกั รี
ได้เปน็ แมท่ พั ยกทัพไปตีกมั พูชา แวะมาพกั ทพั อยบู่ ริเวณสระ
ทั้งสองน้ี กองทพั ได้อาศัยน้ำในสระท้ังสองน้ีบริโภคและใช้สอย
จงึ ได้พระราชทานนามสระท้ังสองน้ีวา่ สระแก้ว และ สระขวัญ
หลงั จากน้ันได้มีการนำน้ำจากสระท้ังสองมาใช้ในพระราชพิธี
ถือน้ำพระพพิ ัฒน์สัตยาและในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

ต่อมาภายหลังได้นำไปใช้งานพระราชพิธีอีกหลายครั้ง และเปน็ ทีม่ าของชื่อจงั หวัดสระแก้ว และคร้ัง
หลงั สดุ เมือ่ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ได้มพี ิธีกรรมตกั น้ำศักดิ์สิทธิจ์ ากสระแก้ว – สระ
ขวัญ เพื่อทำพธิ ีเสกน้ำพระพุทธมนตศ์ ักดิส์ ิทธิ์ของจงั หวัด และนำไปรวมกบั น้ำศกั ดิ์สิทธิท์ ั่วประเทศ
เพือ่ ทำพิธีเสกทำน้ำพระพุทธมนตศ์ กั ดิ์สิทธิ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ในวนั ที่ 5
ธนั วาคม พ.ศ. 2542 ซึง่ เป็นวันมหามงคลที่ทรงพระเจรญิ พระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา

• จารึกพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตั้งอยู่บ้านช่องตะโก ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว คำจารึกนั้นได้จารึกลงบน
ก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านหลังของศาลเพียงตา คำจารึกมีอยู่ว่า ให้ข้าราชการสร้างเส้นทาง
เชื่อมระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีกับทางภาคอีกสาน ซึ่งจังหวัดปราจีนบุรีในที่นี้ก็คือจังหวัดสระแก้ว
ในปัจจุบัน จากแนวพระราชดำริดังกล่าว ชาวจังหวัดสระแก้วจึงได้ดำเนินตามพระราชปรสงค์และ
สร้างเส้นทางเช่อื มจากเขตจังหวัดสระแก้ว – เขตจงั หวัดบรุ ีรมั ย์

▪ สถานีรถไฟอรัญประเทศ เปน็ สถานีรถไฟทีม่ คี วามสำคญั
ในทางประวตั ิศาสตร์ คอื เมอ่ื พ.ศ. 2473
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หวั เสด็จนิวตั ิ
พระนครหลังจากเสดจ็ ประพาสไซ่ง่อน เวียดนาม และ
อินโดนีเซียของฝรง่ั เศส โดยรถยนต์พระทีน่ ่งั ถึง

อำเภออรัญประเทศ ได้ประทับบนสถานีรถไฟอรญั ประเทศ ประมาณ 30 นาที แล้วจึงเสด็จขึ้น
ประทบั รถไฟขบวนพิเศษจากอรญั ประเทศเข้ากรงุ เทพฯ ในครั้งนั้นยงั เปน็ การปกครองในระบอบ

๕๖

สมบรู ณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนทีม่ าเฝ้ารับเสด็จจึงมีเฉพาะชาวบ้านอรัญเท่าน้ัน เนื่องจากการ
คมนาคมยังไม่สะดวก การติดต่อขา่ วสารยงั ล่าช้า
วดั หลวงอรญั ญ์ เป็นสถานที่ทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั เสด็จพระราชดำเนินมาจงั หวัด
ปราจนี บรุ ีครั้งแรก เมอ่ื วันที่ 6 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2512
เพือ่ บำเพญ็ พระราชกุศลถวายพระกฐินตน้ ได้มี
ข้าราชการและประชาชนชาวอรญั ประเทศและ
อำเภอใกล้เคียงประมาณหนึง่ หม่นื เศษ มารอรบั
เสด็จบริเวณหนา้ พระอุโบสถวดั หลวงอรัญญ์ทุกคน
พากนั มาเฝา้ คอยที่จะได้รบั เสด็จและเฝา้ ชม
พระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน องค์ประมขุ สูงสุด
ของชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนนิ โดยรถยนต์พระที่น่ังถึงหน้าพระ
อโุ บสถ ทรงถวายผา้ พระกฐิน พระอรญั ประเทศคณจารย์ (ลี จันทรช์ )ู เจ้าอาวาสออกไปครองผ้า
แล้วกลับมานัง่ ทีเ่ ดิม พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัวทรงถวายเครื่องไทยทานแดพ่ ระสงฆ์จนท่ัวถึง
แล้ว เสดจ็ ออกจากพระอโุ บสถ มผี ทู้ ลู เกล้าฯ ถวายเงนิ โดยเสดจ็ พระราชกุศลในครั้งนอี้ ีกเป็นจำนวน
มาก รวมยอดเงนิ สว่ นพระองคแ์ ละที่มีผู้ร่วมทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสดจ็ พระราชกุศลคร้ังนีท้ ้ังสิน้ สอง
แสนบาทเศษ

ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน
ต้น ณ วัดหลวงอรัญญ์ครั้งนี้ นับว่าเป็นนิมิตและเป็นศุภมงคลอันประเสริฐ เป็นโชคดีของชาวอรัญ
ประเทศ และชาวอำเภอใกล้เคียงอย่างล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ ประชาชนจำนวนนับหมื่นเศษได้ชม
พระบารมีอย่างทั่วถึง นับเป็นพระมหากรณุ าธิคณุ อย่างใหญห่ ลวงแกช่ าวอรัญประเทศ

• ที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเมื่อ
ครั้งทรงร่วมรบในยทุ ธการโนนหมากมุ่น
ตั้งอย่ทู ี่บ้านโคกไม้งาม ตำบลโคกสงู
อำเภอโคกสูง จังหวดั สระแก้ว
เปน็ ที่ประทับขององคส์ มเดจ็ พระบรม
โอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกมุ าร
เมือ่ เสดจ็ ประทับในสนามรบรว่ มกับกองพันที่ 1

๕๗

กรมทหารราบที่ 11 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2523 ซึ่งทรงบัญชาการรบระหว่างไทยกับกัมพูชา ณ
บ้านโนนหมากมุ่น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2523 บริเวณทีเ่ สด็จประทับในปัจจุบันใช้เปน็ ที่ทำ
การของ อำเภอโคกสงู และสถานีตำรวจ อำเภอโคกสงู

• ถนนเจ้าพระยาบดินทรเดชา มีถนนโบราณสายหนึ่งผ่านจากทิศ
ตะวันออกไปทิศตะวันตก ทางทิศเหนือหมู่บ้านอรัญ ห่างจากบ้านอรัญ ประมาณ 400 เมตร
มีคนพูดกันต่อๆ มาว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นผู้นำสร้างไว้ ต่อมาจึงมีผู้ตั้งชื่อ
ว่า ถนนเจ้าพระยาบดินทรเดชา สันนิษฐานว่าถนนสายนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาคงสร้างขึ้นเมื่อ
คราวยกทัพกลับจากไปตีเขมร ญวณ คงใช้แรงงานเชยที่กวาดต้อนมา รวมทั้งทหารไทยในกองทัพ
ชว่ ยกันสร้าง เพือ่ ความสะดวกในการเดินทัพครั้งตอ่ ๆ ไป

2.1.5 แหล่งอุตสาหกรรมโบราณ แหล่งอุตสาหกรรมโบราณที่พบในจังหวัด
สระแก้วสว่ นใหญเ่ ป็นการการนำสินแร่มาถลุง แล้วนำมาหลอมเปน็ รปู แบบตา่ งๆ ได้แก่ แหล่งตัดหิน
โบราณ ที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา มีการพบแหล่งตัดหิน เพื่อนำไปทำปราสาทหินในบริเวณ
ใกล้เคียง และประกอบกับบริเวณนั้นมีปราสาทหินขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีแหล่ง
แร่ทองคำ ที่บ้านบ่อนางชิง อำเภอวัฒนานคร เป็นแหล่งสายแร่ทองคำขนาดเล็กที่มีมาแต่โบราณ
ปัจจุบันมีการขุดหาทองคำแบบดั้งเดิม ไม่เปิดให้ทำเหมืองขนาดใหญ่ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร
ประเภทอืน่ ๆ และรักษาสภาพแวดล้อม ประกอบกบั อาจมปี ริมาณ ไมม่ ากพอ

2.1.6 สถาปัตยกรรมดีเด่น เป็นสิ่งก่อสร้างที่ทรงคุณค่าในทางศิลปะ
สถาปัตยกรรมที่สืบทอดมาจนเป็นเอกลักษณ์และคงใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิม หรือกลุ่ม
อาคารที่มีการออกแบบที่สมบูรณ์มาแต่อดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามประโยชน์ใช้สอยเดิม
รวมถึงสง่ิ ก่อสร้างทีใ่ ช้ในชีวติ ประจำวัน เช่น บ้านพกั อาศยั อาคารร้านค้า สถานทีร่ าชการ ตลอดจน

อาคารร่วมสมัยที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม ซึ่งมีการออกแบบงดงามลงตัวใน
รูปแบบสถาปตั ยกรรมและประโยชน์ใช้สอย สถาปัตยกรรมดเี ด่นในจังหวดั สระแก้ว ได้แก่

• วดั อนุบรรพต (วัดเขาน้อย)
ตั้งอยู่หม่ทู ี่ 2 ตำบลบ้านใหม่หนองไทร อำเภออรัญประเทศ
โดยแยกจากถนนสวุ รรณศรเลยี้ วซ้ายไปตามถนนธนะวิถี
ไปยงั อำเภอตาพระยา ระยะทางประมาณ1 กิโลเมตร
วัดอนุบรรพตสร้างข้ึนเมอ่ื พ.ศ. 2468 ในสมัย

๕๘

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยรัฐบาลไทยได้มีโครงการจัดสร้างทางรถไฟสาย
ตะวันออกติดต่อเส้นทางสายแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ผ่านจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี และ
อำเภอเมืองสระแก้ว ไปจนถึงอำเภออรัญประเทศ และไปจดพรมแดนไทยที่คลองลึก เพื่อเป็นการ
เช่อื มสัมพันธไมตรกี บั กัมพชู า (เขมร) ซึง่ ขณะน้ันเขมรอยใู่ นความปกครองของฝรั่งเศส

• วดั สนั ติธรรม (ไทยสามารถ) วดั สันติธรรมหรอื วัดไทยสามารถตั้งอยู่หมู่ที่
3 บ้านไทยสามารถ ตำบลบ้านด่าน อำเภออรัญประเทศ
เป็นวดั ทีม่ สี ถาปัตยกรรมหลากหลาย
โดยได้เอารปู แบบสถาปัตยกรรมไทย จนี
และเขมรมาประยุกต์ผสมผสานเป็นสิ่งก่อสร้าง
อยา่ งได้สัดสว่ น ทำได้สวยงามแปลกกว่าวัดอื่น
ในจังหวัดสระแก้วไม่ว่าจะเปน็ หอไตร หอระฆัง เมรุ ซุ้มประตู หรอื กำแพงวัด โดยมีพระอาตารย์สาริ
นทรธ์ มฺมปาโล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพอ่ ดำ เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม เป็นผู้ออกแบบและ
ควบคุมการกอ่ สร้างเองทั้งหมด นับวา่ ท่านเป็นช่างท้องถิน่ ทีม่ คี วามสามารถอีกทา่ นหน่งึ ของจังหวัด
สระแก้ว ดว้ ยรปู แบบสถาปัตยกรรมทีง่ ดงามทำให้วดั สันติธรรมเป็นที่ภาคภูมใิ จของชาวอรัญ
ประเทศ และชาวสระแก้วเป็นอยา่ งมาก

▪ อุโบสถวัดพรหมสุวรรณ วัดพรหมสุวรรณเดิมคือสำนัก
ปฏิบตั ิธรรมพรหมคีรีศรี บรรพต ตั้งอยู่ที่เชิงเขาคนั นา อำเภอ
ตาพระยา พระครพู รหมวิรยิ ะคณุ อดีตเจา้ คณะอำเภอ
ตาพระยา ได้ขออนญุ าตกรมศาสนาต้ังเป็นวดั ใน
พ.ศ. 2529 ต่อมาในพ.ศ. 2540

พระมหาสุภาพ เงินสมบตั ิ แห่งวดั สทุ ศั นเทพวราราม ซึ่งเป็นชาวตาพระยาได้ดำเนินการจดั หาวัสดุ
ก่อสร้างทีเ่ หลือจากการบูรณะวิหารหลวงวัดสทุ ัศนเทพวราราม ด้วยความกรุณาของพระผใู้ หญ่
ภายในวัดโดยพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวดั สุทศั นเทพวราราม เปน็ ผู้วางแนวทางในการกอ่ สร้าง มี
แนวคิดในการสร้างตามรูปแบบศลิ ปะในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว ตามทีป่ รากฏอยู่
ที่วดั สุทศั นเทพวราราม ภายในอโุ บสถเปน็ ทีป่ ระดิษฐานพระพทุ ธเมตตาจาตรุ นตร์ ัศมี เปน็
พระพุทธรูปนาคปรก

• อุโบสถวัดป่าเขาแก้ว วัดป่าเขาแก้วตั้งอยู่ที่ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำ
เยน็ มีอุโบสถอยูบ่ นเขา ซึ่งสมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก

๕๙

(วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เสด็จเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์อุโบสถ เมื่อ
เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 โดยมีนายพล จุลเสวก ผู้อำนวยการกองแบบแผนกรมโยธาธิการ
กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นเป็นผู้ออกแบบ มีลักษณะเปน็ สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์งดงามตาม
คติความเช่อื ของพุทธศาสนา

• อุโบสถเก่าวัดสระแก้ว ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองสระแก้ว ลักษณะของอุโบสถ
เป็นไม้มีฐานเป็นปูน เป็นอุโบสถเก่าของวัดสระแก้ว สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2476 เป็น
สถาปัตยกรรมเก่าแก่ตามคติความเชื่อของชาวพุทธ มีรูปทรงและสัดส่วนที่งดงามแบบดั้งเดิม
สมควรทีจ่ ะได้รับการอนุรกั ษไ์ ว้ตอ่ ไป

• อุโบสถวดั ชนะไชยศรี วัดชนะไชยศรี เป็นวดั เกา่ แก่คู่บ้านคเู่ มือง

อรญั ประเทศ เดิมชาวบ้านเรียก วดั เกาะ เชือ่ กนั วา่ สร้างขึน้ หลงั จากทีบ่ รรพบรุ ษุ ของชาวไทยย้อ
อพยพเข้ามาอยใู่ นบริเวณอำเภออรญั ประเทศ อโุ บสถของวัดชนะไชยศรี เปน็ อโุ บสถทีส่ รา้ งตามคติ
ความเชื่อแบบไทยลาวดั้งเดิม มขี นาดและสัดส่วนทีง่ ดงาม อุโบสถแห่งน้ีชาวอรัญประเทศได้ดแู ล
รกั ษาเป็นอยา่ งดี

• เทวสถานจ๋ี เหยี่ยง ไท้ ต้ังอยทู่ ี่
อำเภออรญั ประเทศ เทวสถาน จ๋ี เหยี่ยง ไท้ สร้างข้นึ ใน
พ.ศ. 2518 แทนอาคารเดิม ซึ่งเป็นอาคารไม้ท้ังหลัง
โดยนายเซียจอื แซ่เตีย ประธานมูลนธิ ิสวา่ งเทีย่ งธรรมสถาน
หรอื โรงเจในเวลานั้น เปน็ ผู้รเิ ริ่มจัดประชมุ ชาวอรัญ

๖๐

ทุกหมู่เหล่าเพื่อหารือเรื่องการก่อสร้าง เทวสถานแห่งใหม่ และได้มีมติให้นายเซี้ยไล้ แซ่ติ้ง เป็น
ประธานในการก่อสร้าง โดยชน้ั บนเป็นเทวสถานช้ันล่างเป็นที่สมาคมของชาวไทยเชื้อสายจีน และใช้
เป็นอาคารเอนกประสงค์หลังคาและผนังจะแสดงให้เห็นถึงประติมากรรมและจิตรกรรม ตามความ
เช่อื ของชาวจีนท่ัวไป

• บษุ บกพระสยามเทวาธิราช (จำลอง)
เป็นทีป่ ระดิษฐานของพระสยามเทวาธิราช (จำลอง)
ตั้งอยู่บริเวณหนา้ สถานีตำรวจภธู รอำเภออรญั ประเทศ
เริ่มสรา้ งข้ึนเม่อื วันที่ 20 ธนั วาคม พ.ศ. 2528
เป็นสถาปตั ยกรรมไทย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
มีขนาดสงู 17.19 เมตร ดา้ นล่างมีบันไดทางข้นึ 8 ทาง ด้านบนรวมมีบนั ไดทางข้ึน 4 ทาง ฐานของ
บษุ บกมีขนาดใหญ่

• ศนู ย์ราชการจังหวดั สระแกว้ เป็นลกั ษณะศนู ยร์ าชการแบบใหม่
ที่ได้รบั อนมุ ัติให้ก่อสร้างครงั้ แรก 3 จงั หวัด คือจงั หวดั ที่ได้รบั การประกาศให้เปน็ จงั หวัดใหม่
ในพ.ศ. 2536 ได้แก่ จงั หวัดสระแก้ว
จังหวดั อำนาจเจรญิ และจงั หวัดหนองบวั ลำภู
เปน็ สถาปตั ยกรรมกลุ่มทรงไทยประยุกต์ประกอบ
ด้วยตัวอาคารทีเ่ ป็นหนว่ ยงานราชการหลาย
หลังตัวอาคารศาลากลางเปน็ อาคารทรงไทย 4 ช้ัน

• อาคารเรียนโรงเรยี นอรญั ประเทศ โรงเรียนอรญั ประเทศ
อำเภออรัญประเทศ มีอาคารเรยี นเดิม 2 อาคาร
คือ อาคาร 1 และอาคาร 2 สรา้ งข้นึ เม่อื พ.ศ. 2500
โดยพนั ตรวี ิเชยี ร สีมนั ตร สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร
ในสมยั น้ันเห็นวา่ อำเภออรัญประเทศ เป็นเมืองชายแดน
มีชาวตา่ งชาติผ่านเข้าออก จงึ ควรทีจ่ ะสร้างอาคาร
เรียนใหเ้ ปน็ ทีส่ วยงาม

• อาคารสำนักงานเทศบาลตำบลอรัญประเทศ เป็นอาคารที่มีลักษณะ
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว สร้างขึ้นในพ.ศ. 2493 ลักษณะตัว

๖๑

อาคารเป็นทรงยุโรป แต่หลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์มีสัดส่วนที่งดงามปัจจุบันใช้เป็นสำนักงาน
เทศบาลตำบลอรัญประเทศ นับเปน็ สถานที่ทีน่ า่ ภาคภูมใิ จของชาวสระแก้วอีกแห่งหนึ่ง

• โดมเฉลิมพระเกียรตเิ นื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เปน็ โดมต้ังอยู่
ด้านหน้าบริเวณสวนกาญจนาภเิ ษก อำเภออรญั ประเทศ
ด้านบนของโดมเป็นตราสัญลกั ษณ์พระราชพิธีกาญจนาภเิ ษก
ตรงกลางเป็นโดมสีฟ้า แบ่งเป็น 10 สว่ น อนั หมายถึง
ทศพิธราชธรรม หลกั ธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั
องค์ปัจจบุ ันทรงใชป้ กครองราษฎร ด้านล่างของโดม
เปน็ พระราโชบายในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยหู่ วั ทีว่ า่ เราจะครองแผน่ ดินโดยธรรมเพื่อประโยชนส์ ุขแห่งมหาชนชาวสยาม ที่ฐานแบ่งเป็น 10
ส่วน เปน็ หลักทศพิธราชธรรมแต่ละสว่ น เช่น ทาน ปิยวาจา อวหิ ิงสา ฯลฯ เหนอื พื้นดินมีบันได 9
ช้ัน หมายถึง รชั กาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นสถาปตั ยกรรมที่สวยงามอีกแห่งหนึง่ ของ
จงั หวดั สระแก้ว

2.1.7 รูปปั้นอนุสาวรีย์ ในจังหวัดสระแก้ว มีรูปปั้นและอนุสาวรีย์ที่สำคัญ
หลายแหง่ ดงั น้ี

• พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตั้งอยู่ ณ หน้าศาลากลาง จังหวัดสระแก้ว มีลักษณะเป็นพระบรมรูปประทับยืน หล่อด้วยโลหะ
ทองเหลอื งรมดำ ฉลองพระองคเ์ ตม็ ยศ ทรงพระภูษาโจงพระหัตถ์ขวาทรงถือพระคทา พระหัตถ์ซ้าย
ทรงกุมพระแสงกระบี่ ขนาดสองเท่าของพระองค์จริง กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เป็นผู้ปั้นหล่อ
พระบรมรูป

๖๒

• พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ตั้งอยู่ที่ริมถนนสายสระแก้ว – อรัญประเทศ ก่อนถึงตัวที่ว่าการอำเภอวัฒนานครเล็กน้อย
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีลักษณะเป็นพระบรมรูปประทับยืนบนแท่นสูง
มีขนาดใหญ่ พระหัตถข์ วาชูพระขรรค์ ทีแ่ ทน่ สลักพระราชประวัติว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรง
เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระองค์ได้เสร็จขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระ
ราชบิดาเมื่อทรงพระชนมายไุ ด้ 35 พรรษา ครองราชย์อยูร่ ะหวา่ งปี พ.ศ. 2120 ถึง ปีพ.ศ. 2135
พระองค์มีพระปรีชาสามารถในการทำศึกสงครามเพื่อปกป้องราชอาณาจักรตั้งแต่ครั้งยังดำรง
ตำแหน่งพระยศเป็นสมเด็จพระมหาอุปราชในการปกป้องพระราชอาณาจักรทางด้านตะวันออก
พระองค์ได้ยกทัพมาปราบปรามอริราชศัตรู ซึ่งลักลอบเข้ามาโจมตีกวาดต้อนผู้คนบริเวณชายแดน
อยู่เนืองๆ โดยใน ปี พ.ศ. 2124 ได้ทรงยกทัพมาปราบปรามครั้งแรก ต่อมาในปี 2125 จึงได้
โปรดให้ตั้งค่ายคูเมือง ปลูกยุ้งฉางข้าวลำเลียงไว้ที่ค่ายพระทำนบ และในปี 2125 จึงได้ยกทัพ
ปราบปรามอรริ าชศตั รูอยา่ งราบคาบ

• อนุสาวรีย์เจา้ พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ตั้งอยู่ที่กองกำกับการ
ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ ซึ่งเปิดทำการตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.
2529 ต่อมากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนพิจารณาเห็นว่าเพื่อให้หน่วยงานในสังกัดที่
จัดตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการได้มีชื่อค่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหน่วย เพื่อ
สร้างความสามัคคี และความผูกพันทางด้านจิตใจ กองกับการตำรวจชะเวนชายแดนที่ 12 ได้รับ
อนุมัติจากกรมตำรวจเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ให้ใช้ชื่อว่า ค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี
(สิงห์ สิงหเสนี)

• ประตชู ยั อรญั ประเทศ ตั้งอยูพ่ รมแดนไทย - กัมพชู า ที่บ้านคลองลึก
ตำบลทา่ ข้าม อำเภออรัญประเทศ ประตูชัยอรัญประเทศเปน็ ประตทู างผ่านเข้าออกทีพ่ รมแดนด้าน
อำเภออรญั ประเทศของไทยกับปอยเปตของกมั พูชา โดยมีสะพานเหลก็ เชื่อมคลองลกึ นับเป็น
สิง่ ก่อสร้างที่มีประวัติอันควรแกค่ วามทรงจำและน่าสนใจ
เป็นอย่างยิ่งประตชู ยั ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่
เมื่อพ.ศ. 2501 หลงั จากที่ถูกปลอ่ ยใหเ้ ป็นซากปรักหกั พงั
มานานถึง 18 ปี ประตูชยั ที่ซอ่ มแซมใหม่น้ยี งั คงรกั ษารูป
เดิมไว้เฉพาะด้านซ้ายเพือ่ เป็นอนสุ รณแ์ ห่งความกล้าหาญ

๖๓

และเสียสละของ ร้อยโทสุรินทร์ ปั้นดี กบั พวกซึง่ ได้พลีชีพเพื่อชาติไว้ ณ ทีน่ นั้ ด้านขวามือได้ก่อสร้าง

เป็นเสมาขนาดใหญ่หันหน้าออกไปทางกัมพูชา ทำด้วยหินอ่อนสลักรูปครุฑพ่าห์ไว้ด้านบน ด้านล่าง

ใต้ตัวครุฑจารึกคำว่า ประเทศไทย บรรทัดถัดลงมาได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์สยามานุสติ ใน

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั มาจารึกไว้ ความว่า

หากสยามยังอยูย่ ั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอย่ไู ด้ฤา

เรากเ็ หมอื นมอดมว้ ย หมดส้ินสกุลไทย

2.1.8 สิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง คือสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่เคารพนับถือ

ร่วมกันของคนหมู่มาก ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัดไปจนถึงระดับชาติ ถาวรวัตถุดังกล่าวอาจ

เป็นรูปเคารพทางศาสนา เป็นอาคารสิ่งก่อสร้าง หรือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของ

ชาวจังหวัดสระแก้ว มีดงั นี้

พระสยามเทวาธิราช (จำลอง) เปน็ ทีป่ ระดิษฐานของพระสยามเทวาธิราช (จำลอง)

ตั้งอย่บู ริเวณหนา้ สถานีตำรวจภูธรอำเภออรัญประเทศ

เริ่มสรา้ งข้ึนเม่อื วนั ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2528

หลวงพอ่ ขาว เป็นพระพทุ ธรปู ป้ันปางสมาธิ
ปจั จบุ นั ประดิษฐานที่วัดนครธรรม ตำบลวัฒนานคร
อำเภอวัฒนานคร หลวงพ่อขาวเป็นทีเ่ คารพบูชา
ของชาววัฒนานคร และชาวอำเภอใกล้เคียง
เป็นอยา่ งมาก ในเดือนมกราคมของทุกปี
จะมีงานเทศกาลปิดทอง

๖๔

หลวงพอ่ ทอง หลวงพอ่ ทอง
คือชือ่ ของพระครรู ัตนสราธคณุ (ทอง รตฺนสาโร)
อดีตเจา้ อาวาสวดั สระแก้ว ได้รบั แต่งต้ังเป็น
เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว เมื่อพ.ศ. 2491
หลวงพ่อทองเปน็ พระภิกษทุ ีม่ คี วามเมตตาสูง
เปน็ ทีเ่ คารพรกั ของประชาชนท่ัวไป ท่านอบรม
เผยแพรห่ ลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา และ
มีความรคู้ วามสามารถด้านวิชาแพทย์แผนโบราณ
ช่วยเหลอื บำบัดรกั ษาผปู้ า่ วยโดยไม่เลือกชนั้ วรรณะ

ศาลหลักเมืองสระแกว้ เนือ่ งจากจังหวดั สระแก้วเป็นจังหวัดต้ังใหม่
เมื่อวนั ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ณ ชายแดนราชอาณาจักรไทย ด้านทิศตะวันออกติดต่อกบั
กัมพูชา เพือ่ เปน็ ศูนย์รวมจิตใจของประชาชน จึงมีมตเิ หน็ พ้องต้องกันใหจ้ ดั สร้างศาลหลกั เมอื งแบบ
ปรางค์ ในปริมณฑลสวนกาญนาภิเษก ตำบลทา่ เกษม อำเภอเมืองสระแก้ว พรอ้ มท้ังจัดทำเสาหลัก
เมืองจากต้นชยั พฤกษ์ทีม่ คี ุณลกั ษณ์ต้องตามโบราณประเพณีความสงู 3.50 เมตร และได้กราบ
บังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว ได้ทรง พระสุหรา่ ย ทรงเจมิ ยอดเสาหลกั เมือง และแผ่น
ทองดวงเมอื งของจังหวดั สระแก้ว เพือ่ ความเปน็ สิริมงคล ในวนั พฤหสั บดีที่ 12 กันยายน
พ.ศ. 2539 เวลา 17.30 นาฬิกา ณ พระตำหนกั จิตรลดารโหฐาน

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอรัญประเทศ ตั้งอยู่ทีบ่ ้านอรัญในเขตเทศบาลตำบลอรญั
ประเทศ ตามประวตั วิ ่า ได้มีชาวไทยย้ออพยพมาอยใู่ นบริเวณอรญั ทงุ่ แคและตั้งรกรากอยู่ที่น่โี ดย
การนำของพระสาระบตุ ร (พระเห้ียม ใจหาญ) ต่อมาในพ.ศ. 2527 ได้มกี ารกอ่ ต้ังศาลหลักเมอื ง
เพื่อเปน็ ที่ยึดเหนีย่ วจิตใจของประชาชน พธิ ีการตั้งศาลได้มกี ารขดุ หลุมลึกแคค่ น กว้าง 1 เมตร
เวียนสายสิญจน์ 9 รอบ 4 ทิศ เมื่อได้ฤกษ์ก็บวงสรวงสิ่งศกั ดิส์ ิทธิ์จากเกจิอาจารยส์ มัยน้ัน และได้
กลา่ วอญั เชิญขอให้สิ่งศกั ดิ์สิทธิ์ บนั ดาลใหม้ ี ผมู้ าเป็นเจ้าพ่อหลกั เมือง

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและศาลพ่อปู่เขาฉกรรจ์ ศาลสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชและศาลพ่อปู่เขาฉกรรจ์ ออกแบบก่อสร้างโดยดร.ประเวษลิมปรังษี บุคคลดีเด่น
แห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2539 สาขาการพัฒนาสังคมด้านสถาปัตยกรรมไทยผู้มีจิตศรัทธาได้
ร่วมกันสร้างไว้เป็นที่สักการะของชาวเขาฉกรรจ์และนักท่องเที่ยวทัว่ ไป โดยเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์
เป็นสิรมิ งคลแก่ผมู้ ากราบไหว้

๖๕

เจ้าพ่อพระปรง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดใกล้เคียงให้
ความเคารพนับถือสกั การะกราบไว้บูชา เจ้าพอ่ พระปรงมศี าลเปน็ ที่สิงสถิต ต้ังอยู่ริมถนนสุวรรณศร
(หมายเลข 33 ) สุดเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อกับเขตจังหวัดสระแก้ว และริวแคว
พระปรง ซึ่งเป็นลำน้ำกั้นเขตแดนสองจังหวัด ในแต่ละวันประชาชนที่สัญจรผ่านไปมา จะแวะ
สักการะกราบไหว้หรือไม่ก็บีบแตรยานพาหนะเป็นการคารวะ หากไม่ปฏิบัติเช่นนั้น เชื่อว่าการ
เดินทางต่อไปข้างหน้ามกั ประสบอุบตั ิเหตซุ ึ่งมีตัวอย่างมากมาย

เจ้าแม่ย่าซอม มีศาลตั้งอยู่ที่หน้าตลาดสดหมู่ที่ 5 ตำบลคลองหาด อำเภอ
คลองหาด เมื่อประมาณ พ.ศ. 2517 ได้มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆ จำนวนมากอพยพเข้ามา
บุกเบิกพืน้ ที่ปา่ ในอำเภอคลองหาด เพื่อทำมาหากิน โดยปลูกพืชไรพ่ ืชสวนชนดิ ตา่ ง ๆ

ศาลเจ้าพ่อปลัดสน ตั้งอยู่ที่เทือกเขาคันนา หมู่ที่ 1 ตำบลตาพระยา สร้างขึ้นเพื่อ
เป็นอนุสรณ์แก่นายโกศล นงค์พรมมาปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอตาพระยาคนแรก
ในขณะที่ นายโกศล นงคพ์ รมมา ดำรงตำแหนง่ ได้พฒั นาสร้างความเจรญิ ใหแ้ ก่ประชาชนชาวตาพระ
ยาเป็นอย่างมาก บรรดาโจรผู้ร้ายก็ถูกปราบปราม ประชาชนชาวตาพระยาจึงเคารพนับถือนาย
โกศลมากนายโกศลเสียชีวิตด้วยการถูกคนร้ายลอบยิง ประชาชนชาวตาพระยาซึ่งสำนึกในพระคุณ
จงึ ได้ร่วมกันจัดสร้างศาลที่เชิงเขาปากทางเข้าอำเภอตาพระยา เพือ่ เปน็ ที่เคารพบูชาของชาวจังหวัด
สระแก้วและจงั หวัดใกล้เคียง

๒.๒. ศิลปะหตั ถกรรมและงานชา่ งทอ้ งถิ่น
๒.๒.๑ ประติมากรรม จังหวัดสระแก้วมีงานประติมากรรมของช่างรุ่นใหม่ที่โดด

เด่นสวยงามประติมากรรมพระพุทธรูป ประติมากรรมพระพุทธรูปตามวัดต่างๆในจังหวัดสระแก้ว
ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยและปางสมาธิ ส่วนในเทวสถานของพุทธมหายานมี
พระพุทธรูปแบบมหายาน เช่น ในเทวสถาน จี้ เหยี่ยง ไท้ ของอำเภออรัญประเทศ ซึ่งเป็นที่เคารพ
สกั การะของชาวไทยเชือ้ สายจนี

๖๖

• พระพทุ ธรปู เมตตาจาตุรนตร์ ัศมี เปน็ พระประธานในอโุ บสถ
วัดพรหมสุวรรณ อำเภอตาพระยา เป็นพระพุทธรูปที่มีความเมตตาต่อประชาชน พระรัศมีฉายแสง
ไปทัว่ ไม่มีส้ินสดุ

• เทวรปู พระนารายณ์ รปู เคารพพระนารายณ์เป็นประติมากรรลอยตวั
ต้ังอย่ภู ายในเทวสถาน จี๋ เหยีย่ ง ไท้ อ.อรญั ประเทศ

• ประติมากรรมบนบานประตูอโุ บสถวัดอนุบรรพต
เป็นประตมิ ากรรมไม้บนบาน ประตอู โุ บสถวดั อนบุ รรพต อำเภออรญั ประเทศ ซึ่งสร้างข้ึนใน
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั (รชั กาลที่ 6) เป็นการแกะสลกั ไม้ เรื่องทศชาติ
ชาดก ในภาคพระเวสสนั ดร

• ประติมากรรมภาพปูนปนั้ ประดบั หอไตรและกำแพงวัดสันติธรรม
ต้ังอยบู่ ้านไทยสามารถ ตำบลบ้านใหมห่ นองไทร อำเภออรัญประเทศ เปน็ วัดที่นำเอาศลิ ปกรรม
แบบเขมรผสมผสานกับศิลปกรรมไทยได้อย่างงดงาม

• ประติมากรรมยักษ์ เปน็ รูปยักษ์ยืนถอื กระบอง ตั้งอย่หู น้าศาลา
วัดสนั ติธรรม

• ประติมากรรมหงส์และสิงโต เปน็ ความเชื่อของชาวจีน ที่
ศรัทธาและภาคภมู ใิ จตั้งอยู่บนหลังคาของเทวสถาน จ๋ีเหยีย่ ง ไท้ อำเภออรัญประเทศ

• ประติมากรรมกินรี เป็นประตมิ ากรรมเกา่ แกส่ ร้างพรอ้ มกับอโุ บสถ
วดั หลวงอรัญ อำเภออรญั ประเทศ เป็นรปู กินรียืนพนมมอื หนา้ ประตูเข้าอโุ บสถ เปน็ ฝีมอื ชา่ งใน
อำเภออรญั ประเทศ

• น้ำพุแคนตาลูป ต้ังอยตู่ รงข้ามกบั บุษบกพระสยามเทวาธิราช (จำลอง)
อำเภออรัญประเทศ เปน็ ประตมิ ากรรมรปู ผลแตงแคนตาลูปด้านบนเปน็ น้ำพุ แตงแคนตาลปู
เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอำเภออรัญประเทศ ในแต่ละปีจะมีจัดงานประจำปีเพื่อแสดง ผลงาน
ด้านการเกษตร โดยเฉพาะแตงแคนตาลปู ซึ่งมีรสหวาน กรอบ กวา่ แหลง่ อ่นื ๆ

๒.๒.๒ จติ รกรรม จังหวดั สระแก้ว มีจิตรกรรมทีส่ วยงาม ได้แก่
จติ รกรรมทศชาติชาดกที่ วัดอนุบรรพต ต้ังอยู่ตำบลบ้านใหมห่ นองไทร อำเภออรัญประเทศ
เป็นจติ รกรรมฝาผนงั แบบดั้งเดิม เขยี นเรอ่ื งทศชาติและพทุ ธประวัติ

• จติ รกรรมฝาผนงั อุโบสถวดั วังนำ้ เย็น ต้ังอยู่ในเขตอำเภอวงั น้ำเย็น

๖๗

ภายในอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพวาดที่งดงามชัดเจน โดย จิตรกรคือ นายบัญชา เอื้อกนก
พนั ธ์ุ เปน็ ชา่ งพ้ืนบ้านจากจงั หวัดปทมุ ธานี เป็นภาพวาดเกี่ยวกบั ทศชาติและพุทธประวตั ิ เริม่ วาดเม่ือ
พ.ศ. ๒๕๓๗ ภายใต้การควบคุมดูแลของพระครูธรรมยานประยุต ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอวังน้ำเย็น
และเจ้าอาวาสวดั วงั นำ้ เย็น

• จติ รกรรมพืน้ บ้านแบบจนี ท่เี ทวสถาน จ๋ี เหยีย่ ง ไท้
เปน็ ภาพวาดบนผนังอาคาร ตามความเชื่อของลัทธิเต๋า

๒.๒.๓ สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่เป็นวัตถุมงคล เช่น
โบสถ์ วิหารหอไตร เจดีย์ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงสภาพความเป็นอยู่ของชุมชน
สถาปัตยกรรม บางแห่งมีลักษณะโดดเด่นจนหลายจังหวัดใช้สถาปัตยกรรมชั้นเอกเป็นตราประจำ
จงั หวดั เชน่ ปราสาทเขานอ้ ยสีชมพู ใช้เป็นตราสญั ลกั ษณจ์ ังหวัดสระแก้ว

• ปราสาทเขาน้อย หรอื ที่ชาวบ้านเรียกกนั ว่า ปราสาทเขานอ้ ยสีชมพู
ตั้งอยู่บนยอดเขาน้อย ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นโบราณสถานใน
เขตรับผิดชอบของหน่วยศิลปากรที่ ๕ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ โดยประกาศในราช
กิจจานุเบกษา เลม่ ที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วนั ที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๗๘ มีเน้ือที่ ๕๐ ไร่

• หอพระไตรปิฎกวัดสันติธรรม มีสถาปตั ยกรรมที่มคี วามหลากหลาย
เนื่องจากเจ้าอาวาสเป็นภิกษุที่มีความสามารถในด้านสถาปัตยกรรม และประติมากรรมเป็นอย่าง
มาก โดยเฉพาะประติมากรรมทีไ่ ด้รับอิทธิพลจากเขมร แต่หอพระไตรปิฎกนี้เปน็ สถาปัตยกรรมแบบ
จนี ผสมผสานกบั สถาปตั ยกรรมแบบไทยทีม่ สี ดั ส่วนสวยงาม

• สถานีตรวจคนเขา้ เมืองอรัญประเทศ เปน็ สถาปตั ยกรรมท้องถิน่
โดดเด่นตรงที่มีบันไดคู่ด้านหน้าเป็นอาคารสถานที่ราชการเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในจังหวัด
สระแก้ว

• สถานีตำรวจภธู รคลองลึก อรญั ประเทศ เป็นสถาปตั ยกรรมท้องถิน่
มีบนั ไดขึน้ ทั้ง ๒ ด้าน ด้านเป็นมขุ ยื่นออกมาเป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น สร้างโดยช่างท้องถิน่ นับเป็นอาคาร
สถานที่ราชการเก่าแก่ที่ยงั คงอยู่อีกแหง่ หนง่ึ ในจังหวัดสระแก้ว

๒.๓ ภาษาและวรรณกรรม
ภาษาและวรรณกรรมเปน็ สิ่งสำคญั ในการสบื ทอดวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี และ

๖๘

ความเจริญด้านต่างๆของชนแต่ละกลุ่มการสืบทอดทางวิทยาการในปัจจุบันอาศัยภาษาและ
วรรณกรรมเป็นเครื่องมือถ่ายทอดและอนุรักษ์ไว้ ภาษาและวรรณกรรมของทุกชาติย่อม ให้ทั้ง
ความรู้ ความบันเทิง และยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนสภาพสังคม วัฒนธรรม ความ
เจริญรงุ่ เรืองในครั้งอดีตด้วย

จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดในภาคตะวันออก ที่มีความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรมในสมัยโบราณ ลักษณะทางภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบเหมาะแกก่ ารเกษตรกรรม
ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆอพยพมาอยู่เป็นจำนวนมาก ประชากรในจังหวัดสระแก้วจึงมีหลาย
กลมุ่ อยู่กระจัดกระจายในตำบลและหมบู่ ้านต่าง ๆ

๒.๓.๑ ภาษา จากการศึกษาภาษาของชนกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดสระแก้ว พบว่ามี
การใชภ้ าษา ดังน้ี

• ภาษาไทยกลาง ภาษาไทยกลางซึ่งเรียกว่าภาษาไทยถิ่น กรงุ เทพฯหรอื
ภาษาราชการ หรอื ภาษามาตรฐาน เป็นภาษาที่ประชากรที่อยูใ่ นเขตเมืองใช้มากที่สุด เป็นภาษาที่มา
จากข้าราชการที่ย้ายเข้ามาทำงานในจังหวัดสระแก้ว ภาษาไทยกลางเป็นภาษาประจำชาติ ใช้ในการ
ติดตอ่ ส่อื สารได้ท่ัวทุกภาคทั่วประเทศ

• ภาษาไทยลาว เปน็ ภาษาที่ใชพ้ ดู กันมากในเขตชนบทของ
จงั หวัดสระแก้วเพราะมีชาวไทยลาวหรอื ไทยอีสาน อพยพมาต้ังถิน่ ฐานทำมาหากินในจงั หวดั
สระแก้วเปน็ จำนวนมาก ซึง่ ประชาชนสว่ นหนง่ึ อพยพมาจากเวียงจันทน์และหวั เมืองอีสานสมยั
สงครามไทย-ลาวเมือ่ ครั้งกรุงธนบรุ ีและอพยพมาสบื เนื่องจากกรณีกบฏเจ้าอนวุ งศ์ เม่อื ครั้งรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจา้ อยู่หวั หลังจากนั้นกอ็ พยพมาเรือ่ ย ๆ เพราะจังหวดั สระแก้วมีความ
อดุ มสมบูรณ์ มีทีร่ กร้างว่างเปล่าอยมู่ ากภาษาไทยลาว จะแตกต่างจากภาษาไทยกลางตรงทีไ่ มม่ ี
เสียง ฉ,ช,ร และใช้ ซ แทน ช

• ภาษาญอ้ ไทยญอ้ คือ ชนชาติไทยกลุ่มหน่ึงในจงั หวัดสระแก้ว
อพยพมาจากเมอื งเวียงจนั ทนห์ รอื ท่าอเุ ทน เม่อื ครั้งทีเ่ จา้ พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่ง
ภายหลังได้รบั พระราชทานยศและราชทินนาม เปน็ เจา้ พระยาบดินทรเดชา ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์
ในสมยั พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปราบกบฏแลว้ กไ็ ด้ยกทัพไป กวาดต้อนผู้คนลงมา
ด้วยเดิมชาวไทยญ้อได้อพยพมาอยทู่ ี่บ้านดงอรัญ เขตอําเภอศรโี สภณ กัมพูชา ต่อมาได้อพยพเข้ามา

๖๙

อยใู่ นไทยทางดา้ นตะวันออกของจงั หวัดสระแก้ว ในเขตอาํ เภออรัญประเทศ มีกลุ่มชาวไทยญอ้ มาก
ทีส่ ุด ปัจจบุ ันชาวไทยญ้อกลมุ่ น้ีได้กลายเป็นคนไทยโดย สมบูรณ์

• ภาษาไทยเบิง้ คือ ภาษาไทยโคราช คําว่า เบิ้ง เป็นคาํ ทีช่ าวอีสาน
กลุ่มอน่ื ใช้เรยี กชาวไทยโคราช เมือ่ ชาวไทยโคราชอพยพมาอยถู่ ิ่นอ่ืน ยงั คงใช้ภาษาไทยโคราช ภาษา
ที่ใช้จึงเรียกว่าภาษาไทยเบิ้ง ที่สําคัญคือมีเสียงลงท้ายประโยค โดยเฉพาะ ได้แก่ ด๊อก (ดอก) แหล่ว
(แล้ว) เบิง้ (บ้าง) เหวย่ (หวา่ ) นี้ (เหรอ)

ภาษาไทยเบิง้ จะใช้กนั มากในบ้านชอ่ งกมุ่ บ้านแซร์ออ อําเภอวฒั นานคร และ
บ้านโคกมะกอก บ้านหนองปรือ อําเภอตาพระยา และบางตําบลในอําเภอ คลองหาด อําเภอวัง
สมบรู ณ์ และอาํ เภอวังนำ้ เย็น จงั หวัดสระแก้ว

• ภาษาเขมร เป็นภาษาที่ใชส้ ื่อสารกนั บริเวณพรมแดนที่มีเขต
ติดต่อกับกมั พูชา ในอําเภอตาพระยา กิ่งอาํ เภอโคกสูง บ้านตุ่น ตาํ บลบ้านด่าน อาํ เภออรัญประเทศ
และบ้านหนองบวั ใต้ ตำบลหนั ทราย อำเภออรัญประเทศ บางตาํ บลของอาํ เภอคลองหาด กลมุ่ คนที่
พูดภาษาเขมรในจังหวัดสระแก้วเป็นชนเชื้อชาติเดียวกับชาวกัมพูชาในปัจจุบัน ตั้งถิ่นฐานในไทยมา
นาน จนกระทงั่ มคี วามรสู้ ึกเป็นคนไทย ภาษาเขมรทีใ่ ชพ้ ดู ในสระแก้วจะไมแ่ ตกตา่ งภาษาเขมรที่ใช้พูด
ในกัมพูชามากนัก

• ภาษาสว่ ย ภาษาสว่ ยเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ประชากรในจังหวัดสระแก้ว
บ้านคลองฝกั มีด ตาํ บลคลองหินปนู อําเภอวังน้ำเย็น หมู่ที่ 5 และหมทู่ ี่ ๑๐ ตาํ บลเขาส เขาฉกรรจ์
และบ้านน้อยละลมติม ตาํ บลโคกสงู กิ่งอาํ เภอโคกสูง บ้านกุดเตย ตาํ บลตาพระยา อาํ เภอตาพระยา
ใช้ส่อื สารกนั คําวา่ ส่วย เป็นคําที่คนไทยใช้เรยี กคนพืน้ เมืองภาคอีสานตอนล่าง ที่อยู่ใกล้เคียงกันกับ
ชาวไทยที่พูดภาษาเขมร เช่น จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และ จังหวัดบุรีรัมย์ มาตั้งแต่สมัย
กรงุ รัตนโกสินทรต์ อนต้น ทั้งนี้ มีขอ้ สนั นิษฐานว่าเป็นเพราะ ชนกลุม่ นี้ต้องสง่ สว่ ยใหแ้ ก่ทางกรุงเทพฯ
เป็นประจาํ ทุกปี ชนพวกนีแ้ ต่เดิมอาศยั อยู่ในจงั หวดั สรุ ินทร์แล้วอพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดสระแก้ว
คําส่วนมากจะเป็นคําพยางค์ คำ ๒ พยางค์ บางคำอาจประกอบจากคำพยางค์เดียวนำมาเรียงกัน
อาจมคี วามหมายหรือไมม่ คี วามหมายกไ็ ด้

• ภาษาจนี ภาษาจนี เป็นภาษาเฉพาะกล่มุ ทีใ่ ช้พูดกันเฉพาะชาวไทย
เชื้อสายจีนที่ทําการค้าอยูใ่ นตัวเมือง ในอําเภอต่างๆ และมีคําบางคําที่เป็นคําที่ได้รบั ความนิยมและ
ใช้กันแพร่หลายในจังหวดั สระแก้ว

๗๐

• ภาษาเวียดนาม ภาษาเวียดนามเปน็ ภาษาเฉพาะชาวไทย
เชื้อสายเวียดนาม ในตลาดอรัญประเทศ ไม่แพร่หลายนัก และปัจจุบันจะพูดภาษาไทยกลาง เป็น
สว่ นใหญค่ วามเจริญของสงั คมปจั จุบันส่งผลให้วัฒนธรรมการใช้ภาษา เปลีย่ นแปลงไป จากเดิมเคย
ใช้ภาษาถิ่น ก็เริม่ ใช้ภาษากลางในการสือ่ สารมากขึ้น

๒.๓.๒ จารกึ จารึกเป็นการบันทึกลายลักษณ์อักษรลงบนวัสดุ เชน่ ศลิ า
แผน่ โลหะ แผน่ อิฐ ฯลฯ นบั เป็นหลกั ฐานทีท่ รงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึง่ ได้สะท้อน
ให้เห็นวิถีชีวติ สงั คม ประเพณี ความเจรญิ ทางอารยธรรมของกลุ่มชนต่าง ๆ จังหวดั สระแก้วมีจารึก
สําคัญหลายหลัก เนื้อความในจารึกเหล่านั้น เป็นหลักฐานที่บ่งบอก ให้ทราบว่า ในอดีตจังหวัด
สระแก้วเป็นบริเวณที่มีความเจริญ มีชุมชนอยู่อาศัย มีอารยธรรมเป็นของตนเอง มีกษัตริย์หรือ
ผปู้ กครองนับถือศาสนาฮินดู ลทั ธิไศวนิกาย และชาวพื้นเมอื งนับถือพระพุทธศาสนา มีภาษาที่ใช้สื่อ
ความหมายกันในชุมชนนี้ ๓ ภาษา คือ ภาษาสนั สกฤต ภาษาบาลี และภาษาเขมร อนึ่ง น่าสังเกตว่า
ภาษาสันสกฤตเปน็ ภาษาที่ใช้ใน กลุ่มของผู้นับถือศาสนาฮินดู ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ใช้ในกลุ่มของผู้
นับถือศาสนาพุทธ และภาษาเขมรเป็นภาษาที่ชาวพื้นเมืองใช้โดยทั่วไป ในส่วนรูปอักษรนั้นใช้
รูปอักษรแบบเดียวกัน คือรูปแบบอักษรที่ได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบอักษรในสมัยราชวงศ์ปัลลวะ
ประเทศอินเดียตอนใต้ และมีวิวัฒนาการไปตามสภาพธรรมชาติของตนในภูมิภาคนี้ตามกาลโดย
ลาํ ดบั กรมศิลปากรได้รวบรวมจารึกทั้งหมดพิมพ์เผยแพรใ่ นหนังสือตา่ ง ๆ ดงั น้ี

• จารกึ เขาน้อย จารึกบนหนิ ทราย พบที่วัดเขานอ้ ย คลองน้ำใส
อาํ เภออรญั ประเทศ(ขณะที่พบจารึก อําเภออรญั ประเทศ ขึน้ กบั จังหวัด ปราจนี บุรี) จารึกด้วยอักษร
ปัลลวะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัด
เขานอ้ ยสีชมพู หมูท่ ี่ ๖ ตาํ บลคลองน้ำใส อําเภออรัญประเท

• จารกึ เขารงั จารึกบนหนิ ทราย เนือ้ หยาบ พบทีเ่ ขารัง
ตําบลอรัญประเทศ อําเภออรัญประเทศ (ขณะที่พบจารึก อําเภอ อรัญประเทศ ขึ้นกับจังหวัด
ปราจนี บุรี จารึกด้วยอักษรปัลลวะ อายปุ ระมาณพุทธ ศตวรรษที่ ๑๒ เปน็ ภาษาสันสกฤตและ เขมร
ปัจจบุ นั เกบ็ รักษาไว้ทีห่ อพระสมุดวชริ ญาณ หอสมุดแหง่ ชาติ กรงุ เทพฯ

• จารกึ ชอ่ งสระแจง จารึกบนหนิ ทรายสีเทา ลกั ษณะคล้ายใบเสมา

๗๑

พบที่บ้านช่องสระแจง ตําบลตาพระยา อําเภอตาพระยา (ขณะที่พบจารึก อําเภอตาพระยา ขึ้นกับ
จังหวัดปราจีนบุรี) จารึกด้วยอักษร ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็น
ภาษาสนั สกฤต ปจั จุบันเก็บรกั ษาไว้ที่พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร

• จารกึ สดอ็ กกอ็ กธม ๑ จารึกบนหนิ ทรายสีแดง ลักษณะคล้าย
ใบ เสมา พบที่บ้านสระแจง ตําบลโคกสูง อาํ เภออรัญประเทศ (ขณะที่พบจารกึ อาํ เภออรัญประเทศ
ขึ้นกับจังหวัดปราจีนบุรี) จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ เป็นภาษาเขมร ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕
ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ทีพ่ ิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร

• จารกึ บา้ นพงั พวย จารึกบนหนิ ทรายสีแดง รูปใบเสมา พบที่
บ้านพังพวย อําเภออรัญประเทศ (ขณะที่พบจารึก อําเภออรัญประเทศ ขึ้นกับจังหวัด ปราจีนบุรี)
จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ปัจจุบัน เก็บรักษาไว้ที่
พิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติพระนคร

• จารกึ ทวลระลมทิม จารึกบนหนิ ทรายเนื้อละเอียด รปู แท่งสีเ่ หลีย่ ม
พบที่ตําบลโคกสงู อาํ เภอตาพระยา (ขณะทีพ่ บจารกึ อําเภอตาพระยา ขึ้นกับจงั หวัดปราจนี บรุ ี)
จารึกด้วยอกั ษรขอมโบราณ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นภาษาเขมร ปจั จุบันเกบ็ รักษาไว้ที่ หอ
พระสมดุ วชิรญาณ หอสมดุ แหง่ ชาติกรุงเทพฯ

• จารกึ วัดตาพระยา จารึก บนหนิ ทราย รปู ใบเสมา พบที่
วัดตาพระยา ตําบลตาพระยา อําเภอตาพระยา (ขณะที่พบจารึก อําเภอ ตาพระยา ขึ้นกับจังหวัด
ปราจนี บรุ ี) จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร อายุประมาณ พ.ศ. ๑๕๒๐ ปจั จุบันเกบ็ รักษาไว้
ที่ วดั ตาพระยา ตําบลตาพระยา อาํ เภอตาพระยา

• จารกึ พระเจ้าสุริยวรมนั ที่ ๑ จารึกบนหนิ รูปใบเสมา พบในเขต
จังหวัดสระแก้ว จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นภาษาสันสกฤต และ
ภาษาเขมร

• จารกึ ปราสาททัพเซียม ๑ จารึกบนศลิ ามีลักษณะเปน็ หลบื ประตู
รปู สี่เหล่ยี ม ด้านทิศเหนอื ของปราสาท พบที่ปราสาททัพเซียม อาํ เภออรญั ประเทศ (ขณะที่พบจารึก
อําเภออรญั ประเทศ ขึน้ กับจงั หวดั ปราจนี บุรี) จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ประมาณพุทธศตวรรษที่
๑๗ เปน็ ภาษาเขมร ปัจจบุ ัน เกบ็ รกั ษาไว้ที่หอพระสมดุ วชริ ญาณ หอสมดุ แห่งชาติ กรุงเทพฯ

๗๒

• จารกึ ปราสาททัพเซียม ๒ จารึกบนศลิ ามีลักษณะเป็นประตู
รูปสี่เหลี่ยม ด้านทิศใต้ของปราสาท พบที่ปราสาท ทัพเซียม อําเภออรัญประเทศ (ขณะที่พบจารึก
อําเภออรญั ประเทศ ขึน้ กับจงั หวดั ปราจนี บุรี) จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ประมาณพุทธศตวรรษที่
๑๗ เปน็ ภาษาสนั สกฤต เก็บรักษาไว้ที่หอพระสมุดวชริ ญาณ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ

๒.๓.๓ ตาํ นาน เปน็ เรือ่ งเล่าสืบตอ่ กันมาช้านาน มกั มีเน้ือหาเกี่ยวกบั อิทธิฤทธิ์
ปาฏิหาริย์วีรกรรมของบรรพบุรษุ อันเป็นที่มาของวัตถุหรือสถานที่สําคญั ของแต่ละท้องถิน่ เช่น *
ตํานานเขาทะลุ (ถ้ำทะล)ุ ตามตํานานเล่าว่า เจ้าชายแห่งเขา ฉกรรจ์ไปหลงรัก ลกู สาวยักษ์เมืองพระ
สระเนตร และได้แปลงกายซ่อนอยใู่ นสระ ลูกสาวยักษ์ ลงไปอาบน้ำจึงได้พบรกั กนั และพากันหนไี ป
อยู่ทีเ่ ขาฉกรรจ์ พอ่ ยักษ์ทราบเรื่องยกทพั มา ตามจบั แตต่ ามไม่ทัน จงึ ได้ใช้ธนูยิงไปถกู ภเู ขาทะลุ
กลายเป็นตํานานของเขาทะลุหรอื ถ้ำทะลุ อาํ เภอเขาฉกรรจ์ ตั้งแตน่ ั้นมา

• ตาํ นานทับองคด์ ําและเขาฉกรรจ์ ตามตํานานมอี ยู่ว่าในสมยั
ที่สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชครองกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น ได้มีสัมพันธไมตรีกับเขมร แต่เขมร ไม่
ซื่อตรง คราวใดที่ไทยติดศึกสงครามกับพม่า เขมรมักจะยกกองทัพเข้ามารับทรัพย์ และ กวาดต้อน
ชาวไทยไปเป็นเซลยเสมอ แต่เม่อื ใดที่ไทยสุขสงบดี เขมรกจ็ ะทาํ ตัวเป็นมติ รทีด่ ี เมือ่ เป็นเชน่ นี้บ่อยเข้า
สมเดจ็ พระนเรศวรก็ทรงไมพ่ อพระทัย คร้ันวา่ งจากศึกสงครามก็ยก กองทพั เล็ก ๆ จะไปปราบเขมร
ให้สํานึก แต่เมื่อยกกองทัพมาถึงบริเวณชายแดนก็เห็นว่าเขมร มีกําลังอยู่มาก ดังนั้น พระองค์จึงให้
ทหารในกองทัพที่เดินทางมากับพระองค์ไปฝึกปรือ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ในบริเวณจังหวัด
สระแก้ว ให้ใช้อาวุธปืนเพื่อจะได้เป็นกําลังไปรบ กับเขมร และเป็นกําลังในการต่อสู้กับเขมรต่อไป
ภายหน้า เมื่อฝึกเสร็จในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เช้าวันรุ่งขึ้นก็ให้แม่ทัพ นายกองเหล่านั้น
นําชาวบ้านที่ตนไปฝึกมาพบกันที่ภูเขารูปร่างประหลาด ส่วนพระองค์ ประทับอยู่ที่เส้นทางระหว่าง
ภูเขารูปร่างประหลาดกับชายแดนไทย-เขมร ซึ่งต่อมาภายหลัง เรียกที่นั่นว่า ทับองค์ดํา เมื่อถึงวัน
นัดแม่ทัพนายกองต่างก็พาทหารที่ตนไปฝึกและนำอาวุธมา พร้อมกันอยู่ที่ลานแห่งนั้น ทหาร
เหล่านนั้ ล้วนเป็นชายหนุ่มทีอ่ ยใู่ นวยั กํายาํ หรอื วยั ฉกรรจ์ จงึ เรียกเขาน้ันว่า เขาฉกรรจ์ ตั้งแต่นั้นมา

๒.๓.๔ ตาํ ราต่าง ๆ ตําราสมุดข่อย และตําราใบลานทีส่ าํ รวจพบ มีดังนี้

• ตําราท่ไี ด้จากวัดเนินผาสกุ วัดเนินผาสกุ ตั้งอยู่ที่ตําบลสระขวัญ
อําเภอเมืองสระแก้วจังหวัดสระแก้ว เป็นตําราสมุดข่อยที่เขียนด้วยภาษาไทยสมัยโบราณ ผสมกับ
ภาษาเขมร เป็นตําราว่าด้วยการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสมุนไพร เช่น ยาหอม ยาแก้ไข้ ชนิดต่าง ๆ ยา

๗๓

แก้สารพดั โรค ยาเขียวใหญ่ ยาแก้สะอกึ ยาแก้ขดั เบา ยาแก้ไข้เน้ือขาด ยาแก้เจ็บคอ ยาแก้หอบ ยา
กําลังราชสีห์ ยาแก้ไอ ยาขบั เลือด ยาเขียว ยาเหลอื ง ฯลฯ ตำรารักษาฝี ๑๐๘ ชนิด ตาํ ราดูฤกษ์ยาม
การเดินทาง ตําราดูนาคสมพงษ์ ตําราดูยามสามตา ตําราดูที่ดินปลูกบ้าน ตําราดูฤกษ์ยามทําการ
มงคล เชน่ ปลูกบ้าน ตําราทาํ บันไดขึ้นบ้าน ตําราทําไร่นา ตําราปลกู ข้าว ตําราเอาข้าวขึน้ ยุ้ง ยันต์กัน
หนกู ดั ข้าว ยนั ตป์ ลกู ข้าวงาม ยันตก์ นั ปกู ดั ข้าว ยนั ตใ์ สใ่ ต้ตน้ ไม้เปน็ ลกู ดก ฯลฯ

• ตาํ ราท่ไี ดจ้ ากวัดกะสงั อตั ตะนันท์
วัดกะสังอัตตะนันท์ ตั้งอยู่ ตําบลทัพไทย อําเภอตาพระยา ตําราที่พบเป็นตําราประเภทใบลานและ
สมุดขอ่ ย ตํารา ใบลานมีท้ังทีเ่ ขียนเป็นภาษาเขมรและเขียนด้วยภาษาไทยโบราณผสมกับภาษาเขมร
พอแปล ความได้ว่า เป็นตําราหมอดู ตําราจับยามสามตา คาถามหาเสน่ห์ ตําราตั้งชื่อลูก ตํารา
คลอดลูก ฝงั รก ตาํ รายาสมุนไพร ฯลฯ

• ตําราทไ่ี ด้จากวดั หนองติม วดั หนองตมิ อยทู่ ี่ตาํ บลตาพระยา
อําเภอตาพระยา เป็นตําราประเภทสมุดข่อย เขียนด้วยภาษาไทยโบราณผสมผสานกับภาษาเขมร
พอแปลความได้ว่าเปน็ ตํารายาสมุนไพรแก้โรคต่าง ๆ เช่น ฝดี าษ แก้สะอึก ยาขบั เสมหะ ยาแก้เลือด
ยาขับพิษ ยารักษาฝีชนิดต่างๆ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีตํารายันต์จารึกเป็นภาษาขอม ใช้ลงตะกรุด สัก
ลายตามร่างกาย เป็นมหาจังงัง ป้องกันอาวุธ ทุกชนิด เอกสารโบราณเหล่านี้เก็บ รักษาอยู่ที่ศูนย์
วฒั นธรรมจังหวัดสระแก้ว โรงเรียนสระแก้ว อาํ เภอเมืองสระแก้ว จงั หวัดสระแก้ว

๒.๓.๕ วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
วรรณกรรมลายลักษณ์ และวรรณกรรมมุขปาฐะ

• วรรณกรรมลายลกั ษณ์ คือ วรรณกรรมที่มกี ารจารึกลงบน
แผน่ หนิ โลหะจารึกลงบนใบลาน เขียนในสมุดขอ่ ย พืน้ ขาวอกั ษรดําบ้าง เขียนในสมดุ ไทยดํา อักษร
เหลืองบ้าง มีทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ แต่สามารถใช้เปน็
หลักฐานทางภาษาและวรรณกรรมได้ ตัวอย่าง เช่น จารึก สําหรับวรรณกรรมพื้นบ้านของจังหวัด
สระแก้วนั้น แม้จะไม่ค่อยมี ปรากฏในรูปแบบของวรรณกรรมลายลักษณ์ชัดเจนนัก แต่มีที่น่าสนใจ
อยู่เรื่องหนึ่ง คือ ประวัติเมืองอรัญ (ตอนที่ ๑) ค้นคว้าและรวบรวมโดยนายจํารูญ พัฒนศร ใช้เวลา
รวบรวมอยู่ นานถึง ๓๐ ปีเศษ วิธีการค้นคว้าและรวบรวม ใช้การสัมภาษณ์จากผู้เฒ่าผู้แก่ และ
ศึกษา ค้นคว้าหนังสือตําราจากหอสมุดแห่งชาติเพื่อตรวจสอบกับคําบอกเล่าที่ได้ทําการสัมภาษณ์
เนือ้ หาของประวตั เิ มืองอรญั กลา่ วถึงบรรพบุรษุ ของชาวอรญั ประเทศ คือ ชาวไทยญ้อ

๗๔

ซึ่งเป็นคนกลมุ่ แรกทีอ่ พยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานอยู่ที่เมอื งอรญั การบกุ เบิกสร้าง บ้านสร้างเมอื ง สถานที่
สําคญั ต่างๆ ในเมืองอรัญ การตดิ ตอ่ สัมพันธก์ บั กมั พูชา การอพยพ เข้ามาของกลุม่ ชนตา่ ง ๆ
เหตุการณ์สําคัญ ๆ ที่เกีย่ วข้องกับเมืองอรัญ ต้ังแต่สมัยพระบาท สมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอยู่หวั
จนถึงหลังสงครามโลกคร้ังที่ ๒ จากหนังสอื ประวัติเมืองอรญั น้ี ทําให้ลกู หลานชาวอรญั เกิดความ
รกั ความภาคภมู ใิ จในถิ่นกาํ เนิด และความเปน็ มาของ บรรพบรุ ุษที่ได้ชว่ ยกันสร้างความเจริญความ
สงบรม่ เย็นไว้ให้แก่คนรนุ่ หลัง

• หนงั สือผกู นิยมอา่ นในงานศพและงานเกีย่ วกบั พุทธศาสนา ตา่ งๆ
ในจังหวัดสระแก้วคือที่ตําบลคลองน้ำใส อําเภออรัญประเทศ พบหนังสือผูก ซึ่งจารึก ลงบนใบลาน
เปน็ อกั ษรไทยน้อย เรื่องจาํ ปาสีต่ น้ ซึง่ เปน็ นิทานเลียนแบบชาดก

• วรรณกรรมมขุ ปาฐะ คือ วรรณกรรมทีไ่ ด้สืบทอดจากคน ยคุ หน่งึ ไปสู่
คนอีกยุคหนึ่ง ด้วยการเล่า ท่อง หรือจดจํากันสืบต่อมา โดยไม่มีการบันทึก เป็นลายลักษณ์อักษร
วรรณกรรมมุขปาฐะนี้ผู้เล่ามักจะต้องใช้ทั้งความจําปฏิภาณ และความสามารถในการเลือกสรร
ถ้อยคําด้วยตนเองส่วนใหญ่ จะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับภูมินามสถานที่ต่าง ๆ อาจสัมพันธ์กับความ
เป็นอยู่ สภาพภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ พงศาวดาร ตํานาน และวรรณกรรมนิยาย หรือนิทาน
พืน้ บ้านเรอ่ื งต่างๆ

๒.๓.๖ นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านของจังหวัดสระแก้ว ส่วนใหญ่ จะเป็นนิทาน
ลาว มีหลายเรือ่ ง เชน่ เรือ่ งนางผมหอม เรือ่ งสงั ขศ์ ลิ ปช์ ัยหรือสนิ ไซ เรื่องท้าวขลู ูนางอ้ัว
เรื่องพระลักษณ์ พระราม
๒.๔ การละเลน่ พ้นื บา้ นและนาฏศิลป์
การละเล่นพื้นบ้านเป็นวัฒนธรรม ของกลุ่มชนเช่นเดียวกับวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ที่มนุษย์
สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองและสังคม ทั้งในฐานะที่เป็นเครื่องบันเทิงใจ
การประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนาและพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในแตล่ ะช่วงชีวิต การละเล่นพื้นบ้านทั้งของ
เด็กและของผู้ใหญ่จึงมีความสัมพันธ์กับสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยมและความเชื่อของสังคม
นั้นๆ การละเล่นพื้นบ้านแตล่ ะท้องถิ่นมีความแตกต่างกนั ไปตามสภาพภมู ิศาสตร์ การประกอบอาชีพ
ค่านิยม และความเชื่อของสังคม นอกจากนี้การแลกเปลี่ยน หรือรับวัฒนธรรมจากภายนอกก็มีผล
ให้การละเล่นพื้นบ้านของแต่ละท้องถิ่นมีเอกลักษณ์มีความหลากหลายและคลี่คลายไปตามความ
เจริญและพัฒนาการของสังคมจากอดีตจนถึงปัจจบุ นั

๗๕

๒.๔.๑ การละเล่นของเด็ก เด็กโดยทั่วไปรักการเล่นเป็นชีวิตจิตใจ เล่น ได้ทั้งวัน
โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ของเล่นที่นํามาใช้เล่นส่วนใหญ่ไม่ต้องซื้อหา เด็กจะหาหรือทำขึ้นเองเป็นส่วน
ใหญ่ จากวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ การประดิษฐ์เสริมแต่งของเล่นได้ฝึกให้เด็กใช้ความคิด
สร้างสรรค์ นําสิง่ ที่ไร้คา่ มาทําใหม้ ีคณุ ค่า สะท้อนความเป็นไปทางสงั คม และวัฒนธรรมของท้องถิ่น
การละเล่นของเด็กในจังหวัดสระแก้ว มีการเล่นทั้งกลางแจ้งและ ในร่ม คล้ายคลึงกับการเล่นของ
เด็กในภาคกลางโดยทวั่ ๆ ไป แตช่ ื่อของการละเล่น วิธีการ อปุ กรณ์ และบทร้องอาจผิดแผกแตกต่าง
กันไปตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น หมุน นาฬิกา ปลาหมอตกกระทะ กาฟักไข่ เสือตกถัง
แย้ลงรู ไม้หง่ึ ขี่มา้ หลังโปก ตาเขย่ง ไม้โบละ ขาโดกเดก เดินกะลา หมากเก็บ เป่ากบ ตบแผละ อีตัก
จี้จี้ จีจ่อเจี๊ยบ ปิดตาตีปีบ ปิดตาต่อหาง เก้าอี้ดนตรี ขายแตงโม ลิงชิงบอล ขี่ม้าก้านกล้วย แมงมุม
วิ่งกระสอบ วิ่งสามขา วิ่งเบี้ยว ขี่ม้าส่งเมือง กระโดดเชือก ที่จับ เตย แตะหุ่น ลูกข่าง ลูกดิ่ง ลูกแก้ว
หยอดหลุม ลอ้ ตอ๊ ก มะลือกก๊อกแกก มอญซอ่ นผ้า งูกินหาง รีรีขา้ วสาร เป็นต้น ตัวอย่าง การละเล่น
ทีน่ ยิ มในจังหวัดสระแก้ว

๒.๔.๒ การละเลน่ ของผ้ใู หญ่ เปน็ ภาพสะท้อนถึงวิถีชีวติ ทีแ่ สดงออก
ถึง ความสัมพันธ์ของผู้คนสร้างความสมัครสมานสามัคคีและเป็นกีฬาเพื่อความเพลิดเพลิน
การละเล่นของผใู้ หญ่ในจังหวัดสระแก้ว มีลกั ษณะทีห่ ลากหลายผสมผสาน เนือ่ งจากผู้คนในจังหวัด
สระแก้ว นอกจากจะมีผคู้ นในท้องถิ่นแล้ว ยังมีผู้คนที่อพยพมาจากภูมิภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก จึง
มีการนําเอาการละเล่นดั้งเดิมมาปรับปรุงให้เข้ากับถิ่นใหม่ จนกลายเป็นการละเล่นที่มี
ลักษณะเฉพาะท้องถิ่น และลักษณะร่วมกับภูมิภาคต่าง ๆ จัดแบ่งประเภท อย่างกว้างๆได้แก่ กีฬา
ดนตรี มหรสพ เพลงพ้ืนบ้าน ซึ่งยกตัวอยา่ งใหเ้ หน็ พอสงั เขป ดังน้ี

กีฬาพื้นบ้าน เป็นกิจกรรมหรอื การละเล่นของชาวบ้านเพื่อ
ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทําให้ร่างกายแขง็ แรง หรือเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด แต่มีลักษณะ
ที่เป็นระบบ มีกฎกติกา กีฬาพื้นบ้านเกือบทุกชนิดมีการแข่งขันกันเพื่อประลองความสามารถ และ
ตัดสินผลแพ้ชนะหรือเสมอกัน ด้วยเหตุ ดังกล่าวกีฬาพื้นบ้านบางประเภท จึงมีการพนันร่วมอย่ดู ้วย
อย่างไรก็ตาม กีฬาพื้นบ้านมีส่วนในการสร้างระบบความสัมพันธ์ของชาวบ้าน สร้างความสามัคคี
ปลูกฝังความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา การละเล่นบางชนิดต้องอาศัยพลังความร่วมมือร่วมใจกัน กีฬา
พืน้ บ้านของจังหวัดสระแก้วทีร่ ู้จกั กนั ดี ได้แก่ ตะกร้อ ชักคะเยอ่ วิง่ กระสอบ แย้ลงรู หมากรุก ชนไก่
ฯลฯ

๗๖

. ดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีพื้นบ้านของจังหวัดสระแก้วมีหลายประเภท เพราะ
ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มวัฒนธรรมที่หลากหลาย เนื่องจากชาวสระแก้วส่วนใน อพยพมาจากท้องถิ่น
ต่าง ๆ เมื่อเข้ามาอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ก็ได้นําเอาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเข้ามาด้วย กลุ่ม
วัฒนธรรมที่สําคัญ ได้แก่ กลุ่มวัฒนธรรมทาง ภาคกลาง เช่น วงปี่พาทย์ วงเครื่องสายไทย วง
กลองยาว วงดุริยางค์ แตรวง กลุ่มวัฒนธรรมหมอลํา เช่น พิณ แคน วงพิณแคนประยุกต์ หมอลํา
หมอลําซิง กลุ่มวฒั นธรรมเจรียงกันตรมึ เช่น อายยั กันตรึม และกล่มุ เพลงโคราช เช่น การรอ้ งเพลง
โคราช ในทีน่ ้ีจะขอ

ง้วิ หรอื อปุ รากรจีน เปน็ การแสดงที่ผสมผสานการขบั ร้อง และการเจรจา
ประกอบกับลีลาทา่ ทางของนักแสดงให้ออกเปน็ เรื่องเป้นราว คนชาติพันธ์จุ ีนในอรญั ประเทศ จังหวัด
สระแก้ว นิยมจัดการแสดงงิ้ว ในงานแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่เขาน้อย ประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึง
ธันวาคม ของทกุ ปี

๒.๕ ศาสนา พิธีกรรม และความเชือ่
ศาสนาและความเชื่อเปน็ สิ่งที่มีอยู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากเป็นเครื่อง
บํารงุ ขวญั และสร้างกําลงั ใจให้ สามารถฟันฝา่ อุปสรรค และภยนั ตรายนานาชนิด ท้ังทีเ่ กิดจากน้ำมือ
มนุษย์ด้วยกันเอง และ ภัยธรรมชาติ คนในสังคมเดียวกันย่อมรับนับถือในความเชื่อ สัทธิ และ
ศาสนาเดียวกัน เพราะมี แนวความคิด กฎระเบียบ หลักเกณฑ์ และศีลธรรมจรรยาเดียวกัน ซึ่งเป็น
เครื่องกําหนด ให้คนไทยในท้องถิ่นอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต
ความ เจริญงอกงามของสังคมแต่ละสงั คม และเปน็ พืน้ ฐานในการกาํ หนดกฎเกณฑต์ ่าง ๆ ของสังคม

๒.๕.๑ ศาสนาในจังหวัดสระแก้ว ศาสนา ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑติ สถานได้ใหค้ วามหมายไว้ว่า หมายถึง ลัทธิความเชอ่ื ของมนุษย์อันมีหลกั แสดงถึงกําเนิด
และความสิ้นสุดของโลก แสดงหลักธรรมและพิธีกรรมที่กระทําตามความเห็น หรือความเชื่อนั้น ๆ
สามารถแบง่ ศาสนาออกเปน็ 2 กลุ่มใหญ่ คือ กล่มุ ศาสนาทีม่ ลี ักษณะ เปน็ สากลเปน็ ทีย่ อมรบั กนั ท่ัว
ๆ ไป ทั้งในระดับสังคม และระดับโลก ศาสนาในกลุ่มนี้ เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนา
คริสต์ ศาสนาฮนิ ดู

- ศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ในจังหวัดสระแก้ว ในสมัย โบราณเขตจังหวัด
สระแก้วเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้อํานาจการปกครองของเขมร ซึ่งเขมรเป็น ศูนย์กลางของศาสนา
ฮินดูในแถบสุวรรณภูมิตั้งแต่ราวศตวรรษที่ ๗-๘ ทั้งนี้ สันนิษฐานว่า เขมรได้รับอิทธิพลมาจาก
อินเดียอีกทอดหน่งึ ดังจะเห็นได้จากโบราณวัตถุ โบราณสถาน ในเขตอําเภอตาพระยา อรัญประเทศ

๗๗

วัฒนานคร กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งมีทั้งลัทธิ ไวษณพนิกาย และไศวนิกาย นอกจากนี้จะเห็นได้
ว่ามีความเช่อื ตามคติพราหมณ์สอดแทรก อยู่ในวิถีชีวติ ของชาวบ้านอยมู่ าก เช่น การต้ังศาลพระภูมิ
เจ้าที่ การทําขวัญนาค การถือฤกษ์พานาที ต่อมาเมื่อเขมรเริ่มเสื่อมอํานาจลง อิทธิพลของศาสนา
พุทธเริ่มเข้า มาแทนที่ ศาสนาพราหมณ์ได้ถูกปรับผสมผสานกลมกลืนไปกับพุทธศาสนา หลอม
รวมกัน กลายเป็นความเชื่อแบบไทย ๆ ขึ้น คือคนไทยไหว้พระ ขณะเดียวกันกก็ ราบไหว้ศาล เทวรูป
ต่าง ๆ ด้วย พิธีกรรมต่าง ๆ จงึ มที ั้งพุทธและพิธีพราหมณ์ ฮินดู) ผสมกนั ไป

- พุทธศาสนาในจังหวัดสระแก้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าพุทธ
ศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาในพืน้ ที่ซึ่งเป็นจังหวัดสระแก้วตั้งแตย่ คุ อาณาจกั รทวารวดี และลพบุรีตั้งแต่
ศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา เช่น ได้มีการขุดพบเศียรพระพิมพ์ซึ่งมีรูปแบบ ศิลปะลพบุรี บริเวณ
เขตอําเภอเขาฉกรรจ์ พระพุทธรูปปางนาคปรกรูปแบบศิลปะลพบุรีและ ทวารวดี ในเขตอําเภอตา
พระยา เป็นต้น

- ศาสนาคริสต์ในจังหวัดสระแก้ว ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ศาสนาคริสต์เข้า
เผยแพรใ่ นจังหวดั สระแก้วเมื่อใด แตต่ ามหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ ศาสนาครสิ ต์เผยแพร่เข้ามาใน
ดินแดนแถบนี้พร้อมกับการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก หลังจากที่ไทยต้องเสียเขมรส่วนใน
คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้กับฝรั่งเศส ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว แต่ต่อมาเกิดความวุ่นวายภายในกัมพูชาขึ้น เป็นเวลานานหลายสิบปี ทําให้การเผยแผ่
ศาสนาคริสต์ชะงักลง นิกายของศาสนาคริสต์ ที่สําคัญในจังหวัดสระแก้ว คือ นิกายคาทอลิค และ
โปรเตสแตนต์ โดยนิกายคาทอลิคจะได้รับ ความเชื่อถือมากกว่า ในปัจจุบันจะสามารถพบโบสถ์
คริสต์ได้หลายแห่งในจังหวัดสระแก้ว เช่น ที่อําเภอเมืองสระแก้ว อําเภอวังน้ำเย็น อําเภออรัญ
ประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเขตที่มีผู้อพยพตามแนวชายแดน
การเผยแพร่ศาสนาคริสต์อาจ เข้ามาพร้อมรูปแบบการจัดการศึกษาในรูปโรงเรียนเอกชนตาม
หมู่บ้านต่าง ๆ มีการประกอบ ศาสนกิจให้เห็นอยู่บ้าง เชน่ สวดมนตว์ ันอาทิตย์ วนั คริสตม์ าส เป็นต้น

- ศาสนาอิสลามในจงั หวดั สระแกว้ จากข้อมูลของจงั หวดั สระแก้วพบ
ว่าในจังหวดั สระแก้วมีชาวมสุ ลิมอาศัยอย่บู ้างแต่ไมป่ รากฏศาสนสถานที่ใช้ใน การประกอบพิธีกรรม
มีการพบซากมัสยิด อยู่ในเขตตําบลคลองน้ำใส อําเภออรัญประเทศ ถูกทิ้งให้รกร้าง สันนิษฐานว่า
การเข้ามาของศาสนาอิสลามในจังหวัดสระแก้ว น่าจะเข้ามา พร้อมกับการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
ของพวกแขกปาทาน ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงวัวตามเขต อาํ เภอวัฒนานคร วังนำ้ เยน็ ซึง่ มีลักษณะภูมิ

๗๘

ประเทศและพืชพรรณธรรมชาติ เหมาะแก่การ ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ นิกายที่พบส่วนใหญ่เป็น
นิกายสุหน่ี เหมอื นกบั มุสลิมในไทยทว่ั ๆ ไป

๒.๕.๒ ความเชื่อ ความเชื่อของคนแต่ละท้องถิน่ เกิดจากปัญหาในการดาํ รงชีวติ
ประจําวัน เช่น เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดภัยธรรมชาติ ปัญหาเหล่านั้นเกินขีดความ สามารถที่ คน
ธรรมดาจะแก้ไขได้ คนจึงเกิดความเชื่อว่าน่าจะมีอํานาจลึกลับเหนือธรรมชาติ บันดาลให้เป็นไป
เช่นนั้น อํานาจนั้นอาจจะมาจากเทพเจ้า ภูติผีปีศาจ วิญญาณ สัตว์ป่า พระอาทิตย์ พระจันทร์
ดวงดาว ตลอดจนดิน น้ำ ลม ไฟ ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันภัยพิบัติ จึงได้มีการวิงวอนขอความ
ช่วยเหลือจากอํานาจลึกลบั โดยเชื่อว่าถ้าบอกกล่าวหรือทําให้พอใจ อาจจะช่วยให้ปลอดภัย เมื่อพ้น
ภัยก็จะแสดงความรู้คุณด้วยการเซ่นสรวงบูชา หรือประกอบ พิธีกรรมต่าง ๆ โดยทั่วไปแล้วชาว
สระแก้วมีความเชื่อและมีพิธีกรรมในเรื่องต่างๆ หลากหลาย ตามคติของแต่ละกลุ่มชน แต่โดย
ส่วนใหญ่จะมีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมและความเชื่อ ในเรื่องโชคลาง ความฝัน ปรากฏการณ์
ธรรมชาติ ลักษณะของบุคคล ภตู ผิ ปี ีศาจ รวมจนถึง เครื่องรางของขลัง เช่น

• ความเชื่อเร่อื งเครอ่ื งรางของขลัง
- หวาย หวายทีถ่ กั รอบลูกนิมิตโบสถเ์ มือ่ ได้รับการปลุกเสก หลงั จาก
ตดั ลูกนิมิตแล้ว นํามาตดั เป็น ท่อน ๆ ประมาณ ๑ นวิ้ ถือวา่ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ให้คุณแก่ เป็นเจ้าของ
ถ้าเป็นท่อนที่ไมข่ งั ขอ้ ให้คณุ ด้านเมตตามหานิยม ถ้าเปน็ ท่อนทีม่ ีขอ้ ให้คณุ แก่ ผเู้ ปน็ เจ้าของด้านอยู่ยง
คงกระพัน กนั ผีสาง ป้องกนั เหตรุ า้ ยตา่ ง ๆ
- เขีย้ วหมูตนั และนอแรด เขี้ยวหมูตันและนอแรดที่ผ่าน พิธีปลกุ เสก
แล้ว จะให้คุณแกเ่ จ้าของในทางคงกระพนั ชาตรี
- เหลก็ ไหลและวา่ น เมือ่ อมไว้ก่อนที่จะมีการตอ่ สู้ หรอื ฝังไว้ ในร่างกาย
จะเพิม่ ความคงกระพนั อาวธุ ชนิดใด ๆ กไ็ ม่สามารถทําอนั ตรายได้
• ความเชื่อของชาวไทยญอ้ , ไทยลาว, ไทยเขมร
- ความเชือ่ และความศรัทธาในพทุ ธศาสนา ชาวไทยญ้อ มีความเชอ่ื
และความศรัทธาในพุทธศาสนาค่อนข้างสูง เพราะสังเกตได้จากการสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการ
เปรียญขนาดใหญ่ อาณาบริเวณวัดกว้างขวาง สะอาด อุปกรณ์ข้าวของ เครื่องใช้ในวัดมีครบ
สมบูรณ์ ได้รับการดูแลจากชาวบ้านเป็นอย่างดี พระสงฆ์ได้รับการยกย่องเคารพบูชาจากชาวบ้าน
จะมีการจัดสรรกันว่าในแต่ละครัวเรือนมีหน้าที่ที่จะต้องนํา อาหารมาถวายพระที่วัด ทั้งในเวลาเช้า

๗๙

และเพลเป็นประจํา และในวันพระจะมีผู้คนมาทําบุญ รักษาศีล ฟังธรรมที่วัดเป็นจํานวนมาก วัดจึง
เป็นที่พบปะสมาคมกนั ระหวา่ งคนในหมู่บ้าน กับคนตา่ งท้องถิน่ ในเทศกาลตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวกบั ศาสนา

- ความเชื่อเกีย่ วกบั ผี แมใ้ นปัจจบุ นั ชาวไทยญอ้ จะหันมา นับถือพุทธ
ศาสนาและประพฤติปฏิบัติเช่นเดียวกับชาวพุทธโดยทั่วไปแล้ว แต่ชาวไทยย้อก็ยัง คงมั่นคงในการ
นับถือผี ยังประกอบพิธีกรรมปะปนกันทั้งทางผีและทางพุทธ จนเรียกได้ ว่าเป็นพุทธปนผีหรือพุทธ
แบบผี พิธีกรรมต่าง ๆ ในวิถีชีวิตของชุมชนจะเกี่ยวข้องกับการไหว้ผี มากที่สุด และผีสําคัญที่สุดที่
ชาวบ้านในหม่บู ้านคอื ผปี ระจาํ หมบู่ ้าน

• ความเชือ่ ของชาวไทยเขมร
การรำแมม่ ด หรอื เรอื มมม๊วด เปน็ พิธีกรรมของคนไทยเชื้อสายเขมร โดย
มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ตายไปแล้ววิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ เพื่อคอยช่วยเหลือลูกหลาน และ
หากลูกหลานคนใดประพฤติผิดจารีตประเพณี หรือทำไม่ดี ก็จะได้รับการลงโทษจากบรรพบุรุษให้
ได้รับความเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น เมื่อลูกหลานเจ็บป่วยจะบนบาน และหากหายก็จะแก้
บนด้วย การเล่นรำแมม่ ด โดยจะประกอบพิธีชว่ งเดือน ๓ -๔ หลงั จากฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ในพิธี
จะเชญิ แขกมาร่วม หรอื ญาตพิ ี่นอ้ ง
เครื่องดนตรีทีใ่ ชใ้ นการเลน่ จะมี 2 ลักษณะตามฐานะ
ของเจา้ ภาพหากเจา้ ภาพเป็นผู้มฐี านะดี จะใช้เคร่ืองดนตรี
วงใหญ่ประกอบไปด้วย
กลองโทน 3 ใบ ซอด้วง 1 สาย ฆ้อง 24 นวิ้ 1 ใบ
กรบั 1 คู่ ขลุ่ยเพียงออ 1 เหลา คนเจรียง(คนร้อง) 2 คน เครือ่ งดนตรีสำหรับเจ้าภาพที่ฐานะไม่ค่อย
ดี ประกอบด้วย กลองยาว 1 ใบ ซอด้วงหรอื ซออู้ 1สาย กรบั 1 คู่ คนเจรียง 1-2 คน
อำเภอตาพระยา บ้านต่นุ ตำบลบ้านด่าน บ้านหนองบวั ใต้ ตำบลหนั ทราย อำเภออรญั ประเทศ
จะประกอบพิธีกรรมนี้
๒.๕.๓ พิธีกรรม

• พิธีเลีย้ งผีเทวดาของชาวไทยญอ้ ในจังหวัดสระแก้ว จุดประสงค์ ของการทํา
พิธีเลี้ยงผีเทวดา เพื่อมิให้พวกผีตามมารังควาน จะได้อยู่เป็นสุขภายในหมู่บ้านและ ถือโอกาสเป็น
การเสี่ยงทายทํานายอนาคตของคนในหมู่บ้านที่ต้องการจะตรวจดวงชะตาด้วย ระยะเวลาในการทาํ
พิธีจะต้องเป็นเดือน ๔ ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อม ของผู้กระทําว่าจะว่างในยาม

๘๐

ใดด้วย แต่ต้องเป็นภายในเดือน ๔ เวลาที่เริ่มทําพิธีจะเป็น ช่วงเย็น คือ ประมาณ ๑๖.00-๑๙.๐๐
นาฬิกา ถ้าผีที่เข้าทรงมีจํานวนมากก็ต้องใช้เวลานาน กว่านี้ และอาจจะใช้เวลาในตอนเช้าของ
วันรุ่งข้ึนอกี คร้ัง คือประมาณ 5.00 - ๔.00 นาฬิกา

การทาํ พิธี ผกู้ ระทาํ พิธีหรือร่างทรงจะจดุ ธปู เทียน หยิบข้าวสาร โปรย น่ังพนมมอื
ในขณะทาํ พิธีจะมี ผเู้ ปา่ แคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อผีเข้าแล้วจะมีผู้เข้ามาชว่ ย แต่งกายให้ จากน้ันผู้ทรง
ก็จะเลือกพวงมาลัยดอกไม้มาสวมหัวแล้วจึงร่ายรํา การหยิบ พวงมาลัยชอบพวงไหนก็หยิบพวงนั้น
ขึ้นมา แล้วร้องเป็นคําทํานายว่าเจ้าของพวงมาลัยจะมี เนื้อคู่อย่างไร จะผิดหวังหรือสมหวัง
นอกจากนี้ถ้าต้องการให้ทํานายโชคชะตาก็ได้ โดยคนที่จะให้ทํานายต้องใส่เงินค่ายกครู หรืออาจใช้
เหล้าแทนก็ได้

พิธีกรรมอนั เกีย่ วเนื่องกับความเชือ่ เรอ่ื งขวญั ความหมายที่ใชก้ ันหมายถึง
ผมที่ข้ึนเวียนเป็นก้นหอยบนศีรษะ นอกจากนีย้ ังกินความไปถึง วิญญาณหรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนประจํา
กายคนและสัตว์มาตั้งแตแ่ รกเกิดชาวอีสานนิยมเรียกสิ่งที่ตนรักมากว่า ขวัญ เช่น ลูกขวัญ เมียขวญั
ของขวญั เสาขวญั นาขวัญ ข้าวขวัญ พิธีทาํ ขวญั วา่ หมอขวญั หรอื พราหมณ์ พิธีเรียกขวญั ให้มาอยู่
กบั ตนเรียกว่า สู่ขวัญ คำสู่ขวัญ เรียก สูตรขวัญ

พิธีสูข่ วญั ทาํ ขึ้นเพื่อความเป็นมงคลในชวี ิต ทัง้ ในยามประสบโชคและ
ประสบเคราะห์ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ย้ายที่อยู่ ไปค้าขายได้เงินทองมาก ประกอบการงานเป็น
ผลสําเร็จได้ลาภ ยศ เกียรติ หรอื เสื่อมลาภ ยศ เกียรติ

๒.๖ ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณี หมายถึง การประพฤติ
ปฏิบัติของคนกลุม่ ใดกลุ่มหน่งึ โดยกําหนดเปน็ แบบแผนสืบเนื่องกนั มาจนเป็น ลกั ษณะเฉพาะของคน
กลุ่มนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี จึงเป็นสิ่งที่คนไทย
ยึดถือปฏิบัติต่อๆ กันมาจนเป็นที่ยอมรับในสังคมจังหวัดสระแก้วมีขนบธรรมเนียมประเพณีของ
ท้องถิ่น ซึ่งลักษณะทางสังคม วัฒนธรรมของสระแก้ว ระยะแรกได้รับอิทธิพลจากเขมรที่นับถือ
ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู และ การบชู าเทพเจ้า เทวรปู ต่างๆ

๒.๖.๑ ขนบธรรมเนียม
การแต่งกาย การแตง่ กายของผู้คนในจงั หวัดสระแก้ว ใน ระยะแรก ได้รับ

อิทธิพลจากเขมร ผชู้ ายจะนุ่งผ้าเป็นแบบถกเขมร ไม่สวมเสือ้ ผหู้ ญิง สีคล้ายผ้าซิ่น ไม่เย็บข้าง เวลา
นั่งจะตวดั ชายทั้งสองไว้ด้านข้างแล้วคาดเข็มขัดทับ ใช้ผ้ารงั แทนเสือ้ ม่นั ผม ตอ่ มาเริ่มปล่อยผมยาว

๘๑

ปะบ่า เมื่อรับวัฒนธรรมสมัยอยุธยา ผู้ชายจะ โจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสามส่วน ผมทรง
หลักแจว ผู้หญิงนุ่งผ้าจีบและผ้ายกห่มสไบ และห่มผ้าแถบเวลาอยู่บ้าน ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ใน
ปัจจุบันการแต่งกายของชาวสระแก้ว เป็นการแต่งกายแบบสากล ตามปกติจะแต่งตัวตามสบาย ไม่
พิถีพิถันมากนัก แต่สุภาพทั้งแบบและสีของเสื้อผ้า ผู้ชายใส่ชุดสากลหรือ ชุดพระราชทาน ส่วน
ผหู้ ญิงจะนิยมนุ่ง ผา้ ถงุ ประเภท ผา้ ซิน่ ผา้ ทอ กางเกง กระโปรง สวมเสื้อสําเรจ็ รปู เสื้อยดื หรอื สวม
เป็นชุดทํางานตามสมัยนิยม

นอกจากนี้ ชาวสระแก้วยงั มีการแต่งกาย ของกลุม่ ชนตา่ งๆ เช่น การแตง่ กายของชาวไทยญ้อ
ชาวไทยเชอื้ สายจีน ชาวไทยเช้ือสายเวียดนาม ชาวไทยเชือ้ สายเขมร ซึง่ มีเอกลกั ษณ์เฉพาะ
การแตง่ กาย
การแต่งกายของชาวไทยญอ้

ชาย สวมกางเกงขากว๊ ย ทําด้วยผ้าฝ้ายย้อมดว้ ยสีครามหรอื สีดํา ทว่ั ไปของ ชาวสระแก้ว
ผสู้ งู อายอุ าจนงุ่ โสรง่ ผ้าฝ้าย หรอื ผ้าไหม สําหรับผมู้ ีฐานะดี ในเวลาทํางานในหมู่บ้าน ไปไรไ่ ปนา จะ
นงุ่ กางเกงขาสั้น มีความยาวเลยเขา่ เล็กน้อย อาจใช้สคี ราม สีขาว หรอื นงุ่ โจงกระเบน ชาวญ้อ
เรียกว่า ผ้ายาว หรอื ผ้าเขิน ทาํ ดว้ ยไหม จะนุ่งในโอกาสพิเศษ เสื้อใชท้ ั้งไหมและฝ่ายตามฐานะทาง
สงั คม และโอกาสในการใชง้ าน

๘๒

หญิงนุ่งผ้าถุง เรียกว่า ซิ่นคั่น มีทั้งชิ้นคั่นฝ้ายและชิ้นคั่นไหม เรียกตามวัสดุที่ทอ จะต่อ
หัวตอ่ ตนี ด้วยผ้าฝ้ายสีดํา ผมู้ ีฐานะจะใช้ชิ้นคน่ั ไหม นุ่งไปงานบุญ หรอื ในโอกาสพิเศษ เสื้อจะตัดเย็บ
ด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม ตัดเป็นเสื้อแขนกะ ผ่าอกติดกระดุมหน้า เสื้อยาวลงมาคลุมสะโพก ไม่มี
กระเป๋า นิยมสีนวล สีครีม เวลาอยู่บ้านจะใส่เสื้อห้อย เป็นเสื้อที่จับจีบบริเวณด้านหน้าอก และ
ด้านหลัง แขนเสื้อเป็นเส้นเล็กๆขนาดเท่าสายเสื้อชั้นใน สวมหัว ความยาวของตัวเสื้อเลยเอวลงมา
เล็กน้อย ปล่อยชายเสื้อเวลาออกนอกบ้านจะสวมเสื้อที่มีแขนทับภายนอก เวลาทําบุญจะพาดผ้า
เบี่ยงที่ไหล่ซ้าย ทิง้ ชายลงมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพือ่ ประกอบชุดใหส้ วยงามในโอกาสพิเศษ ถ้า
เปน็ งานบญุ ใช้ผ้าเบีย่ งสขี าว

เครือ่ งประดบั นิยมใชเ้ ขม็ ขดั เงินหรือนาก โดยเฉพาะผสู้ ูงอายุ มักใช้ตมุ้ หเู พชรซีก รูปตุ้มหู
เปน็ ก้านย้อยห้อยลงมาที่ตง่ิ หู ทาํ เป็นรปู ดอกไม้ลายดอกพิกลุ

การแตง่ กายของชาวไทยเชื้อสายจีน
ชาย สวมกางเกงแพรขาก๊วย (บึงลิน้ ) สีเข้ม เวลานัง่ ใช้เหนบ็ ปมผ้า ทีบ่ ั้นเอว
หรอื คาดเขม็ ขัดทับ สวมเสื้อกุยเฮงสีขาว ในโอกาสพิเศษจะสวมเสือ้ คอตั้ง
แขนสั้น สีขาว สีแดง ตามแต่โอกาส (คล้ายเสื้อพระราชทาน) สวมกางเกง
ขายาวสีขาว

หญิง น่งุ กางเกงขากว๊ ยสีเข้ม สวมเสื้อคอจนี ตดั เยบ็ ด้วยผา้ แพร ติดกระดุม
เฉียงจากคอลงมาด้านข้าง ชายเสื้อคลุมสะโพก ผ่าด้านข้างซ้ายขวามา
จนถึงเอวแขนเสื้อยาวปลายบานเล็กน้อย สีของเสื้อจะใช้สีอ่อน เช่น ชมพู
ฟ้า ขาว ในบางโอกาส จะสวมกางเกงขาก๊วย และเสื้อตามสมัยนิยมที่ตัด
เยบ็ จากผ้าชิน้ เดียวกนั หรอื ในโอกาสพิเศษ จะสวมชุดกีเ่ พ้า
เครื่องประดับ แล้วแตฐ่ านะของบคุ คล แต่ที่ผู้หญิงนยิ มมากคือ
เครือ่ งประดับที่ทาํ จากหยก

การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม
ชาย สวมกางเกงแพรขาก๊วย (บึงลิ้น) สีดํา สวมเสื้อคอตั้ง

ชิด (คล้ายกับเสื้อคอจีนหรือคอพระราชทาน) ติดกระดุมเสื้อเฉียง
จากคอมาใต้รกั แร้ ตวั เสื้อ ยาวคลมุ เข่า ชายเสือ้ ข้างซ้ายและขวา

๘๓

ผา่ ข้างจนถึงเอวนิยมสวมเสือ้ สีเข้ม เชน่ ดาํ น้ำตาล เทาเข้ม และใช้ผ้าโพกศีรษะ สีเดียวกับเสื้อ สวม
รองเท้าสานรดั ส้น เครื่องแตง่ ของชาย เรียกว่า คังด๊งอ๊าวแท จะสวมในโอกาสพิเศษ เวลาอยูบ่ ้านจะ
สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว นุง่ กางเกงแพรขากว๊ ยสีดํา
หญิง นุ่งกางเกงขาก๊วยสีขาว ตัดเย็บด้วยผ้าแพร สวมเสื้อคล้าย เสื้อของซายแต่ตีเกล็ดให้โค้งเข้า
บริเวณเอว ใช้สีสดใส เวลาออกนอกบ้านจะสวมหมวกทรง กรวยเรียกว่า หมวกญวน (หมวกล้า)
หรือใช้ผ้าแพรสีอ่อนโพกศีรษะ จะแต่งกายชุดนี้ใน โอกาสพิเศษ เรียกว่า อ้าวหญ่าย เวลาปกติ นุ่ง
กางเกงขากว๊ ยสีเข้ม สวมเสื้อคอกลมผ่าหนา้ ติดกระดุม แขนยาวในตัว เรียกวา่ อ้าวบ่าบา
การแต่งกายของชาวไทยเชือ้ สายเขมร

ชาย นุ่งโสร่งตาหมากรุก โสร่งไหม แล้วแต่ฐานะและ
โอกาส สวมเสื้อคอกลมสีขาว ผา่ หนา้ ติดกระดุม แขนสนั้ มี
กระเป๋าด้านหน้าบริเวณชายเสื้อ ๒ กระเป๋า ชายเสื้อทั้ง
ซ้ายและขวาผ่าข้างเล็กน้อย นิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า ทรง
ผมนิยม ตดั ผมสั้น

หญิง นุ่งผ้าถุงโสร่งลายดอกไม้ ยาวกรอมเท้า แขนกระบอก ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายสีอ่อน เวลาอยู่บ้าน
จะใส่เสื้อคอกระเช้า กนั แตดเวลาออกนอกบ้าน
การแตง่ กายของชาวไทยเชือ้ สายลาว

การแตง่ กายของคนชาติพันธล์ุ าว ในบ้านหนทรายนิยมทอผ้าเพือ่ สวมใส่เองโดยเสื้อทอด้วย
ผา้ ฝา้ ย หรอื ผา้ ไหม ย้อมด้วยครามจนกลายเปน็ สีดำแต่งดว้ ยผ้ากุ๊นบริเวณชายผ้าและแขน กระดุม
เสื้อ ในอดีตใช้เงนิ มาทำ ผัจจบุ ันได้ดดั แปลงนำเหรยี ญบาทมาเจาะรเู พื่อเปน็ กระดมุ ทบั ด้วยสไบหรอื
ผา้ เบีย่ งมราทอด้วยผ้าฝ้ายหรอื ผ้าไหม นิยมทอเปน็ ลวดลายตา่ งๆทีเ่ กีย่ วข้องกับวิถีชีวติ และความเชื่อ
ปัจจุบนั ลวดลายที่พบเห็น คือ ลายนกสองตีน ลายนาคน้อย ลายนาคขอ ลายเยวเยี้ยวควาย เป็นต้น
นอกจากนีย้ งั นิยมสวมเครือ่ งประดบั เงิน

๘๔

• อาหารการกิน อาหารการกินโดยทั่วไปของคนในจังหวัดสระแก้ว มีความหลากหลาย
เนื่องจากการอพยพเข้ามาอยอู่ าศยั ของผคู้ นหลายภาคและหลายกลุ่มด้วยกัน ซึง่ จำแนกประเภทของ
อาหารได้
อาหารของชาวไทยเชือ้ สายจีน
หมีซ่ ั่ว เปน็ อาหารคาว ที่กลุ่มคนไทยเชือ้ สายจนี
เชอ่ื ว่าเส้นหมี่จะเปน็ ตวั แทนของความย่งั ยนื เส้นที่
นำมาผดั จะไมม่ ีตดั เส้นกลมุ่ ชาติพันธ์จุ ีนถือว่าเปน็
อาหารมงคลเปน็ การอวยพรใหแ้ กผ่ รู้ ับใหม้ ีอายมุ น่ั ขวญั ยืน
เหมอื นดงั่ ความยาวของเส้นหมี่
ก๋วยเตี๋ยวหลอด “ซาโหฝ่ัน” ที่มลี กั ษณะเปน็ การนำแป้ง
ข้าวจ้าวมานึ่งจนกระท่ังเปน็ แผน่ แป้ง
มีการตดั เปน็ เส้นและนำเส้นเหล่านมี้ าผดั พร้อมปรุงรส
จนกลายเป้นเส้นก๋วยเตี๋ยวแหง้ ทีร่ บั ประทานกนั ในเฉพาะ
มณฑลกกวางตุ๋ง
บ๊ะจาง หรอื “ขนมจ้าง” คือขา้ วหอ่ ด้วยใบไม้
เป็นอาหารจนี ทำด้วยข้าวเหนียวใส่หมหู รอื หมแู ดง
กับถว่ั หรอื เม้ดบัวและเครื่องปรุงต่างๆผัดแล้วหอ่ ดว้ ย
ใบไผ่มดั เป็นทรงสามเหลีย่ ม ใช้เชือกมดั แลว้ นึง่ ให้สกุ
ซึ่งแตล่ ะท้องถิ่นกจ็ ะทำไส้แตกต่างกนั ไป

ซาลาเปา อาหารเชา้ ของชาติพนั ธจ์ุ ีน ทำมาจากแป้ง
สาลแี ละยีสต์ ผ่านกระบวนการน่งึ รอ้ นๆออกมา
เป็นแป้งนุ่มๆเชื่อกนั วา่ มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศซ์ ้อง
ต้นกำเนิดของซาลาเปามาจากก้อนแป้งนึ่งทีเ่ รยี กว่า
“หมา่ นโถว”

๘๕

อาหารของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม
อาหารเวียดนาม แสดงออกถึงอตั ลกั ษณข์ องคนชาติพันธุ์
เวียดนามได้เป็นอยา่ งดี สำหรับร้านอาหารเวีนดนาม จะมี
กระจายอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอรญั ประเทส หากมา
ท่องเที่ยวทีอ่ รัญประเทศ อาหารที่ต้องลองรับประทาน
คือ“จา้ วหล่อง” เป็นข้าวต้มเลือดหมู เวลารบั ประทาน
จะใส่ถั่วงอก เครื่องในหมูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆต้นหอม ผักชีหั่นฝอยเลือดหมูหั่นเป็นชิ้นพอคำแล้วปรุงรส
ตามใจชอบ

คนชาติพันธเ์ุ วียดนามชอบรบั ประทานผักสด รสชาติไมจ่ ัดมากแตส่ ิ่งที่ขาดไมไ่ ด้คือผกั สด
เชน่ ผักกาดหอม แตงกวา ถัว่ งอก ผักพราว ใบโหระพา และผกั ต่างๆ

ในท้องถิ่นเปน็ เครื่องเคียงเสมอ คนชาติพนั ธ์ุ
เวียดนามที่อาศัยในจังหวัดสระแก้ว ส่วน
ใหญ ใหญ่ประกอบอาชพค้าขายโดยเฉพาะร้าน
อาหาร ดังนั้นเพื่อรองรับลูกค้าคล้ายๆกับ
ร้าน ร้านอาหารเวียดนามทั่วไปในประเทศไทยเช่น
บั่นหอย แหนมสด กาจา๋ ฯลฯ

อาห ส่วนอาหารหวานคนไทยเชือ้ สายเวียดนามนิยม
รบั ประทาน คือ บัวลอยน้ำขิง
เนื่องจากทำให้รา่ งกายอบอ่นุ ขิงเป็นยาแก้หวัด
และท้องอืดได้ดี

อาหารของชาวไทยเชือ้ สายญ้อ
อาหารของคนไทยเชือ้ สายญ้อ อำเภออรัญประเทศ
รบั ประทานข้าวเจ้า เป็นอาหารหลกั ต่างจาก
คนไทยเชือ้ สายญ้อในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื อาหาร

๘๖

คล้ายคนไทยเชือ้ สายลาว จะนำสิ่งทีห่ าได้ตามธรรมชาติ เช่น ต้นกล้วย ขนนุ มาประกอบอาหาร
เชน่ แกงหยวกกล้วย แกงขนุน
อาหารหวานของคนไทยเชื้อสายญ้อ อรัญประเทศมขี นมประจำถิน่ คือ ขนมแนบหรอื ขนมขา้ วโพด

อาหารของชาวไทยเชือ้ สายลาว
อาหารกลุ่มคนไทยเชือ้ สายลาว โดยทั่วไปนั้น มีการปรับปรุงแต่งอาหารน้อยทีส่ ุด เน้นความเรียบ
ง่ายแบบธรรมชาติ รสชาติไม่ค่อยจัดจ้าน รสชาติเค็มนำตามด้วยรสเปรี้ยว วิธีการทำไม่ซับซ้อน
อาหารของคนไทยเชื้อสายลาวเน้นความเรียบง่ายอาหารที่นิยมรับประทานเป็นประจำของกลุ่มคน
คนไทยเชือ้ สายลาวในสระแก้ว คือ

แจว่ ปลาร้า เครือ่ งปรงุ ประกอบด้วย หอมแดง
กระเทียม พริก ข่า ตะไคร้ ใบกรูด นำไปคั่ว
สับรวมกันใหล้ ะเอียดปรงุ รสด้วยน้ำมะขามเปียก
แจว่ ปลาร้าเปน็ อาหารหลกั ของทกุ ครวั เรือน นิยม
หอ่ ใส่ใบตองไปรบั ประทานเวลาเดินทางเน่อื งจากเป็นอาหารที่สะดวกในการพกพา

ซุปหน่อไม้ อาหารคนไทยเชือ้ สายลาวบ้านหนั ทราย
ทีน่ ำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรงุ อาหารได้แก่ หนอ่ ไม้เปน็ วตั ถุ
ดิบหลกั ใส่ใบยา่ นางเพื่อปรบั สมดุล
อาหารหวานของชาวไทยเชื้อสายลาว

ข้าวต้มมัด เป็นอาหารหวาน และเป็นอาหารที่นิยมทำในงานมงคล
ชาวบ้านเช่อื วา่ “ข้าวต้มมดั ” จะสะท้อนถึงความสามคั คีกลมเกลียว
ให้รักกัน ไม่มีวันจะพรากจากกันงานไหนที่มีการจัดทำบายศรีต้อง
ใสข่ ้าวต้มมดั ไว้ด้วยเสมอ

๘๗

อาหารของชาวไทยเชื้อสายเขมร
อาหารของชาวไทยเชือ้ สายเขมร ชาวไทยเชือ้ สายเขมร
นิยมบริโภคอาหารที่ทำจากวัตถุดิบหลกั ในท้องถิน่
โดยเฉพาะข้าว และปลานำ้ จดื เนือ่ งจากสภาพภูมปิ ระเทศ
มีแหล่งนำ้ อุดมสมบูรณ์อาทิ เชน่ แกงเลียง แกงข้าวคั่ว

อาหารหวานของชาวไทยเชื้อสายเขมร
ขนมเบอื้ ง และขนมกระบกุ

ประเพณีที่คนในทอ้ งถิ่นยึดถือปฏิบตั ิ สงั คมแต่ละแหง่ ได้สรา้ งสมประเพณีทีค่ นใน
ท้องถิ่นต่างยึดถือปฏิบัติร่วมกัน อันเป็นส่วนที่ทําให้คนในสังคมเกิด ความรักใคร่ สามัคคี มีน้ำใจ
ช่วยเหลอื เกอื้ กลู ซึ่งกนั และกนั กอ่ ใหเ้ กิดขนบธรรมเนยี ม ประเพณีท้องถิน่
ประเพณีหรอื พิธีกรรมสำคญั ของคนไทยเชื้อสายจีน

เทศกาลตรุษจนี วนั ตรุษจีน ถือเป็นวนั ขึน้ ปีใหม่ของชาวจีนทวั่ โลก ตามปฏิทินจนั ทรคติ
ประเพณีวนั ตรุษจนี สืบทอดกันมาหลายพนั ปี คนไทยเชือ้ สายจนี ในอำเภออรัญประเทศจะจดั งาน
ทกุ ปีทกุ บ้าน

๘๘

ประเพณีหรอื พิธีกรรมสำคญั ของคนไทยเชือ้ สายเวียดนาม
ระบำงอบ เปน็ ศลิ ปะการแสดงพืน้ บ้านประจำชาติ

ของชาวไทยเชอื้ สายเวียดนามในอรญั ประเทศ
การแสดงมีลักษณะทา่ ทางการรำทีอ่ อ่ นช้อยสวยงาม
นกั แสดงจะสวมชุดอา้ วหญ่าย และงอบ
ประกอบทา่ ร่ายรำ ซึ่งประยกุ ตจ์ ากวิถีชีวติ ชาวเวียดนาม

มหกรรมอาหาร ๕ ชาติพนั ธ์ ซึง่ จะจัดขนึ้
ในชว่ งเดือนกุมภาพนั ธข์ องทกุ ปี ที่อำเภออรัญประเทศ
จากหอนาฬิกาถึง สุดซอยมิตรสัมพันธ์

ประเพณีหรอื พิธีกรรมสำคัญของคนไทยเชื้อสายญ้อ
แห่ปราสาทผึง้ เปน็ ประเพณีเก่าแก่ของคนไทยเชือ้ สายญ้อ ซึง่ จะทำในวันออกพรรษาคอื

วนั ขนึ้ ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ คนไทยเชือ้ สายญ้อ จะชว่ ยกันสร้างและตกแต่งปราสาทผ้งึ ให้สวยงามโดย
ใช้ไม้ไผ่เปน็ โครง และรูปร่างปราสาท แล้วนำต้นกล้วยหรอื กาบกล้วยทำเป็นหลังคาแกะสลกั เปน็
ลวดลายไทยแล้วนำขีผ้ ้งึ มาละลายหลอมเป็นรปู ดอกไม้โดยใช้แม่พิมพ์จากมะละกอสลกั เปน็ ลวดลาย
ที่ตอ้ งจ่มุ ลงในขีผ้ ้งึ เหลว แล้วแชล่ งนำ้ ให้ขผี้ ้งึ แข็งตวั นำไปเสียบบนปราสาทผ้งึ

ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง เป็นการเฉลิมฉลองปราสาทผึ้ง เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าของ
ปราสาทผ้ึงและคนท่วั ไป จากน้ันจะถวายปราสาทผ้ึงเปน็ พทุ ธบูชาในวันรุ่งข้นึ คอื วนั ขึน้ ๑๕ คำ่
เดือน ๑๑

๘๙

ศิลปะการแสดงของชาวไทยเชื้อสายญอ้ คือ ฟ้อนไทยญ้อ โดยจะพบในชว่ งเทศกาล
สงกรานตเ์ ดือน เมษายน และเทศกาลสำคัญๆเทา่ นั้น ในชว่ งสงกรานตช์ าวไทยเชือ้ สายญ้อ จะมี
การสรงน้ำพระในตอนกลางวัน โดยมีการตงั้ ขบวนแหจ่ ากคุ้มเหนือไปยงั คุ้มใต้ตามลำดบั ตั้งแตว่ ันข้ึน
๑ ค่ำเดือน ๕ เป็นต้นไปจนถึงวันเพญ็ ๑๕ คำ่ เดือน ๕

ประเพณีหรอื พิธีกรรมสำคัญของคนไทยเชือ้ สายลาว
ประเพณีการเลี้ยงปู่ตา การเลี้ยงปู่ตาเป็นการทําบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้บรรพ

บุรุษที่ล่วงลับไป เพราะเมื่อปู่ตามีชีวิตอยู่นั้นได้สร้างคุณงามความดีไว้กับลูกหลานและสังคม
มากมายหลายประการสังคมมากมายหลายประการ เช่น ให้การเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน ให้เป็นคนดี
สะสมสาธารณสมบตั ิไว้เพือ่ ลกู หลาน ดงั นนั้ เพื่อแสดงถึงความกตญั ญกู ตเวที จงึ มกี ารเลีย้ ง ปตู่ าสืบ
ต่อเปน็ ประเพณี

ประเพณีการลงแขก เป็นประเพณีที่แสดงถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ต่อกันฉันญาติมิตรของ
ชาวชนบท เพราะการลงแขกในภาษาอีสานหมายถึงการไปบอกกล่าว ขอแรงญาติสนิทมิตรสหายให้
มาช่วยทํางาน งานที่จะต้องลงแขกนั้นมีทั้งงานส่วนตัวและ ส่วนรวม งานส่วนตัวที่อาศัยการลงแขก

๙๐

นั้นมักจะเป็นงานใหญ่ที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นงานที่จําเป็นต้องทําให้เสร็จภายใน
วันเดียว จึงต้องบอกให้ญาติพี่น้อง มาช่วยเหลือ งานส่วนตัวที่ต้องลงแขกในชนบทนั้นมีอยู่ ๓ อย่าง
ได้แก่ ลงแขกสร้างบ้าน ลงแขกทาํ นา และลงแขกหาอาหาร

ประเพณีบญุ ขา้ วเปลือก ของคนไทยเชือ้ สายลาว บ้านหันทราย ม.๑,๒,๕,๖เป็นประเพณีที่
ทุกบ้านจะนำข้าวเปลือกหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว และนำข้าวเข้ายุ้งฉางเสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านจะ
นำข้าวเปลือกมาบริจาคเพื่อร่วมทำบุญ โดยบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านหันทราย ข้าวที่ได้จากการ
บริจาคจะนำมากองรวมกันและทำพิธีบายศรีสู่ขวญั บุญข้าวเปลือก จากนั้นนำข้าวไปขายเพื่อนำเงิน
มาพฒั นา ปรบั ปรงุ โรงเรยี นต่อไป

ประเพณีหรอื พิธีกรรมสำคัญของคนไทยเชื้อสายเขมร
ประเพณีไหว้ศาลตาปู่ ชาวบ้านตนุ่ และบ้านหนองบัวใต้ มีความเช่อื ว่าเปน็ ดวงวิญญาณ

ของบรรพบุรุษประจำหมู่บ้านทีท่ ำหนา้ ทีป่ กป้องคุ้มครองใหค้ นในหมบู่ ้าน อยู่อยา่ งรม่ เยน็ เปน็ สุข
ปราศจากอันตราย จงึ ได้ประกอบพิธีกรรมต่างๆในวันสำคญั ของคนไทยเชือ้ สายเขมรบ้านต่นุ และ
บ้านหนองบัวใต้ คือการบชู าตาปู่ เป็นพิธีกรรมกระทำเป็นประจำทกุ ปี โดยจะกำหนดขา้ งข้ึน ๓ ค่ำ
เดือน ๓ กอ่ นฤดกู ารทำนา เครือ่ งเซน่ ไหว้ มีอาหารคาวหวาน เช่น ไก่ ขา้ วสุก เหล้า น้ำหวาน ไป
ถวายศาลตาป่พู ร้อมๆกัน

๙๑

ประเพณีแซนโฎนตา แซนโฎนตาเป็นภาษาเขมร คำว่า “แซน” ภาษาไทยตรงกับคำว่า “เซ่น”
หมายถึงการเซ่นไหว้ ส่วนคำว่า “โฎนตา” แปลว่า ยายตา ใกล้เคียงกับคำว่าบรรพบุรุษ ญาติ
โกโหติกา เป็นประเพณีของคนไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสระแก้ว ความหมายของแซนโฎนตา ก็
คือการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะบรรพบุรษุ หรือญาติทีใ่ กลช้ ิด
และหมายรวมทั้งผทู้ ี่ล่วงลับไปแล้วโดยไมเ่ จาะจงว่าเป็นใครด้วย ประเพณีแซนโฎนตา ในวันแรม
๑๕ คำ่ เดือน ๑๐ เปน็ วนั สารทใหญ่

การทำบุญศีล ๑ หรอื ศีลแรก หลงั จากการเข้าพรรษาได้ ๑๕ วนั กลุ่มคนไทยเชือ้ สายเขมร
บ้านตุ่น บ้านหนองบวั ใต้ มีความเชอ่ื ว่าเปน็ วนั ทีว่ ญิ ญาณพรรพบุรุษทีล่ ว่ งลับไปแล้วจะมารับส่วนบุญ
สว่ นกศุ ล โดยชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะห่อข้าวต้มมัดเพื่อไปทำบุญที่วัด ถ้าใครไม่ไปทำบุญมีความ
เช่อื วา่ จะถูกบรรพบุรุษสาปแช่งไม่ให้มคี วามสขุ ดงั นน้ั จงึ ถือวา่ มีความสำคัญยิ่งวันหน่งึ
ประเพณีงานวันแคนตาลปู และของดีเมืองอรญั
ประเพณีงานวนั แคนตาลปู และของดเี มืองอรัญเป็นประเพณีที่ชาวอําเภออรญั ประเทศร่วมกันจัด
ขึน้ เพือ่ ส่งเสริมผลติ ผลทางการเกษตรในท้องถิ่น
โดยเฉพาะแตงแคนตาลปู ซึ่งจะจัดที่สนาม
หนา้ สถานีรถไฟอรัญประเทศ
ใน ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี
เพราะเปน็ ช่วงที่แตงแคนตาลปู ออกสูต่ ลาด
ในงานมีการประกวดรถขบวนแหเ่ ทพีแคนตาลปู
มีการประกวดแคนตาลูปและผลผลติ ทางการ
งานวันแคนตาลูปและของดี เกษตรในท้องถิน่ ต่าง ๆ
มีการประกวดธิดาแคนตาลูป การประกวดนางงาม
มิตรภาพ การแขง่ ขนั เมืองอรัญ วิ่งมินมิ าราธอน

๙๒

งานสืบสานวฒั นธรรมเบือ้ งบรู พาและงานกาชาดจังหวัดสระแก้ว
เป็นงานที่จัดขึน้ โดยชาวสระแก้ว
เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีของ
จังหวัดในงานสบื สานวัฒนธรรมฯ
สระแก้วให้ประชาชนและเยาวชนได้รู้จัก
และรักษา สืบทอดวฒั นธรรมประเพณีที่ดี
ไว้งานดงั กลา่ วน้ีจะจัดในช่วงเดอื นกุมภาพันธ์
ของทุกปี ในงานจะมีการประกวดขบวนแห่
ที่แสดงถึง ศลิ ปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิน่ ซึง่ มี
เอกลักษณเ์ ฉพาะของชาวจงั หวัดสระแก้ว
การแสดง นิทรรศการผลงานของภาครัฐและเอกชน การแสดงและจําหน่ายสินค้าทางการเกษตร
และ อุตสาหกรรมที่ผลิตขึ้นภายในจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและ
มหรสพต่างๆ ตลอดงาน ถือเป็นงานประเพณีที่ชาวจังหวัดสระแก้ว ร่วมใจกันจัดขึ้นเพื่อส่งเสริม
ศลิ ปวัฒนธรรมของจังหวดั ใหส้ ืบตอ่ ไป

บทที่ ๔
ภมู ิปัญญา เอกลกั ษณ์ คนรักษ์ทอ้ งถน่ิ

ภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีท้องถิ่นจังหวัดสระแก้วมีการสั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนา
ในแนวทางทีส่ อดคล้องกับสภาพทางภมู ิศาสตร์ของท้องถิน่ ซึ่งสามารถแบง่ เป็นด้านตา่ ง ๆ ได้ดงั นี้
๑. การทำมาหากิน

ชาวท้องถิ่นสระแก้วจะเป็นผู้มีภูมิรู้ทางภูมิอากาศ สามารถรู้ช่วง
หรือฤดูกาลของการเพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต
โดยการสังเกตจากสภาพของลมฟ้าอากาศและพืชพรรณธรรมชาติ
รอบตวั

๑.๑ การทำนาปลูกข้าว ฤดูทำนาของชาวท้องถิ่นสระแก้ว
โดยทั่วไปจะทำในฤดูฝน เรียกว่า การทำนาปี ส่วนการทำนาในฤดูแล้ง
นอกฤดูทำนาที่เรียกว่า การทำนาปรัง ซึ่งต้อง อาศัยระบบการชลประทาน มีคูคลองส่งน้ำเข้าถึง
และต้องมีน้ำมากพอ จะทำในบางพื้นที่เท่านั้น

ในการปลูกข้าว ชาวบ้านจะพิจารณาดูลักษณะของพื้นที่ ปริมาณน้ำว่าเหมาะ ที่จะปลูกขา้ ว
ด้วยวิธีการใด จึงจะได้ผลผลติ ตอบแทนสูง ซึ่งมีทั้งการทำนาดำ นาหว่าน และ การทาํ ไร่ข้าว

ประเภทของการทำนาปลกู ข้าว
๑. การทำนาดำ

๒. การทาํ นาหว่าน
๓. การทาํ ไรข่ า้ ว (การหยอดขา้ วไร่)

๙๔

เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการเกษตรกรรมและใช้สอยในครวั เรอื น มีหลายประเภทสําหรับใช้งาน
ตา่ ง ๆ ดงั น้ี

จอบ ใช้ขุดดนิ ถากหญ้า ปรับหน้าดิน ขุดร่องทำแปลง ในคนั นา ฯลฯ
เสียม ใชข้ ุดแซะตนิ ปลกู พืช ชดุ หาอาหาร
อีปิก เครื่องมือสําหรับชดุ ของแข็ง หรอื หนิ
มีดโต้ (อีโต้) ใชฟ้ ันตัดไม้ มีสันทนา ปลายหรอื หวั โต
มีดขอ (ขอ) ใชฟ้ ัน หวด ถาง มีดา้ มยาว ปลายโค้งงอไมม่ ากนกั
มีดจักตอก ใช้เหลาไม้ไผ่ จกั เส้นดอก มีใบมีดสั้นปลายบางคม มีดา้ มยาวงอน
ขวานหมู ใช้ตดั ถาก พืน้ ไม้ มีสันหนา มีบ้องยาวตามสัน ด้ามสั้น
ขวานโยน ใช้ตัด ขดุ ถาดไม้ บ้องที่หัวบิดได้ มีดา้ มยาว
ขวานผา่ ฟัน ใช้ฟัน ผ่าตดั โคน่ ต้นไม้ ใบขวานใหญ่ มีดา้ มยาว

ขวานและมีดชนิดต่าง ๆ

๙๕

คันไถและคราดไถ

การเลี้ยงสตั ว์
๑.2 การเลี้ยงสตั ว์ แต่เดิมการเลี้ยงสัตวจ์ ะเลี้ยงเพือ่ เป็นอาหารและเพื่อใช้แรงงาน ถ้าเหลือ
กินเหลือใช้จึงจะนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ต้องการ การเลี้ยงสัตว์แบบพื้นบ้านจะเป็นไปใน
ลักษณะที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นและลงทุนน้อย ในการเลี้ยงสัตว์แต่ละประเภทจะ
สะท้อนถึงภูมิปญั ญาของชาวบ้าน อันเกิดจากทกั ษะและประสบการณท์ ี่ส่ังสมกันมานานแล้ว สัตว์ที่
เลี้ยงได้แก่ เป็ด ไก่ หมู วัว ควาย และขุดบอ่ เลี้ยง ปลา เป็นต้น
๑.3 การดักจับสัตว์ การกินการอยู่นอกจากจะได้อาหารจากพืชที่ปลูก และสัตว์ที่เลี้ยงไว้
แล้ว ชาวบ้านยังออกหาเก็บของป่าและดักจับสัตว์น้ำ ออกล่าหาสัตว์บกที่มีอยู่ตามธรรมชาตินำมา
เป็นอาหารเลี้ยงชีพในชวี ิตประจําวันอีกด้วย

๙๖

สําหรับการดักสัตว์ จับสัตว์นั้น ชาวบ้าน
จะประดิษฐ์ เครื่องมือ ใช้เองอย่างง่ายๆ โดยใช้
วัสดทุ ีม่ ใี นท้องถิน่ และมีความชำนาญรู้ข้ันตอนวิธี
ในการ หาสัตว์ แต่ละชนิด เช่น การจับสัตว์น้ำ
การดักจบั การล่าสัตวบ์ ก

๑.4 การขุดทอง นอกจากการทำการเกษตรแล้วชาวบ้านในท้องถิ่นจังหวัดสระแก้วยงั ออก
หาแร่ทองคำ ซึ่งมแี หล่งอยู่ทีบ่ ้านโนน บ้านบอ่ นางชิง ในอำเภอวัฒนานคร และทีเ่ ขาสามสิบในอำเภอ
เขาฉกรรจ์ การขุดทองในท้องทีจ่ ังหวัดสระแก้วมีมาต้ังแต่สมยั โบราณแล้ว ดังมปี รากฏร่องรอย
ของการขดุ พ้ืนที่เปน็ บ่อลึก และรอ่ งรอยของการหลอมทองอยู่ ตามแนวเส้นทางรถไฟ ปัจจบุ ันนี้
ชาวบ้านยังคงมีการไปขุดหาแรท่ องคำกันอยเู่ นือง ๆ

๑.5 การเดินทางและการค้าขาย พื้นที่จังหวัดสระแก้วแต่โบราณเป็นด่าน ตรวจคนและ
สินค้าเข้าออก มีเส้นทางตดิ ต่อค้าขายระหวา่ งดินแดนต่าง ๆ

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการใช้รถไฟเดินทาง มีเส้นทาง
รถไฟสายตะวนั ออกจากกรงุ เทพฯ-อรญั ประเทศ ผ่านสระแก้วเช่อื มต่อไปยงั กัมพชู า

๑.6 งานหัตถกรรม งานหัตถกรรมของชาวบ้านเป็นงานฝีมือที่ใช้วัสดุในท้องถิ่น ทําขึ้นใช้
สอยยามว่างจากงานในไร่นา ผลงานที่สร้างสรรค์มีความงามอย่างเรียบง่ายแฝงไว้ด้วยความฉลาด
ของผู้สรา้ งงาน เชน่ เชอื กไนลอ่ น เปน็ ต้น

การทำกรงนกด้วยศิลปะลายไทย การผลิตผา้ ไหมไทยบา้ นหนั ทราย
(การทำกรงนก) (การทอผ้าไหม)


Click to View FlipBook Version