ดอกไม้ในวรรณคดีไทย หมายถึงดอกไม้ท่ีบรรดากวีไทยท่านได้พรรณาไว้เป็นบท ร้อยกรองอย่าง
ไพเราะในหนังสือวรรณคดีเช่น รามเกียรต์ิ อิเหนา เงาะป่า ดาหลัง ขุนช้าง ขุนแผน พระอภัยมณีบทเห่เรือเจ้า
ฟ้าธรรมธิเบศร์กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลง นิราศทองแดง นิราสหรุภิญชัย นิราศพระประธม
นิราศสพุ รรณ นิราศเมืองแกลง นริ าศภูเขาทอง นิราศอิเหนา นิราศเจ้าฟา้ ลิลิตพระลอ และลลิ ิตตะเลงพ่าย เป็น
ความสามารถเฉพาะตัวของกวี ไทย ที่ได้พรรณาช่อื ดอกไมห้ ลายชนดิ ไว้อยา่ งไพเราะ ทั้งลักษณะ สีสัน กล่ิน ทํา
ให้ผู้อ่านเกิดมโน ภาพ ประทับใจ เหมือนได้ไปอยู่ ณ ที่ด้วย หวังว่าส่ิงท่ีเรียบเรียงมาคงจะเป็นประโยชน์และ
เกิด ความประทับใจกับการพรรณนาของกวไี ทย บ้าง
ย่เี ขง่
สารภียเ่ี ขง่ เบญจมาศ ขนุ นาคการเกดลําดวนหอม
แถมนางแยม้ แกมสกุ รรมตันยมโดย พระพายโชยช่นื ใจในไพรวัน
ผู้ประพนั ธ์ : สุนทรภู่
ชอื่ วิทยาศาสตร์ Lagerstroemia indica L.
ชื่อวงศ์ LYTHRACEAE
ช่อื สามญั Crape myrtle, Crape flower, Indian lilac (Yi-Kheng)
ชอ่ื อ่ืนๆ crape myrtle
ชอื่ ของสมุนไพรยี่เข่ง มีช่ือท้องถ่ินอื่น ๆ ว่าอ (ภาคเหนือ), จีหมุ่ยอวย (จีน-แต้จ๋ิว) โดยต้นย่ีเข่งน้ันมีถ่ินกําเนิด
ในประเทศจนี และญี่ป่นุ กระจายพนั ธุท์ ว่ั ไปในเขตร้อนและเขตหนาว
ลกั ษณะของยี่เขง่
ตน้ ย่ีเข่ง เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก หรือไม่พุ่มขนาดใหญ่สูงประมาณ 3-7 เมตร ขนาดของพุ่มจะกว้างประมาณ
2-4 เมตร มเี ปลอื กลําตน้ เรียบ สนี ้ําตาลเป็นมัน มีสะเก็ดขาวลอกเป็นแผ่น ส่วนของผลยี่เข่ง มีลักษณะเป็น
ผลแห้งแตก เปลือกแข็ง รปู ถ้วย มีเมล็ดจํานวนมาก
สนิ สมุทรหยุดเก็บแกว้ กาหลง ถวายองคพ์ ระบุตรศี รีสมร
นางเลือกเกบ็ อังกาบกุหลาบซอ้ น มาแซมจอนทัดหูใหก้ มุ าร
บทประพันธ์ : สนุ ทรภู่
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : Rosa hybrida
ชอ่ื วงศ์ : ROSACEAE
ชอ่ื สามญั : Rose
ชื่ออื่นๆ : กุหลาบ
ถิน่ กาเนิด : ทวปี เอเซยี
ลกั ษณะของดอกกหุ ลาบ
กหุ ลาบเป็นพรรณไมย้ ืนตน้ เป็นพุ่มขนาดเลก็ ลาํ ต้นมีความยาวประมาณ 30-
200เซนตเิ มตร ลาํ ตน้ เตีย้ และสงู มีหนาม
หรือไม่มีแลว้ แต่ชนิดพันธลุ์ าํ ต้นสีเขยี วเม่อื แก่จะเป็นสนี ้ําตาลแตกกง่ิ กา้ นมารอบตน้ ใบ
เปน็ ใบรวมแตกออกจากก่ิงก้านกา้ นใบ
จะมีหูใบตดิ อยูด่ ว้ ยลักษณะใบโคนใบมนปลายใบแหลมขอบใบมีหยกั เล็กน้อยตัวใบน่ิม
มสี เี ขยี วใบจะออกจากกา้ นใบเป็นคู่
ขนาดความกว้างของใบประมาณ 2- 4 เซนตเิ มตรยาวประมาณ3 - 5เซนติเมตรดอกเป็น
ดอกเดี่ยวมีกา้ นดอกยาวแตกออกจาก
ปลายก่ิงหรือง่ามใบท่ีกง่ิ ลักษณะดอกเปน็ กลีบเรยี งซ้อนกันเป็นชน้ั ๆประมาณ4-6 ชัน้
ดอกมีกลีบ 5-15 กลีบขอบดอกเรยี บตรง
กลางดอกมเี กสรตวั ผูแ้ ละตวั เมยี อย่รู วมกันดอกมีกล่นิ หอมออ่ น ๆ ดอกบานมี ความกวา้ ง
ประมาณ 2-6 เซนตเิ มตรลกั ษณะของลาํ ตน้ ใบดอกแตกต่างกันไปตามชนดิ
ดอกไมใ้ นวรรณคดีไทย ดอกกรรณกิ าร ์ “…กรรณกิ าร ์ ก้านสีแดงสด คิดผ้าแสดติดขลิบนาง
เห็นเน้ือเร่ือโรงราง ห่มสองบ่าอ่าโนเน่…” วรรณคดี : กาพย์ห่อโคลง “นิราศธารโศก” ผู้ประพันธ์ : เจ้าฟ้า
ธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ชื่อพฤกษศาสตร์ : Nyctanthes arbor – tristis ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ช่ือวงศ์ : Verbenaceae กรรณิการ์เป็นพุ่มไม้ขนาดเล็ก สูงประมาณ ๑ - ๒ เมตร ใบสากคาย ขอบใบเป็น
จักตื้น ๆ และ ใบออกทิศทางตรงข้ามกัน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ลักษณะคล้ายดอกมะลิ แต่มี
ขนาดกลีบแคบกว่า ปลายกลีบมี๒ แฉก ขนาดไม่เท่ากัน โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสี ส้มสด ดอกบานส่ง
กลนิ่ หอมในเวลากลางคืน และจะร่วงในเช้าวันรุ่งขึ้น ผลมีลักษณะ กลมแบน ขณะอ่อนมีสีเขียวเม่ือแก่เป็น
สีดาํ การขยายพนั ธุ์ ใช้ตอนกิ่ง ทางด้านสมุนไพร เปลือกให้น้ําฝาด เปลือกช้ันในเมื่อผสมกับปูนขาวจะให้สี
แดง ดอกมี น้าํ มัน หอมระเหยทกล่ันนได้ เชน่ เดยี วกบั มะลิ สว่ นของดอกทีเ่ ป็นหลอด สกดั เป็นสีย้อมผ้าไหม
ใบใช้ แก้ไข้และโรคปวดตามข้อ นา้ํ มาคนั้ จากใบใชเ้ ปน็ ยาระบาย และเปน็ ยาขมเจรญิ อาหาร
“รสสคุ นธป์ นมะลผิ ลดิ อกโต ดอกส้มโอกลิน่ กลา้ นา่ ดม
มลวิ ันพนั กิ่งมณฑาเทศ แก้วเกดดอกดกตกอยถู่ ม…”
อิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย ร.2
ชือ่ อน่ื ๆ : ยี่หุบ
ช่ือพฤกษศาสตร์ : Talauma candollei Blume
วงศ์ : MAGNOLIACEAE
มณฑาเปน็ ไม้พมุ่ สูง 2-3 เมตร ตน้ กลมเลก็ ก่งิ ยืดสงู ต้นอ่อนลกั ษณะคล้ายจะเล้อื ย ใบ เดีย่ ว ออกสลับ ใบ
ใหญ่ไม่แตกสาขามาก รปู ใบหอก กวา้ ง 8-12 ซม. ยาวประมาณ 16 ซม. โคนสอบ ปลายแหลม แผน่ ใบ
เป็นคลน่ื หรอื เป็นลอน ดอก ใหญ่ สีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมแรงตอนเช้า ออกเด่ียวตามซอกใบใกล้ปลาย
กง่ิ ดอกรปู ระฆังหอ้ ยลง กลบี เลย้ี ง 3 กลีบ สีเขยี วออ่ นอมเทา หนาและแข็ง เวลาบานไมค่ ลี่เต็มดอก กลน่ิ
หอมแรง ผล เป็นผลรวม ออกดอกตลอดปี การขยายพันธ์ุ เพาะเมล็ด ตอนก่ิง ประโยชน์ เปน็ ไมป้ ระดับท่ีมี
กลน่ิ หอม ถ่ินกําเนิด เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ ชอบทรี่ ม่ รําไร
"…มลลุ ีประดดู่ ง ปรปู ระยงค์ยมโดย โรยรว่ งเรณูเร้า เย้ากมลชวนช่นื สรุ ภรี ื่นรสสคุ นธ์…"
ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย : สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชติ ชโิ นรส
ชอ่ื อ่ืนๆ : สุคนธรส เสาวรส เสาวคนธ์
ชอ่ื พฤกษศาสตร์ : Tetracera loureirii (Fin & Gagnep.) Pierre ex Craib
วงศ์ : DILLENIACEAE
รสสคุ นธ์เปน็ ไมเ้ ถา เนื้อแข็ง ใบ เดย่ี ว ออกสลบั รูปรี กว้าง 4-7 ซม. ยาว 7-16 ซม. โคนเรียว ปลายแหลม
ขอบจกั เน้ือใบสาก ดอกช่อ กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกงิ่ กลีบเลี้ยง 5 กลบี รปู รี โค้ง ดอก
ติดทนจนเป็นผล กลีบดอก 5 กลีบ บาง ร่วงงา่ ย ผล ค่อนขา้ งกลม เมล็ด รปู ไข่ 1-2 เมลด็ มเี นื้อหุ้มสแี ดง
ออกดอกเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพนั ธ์ การขยายพนั ธ์ุ เพาะเมล็ด ตอนกง่ิ ประโยชน์ ดอกเข้ายา
หอม บาํ รงุ หวั ใจ รสสุคนธข์ ้ึนตามป่าละเมาะ ปา่ ผลัดใบและรมิ ทะเล ปลกู ได้ท่ัวไปทง้ั ที่ร่มและรําไร