การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ รูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 THE STUDY OF LEARNING ACHIEVEMENT MATHEMATICS ON POLYNOMIAL BY USING STAD COOPERATIVE LEARNING MODEL FOR MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS นางสาวภัสราภรณ์ นามแก้ว รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2565
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ รูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 THE STUDY OF LEARNING ACHIEVEMENT MATHEMATICS ON POLYNOMIAL BY USING STAD COOPERATIVE LEARNING MODEL FOR MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS นางสาวภัสราภรณ์ นามแก้ว รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2565
หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวภัสราภรณ์ นามแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภวิศา พงษ์เล็ก ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงาน การวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชา คณิตศาสตร์ ..…………………………………………………………..….ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) คณะกรรมการที่ปรึกษา .........................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) ........................................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช) ........................................................อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภวิศา พงษ์เล็ก)
ค หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวภัสราภรณ์ นามแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภวิศา พงษ์เล็ก ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อน เรียนกับหลังเรียน โดยที่กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 12 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัด อุดรธานี ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียนเท่ากับ 71.25 สูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 27.9 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 14.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 71.25 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ง Thesis Title The Study of Learning Achievement Mathematics on Polynomial by Using a Cooperative Learning Model (STAD) for Grade 8 Students Author Miss Patsaraporn Namkaew Thesis Advisor Associate Professor Dr. Somchai Vorakitkasemsakul Thesis Co-Advisor Assistant Professor Dr. Maneeya Surat Assistant Professor Phawisa Ponglek Degree Bachelor Of Education in Mathematics Academic Year 2022 Abstract The purposes of this research were to 1) To study learning achievement of Mathematics on Polynomial by using a cooperative learning model (STAD) for grade 8 students with 70 percent criterion 2)To compare learning achievement of Mathematics on Polynomial by using a cooperative learning model (STAD) for grade 8 students between before and after learning. The sample group for this research consisted of 18 students of grade 8 students at Udonthanipittayakom school, Udon Thani province in the first semester of academic year 2022 chosen by Cluster Random Sampling. The research instrument were the lesson plans by using a cooperative learning model (STAD) on Polynomial, mathematics achievement test. The statistics used in analyzing data were mean ( ) , Standard Deviation (S.D.) , Dependent sample t-test and One sample t-test The result of research can be concluded that 1) Grade 8 students had academic achievement in mathematics subject of Polynomial by using a cooperative learning model (STAD) after Studying equal to 71.25 percent, higher than the 70 percent threshold with statistical significance at the .01 level. 2) Grade 8 students had academic achievement in mathematics subject of Polynomial by using a cooperative learning model (STAD) had the mean score before learning was 5.58 points or 27.9 percent the mean score after learning was 14.25 points or 71.25 percent when compared with the t-test for Dependent Sample. Study above the average grade before study statistically significant at the .01 level.
จ กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจากรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำแนวทางที่ถูกต้อง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความละเอียดถี่ถ้วนและเอาใจใส่ด้วยดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีญา สุราช และผู้ช่วยศาสตราจารย์ภวิศา พงษ์เล็ก ที่ให้คำปรึกษาในเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้ มีคุณภาพ ตลอดจนคําชี้แนะเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD นอกจากนี้ยังได้รับความอนุเคราะห์จาก นายฉัตรชัย เหลาเกลี้ยงดี ผู้อำนวยการโรงเรียนอุดรธานี พิทยาคม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีใน การเก็บข้อมูล เพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย ตลอดจนคณะครู บุคลากรโรงเรียนอุดรธานี พิทยาคมทุกท่านที่ให้ความร่วมมือเป้นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัย ทำให้วิจัย ฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดี ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งครอบครัว และพี่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้กำลังใจ และ สนับสนุนผู้วิจัยเสมอมา คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่บุพการี บูรพาจารย์ กัลยาณมิตร และผู้มีพระคุณทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ทำให้ข้าพเจ้า เป็นผู้มีการศึกษาและ ประสบความสำเร็จมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ภัสราภรณ์ นามแก้ว
ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ................................................................................................................................... ค Abstract....................................................................................................................................ง กิตติกรรมประกาศ......................................................................................................................จ สารบัญ...................................................................................................................................... ฉ สารบัญตาราง ............................................................................................................................ซ บทที่ 1 บทน ำ.............................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน.................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย......................................................................................................................................................2 สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน...........................................................................................................2 ขอบเขตของการวิจัย................................................................................................................................................................3 นิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัย...........................................................................................................................................3 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย............................................................................................................................................4 บทที่ 2เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560)............................................................................................................................................................................6 การจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD...................................................................................................8 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์.................................................................................................................15 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................................................................................22 กรอบแนวคิดการวิจัย...........................................................................................................................................................26 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย....................................................................................................27 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...............................................................................................................................................27 แบบแผนการวิจัย....................................................................................................................................................................27
ช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.....................................................................................................................................................28 การเก็บรวบรวมข้อมูล.........................................................................................................................................................31 การวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................................................................................31 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................................................31 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................33 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ...................................................................................36 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................................................................................36 สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน........................................................................................................36 วิธีการดำเนินการวิจัย...........................................................................................................................................................36 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.....................................................................................................................................................37 การเก็บรวบรวมข้อมูล.........................................................................................................................................................37 การวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................................................................................37 สรุปผลการวิจัย........................................................................................................................................................................38 อภิปรายผลการวิจัย..............................................................................................................................................................38 ข้อเสนอแนะ..............................................................................................................................................................................40 เอกสารอ้างอิง...........................................................................................................................42 ภาคผนวก.................................................................................................................................45 ภาคผนวก ก...............................................................................................................................................................................46 ภาคผนวก ข...............................................................................................................................................................................48 ภาคผนวก ค...............................................................................................................................................................................57 ภาคผนวก ง................................................................................................................................................................................68 ภาคผนวก จ...............................................................................................................................................................................74 ภาคผนวก ฉ...............................................................................................................................................................................97
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design..........................................27 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล..............................................................33 3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดยเปรียบเทียบ คะแนนสอบหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70...................................................................................34 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดยเปรียบเทียบกับ คะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน.................................................................................35
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งตอความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากรายวิชา คณิตศาสตร ช่วยใหมนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปญหาหรือสถานการณได้อย่างรอบคอบและถี่ถวน ช่วยใหคาดการณ วางแผน ตัดสินใจ แกปญหาได้อย่างถูกตอง เหมาะสมและสามารถนำไปใชในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลางกลุมสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จัดขึ้นโดยคำนึงถึงการผู้เรียนมีทักษะ ที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งประกอบด้วยทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแกปญหา การคิดสร้างสรรค การใชเทคโนโลยีการสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะสงผลใหผู้เรียนรู เทาทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดลอม สามารถแขงขันและ อยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ กระทรวงศึกษาธิการ (2560, หนา 8) ในปัจจุบันพบว่า ภาพรวมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยยังไม่บรรลุ เป้าหมายเท่าที่ควร จากการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินการให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และแนวทางของหลักสูตรได้ เนื่องจากครูสวนใหญ่ใชวิธีการสอนแบบ บรรยายอย่างเดียว ไม่ได้ส่งเสริมหรือกระตุนใหนักเรียนเกิดการคิด ครูไม่เห็นความจำเป็นของแผนการ สอน ครูสอนเร็วเกินไปโดยไม่คำนึงถึงความแตกตางระหว่างบุคคล ครูไม่มีเวลาเตรียมการสอน การ สอนมักมุงที่ผลลัพธ์มากกวากระบวนการ จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครู ดังกล่าวข้างตน สงผลตอตัวผู้เรียนหลายประการ เชน ทำใหผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่เขาใจกระบวนการและ ขาดความเข้าใจอย่างต่อเนื่องในบทเรียน ขาดทักษะในการคิดคํานวณ ผู้เรียนคิดแก ปญหา คณิตศาสตร์ไม่เป็น ฯลฯ ซึ่งสงผลใหคุณภาพการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาไม่มี ประสิทธิภาพตามที่หลักสูตรตองการ (วัชรี, 2554) การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นรูปแบบการเรียนรูที่ทำใหนักเรียนได้มี ปฏิสัมพันธร่วมกัน มีความรับผิดชอบตอตนเองและผู้อื่น สงเสริมใหนักเรียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ และได้เรียนรูทักษะทางสังคม โดยรูปแบบการเรียนรูแบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีรูปแบบ คือ ขั้นนำ เสนอเนื้อหา ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุม ขั้นทดสอบย่อย ขั้นพัฒนาการและขั้นรับรองผลงาน สลาวิน
2 (Slavin, 1980 อางถึงใน กิตติพัฒน ศรีชำนิ, 2561,หนา 12) และสลาวินอธิบายเพิ่มเติมไววา การ เรียนรูแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการแบงนักเรียนออกเป็นกกลุ่มย่อยเพื่อช่วยเหลือกันและกันในการ เรียนรูซึ่งสามารถจัดกลุมได้หลายรูปแบบ สวนใหญ่แลวสมาชิกในกลุมจะมี 4 คน ที่มีความสามารถ แตกต่างกัน มีการติดตอสื่อสารกันและกันในกลุมเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือนานเป็นเดือน ทุกคนจะ เรียนรูทักษะต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันเพื่อใหงานของกลุมดำเนินไปด้วยดี ทักษะดังกล่าว ได้แก ทักษะการฟง ทักษะการพูด หรืออธิบายทักษะการหลีกลี่ยงขอขัดแย้ง และทักษะการอยูร่วมกับผู้อื่น ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของสุริยัน เขตบรรจง ( 2558) , กิตติพัฒน ศรีชำนิ( 2561 ) , วิธิชัย พงษ ประเสริฐ( 2561) ที่ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เทคนิค STAD พบวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่ากอนเรียน จากความสำคัญและสภาพปัญหาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ระบุดังข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึง มีความสนใจที่จะศึกษา เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือเทคนิคSTAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อที่จะได้นำกิจกรรม การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ไปใช้ในการพัฒนาเยาวชนในประเทศไทยให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการ เรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. กิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง พหุนาม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ การจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน
3 ขอบเขตของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยดังนี้ 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคมแห่งหนึ่ง ใน จังหวัดอุดรธานี จำนวน 45 คน 2. ตัวแปรในการวิจัยมีดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น คือกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3. เนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์ในการวิจัยมีดังนี้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 พหุนาม ประกอบด้วย 3.1 การบวกและการลบเอกนาม จำนวน 2 ชั่วโมง 3.2 การบวกและการลบพหุนาม จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3 การคูณพหุนาม จำนวน 2 ชั่วโมง 3.4 การหารพหุนามด้วยเอกนาม จำนวน 2 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาของการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 8 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัยดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้รูปแบบรวมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การเรียนแบบรวมมือที่กำหนดให นักเรียนที่มีความสามารถตางกันทำงานรวมกลุมกันเปนกลุมเล็ก ๆ กลุมละ 4 คน ซึ่งประกอบดวย นักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูง 1 คน ปานกลาง 2 คน และออน 1 คน ที่ทำงานรวมกัน โดยทุกคนมีสวนรวมในการทำใหกลุมของตนเองประสบผลสำเร็จ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นจากการใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง พหุนาม ที่วัดโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
4 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ผู้วิจัยได้ระบุประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาการจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ในวิชาคณิตศาสตร์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2. ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD 3. ได้รับแนวทางเกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ในวิชาคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู รูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการค้นคว้า ศึกษาเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและรวบรวมเอกสารตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) 1.1 ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ 1.2 เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู 1.4 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 2. การจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD 2.1 ความหมาย 2.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 2.3 ทฤษฎีหรือหลักการ 2.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3.5 หลักในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประทศ 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ 5. กรอบแนวคิดการวิจัย
6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 1. ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในกํารเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะห์ปญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ป ญหา ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในกํารศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็น รากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับนี้ จัดทำขึ้น โดย คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปญหา การคิด สร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการ เปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับ ประชาคมโลกได้ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเตรียมผู้เรียนให้มี ความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือสามารถศึกษาต่อใน ระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดกํารเรียนรู้ให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน 2. เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น ๓ สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ฟงก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิต ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
7 สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตร และความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททาง เรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำความรู้ เกี่ยวกับการวัด และเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวม ข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการ นับเบื้องตัน ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ ต่าง ๆ และช่วยในการตัดสินใจ 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการ ของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟงก์ชัน ลำดับและอนุกรม และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์หรือช่วยแก้ปญหาที่ กำหนดให้ สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ ระหว่างรูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปญหา มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ 4. ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในที่นี้ เน้นที่ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นและ ต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ได้แก่ความสามารถต่อไปนี้
8 4.1 การแก้ปญหา เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจปญหา คิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปญหา และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบ พร้อมทั้ง ตรวจสอบความถูกต้อง 4.2 การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เป็นความสามารถในการใช้รูป ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร สื่อความหมาย สรุปผล และนำเสนอได้อย่าง ถูกต้อง ชัดเจน 4.3 การเชื่อมโยง เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ เนื้อหาต่าง ๆ หรือศาสตร์อื่น ๆ และนำไปใช้ในชีวิตจริง 4.4 การให้เหตุผล เป็นความสามารถในการให้เหตุผล รับฟังและให้เหตุผลสนับสนุน หรือ โต้แย้งเพื่อนำไปสู่การสรุป โดยมีข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์รองรับ 4.5 การคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถในการขยายแนวคิดที่มีอยู่เดิม หรือสร้างแนวคิด ใหม่เพื่อปรับปรุง พัฒนาองค์ความรู้ การจัดการเรียนรู้รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD 1.ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ สลาวิน (Slavin. 1989 : 87 อ้างถึงใน จิรากร สำเร็จ. 2551 : 32) กล่าวถึงรูปแบบการสอน แบบกลุ่มสัมฤทธิ์ไว้ว่า เป็นการจัดสมาชิกกลุ่มละ 4 – 5 คน แบบคละความสามารถด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและเพศ โดยครูจะทำการเสนอบทเรียนให้นักเรียนทั้งชั้นก่อน แล้วให้แต่ละกลุ่มทำงาน ตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอนเมื่อสมาชิกกลุ่มช่วยกันทำแบบฝึกหัดและทบทวนบทเรียนที่เรียนจบ แล้ว ครูจะให้นักเรียนทุกคนทำแบบทดสอบประมาณ 15 – 20 นาที คะแนนที่ได้จากการทดสอบจะ ถูกแปลงเป็นคะแนนของแต่ละกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มสัมฤทธิ์ (Achievement Division) สิริพร ทิพย์คง ได้สรุปการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (สิริพร ทิพย์คง. 2545 : 155 - 161 อ้างถึงใน ยุรพงษ์ ฉัตรศุภสิริ. 2553 : 41 - 42) ไว้ว่า Robert Slavin แห่งมหาวิทยาลัย John Hopkins เป็นผู้พัฒนา STAD ขึ้น ซึ่งสามารถนำ STAD มาใช้ในการเรียนการสอนในปัจจุบันได้ โดยใช้ หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว และไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในหนังสือแบบเรียน ครู ผู้สอนเพียงแต่เตรียมใบงานและแบบทดสอบย่อยเท่านั้น ซึ่ง STAD มีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ 1. การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน (Class Presentation) ครูเป็นผู้นำเสนอสิ่งที่นักเรียนต้องไม่ว่า จะเป็นมโนมติ ทักษะการคิด กระบวนการ โดยครูอาจจะใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย สาธิต อธิบาย และแสดงเหตุผล ใช้คำถาม ทดลอง อุปนัย เป็นต้น
9 2. การทำงานเป็นกลุ่ม (Teams) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย นักเรียนประมาณ 4–5 คน ที่มีความสามารถแตกต่างกันทั้งเพศชายและเพศหญิง หลังจากที่ครูจัด กลุ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูต้องชี้แจงให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มทราบบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกใน กลุ่มว่านักเรียนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรียนร่วมกัน อภิปรายปัญหาร่วมกัน ตรวจสอบคำตอบ ของงานที่ได้รับมอบหมาย และแก้ไขคำตอบร่วมกัน สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องทำงานให้ดีที่สุด เพื่อให้ เกิดความรู้ ต้องให้กำลังใจตลอดจนสามารถทำงานร่วมกันได้ แล้วครูแจกใบงานให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทำ โดยใบงานที่ครูเตรียมมานั้นเป็นคำถามที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน และครูควรบอก นักเรียนว่าใบงานนี้ออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม เป็นการเตรียมตัวสำหรับการ ทดสอบย่อย ขอให้สมาชิกทุกคนช่วยกันตอบคำถามทุกคำถามสำหรับการกระตุ้นให้สมาชิกแต่ละคน ในกลุ่มมีความรับผิดชอบซึ่งกันและกันนั้น มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้ 2.1 สมาชิกในกลุ่มต้องแน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถตอบคำถามแต่ละข้อได้ อย่างถูกต้อง 2.2 สมาชิกในกลุ่มต้องช่วยกันตอบคำถามทุกข้อให้ได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจาก เพื่อนนอกกลุ่ม หรือถ้าจำเป็นที่ต้องขอความช่วยเหลือจากครู ก็ให้ขอความช่วยเหลืออย่างน้อยที่สุด 2.3 สมาชิกในกลุ่มต้องแน่ใจว่า สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถอธิบายคำตอบแต่ละข้อได้ 3. การทดสอบย่อย (Quizzes) หลังจากที่นักเรียนในแต่ละกลุ่มท างานเสร็จเรียบร้อยแล้วครูก็ ทำการทดสอบย่อย โดยให้นักเรียนต่างคนต่างทำแบบทดสอบ เพื่อเป็นการประเมินความรู้ที่นักเรียน ได้เรียนมา วิธีการนี้จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง 4. คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน (Individual Improvement Score) คะแนน พัฒนาการของนักเรียนจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนท างานหนักมากขึ้นในการทดสอบแต่ละครั้งครูจะ มีคะแนนฐาน (Base Score) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทดสอบย่อยที่ผ่านมาก่อน ใช้ STAD และคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนหาได้จากความแตกต่างระหว่างคะแนนฐาน (คะแนนเฉลี่ยในการทดสอบย่อยที่ผ่านมาก่อนการใช้ STAD) กับคะแนนที่นักเรียนสอบได้จากการ ทดสอบย่อยหลังจากการเรียนแบบร่วมมือ (STAD) ส่วนคะแนนของกลุ่ม (Team Scores) หาได้จาก การหาคะแนนเฉลี่ย โดยการรวมคะแนนพัฒนาการของนักเรียนทุกคนในกลุ่ม แล้วหารด้วยจำนวน สมาชิกในกลุ่มแต่ละกลุ่ม 5. การรับรองผลงานของกลุ่ม (Team Recognition) เป็นการประกาศคะแนนกลุ่มให้แต่ละ กลุ่มทราบ พร้อมให้คำชมเชย หรือให้ประกาศนียบัตร หรือให้รางวัลกับกลุ่มที่มีพัฒนาการของกลุ่ม สูงสุด และครูควรชี้แจงกับนักเรียนว่าคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนมีความสำคัญเท่าเทียม กับคะแนนที่นักเรียนแต่ละคนได้รับจากการทดสอบ
10 ยุรพงษ์ ฉัตรศุภสิริ (2553 : 43) กล่าวว่า STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ กำหนดให้นักเรียนที่มีระดับความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน มาทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละประมาณ 4 คน มีระดับสติปัญญาและความสามารถแตกต่างกัน เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน โดยครูเป็นผู้กำหนดบทเรียนและงานของกลุ่ม ครูเป็นผู้สอนบทเรียน ให้กับนักเรียนทั้งชั้น แล้วให้กลุ่มทำงานตามที่ครูกำหนด นักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน คนที่เรียนเก่ง ช่วยเหลือเพื่อนๆ เวลาสอบทุกคนต่างทำข้อสอบของตน จากนั้นครูนำคะแนนของสมาชิกทุกคน ภายในกลุ่มมาคิดเป็นคะแนนของกลุ่ม และอาจจัดลำดับคะแนนของทุกกลุ่ม ประกาศให้ทุกคนทราบ ปิยะภรณ์ สาริบูรณ์ (2553 : 18) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD เป็นวิธีการ เรียนแบบกลุ่มวิธีหนึ่งที่สมาชิกต่างระดับความสามารถจะได้ทำงานร่วมกัน โดยที่ทุกคนได้มีส่วนร่วม ในกิจกรรมของกลุ่ม นอกจากนี้การเรียนตามวิธีนี้จะเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้กับ ผู้เรียน อันจะส่งผลต่อการปรับบุคลิกภาพ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ทิศนา แขมมณี ( 2563, หน้า 266 - 267 ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การจัดผู้เรียนเข้ากลุ่มโดยคละความสามารถ ( เก่ง ปานกลาง อ่อน ) กลุ่มละ 4 คน เพื่อ ศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน เนื้อหาสาระอาจมีหลายตอน ซึ่งผู้เรียนอาจต้องทำแบบทดสอบในแต่ละ ตอนและ เก็บคะแนนของตนไว้และมีการทดสอบเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นคะแนนรวบยอดและนำ คะแนนของตนไปหาคะแนนพัฒนาการ ( improvement score ) หลังจากนั้นนำคะแนนพัฒนาการ ของแต่ละคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่มกลุ่มไหนได้คะแนนสูงสุด กลุ่มนั้นได้รางวัล กิตติพัฒน์ ศรีชำนิ ( 2561, หน้า 25 ) ได้กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4 - 6 คน โดยที่ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันแบบคละความสามารถ เก่ง ปานกลางและอ่อน ได้เรียนรู้ ร่วมกันเกิดความร่วมมือ การช่วยเหลือกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในตนเองและส่วนรวม เพื่อให้ ตนเองและกลุ่มประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ จากความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ดังกล่าวสรุปได้ว่า การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่ม เล็ก ๆ ประมาณ 4-6 คน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและ ร่วมกันรับผิดชอบงานในกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดเป็นความสำเร็จของกลุ่ม
11 2. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สลาวิน ( Slavin, 1980, P.320 อ้างถึงใน กิตติพัฒน์ ศรีชำนิ, 2561, หน้า 31 ) ได้เสนอขั้นตอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสอน ครูดำเนินการสอนเนื้อหา ทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับบทเรียนนั้น ๆ อาจ เป็นกิจกรรมที่ครูบรรยาย สาธิต ใช้สื่อประกอบการสอน หรือให้นักเรียนทำกิจกรรมการทดลอง ขั้นที่ 2 ขั้นทบทวนความรู้เป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก 4 - 5 คน ที่มี ความสามารถทางการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มต้องมีความเข้าใจว่าสมาชิกทุกคนจะต้องทำงาน ร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกันและกันในการศึกษาเอกสารและทบทวนความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ การสอบย่อย ครูเน้นให้นักเรียนปฏิบัติ ดังนี้ ก. ต้องให้แน่ใจว่า สมาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทุกข้อ ข. เมื่อมีข้อสงสัยหรือปัญหา ให้นักเรียนช่วยเหลือกันภายในกลุ่มก่อนที่จะถามครูหรือถาม เพื่อนกลุ่มอื่น ค. ให้สมาชิกอธิบายเหตุผลของคำตอบของแต่ละคำถามให้ได้ โดยเฉพาะแบบฝึกหัดที่เป็น คำถามแบบปรนัยแบบให้เลือกตอบ ขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบย่อย ครูจัดให้นักเรียนทำแบบทดสอบย่อย หลังจากนักเรียน เรียนและ ทบทวนเป็นกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องที่กำหนด นักเรียนทำแบบทดสอบคนเดียวไม่มีการช่วยเหลือกัน ขั้นที่ 4 ขั้นหาคะแนนพัฒนาการ คะแนนพัฒนาการเป็นคะแนนที่ได้จากการพิจารณาความ แตกต่างระหว่างคะแนนที่ต่ำสุด การทดสอบครั้งก่อน ๆ กับคะแนนที่ได้จากการทดสอบครั้งปัจจุบัน เมื่อได้คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนแล้ว จึงหาคะแนนพัฒนาการของกลุ่ม ซึ่งได้จากการนำ คะแนนพัฒนาการของสมาชิกแต่ละคนมารวมกัน หรือหาค่าเฉลี่ยของคะแนนพัฒนาการของสมาชิก ทุกคน ขั้นที่ 5 ขั้นให้รางวัลกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนปรับปรุงตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับ คำชมเชย หรือติดประกาศที่บอร์ดในห้องเรียน สุริยัน เขตบรรจง (2558, หน้า 46) ได้สรุปว่า ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิค STAD 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ชั้นนำเสนอบทเรียนหรือเนื้อหาใหม่ โดยการทบทวนความรู้พื้นฐานจากนั้นครูสอน เนื้อหาใหม่ ๆกับนักเรียนทั้งชั้น ซึ่งอาจสอนโดยการอธิบาย สาธิต ใช้คำถาม เป็นต้น โดยใช้สื่อการ สอนประกอบคำอธิบายของครู
12 2. ขั้นปฏิบัติการกลุ่ม โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนประมาณ 4 - 5 คน ซึ่งมีความสามารถแตกต่าง กัน ทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเพศ ซึ่งหน้าที่สำคัญคือช่วยเหลือกัน เรียนร่วมกัน เพื่อเตรียม สมาชิกเพื่อการทดสอบหลังเรียน หลังจากครูนำเสนอเนื้อหาจบแล้ว นักเรียนเข้ากลุ่มและทำใบงาน อภิปรายปัญหาร่วมกัน จนหาข้อสรุปในเนื้อหานั้น 3. ขั้นทดสอบย่อย หลังจากเรียนไปได้ 2 - 3 ครั้ง ผู้เรียนจะต้องทำการทดสอบในสาระที่ เรียน ซึ่งไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4. ขั้นคะแนนความก้าวหน้า ในขั้นนี้มีการคิดคะแนนความก้าวหน้า ของแต่ละคนและกลุ่ม ย่อย โดยครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียนและแจ้งผลการทตสอบ โดยคะแนนที่นักเรียนทำได้ในการ ทดสอบ คือ เป็นคะแนนรายบุคคล คะแนนของแต่ละคนจะนำไปเปรียบเทียบกับคะแนนฐาน เพื่อเป็น คะแนนพัฒนา 5. ขั้นชมเชย บุคคลหรือกลุ่มที่มีคะแนนยอดเยี่ยม เป็นคะแนนที่นักเรียนทำคะแนนดีกว่า ครั้งก่อนจะได้รับคำชมเชยเป็นรายบุคคล และกลุ่มใดทำคะแนนได้ดี กว่าครั้งก่อนจะได้รับคำชมเชย ทั้งกลุ่ม วัลลดา เกตุจันทร (2558, หน้า 62) ได้สรุปแนวคิดของการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ว่า การเรียนรู้ร่วมมือที่เป็นการร่วมมือระหว่างสมาชิกในกลุ่ม 4 - 5 คน มีความรู้ความสามารถแตกต่าง กัน โดยทุกคนต้องพัฒนาความรู้ของตนเอง ในเรื่องที่ผู้สอนกำหนด โดยมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความสำเร็จของกลุ่ม แต่การทตสอบความรู้เป็นรายบุคคลแทนการแข่งชันและรวมคะแนนเป็น กลุ่ม จากการศึกษาขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับวิจัยในครั้งนี้สรุปได้ ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถจัดได้อย่างหลากหลาย แต่ทุกแบบมีลักษณะร่วมกัน คือ แบ่ง นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ประมาณ 3-6 คน โดยสมาชิกทุกคนช่วยเหลือกัน มีการทำงานกลุ่ม การฝึกฝน กระบวนการกลุ่ม และการประเมินผลเป็นรายบุคคล 3. ทฤษฎีแนวคิดหรือหลักการของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD รูปแบบการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เป็นเทคนิคหนึ่งของการสอนแบบร่วมมือ (Cooperative learning) พัฒนาขึ้นโดย Robert E. Slavin ผู้อำนวยการศึกษาโครงการระดับ ประถมศึกษา ศูนย์วิจัยประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนมีปัญหาทางด้านวิชาการแห่งมหาวิทยาลัย จอห์นฮอฟกินส์ สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนคณิตศาสตร์ ได้พัฒนาเทคนิคขึ้นเพื่อขจัด ปัญหาทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นทักษะการคิด การเรียนที่เป็นระบบ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการ เรียนเป็นกลุ่ม และเป็นวิธีการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียน ซึ่งเป็นการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้คิดร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิด เหตุผลซึ่งกันและกันได้เรียนรู้สภาพอารมณ์ ความรู้สึก นึกคิดของคนในกลุ่ม เพื่อเป็นแนวคิดไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันตามความเหมาะสมของ
13 แต่ละบุคคลตลอดจนเพื่อจะเรียนรู้และรับผิดชอบงานของผู้อื่นเสมือนงานของตนโดยมุ่งเน้น ผลประโยชน์และความสำเร็จของกลุ่ม การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ STAD เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ Robert Slavin และ คณะจากมหาวิทยาลัย John Hopkins ได้ร่วมมือกันพัฒนาขึ้น เป็นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ รูปแบบหนึ่งคล้ายกับเทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงาน ร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอน จัดเตรียมไว้แล้ว และให้ทำการทดสอบความรู้ที่ได้รับคะแนนที่ได้จากการทดสอบของสมาชิกแต่ละคน นำเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้วิธีเสริมแรง หลักการพื้นฐานของรูปแบบการเรียนแบบเป็นทีมของ Robert E. Slavin ประกอบด้วย 1. การให้รางวัลเป็นทีม (Team Rewards) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการวางเงื่อนไขให้นักเรียน พึ่งพากัน 2. การจัดสภาพการณ์ให้เกิดความรับผิดชอบในส่วนบุคคลที่จะเรียนรู้(Individual Accountability) ความสำเร็จของทีมหรือกลุ่มอยู่ที่การเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละคนในทีม 3. การจัดให้มีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะประสบความสำเร็จ (Equal Opportunities for Success) นักเรียนมีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จด้วยการพยายามทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมใน รูปของคะแนนปรับปรุง ดังนั้น แม้แต่คนที่เรียนอ่อนก็สามารถมีส่วนช่วยทีมได้ ด้วยการพยายามทำ คะแนนให้ดีกว่าครั้งก่อน ๆ นักเรียนทั้งเก่ง ปานกลาง และอ่อนต่างได้รับการส่งเสริมให้ตั้งใจเรียนให้ดี สุด ผลงานของทุกคนในทีมมีค่าภายใต้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนแบบนี้ 4.แนวทางการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ที่ Slavin ได้เสนอไว้ ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนหลักดังนี้ (Slavin,1995: 71-73 ) 1. การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน (Class Presentation) ครูเป็นผู้นำเสนอสิ่งที่นักเรียนต้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นมโนทัศน์ ทักษะและ/หรือกระบวนการ การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียนนี้อาจใช้การบรรยาย การสาธิตประกอบการบรรยาย การใช้วิดีทัศน์หรือ แม้แต่การให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลองตามหนังสือเรียน 2. การทำงานเป็นกลุ่ม (Teams) ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนประมาณ 4-5 คน ที่มี ความสามารถแตกต่างกัน มีทั้งเพศหญิงและเพศชาย และมีหลายเชื้อชาติ ครูต้องชี้แจงให้นักเรียนใน กลุ่มได้ทราบถึงหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มว่านักเรียนต้องช่วยเหลือกันเรียนร่วมกันอภิปรายปัญหา ร่วมกัน ตรวจสอบคำตอบของงานที่ได้รับมอบหมายและแก้ไขคำตอบร่วมกัน สมาชิกทุกคนในกลุ่ม ต้องทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ให้กำลังใจและทำงานร่วมกันได้หลังจากครูจัดกลุ่มเสร็จ
14 เรียบร้อยแล้ว ควรให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานร่วมกันจากใบงานที่ครูเตรียมไว้ ครูอาจจัดเตรียมใบ งานที่มีคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน เพื่อใช้เป็นบทเรียนของการเรียนแบบร่วมมือ ครูควรบอกนักเรียนว่า ใบงานนี้ออกแบบมาให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม เพื่อเตรียมตัวสำหรับการ ทดสอบย่อย สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะต้องช่วยกันตอบคำถาม เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทดสอบย่อย สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะต้องช่วยกันตอบคำถามทุกคำถาม โดยแบ่งกันตอบคำถามเป็นคู่ ๆ และเมื่อ ตอบคำถามเสร็จแล้วก็จะเอาคำตอบมาแลกเปลี่ยนกัน โดยสมาชิกแต่ละคนจะต้องมีความรับผิดชอบ ซึ่งกันและกันในการตอบคำถามแต่ละข้อให้ได้ ในการกระตุ้นให้สมาชิกแต่ละคนมีความรับผิดชอบซึ่ง กันและกันควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 2.1) ต้องแน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถตอบคำถามแต่ละข้อได้อย่างถูกต้อง 2.2) ให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถามทุกข้อให้ได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนอก กลุ่มหรือขอความช่วยเหลือจากครูให้น้อยลง 2.3) ต้องให้แน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนสามารถอธิบายคำตอบแต่ละข้อได้ ถ้าคำถามแต่ละข้อ เป็นแบบเลือกตอบ 3.การทดสอบย่อย (Quizzes) หลังจากที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วครูก็ทำการทดสอบย่อยนักเรียน โดย นักเรียนต่างคนต่างทำ เพื่อเป็นการประเมินความรู้ที่ นักเรียนได้เรียนมา สิ่งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นความ รับผิดชอบของนักเรียน 4.คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน (Individual Improvement Score) คะแนนพัฒนาการของนักเรียนจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนทำงานหนักขึ้น ในการทดสอบแต่ ละครั้งครูจะมีคะแนนพื้นฐาน (Base Score) ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุดของนักเรียนในการทดสอบย่อยแต่ ละครั้ง ซึ่งคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนได้จากความแตกต่างระหว่างคะแนนพื้นฐาน (คะแนนต่ำสุดในการทดสอบ) กับคะแนนที่นักเรียนสอบได้ในการทดสอบย่อยนั้นๆ ส่วนคะแนนของ กลุ่ม (Team Score) ได้จากการรวมคะแนนพัฒนาการของนักเรียนทุกคนในกลุ่มเข้าด้วยกัน 5.การรับรองผลงานของกลุ่ม (Team Recognition) โดยการประกาศคะแนนของกลุ่มแต่ละกลุ่มให้ทราบพร้อม กับให้คำชมเชย หรือให้ ประกาศนียบัตรหรือให้ รางวัลกับกลุ่มที่มีคะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุด โปรดจำไว้ว่า คะแนน พัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนมีความสำคัญเท่าเทียมกับคะแนนที่นักเรียนแต่ละคนได้รับจากการ ทดสอบ ตัวอย่างเกณฑ์ระดับคุณภาพ คะแนนการพัฒนา ระดับคุณภาพ 15-19 ดี (Good Team) 20-24 ดีมาก (Great Team) 25-30 ดีเยี่ยม (Super Team)
15 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 1.ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ ผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์ เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตาม ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน กู๊ด (Good, 1993 : 7 อ้างถึงใน รสริน พันธุ, 2550 : 42) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ คือ การทำ ให้สำเร็จ (accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระทาที่กำหนดให้ หรือในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ้งความรู้ (knowledge attained) การพัฒนาทักษะใน การเรียน ซึ่งอาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้ หรือ ทั้งสองอย่าง ชนิดา ทาระเนตร (2560) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของความสำเร็จ ของผู้เรียนในด้านความรู้ทักษะและกระบวนการทางด้านความคิดซึ่งทำให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพจาก การเรียนรู้หรือการหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รสริน พันธุ (2550 : 37) กล่าวว่า ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของ การเรียนการสอนหรือความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการได้รับการฝึกฝน สั่งสอนในด้านความรู้ และทักษะที่ได้พัฒนาขึ้นตามลาดับขั้นในวิชาต่าง ๆ ศิริพร สะอาดล้วน (2551 : 28) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลรวม ของมวลประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ ในด้านของทักษะ ความรู้ ความสามารถ ซึ่งผลการเรียนรู้ นั้นสามารถแสดงออกมาได้และสามารถที่จะวัดได้ สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551 : 32) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและทักษะทางวิชาการรวมทั้งสมรรถภาพทางสมอง ด้านต่าง ๆ ที่ได้จากการอบรมสั่งสอนและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย สิริสรณ์ สิทธิรินทร์ (2554 : 18) กล่าวว่า ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จทางการเรียนของบุคคลที่วัดได้จากระบวนการทดสอบหรือกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการ ทดสอบด้วยวิธีการอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจผลงานของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม เป็นต้น จากความหมายดังกล่าว ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์การเรียนรู้ที่บุคคลได้รับการเรียนการสอนเป็นผลให้บุคคลเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ซึงสามารถตรวจสอบได้ จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
16 2.ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มี ดังนี้ O'Brien, Collins and Credo (2011, p. 3) ได้กล่าวความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนว่า หมายถึง ความสำเร็จหรือการบรรลุเป้าหมายด้านความรู้ ความสามารถและสถานะระดับสูง (High-level status) ที่ผู้เรียนแสดงออก Wilson (1971, pp. 643-696) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์นั้น หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive domain) ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ได้จำแนก พฤติกรรมที่พึงประสงค์ทางพุทธพิสัยในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษา โดย อ้างอิงลำดับชั้นของพฤติกรรมพุทธิพิสัย ตามกรอบแนวคิดของบลูม (Bloom’s taxonomy) ไว้เป็น 4 ระดับ คือ 1.ความรู้ความจำด้านการคิดคำนวณ (Computation) พฤติกรรมในระดับนี้ถือว่าเป็น พฤติกรรมที่อยู่ในระดับเกี่ยวกับข้อเท็จจริง แบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้ 1.1 ความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Knowledge of specific facts) คำถามที่วัด ความสามารถในระดับเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ตลอดจนความรู้พื้นฐานซึ่งนักเรียนได้สั่งสมมาเป็นระยะ เวลานานแล้วด้วย 1.2 ความรู้ความจำเกี่ยวกับศัพท์และนิยาม (Knowledge of terminology) เป็น ความสามารถในการระลึกหรือจำศัพท์และนิยามต่าง ๆ ได้ โดยคำถามอาจจะถามโดยตรงหรือโดย อ้อมก็ได้แต่ไม่ต้องอาศยัการคิดคำนวณ 1.3 ความสามารถในการใช้กระบวนการคิดคำนวณ (Ability to carry out algorithms) เป็นความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริงหรือนิยาม และกระบวนการที่ได้เรียนมาแล้วมาคิดคำนวณ ตามลำดับขั้นตอนที่เคยเรียนรู้มาแล้ว ข้อสอบวัดความสามารถด้านนี้ต้องเป็นโจทย์ง่าย ๆ คล้ายคลึง กับตัวอย่าง นักเรียนไม่ต้องพบกับความยุ่งยากในการตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการ 2. ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมระดับความรู้ ความจำเกี่ยวกับการคิดคำนวณแต่ซับซ้อนกว่าซึ่งแบ่งได้เป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติ(Knowledge of concepts) เป็นความสามารถที่ซับซ้อน กว่าความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเพราะมโนคติเป็นนามธรรม ซึ่งประมวลจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องอาศัยการตัดสินใจในการตีความหรือยกตัวอย่างใหม่ที่แตกต่างไปจากที่เคยเรียน 2.2 ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ กฎทางคณิตศาสตร์และการสรุปอ้างอิงเป็นกรณีทั่วไป (Knowledge of principle, rules and generalizations) เป็นความสามารถในการนำเอาหลักการ กฎ และความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติไปสัมพันธ์กับโจทย์ปัญหาจนได้แนวทางในการแก้ปัญหาได้
17 ถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับหลักการและกฎ ที่นักเรียนเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรกอาจจัดเป็น พฤติกรรมในระดับการวิเคราะห์ก็ได้ 2.3 ความเข้าใจในโครงสร้างคณิตศาสตร์ (Knowledge of mathematical structure) คำถามที่วัดพฤติกรรมระดับนี้เป็นคำถามที่วัดเกี่ยวกับคุณสมบัติของระบบจำนวนและโครงสร้างทาง พีชคณิต 2.4 ความสามารถในการเปลี่ยนรูปแบบปัญหาจากแบบหนึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง (Ability to transform problem from one mode to another) เป็นความสามารถในการแปลข้อความที่ กำหนดให้เป็นข้อความใหม่หรือภาษาใหม่ เช่น แปลจากภาษาพูดให้เป็นสมการซึ่งมีความหมายคงเดิม โดยไม่รวมถึงกระบวนการคิดคำนวณ (Algorithms) หลงัจากแปลแล้วอาจกล่าวได้ว่า เป็นพฤติกรรม ที่ง่ายที่สุดของพฤติกรรมระดับความเข้าใจ 2.5 ความสามารถในการคิดตามแนวของเหตุผล (Ability to follow a line of reasoning) เป็นความสามารถในการอ่านและเข้าใจข้อความทางคณิตศาสตร์ซึ่งแตกต่างจากความสามารถในการ อ่านทั่ว ๆ ไป 2.6 ความสามารถในการอ่านและตีความโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Ability to read and interpret a problem) ข้อสอบที่วัดความสามารถในขั้นนี้อาจดัดแปลงมาจากข้อสอบที่วัด ความสามารถในขั้นอื่น ๆ โดยให้นักเรียนอ่านและตีความโจทย์ปัญหา ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของ ข้อความ ตัวเลข ข้อมูลทางสถิติ หรือกราฟ 3. การนำไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่นักเรียนคุ้น เคยเพราะคล้ายกับปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่นระหว่างเรียน พฤติกรรมในระดับบนี้แบ่ง ออกเป็น 4 ขั้น คือ 3.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่คล้ายกับปัญหาที่ประสบอยู่ในระหว่างเรียน (Ability to solve routine problem) นักเรียนต้องอาศัยความสามารถในระดับความเข้าใจ และเลือก กระบวนการแก้ปัญหาจนได้ค้า ตอบออกมา 3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ(Ability to make comparisons) เป็นความสามารถ ในการค้น หาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุด เพื่อสรุปการตัดสินใจ ซึ่งในการแก้ปัญหานี้อาจต้องใช้ วิธีการคิดคำนวณและจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่เกี่ยวข้อง 3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Ability to analyze data) เป็นความสามารถ ในการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องในการหาคำตอบจากข้อมูลที่กำหนดให้ซึ่งอาจต้องอาศยัการแยกข้อมูลที่ เกี่ยวข้องจากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องมาพิจารณาวา่ อะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติมมีปัญหาอื่นใดบ้างที่ อาจะเป็นตัวอย่างในการหาคำตอบของปัญหาที่กำลังประสบอยู่
18 3.4 ความสามารถในการมองเห็นแบบลกัษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและการสมมาตร (Ability to recognize, patterns, isomorphism and symmetries) เป็นความสามารถที่ต้องอาศัย พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระลึกถึงข้อมูลที่กำหนดให้การเปลี่ยนรูปปัญหา การจัดกระทำ ข้อมูล และการระลึกถึงความสัมพันธ์ 4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาที่นักเรียนไม่เคยเห็น หรือไม่ เคยทำแบบฝึกหัดมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโจทย์พลิกแพลงแต่ก็อยู่ในขอบเขตเนื้อหาวิชาที่เรียน พฤติกรรมในระดับนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรม ขั้นสูงสุดของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ สมรรถภาพสมองระดับ สูงแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ 4.1 ความสามารถในการแก้โจทย์ที่่ไม่เคยประสบมาก่อน (Ability to solve nonroutine problems) คำถามในขั้นนี้เป็นคำถามที่ซับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างงไม่เคยเห็นมาก่อน 4.2 ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ (Ability to discover relationships) เป็นความสามารถในการจัดส่วนต่าง ๆ ที่โจทยกำหนดให้แล้วสร้างความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในการ แก้ปัญหาแทนการจำความสัมพันธ์เดิมที่เคยพบมาแล้วมาใช้กับข้อมูลชุดใหม่เท่านั้น 4.3 ความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ (Ability to construct proofs) เป็นความสามารถ ในที่ควบคู่กับความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์พฤติกรรม ในขั้นนี้ต้องการให้นักเรียนสามารถ ตรวจสอบข้อพิสูจน์วา่ ถูกต้องหรือไม่มีตอนใดผิดบ้าง 4.4 ความสามารถในการวิจารณ์การพิสูจน์ (Ability to citicize proofs) ความสามารถ ในขั้น นี้เป็นการใช้เหตุผลที่ควบคู่กับความสามารถในการเขียนพิสูจน์แต่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่า ความสามารถในขั้นนี้ต้องการให้นักเรียนมองเห็นและเข้าใจการพิสูจน์นั้นว่า ถูกต้องหรือไม่ มีตอนใด ผิดพลาดไปจากมโนคติ หลักการ กฎ นิยามหรือวิธีการทางคณิตศาสตร์ 4.5 ความสามารถในการสร้างสูตรและทดสอบความถูกต้องของสูตร (Ability to formulate and validate generalizations) นักเรียนต้องสามารถสร้างสูตรขึ้นมาใหม่ โดยใช้ ความสัมพันธ์กับ เรื่องเดิมและต้องสมเหตุสมผลด้วย นั่นคือ การถามให้หาคำตอบและพิสูจน์ประโยค คณิตศาสตร์ พร้อมทั้งแสดงการใช่กระบวนการนั้น 3.องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ Prescott (1961, pp. 14-16) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนของนักเรียนและสรุปผลการศึกษา ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน มีดังนี้ 1.องค์ประกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพทางกาย ข้อบกพร่องทางร่างกายและบุคลิกท่าทาง
19 2.องค์ประกอบทางความรักได้แก่ความสัมพันธ์ของบิดามารดา ความสัมพันธ์ของบิดา มารดากับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างลูก ๆ ด้วยกัน และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกทั้งหมดใน ครอบครัว 3.องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นอยู่ของ ครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การอบรมทางบ้านและฐานะทางบ้าน 4.องค์ประกอบทางความสัมพันธ์ในเพื่อนวัยเดียวกัน ได้แก่ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับ เพื่อนวัยเดียวกัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน 5.องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน ได้แก่สติปัญญา ความสนใจ เจตคติของนักเรียน 6.องค์ประกอบทางการปรับตัว ได้แก่ ปัญหาการปรับตัว การแสดงออกทางอารมณ์ Carrol (1963, pp. 723-733) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับอิทธิพลขององค์ประกอบ ต่าง ๆ ที่มีต่อ ระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยการเอาครู นักเรียนและหลักสูตรมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดย เชื่อว่า เวลาและคุณภาพของการสอนมีอิทธิพลโดยตรงต่อปริมาณความรู้ที่นักเรียนได้รับและได้ศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางสติปัญญา และ ความสามารถทางสมองร้อยละ 50-60 ขึ้นอยู่กับความพยายามและวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพร้อย ละ 30-40 และขึ้นอยู่กับโอกาสและสิ่งแวดลอ้ม ร้อยละ 10-15 นอกจากนี้องค์ประกอบที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จของทางการเรียน คือความเชื่อใน ตนเอง (Self-belief) ของนักเรียน (Dimarakis, Bobis, Way & Anderson, 2014, p. 183) ซึ่งความ เชื่อในตนเองของนักเรียนสามารถพยากรณ์แรงจูงใจและผลการเรียนการเรียนของนักเรียน 4.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ศศิธร แม้นสงวน (2556, หน้า 260) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ว่าเป็นเครื่องมือ สำหรับผู้สอนที่จะใช้ในการตรวจสอบผลการเรียนรู้รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ จากการเรียนหรือการ จัดการเรียนรู้ของครูเพื่อประเมินว่า นักเรียนมีความรู้ความสามารถ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ใน ระดับใด บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้มากน้อยเพียงใด เป็นไปตามมาตรฐานตัวชี้วัดอย่างไร ซึ่ง แบบทดสอบจะต้องมีคุณภาพ ผ่านการสร้างอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ มีความถูกต้อง เที่ยงตรง เชื่อถือได้ มีกระบวนการหลักการสร้างแบบทดสอบตามหลักวิชาการ ศศิธร แม้นสงวน (2556, หน้า 261) ได้กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มี 2 ประเภท ดังนี้ 1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น มุ่งใช้วัดผลผู้เรียนเฉพาะกลุ่มผู้สอน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบ ข้อเขียน (Paper test) - แบบทดสอบอัตนัย (Subjective test) แบบทดสอบที่กำหนดปัญหาแล้วใหผู้เรียนแสดง คำ ตอบโดยการเขียนแสดงความรู้ความคิด เจตคติได้อย่างเต็มที่
20 - แบบทดสอบปรนัย (Objective test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนดให้เขียนตอบสั้น ๆ เป็น แบบทดสอบถูก - ผิด แบบทดสอบเติมคำสั้น ๆ แบบจับคู่ แบบเลือกตอบ 2.แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่วไป ซึ่งสร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญ มีการคิดวิเคราะห์ ปรับปรุงจนมีคุณภาพ มาตรฐาน สมนึก ภัททิยธนี(2551, หน้า 73-97) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1.แบบทดสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or essay test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ คำถามแล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรีเขียนบรรยายตามความรู้และข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2.แบบทดสอบแบบกา ถูก - ผิด (True-false test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี2 ตัวเลือกแต่ละตัวเลือกดังกล่าว เป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก - ผิด ใช่ - ไม่ใช่ จริง - หรือไม่จริง เหมือนกัน - ต่างกัน เป็นต้น 3. แบบทดสอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้ ได้ใจความและถูกต้อง 4.แบบทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบคล้ายกับข้อสอบแบบเติม คำ แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคำเป็น ประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบคำถามที่ต้องการสั้น ๆ และ กะทัดรัด ได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5.แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ โดยมีคำถามหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะ จับคู่กับคำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออก ข้อสอบกำหนดไว้ 6.แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice) จะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำ หรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูก และตัวเลือกที่เป็นตัวลวงและคำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดูเผิน ๆ จะเห็น ว่า ทุกตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริงมีน้ำหนักถูกมากน้อยต่างกัน ศศิธร แม้นสงวน (2556,หน้า 261) กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ดังนี้ 1.วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร
21 2.กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมเป็นผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนกำหนดและ คาดหวังจะให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน โดยผู้สอนจะกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการจัดการ เรียนรู้และการสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3.กำหนดชนิดข้อสอบ 4.เขียนข้อสอบ 5.ตรวจทาน 6.จัดพิมพ์แบบทดสอบ 7.ทดลองสอบเพื่อนำผลมาวิเคราะห์ข้อสอบ 8.แก้ไขปรับปรุงแล้วได้แบบทดสอบฉบับจริง 5.หลักในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) สมนึก ภัททิยธนี(2549, หน้า 82-97) ได้กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบไว้ดังนี้ 1.เขียนตอนนำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์แล้วใส่เครื่องหมายปรัศนีไม่ควรสร้างตอนนำให้ เป็นแบบอ่านต่อความ เพราะทำให้คำถามไม่กระชับ เกิดปัญหาสองแง่หรือข้อความไม่ต่อกันหรือเกิด ความสับสนในการคิดหาคำตอบ 2.เน้นเรื่องจะถามให้ชัดเจนและตรงจุด ไม่คลุมเครือ เพื่อว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจไขว้เขว สามารถมุ่งความคิดในคำตอบไปถูกทิศทาง 3.ควรถามในเรื่องที่มีคุณค่าต่อการวัด หรือถามในสิ่งที่ดีงามมีประโยชน์คำถามแบบ เลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมในสมองหลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่ถามเฉพาะความจำหรือความจริงตาม ตำราแต่ต้องถามให้คิดหรือนำความรู้ที่เรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ 4.หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรขีดเส้นใต้คำปฏิเสธ แต่คำปฏิเสธซ้อน ไม่ ควรใช้อย่างยิ่ง เพราะปกติผู้เรียนจะยุ่งยากต่อการแปลความหมายของคำถาม และตอบคำถามที่ถาม กลับหรือปฏิเสธซ้อนผิดมากกว่าถูก 5.อย่าใช้คำฟุ่มเฟือย ควรถามปัญหาโดยตรง สิ่งใดไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ใช้เป็นเงื่อนไขใน การคิดก็ไม่ต้องนำมาเขียนไว้ในคำถาม จะช่วยให้คำถามรัดกุม ชัดเจนขึ้น 6.เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพันธ์ หมายถึง เขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือมีทิศทางแบบเดียวกันหรือมีโครงสร้างสอดคล้องเป็นทำนองเดียวกัน 7.ควรเรียงลำดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ ได้แก่คำตอบที่เป็นตัวเลข นิยมเรียงจากน้อยไป หามากเพื่อช่วยให้ผู้ต้อบพิจารณาหาคำตอบได้สะดวกไม่หลงและป้องกันการเดาตัวเลือกที่มีค่ามาก
22 8.ใช้ตัวเลือกปลายเปิดหรือปลายปิดให้เหมาะสม ตัวเลือกปลายปิด ได้แก่ ตัวเลือกสุดท้ายที่ ใช้คำว่า ไม่มีคำตอบถูก ที่กล่าวมาผิดหมด ผิดหมดทุกข้อ หรือสรุปแน่นอนไม่ได้ 9.ข้อเดียวต้องมีคำตอบเดียว แต่บางครั้งผู้ออกข้อสอบคาดไม่ถึงว่าจะมีปัญหาหรืออาจจะ เกิดจากการสร้างตัวลวงไม่รัดกุม จึงมองตัวลวงเหล่านั้นได้อีกแง่หนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาสองแง่สองมุมได้ 10.เขียนทั้งตัวถูกและตัวผิดให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือจะกำหนดตัวถูกหรือตัวผิดเพราะ สอดคล้องกับความเชื่อของสังคม หรือกับคำพังเพยทั่ว ๆ ไปไม่ได้ทั้งนี้เนื่องจากการเรียนการสอนมุ่ง ให้ผู้เรียนทราบความจริงตามหลักวิชาเป็นสำคัญ จะนำความเชื่อโชคลางหรือขนบธรรมเนียมประเพณี เฉพาะท้องถิ่นมาอ้างไม่ได้ 11.เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดกัน พยายามอย่าให้ตัวเลือกตัวใดตัวหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือ เป็นส่วนประกอบของตัวเลือกอื่น ต้องให้แต่ละตัวเป็นอิสระจากกันอย่างแท้จริง 12.ควรมีตัวเลือก 4-5 ตัว ข้อสอบแบบเลือกตอบนี้ถ้าเขียนตัวเลือกมาก ๆ ตัวที่นิยมใช้ หากเป็นข้อสอบระดับประถมศึกษาปี ที่ 1-2 ควรใช้ 3 ตัวเลือก ระดับประถมศึกษา ปี ที่ 3-6 ควรใช้4 ตัวเลือก และตั้งแต่มัธยมศึกษาขึ้นไป ควรใช้5 ตัวเลือก 13.อย่าแนะนำคำตอบ ซึ่งการแนะนำคำตอบมีหลายกรณี ดังนั้นคำถามข้อหลัง ๆ แนะ คำตอบข้อแรก ๆ ถามเรื่องที่ผู้เรียนคล่องปากอยู่แล้ว โดยเฉพาะคำถามประเภทคำพังเพย สุภาษิต คติพจน์หรือคำเตือนใจ ใช้ข้อความของคำถามถูกซ้ำกับคำถามหรือเกี่ยวข้องกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะ นักเรียนที่ไม่มีความรู้ก็อาจจะเดาได้ถูก ข้อความของตัวถูกบางส่วนเป็นส่วนหนึ่งของทุกตัวเลือก เขียน ตัวถูกหรือตัวลวงถูกหรือผิดเด่นชัดเกินไปคำตอบไม่กระจาย จากหลักการในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ ครูผู้สร้าง ข้อสอบ จำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้ได้ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มีคุณภาพ และ ต้องคำนึงถึงลักษณะของข้อสอบที่ดีด้วย ได้แก่ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความเป็นปรนัย อำนาจ จำแนก และความยาก งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการทำวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ปริซึมและทรงกระบอก โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือเทคนิคSTAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ผู้วิจัยได้ศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกัน ดังนี้ 1. งานวิจัยในประทศ ชัยวัฒน์ จัตุกูล, รศ.มาลิณี จุโฑปะมา, ผศ.ประคอง กาญจนการุณ (2558) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการคูณ โดยใช้การเรียนรู้แบบ
23 ร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มี ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.78/83.14 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2)นักเรียนที่เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะเรื่องการคูณโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( Χ = 4.06) บรรทม สุระพร (2558) ได้ทำการวิจัยเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสถิติเบื้องต้นและ ความพึงพอใจของผู้เรียนเมื่อใช้การจัดกลุ่มเรียนรู้เป็นทีมเทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาสถิติเบื้องต้นของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การจัดกลุ่มเรียนเป็นทีมแบบ STAD สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบรรยายปรกติ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนวิชาสถิติเบื้องต้นของ นักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกลุ่มเรียนเป็นทีมแบบ STAD มีคะแนน เฉลี่ยอยู่ในระดับพึงพอใจมาก 3) คะแนนความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนวิชาสถิติเบื้องต้นมี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักศึกษากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การจัดกลุ่มเรียนเป็นทีมแบบ STAD ชไมพร รังสิยานุพงศ์, รัตนา ศรีทัศน์, พินดา วราสุนันท์(2559) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมการทำงานกลุ่มและเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความ น่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย โดยใช้วิธีการสอนแบบ แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์STAD โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบ STAD 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 4 ฉบับย่อย 3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้วิธีการสอนแบบ STAD 4) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบ STAD วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. นักเรียนชั้นม. 5/3 ที่ได้รับวิธีการสอนแบบ STAD มีคะแนนพัฒนาการระหว่างเรียนสูงขึ้นตามลำดับ และผลสัมฤทธิ์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 รวมทั้งคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน ระหว่างจัดการเรียนการสอนแบบ STAD มีพฤติกรรม การทำงานกลุ่มอยู่ในระดับดี3. นักเรียนที่ได้รับวิธีการสอนแบบ STAD มีเจตคติต่อการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ระดับดีขึ้นไป กมลชนก เซ็นแก้ว, โกมินทร์ บุญชู, มณีรัตน์ ธรรมสกุล (2560) ได้ทำการวิจัยเรื่องการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบวัดทักษะการทำงาน
24 เป็นกลุ่ม และแบบวัดเจตคติทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลัง การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะการทำงานกลุ่ม หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STADโดยรวมอยู่ในระดับดี และเมื่อพิจารณาเป็นรายแผน พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ตามลำดับ 4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเจตคติต่อคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STADโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ 8) ฉันมีความกระตือรือร้นในการ ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์อยู่เสมอ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ข้อ 3) การ คำนวณเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ง่ายสำหรับฉัน และข้อ 6) ฉันรู้สึกสนุกเมื่อได้เรียนและทำงาน เกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ร่วมกับเพื่อน และข้อ 5) ฉันอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้มากกว่านี้ ตามลำดับ ยุวดี ทองแผ่น (2561) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD กับ การเรียนรู้แบบปกติ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ ปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด อ้อยใจ บุญช่วย (2561) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบรวมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค KWDL ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค KWDL มีคะแนนสูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค KWDL โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( X = 4.92)
25 พรพรรณ เสาร์คำเมืองดี (2562) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD โดยมี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์แบบสอบถามความ พึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(Dependent samples t-test) และการทดสอบค่าที(One sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง บทประยุกต์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง บทประยุกต์โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด 2. งานวิจัยต่างประเทศ Van Dat Tran (2013) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียน (STAD) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่าหลังจากนักเรียนประมาณ 5 สัปดาห์ (n = 36) ที่ได้รับการสอน โดยใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมได้คะแนนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในวิชาคณิตศาสตร์หลัง ทดสอบ มากกว่านักเรียน (n = 38) ที่ได้รับการสอนโดยใช้การสอนแบบบรรยาย, t (72) = 2.68, df = 58.49 Boualy KEOVONGSA (2016) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นครหลวงเวียงจันทน์ประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แผนการจดัการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และแบบวัดเจตคติต่อการเรียน คณิตศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นครหลวงเวียงจันทน์ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องระบบ สมการและระบบอสมการของนักเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นครหลวงเวียงจันทน์ประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มี ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เรื่องระบบสมการและระบบอสมการของนักเรียนสูง กว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) เจตคติที่
26 มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อยู่ในระดับมาก Aliyyah Rusi Rusmiati, Rasmitadila Rachmadtullah, Reza Widyasari, Mulyadi Didi, Subaiki Ikhwan (2019) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD) เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเรียนมีนักเรียนสิบคน (31.25%) สามารถบรรลุผลการเรียนรู้สูงกว่า KKM เมื่อใช้รูปแบบครั้งแรก รายงานว่ามีนักเรียน 20 คน (62.5%) ทำคะแนนสูงกว่า KKM และรอบที่สองมีนักเรียนมากถึง 28 คน (87.5%) ได้คะแนนสูงกว่า KKM กรอบแนวคิดการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยมีตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.1 ลักษณะของเครื่องมือที่ใช้ 3.2 ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ในจังหวัด อุดรธานี จำนวน 45 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ในจังหวัด อุดรธานี ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 12 คน แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design ตารางที่ 1 รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2
28 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการหรือสื่อนวัตกรรมที่เลือกใช้ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พหุนาม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD จำนวน 8 แผน รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม ทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 1.1 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามเนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัย 1.2 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามองค์ประกอบโดยที่ในขั้นตอนกิจกรรมการเรียนการ สอนจะโดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นขั้นตอนในการดำเนินการกิจกรรม การเรียนการสอน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ แผนที่ 1 เอกนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 2 การบวกเอกนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 3 การลบเอกนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 4 พหุนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 5 การบวกพหุนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 6 การลบพหุนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 7 การคูณเอกนาม จำนวน 1 ชั่วโมง แผนที่ 8 การหารพหุนามด้วยเอกนาม จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3 นำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่าง องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร หรือ ประเมินความเหมาะสมของการดำเนินการเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้วิธีการหรือ นวัตกรรมการเรียนรู้สิ่งประดิษฐ์ที่ออกแบบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับใด
29 1.3.1 กรณีให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง(IOC)จะมีเกณฑ์การ พิจารณาการให้คะแนนดังนี้ ให้ + 1 คะแนนเมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้อง ความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน 0 คะแนนเมื่อไม่แน่ใจองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้อง ความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน - 1 คะแนนเมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้นั้นไม่มีความถูกต้องหรือไม่ มีความเหมาะสมหรือไม่มีความสอดคล้องกัน เมื่อนำผลการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณด้วยสูตรดัชนีความสอดคล้องจะต้องได้ค่า ดัชนีความสอดคล้องของแต่ละองค์ประกอบไม่น้อยกว่า 0.50 1.3.2 กรณีให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ความเหมาะสมของแต่ละองค์ประกอบ ตามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับดังนี้ ให้ 5 คะแนน เมื่อพิจารณาว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้องความ เหมาะสมและความสอดคล้องกันในระดับมากที่สุด 4 คะแนน เมื่อพิจารณาว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้องความ เหมาะสมและความสอดคล้องกันในระดับมาก 3 คะแนน เมื่อพิจารณาว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้องความ เหมาะสมและความสอดคล้องกันในระดับปานกลาง 2 คะแนน เมื่อพิจารณาว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้องความ เหมาะสมและความสอดคล้องกันในระดับน้อย 1 คะแนน เมื่อพิจารณาว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความถูกต้องความ เหมาะสมและความสอดคล้องกันในระดับน้อยที่สุด เมื่อนำผลการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณด้วยการหาค่าเฉลี่ยที่จะต้องได้ค่าเฉลี่ยการ ประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบเท่ากับ 3.50 ขึ้นไป 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้กับนักเรียน กลุ่มเดี่ยว(กลุ่มละ 3-4 คน)หรือกลุ่มเล็ก (มีกลุ่มเดี่ยว 1-2 กลุ่ม) เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของการ จัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองใช้ไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง
30 2. ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2.1 วิเคราะห์ตัวชี้วัดในเนื้อหาสาระที่วิจัยปฏิบัติการเพื่อกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิง พฤติกรรมแล้วดำเนินการสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างจุดประสงค์การ เรียนรู้เชิงพฤติกรรมกลับพฤติกรรมการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญา 2.2 เขียนข้อสอบตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2.3 นำร่างแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญให้พิจารณาความถูกต้อง ความเหมาะสมและ ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมและพฤติกรรมการ เรียนรู้ทางด้านสติปัญญาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ ให้ + 1 คะแนนเมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นมีความถูกต้องความเหมาะสมและความสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมและพฤติกรรมการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญา 0 คะแนนเมื่อไม่แน่ใจข้อสอบข้อนั้นมีความถูกต้องความเหมาะสมและความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมและพฤติกรรมการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญา - 1 คะแนนเมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นไม่มีความถูกต้อง หรือไม่มีความเหมาะสม หรือไม่มี ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมและพฤติกรรมการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญา เมื่อนำผลการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณด้วยสูตรดัชนีความสอดคล้องจะต้องได้ค่า ดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบแต่ละข้อจะต้องไม่น้อยกว่า 0.50 ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ผลปรากฏว่า มี 1 ข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.33 และมี 29 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 แล้วคัดเลือกข้อสอบจำนวน 20 ข้อ 2.4 นำแบบทดสอบที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาดัชนีความสอดคล้องไปทดลองใช้กับผู้เรียน ที่ได้เรียนเนื้อหานั้นมาแล้ว เพื่อนำผลการทดสอบมาคำนวณหาอำนาจจำแนกของข้อสอบที่จะต้องได้ ไม่น้อยกว่า 0.20 และคำนวณหาค่าความยากของข้อสอบที่จะต้องได้ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 ซึ่งในการ วิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) มีค่าอยู่ระหว่า 0.20 – 0.80 ทุกข้อ และมีค่าอำนาจ จําแนก 0.20 ขึ้นไปทุกข้อ 2.5 นำแบบทดสอบที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาอำนาจจำแนกและความยากมาคำนวณหา ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (K-R21) ที่จะต้องได้ค่าความ เชื่อมั่นทั้งฉบับไม่น้อยกว่า 0.70 ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.70 ขึ้นไป 2.6 นําแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป
31 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ดำเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น 2. ดำเนินการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ในลักษณะของวงจรการวิจัยปฏิบัติการวงจรละ 3-4 แผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีครูผู้ช่วยวิจัยรวมสังเกตการจัดการเรียนการสอนของครูผู้วิจัยและ สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนแล้วจดบันทึกผลการสังเกตในแบบจดบันทึกผลและสัมภาษณ์ ผู้เรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อนำไปสะท้อนผลการจัดการเรียนการสอนกับครูผู้วิจัย เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการในแต่ละวงจร เพื่อที่จะนำผลการสะท้อนผลไปใช้ในการแก้ไขกิจกรรมการ เรียนการสอนในวงจรต่อไป แหล่งข้อมูล 3. ดำเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกันกับแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือโดยใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการหาคะแนน เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Samples) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการศึกษาคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย 1.1 ดัชนีความสอดคล้องที่ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือในการวิจัยดังสูตร IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
32 1.2 ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรของคูเดอริชาร์ด สัน 21ที่จะต้องได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งฉบับไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 1.3 อำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่จะต้องได้ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป 1.4 ความยากของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่จะต้องได้ค่าความยากของ ข้อสอบแต่ละข้ออยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 หมายเหตุการคำนวณค่าสถิติในข้อ 1.2 ถึง 1.4 จะคำนวณโดยใช้โปรแกรม test analysis program : tap 2. สถิติที่ใช้ในการบรรยายข้อมูล 2.1 ถ้าเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในกรณีที่ 1 จะมีการใช้สถิติในการบรรยายข้อมูลดังนี้ 2.1.1 คะแนนเฉลี่ย(µ) 2.2.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน() 2.2.3 ร้อยละ 2.2 ถ้าเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในกรณีที่ 2 จะมีการใช้สถิติในการบรรยายข้อมูลดังนี้ 2.2.1 คะแนนเฉลี่ย (̅) 2.2.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2.2.3 ร้อยละ 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุตฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ SPSS for Windows ด้วยสถิติที่ใช้ทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการ ทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) และทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบอิสระ
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง พหุนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 5 25 14 70 2 9 45 13 65 3 1 5 18 90 4 8 40 13 65 5 7 35 16 80 6 6 30 13 65 7 3 15 10 50 8 6 30 19 95 9 6 30 15 75
34 ตารางที่ 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล (ต่อ) คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 10 7 35 12 60 11 5 25 17 85 12 4 20 11 55 คะแนนเฉลี่ย (X) 5.58 27.9 14.25 71.25 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) 2.19 2.80 จากตารางที่ 3 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้ การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้คะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนเท่ากับ 5.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 27.9 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 71.25 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 70 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดย เปรียบเทียบคะแนนสอบหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test กลุ่มทดลอง 14.25 2.80 71.25 0.31 จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 71.25 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70
35 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียนเปรียบเทียบกับนด้วย การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ โดย เปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผลการทดลอง คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t - test ก่อนเรียน 5.58 2.19 27.9 7.96** หลังเรียน 14.25 2.80 71.25 หมายเหตุ **มีนัยสำคัญที่ระดับ .01 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้ การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้คะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนเท่ากับ 5.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 27.9 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 71.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 14.25 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
36 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู รูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการ เรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน สมมติฐานของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 1. กิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง พหุนาม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ในจังหวัด อุดรธานี จำนวน 45 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ใน จังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 12 คน
37 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 แผน รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม ทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ดำเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น 2. ดำเนินการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ในลักษณะของวงจรการวิจัยปฏิบัติการวงจรละ 3-4 แผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีครูผู้ช่วยวิจัยรวมสังเกตการจัดการเรียนการสอนของครูผู้วิจัยและ สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนแล้วจดบันทึกผลการสังเกตในแบบจดบันทึกผลและสัมภาษณ์ ผู้เรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อนำไปสะท้อนผลการจัดการเรียนการสอนกับครูผู้วิจัย เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการในแต่ละวงจร เพื่อที่จะนำผลการสะท้อนผลไปใช้ในการแก้ไขกิจกรรมการ เรียนการสอนในวงจรต่อไป แหล่งข้อมูล 3. ดำเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกันกับแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือโดยใช้การ จัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการหาคะแนน เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Samples)
38 สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดย ใช้วิธีสอนแบบร่วมมือโดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียนเท่ากับ 71.25 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดย ใช้วิธีสอนแบบร่วมมือโดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบร่วมมือ เทคนิค STAD ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 5.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 27.9 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.25 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 71.25 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรู รูปแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนาม โดยใช้การจัดการเรียนรูรูปแบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนแบบร่วมมือ เป็นการจัดการเรียนการ สอนที่เน้นให้ผู้เรียนทำงานกันเป็นกลุ่มและช่วยเหลือกันและกันระหว่างผู้เรียนที่มีความสามารถ ต่างกันและต้องใช้ความสามารถของแต่ละคนรวมกันเพื่อทำให้ผลงานประสบความสำเร็จ โดยมีความ รับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม ซึ่งวิธีการนี้ช่วยการแก้ปัญหาการเรียนแบบแข่งขัน การ เรียนโดยลำพัง เรียนโดยไม่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเรียน ทำให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนที่ เรียนอ่อนกว่าและเทคนิค STAD เป็นเทคนิคที่มีการวัดผลโดยใช้คะแนนความก้าวหน้าหรือคะแนน พัฒนาการ จึงทำให้นักเรียนทราบถึงความก้าวหน้าของตนเองโยที่ไม่มีการแข่งขันกับผู้อื่น แต่เป็นการ แข่งขันกับตนเอง จึงทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นและเกิดแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองให้ได้ คะแนนสูงยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น ซึ่ง สอดคล้องกับแนวคิดของสลาวิน (Slavin: 5-6) ที่ว่าการสอนตามรูปแบบกิจกรรมนี้เป็นการจัดกลุ่ม นักเรียน โดยคละระดับความสามารถซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันภายในกลุ่ม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนและช่วยผู้เรียนที่เรียนอ่อนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น รวมถึงแนวคิดของจอยซ และวีลล์ (Joyce and Weil, 2004: 207) ได้กล่าวว่า เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป้นเทคนิคที่จะ ช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาและด้านสังคมช่วยพัฒนาผู้เรียนทางด้านสติปัญญา ให้เกิดการ เรียนรู้จนบรรลุถึงขีดความสามารถสูงสุดได้ โดยมีเพื่อนในวัยเดียวกันเป็นผู้คอยแนะนำช่วยเหลือ
39 เนื่องจากผู้เรียนที่อยู่ในวัยเดียวกันย่อมจะมีการใช้ภาษาสื่อสารที่เข้าใจง่ายกว่าครูผู้สอน นอกจากนี้ กรมวิชาการ (2545) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่าช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างสมาชิก เพราะทุก ๆ คน ร่วมมือในการทำงานกลุ่มทุก ๆ คน ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมี โอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระทำอย่างเท่าเทียมกัน ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเด็กที่เรียนไม่เก่ง การร่วมคิดการระดมความคิดนำข้อมูล ที่ได้มาพิจารณาร่วมกันเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดค้นหาข้อมูลที่ ได้มาคิดวิเคราะห์และเกิดการตัดสินใจ ส่งเสริมทักษะทางสังคม ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการ ทำงานเป็นกลุ่ม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของแก้วมะณี เลิศสนธ์ (2557: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ (STAD) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยของกมลชนก เซ็นแก้ว, โกมินทร์ บุญชู, มณีรัตน์ ธรรมสกุล (2560: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะการท างานกลุ่ม หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยรวม อยู่ในระดับดี และเมื่อพิจารณาเป็นรายแผน พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ตามลำดับ 4) นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเจตคติต่อคณิตศาสตร์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อ 8) ฉันมีความกระตือรือร้นในการค้นคว้าหา ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์อยู่เสมอ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ข้อ 3) การคำนวณ เกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ง่ายสำหรับฉัน และข้อ 6) ฉันรู้สึกสนุกเมื่อได้เรียนและทำงานเกี่ยวกับวิชา คณิตศาสตร์ร่วมกับเพื่อน และข้อ 5) ฉันอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้มากกว่านี้ตามลำดับ สอดคล้อง กับงานวิจัยของ พรพรรณ เสาร์คำเมืองดี (2562) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง บทประยุกต์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียนสูงกว่าก่อน
40 เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง บทประยุกต์โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัยของชนิดา ทาระ-เนตร์ (2560) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็นโดย การจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการกลุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสา จังหวัดน่าน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็นโดยการ จัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการกลุ่ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสา จังหวัด น่าน มีนักเรียนร้อยละ 100 ของนักเรียนทั้งหมดผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ของคะแนนสอบ ซึ่ง สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งวัย 2) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการกลุ่ม เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสา จังหวัดน่าน พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากขึ้นไป ซึ่งสอดคล้อง กับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ ส่วนในเรื่องของคะแนนพัฒนาการของนักเรียน พบว่า ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 นักเรียนมี คะแนนพัฒนาการเฉลี่ยสูงสุด อาจเนื่องมาจากเนื้อหาในส่วนนี้ค่อนข้างเข้าใจง่าย มีเวลาที่เหมาะสม กับเนื้อหา และนักเรียนให้ความร่วมมือในการเรียนรู้และทำกิจกรรม จึงส่งผลให้นักเรียนมีคะแนน พัฒนาการเฉลี่ยสูงสุด ส่วนในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด อาจ เนื่องมาจากเป็นการจัดกิจกรรมในคาบแรก ซึ่งนักเรียนยังไม่กล้าที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกันและไม่ได้ ช่วยกันทำกิจกรรม จึงส่งผลให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มที่มี คะแนนพัฒนาการเฉลี่ยสูงสุด คือ กลุ่ม B อาจเนื่องมาจากนักเรียนในกลุ่มนี้มีความตั้งใจเรียนอย่าง ต่อเนื่อง มีความกระตือรือร้นในการค้นคว้าหาความรู้รวมไปถึงมีพฤติกรรมทำงานกลุ่มที่ดี เพราะ นักเรียนมีความรับผิดชอบในการทำงานกลุ่ม มีการให้ความช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มและมีการแสดง ความคิดเห็นขณะทำงานกลุ่ม จึงทำให้นักเรียนในกลุ่มนี้มีคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยสูงสุด ส่วนกลุ่มที่มี คะแนนพัฒนาการเฉลี่ยต่ำสุด คือ กลุ่ม A อาจเนื่องมาจากกลุ่มนี้ไม่สนใจและตั้งใจเรียนอย่างต่อเนื่อง คนที่เรียนเก่งอาจจะไม่สอนคนที่เรียนอ่อนกว่าให้เข้าใจเนื้อหาหรือคนที่เรียนอ่อนไม่พยายามที่จะทำ ความเข้าใจหรือสนใจเรียน จึงทำให้กลุ่มนี้มีคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยต่ำสุด ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ในการจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม นอกจจากจะจัดโดยใช้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์แล้ว ควรพิจารณาจากความสามารถของนักเรียนด้วย
41 2. ควรมีการชี้แจงนักเรียนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 3. ควรสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนสามารถร่วมกิจกรรมอย่าง มีความสุข สนุกสนาน และเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายขึ้น เช่นการนำเสนอเนื้อหาด้วยเทคนิคที่น่าสนใจไม่ ซ้ำซากจำเจ นำเสนอโดยใช้สื่อและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นต้น 4. ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ต้องใช้เวลาในการจัดกิจกรรม ค่อนข้างมาก ควรมีการปรับความยืดหยุ่นของเวลาในแต่ละขั้นตอนให้เหมาะสม เพื่อให้การจัด กิจกรรมการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรนำกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ไปทดลองสอนกับกลุ่มตัวอย่างใน ระดับอื่นและเนื้อหาอื่น ๆ เพื่อที่จะได้ทราบว่าวิธีการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค SATD เหมาะสมกับ ระดับและเนื้อหาในลักษณะใดมากที่สุด 2. ควรทำการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค SATD กับตัวแปรอื่น ๆ เช่น การทำงานอย่างมีระบบ มีระเบียบ มีความรอบคอบ มีวิจารณญาณ มี ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นต้น 3. ควรทำการศึกษาจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เปรียบเทียบกับการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคอื่น ๆ เช่น TGT, TAI เป็นต้น