The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Autchariya Bunchuay, 2020-09-30 00:27:11

ประวัติศาสตร์ไทย

ประวัติศาสตร์ไทย

ประวัตศิ าสตรไ ทย
วชิ าประวตั ิศาสตร
กลมุ สาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1
เรียบเรยี งโดย อจั ฉรยิ ะ บญุ ชวย

บทนาํ

ประวัตศิ าสตรเ ปนส่ิงทีน่ าสนใจ นา ศกึ ษาคนควา
เปน สง่ิ ทบี่ อกเลาเรอ่ื งราวตา ง ๆ ทเี่ กิดข้นึ ในอดีต วาเกดิ
เหตุการณใ ดบาง ซึ่งขอ มูลทีน่ ําเสนอนเ้ี ปน เรอื่ งราวเกีย่ วกับ
ประวัติศาสตรไ ทย ประเทศไทยเปน ดนิ แดนท่ีมปี ระวัตศิ าสตร
ความเปน มายาวนานหลายรอ ยป

วชิ าประวัตศิ าสตร

หมายถงึ การศึกษาพฤตกิ รรมของคนบางกลุม ในอดตี ทสี่ ง ผล
กระทบตอคนสวนใหญ โดยอาศยั หลักฐานทางประวตั ศิ าสตร และ
วธิ ีการทางประวัติศาสตรในการคน ควาสืบสวน
บิดาวชิ าประวตั ศิ าสตรโลก
ชือ่ วา เฮอรอโดทัส เปนชาวกรกี ผูท ี่บันทกึ เหตกุ ารณ
สงครามระหวางกรีก-เปอรเ ซยี
(ประมาณ 484-425 ปกอนคริสตกาล)

บิดาวชิ าประวัตศิ าสตรตะวนั ออก
ชือ่ วา ซอื หมา เชียน เปนชาวจนี ในสมยั ราชวงศฮัน่
ผเู ขยี นสารานกุ รมประวัตศิ าสตร
3,000 ปของชาวจนี ช่อื วา สื่อจ้ี
(ประมาณ 140-87 ปกอ นคริสตกาล)

บดิ าวิชาประวัติศาสตรไ ทย
ชื่อวา กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ทา นทรงอทุ ศิ เวลา
สว นพระองคเ พ่ือทรงพระนิพนธต ําราดา นประวัติศาสตร
และโบราณคดอี นั เปน มรดกทางปญญาของชาวไทย
มาจนถงึ ทกุ วนั น้ี (พ.ศ.2405-2486)

การเทียบศักราช

ศักราชที่เก่ยี วของกับประวัติศาสตรไ ทย
-พุทธศักราช (พ.ศ.) ใชเทียบกบั ศักราชอืน่ ๆ เรม่ิ นับ พ.ศ. 1 เมื่อพระพุทธเจา
ปรินิพพานครบรอบ 1 ป
-มหาศกั ราช (ม.ศ.) ใชใ นสมยั สุโขทัย ไดรับอทิ ธิพลมาจากขอม
-จุลศักราช (จ.ศ.) ใชในสมัยอยธุ ยา จนถึงรชั กาลท่ี 5 ไดร บั อทิ ธิพล
มาจากพมา
-รตั นโกสินทรศก (ร.ศ.) เร่ิมใชในรัชกาลที่ 5 โดยเร่ิมนับ ร.ศ. 1
เม่ือสถาปนากรงุ เทพมหานครเปนราชธานี
ศกั ราชท่พี บในประวัตศิ าสตรส ากล
-ครสิ ตศักราช (ค.ศ.) หรอื A.D. เร่มิ นบั ค.ศ. 1 ตงั้ แตพระเยซูประสตู ิ และ
ถากอ นคริสตศักราชใช B.C.
-ฮิจเราะหศกั ราช (ฮ.ศ.) เริม่ นบั ฮ.ศ. 1 ตง้ั แตน บมี ฮู ัมหมดั อพยพจาก
เมอื งเมกกะไปเมืองเมดนิ า
การเทยี บศักราช
ใหเ ทยี บกับ พทุ ธศักราช (พ.ศ.) เพราะเกา แกทีส่ ดุ
สูตร พ.ศ. =ค.ศ. + 543 = ม.ศ. + 621= ฮ.ศ. + 1122 = จ.ศ. + 1181 =
ร.ศ. + 2324

วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร

คือขน้ั ตอนของการไดม าซ่ึงขอ มูลทางประวัตศิ าสตรที่มีความ
นา เช่ือถือ มี 5 ขัน้ ตอน ไดแก
1.กาํ หนดคาํ ถาม

ตอ งการศกึ ษาเรือ่ งออะไร สมยั ไหน ศึกษาเพื่ออะไร
2.รวบรวมหลักฐาน

คนควาขอ มูลตาง ๆ โดยขอมูลมี 2 ชนดิ คือ
2.1 ขอมลู ที่เปน ลายลักษณอ กั ษร เชน เอกสาร, ศิลาจารกึ
2.2 ขอ มลู ที่ไมเ ปนลายลกั ษณอักษร เชน คําบอกเลา ,วัตถุโบราณ

3.ประเมนิ หลักฐาน
หรอื เรียกวา การวพิ ากษ มี 2 ขัน้ ตอน คือ
3.1 การประเมนิ ภายนอก

ประเมนิ วาหลักฐานเปน ของจริงหรอื ปลอม
3.2 การประเมินภายใน

ประเมินวาหลกั ฐานนา เช่อื ถอื มากนอ ยแคไหน
4.ตคี วามหลักฐาน

แปลความหมายจากหลักฐานโดยไมมีอคติ เพื่อตอบคาํ ถามท่สี งสยั
5.วเิ คราะหและสังเคราะหขอ มูล

เรียบเรียงขอมลู ท่ไี ดจ ากการตีความออกเปน หมวดหมูใหชัดเจน
และทาํ การหาความสมั พันธของขอ มลู เพือ่ สรางเปนความรูใหม

หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรไ ทย

คอื รอ งรอยของอดตี บางอยา งทีห่ ลงเหลอื อยู ซ่ึงจะทาํ ใหเ รา
ทราบถึงเหตุการณท ีเ่ กดิ ขน้ึ ในอดตี ได
ประเภทของหลักฐาน
(แบงตามความสาํ คัญของหลกั ฐาน)

1.หลกั ฐานช้ันตน (ปฐมภมู ิ) หลกั ฐานที่เกิดข้นึ รวมสมัยกบั เหตกุ ารณ
เชน จารึกท่ีเกดิ จากคนที่อยูในเหตกุ ารณ, โบราณวัตถุทส่ี รางขึน้ ในชว ง
เวลาท่เี กิดเหตุการณ เชน ดาบ

2.หลกั ฐานชั้นรอง (ทุติยภูม)ิ หลักฐานท่เี กิดขึน้ ภายหลงั เหตกุ ารณ
เชน หนงั สือเรียน, วรรณกรรม, งานวจิ ัย,บทประพันธ
ประเภทของหลกั ฐาน
(แบง ตามลักษณะของหลักฐาน)

1.หลกั ฐานทีไ่ มเปนลายลักษณอ กั ษร แบงเปน 2 ชนดิ คอื
โบราณวตั ถุ เคล่ือนยายได เชน เคร่ืองปน ดินเผา, โครงกระดกู , อาวธุ
โบราณสถาน เคลอ่ื นยา ยไมได เชน วัด, วัง, ถ้าํ , ศิลาจารกึ , เจดีย

2.หลักฐานทีเ่ ปน ลายลกั ษณอ กั ษร
มหี ลายประเภท ไดแก จารึก ตาํ นาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ เอกสาร
วรรณกรรม กฎหมาย

ยุคสมยั ของประวัติศาสตรไทย

1.สมยั กอนประวัติศาสตร
ยคุ หนิ เกา (500,000-10,000 ปท ่แี ลว)

อาศยั ในถา้ํ และยายถ่ินฐานตามแหลง อาหาร
มนษุ ยล าสตั ว และหาของปาเปน หลกั
มีการใชหินกะเทาะหยาบ ๆ มาทําเปนเครือ่ งมือ
ยคุ หินใหม (10,000-3,000 ปท่ีแลว )

อาศัยเปน หลกั แหลงอยตู ามรมิ นาํ้
เรมิ่ มีการเพาะปลกู เลี้ยงสัตว
ทําเครอื่ งปนดนิ เผา เคร่อื งมอื ประณตี มากขึน้
ยุคโลหะ (3,000-1,500 ปท่แี ลว)

มกี ารพฒั นาทอี่ ยูอาศยั ใหดีข้นึ เชน การสรา งบาน
ใตถ ุนสูง ใชเครอื่ งมือในการทาํ การเกษตรมากขึ้น
รจู ักการถลุง, หลอ , และขน้ึ รูปโลหะทาํ เปน ภาชนะ
เครือ่ งประดบั มีการทอผา นุง หมผา
2.สมัยประวัตศิ าสตร

ตง้ั แตช วงเวลาท่ีมนุษยใ ชตวั อกั ษรในการบนั ทกึ เรอ่ื ง
ราวตาง ๆ เรม่ิ ป พ.ศ.1180 สมัยสโุ ขทยั พบจารกึ สาํ คญั
ท่ปี ราสาทเขานอย อ.อรัญประเทศ จ.สระแกว
บันทกึ ดวยอกั ษรปลลวะ

อาณาจักรโบราณในไทย

1.ยคุ กอนประวัตศิ าสตร
1.1 แหลง โบราณคดีบา นเชียง (2,500 ปกอนพุทธศกั ราช) อยูท่ี

อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เปน แหลง อารยธรรมเครื่องปน ดนิ เผา เคร่อื งสํารดิ
มากมาย ขนึ้ ทะเบียนมรดกโลกป พ.ศ.2535

1.2 แหลงโบราณบานเกา (2,000 ปก อนพทุ ธศักราช) อยูที่ อ.เมอื ง
จ.กาญจนบรุ ี มีการขดุ คนพบโครงกระดูกมนุษยย ุคหินใหม เครื่องมือเครื่องใช
เครอื่ งประดบั สมยั กอนประวัตศิ าสตร

2.ยุคประวตั ิศาสตร
อาณาจกั รตา ง ๆ มกี ารพัฒนามาจาก ชมุ ชน เมือง แควน อาณาจักร

ที่สาํ คัญมดี งั นี้
ทวารวดี (พ.ศ.500-1500) ต้งั อยบู ริเวณภาคกลาง พบธรรมจักร ใบเสมา
ฟูนนั (พ.ศ.600-1100) ต้งั อยูบริเวณลมุ นา้ํ โขงและแมน้ําเจา พระยา
หรภิ ุญชัย (พ.ศ.1200-1800) พระนางจามเทวเี ปนปฐมกษตั รยิ 
ละโว (พ.ศ.1200-1500) ตงั้ อยูบรเิ วณ จ.ลพบุรี นบั ถอื ศาสนาพราหมณ-ฮินดู
ศรวี ิชัย (พ.ศ.1200-1700) ต้ังอยูบ ริเวณคาบสมุทรมลายูและชอ งแคบมะละกา
โยนกเชยี งแสน (พ.ศ.1200-1700) ตง้ั อยูบรเิ วณภาคเหนอื จ.เชียงราย
ตามพรลิงค (พ.ศ.1300-1500) ตงั้ อยบู ริเวณคาบสมทุ รมลายู
ลานนา (พ.ศ.1800-2100) ตง้ั อยูบรเิ วณตอนเหนือของไทยและพมา

อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจักรสโุ ขทัย (พ.ศ.1792-1981)
ทีต่ ้งั บรเิ วณทีร่ าบลุม แมนํา้ ยม ตงั้ แตยคุ เหล็กตอนปลาย
กษัตริยพระองคแรก สโุ ขทัยเดมิ เปนเมอื งขึน้ ของละโว
ปกครองโดยขอมสบาดโขลญลําพง ราวป พ.ศ.1792
พอขุนบางกลางหาว และพอขุนผาเมือง รวมกนั ยึดอาํ นาจ
จากละโว และสถาปนาเอกราช พอขนุ บางกลางหาวขน้ึ
ครองราชยเ ปน ปฐมกษัตรยิ พ ระนามวาพอขนุ ศรอี นิ ทราทติ ย
ระบบการปกครอง ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย
ระยะแรก ปกครองแบบพอปกครองลูก เมื่อประชาชนมเี ร่อื ง
เดือดรอนก็ใหส น่ั กระดิ่งรอ งเรยี นทห่ี นาประตพู ระราชวัง
ระยะตอ มาสมัยพระมหาธรรมราชาท่ี 1 (ลไิ ท) ปกครองแบบ
ธรรมราชา คอื กษัตรยิ ต องมหี ลกั ธรรมดว ย
ทรงพระราชนิพนธ ไตรภมู ิพระรวง (วรรณกรรมทางศาสนา
เลม แรก เกยี่ วกบั นรก สวรรคและการเวียนวา ยตายเกดิ )
การวางผังเมอื ง มหี วั เมอื ง 4 ชัน้ (ราชธาน,ี หัวเมืองชน้ั ใน,
หวั เมอื งช้ันนอก, เมอื งประเทศราช)
ระบบเศรษฐกจิ ระบบการคาเสรี มตี ลาดขายสินคาเรยี กวา
ตลาดปสาน มกี ารสง ออกเครือ่ งสงั คโลก
ศาสนา มคี วามเชื่อเร่ืองวญิ ญาณ ไสยศาสตร พราหมณ-
ฮินดู และพทุ ธศาสนา

รปู แบบศิลปะ
-พระพุทธรปู ออนชอ ยและงดงามมากท่สี ดุ พระเกศ
มรี ศั มเี ปนเปลว (4 อริ ยิ าบถ คอื น่งั , นอน, ยนื , เดนิ )
-เจดยี  มี 2 รูปทรง คอื
ทรงระฆังคว่ํา(ศรลี ังกา)
ทรงดอกบวั ตมู (พุมขา วบณิ ฑ)
ตัวอักษรไทย(ลายสือไทย)

ประดษิ ฐโดยพอ ขุนรามคาํ แหงมหาราช เมือ่
พ.ศ.1826
อักษรไทยน้ี ไดร ับการสบื ทอดตอ มาในสมยั อยุธยา
จนถงึ ปจ จบุ ัน
กษตั รยิ อ งคสุดทา ย

สุโขทยั มีกษตั รยิ  9 พระองค มพี ระมหาธรรม
ราชาท่ี 4 (บรมปาล) เปน ผูป กครองสุโขทัยพระองค
สดุ ทา ย

อาณาจักรอยธุ ยา

อาณาจักรอยุธยา (พ.ศ.1893-2310)
ท่ีตั้ง เปนเกาะมแี มนํ้าลอมรอบ ไดแ ก แมน้ําปา สกั
แมน ้าํ เจา พระยา แมนา้ํ ลพบรุ ี สภาพเปนเกาะเกดิ จาก
พระเจา อทู องทรงดาํ รใิ หข ดุ คเู ช่ือมแมนํ้าท้ังสามสายเพื่อ
เปนการปอ งกนั ขาศกึ ทตี่ งั้ อยไู มไกลอาวไทยมากนกั
ทาํ ใหเปนศูนยกลางการคา กับตา งชาติท่ดี ี
กษัตรยิ พระองคแ รก พระเจาอูทองและเจา หญิงแควน
สุพรรณภูมอิ ภเิ ษกสมรสกันทง้ั สองแคว นจงึ รวมกนั ตอมา
ราชธานีเดมิ เกดิ โรคระบาดพระเจา อทู องจงึ ทรงยา ย
ราชธานีลงมายงั ลมุ นา้ํ บนเกาะทลี่ อมรอบดว ยแมน้าํ
สถาปนาอาณาจักรใหมช ่ือ กรงุ เทพทวารวดีศรอี ยุธยา
ตอมาเรียกวา กรุงศรอี ยุธยาและปราบดาภเิ ษกตนเองขึ้น
เปน ปฐมกษัตริยท รงพระนามวา สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ 1
ระบบการปกครอง ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย
กษตั รยิ ม ีฐานะเปน เทวราชา (สมมตเิ ทพ) แตก ารใช
อาํ นาจจะเปน ไปตามหลัก ธรรมราชา กษัตริยตองยึด
หลักทศพิธราชธรรมและจกั รวรรดวิ ตั ร12
การวางผงั เมือง ภายในราชธานี (กระจายอาํ นาจเปน 4
กรม เรยี กวา จตสุ ดมภ(ประกอบดว ย กรมเวยี ง กรมวงั
กรมคลงั กรมนา) ภายนอกราชธานี (ประกอบดว ยเมอื ง
หนาดาน เมอื งช้ันใน เมืองช้นั นอก เมืองประเทศราช)

ระบบเศรษฐกิจ อยุธยาเปน อาณาจักรทม่ี คี วามอุดม
สมบรู ณ ประชาชนทาํ การเกษตรเพื่อบริโภค
สว นท่เี หลอื จงึ นาํ ไปขาย สินคา หลกั ของอยุธยาคอื ขา ว
เกลอื ของปา ปลาแหง หนังสตั ว และเหลา โรง รายไดของ
อยธุ ยาทีส่ าํ คัญ มีดังนี้ รายไดจากการเกบ็ คา ธรรมเนียม
ราษฎร (จงั กอบ อากร สว ย ฤชา) รายไดจากพระคลงั
สนิ คา (พระคลงั สนิ คาผูกขาดซ้ือจากประชาชนและขายให
ตา งชาติ)
ศาสนา พทุ ธศาสนาเปนแบบลงั กาวงศ
กษตั ริยทกุ พระองคเปน พทุ ธมามกะ สมยั สมเด็จพระ
รามาธบิ ดที ่ี 1 ทรงสรา ง วดั พุทไธสวรรย เปน อารามแหง
แรกของอยธุ ยา
รปู แบบศิลปะพระพุทธรูปไดร ับอทิ ธิพลจากศิลปะ
อทู อง+สุโขทยั เรยี กวา พระพุทธรปู อูท อง(ทรงเคร่อื ง
กษัตริย) เจดยี  เปนทรงยอ มมุ ไมส ิบสองและวัดนิยมสราง
พระปรางค( อิทธพิ ลจากขอม)ก
กษัตริยองคสดุ ทาย อยธุ ยามกี ษตั ริย35 พระองค จาก 5
ราชวงศ มพี ระเจา เอกทัศ เปน พระมหากษัตริยพ ระองค
สดุ ทา ย

อาณาจักรธนบรุ ี

อาณาจกั รธนบุรี (พ.ศ.2310-2325)
ท่ีต้ัง หลงั จากอยุธยาลม สลายจากการเขา ตขี องกองทพั
พมา ในเวลาตอมา พระเจา ตากสนิ ไดปราบดาภเิ ษกขนึ้
เปน พระมหากษัตรยิ  และทรงยา ยเมอื งหลวงไปฝง ตะวนั
ตกของแมนาํ้ เจาพระยา (คอื ฝงธนของกรงุ เทพมหานคร
ปจจุบนั )
กษตั รยิ  มีกษตั รยิ ปกครองพระองคเดียวคือ
สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช (สมเดจ็ พระบรมราชาท่ี 4 )
สมเด็จพระเจาตากสนิ เสด็จสวรรคต พ.ศ.2325 ส้นิ สุด
กรุงธนบรุ ี
ระบบการปกครอง เหมือนกรุงศรอี ยุธยาตอนปลาย
เหตุการณกอบกูเอกราชระหวา งสงครามสียกรงุ ศรอี ยุธยา
ครั้งที่2 พระยาตาก ไดนําทพั เขาตเี มอื งจันทบุรีและตราด
และรวบรวมกําลังพลไดร าว 5,000 คน มีจนั ทบรุ เี ปน ฐาน
ท่มี ่ัน ตอ มานาํ กาํ ลังเขา ตเี มืองธนบุรีและอยุธยาคืนจาก
พมาสําเร็จ จึงสถาปนาตนเองขี้นเปน ปฐมกษัตริย

อาณาจักรรตั นโกสนิ ทร

อาณาจักรรัตนโกสนิ ทร (พ.ศ.2325-ปจจบุ นั )
ทตี่ ้งั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราช
โปรดเกลาใหส รา งกรงุ รัตนโกสินทร ข้ึนทางฝง ตะวนั อก
ของแมน าํ้ เจา พระยาเปนราชธานีแหงใหมเนอื่ งจากเหน็
วาชัยภูมิทด่ี กี วา สามารถปอ งกนั ขาศึกมารกุ รานไดด ี
เพราะมีลาํ นาํ้ เปน ขอบเขตกวา คร่ึง โดยสบื ทอด
สถาปตยกรรมมาจากวังหลวงของกร'ุ ศรีอยธุ ยา
รัตนโกสนิ ทรต อนตน (รชั กาลท่ี 1-3)
รัชกาลท่ี 1 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจฬุ าโลก
มหาราช สมเด็จเจาพระยามหากษตั รยิ ศกึ เสด็จกลบั
จากกมั พชู ามาทีก่ รงุ ธนบุรีเพ่ือปราบกบฏ
ทราบวาสมเดจ็ พระเจา ตากสนิ ทรงมพี ระสตวิ ปิ ลาสจงึ
ใหน าํ ไปสําเรจ็ โทษจากนนั้ จึงไดปราบดาภิเษกเปน ปฐม
กษตั รยิ แหง ราชวงศจ กั รี ทรงมีพระปรชี าสามารถใน
การรบมาก
รชั กาลท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลานภาลยั
ร. 2 ทรงพระราชนิพนธง านประพนั ธไวหลายเรื่อง
เชน อิเหนา/กวเี อกในสมยั น้คี ือ สนุ ทรภู/อิน-จัน
แฝดสยามคูแรกของโลกถือกําเนิดขึ้นในสมัยนี้
รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลาเจา อยหู ัว
ทรงมีพระปรชี าดา นการคาตา งประเทศ ไดร บั การ
ขนานนามวา เจาสัว ศิลปะสว นใหญเปนแบบ ไทย-จนี
/ไทยทาํ สนธิสัญญาเบอรนกี บั อังกฤษ

รัตนโกสินทรย คุ เผชิญหนาชาตติ ะวนั ตก
รชั กาลที่ 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจา อยหู วั
องั กฤษสง เซอร จอหน เบาวรงิ มาขอแกส ญั ญาเบอรน ี
เกิด สนธสิ ัญญาเบาวร ิง/ปรบั ปรงุ ธรรมเนยี มตา ง ๆ
ใหท นั สมยั /จา งแหมม แอนนา สอนภาษาองั กฤษในวัง
รชั กาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยูห วั
ยกเลิกธรรมเนียมโบราณ เชน การไวผมทรงมหาดไทย
การหมอบคลานเวลาเขา เฝา/กําเนิดโรงเรยี นตาง
ๆ/มีการปรบั ปรงุ ประเทศคร้ังใหญ/ การเลกิ ทาส/การ
เสียดินแดน
รัชกาลท่ี 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั
ไดร วมหลายมณฑลเขาดว ยกนั เรยี กวา ภาค และ
เปลี่ยนชื่อเรยี กเมอื ง เปน จงั หวดั /เมอื งจําลอง
ดุสิตธาน/ี พ.ร.บ.ประถมศึกษา/พ.ร.บ.นามสกลุ /
สงครามโลกคร้ังท่ี 1นื้อหาเล็กนอ ย

รัตนโกสินทรย คุ เปลย่ี นแปลงการปกครอง
รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจา อยูห ัว
สงครามโลกครง้ั ท่ี 1ทาํ ใหเกิดขาวยากหมากแพง/
สนธิสญั ญาอินโดจนี /ทรงโปรดใหส รา งหนงั สือพระ
ไตรปฎก ฉบบั สยามรัฐ 45 เลม/การเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง พ.ศ.2475
รัตนโกสนิ ทรยคุ หลงั การเปลีย่ นแปลงการปกครอง
รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอา
นันทมหดิ ล ตอ มา ร.7 ทรงสละราชสมบัติ พระบาท
สมเดจ็ พระเจาอยูหวั อานันทมหิดลเสด็จขนึ้ ครอง
ราชยเปน ร.8 (พระชนมายุ 9 พรรษา 5 เดือน) ได
แตง ตั้งคณะผูส ําเร็จราชการแทนพระองค/จอมพล ป.
พบิ ูลสงคราม เปน นายกรฐั มนตร(ี สมัยท่ี 1)/สงคราม
อินโดจนี /สงครามโลกครั้งท่ี 2
รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพล
อดลุ ยเดช ร.8 สวรรคต เจาฟา ภมู พิ ลอดุลยเดช
เสดจ็ ข้นึ ครองราชยเปน ร.9 แหง ราชวงศจ ักร/ี
จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม เปน นายกรฐั มนตร(ี สมยั ท่ี
2)/หลวงพอ คูณ มรณภาพ/สมเด็จพระสังฆราช องค
ที่ 19 แหง กรงุ รตั นโกสนิ ทรสิ้นพระชนม/พระบาท
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช
เสด็จสวรรคต สริ พิ ระชนมพรรษาปท ่ี 89 ทรงครอง
ราชยสมบัติ 70 ป มีผลเอกเปรม ติณณสูลานนท
เปนผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค/ พระบาทสมเด็จ
พระเจา อยหู วั มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู
เสดจ็ ข้นึ ครองราชยเปน ร.10 แหงกรงุ รัตนโกสินทร

อางองิ

วฒั น สุทธิศิรมิ งคล และวนิดา มศี ร.ี สรปุ สังคม มธั ยมปลาย.
กรุงเทพฯ : กรนี ไลฟ พร้นิ ทต งิ้ เฮา ส, 2562


Click to View FlipBook Version