The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jiralak Ngachalao, 2023-01-17 01:46:28

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง


อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่ ในเขตอำ เภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากตัวเมือง บุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร เป็นโบราณ สถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้งยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูง ประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ คำ ว่า พนมรุ้ง มาจากภาษา เขมร คำ ว่า วนํรุง แปลว่าภูเขาใหญ่ สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบของ ศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ปราสาท หิน พนมรุ้งเป็นหนึ่งในปราสาทหินขอมของไทยที่มีชื่อเสียงมาก ที่สุด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำ คัญของจังหวัดบุรีรัมย์และถือ เป็นสัญลักษณ์ที่สำ คัญของจังหวัดบุรีรัมย์


ประวัติ ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นโบสถ์พราหมณ์ลัทธิไศวะ มีการบูรณะก่อสร้าง ต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธ ศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่7 แห่ง อาณาจักรขะแมร์ได้หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานเทวสถาน แห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นวัดมหายานในช่วงแรกปราสาทหิน พนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำ ทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐาน ว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18 จารึกต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้ารา เชนทรวรมันที่ 2 กษัตริย์แห่งพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) ได้สถาปนา เทวสถานถวายพระศิวะที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรก ๆ คงยังไม่ใหญ่ โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1544) ได้ทรงอุทิศที่ดิน และข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 นเร นทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2ผู้สร้างนครวัด) ได้สร้าง ปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำ เพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง


สถาปัตยกรรมและโบราณสถาน ปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดูลัทธิไศวะ ซึ่ง นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ดังนั้นเขาพนมรุ้งจึงเปรียบ เสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะองค์ประกอบและ แผนผังของปราสาทพนมรุ้งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะ เป็นแนวเส้นตรง และเน้นความสำ คัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง นั่น คือปราสาทประธานซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านขวา ของบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีอาคารที่เรียกว่า พลับพลา อาคารนี้อาจจะเป็นอาคารที่เรียกกันในปัจจุบันว่า พลับพลา เปลื้องเครื่อง ซึ่งเป็นที่พักจัดเตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์ ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้าหรือประกอบพิธีกรรมใน บริเวณศาสนสถาน


สะพานนาคราช ทางเดินสู่ปราสาททั้งสองข้างประดับด้วยเสามียอดคล้ายดอกบัว ตูมเรียกว่า เสานางเรียง จำ นวนข้างละ 35 ต้น ทอดตัวไปยัง สะพานนาคราช ซึ่งเป็นรูปทรงกากบาทยกพื้นสูง ราวสะพานทำ เป็นลำ ตัวพญานาค 5 เศียร สะพานนาคราชนี้ ตามความเชื่อเป็น ทางที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า สิ่งที่น่าสนใจคือ จุด กึ่งกลางสะพาน มีภาพจำ หลักรูปดอกบัวแปดกลีบ อาจหมายถึง เทพประจำ ทิศทั้งแปด ในศาสนาฮินดู หรือเป็นจุดที่ผู้มาทำ การบูชา ตั้งจิตอธิษฐาน จากสะพานนาคราชชั้นที่ 1 มีบันไดจำ นวน 52 ขั้น ขึ้นไปยังลานบนยอดเขาด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมี พลับพลาสร้างด้วยศิลาแลง 1 หลัง เรียกกันว่า โรงช้างเผือก สุด สะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งทำ เป็นชานพักเป็น ระยะ ๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลาโล่งกว้าง ซึ่งมีทางนำ ไปสู่ สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคดอันเป็นเส้นทางหลัก ที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของ


ปราสาท และจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่ง ก่อนถึงปรางค์ประธานที่หน้าซุ้มประตูระเบียงคดทิศตะวันออก มี สะพานนาคราชชั้นที่ 2 ระเบียงคดก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกัน เป็น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบลานปราสาทแต่ไม่สามารถเดินทะลุถึงกันได้ เพราะมีผนังกั้นอยู่เป็นช่วง ๆ มีซุ้มประตูกึ่งกลางของแต่ละด้าน ที่ มุมระเบียงคดทำ เป็นซุ้มกากบาท ที่หน้าบันของระเบียงคดทิศ ตะวันออกด้านนอก มีภาพจำ หลักรูปฤๅษีซึงหมายถึงพระศิวะใน ปางที่เป็นผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และอาจรวมหมายถึง นเรนทราทิต ย์ ผู้ก่อสร้างปราสาทประธานแห่งนี้ด้วย


ตัวปราสาท ปราสาทประธาน ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มี แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป คือห้องโถงรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมอยู่ทางด้านหน้าที่ส่วนประกอบของปรางค์ ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสากรอบประตู เสา ติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่าง ๆ ตลอดจนกลีบขนุน ก่อ ด้วยหินทรายสีชมพูมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมกว้าง 8.20 เมตร สูง 27 เมตร ด้านหน้าทำ เป็นมณฑปโดยมีอันตราละหรือ ฉนวนเชื่อมปราสาทประธานนี้ เชื่อว่า สร้างโดย นเรนทราทิตย์ ซึ่ง เป็นผู้นำ ปกครองชุมชนที่มีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง ราว พุทธศตวรรษที่ 17ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาท ประธานมีภาพจำ หลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู เช่น ศิวนาฏ ราช (ทรงฟ้อนรำ ) ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์อวตารของพระ นารายณ์ เช่น พระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์) หรือพระกฤษณะภาพ พิธีกรรม ภาพชีวิตประจำ วันของฤๅษีเป็นต้น


โดยเฉพาะทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นทับหลังที่ถูกขโมยไป เมื่อราวปี พ.ศ. 2503 และได้กลับคืนมาในปี พ.ศ. 2531 ปรางค์ ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤๅษี เทพ ประจำ ทิศ ศิวนาฏราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่น ๆ ช่วยให้กำ หนด ได้ว่าปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราช สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17 ภายในลานชั้นในด้านตะวันตก เฉียงใต้ มีปรางค์ขนาดเล็ก 1 องค์ ไม่มีหลังคา จากหลักฐานทาง ศิลปกรรมที่ปรากฏ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง บอกให้ทราบ ได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธาน มีอายุในราวพุทธ ศตวรรษที่ 16ภายในเรือนธาตุตรงกึ่งกลาง เรียกว่า ห้องครรภ คฤหะ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำ คัญที่สุด ในที่นี้คือ ศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์พระศิวะ เป็นที่น่าเสียดายว่า ประติมากรรมชิ้นนี้ได้ สูญหายไป เหลือเพียงแต่ ท่อโสมสูตร คือร่องน้ำ มนต์ที่ใช้รับน้ำ สรงจากการสักการะศิวลึงค์เท่านั้น


ทางเดินด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ ปราสาทประธาน มีปราสาทอิฐสององค์และปรางค์น้อย จากหลัก ฐานทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม กล่าวได้ว่า ปราสาททั้ง สามหลังได้สร้างขึ้นก่อนปราสาทประธานราวพุทธศตวรรษที่ 15 และ 16 ตามลำ ดับ ส่วนทางด้านหน้าของปราสาทประธาน คือทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารสองหลัง ก่อด้วยศิลาแลง เรียกว่าบรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทาง ศาสนา ก่อสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยเดียวกันกับ ช้างเผือก พลับพลาที่สร้างขึ้นด้วยศิลาแลงข้างทางเดินขึ้นสู่ ปราสาททางทิศเหนือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้ง เป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไทย ที่เชื่อว่าถูกโจรกรรม ไปเมื่อราวปี พ.ศ. 2503 ในช่วงสงครามเวียดนาม และถูกนำ ไปจัด แสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก ในรัฐอิลลินอยของสหรัฐแต่ในที่สุด ชาวไทยนำ โดยรัฐบาล และ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ก็ได้ทับหลัง ชิ้นนี้คืนมาในปี พ.ศ. 2531


ประวัติ ในปี พ.ศ. 2508 กรมศิลปากรพบชิ้นส่วนบางชิ้นของทับหลัง ที่ ร้านขายของเก่าย่านราชประสงค์จึงได้ยึดคืนมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ขณะดำ รงตำ แหน่ง คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ดร. ไฮแรม วูด เวิร์ด จูเนียร์ อดีตอาสาสมัครสันติภาพ ที่เคยสอนในมหาวิทยาลัย ศิลปากร ได้ไปพบทับหลังนารายณ์บรรทม สินธุ์ชิ้นนี้ ที่สถาบัน ศิลปะ นครชิคาโก สหรัฐ และทรงมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศิลปากร อย่างเป็นทางการว่าควรจะขอกลับคืน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ขณะที่การบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งใกล้จะเสร็จเรียบร้อย มีการ รื้อฟื้นเรื่องการขอคืนทับหลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งครั้งนี้ได้รณรงค์กัน อย่างกว้างขวาง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัด ชาวไทยที่ อาศัยอยู่ในนครชิคาโกรวมทั้งชาวอเมริกันและชาติอื่น ๆ ได้ให้การ สนับสนุน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 สถาบันศิลปะ นคร ชิคาโก ได้ส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ กลับคืนสู่ประเทศไทย ในพระนามของศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ทับหลังจะถึง สนามบินดอนเมืองในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 โดยสาย การบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์


บริเวณรายรอบ ชุมชนที่เคยตั้งอยู่บริเวณเขาพนมรุ้งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เพราะ นอกจากมีบารายหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของปาก ปล่องภูเขาไฟเดิมเป็นอ่างเก็บน้ำ อยู่บนเขาอยู่แล้ว ที่เชิงเขามีบาราย อีก 2 สระ คือสระน้ำ หนองบัวบารายที่เชิงเขาพนมรุ้ง และสระน้ำ โคก เมืองใกล้ปราสาทหินเมืองต่ำ สระน้ำ บนพื้นราบเบื้องล่างภูพนมรุ้งนี้ รับน้ำ มาจากธารน้ำ ที่ไหลมาจากบนเขา นอกจากนี้ยังมีกุฏิฤๅษีอยู่ 2 หลัง เป็นรักษาพยาบาลของชุมชนอยู่เชิงเขาด้วยบริเวณที่ตั้งของ ปราสาทพนมรุ้งอาจเคยเป็นที่ตั้งของศาสนพื้นถิ่นมาก่อนที่จะมีการ ก่อสร้างขึ้นเป็นปราสาท ที่มีความใหญ่โตงดงาม สมกับเป็น กมร เตงชคตวฺนํรุง ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งปราสาทพนมรุ้ง อันหมายถึงองค์ พระศิวะในศาสนาฮินดูที่กษัตริย์เขมรทรงนับถือ การเปลี่ยนสถานที่ เคารพพื้นถิ่นให้เป็นปราสาทตามแบบคติเขมร น่าจะเกี่ยวเนื่องกับ การเปลี่ยนลักษณะการเมืองการปกครอง ที่ผู้นำ ท้องถิ่นมีความ สัมพันธ์กับกษัตริย์เขมรโดยใช้ระบบความเชื่อมทางศาสนา วัฒนธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น


การบูรณะและการเปิดอุทยาน กรมศิลปากรได้ทำ การซ่อมแซมและบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง โดย วิธีอนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS) คือ รื้อของเดิมลงมาโดยทำ รหัส ไว้ จากนั้นทำ ฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำ ชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พัง ลงมากลับไปก่อใหม่ที่เดิม โดยใช้วิธีการสมัยใหม่ช่วย ซึ่งปราสาท หินพนมรุ้งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อปี พ.ศ. 2475 ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ต่อมาได้ดำ เนินการบูรณะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 จนเสร็จสมบูรณ์ และ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปี พ.ศ. 2531 ได้มีพิธีเปิดอุทยาน ประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จ พระราชดำ เนินไปทรงเป็นประธาน มีงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำ ปี ในวันที่ 2 - 4 เมษายน


ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้น ส่องแสงลอดประตูทั้ง 15 ในวันที่ 2-4 เมษายน และ 8-10 กันยายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์ขึ้น ส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน ชาวบ้านจะเดินเท้าขึ้นมาเพื่อชม ความอลังการที่ผสานระหว่างธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างของบรรพ ชน นอกจากนี้ในวันที่ 5-7 มีนาคม และ 5-7 ตุลาคม ของทุกปี ดวง อาทิตย์ก็ตก ส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน เช่นกัน


ในการเดินทางไปที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งโดยใช้รถยนต์ส่วน บุคคล สามารเลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางออกจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ดังนี้ • เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 218 (บุรีรัมย์- นางรอง) เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไป ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 (สีคิ้ว-อุบลราชธานี) ไปจนถึง หมู่บ้านตะโก ประมาณ 14 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าทางหลวง หมายเลข 2117 ผ่านบ้านตาเป๊ก อำ เภอเฉลิมพระเกียรติอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง • เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 219 (บุรีรัมย์- ประโคนชัย) เป็นระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร ถึงตัวอำ เภอ ประโคนชัย จะเห็นทางแยกที่จะไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่ง ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 21 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2075 และเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 ก็จะถึงอุทยาน ประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ถ้าเดินทางโดยใช้บริการรถโดยสารจากขนส่งบุรีรัมย์ ก็ให้ขึ้นรถ โดยสารสายบุรีรัมย์-จันทบุรี พอถึงที่หมู่บ้านตะโก แล้วจึงลงจากรถ จากนั้นจะมีรถสองแถววิ่งไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือไม่ก็ นั่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้


Click to View FlipBook Version