1 หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตรงตามคำอธิบายรายวิชา และมาตรฐานรายวิชา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นางสาวนัซริณ ยูนุ๊ รหัสนักศึกษา 406403016 ชั้นปีที่ 3 สาขาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
2 คู่มือการจัดการเรียนรู้ แนวคิด หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามความ มาตรา 27 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 ได้กำหนดหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิตการประกอบอาชีพตลอดจน การศึกษาต่อ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในส่วนที่เกี่ยวกับ สภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติซึ่งหมายถึง สถานศึกษาต้องจัดการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของ ชุมชนท้องถิ่นและผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหาและความต้องการของสังคมและนำภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษาด้วย หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน เป็นรูปแบบของการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ มีเป้าหมายมุ่งที่รูปแบบของการพัฒนาการเรียนรู้จากโบราณสถานเก่าแก่ที่มีอยู่ในท้องถิ่นจาก สภาพภูมิทัศน์ภายในโบราณสถานที่เป็นวัดสำคัญของท้องถิ่น ที่มาและความสำคัญ วิวัฒนาการของการตั้งชื่อ ที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญาการสร้าง การอนุรักษ์และการดูแลสถานที่โบราณ มาอยู่ในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ใน ห้องเรียนและนอกห้องเรียน จนสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของตนเองได้ พัฒนาความสามารถ ในการวิเคราะห์ แยกแยะ ความคิดสร้างสรรค์ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและนำไปปฏิบัติจริง จนเกิดความ ชำนาญและนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ นำความรู้เรื่องสภาพธรณีวิทยาของวัดชลธาราสิงเห เพื่อศึกษา ลักษณะของดินชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการพระราชดำริ แกล้งดิน ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 มาช่วยในการพัฒนาทักษะชีวิต พัฒนาความสามารถของการอยู่ ร่วมกัน เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมด้วยการมีความเชื่อ และตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนต้องร่วมมือกัน พึ่งพาอาศัยกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเป็นการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีชีวิตที่งอกงาม ปรับปรุง บุคลิกภาพอย่างมั่นใจ เน้นการมีเหตุผลและมีวิสัยทัศน์
3 หลักการ เพื่อจัดการหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ให้สอดคล้องกับหลักสูตร การศึกษาชั้นพื้นฐานที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียนได้มีการพัฒนา ทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม รู้จักตนเองและมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จึงกำหนดหลักการของ หลักสูตรดังนี้ 1) เป็นหลักสูตรที่เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถและมีทักษะในการพัฒนาตนเอง ไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน 2) เป็นไปตามหลักการทำงานในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ และทักษะการทำงาน การจัดการ และการทำงานเป็นกลุ่ม โดยได้นำเอาความรู้ เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุด ทะเลด้ามขวาน การจัดการโบราณสถานในท้องถิ่น เกี่ยวกับการดูแลรักษา การอนุรักษ์ และการทำนุบำรุงให้คงอยู่ อย่างยาวนาน โดยใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบนำมาผสมผสานกันได้แก่ กระบวนการกลุ่ม การฝึกคิด การ แก้ปัญหา การเน้นกระบวนการ และการเรียนแบบร่วมมือ ทั้งนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งจากความ สนใจ อยากรู้อยากเรียนของผู้เรียนเอง โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหา 3) เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมสร้างทักษะชีวิต หรือความสามารถของบุคคลที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆรอบตัว ในสภาพสังคมปัจจุบัน และเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคต ผ่านทางหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน ทำให้ผู้เรียนเกิดการตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น, การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจและ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์, การจัดการกับอารมณ์และความเครียด และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น 4) ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู้เบื้องต้น โดยผู้สอนจะสนับสนุนให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ และปรับปรุงความรู้ที่ได้ให้สมบูรณ์ 5) เป็นการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยหลักสูตรเน้นให้ผู้เรียน รู้จักความพอประมาณความ มีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผนการ ตัดสินใจและการกระทำดังนี้ (1) ความพอประมาณ : ผู้เรียนต้องรู้จักนำโบราณสถานที่มีในท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนรู้เรื่องวัดชล ธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน เพราะหากสถานที่สำคัญในท้องถิ่นไม่ถูกนำมาอนุรักษ์จะเป็นการทำลาย โบราณสถานและทำให้โบราณสถานหายไปอย่างน่าเสียดาย
4 (2) ความมีเหตุผล : ผู้เรียนจะต้องคิดคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างรอบคอบในการนำ โบราณสถานที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนรู้ (3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว: การอนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา วัดชลธาราสิงเห ให้เป็น โบราณสถานที่มีอายุยืนยาวและนำวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่มทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปเพื่อเป็นการซ่อมแซมโบราณ สถานที่มีให้คงอยู่ต่อไป จุดมุ่งหมาย หลักสูตรท้องถิ่นฉบับนี้ผู้จัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้และคุณลักษณะดังนี้ 1) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนในการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและแหล่งความรู้เบื้องตันจาก ความสนใจของนักเรียนจนสามารถนำมาสรุปความรู้ด้วยตนเองได้ 2) เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยการอนุรักษ์และพัฒนา สภาพแวดล้อมให้สวยงามและมีคุณค่า 3) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อนำไปสู่การ ปฏิบัติงานอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้และทักษะการทำงานการจัดการ การแสวงหาความรู้เลือกใช้ เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงานและทำงานเป็นกลุ่ม 4) เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตการจัดการกับปัญหาความสามารถของการอยู่ร่วมกัน เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ด้วยการมีความเชื่อและการตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนต้องร่วมมือกันพึ่งพาอาศัยกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเป็นการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพ ของตนเองให้มีชีวิตที่งอกงามปรับปรุงบุคลิกภาพอย่างมั่นใจ มีความ รับผิดชอบ ชื่อสัตย์ขยันอดทนรักการทำงานประหยัดอดออมตรงต่อเวลาเอื้อเฟื้อและมีวินัยในการทำงาน 5) เพื่อให้ผู้เรียนดำเนินรอยตามแนวคิดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ ดุลยเดชในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดิน ความมีเหตุผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรักความรู้ทันประกอบการวางแผนการตัดสินใจและการกระทำ
5 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสำคัญ ตามมาตรฐานการเรียนรู้จากหลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นฟื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้แก่ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะพึง ประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. อยู่อย่างพอเพียง 3. ซื่อสัตย์สุจริต 4. มุ่งมั่นในการทำงาน 5. มีวินัย 6. รักความเป็นไทย 7. ใฝ่เรียนรู้ 8. มีจิตสาธารณะ 9. มีความกตัญญู 10. อยู่อย่างสันติ
6 คำอธิบายรายวิชา ศึกษา วิเคราะห์ประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการของการตั้งชื่อ ที่ตั้งภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญาการสร้าง การอนุรักษ์และการดูแลสถานที่โบราณ โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคล ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย หรือวัดชลธาราสิงเหเพื่อน าไปใช้ในการเรียนรู้และปฏิบัติอย่างเหมาะสม โดยใช้กระบวนการคิด กระบวนการสังเกต กระบวนการเปรียบเทียบและแยกแยะ กระบวนการแก้ไข ปัญหา กระบวนการทางประวัติศาสตร์ กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการให้เหตุผลและการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ตระหนักถึงความส าคัญของสิ่งต่าง ๆ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์รักษามรดกไทยให้คงอยู่สืบต่อไป ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายที่ตั้ง ประวัติความเป็นมา วิวัฒนาการของการตั้งชื่อ ที่ตั้งภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญาการสร้าง การ อนุรักษ์และการดูแลสถานที่โบราณ วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ได้อย่างถูกต้อง 2. อธิบายองค์ประกอบและสภาพแวดล้อมที่อยู่โดยรอบของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห ได้ 3. อธิบายสภาพทางธรณีวิทยาและความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของธรรมชาติอย่างมีหลักการและ เหตุผล 4. อธิบายความสำคัญของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห ได้อย่างถูกต้อง 5. ปฏิบัติตามวิธีการและขั้นตอนการอนุรักษ์โบราณสถานได้อย่างถูกต้อง 6. สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห ได้อย่างถูกต้อง 7. สรุปการประเมินโดยการเผยแพร่เนื้อหา เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน อย่าง เหมาะสม
7 โครงสร้าง หลักสูตร สาระสำคัญ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห เป็นการศึกษาโบราณสถานที่สำคัญ ถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ที่ตั้ง อาณาเขต สภาพธรณีวิทยา โบราณสถาน โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคล หน่วยงานที่ดูแลรักษา ที่มี ความเกี่ยวข้องกับวัดชลธาราสิงเห โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า การสำรวจพื้นที่ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาดินแดนไทยไว้ 1. เนื้อหาของหลักสูตร เนื้อหาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรท้องถิ่นฉบับนี้ ประกอบด้วยเนื้อหาเรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเล ด้ามขวาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้ามามีส่วน ร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรู้ 2. หน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ในหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน แบ่งออกเป็น 5 หน่วย ดังนี้ หน่วยที่ 1 ที่มาและความสำคัญของวัดชลธาราสิงเห จำนวน 3 ชม. หน่วยที่ 2 วิวัฒนาการของการตั้งชื่อของวัดชลธาราสิงเห จำนวน 1 ชม. หน่วยที่ 3 ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธาราสิงเห จำนวน 12 ชม. หน่วยที่ 4 ภูมิปัญญาการสร้างวัดชลธาราสิงเห จำนวน 2 ชม. หน่วยที่ 5 การอนุรักษ์และการดูแลสถานที่โบราณวัดชลธาราสิงเห จำนวน 2 ชม.
8 แนวการดำเนินการใช้หลักสูตร การจัดทำสาระการเรียนรู้อิงมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มาตรฐานการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ดังนี้ 1. ใช้ทักษะการจัดการในการทำงานและทักษะการทำงานร่วมกัน 2. มีความสามารถในการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ 3. มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ 3. เวลาเรียน หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน จัดการเรียนการสอนใน ภาคเรียนที่ 1 โดยใช้เวลาในการจัดการเรียนการสอนเป็นเวลา 20 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวมจำนวน 20 ชั่วโมง จัดกิจกรรมการเรียนรู้ หลักสูตรระยะสั้น (รายวิชาเพิ่มเติม) ดังนั้นในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนให้ บรรลุเป้าหมาย ควรดำเนินการดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้าม ขวาน ได้จัดเวลาเรียนไว้ 20 ชั่วโมง เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ 2. ครูผู้สอนควรมีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาและการจัดการเรียนรู้ หรือเชิญวิทยากร ท้องถิ่นเข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ 3. ครูผู้สอนต้องสอดแทรกคุณธรรมอันเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์และหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ความขยัน ความอดทน ความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้าง ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวและความสามารถในการปฏิบัติงาน ได้แก่ มีทักษะ กระบวนการทำงาน มีทักษะการทำงาน ร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้
9 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งมีความสำคัญต่อการนำหลักสูตร สู่การปฏิบัติ หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนานักเรียนทุกคนให้มีความรู้และทักษะการทำงาน การจัดการและ กระบวนการกลุ่ม ดำเนินรอยตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งเจตคติที่ดีในการพัฒนา สิ่งแวดล้อม จึงดำเนินการตามหลักการ ดังนี้ 1.หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามจุดมุ่งหมายและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน โดยยึดหลักว่าผู้เรียนเป็น สำคัญและเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและตามวัย และดำเนินรอยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องความ พอประมาณ ความมีเหตุผล และการ สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว 2.การบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือกันเรียนรู้ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการ ปฏิบัติกระบวนการจัดการ ซึ่ง กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับ การฝึกฝน เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ได้ดีบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3.การออกแบบการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน จาก หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและ หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชล ธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน แล้วดำเนินการวิเคราะห์ หลักสูตร แล้วจึงพิจารณาออกแบบการเรียนโดย เลือกใช้วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญหลายรูปแบบ ที่เน้นอย่างชัดเจนคือรูปแบบกระบวนการแก้ปัญหาและการ เรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้การใช้สื่อ แหล่งเรียนรู้การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามศักยภาพและ บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร 4.บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ทั้งผู้สอนและผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้
10 4.1บทบาทของผู้สอน 1) สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในกิจกรรม การเรียนการสอนกระตุ้นให้ นักเรียนวางแผนการทำงานด้วยตนเอง ทำงานโดยใช้กระบวนการทำงาน อย่างมีขั้นตอน มีการประเมินผลการ ทำงานและปรับปรุงแก้ไขงาน 2) ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในสิ่งที่นักเรียนบกพร่อง ให้คำชมเชยเมื่อนักเรียน กระทำในสิ่งที่ถูกต้องเพราะสิ่ง เหล่านี้จะเป็นแรงเสริมให้นักเรียนมีกำลังใจและเกิดความเชื่อมั่นใน ตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนข้า และให้นักเรียนมีพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น 3) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่แผนการจัดการ เรียนรู้กำหนด โดยเน้นการ ปฏิบัติงานแบบโครงงานเป็นส่วนใหญ่ 4) หลีกเสี่ยงการตำหนิหรือใช้ถ้อยคำที่ทำให้นักเรียนเกิดความท้อถอย 5) ตรวจสอบการฝึกปฏิบัติในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแล้วแจ้งผล ให้นักเรียนทราบเป็น รายบุคคลหลังเรียนจบแต่ละแผนทุกครั้ง เพื่อเป็นการเสริมแรงให้นักเรียนเกิดกำลังใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป 6) เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสัยอย่างเป็นกันเองและสรุปเนื้อหา 7) ในกรณีที่นักเรียนมีข้อสรุปไม่ชัดเจนหรือมีข้อบกพร่องตามจุดประสงค์ให้ครู เพิ่มเติมส่วนนั้นให้กับ นักเรียน 8) ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งในและนอกเวลาเรียน 9) สังเกตพฤติกรรมความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ขยัน ชื่อสัตย์ ประหยัด อดออม มุ่งมั่น อดทนพฤติกรรม นักเรียนมีแนวโน้มที่จะพัฒนาพฤติกรรมตามที่มุ่งหวังเอาไว้ 10) ส่งเสริมและสนับสนุนผู้เรียนให้เข้าร่วมแข่งขันประวัติศาสตร์โบราณสถานในโอกาส ต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม 11) ปฏิบัติตนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ การ สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว เพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้เรียนได้ยึดถือและนำไปปฏิบัติ
11 สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 4.2 บทบาทของผู้เรียน 1) สนใจกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนทุกครั้ง ทุกขั้นตอน 2) พยายามปฏิบัติงานอนุรักษ์โบราณสถานและดูแลรักษาโบราณสถานทั้งในและนอก เวลาเรียนอย่าง สม่ำเสมอ 3) ใช้กระบวนการกลุ่มในการปฏิบัติงานทุกชั้นตอนการทำงาน โดยคำนึงถึง บทบาทหน้าที่ของสมาชิก ทำงานด้วยความสามัคคีซื่อสัตย์ขยัน อดทน 4) ศึกษาการอนุรักษ์โบราณสถานจากแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ 5) ชักถามและขอคำเสนอแนะเพิ่มเติมจากครูเกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถาน 6) ศึกษาเพิ่มเติมในเว็บไซต์ต่าง ๆ 7) เข้าร่วมการแข่งขันประวัติศาสตร์โบราณสถานในโอกาสต่าง ๆ อย่างเหมาะสม 8) ปฏิบัติตนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้าง ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้ 2) powerpoint 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ใบงานที่ 1 เรื่อง วิวัฒนาการของชื่อวัดชลธาราสิงเห ใบงานที่ 2 เรื่อง ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธาราสิงเห ใบงานที่ 3 เรื่อง ภูมิปัญญาการสร้างวัดชลธาราสิงเห 5) แบบบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่
12 การวัดและประเมินผล การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุด ทะเลด้ามขวาน เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนซึ่งอยู่ในกระบวนการจัด การเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมิน ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เช่น การซักถาม การสังเกตพฤติกรรมนักเรียน การตรวจ และประเมินผลงานนักเรียนเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม การใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เป็นต้น โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง การประเมินเป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียน การสอนของ ตนด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผล มีดังนี้ 1. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2. แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติงาน 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน 4. แบบประเมินชิ้นงาน/ผลงาน 5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. ในการประเมินการเรียนการสอน ครูผู้สอนจะประเมินระหว่างสอนและเมื่อจบแต่ละแผน การจัดการเรียนรู้ เกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน เป็นหลักสูตรที่ พัฒนาขึ้นมาใช้ใน กิจกรรม "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้" ดังนั้นในหลักสูตรจะเป็นการประเมินผลการ เรียนโดยใช้เกณฑ์ ไม่ผ่าน ผ่าน ดี และดีเยี่ยม โดยมีระดับคะแนนจากภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ดังนี้ คะแนน 80 คะแนนขึ้นไป ระดับผลการประเมินเป็น ดีเยี่ยม คะแนน 70-79 คะแนนขึ้นไป ระดับผลการประเมินเป็น ดี คะแนน 50-69 คะแนน ระดับผลการประเมินเป็น ผ่าน คะแนน 0 - 49 คะแนน ระดับผลการประเมินเป็น ไม่ผ่าน
13 โครงสร้างรายวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาเพิ่มเติม หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ชั้นประถมศึกษาปีที่4 จำนวน 20 ชั่วโมง ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ผลการ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1.ที่มาและความสำคัญ ของวัดชลธาราสิงเห 1-3 - ประวัติความเป็นมาของวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห - ความสำคัญของวัดพิทักษ์แผ่นดิน ไทยหรือวัดชลธาราสิงเห ต่อ ประวัติศาสตร์พรมแดนไทย-มาเลเซีย 3 15 2.วิวัฒนาการของการตั้ง ชื่อวัดชลธาราสิงเห 4 - วิวัฒนาการของการาตั้งชื่อวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 1 10 3.ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัด ชลธาราสิงเห 5-8 - ที่ตั้งของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัด ชลธาราสิงเห -สภาพทางธรณีวิทยาของวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห - อาณาเขตของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย หรือวัดชลธาราสิงเห - การเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึง ปัจจุบันของสภาพทางธรณีวิทยาของ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธารา สิงเห 12 50
14 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ผลการ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 4.ภูมิปัญญาการสร้าง ของวัดชลธาราสิงเห 9-10 - โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญ ภายในวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชล ธาราสิงเห - ปูชณียบุคคลที่สำคัญของวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห - สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงกับวัด พิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิง เห 2 10 5.การอนุรักษ์และการ ดูแลสถานที่โบราณของ วัดชลธาราสิงเห 11-12 - หน่วยงานที่ดูแลรักษาวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห - ลงพื้นที่เยี่ยมวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย หรือวัดชลธาราสิงเห 2 15 รวม 20 100
15 แผนการประเมินผล กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาเพิ่มเติม หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน ชั้นประถมศึกษาปีที่4 จำนวน 20 ชั่วโมง ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ทฤษฎี ปฏิบัติ 1.ที่มาและความสำคัญ ของวัดชลธาราสิงเห 1. อธิบายความเป็นมาของวัดพิทักษ์แผ่นดิน ไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 2.อธิบายความสำคัญของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย หรือวัดชลธาราสิงเห ต่อประวัติศาสตร์ พรมแดนไทย-มาเลเซีย 15 2.วิวัฒนาการของการ ตั้งชื่อวัดชลธาราสิงเห 1. อธิบายวิวัฒนาการของการาตั้งชื่อวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 5 5 3.ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัด ชลธาราสิงเห 1. อธิบายที่ตั้งของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือ วัดชลธาราสิงเห 2.สภาพทางธรณีวิทยาของวัดพิทักษ์แผ่นดิน ไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 3. อธิบายสภาพแวดล้อมของวัดพิทักษ์แผ่นดิน ไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 4. อธิบายอาณาเขตของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย หรือวัดชลธาราสิงเห 5. อธิบายการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึง ปัจจุบันของสภาพทางธรณีวิทยาของวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 20 20
16 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ทฤษฎี ปฏิบัติ 4.ภูมิปัญญาการสร้าง ของวัดชลธาราสิงเห 1. อธิบายโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญ ภายในวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิง เห 2. ปูชณียบุคคลที่สำคัญของวัดพิทักษ์แผ่นดิน ไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 3. สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงกับวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 10 5.การอนุรักษ์และการ ดูแลสถานที่โบราณของ วัดชลธาราสิงเห 1. อธิบายหน้าที่ของหน่วยงานที่ดูแลรักษาวัด พิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 2. มีส่วนน่วมในการลงพื้นที่เยี่ยมวัดพิทักษ์ แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 10 5 รวม 70 30
17 ภาคผนวก
ก คำนำ เอกสารประกอบหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง วัดชลธาราสิงเห เสน่ห์ใต้สุดทะเลด้ามขวาน เป็นเอกสาร ประกอบหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จัดทำ ขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และศึกษาเกี่ยวกับประวัติของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห เป็นการ ส่งเสริมให้นักเรียน รัก ภาคภูมิใจ และตระหนักถึงความสำคัญของท้องถิ่นตน ประกอบไปด้วยเนื้อหา จำนวน 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 1 ที่มาและความสำคัญของวัดชลธาราสิงเห หน่วยที่ 2 วิวัฒนาการของการตั้งชื่อของวัดชลธาราสิงเห หน่วยที่ 3 ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธาราสิงเห หน่วยที่ 4 ภูมิปัญญาการสร้างวัดชลธาราสิงเห หน่วยที่ 5 การอนุรักษ์และการดูแลสถานที่โบราณวัดชลธาราสิงเห เนื้อหาของเอกสารประกอบหลักสูตรท้องถิ่นชุดนี้ นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเอง เข้าใจง่าย เพื่อให้นักเรียนได้ปฏิบัติเพื่อประเมินการเรียนรู้และทบทวนความรู้ ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ผู้เชี่ยวชาญ และ อาจารย์ราศี สวอินทร์ อาจารย์ผู้สอนรายวิชาการพัฒนา หลักสูตรสังคมศึกษา ผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อให้การจัดทำเอกสารประกอบหลักสูตรท้องถิ่นฉบับนี้ สำเร็จลุล่วง ได้ดี ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อครูผู้สอน และนักเรียนในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ต่อไป นางสาวนัซริณ ยูนุ๊
ข คำแนะนำในการใช้เอกสารประกอบหลักสูตรท้องถิ่น เอกสารเล่มนี้ใช้ประกอบหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเพื่อให้ นักเรียนใช้ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง นักเรียนควรอ่านคำแนะนำและปฏิบัติกิจกรรมแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ต้อนจน จบ นักเรียนจะได้รับความรู้อย่างครบถ้วน โดยปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1.ศึกษาผลการเรียนรู้ เพื่อให้ทราบว่าเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยแล้ว นักเรียนสามารถเรียนรู้ อะไรได้บ้าง 2.ทำแบบทดสอบก่อนเรียน แล้วตรวจคำตอบที่เฉลยไว้ท้ายแบบกิจกรรมของแต่ละเรื่อง เพื่อให้รู้ว่า นักเรียนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษามากน้อยเพียงใด 3. ศึกษาหน่วยการเรียนรู้และทำแบบฝึกกิจกรรมตามที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการทบทวนให้มีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น 4.ทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง 5.นักเรียนแต่ละคนต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่เปิดดูเอกสารเฉลยก่อนเรียน หลังเรียนและแบบ เฉลยแบบฝึกกิจกรรมทุกกิจกรรม 6. ถ้านักเรียนและผู้สนใจต้องการเนื้อหาเพิ่มเติมสามารถค้นคว้าได้จากบรรณานุกรมที่อยู่ท้ายเล่ม
ค เรื่อง หน้า คำนำ ก คำแนะนำในการใช้เอกสารประกอบหลักสูตรท้องถิ่น ข สารบัญ ค สารบัญรูปภาพ ง แบบทดสอบก่อนเรียน 2 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ที่มาและความสำคัญของวัดชลธาราสิงเห 5 หน่วยการเรียนรู้ที่2 วิวัฒนาการของการตั้งชื่อของวัดชลธาราสิงเห 11 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธาราสิงเห 17 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ภูมิปัญญาการสร้างวัดชลธาราสิงเห 23 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 การอนุรักษ์และการดูแลสถานที่โบราณวัดชลธาราสิงเห 33 แบบทดสอบหลังเรียน 37 เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน 39 บรรณานุกรม 40 สารบัญ
ง สารบัญรูปภาพ ภาพ หน้า รูปภาพที่ 1 กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ 6 รูปภาพที่ 2 แผนที่แสดงอาณาเขตของอำเภอตากใบ 7 รูปภาพที่ 3 การลงนามสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ 9 รูปภาพที่ 3 การลงนามสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ 10 รูปภาพที่ 5 ชุมชนท่าพรุในอดีต 13 รูปภาพที่ 6 ป้ายวัดชลธาราสิงเห 14 รูปภาพที่ 7 ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อำเภอตากใบ 18 รูปภาพที่ 8 ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อำเภอตากใบ 19 รูปภาพที่ 9,10,11,12 ภาพการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน 20 รูปภาพที่ 13 อุโบสถ 24 รูปภาพที่ 14 พลับพลาที่ประทับในรัชกาลที่ 6 25 รูปภาพที่ 15 หอระฆังจัตุรมุข 25 รูปภาพที่ 16 หอพระนารายณ์ 26 รูปภาพที่ 17 กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ 27 รูปภาพที่ 18 กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ 27 รูปภาพที่ 19 เจดีย์ 28 รูปภาพที่ 20 เหรียญพระครูโอภาสพุทธคุณ (หลวงพ่อพูด) 29 รูปภาพที่ 21 สะพานคอยร้อยปี 30
1 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ กิจกรรม นำก่อนเรียน นักเรียนรู้จักวัดชลธาราสิงเหหรือไม่
2 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ประวัติความเป็นมาของวัดชลธาราสิงเห กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อ-สกุล …………………………………………………………………………….ชั้น……..เลขที่……… คำชี้แจง เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว แล้วทำเครื่องหมาย × ลงในกระดาษคำตอบ 1. ในอดีตอำเภอตากใบเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐใด ในประเทศมาเลเซีย ก. รัฐปาฮัง ข. รัฐกลันตัน ค. รัฐยะโฮร์ ง. รัฐเปรัค 4. วัดชลธาราสิงเหถูกสร้างขึ้นเมื่อปีใด ก. พ.ศ. 2403 ข. พ.ศ. 2405 ค. พ.ศ. 2406 ง. พ.ศ. 2408 2. วัดชลธาราสิงเหก่อสร้างโดยผู้ใด ก. พระครูโอภาสพุทธคุณ (พูด) ข. พระครูนราเขตสังฆกิจ (ศรีทอง) ค. พระครูพินิจสมณการ (เสาร์) ง. พระครูจันทร์ (จันทร์) 5. วัดชลธาราสิงเหถูกสร้างขึ้นในรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 1 ข. รัชกาลที่ 2 ค. รัชกาลที่ 3 ง. รัชกาลที่ 4 3. นายอำเภอคนแรกของตากใบมีชื่อว่าอะไร ก. เปลง กาญจนารัณย์ ข. ปลอบ กาญจนารัณย์ ค. แปล กาญจนารัณย์ ง. เปลี่ยน การญจนารัณย์ 6. วัดชลธารามีความหมายว่าอะไร ก. วัดที่อยู่ในเมืองหลวง ข. วัดที่ติดกับสายน้ำ ค. วัดที่ติดกับป่า ง. วัดที่ติดกับทะเล
3 7. พระพุทธคุณขอที่ดินเพื่อสร้างวัดชลธาราสิงเห จากใคร ก. พระยากลันตัน ตุวันสนิปากขาว ข. พระยากลันตัน ตุวันสนิปากแดง ค. พระยายะโฮร์ ตุวันสนิปากขาว ง. พระยายะโฮร์ ตุวันสนิปากแดง 9. ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ใดที่ทำให้วัด ชลธาราสิงเหได้ตกเป็นของไทย ก. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ข. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ค. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ง. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า 8. ใครเป็นคนเปลี่ยชื่อวัดชลธาราสิงเห ก. ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของตากใบ ข. นายอำเภอคนแรกของตากใบ ค. นายกคนแรกของตากใบ ง. กำนันคนแรกของตากใบ 10. สนธิสัญญาไทย-อังกฤษ ได้ลงนามสัญญา กันที่ใด ก. กรุงเทพมหานคร ข. รัฐเปรัค ค. รัฐกลันตัน ง. กรุงลอนดอน ขอให้โชคดีในการทำข้อสอบ ☺
4 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ประวัติความเป็นมาของวัดชลธาราสิงเห กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 …………………………………………………………………………………………………… ข้อ เฉลย 1 ข 2 ก 3 ง 4 ก 5 ง 6 ข 7 ข 8 ข 9 ง 10 ก
5 มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห เป็นการศึกษาโบราณสถานที่สำคัญ ถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ที่ตั้ง อาณาเขต สภาพธรณีวิทยา โบราณสถาน โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคล หน่วยงานที่ดูแลรักษา ที่มี ความเกี่ยวข้องกับวัดชลธาราสิงเห โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า การสำรวจพื้นที่ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาดินแดนไทยไว้ อธิบายประวัติความเป็นมาของวัดชลธาราสิงเห ประวัติความเป็นมา ความสำคัญของวัดชลธาราสิงเหกับชายแดนไทย-มาเลเซีย และสนธิสัญญาไทยอังกฤษ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ที่มาและความสำคัญของวัดชลธาราสิงเห สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
6 รูปภาพที่ 1 กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ 1.1 ประวัติความเป็นมา วัดชลธาราสิงเห พระอารามหลวง วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ก่อสร้างโดยพระคุณโอภาสพุทธคุณ (พุด) เมื่อปี พ.ศ. 2403 ในปลายรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนการตั้งอำเภอตากใบ 49 ปี วัดชลธาราสิงเหเดิมชื่อว่า "วัดท่าพรุ" หรือ "วัดเจ๊ะเห" ตามสถานที่ตั้งที่วัด ณ หมู่บ้านเจ๊ะเห ในอดีต เมื่ออำเภอตากใบยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐกลันตัน ในครั้งนั้นพระคุณโอภาสพุทธคุณได้เดินทางมาถึง บริเวณดังกล่าวเห็นว่า พื้นที่เป็นป่ากว้างว่างเปล่าไม่มีผู้คนอาศัย ที่ดินติดริมแม่น้ำตากใบมีทิวทัศน์ สวยงามและเหมาะสมต่อการสร้างวัด พระคุณโอภาสพุทธคุณจึงขอที่ดินเพื่อสร้างวัดชลธาราสิงเห จากพระยากลันตัน ตุวันสนิปากแดงซึ่งภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาเดซานุชิตมหิศรายานุ กูลวิบูลย์ภักดี วัดชลธาราสิงเหสร้างเมื่อไหร่น๊า
7 จนกระท่งัขนุสมานธาตวุ ฤทธิ์หรือเปลี่ยน กาญจนารณัย์นายอา เภอคนแรกของตากใบ ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดชลธาราสิงเห ซี่งหมายถึง วัดที่ติดกับสายแม่น ้าและสิงเหในที่นี้ หมายถึงชื่อท่านพระครูโอภาสพุทธคุณผู้ซึ่งบุคคลทั่วไปต่างเกรงกลัวทั่วไปดั่งราชสีห 1.2 ความสำคัญของวัดชลธาราสิงเหกับชายแดนไทย-มาเลเซีย วัดชลธาราสิงเหนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์พรมแดนไทย-มาเลเซีย เนื่องจากเป็นสถานที่ที่รัฐบาลสยามใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงในการปักปันเขตแดนใน สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2452 ในเวลานั้นเมื่อแหลมมลายูได้ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิบริ ติช จากสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 อังกฤษได้พยายามที่จะผนวกจังหวัดนราธิวาส ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพมาลายาด้วย ซึ่งอังกฤษได้อ้างการปักปันเขตแดนโดยใช้สัน เขาและแม่น้ำเป็นแนวตามหลักสากล เข้ามาถึงปลักเล็กเลยจากวัดชลธาราสิงเห 25 กิโลเมตร ซึ่งเส้นแบ่งเขตรัฐกลันตันกับประเทศไทยจะอยู่ที่ตำบลบ้านสะปอม ในเขตอำเภอเมืองและ อำเภอตากใบในปัจจุบัน ประเทศมาเลเซีย รูปภาพที่ 2 แผนที่แสดงอาณาเขตของอำเภอ ตากใบ
8 ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลสยามจึงถือยกเอา พระพุทธศาสนา วัด และศิลปะในวัดเป็นเครื่องต่อรองการแบ่งปันเขตแดน โดยให้เหตุผลว่า วัดชลธาราสิงเหเป็นวัดไทยที่มีความสำคัญ เป็นมรดกทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง ของชาวอำเภอตากใบ มีอาคารสถานที่และถาวรวัตถุเป็นแบบไทย ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ เป็นเวลาช้านาน ประกอบกับท้องที่อำเภอตากใบมีวัด ชาวพุทธอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงควรไม่รวมพื้นที่เหล่านี้ไปในเขตรัฐกลันตันที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม สุดท้ายอังกฤษยอมจำนนต่อเหตุผลและยอมรับให้เป็นจังหวัดนราธิวาสในประเทศไทยต่อไป ฝ่ายอังกฤษจึงยอมเลื่อนการปักปันเขตแดนถอยลงไปทางใต้จนถึงลำน้ำแม่น้ำโก-ลก ทำให้พื้นที่ทาง ตอนเหนือแม่น้ำตากใบของจังหวัดนราธิวาสอยู่ในการปกครองของราชอาณาจักรไทยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีผลให้ 5 อำเภอชายแดนไทย คือ อำเภอตากใบ อำเภอแว้ง สุคิริน อำเภอสุไหงปาดี และ อำเภอสุไหงโก-ลก ไม่ต้องผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย วัดชลธาราสิงเหจึงเป็นที่รู้จักในอีก นามหนึ่งว่า "วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย"นอกจากนั้น วัดชลธาราสิงเห ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดม สมบูรณ์และเป็นพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำจาก ป่าชายเลนที่ปลูกริมชายฝั่งแม่น้ำของบริเวณวัด และเนื่อง ด้วยวัดชลธาราสิงเห ติดต่อกับแม่น้ำตากใบทำให้มีสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ ของทรัพยากรชายฝั่ง และเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมของภาคใต้ตอนล่างของประเทศ ไทย วัดชลธาราสิงเหจึงถือเป็นวัดที่มีความสำคัญอันทรงคุณค่าและเป็นศูนย์กลางด้านภูมิทัศน์ วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น
9 รูปภาพที่ 3 การลงนามสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ 1.3 สนธิสัญญาไทย-อังกฤษ ไทยเสียรัฐไทรบุรี กลันตันตรังกานู และ ปะลิส ให้อังกฤษ พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ตระหนักดีว่าอังกฤษพยายามขยายอำนาจและอิทธิพลเข้ามายัง ดินแดนประเทศราชมลายูของไทยอย่างไม่หยุดยั้ง และอังกฤษคงจะพยายามยึดดินแดนบริเวณนี้ไปจนได้ในที่สุด ในที่สุด ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาไทย - อังกฤษ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดย มีนายราลฟ์แปชยิต เป็นผู้แทนฝ่ายอังกฤษ และสมเด็จพระเจ้าบรม วงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เป็นผู้แทนฝ่ายไทย และได้ แลกเปลี่ยนสัตยาบันต่อกัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2453 ณ กรุง ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
10 รูปภาพที่ 4 การลงนามสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ สนธิสัญญาไทย - อังกฤษ ฉบับวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 โห บรรพบุรุษของเราเก่งจริงๆ
11 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 วิวัฒนาการของการตั้งชื่อวัดชลธาราสิงเห นำก่อนเรียน เพราะเหตุใดจึงมีการเปลี่ยนชื่อ
12 มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห เป็นการศึกษาโบราณสถานที่สำคัญ ถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ที่ตั้ง อาณาเขต สภาพธรณีวิทยา โบราณสถาน โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคล หน่วยงานที่ดูแลรักษา ที่มี ความเกี่ยวข้องกับวัดชลธาราสิงเห โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า การสำรวจพื้นที่ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาดินแดนไทยไว้ อธิบายวิวัฒนาการของการตั้งชื่อวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเหได้ วิวัฒนาการของการตั้งชื่อวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 วิวัฒนาการของการตั้งชื่อวัดชลธาราสิงเห สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
13 รูปภาพที่ 5 ชุมชนท่าพรุในอดีต ที่มา : http://spmcnews.com/?p=38830 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อสยามมีกรณีพิพาทกับอังกฤษ เรื่องการปักปันเขตแดน เพราะสหราชอาณาจักรได้ปักปันเขตแดนเข้ามาถึงบ้านปลักเล็ก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากวัดชล ธาราสิงเหราว 25 กิโลเมตร ล้ำเข้ามาจากเขตแดนปัจจุบันถึง 30 กิโลเมตร แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงแย้งโดยให้เหตุผลว่า วัดชลธาราสิงเหและวัดอื่นในละแวกนี้เป็นศิลปกรรมไทยอย่างแท้จริง วิวัฒนาการของชื่อ ในตอนแรกวัดแห่งนี้ถูกเรียกว่า วัดท่าพรุ หรือวัดเจ๊ะเห ตาม ชื่อหมู่บ้านที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ วัดแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดชลธาราสิงเหอย่างที่เราเรียกกันในปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2452 โดย ขุนสมานธาตุวฤทธิ์ (เปลี่ยน กาญจนรัตน์) นายอำเภอตากใบ ซึ่งชื่อใหม่ ของวัดมีความหมายว่า วัดริมน้ำที่สร้างด้วยภิกษุที่มีบุญฤทธิ์ประดุจราชสีห์ เนื่องจาก วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ อีกทั้งพระภิกษุผู้สร้างวัดคือพระครูโอภาสพุทธคุณ พระที่ชาวบ้านนับถือศรัทธา และเป็นที่เกรงขามประดุจราชสีห์ 1 2
14 รูปภาพที่ 6 ป้ายวัดชลธาราสิงเห ที่มา : https://readthecloud.co/chon-thara-singhe-temple-phitak-pan-din-thai-templeต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยเพื่อเป็นเกียรติ ที่สามารถปกปักรักษาอีก 5 อำเภอได้ นั่นก็คือ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก อำเภอสุไหงปาดี อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน 3
15 ชื่อ-สกุล ……………………………………………………………. ชั้น………เลขที่……. คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง ใบงานที่ 1 เรื่อง วิวัฒนาการของชื่อวัดชลธาราสิงเห 2.ชื่อวัดชลธาราสิงเหมีความหมายว่าอย่างไร ? ตอบ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… 1.ชื่อวัดชลธาราสิงเหเดิมทีมีชื่อว่าอะไร เพราะเหตุใด ? ตอบ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… 3.เพราะเหตใดจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยในเวลาต่อมา ? ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………
16 ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธารา สิงเห 3
17 มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห เป็นการศึกษาโบราณสถานที่สำคัญ ถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ที่ตั้ง อาณาเขต สภาพธรณีวิทยา โบราณสถาน โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคล หน่วยงานที่ดูแลรักษา ที่มี ความเกี่ยวข้องกับวัดชลธาราสิงเห โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า การสำรวจพื้นที่ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาดินแดนไทยไว้ อธิบายที่ตั้ง อาณาเขต และการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบันของวัดชลธาราสิงเหได้ ที่ตั้ง อาณาเขต และการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบันของวัดชลธาราสิงเห สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธาราสิงเห
18 รูปภาพที่ 7 ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อำเภอตากใบ ที่มา : www.googlemap.com 3.1 ที่ตั้งของวัด วัดชลธาราสิงเห ตั้งอยู่ที่บ้านท่าพรุ หมู่ที่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดตั้งอยู่บนเนินทรายระหว่างแม่น้ำตากใบและ พรุบางน้อย ซึ่งแต่เดิมบริเวณที่ตั้งวัดเป็นป่าซ้องแมวและป่าจาก มีถนนสาธารณะตัดผ่านหน้าวัด 3.2 สภาพธรณีวิทยา พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอตากใบเป็นพื้นที่ราบ บางแห่งมีลักษณะเป็นพรุที่มีน้ำท่วมขัง ตลอดปี วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่บนเนินทรายระหว่างแม่น้ำตากใบและพรุบางน้อย โดยแต่เดิม เป็นป่าช้องแมวและป่าจาก มีแม่น้ำตากใบไหลผ่านทางทิศเหนือ โดยแม่น้ำตากใบไหลขนานไป กับแนวชายฝั่งทะเล มีสันทรายกว้างประมาณ 100–200 เมตรกั้นระหว่างแม่น้ำกับทะเล ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล การพัดพาของกระแสน้ำ การกระทำของลม ทำ ให้เกิดสันทรายปิดกั้นทางออกแม่น้ำเดิม เกิดเป็นลากูนแม่น้ำตากใบ แม่น้ำตากใบจึงต้องไหลไป ออกที่บริเวณบ้านตาบา แห่งเดียวกับแม่น้ำบางนราและแม่น้ำโกลก บริเวณตำบลศาลาใหม่ และเจ๊ะเห
19 รูปภาพที่ 8 ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อำเภอตากใบ ที่มา : https://thai.tourismthailand.org/Attraction 3.3 อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับแม่น้ำตากใบ ทิศตะวันออก ติดกับโรงเรียนวัดชลธาราสิงเห ทิศใต้ ติดกับทุ่งนาของราษฎร ทิศตะวันตก ติดกับที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเจ๊เห รูปภาพที่ 8 ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่อำเภอตากใบ
20 อดีต ปัจจุบัน รูปศาลาท่าน้ำสมัยอดีตกับสมัยปัจจุบันของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห รูปพระอุโบสถสมัยอดีตกับสมัยปัจจุบันของวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห 3.4 การเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอตากใบเป็นพื้นที่ราบ บางแห่งมีลักษณะเป็นพรุที่มีน้ำท่วมขัง ตลอดปี วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่บนเนินทรายระหว่างแม่น้ำตากใบและพรุบางน้อย โดยแต่เดิมเป็นป่าช้องแมวและป่าจาก มีแม่น้ำตากใบไหลผ่านทางทิศเหนือ โดยแม่น้ำตากใบ ไหลขนานไปกับแนวชายฝั่งทะเล มีสันทรายกว้างประมาณ100 -200 เมตรกั้นระหว่างแม่น้ำกับ ทะเล ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล การพัดพาของกระแสน้ำ การกระทำของ ลม ทำให้เกิดสันทรายปิดกั้นทางออกแม่น้ำเดิม เกิดเป็นลากูนแม่น้ำตากใบ แม่น้ำตากใบจึงต้อง ไหลไปออกที่บริเวณบ้านตาบา แห่งเดียวกับแม่น้ำบางนราและแม่น้ำโกลก บริเวณตำบลศาลา ใหม่และเจ๊ะเห รูปภาพที่ 9,10,11,12 ภาพการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
21 คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1.วัดชลธาราสิงเหตั้งอยู่ที่ใด ? ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2.สภาพธรณีวิทยาของวัดชลธาราสิงเหเป็นแบบใด ? ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ใบงานที่ 2 เรื่อง ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของวัดชลธาราสิงเห สมาชิกในกลุ่มที่…… ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/…… 1………………………………………………………………… เลขที่………. 2………………………………………………………………… เลขที่………. 3………………………………………………………………… เลขที่………. 4………………………………………………………………… เลขที่………. 5………………………………………………………………… เลขที่……….
22 ภูมิปัญญาการสร้างวัดชลธาราสิงเห 4
23 มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห เป็นการศึกษาโบราณสถานที่สำคัญ ถึงประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ที่ตั้ง อาณาเขต สภาพธรณีวิทยา โบราณสถาน โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคล หน่วยงานที่ดูแลรักษา ที่มี ความเกี่ยวข้องกับวัดชลธาราสิงเห โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า การสำรวจพื้นที่ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาดินแดนไทยไว้ บอกโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญภายในวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห ปู ชณียบุคคลที่สำคัญ และสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห โบราณสถาน โบราณวัตถุ ปูชณียบุคคลที่สำคัญในวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห และสถานที่ ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงวัดพิทักษ์แผ่นดินไทยหรือวัดชลธาราสิงเห หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ภูมิปัญญาการสร้างวัดชลธาราสิงเห สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
24 4.1 โบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญ พระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว หลังคาซ้อน 3 ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน ประดับลวดลายปูนปั้น เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานเป็นรูปปาง มารวิชัยภายในซุ้มเรือนแก้ว นอกจากนี้ยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยลักษณะ จิตรกรรมเป็นสีฝุ่น เขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา ลายเทพชุมนุม ภาพชีวิตความเป็นอยู่ใน อดีต ไตรภูมิ และลำดับภาพพุทธประวัติ เริ่มจากมุมด้านทิศใต้มาทางทิศตะวันออก โดย แบ่งฝาผนังในแนวตั้งเป็น 4 ช่องเสา ในแต่ละช่องเสายังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ บน,กลาง และล่าง ตอนบนสุดเป็นวิทยาธร ต่อมาเป็นเทพชุมนุม 1 ชั้น นั่งประณมหัตถ์ถือดอกไม้ ถัด ลงมาเป็นช่องสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ชั้น เขียนภาพพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ตอนลาพระนางยโส ธราและราหุล แล้วเรียงลำดับเรื่องจนถึงตอนประทับรอยพระพุทธบาท ด้านหน้าพระ ประธานมีภาพตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ เป็นภาพขนาดใหญ่ ผนังด้านล่างเป็น พื้นที่ว่างมีแต่ภาพมณฑปเหนือเศียรพระ เพดานเขียนลายบนพื้นแดง รูปภาพที่ 13 อุโบสถ
25 ที่มา : https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/c5c4fc47 พลับพลาที่ประทับในรัชกาลที่ 6 สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จประพาส วัดชลธาราสิงเห และทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพลับพลาริมแม่น้ำตากใบเป็นที่ประทับ เพื่อสำหรับ ทอดพระเนตรการแข่งเรือยาวในอดีต ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เป็นพื้นที่ริมแม่น้ำ สำหรับนักท่องเที่ยว โดยสามารถชมทัศนียภาพรอบของแม่น้ำตากใบ และยังสามารถมองเห็น เกาะยาวของจังหวัดนราธิวาสได้ หอระฆังจัตุรมุข หอระฆังจัตุรมุข ตั้งอยู่บริเวณหมู่กฏิสิทธิสารประดิษฐ์ เดิมเป็นหอไตรกลางน้ำ เมื่อชำรุดจึงได้ย้ายมาสร้างบน บกและดัดแปลงกลายเป็นหอระฆัง โดยมีลักษณะเป็น อาคารไม้ สูง 2 ชั้น ยอดมณฑปมุงกระเบื้องดินเผา ประดับช่อฟ้าและหางหงส์ รูปภาพที่ 14 พลับพลาที่ประทับในรัชกาลที่ 6 รูปภาพที่ 15 หอระฆังจัตุรมุข
26 หอพระนารายณ์ เป็นอาคารมีทางด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีประตู 3 บาน หลังคาทรงมณฑป 4 ชั้นยอดแหลม มุงกระเบื้องดินเผาเกาะยอ ฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐ มุมหลังคาแต่ละชั้นประดับด้วยหัวนาค ส่วนยอด ของหลังคาหล่อด้วยปูนซีเมนต์ ตรงหน้าบันมีจารึก “ปฏิสังขรณ์ พ.ศ. 2499” เพดานมุขมี 2 ห้อง ตกแต่งลวดลายเป็นภาพดวงดารา ภายในมณฑปมีรูปพระนารายณ์ 4 กร บนฐานชุกชีมี พระพุทธรูปปางมารวิชัย 3 องค์ เพดานด้านในประธานตกแต่งลายดวงดารา พื้นหลังประดับด้วยภาพผีเสื้อ หงส์ ช่อดอกไม้และ ดาวดวงเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป พื้นหลังมีสีขาว ตกแต่งลวดลายดอกไม้ร่วง คอสองเป็นลายพุ่ม ข้าวบิณฑ์ คานตกแต่งลายก้านปู ด้านนอกมีการตกแต่งลายเขียนสีและประดับกระจก กรม ศิลปากรได้เข้ามาบูรณะตัวหลังคาและโครงสร้างหอพระนารายณ์ในปี พ.ศ. 2541 รูปภาพที่ 16 หอพระนารายณ์
27 กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ หรือ กุฏิพระครสิทธิสารวิหารวัตร (อาคารพิพิธภัณฑ์วัดชลธาราสิงเห) กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ (อาคารพิพิธภัณฑ์วัดชลธาราสิงเห) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2498 โดยพระ ครูสิทธิสารวิหารวัตร เป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องดินเผา มีหลังคาซ้อน กันหลายชั้น ตรงยอดหลังคาและปลายมุมหลังคาทำเป็นรูปตัวนาคและหางหงส์ ภายในกุฏิตกแต่ง ด้วยภาพจิตรกรรม เช่น บริเวณหน้าบันเป็นภาพพระพุทธประวัติตอนปรินิพพาน บานประตูเป็น ภาพทวารบาล ฝ้าเพดานตกแต่งด้วยรูปพระอาทิตย์ พระจันทร์และเหล่าเทวดา ปัจจุบันได้รับการ ขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นพิพิธภัณฑสถานวัดชลธาราสิงเหเพื่อเก็บโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ของวัด โดยกุฏิหลังนี้ใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์วัดชลธาราสิงเหตั้งแต่ พ.ศ. 2553 กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2482 เป็นกุฏิไม้ยกพื้น สูง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ หลังคาทรง ปั้นหยามุงกระเบื้องดินเผา มีไม้ฉลุประดับหลังคา ตอนหน้าเป็นมุข หลังคามุขประดับช่อฟ้าและหางหงส์ ภายในกุฏิตกแต่งด้วย จิตรกรรมแสดงฝีมือช่างพื้นถิ่นภาคใต้ เช่น รูปพระจันทร์ทรงราช รถเทียมม้า และพระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมราชสีห์ เป็นต้น รูปภาพที่ 17 กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ รูปภาพที่ 18 กุฏิพระครูวิมลถาปนกิจ