The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krittinzen, 2023-08-18 10:57:45

พระพุทธ

พระพุทธ

คำนำ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพระพุทธศาสนาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จัดทำขึ้นในรูปแบบ หนังสือ E-BOOK โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา หลักธรรมคำสอนที่สำคัญและ พิธีกรรมของศาสนาต่าง ๆ โดยหนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างศาสนาหลักที่มีผู้คนส่วนใหญ่นับถือ เช่น ศาสนา คริสต์ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น ทางผู้จัดทำได้รวบรวมเนื้อเกี่ยวกับประวัติความเป็นและหลักธรรมสำคัญของแต่ละศาสนามาสรุปให้มี ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น หากมีข้อผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทำขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยและทางผู้จัดทำยินดีที่จะ รับข้อคิดเห็นของผู้อ่านเพื่อนำมาพัฒนาฉบับต่อไปให้ดียิ่งขึ้น


สารบัญ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ พระพุทธศาสนา พุทธประวัติ หน้าที่ ๔ พุทธคุณและข้อธรรมสำคัญในกรอบอริยสัจ ๔ หน้าที่ ๙ วันสำคัญของพุทธศาสนา หน้าที่ ๑๓ พุทธศาสนิกชนตัวอย่าง หน้าที่ ๑๖ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ หน้าที่ ๑๙


พุทธประวัติ พุทธประวัติคือ ประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้า หากเรานำสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงทำในแต่ละ ช่วงของพระชนม์ชีพมาวิเคราะห์ ก็จะได้แง่คิดและหลักการดำเนินชีวิตที่ดี ช่วยให้เราสามารถพัฒนาตนเองได้ ๑. ประสูติ พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็น พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระ นางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์แคว้น สักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์สกุล โคตมะ พระองค์ประสูติในวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปีณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุง กบิลพัสดุ์แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้น โกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเนปาล ) การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์ พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิม พานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์มีลักษณะมหา บุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่” หลังจากประสูติได้๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุม พระประยูรญาติและเชิญพราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระ ราชกุมาร พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำเร็จสม ประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณ ประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ์๗ คนแรก ต่างก็ทำนายไว้๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออก ผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ผู้มีอายุ น้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้๗ วัน พระราช มารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็น


ผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดูเมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์ วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชาย สิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์ ๒. อภิเษกสมรส ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจัก พรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราช โอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมี พระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้ง ชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโส ธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษก ด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติจนพระชนมายุมายุได้๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติ พระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของ พระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว ” ๓. เทวทูต ๔ เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถือกันว่าเป็น การมาแสดงความจริงให้ปรากฏแก่พระพุทธเจ้า ของเทวทูตทั้ง ๔ มีประเด็นที่ควรนำมาวิเคราะห์ ดังนี้ การที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงสร้างปราสาท ๓ หลังขึ้นให้พระราชโอรสทรงพระเกษมสำราญ นั้นก็เพื่อให้พระองค์ทรงติดอยู่ในความสุข และ ไม่ คิดที่จะเสด็จออกผนวช แต่ในปีที่เจ้าชายสิทธัตถะ มีพระชนมายุได้ ๒๙พรรษานี้ พระองค์ได้มีโอกาส ทอดพระเนตรเห็นความจริงของชีวิตถึง ๔ ครั้งในระหว่างที่พระองค์เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ซึ่ง เหตุการณ์ทั้ง ๔ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการมาแสดงความจริง ของเทวทูตให้ปรากฏแก่พระองค์ (เทวทูต ๔ หมายถึง ผู้มาเตือนเพื่อให้ระลึกถึงความไม่ประมาท) โดยครั้งที่ ๑ พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บและครั้งที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บ และครั้งที่ ๓ ทอดพระเนตรเป็นคนตาย จนถึงครั้งที่ ๔ พระองค์ได้ทอดพระเนตร


เห็นสมณะ และใน ครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายนี้เอง พระองค์ก็ได้ทรงทราบว่า พระนางพิมพาพระวรชายาของ พระองค์ได้ประสูติพระโอรส เจ้าชายสิทธัตถะทรงสลดพระทัยในความแปรไม่เที่ยงแท้ของชีวิต และดำริว่า ความแก่ ความเจ็บ และความตายนี้เป็นความทุกข์ เป็นสภาพที่ไม่มีใครปรารถนา พระองค์จึงตั้งพระทัยว่า จะ แสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์เพื่อช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้ได้ และดำริว่า หากพระองค์ยังคงดำรงชีวิตแบบผู้ ครองเรือนเช่นที่เป็นอยู่คงไม่อาจแสวงหาหนทางดับทุกข์ได้ จึงตัดสินพระทัยสละความสุขทั้งปวงเสด็จออก ผนวชโดยไม่อาลัยในความสุขที่พระองค์เคยได้รับมาแล้วแม้แต่น้อย ๔. การแสวงหาความรู้ การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนัก ของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณจาย ตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้ สมาบัติ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลัง ประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อ ครั้งทรงพระเยาว์เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ๕. การบำเพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร “ หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญ เพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วย พระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการ บำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การ ทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลม หายใจ ) การกดพระทนต์การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปีก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมา เสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุ


กรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และ เมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน นครพาราณสีเป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้ง ปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง ๖. ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือน วิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปีนางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาส เพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาล นิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าว มธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวาง ถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้ว ทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก พระองค์หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวน กระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “ แล้วทรงปล่อยถาด ทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญ้า ชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และ ทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุ ธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรง สำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไป เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้)ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิม ยามแห่งราตรีต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสว กิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้จิตของพระองค์ก็ทรงหลุด พ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติ


สิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือ พระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระ สัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึง วันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค ) ๗. ประกาศพระศาสนาครั้งแรก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ทรง รำพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรด ปัญจวัคคีย์ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุคือบรรลุพระ โสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ๘. ทรงปรินิพาน พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้ายณ เมืองเวสาลีในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรง พระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำเนิน จากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระ พุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมือ


พุทธคุณและข้อธรรมสำคัญในกรอบอริยสัจ ๔ ๑. พระรัตนตรัย ศาสนาทุกศาสนาล้วนมีองค์ประกอบสำคัญ พระพุทธศาสนาที่ซึ่งกำเนิดในอินเดีย และเป็นศาสนาที่ คนไทยส่วนใหญ่นับถือมาตั้งแต่สมัยสุขโขทัยนั้นมีองค์ประกอบสำคัญ คือ พระรัตนตรัย ซึ่งหมายถึง แก้วหรือ สิ่งมีค่ายิ่ง ๓ ประการในพระพุทธศาสนาได้แก่ ๑. พระพุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้พระธรรมด้วยพระองค์เอง ๒. พระธรรม หมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ๓. พระสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์สาวกผู้สืบทอดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธถือว่าพระรัตนตรัยเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดในชีวิต การถึงพระรัตนตรัย คือการน้อมนำเอาคุณของ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์มาระลึกไว้ในใจตลอดเวลา พุทธคุณ ๙ พุทธคุณ หมายถึง คุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ ได้แก่ ๑. อรหํ เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายกำแผงสังสารวัฏได้แล้ว สามารถ แนะนำสั่งสอนผู้อื่น คสรได้รับการเคารพบูชา ๒. สมฺมาสมฺพฺทโธ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง เรียกว่า อริยสัจ ๔ ๓. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ที่พร้อมด้วย วิชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ ๔. สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยผลสำเร็จ พระองค์สามารถ ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญพุทธกิจสำเร็จ และแม้ปรินิพพานแล้ว ก็ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้เป็น ประโยชน์ให้มหาชนสืบมา ๕. โลกวิทุ เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลก คือ สังขารทั้งหลาย ทรง หยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตว์โลกทั้งปวง เป็นเหตุให้พระองค์เป็นอิสระ พ้นจากการครอบงำแห่งคติ ธรรมดานั้น และทรงยังเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย


๖. อนตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งไปกว่า คือ ทรงเป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยม ไม่มีใครเทียบเท่า ๗. สตฺถา เทวมนุสฺสานํเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๘. พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือทรงตื่นจากความเชื่อและข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ถือกันมาผิด ๆ ๙. ภควา ทรงเป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ ๒. อริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ เป็นหลักธรรมที่ใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต ๒.๑ ทุกข์หมายถึง ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก โดยทั่วไปหมายถึง สังขารทั้งปวง อันได้แก่ ขันธ์5 ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของกองทุกข์ ๑) ขันธ์ ๕ หมายถึงการรวมส่วนประกอบของกระบวนการชีวิต ๑. เวทนาขันธ์หมายถึง กองเวทนา ส่วนที่เป็นความรู้สึกกระทบกับ ทุกข์สุข ดีใจ พอใจ ๒. สัญญาขันธ์ หมายถึง กองสัญญา ส่วนที่เป็นการจำสิ่งที่ได้รับรู้ผ่านระบบสมอง ส่งต่อ ข้อมูลเป็นความได้หมายรู้ ๓. สังขารขันธ์ หมายถึง กองสังขาร ส่วนที่เป็นการคิดปรุงแต่ง โดยสามารถแยกแยะสิ่งที่ รู้สึกหรือจดจำได้ เป็นสุข เป็นทุกข์ ๔. วิญญาณขันธ์วิญญาณขันธ์หมายถึง กองวิญญาณ หรือ ความรู้สึกกระทบกับสิ่งต่างๆ ผ่าน ทางตา หูจมูก ลิ้น กาย และ ใจ (วิญญาณธาตุธาตุรู้) ๒) ธาตุ ๔ หมายถึง การกำหนดหรือการ พิจารณาธาตุ 4 ฐาน เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ๑. ปฐวีมหาภูตรูป 20 ธาตุดิน (สิ่งที่มีสถานะเป็นของแข็งในร่างกาย เช่น ผิวหนัง ตา จมูก ปาก ลำไส้ ตับ ฯลฯ) ๒. อาโปมหาภูตรูป 12 ธาตุน้ำ (สิ่งที่มีสถานะเป็นของเหลวในร่างกาย เช่น โลหิต น้ำปัสสาวะ เหงื่อ ฯลฯ) ๓. เตโชมหาภูตรูป 4 ธาตุไฟ (อุณหภูมิของร่างกาย พลังงานในการเผาผลาญอาหาร ให้เรา ร้อนในกายและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย)


๔. วาโยมหาภูตรูป 6 ธาตุลม (สิ่งที่มีสถานะเป็นแก๊สหรือก๊าซในร่างกาย เช่น ลมหายใจ แก๊ส ในกระเพาะอาหาร ฯลฯ ๒.๒ สมุทัย หมายถึง สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความ อยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ และวิภวตัณหา-ความ อยากไม่มี ไม่เป็น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ซึ่งควรละเสีย เรียกว่า ธรรมที่ควรละ ๑) หลักธรรม กรรม แปลว่า การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ๑. กายกรรม คือ การกระทำที่แสดงออกทางกาย ๒. วจีกรรม คือ การกระทำที่แสดงออกทางวาจา ๓. มโนกรรม คือ การกระทำที่แสดงออกทางใจ ๒) อบายมุข ๖ หมายถึง ช่องทางแห่งความเสื่อม หรือ หนทางแห่งความพินาศ ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ ๑. ติดสุราและของมึนเมา ๒. ชอบเที่ยวกลางคืน ๓. ชอบเที่ยวดูการละเล่น ๔.ติดพนัน ๕. คบคนชั่ว ๖. เกียจคร้านการงาน ๒.๓ นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไปแล้ว หรือการปราศจากทุกข์ เป็นภาวะที่ เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชาสิ้นแล้ว อันเกิดจากการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ เรียกว่า ธรรมที่ควรบรรลุ ๑) สุข ๒ ความสุข คือ ความสบายกาย สบายใจ ความสุขมี ๒ ลักษณะ คือ ๑. กายิกสุข หมายถึง สุขทางกาย, สุขที่เป็นไปในกาย หมายถึงความสบายกาย ความอิ่มเอิบ ซาบซ่านแห่งกาย กายิกสุขเกิดจากการที่กายสัมผัสกับอารมณ์ภายนอกที่ดี แล้วเกิดความรู้สึกทางกายว่าสบาย อิ่มเอิบ เป็นต้น เช่น ตาได้เห็นคนหรือสิ่งที่ตนชอบ ทำให้เกิดความรู้สึกซาบซ่าน ลิ้นได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อย


๒. เจตสิกสุข หมายถึง ธรรมชาติชนิดหนึ่งชึ่งประกอบกับ จิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่างๆ อากรที่ ประกอบกับจิตนั้น มีลักษณะ 4 ประการ คือ ๑. เกิดพร้อมกับจิต ๒. ดับพร้อมกับจิต ๓. มีอารมณ์ เดียวกับจิต ๔. อาศัยวัตถุเดียวกับจิต ๒.๔ มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ หรือหมดปัญหาต่างๆ โดยสิ้นเชิง ๑) ไตรสิขา หรือ สิขา หมายถึง ข้อสำหรับศึกษา, การศึกษาข้อปฏิบัติที่พึงศึกษา, การฝึกฝนอบรมตนในเรื่อง ที่พึงศึกษา 3 อย่างคือ ๑. อธิสีลสิกขา คือ ศึกษาเรื่องศีล อบรมปฏิบัติให้ถูกต้องดีงาม ให้ถูกต้องตามหลักจุลศีล มัชฌิม ศีล และมหาศีล ตลอดถึงปฏิบัติอยู่ในหลัก มัชฌิมศีล และมหาศีล ตลอดถึงปฏิบัติอยู่ในหลักอินทรีย สังวร สติสัมปชัญญะ และสันโดษ ๒. อธิจิตตสิกขา คือ ศึกษาเรื่องจิต อบรมจิตให้สงบมั่นคงเป็นสมาธิได้แก่การบำเพ็ญสมถกรรมฐาน ของผู้สมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์จนได้บรรลุฌาน 4 ๓. อธิปัญญาสิกขา คือ ศึกษาเรื่องปัญญาอบรมตนให้เกิดปัญญาแจ่มแจ้ง ได้แก่การบำเพ็ญวิปัสสนา กรรมฐานได้ฌานแล้วจนได้บรรลุวิชชา 8 คือเป็นพระอรหันต์หรืออืกชื่อ คือ อรหันต์พุทธ ๓. พุทธศาสนสุภาษิต พุทธสุภาษิต หมายถึง ถ้อยคำดีๆ ในพระพุทธศาสนา แต่มิได้หมายความเฉพาะคำที่พระพุทธองค์ตรัส ไว้เท่านั้น แม้สุภาษิตแทบทั้งหมดจะเป็นพระพุทธพจน์ก็ตาม เช่น ถ้าเป็นภาษิตพระสัมมาสัมพุทธตรัสเอง เรียกว่า พุทธภาษิต / พุทธสุภาษิต (หรือ พระพุทธพจน์) ถ้าพระโพธิสัตว์ กล่าวเรียกว่า โพธิสัตว์ภาษิต ฯลฯ ๓.๑ อตฺตนา โจทยตฺตานํแปล จงเตือนตนด้วยตนเอง โดยปกติมนุษย์เรานั้น ต้องได้รับการเรียนรู้จากครูบา อาจารย์แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้เชื่อฟัง หรือน้อมรับมาปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ตน ดังนั้น จึงควรมีการเตือน ตนเองเพื่อพานพบความสงบด้วยตนเอง ๓.๒ ยํ เว เสวติ ตาทิโส แปล คบคนเช่นไรมักจะเป็นคนเช่นนั้น การคบเพื่อนนี่สำคัญมาก พระพุทธเจ้าท่านตรัส ไว้เป็นมงคลประการแรกทีเดียว จะคบหาใคร พึงสังวรณ์ระวังให้ดีเถิด พึงศึกษาอุปนิสัยใจคอของเขาให้ดี ๓.๓ นิสมฺม กรณํ เสยฺโย แปล ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า การกระทำใด ๆ ที่ขาดการใคร่ครวญด้วยดีก่อน ย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย เมื่อผิดพลาด อาจเสียชื่อเสียง เสียการงาน เสียชีวิต เสียเวลา เสียงบประมาณ หรือเสียศีลธรรม เป็นต้น ๓.๔ ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา แปล เรือนที่ครองไม่ดีนำทุกข์มาให้ เช่นครอบครัวที่ไม่ซื่อสัตว์ก็ไม่มีทางมีความสุข


วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๑. วันมาฆบูชา วันมาฆบูชา เป็นวันที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ และเกิดเหตุการณ์ จาตุรงคสันิบาตร คือ ๑. มีพระสงค์ ๑๒๕๐ องค์มาประชุมพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย ๒. พระสงค์ทุกองค์ล้วนได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า ๓. เป็นพระอรหันต์ทุกองค์ ๔. เป็นวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ข้อควรปฏิบัติ ๑. ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งเข้าวัดฟังธรรม ๒. พระเทศนาการเวียนเทียน ในบริเวณอุโบสถ ๓. การรักษาศีล ถือศีล และทำทาน ๔. นั่งสมาธิ ๒. วันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ ประสูติ ที่ สวนลุมพินีวัน ระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวหะ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ตรัสรู้ อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ณ ตำบลพุทธคยา ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้น มคธ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และปรินิพพาน ณ ป่าไม้สาละ ทางเข้ากรุงกุสินารา แคว้น มัลละ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ข้อควรปฏิบัติ ๑. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร ๒. จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ๓. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล ๔. ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๕. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา


๓. วันอัฐมีบูชา วันอัฐมีบูชา เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ที่เมืองกุสินารา ซึ่งตรงกับ วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ นับถัดไปจากวันวิสาขบูชา ๓ วัน ข้อควรปฏิบัติ ๑. พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญตักบาตร ๒. สวดมนต์ไหว้พระ ๓. นั่งสมาธิ ๔. รักษาศีล ๕. ฟังพระธรรมเทศนา ๖. ทำจิตใจให้ผ่องใส ๔. วันอาสาฬหบูชา วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ก่อนเข้าพรรษา ๑ วัน มีเห็นการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๓ ประการ ๑. พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ การ แสดงธรรมครั้งแรก คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่ป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ๒. หัวหน้าปัญจวัคคีย์ ได้ดวงตาเห็นธรรม ทำกลายเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ๓. เป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้อควรปฏิบัติ ๑. การทำาบุญ ตักบาตร ๒. รักษาศีล ๓. เข้าวัดฟังธรรม สวดมนต์ ๔. ในช่วงเวลาหัวค่ำาจะมีพิธีเวียนเทียน เพื่อน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ


๕. วันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษา หมายถึง วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำที่ ไม่จาริกไปค้างแรมตามสถานที่ ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็น เป็นระยะเวลา ๓ เดือนในฤดูฝน คือตั้งแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ประวัติวันเข้าพรรษา เริ่มขึ้นในสมัยพุทธกาล เข้าถึงฤดูฝน มีพระสงฆ์บางองค์ได้เดินไปเหยียบย่ำข้าวกล้าของ ชาวนาเสียหาย เมื่อความทราบถึงพระพุทธองค์ จึงได้ทรงมีบัญญัติพระวินัยให้ภิกษุทุกรูปอยู่จำพรรษาที่วัด ใน ฤดูฝน เป็นเวลา ๓ เดือน ระเบียบการปฏิบัติ ๑. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่พระภิกษุสามเณร ๒. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล ๓. อธิษฐานงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ ๖. วันออกพรรษา วันออกพรรษา หมายถึง วันออกพรรษา หมายถึงวันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัยที่ต้องอยู่ประจำที่หรือใน วัดแห่งเดียวตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน กล่าวคือ เมื่อพระภิกษุได้อธิษฐานอยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 แล้วอยู่ประจำที่หรือวัดนั้นเรื่อยไป จนสิ้นสุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากวันออกพรรษาแล้วก็สามารถ จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ ระเบียบการปฏิบัติ ๑. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ครอบครัว ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ ๒. ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจัดดอกไม้ธูปเทียน ไปบูชาที่วัด ๓. ร่วมกุศลธรรม “ตักบาตรเทโว” ในวันพระใหญ่ ๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด และสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ๗. วันเทโวโรหณะ วันเทโวโรหณะ หมายถึง นเทโวโรหณะ หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ในเวลาเช้า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังจากที่พระองค์ทรงจำพรรษาที่นั้นเป็นเวลา 3 เดือน ความสำคัญ วันเทโวโรหณะ เป็นวันที่มีการทำบุญตักบาตรที่พิเศษวันหนึ่ง กล่าวคือ ในพรรษาหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์แสดงพระอภิธรรมโปรดพระมารดา


ศาสนิกชนตัวอย่าง ๑) พระเจ้าอโศกมหาราช ๑. ประวัติ พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร และพระนางสุภัทรา ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 184 เมื่อ พระชนมายุได้ 18 พรรษา ได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช เมืองอุชเชนี แคว้นอวันตีต่อมาได้อภิเษกกับพระนางเวทิ สะมหาเทวี แห่งเมืองเวทิสา และมีพระราชโอรสพระนามว่า มหินทะ (พ.ศ. 204) และมีพระราชธิดา พระนาม ว่า สังฆมิตตา (พ.ศ. 206) ซึ่งต่อมา ทั้งสองพระองค์นี้ได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา และได้สำเร็จเป็นพระ อรหันต์เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๒. ผลงานสำคัญ จากหนังสือ “จารึกอโศก” ของพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 2516 ได้กล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ ครองราชสมบัติ ณ พระนครปาฎลีบุตร ตั้งแต่ พ.ศ. 218 ถึง พ.ศ. 260 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชมพูทวีป และเป็นองค์ เอกอัครศาสนูปถมภ์ภกที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา เมื่อขึ้นครองราชย์ได้ 8 พรรษา ได้ ทรงกรีฑาทัพไปปราบแคว้นกลิงคะ ซึ่งเป็นชาติที่เข้มแข็ง แม้จะทรงมีชัยขยายดินแดนแห่งแว่นแคว้นของ พระองค์ออกไป จนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอินเดีย เทียบได้กับประเทศอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศปัจจุบันรวมกัน แต่ก็ทรงสลดพระทัยในความโหดร้ายทารุณของสงครามเป็นเหตุให้ ทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา และทรงดำเนินนโยบายทะนุบำรุงพระราชอาณาจักร และเจริญพระราช ไมตรีกับนานาประเทศโดยทางสันติตามนโยบายธรรมวิชัย ก่อนแต่ทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา ทรง ปรากฎพระนามว่า จัณฑาโศก คือ อโศกผู้ดุร้าย ครั้นหันมาทรงนับถือพระพุทธศาสนา และดำเนินนโยบาย ธรรมวิชัยแล้วได้รับขนานพระนามใหม่ว่า ธรรมาโศก คือ อโศกผู้ทรงธรรม พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอโศกมหาราช ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กล่าวเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่ การ ทรงสร้างมหาวิหาร 84,000 แห่ง เป็นแหล่งที่พระภิกษุสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย บำเพ็ญสมณธรรม และสั่งสอนประชาชน ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 3 และทรงส่งพรเถรานุเถระไปประกาศพระศาสนาใน แว่นแคว้นต่าง ๆ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ และทำให้ประเทศ ทั้งหลายในเอเซียตะวันออกมีอารยธรรมเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ในด้านรัฐประศาสโนบาย ทรงถือหลักธรรมวิชัยมุ่งชนะจิตใจของประชาชน ด้วยการปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่งเสริมกิจการสาธารณูปการ ประชาสงเคราะห์ สวัสดิการสังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ทำให้ชมพูทวีปในรัชสมัยของพระองค์เป็นบ่อเกิดสำคัญแห่ง


อารยธรรมที่แผ่ไพศาลมั่นคง พระนามของพระองค์ดำรงอยู่ยั่งยืนนานและอนุชนเรียกขานด้วยความเคารพ เทิดทูน เหนือกว่าปวงมหาราชผู้ทรงเดชานุภาพพิชิตแว่นแคว้นทั้งหลายได้ด้วยชัยชนะในสงคราม พระราชจริยาวัตรของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นกัลยาณจารีตอันมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยต่อ ๆ มาที่นิยม ทางสันติ และได้รับสมัญญาว่าเป็นมหาราช ทรงนับถือเป็นแบบอย่างดำเนินตามโดยทั่วไป ซึ่งพระราชจริยา วัตร และพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอโศกมหาราช ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในศิลาจารึก ซึ่งพระองค์ได้โปรด ให้เขียนสลักไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ทั่วจักรวรรดิอันไพศาลของพระองค์ ความที่จารึกไว้เรียกว่า ธรรมลิปิ แปลว่า ลายสือธรรม หรือความที่เขียนไว้เพื่อสอนธรรม ถือเอาความหมายเข้ากรับเรื่องว่าธรรมโองการ ธรรมลิปิที่ โปรดให้จารึกไว้เท่าที่พบ มีจำนวน 28 ฉบับ แต่ละฉบับ มักจารึกไว้ในที่หลายแห่ง บางฉบับขุดค้นพบแล้วถึง 12 แห่งก็มี ความในธรรมลิปินั้น แสดงพระราชประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อประชาชนบ้าง หลักธรรมที่ทรง แนะนำสั่งสอนประชาชนและข้าราชการบ้าง พระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญแล้วบ้าง กล่าวโดยสรุป อาจวาง เป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ ๓. การปกครอง ๑. การปกครองแบบบิดากับบุตร โดยมีข้าราชการเป็นพี่เลี้ยงของประชาชน ๒. การถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด เน้นความยุติธรรมและความฉับไวในการ ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ๓.การจัดให้มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งสอนธรรม คอยดูแลแนะนำประชาชนในทางความประพฤติและ การดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง และวางระบบข้าราชการควบคุมกันเป็นชั้น ๆ ๔. การจัดบริการสาธารณประโยชน์และสังคมสงเคราะห์ เช่น บ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง ปลูกสวน สงวน ป่า โอสถศาลา สถานพยาบาลสำหรับคนและสัตว์ ๔. การปฏิบัติธรรม 1. เน้นทาน คือการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันด้วยทรัพย์และสิ่งของ แต่ย้ำธรรมทาน คือการช่วยเหลือด้วย การแนะนำในทางความประพฤติ และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ว่าเป็นกิจสำคัญที่สุด 2. การคุ้มครองสัตว์ งดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ โดยเฉพาะให้เลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญอย่างเด็ดขาด 3. ให้ระงับการสนุกสนานบันเทิงแบบมัวเมามั่วสุมรื่นเริง หันมาใฝ่ในกิจกรรมทางการปฏิบัติธรรมและ เจริญปัญญา เริ่มแต่องค์พระมหากษัตริย์เอง เลิกเสด็จเที่ยวหาความสำราญโดยการล่าสัตว์ เป็นต้น เปลี่ยนมาเป็นธรรมยาตรา เสด็จไปนมัสการปูชนียสถาน เยี่ยมเยียนชาวชนบทและแนะนำประชาชน ให้ปฏิบัติธรรมแทนการประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ


4. ย้ำการปฏิบัติธรรม ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม เช่น การเชื่อฟังบิดามารดา การ เคารพนับถือครูอาจารย์ การปฏิบัติชอบต่อทาสกรรมกร เป็นต้น 5. เสรีภาพในการนับถือศาสนา และความสามัคคีปรองดอง เอื้อเฟื้อนับถือกันระหว่างชนต่างลัทธิ ศาสนา ๕. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาถือว่า สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นสมัยหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเจริญสูงสุดในทุก ๆ ด้าน พระเจ้าอโศกมหาราช นอกจากจะทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนา และทรงส่งสมณฑูตไปประกาศพระศาสนาในที่ต่าง ๆ แล้ว ยังได้ทรง สร้างปูชนียสถาน และวัตถุอนุสรณ์ในพระพุทธศาสนามากมาย เช่น ทรงสร้างวิหาร 84,000 แห่ง เจดีย์ 84,000 องค์ ในนครทั้งสิ้น 84,000 นคร อนึ่ง พระองค์ทรงนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปใช้ในการ ปกครองประเทศ ทรงสร้างศิลาจารึกแสดงคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาไว้ในที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ซึ่ง เป็นหลักฐานในการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยของพระองค์เป็นอย่างดี


Click to View FlipBook Version