บันทึกขอความ
สวนราชการ โรงเรยี นสามแยกผดงุ วทิ ย ฝายบริหารงานวชิ าการ
ท่ี .........../๒๕๖๕ วนั ท่ี ๒๖ เดอื น ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
เรื่อง รายงานวจิ ยั ในช้ันเรยี น ภาคเรยี นท่ี 2 ปก. ารศึกษา 2565 จํานวน ๑ เลม
เรียน ผอู4 ํานวยการโรงเรยี นสามแยกผดงุ วิทย
สง่ิ ท่ีสงมาดว4 ย รายงานวจิ ยั ในชัน้ เรยี น ภาคเรยี นท่ี 2 ป.การศึกษา 2565
ดว4 ยข4าพเจ4านางสาวมณิดา แจมสกุล ตาํ แหนง ครูผชู วย กลมุ สาระการเรียนรู4วทิ ยาศาสตรและ
เทคโนโลยี โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย ตาํ บลคําโพน อําเภอปทุมราชวงศา สํานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษา
ประถมศึกษาอํานาจเจรญิ ได4รบั มอบหมายให4จัดกาเรียนการสอน และจัดทําวิจัยในชน้ั เรียน ภาคเรยี นที่ 2 ป.
การศกึ ษา 2565 ข4าพเจ4าไดจ4 ัดทาํ รายงานวจิ ยั ในช้นั เรียน เร่อื งการออกแบบอลั กอรทิ มึ สาํ หรบั นักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปท. ่ี 2 ปก. ารศึกษา 2565 โรงเรยี นสามแยกผดุงวิทย โดยใช4รหสั ลาํ ลอง (Pseudocode) เพือ่ ใช4
เปนH แนวทางในการพัฒนาตนเอง และพฒั นางานให4มปี ระสิทธิภาพยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป
บดั น้ขี า4 พเจ4าไดด4 ําเนนิ การเสร็จเรยี บร4อยแลว4 ข4าพเจา4 จงึ ขอสงรายงานวจิ ยั ในชั้นเรียน ภาคเรยี นที่ 2
ปก. ารศกึ ษา 2565 ตามรายละเอียดทีแ่ นบมาพร4อมน้ี
จงึ เรยี นมาเพื่อโปรดทราบ
ลงชื่อ
( นางสาวมณิดา แจมสกลุ )
ตําแหนง ครูผูช4 วย
ความเห็นของหัวหนา4 กลุมสาระการเรยี นรู4 ความเหน็ ของหัวหนา4 ฝายบริหารงานวชิ าการ
........................................................................ ........................................................................
........................................................................ ........................................................................
ลงช่ือ.......................................... ลงช่ือ..........................................
(นายมานพ มนสั ) (นางไกรสร จันทรมาลา)
หัวหนา4 กลมุ สาระการเรียนรู4วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี หัวหนา4 ฝายบรหิ ารงานวิชาการ
ความเห็นของผู4อาํ นวยการโรเรยี น
………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ...........................................................
………………………………………………………………………… ( นายชัชวาลย จันทรมาลา)
ผู4อํานวยการโรงเรียนสามแยกผดุงวทิ ย
เรือ่ ง : การพัฒนาการเรียนการสอน รายวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) เร่ือง การออกแบบ
อัลกอริทึม โดยใช4รหสั ลําลอง (Pseudocode)สําหรบั นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาป.ท่ี 2
ชื่อผูวจิ ยั ป.การศึกษา 2565 โรงเรียนสามแยกผดงุ วทิ ย
ปการศึกษา
: นางสาวมณดิ า แจมสกลุ
: 2565
บทคัดยอ
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อสร4างกระบวนการคิด วิเคราะห เน4นการพัฒนาการเรียนรู4ด4วย
กระบวนการคิดวิเคราะห เร่ืองการออกแบบอัลกอริทึม สําหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาป.ท่ี 2 ป.การศึกษา
2565 โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย โดยใช4รหัสลําลอง (Pseudocode) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มี
กิจกรรมการเรียนการสอนเชิงวิเคราะห ตามแนวคิดการเรียนรูแบบอักอริทึม กลุมเปNาหมายท่ีใช4ในการในการ
วิจยั ในครัง้ นี้ไดแ4 กนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาป.ที่ 2 ป.การศึกษา 2565 โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย อําเภอปทุมราช
วงศา จํานวน 10 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด4วย 1) ส่ือการเรียนการสอน เร่ืองการเขียนผังงานและ
อลั กอรทิ ึม การออกแบบขน4 ตอนการทํางานโดยใช4รหัสลําลอง(Pseudocode) แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
โดยใช4กระบวนการคิดวิเคราะหและแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีตอการจัดการเรียนร4ู สถิติคาเฉลี่ย
และคาเบีย่ งเบนมาตรฐาน
สรุปผลการวิจัยคือ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอนและหลังเรียน เรื่องการ
ออกแบบอัลลกอรทิ ึมโดยใช4รหัสลําลอง(Pseudocode) ช้ันมัธยมศึกษาป.ที่ 2 ป.การศึกษา 2565 โรงเรียนสาม
แยกผดุงวิทย รายวิชาเทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) คะแนนสอบหลังเรียนมีคาเฉล่ียสูงกวากอนเรียนคิดเปHน
ร4อยละ 8.1 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน4นพัฒนา
ทักษะการคิดวิเคราะห เรื่องการออกแบบอัลกอริทึมโดยใช4รหัสลําลอง (Pseudocode) อยูในระดับมากท่ีสุด
คดิ เปนH ร4อยละ 95.55
กติ ติกรรมประกาศ
วิจยั ในชน้ั เรียนการพฒั นาการเรียนการสอน รายวชิ า วทิ ยาการคาํ นวณ เรอื่ ง การออกแบบ
อัลกอริทมึ สาํ หรบั นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาป.ท่ี 2 ป.การศึกษา 2565 โรงเรยี นสามแยกผดงุ วิทย โดยใช4รหัส
ลําลอง (Pseudocode) ฉบับน้สี าํ เรจ็ ลุลวงไดด4 ว4 ยความกรุณาจากผูบ4 ริหารและคณะครนู กั เรยี นสามแยก
ผดุงวทิ ย ทไี่ ดใ4 หค4 วามอนุเคราะหใหข4 4อเสนอแนะอันเปHนประโยชนและมีคุณคา ผว4ู จิ ยั รูส4 กึ ซาบซึ้งในความ
กรณุ าของทานเปHนอยางยง่ิ และขอกราบขอบพระคุณเปHนอยางสงู ไว4 ณ ท่ีนี้
ขอขอบพระคณุ ผอู4 ํานวยการชัชวาลย จนั ทรมาลา ผ4ูอาํ นวยการโรงเรยี นสามแยกผดงุ วิทย
อาํ เภอปทุมราชวงศา จังหวดั อาํ นาจเจริญ สํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอาํ นาจเจรญิ ท่ีทานได4ให4
ความอนุเคราะหชวยเหลือ และช้ีแนะแนวทาง สรา4 งขวญั กําลังใจใหด4 ําเนนิ การศกึ ษาจนสําเร็จลุลวงดว4 ยดี
ขอขอบคุณคณะครูและบุคลากรทางการศกึ ษา โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย อาํ เภอปทุมราชวงศา
จังหวัดอาํ นาจเจริญ สํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอาํ นาจเจริญ ทม่ี ีสวนชวยเหลอื ให4คําแนะนํา
และเปนH กําลังใจดว4 ยดเี สมอมา ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป.ที่ 2 ปก. ารศึกษา2565 และนกั เรยี นทมี่ ี
สวนในการปฏบิ ัติกจิ กรรมการเรียนรูด4 4วยความต้ังใจและกระตอื รือร4นตลอดเวลาซงึ่ เปHนสวนสําคัญยง่ิ ท่ที ําให4
การศกึ ษาครัง้ นีส้ าํ เร็จลลุ วงได4ดว4 ยดี
คณุ คาและประโยชนอันพงึ มีจากการศึกษาครั้งนี้ ขอมอบเปนH เคร่อื งบูชาแดบดิ า มารดา ครู
อาจารยและผ4ูมพี ระคุณโดยถ4วนทว่ั ทกุ ทาน
นางสาวมณิดา แจมสกุล
สารบญั
เรอ่ื ง หนา4
บทคดั ยอ
กติ ติกรรมประกาศ
บทที่ 1 บทนาํ ...............................................................................................................................1
ความเปนH มาและความสําคญั ของปญY หา..........................................................................1
วตั ถุประสงคของงานวจิ ัย.................................................................................................2
สมมติฐานของงานวจิ ัย.....................................................................................................2
ขอบเขตของงานวจิ ยั ........................................................................................................3
นิยามศัพทเฉพาะ.............................................................................................................3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วข4อง........................................................................................6
บทที่ 3 วิธดี าํ เนินการวิจยั ............................................................................................................27
ประชากร........................................................................................................................27
ขอบเขตด4านเนื้อหา.........................................................................................................27
ขอบเขตด4านตวั แปร........................................................................................................27
รปู แบบงานวิจัย..............................................................................................................27
เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ4 นงานวิจัย................................................................................................29
การวิเคราะหข4อมูล........................................................................................................29
สถิตทิ ่ีใชใ4 นการวเิ คราะหข4อมูล......................................................................................29
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข4อมูล.......................................................................................................31
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผลและข4อเสนอแนะ..................................................................................34
วตั ถุประสงคของงานวิจยั ...................................................................................................34
สรุปผลการวจิ ยั ..................................................................................................................34
อภิปรายผลการศึกษา........................................................................................................34
ข4อเสนอแนะ......................................................................................................................35
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
สารบัญตาราง
ตารางที่ หนา
ตารางที่ 1 แสดงผลคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ืองการออกแบบ 31
ตารางท่ี 2 อลั กอรทิ ึมโดยใชร4 หัสลาํ ลอง 32
ตารางแสดงผลความพงึ พอใจของนกั เรยี นที่มีตอการจดั การเรียน
การสอน เรอ่ื งการออกแบบขั้นตอนการทาํ งานของโปรแกรม
บทที่ 1
บทนาํ
ความเป(นมาและความสาํ คัญของป+ญหา
ความสาํ คัญของหลักสูตร/วชิ าท่ีสอน : การจัดการเรยี นการสอนในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) ศกึ ษาแนวโนม4 เทคโนโลยีท่จี ะเกดิ ขนึ้ โดยพิจารณาจากสาเหตุ หรอื ปYจจยั ท่ีสงผล
ตอการเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี และวิเคราะห เปรยี บเทยี บ ตดั สนิ ใจเลอื กใชเ4 ทคโนโลยี โดยคาํ นงึ ถึง
ผลกระทบทีเ่ กิดข้ึนตอชีวิต สังคม และสง่ิ แวดล4อม ความต4องการในชุมชน หรอื ท4องถิ่น สรปุ กรอบของปYญหา
รวบรวมวเิ คราะหข4อมลู และแนวคดิ ท่ีเกย่ี วข4องกับปญY หา ออกแบบวธิ กี ารแกป4 ญY หา โดยแบงแนวทาง
การศึกษาเปนH 3 สวน ดังนี้
1. การคิดเชงิ คํานวณ (Computationl Tinking) คอื เขา4 ใจและเรยี นร4ูวธิ คี ิดและแกป4 ญหาเชิง
วิเคราะห มลี ลาํ ดบั วธิ คี ิด ซ่งึ นอกากการเรยี นการเขียนโปรแกรมแลว4 หวั ใจทีส่ าํ คัญกวา คือ สอน
ให4เราเชือ่ มโยงัญหาตางๆและแก4ไขปญY หาได4
2. ใช4เทคโนโลยีอยางเหมาะสม (Digital Technology) ทั้งเทคนคิ วิธีการตางๆ เกีย่ วกบั เทคโนโลยี
ดจิ ิทัลในยุค 4.0 และเปนH ทางเลืกในการบรู ณาการเขา4 กบั วิชาอ่นื ได4
3. รเู4 ทาทันสือ่ เทคโนโลยีดิจิทลั (Media and Information Literacy) พูดงายๆ คือแยกแยะไดว4 า
ขอ4 มูลไหนเปนH จริงหรอื หลอกหลวง กฎหมายและลขิ สทิ ธต์ิ างๆ บนโลกไซเบอร เพื่อใหใ4 ช4งานกนั
ไดอ4 ยางถกู ต4องและปลอดภยั มุงเน4นการเรียนการสอนใหเ4 ด็กสามารถคดิ เชิงคํานวณ
(Computationl Tinking) มีพ้ืนฐานความร4ดู 4านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) และมี
พ้ืนฐานการรเู4 ทาทนั สอื่ และขาวสาร (Media and Information Literacy)
โดยใช4กระบวนการแก4ปญY หาแบบเปนH ลาํ ดบั และใช4เหตผุ ลอยางมตี รรกะซึ่งจะชวยสงเสริมให4
ผ4ูเรยี นมที กั ษะการคดิ การวเิ คราะห การแกป4 Yญหาที่เปนH ระบบ และตอยอดกระบวนการคดิ เชิง
คาํ นวณสูการ Coding วเิ คราะหเปรยี บเทยี บ และตดั สนิ ใจเลือกข4อมูลทจี่ ําเปนH ภายใตเ4 งอ่ื นไขและ
ทรพั ยากรท่ีมีอยู นาํ เสนอแนวทางการแกป4 Yญหาใหผ4 4ูอื่นเข4าใจ วางแผนข้นั ตอนการทํางานและ
ดาํ เนนิ การแกป4 ญY หาอยางเปHนขั้นตอน ทดสอบ ประเมินผล และอธบิ ายปYญหาหรือข4อบกพรองท่ี
เกิดขึน้ ภายใต4กรอบเง่ือนไขพร4อมทั้งหาแนวทางการปรบั ปรงุ แกไ4 ขและนําเสนอผลการแก4ไขปYญหาใช4
ความร4ูและทักษะเกีย่ วกบั วสั ดุอปุ กรณเคร่ืองมือกลไกไฟฟNาและอเิ ล็กทรอนิกสเพอ่ื แกป4 Yญหาหรอื
พัฒนางานได4อยางถูกตอ4 งเหมาะสมและปลอดภัยโดยใช4กระบวนการทางวิทยาศาสตรการสบื เสาะหา
ความรูก4 ารสํารวจตรวจสอบการสืบคน4 ขอ4 มลู และการอภปิ รายเพือ่ ให4เกดิ ความรู4ความคิดความเข4าใจ
สามารถเช่อื มโยงหินและผลของปรากฏการณและเหตกุ ารณตางๆทเี่ กิดข้นึ ในชีวติ ประจําวนั เลือก
วิเคราะหวพิ ากษและประเมนิ จุดประสงคของการสื่อสารกระบวนการสร4างและบทบาทของสอื่ สาร
สนเทศและเทคโนโลยีดจิ ทิ ลั แบบตางๆอยางเปHนผ4รู 4เู ทาทนั ผลกระทบท่ีอาจจะเกิดข้นึ กับตนเอง ผ4ูอื่น
และสงั คม
สภาพปYญหาทัว่ ไป : ด4วยสาเหตุ สภาพการศกึ ษาของนกั เรยี นระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานใน
ปจY จบุ นั พบปญY หาทสี่ ําคญั ทีเ่ ปHนอปุ สรรคตอการเรียนร4ทู ี่สาํ คัญคอื นักเรยี นไมเกิดการเช่ือมโยงความร4ู
และประสบการณรวมถึงนกั เรียนขาดประสบการณการคิดวิเคราะหส่ิงตางๆรอบตวั อยางเปHนขน้ั ตอน
จากปYญหาดังกลาวผ4เู ขยี นเห็นวาสามารถแก4ไขได4ดว4 ยการจัดการเรยี นรูผ4 านกระบวนการคิดวเิ คราะห
เพราะกระบวนการคิดวิเคราะหเปนH ทักษะพน้ื ฐานสําคญั ที่จะสงผลใหผ4 4ูเรียนพฒั นาทักษะการคิดด4าน
อน่ื ๆ ท่ีสูงขนึ้ การคดิ วิเคราะหจะชวยให4รู4ขอ4 เท็จจรงิ รเู4 หตุผลเบ้ืองตน4 ของสง่ิ ท่เี กดิ ขนึ้ เข4าใจความ
เปนH มาเปนH ไปของเหตกุ ารณ รวู4 าเรือ่ งน้ันมีองคประกอบอะไรบ4าง รรู4 ายละเอียดของสง่ิ ตางๆ ทาํ ใหไ4 ด4
ข4อเทจ็ จรงิ ทเี่ ปHนพ้ืนฐานความรู4 เพ่อื นาํ ไปใช4ในการตดั สินใจแก4ปญY หาไดอ4 ยางถูกต4อง แนวทางการ
จัดการเรยี นร4โู ดยอาศยั กระบวนการ อลั กอริทึมโดยใชร4 หสั ลําลอง คดิ วิเคราะห เพ่ือพฒั นาทกั ษะการ
คดิ วเิ คราะหของผเู4 รียน ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี(วทิ ยาการคาํ นวณ) ของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาป.ท่ี 2 เพ่อื ใหก4 ารจดั การเรียนรู4เปHนไปอยางมีประสิทธภิ าพสงผลใหผ4 ู4เรยี นเกิดผลลพั ธการ
เรยี นร4ู ตามวัตถุประสงคของการจดั การเรยี นร4ู
ความสําคญั ของการศึกษาวจิ ัย : เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และลักษณะการคดิ
วเิ คราะหของผูเ4 รียนชน้ั มัธยมศึกษาป.ที่ 2 ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี(วทิ ยาการคํานวณ)
เรื่องการออกแบบอลั กอริทึม โดยใชร4 หสั ลําลอง (Pseudocode) โรงเรยี นสามแยกผดงุ วิทย จงั หวดั
อํานาจเจรญิ
วัตถปุ ระสงคข. องงานวจิ ัย
1. เพื่อพัฒนาทกั ษะการคดิ วิเคราะห เร่ืองการออกแบบอัลกอริทมึ โดยใช4รหัสลําลอง (Pseudocode)
สําหรบั นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปท. ี่ 2 ปก. ารศึกษา 2565 โรงเรยี นสามแยกผดุงวทิ ย
2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตอรปู แบบการเรียนรู4ทีเ่ น4นกระบวนการฝกr ทักษะกระบวนการคดิ
วเิ คราะห
สมมติฐานของงานวจิ ัย
ผลสัมฤทธขิ์ องผ4ูเรยี นหลงั การใช4รหัสลาํ ลอง (Pseudocode) ออกแบบอัลกอริทึม สงู กวากอนเรยี น
ขอบเขตของงานวิจยั
ประชากร
ประชากร คือ นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาป.ท่ี 2 จาํ นวน 10 คน ภาคเรยี นท่ี 2 ปก. ารศึกษา 2565 ของ
โรงเรียนสามแยกผดงุ วิทย สาํ นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาอํานาจเจรญิ
ระยะเวลา
ป.การศึกษา2565
ขอบเขตดานเน้อื หา
บทที่ 4 การออกแบบขน้ั ตอนการทาํ งานของโปรแกรม
รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี (วทิ ยาการคาํ นวณ)
นิยามศพั ทเ. ฉพาะ
การคิดเชิงวิเคราะห. (Analytical Thinking) หมายถึง ความชํานาญในการคิดใครครวญอยาง
ละเอียดรอบคอบในเรื่องตางๆอยางมีเหตุผล โดยหาสวนดีสวนบกพรองหรือจุดเดนจุดด4อยของเร่ืองน้ันๆแล4ว
เสนอแนะสิ่งทด่ี สี ่ิงทเ่ี หมาะสมนน้ั อยางยุติธรรม สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานได4ให4ความหมาย
ทักษะการคิดวิเคราะห คือการระบุเรื่องหรือปYญหาการจําแนกแยกแยะการเปรียบเทียบข4อมูลอื่นๆ การ
ตรวจสอบข4อมูลอยางชํานาญหรือหาข4อมูลเพิ่มเติมเพ่ือให4แมนยําเพียงพอแกการตัดสินใจซึ่งอาจสรุปได4วา
ทักษะการคิดวิเคราะห คือ ความสามารถในการพิจารณาไตรตรองแก4ปYญหาที่แมนยํามีความละเอียดในการ
จําแนกแยกแยะเปรียบเทียบข4อมูลเรื่องราวเหตุการณตางๆอยางชํานาญโดยการหาหลักฐานที่มีความสัมพันธ
เชื่อมโยงหรือข4อมูลทน่ี าเช่อื ถอื มาสนับสนุนหรือยืนยันเพื่อพจิ ารณาอยางรอบคอบกอนตัดสินใจเชือ่ หรือสรปุ
อัลกอริทึม (algorithm) หมายถึง กระบวนการแก4ปYญหาท่ีสามารถอธิบายออกมาเปHนขั้นตอนที่
ชัดเจน เชน การนําข4อมูลเข4าและผลท่ีได4ผลลัพธเปHนเชนไร กระบวนการอัลกอริทึมน้ีประกอบด4วยวิธีการ
ข้นั ตอน และมีสวนท่ีต4องทําซ้ําจนกระท่ังเสร็จส้ินกระบวนการทํางานอัลกอริทึมไมใชคําตอบแตเปHนชุดคําสั่งท่ี
ทาํ ใหไ4 ดค4 ําตอบวธิ ีการอธบิ ายอัลกอริทึม ไดแ4 ก
1. Nayural Language อธิบายแบบใช4ภาษามนษุ ยสื่อสารกนั ทวั่ ไป
2. Pseudo Code อธิบายด4วยรหัสลําลองหรอื รหัสเทยี ม
3. Flowchart อธบิ ายด4วยแผนภาพ
การนําอัลกอริทึมไปใช4ในการแก4ปYญหาน้ัน ไมจําเปHนต4องใช4ในการเขียนโปรแกรมเทานั้นแตสามารถ
ใช4ไดก4 บั ปYญหาอน่ื ๆเพื่อใหเ4 กิดการใช4ทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพที่สุดซ่ึงจําเปHนต4องวางแผนอยางเปHนระบบ
เปHนขั้นตอนเพื่อให4ทราบถึงข้ันตอนตางๆและสามารถตัดทอนข้ันตอนที่ซ้ํากันเกินความจําเปHนและเพ่ิมเติม
ขั้นตอนใหมเข4าไปได4อันโกริทึมมีความสําคัญอยางไรการเขียนโปรแกรมหมายถึงการแสดงลําดับหรือข้ันตอน
การทํางานหรอื การแกไ4 ขปญY หาตางๆเชนการกาํ หนดขัน้ ตอนเพื่อให4แก4ปญY หาการจดั เรียงข4อมูลหรือการกําหนด
ขอ4 มูลการค4นหาขอ4 มูล algorithm ขึน้ ท่ดี ีควรมีคุณสมบตั ิ ดงั น้ี
1. มลี ําดบั ขั้นตอนการทํางานครั้งกอนและหลงั ที่ชัดเจน
2. เข4าใจลาํ ดับขั้นตอนงายและไมกาํ กวม
3. สามารถเขา4 ใจการประมวลผลการทาํ งานดว4 ยคอมพวิ เตอรได4
4. การทาํ งานของ algorithm จะตอ4 งส้ินสดุ หลงั จากการดําเนนิ งานตามระยะเวลาทีก่ ําหนด
องคป. ระกอบของการจดั ทาํ อักอริทึม
1. การวเิ คราะห (Analysis)
- พจิ ารณาสิ่งทีโ่ จทยตอ4 งการ
- พิจารณารูปแบบของผลลพั ธท่โี จทยต4องการ
- พจิ ารณาขอ4 มลู ทไี่ ดร4 ับมา
- เลอื กภาษาท่ีจะใช4เขียน
- การกาํ หนดตัวแปรตางๆ เพ่อื ใช4มนการแทนคาข4อมูล
2. การออกแบบ (Desing)
- ออกแบบผังงาน หรือ Flowchart เปHนข้ันตอนการทํางานโดยการใช4
สญั ลกั ษณรูปภาพในการแสดงความหมาย
- รหัสเทียม หรือ Pseudo Code เปHนการอธิบยข้ันตอนการประมวลผลโดย
การใช4วลภี าษาองั กฤษ
3. การเขยี นโปรแกรม (Coding / Programming)
- ใชภ4 าษาเครือ่ งท่เี ปนH เลขฐานสอง 0 และ 1
- ใช4ภาษาระดบั สูง
4. ทดสอบและแกไ4 ขขอ4 ผดิ พลาดของโปรแกรม (Testing and Debugging)
- เปHนขั้นตอนการทดสอบโปรแกรมที่เขียนออกมมาวามีการทํางานถูกต4อง
ตามทต่ี อ4 งการหรือไม
- เพอ่ื ตรวจสอบความผิดพลาดทางไวยกรณ (Syntex error)
- เพ่ือตรวจสอบความผดิ พลาดท่ีเกิดขึน้ ขณะรันโปรแกรม (Run-Time-Error)
5. การจัดทําเอกสารและการบํารุงรักษา (Documentation and Maintenance)
อัลกอริทึม คือการทําให4ไมสับสนกับวิธีดําเนินงาน เพราะทุกอยางจะถูกจัดเรียง
เปนH ข้นั ตอนมีวิธีการและทางเลือกไว4 เมื่อนํามาใช4จะทําให4การทํางานสําเร็จอยาง
รวดเร็ว ทําใหป4 ญY หาลดงหรอื สามารถคน4 หาต4นเหตุของปYญหาได4อยางรวดเรว็
รหัสลําลอง (Pseudo code)
หมายถึง เปHนการใช4คําบรรยายเพื่ออธิบายข้ันตอนวิธีในการแก4ปYญหา การเขียนรหัสลําลองไมมี
รูปแบบท่ีแนนอน ข้ึนอยูกับประสบการณและความถนัดของผ4ูเรียน ซึ้งอาจเขียนอยางละเอียดหรือเขียนแบบ
ยอ ในบางครัง้ อาจอธบิ ายในลักษณะคล4าย ภาษาพดู หรืออาจะเขียนในรูปแบบคลา4 ยภาษาโปรแกรมก็ได4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กี่ยวของ
งานวิจยั เร่อื งการพฒั นาทกั ษะการคดิ วิเคราะหเร่ืองการพัฒนาการเรียนการสอน รายวิชา
เทคโนโลยี(วทิ ยาการคาํ นวณ) เรอ่ื ง การออกแบบอลั กอริทึม โดยใชร4 หัสลาํ ลอง (Pseudocode)สาํ หรบั
นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาป.ที่ 2 ปก. ารศึกษา 2565 โรงเรียนสามแยกผดงุ วิทย จงั หวดั อํานาจเจริญ
โดยไดศ4 ึกษางานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข4อง ดงั น้ี
1. หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานกลุมสาระการเรียนรู4วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
1.1 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู4
1.2 คาํ อธิบายรายวชิ า เทคโนโลยี (วทิ ยาการคาํ นวณ)
2. เอกสารท่เี กี่ยวขอ4 งกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
2.2 การวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
2.3 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
2.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
3. หลกั การ แนวคิด และทฤษฎีทีเ่ กีย่ วข4องกบั แบบลาํ ลอง
3.1 แบบจาํ ลองของแนวคิดและแบบจําลองท่ีเปนH แนวความคิด
3.2 ประเภทและขอบเขตของแบบจาํ ลองแนวคิด
3.3 เทคนิคการสรา4 งรหสั ลาํ ลอง
4. ทฤษฎีความความพึงพอใจ
4.1 แนวคิดความพึงพอใจ
4.2 ทฤษฎีเก่ียวกับความพงึ พอใจ
5. แนวคดิ ของการคิดเชิงคํานวณ
6. การคิดวิเคราะห
7. ผังมโนภาพ (Mind maps)
8. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ4 ง
1. หลกั สูตรกลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร.และเทคโนโลยี
1.1 สาระและมาตรฐานการเรยี นร4ู
สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขา4 ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพนั ธระหวางสงิ่ ไมมชี วี ิตกับสง่ิ มชี วี ติ และ
ความสัมพนั ธระหวางสง่ิ มชี ีวติ กับสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนเิ วศ การถายทอดพลงั งาน การ เปลี่ยนแปลง
แทนทใี่ นระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปYญหาและผลกระทบท่มี ตี อ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่ิงแวดลอ4 ม แนวทางในการอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการ แกไ4 ขปญY หาส่ิงแวดลอ4 ม รวมท้งั นาํ ความรู4
ไปใช4ประโยชน
มาตรฐาน ว 1.2 เข4าใจสมบตั ิของสงิ่ มชี วี ิต หนวยพน้ื ฐานของส่ิงมีชีวิต การลาํ เลียงสารเขา4 และออกจาก
เซลล ความสมั พนั ธของโครงสรา4 ง และหนา4 ทีข่ องระบบตาง ๆ ของสตั วและมนษุ ยท่ที าํ งานสมั พันธกัน
ความสมั พนั ธของโครงสรา4 ง และหนา4 ทข่ี องอวัยวะตาง ๆ ของพืชท่ีทํางาน
สัมพันธกัน รวมท้ังนาํ ความรไ4ู ปใช4ประโยชน
มาตรฐาน ว 1.3 เขา4 ใจกระบวนการและความสาํ คัญของการถายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม สารพันธุกรรม
การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรมทม่ี ีผลตอสงิ่ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
ส่งิ มีชวี ิต รวมทง้ั นาํ ความร4ไู ปใช4ประโยชน
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรกายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข4าใจสมบตั ขิ องสสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธระหวางสมบตั ิของสสารกบั
โครงสรา4 งและแรงยึดเหนยี่ วระหวางอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลย่ี นแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เข4าใจธรรมชาติของแรงในชีวติ ประจําวนั ผลของแรงท่กี ระทาํ ตอวตั ถุ ลักษณะการ
เคล่อื นที่
แบบตาง ๆ ของวัตถุ รวมทงั้ นําความรไ4ู ปใชป4 ระโยชน
มาตรฐาน ว 2.3 เข4าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถายโอนพลงั งาน ปฏสิ ัมพันธ
ระหวาง
สสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ิตประจาํ วัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณทเี่ กย่ี วขอ4 ง
กบั เสียง แสง และคล่ืนแมเหลก็ ไฟฟาN รวมทงั้ นาํ ความรไู4 ปใชป4 ระโยชน
สาระที่ 3 วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา4 ใจองคประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาว
ฤกษ
และระบบสรุ ิยะ รวมทงั้ ปฏสิ มั พันธภายในระบบสรุ ิยะท่สี งผลตอสง่ิ มชี ีวติ และการ
ประยกุ ตใช4เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข4าใจองคประกอบและความสัมพันธของระบบโลก กระบวนการเปลย่ี นแปลงภายในโลก
และบนผิวโลก ธรณพี บิ ัตภิ ยั กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟาN อากาศและภมู ิอากาศโลก
รวมทง้ั ผลตอสงิ่ มีชวี ิตและสง่ิ แวดลอ4 ม
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข4าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยเี พือ่ การดํารงชีวติ ในสงั คมท่ีมีการเปล่ยี นแปลงอยาง
รวดเรว็ ใช4
ความรูแ4 ละทักษะทางดา4 นวิทยาศาสตร คณติ ศาสตร และศาสตรอืน่ ๆ เพ่อื แกป4 ญY หาหรอื พัฒนางานอยาง
มคี วามคิดสรา4 งสรรคด4วยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรมเลอื กใช4 เทคโนโลยีอยางเหมาะสมโดยคํานงึ ถงึ
ผลกระทบตอชีวิต สังคม และสงิ่ แวดล4อม
มาตรฐาน ว 4.2 เข4าใจและใช4แนวคดิ เชิงคาํ นวณในการแก4ปญY หาทพ่ี บในชวี ติ จริงอยางเปHนข้นั ตอนและเปนH
ระบบ ใชเ4 ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารในการเรียนร4ู การทํางาน และการแกป4 ญY หาได4อยางมี
ประสทิ ธิภาพ รูเ4 ทาทนั และมีจรยิ ธรรม
คณุ ภาพผเู4 รียน
จบช้ันมธั ยมศึกษาป.ท่ี 3
- นาํ ขอ4 มลู ปฐมภูมเิ ขา4 สรู ะบบคอมพวิ เตอร วิเคราะห ประเมิน นาํ เสนอขอ4 มูลและสารสนเทศได4ตาม
วตั ถุประสงค ใช4ทกั ษะการคดิ เชงิ คํานวณในการแก4ปญY หาท่ีพบในชีวติ จรงิ และเขียนโปรแกรมอยาง
งายเพอ่ื ชวยในการแกป4 ญY หา ใชเ4 ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารอยางรเู4 ทาทันและรบั ผิดชอบ
ตอสงั คม
- ตง้ั คําถามหรือกาํ หนดปญY หาทเี่ ช่อื มโยงกับพยานหลกั ฐาน หรือหลกั การทางวทิ ยาศาสตรทมี่ กี าร
กาํ หนดและควบคุม ตวั แปร คดิ คาดคะเนคาํ ตอบหลายแนวทาง สร4างสมมตฐิ านทสี่ ามารถนําไปสู
การสาํ รวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสาํ รวจตรวจสอบโดยใช4วัสดแุ ละเคร่ืองมอื ทเี่ หมาะสม
เลือกใชเ4 ครื่องมอื และเทคโนโลยสี ารสนเทศท่เี หมาะสม ในการเก็บรวบรวมข4อมูล ทัง้ ในเชงิ ปรมิ าณ
และคุณภาพท่ีไดผ4 ลเทย่ี งตรงและปลอดภัย
- วเิ คราะหและประเมินความสอดคลอ4 งของขอ4 มลู ทไี่ ดจ4 ากการสํารวจตรวจสอบจากพยานหลกั ฐาน
โดยใช4 ความรแู4 ละหลกั การทางวิทยาศาสตรในการแปลความหมายและลงข4อสรปุ และสอื่ สาร
ความคดิ ความร4ู จากผล การสํารวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช4เทคโนโลยสี ารสนเทศ
เพ่ือใหผ4 4อู ื่นเขา4 ใจไดอ4 ยางเหมาะสม
- แสดงถึงความสนใจ มงุ มั่น รบั ผิดชอบ รอบคอบ และซ่ือสัตย ในสง่ิ ทจ่ี ะเรยี นรู4 มีความคิด
สร4างสรรคเกย่ี วกับ เร่ืองทจ่ี ะศกึ ษาตามความสนใจของตนเอง โดยใชเ4 คร่ืองมอื และวธิ กี ารทีใ่ ห4
ไดผ4 ลถกู ตอ4 ง เช่อื ถือได4 ศึกษาคน4 ควา4 เพ่ิมเตมิ จากแหลงความรูต4 าง ๆ แสดงความคดิ เห็นของ
ตนเอง รบั ฟงY ความคดิ เหน็ ผอ4ู นื่ และยอมรบั การ เปลย่ี นแปลงความรู4ท่คี 4นพบ เม่ือมีข4อมูลและ
ประจกั ษพยานใหมเพิ่มขน้ึ หรอื โตแ4 ย4งจากเดมิ
- ตระหนักในคณุ คาของความรว4ู ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยที ่ีใช4ในชีวิตประจาํ วันใช4ความรแ4ู ละ
กระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีในการดาํ รงชีวติ และการประกอบอาชีพ แสดงความ
ช่นื ชม ยกยอง และเคารพสทิ ธิใน ผลงานของผคู4 ิดค4น เขา4 ใจผลกระทบทง้ั ดา4 นบวกและด4านลบของ
การพฒั นาทางวิทยาศาสตรตอสิ่งแวดลอ4 มและตอ บริบทอืน่ ๆและศึกษาหาความร4ูเพมิ่ เติมทาํ
โครงงานหรือสรา4 งช้ินงานตามความสนใจ
- แสดงถงึ ความซาบซงึ้ หวงใย มีพฤตกิ รรมเก่ียวกบั การดแู ลรักษาความสมดลุ ของระบบนเิ วศ และ
ความ หลากหลายทางชวี ภาพ
จบช้นั มัธยมศึกษาป.ที่ 6
- เข4าใจการลาํ เลยี งสารเขา4 และออกจากเซลล กลไกการรกั ษาดลุ ยภาพของมนษุ ย ภูมคิ 4มุ กันใน
รางกายของ มนุษยและความผิดปกติของระบบภูมิคม4ุ กนั การใชป4 ระโนชนจากสารตาง ๆ ทพ่ี ชื
สร4างขน้ึ การถายทอด ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรม ววิ ฒั นาการทที่ าํ ให4
เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชวี ติ ความสาํ คญั และผลของเทคโนโลยที างดีเอน็ เอตอมนุษย
สง่ิ มชี ีวติ และสงิ่ แวดล4อม
- เข4าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมศิ าสตรตาง ๆ ของโลก การเปลย่ี นแปลงแทนท่ใี น
ระบบนิเวศ ปYญหาและผลกระทบทม่ี ตี อทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ4 ม แนวทางในการ
อนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติ และการแก4ไขปYญหาสิง่ แวดลอ4 ม
- เข4าใจชนดิ ของอนภุ าคสาํ คญั ทเี่ ปนH สวนประกอบในโครงสร4างอะตอม สมบตั บิ างประการของธาตุ
การ จดั เรียงธาตใุ นตารางธาตุ ชนดิ ของแรงยดึ เหนยี่ วระหวางอนภุ าคและสมบัติตาง ๆ ของสารท่มี ี
ความสัมพนั ธกบั แรงยดึ เหนีย่ ว พนั ธะเคมี โครงสร4างและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร การเกิดปฏกิ ริ ิยา
เคมี ปYจจัยที่มีผลตออัตราการ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี และการเขยี นสมการเคมี
- เข4าใจปริมาณที่เกยี่ วกบั การเคลื่อนที่ ความสมั พนั ธระหวางแรง มวลและความเรง ผลของ
ความเรงทีม่ ตี อ การเคล่ือนทแี่ บบตาง ๆ ของวัตถุ แรงโนม4 ถวง แรงแมเหลก็ ความสัมพนั ธระหวาง
สนามแมเหลก็ และ กระแสไฟฟาN และแรงภายในนิวเคลยี ส
- เข4าใจพลงั งานนิวเคลียร ความสมั พนั ธระหวางมวลและพลงั งาน การเปลย่ี นพลงั งานทดแทนเปนH
พลงั งาน ไฟฟาN เทคโนโลยดี า4 นพลงั งาน การสะทอ4 น การหกั เห การเลย้ี วเบนและการรวมคลื่น การ
ได4ยิน ปรากฏการณที่ เกีย่ วข4องกบั เสยี ง สีกบั การมองเหน็ สี คลนื่ แมเหล็กไฟฟาN และประโยชนของ
คล่ืนแมเหล็กไฟฟาN
- เข4าใจการแบงชนั้ และสมบตั ขิ องโครงสรา4 งโลก สาเหตุ และรปู แบบการเคล่ือนทข่ี องแผนธรณที ี่
สมั พันธกบั การเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกดิ แผนดินไหว ภเู ขาไฟระเบดิ สนึ า
มิ ผลกระทบ แนวทางการเฝาN ระวงั และการปฏิบัตติ นใหป4 ลอดภยั
- เขา4 ใจผลของแรงเนื่องจากความแตกตางของความกดอากาศแรงคอริออลิสทม่ี ตี อการหมุนเวยี น
ของอากาศ การหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละตจิ ูดและผลทมี่ ตี อภูมอิ ากาศความสมั พนั ธของการ
หมุนเวียนของอากาศและ การหมนุ เวียนของกระแสนา้ํ ผวิ หนา4 ในมหาสมทุ ร และผลตอลักษณะลม
ฟาN อากาศ สง่ิ มชี ีวติ และสงิ่ แวดล4อม ปจY จัย ตาง ๆ ที่มีผลตอการเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศโลก และ
แนวปฏิบตั เิ พ่ือลดกจิ กรรมของมนษุ ยที่สงผลตอการเปลย่ี น แปลงภูมิอากาศโลก รวมทง้ั การแปล
ความหมายสญั ลกั ษณลมฟNาอากาศท่สี าํ คญั จากแผนที่อากาศ และขอ4 มลู สารสนเทศ
- เขา4 ใจการกาํ เนิดและการเปลยี่ นแปลงพลงั งาน สสาร ขนาด อณุ หภมู ิของเอกภพ หลกั ฐานที่
สนับสนนุ ทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแลก็ ซี โครงสรา4 งและองคประกอบของกาแลก็ ซีทาง
ชา4 งเผือก กระบวนการเกดิ และการสร4างพลังงาน ปจY จยั ท่สี งผลตอความสองสวางของดาวฤกษ
และความสมั พนั ธระหวางความสองสวาง กับโชตมิ าตรของดาวฤกษ ความสัมพันธระหวางสี
อณุ หภูมผิ วิ และสเปกตรัมของดาวฤกษ วิวฒั นาการและการ เปลยี่ นแปลงสมบตั ิบางประการของ
ดาวฤกษ กระบวนการเกดิ ระบบสุริยะ การแบงเขตบริวารของดวงอาทติ ย ลักษณะของดาวเคราะห
ที่เออื้ ตอการดาํ รงชวี ติ การเกิดลมสรุ ยิ ะ พายสุ รุ ยิ ะและผลที่มีตอโลก รวมทง้ั การ สํารวจอวกาศ
และการประยุกตใช4เทคโนโลยีอวกาศ
- ระบปุ ญY หา ตง้ั คําถามทจ่ี ะสาํ รวจตรวจสอบ โดยมีการกาํ หนดความสัมพันธระหวางตวั แปรตาง ๆ
สบื ค4น ข4อมลู จากหลายแหลง ตั้งสมมติฐานที่เปนH ไปได4หลายแนวทาง ตดั สินใจเลือกตรวจสอบ
สมมตฐิ านที่เปนH ไปได4
- ตงั้ คาํ ถามหรือกําหนดปญY หาทอ่ี ยบู นพนื้ ฐานของความรูแ4 ละความเขา4 ใจทางวทิ ยาศาสตร ทแ่ี สดง
ใหเ4 หน็ ถงึ การ ใชค4 วามคิดระดับสูงทส่ี ามารถสาํ รวจตรวจสอบหรือศึกษาค4นควา4 ไดอ4 ยางครอบคลมุ
และเชือ่ ถอื ได4 สรา4 งสมมตฐิ าน ทมี่ ีทฤษฎรี องรับหรอื คาดการณสงิ่ ทจ่ี ะพบ เพอื่ นาํ ไปสกู ารสาํ รวจ
ตรวจสอบ ออกแบบวิธกี ารสํารวจตรวจสอบตาม สมมตฐิ านทกี่ ําหนดไวไ4 ด4อยางเหมาะสม มี
หลักฐานเชงิ ประจักษ เลอื กวัสดุ อปุ กรณ รวมท้งั วิธีการในการสาํ รวจ ตรวจสอบอยางถูกต4องท้งั ใน
เชงิ ปริมาณและคณุ ภาพ และบันทกึ ผลการสาํ รวจตรวจสอบอยางเปHนระบบ
- วิเคราะหแปลความหมายขอม4 ลู และประเมนิ ความสอดคล4องของขอ4 สรปุ เพอื่ ตรวจสอบกบั
สมมติฐานทตี่ งั้ ไว4 ใหข4 อ4 เสนอแนะเพ่อื ปรับปรุงวธิ กี ารสาํ รวจตรวจสอบ จัดกระทําขอ4 มลู และ
นาํ เสนอขอ4 มูลด4วยเทคนคิ วิธที เี่ หมาะสม ส่ือสารแนวคดิ ความร4จู ากผลการสาํ รวจตรวจสอบ โดย
การพูด เขยี น จัดแสดงหรือใชเ4 ทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ ให4 ผูอ4 น่ื เข4าใจโดยมหี ลกั ฐานอ4างอิงหรอื มี
ทฤษฎรี องรับ
- แสดงถงึ ความสนใจ มงุ มนั่ รบั ผิดชอบ รอบคอบ และซือ่ สัตย ในการสบื เสาะหาความร4ู โดยใช4
เครอื่ งมอื และ วธิ ีการท่ีใหไ4 ดผ4 ลถูกตอ4 ง เชอื่ ถือได4 มีเหตผุ ลและยอมรับได4วาความรูท4 างวทิ ยาศาสตร
อาจมีการเปลยี่ นแปลงได4
- แสดงถงึ ความพอใจและเหน็ คุณคาในการคน4 พบความรู4 พบคาํ ตอบ หรอื แก4ปYญหาได4 ทาํ งาน
รวมกับผูอ4 ืน่ อยางสรา4 งสรรค แสดงความคิดเหน็ โดยมีขอ4 มลู อา4 งองิ และเหตผุ ลประกอบ เกย่ี วกบั
ผลของการพัฒนาและการ ใช4วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยอี ยางมคี ณุ ธรรมตอสังคมและสง่ิ แวดล4อม
และยอมรับฟงY ความคดิ เหน็ ของผ4อู นื่
- เขา4 ใจความสมั พนั ธของความร4ูวทิ ยาศาสตรท่มี ผี ลตอการพฒั นาเทคโนโลยปี ระเภทตาง ๆ และการ
พฒั นา เทคโนโลยที ส่ี งผลให4มีการคิดค4นความรท4ู างวิทยาศาสตรทกี่ 4าวหนา4 ผลของเทคโนโลยีตอ
ชีวิต สังคม และ สง่ิ แวดล4อม
- ตระหนักถงึ ความสาํ คญั และเหน็ คุณคาของความรวู4 ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยที ใ่ี ช4ในชวี ติ ประจาํ วนั
ใช4ความร4ู และกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการดํารงชีวิต และการประกอบ
อาชีพ แสดงความช่นื ชม ภมู ใิ จ ยกยองอา4 งองิ ผลงานชน้ิ งานท่เี ปนH ผลมาจากภูมปิ ญY ญาท4องถิ่นและ
การพัฒาเทคโนโลยที ี่ทันสมัยศกึ ษาหา ความรูเ4 พมิ่ เติมทาํ โครงงานหรือสรา4 งช้นิ งานตามความสนใจ
- แสดงความซาบซง้ึ หวงใย มีพฤติกรรมเก่ยี วกับการใชแ4 ละรกั ษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
สง่ิ แวดลอ4 มอยางรู4 คณุ คา เสนอตัวเองรวมมอื ปฏิบตั กิ ับชุมชนในการปอN งกัน ดแู ล
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ4 มของทอ4 งถน่ิ
- วเิ คราะหแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยี ได4แก ระบบทางเทคโนโลยีท่ีซับซอ4 น การเปล่ยี นแปลงของ
เทคโนโลยี ความสมั พนั ธระหวางเทคโนโลยีกับศาสตรอ่นื โดยเฉพาะวิทยาศาสตร หรือคณติ ศาสตร
วเิ คราะห เปรยี บเทยี บ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช4เทคโนโลยี โดยคํานึงถงึ ผลกระทบตอชวี ติ สงั คม
เศรษฐกิจ และส่ิงแวดลอ4 ม ประยกุ ตใช4 ความร4ู ทกั ษะ ทรัพยากรเพ่อื ออกแบบ สรา4 งหรือพัฒนา
ผลงาน สาํ หรบั แก4ปญY หาทมี่ ีผลกระทบตอสงั คม โดยใช4 กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม ใช4
ซอฟตแวรชวยในการออกแบบและนาํ เสนอผลงาน เลอื กใช4วัสดุ อปุ กรณ และเครอื่ งมอื ได4อยาง
ถูกต4อง เหมาะสม ปลอดภยั รวมทงั้ คํานึงถงึ ทรพั ยสินทางปYญญา
- ใช4ความรู4ทางด4านวิทยาการคอมพิวเตอร ส่อื ดจิ ิทลั เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร เพ่อื
รวบรวม ข4อมลู ในชวี ติ จรงิ จากแหลงตาง ๆ และความรู4จากศาสตรอ่ืน มาประยกุ ตใช4 สร4างความร4ู
ใหม เข4าใจการ เปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยีทีม่ ผี ลตอการดําเนนิ ชีวติ อาชีพ สังคม วฒั นธรรม และ
ใช4อยางปลอดภยั มี จรยิ ธรรม
1.2 คาํ อธบิ ายรายวชิ า การออกแบบเทคโนโลยี (วิทยาการคาํ นวณ)
รายวชิ าเทคโนโลยี (วิทยาการคาํ นวณ) สาระการเรียนรูว4 ทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศึกษาป.ที่ 2 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จาํ นวน 0.5 หนวยกติ
ศกึ ษาแนวคิดเชิงคาํ นวณ การแก4ปYญหาโดยใชแ4 นวคดิ เชงิ คํานวณ การเขียนโปรแกรมทีม่ ีการใช4
ตรรกะและ ฟYงกชนั องคประกอบและหลกั การทาํ งานของระบบคอมพิวเตอร เทคโนโลยสี อื่ สาร แนว
ทางการ ปฏบิ ตั ิเมอื่ พบเนอ้ื หา ทไ่ี มเหมาะสม การใช4เทคโนโลยสี ารสนเทศอยางมคี วามรับผิดชอบ วิธกี าร
สรา4 งและ กาํ หนดสทิ ธคิ วามเปHนเจา4 ของผลงาน
โดยนาํ แนวคิดเชงิ คาํ นวณไปประยกุ ตใชใ4 นการเขียนโปรแกรมหรือการแก4ปYญหาในชีวติ จริง สรา4 งและ
กําหนดสทิ ธ์ิ การใชข4 อ4 มูลโดยใชก4 ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และคณติ ศาสตรในการแกป4 ญY หา การ
รวบรวม ประมวลผลขอ4 มลู การสรา4 งทางเลือกและการประเมินผลเพื่อตดั สินใจ การเลือกและใชเ4 ทคโนโลยี
ท่เี หมาะสม ในการแก4ปญY หาอยางสรา4 งสรรค ในการสบื คน4 คน4 ควา4 รวบรวม รับและสงสารใหผ4 อู4 น่ื เขา4 ใจ
ถกู ตอ4 ง วเิ คราะห วพิ ากษและประเมนิ จดุ ประสงคของการสอื่ สาร กระบวนการ สรา4 ง และบทบาทของส่ือ
สารสนเทศและ เทคโนโลยดี จิ ทิ ลั แบบตางๆ เลอื กใชเ4 ทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดขน้ั ตอนเวลาในการทํางาน
เพ่อื นาํ เสนอ ผลงานทีเ่ ปHนประโยชนอยางเปHนผูร4 4ูเทาทนั ผลกระทบทอ่ี าจจะเกดิ กับตัวตนเอง ผ4ูอนื่ และสงั คม
และสรุปความร4ู ดว4 ยตนเองได4ถูกตอ4 ง มีความหลากหลายแปลกใหม ไมลอกเลยี นแบบไมทาํ ให4ผ4อู นื่
เดอื ดรอ4 น และเปนH ประโยชนตอตนเองและสงั คมและแนะนําผอู4 ืน่ ได4
ตระหนักถงึ ผลกระทบในการเผยแพรข4อมูลมคี ุณลักษณะท่ีพึงประสงค มีความรบั ผดิ ชอบและมวี ินัยใน การ
ทาํ งาน และผู4เรยี นมีคณุ ธรรมตามคุณธรรมอตั ลกั ษณของโรงเรยี น
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เขา4 ใจและใชแ4 นวคดิ เชิงคํานวณในการแกป4 ญY หาทพี่ บในชวี ิตจริงอยางเปHนขน้ั ตอนและเปนH
ระบบ ใชเ4 ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนร4ู การทาํ งาน และการแกป4 Yญหาไดอ4 ยางมี
ประสทิ ธภิ าพ รู4เทาทนั และมจี รยิ ธรรม
มฐ. ว 4.2 ม.2/1 ออกแบบอัลกอรทิ ึมที่ใช4แนวคิดเชงิ คํานวณในการแกป4 ญY หา หรือการทํางานทพ่ี บในชวี ิต
จริง
มฐ. ว 4.2 ม.2/2 ออกแบบและเขยี นโปรแกรมที่ใช4ตรรกะและฟงY กชนั ในการ แกป4 ญY หา
มฐ. ว 4.2 ม.2/3 อภิปรายองคประกอบและหลกั การทาํ งานของระบบคอมพวิ เตอร และเทคโนโลยกี าร
สื่อสาร เพอ่ื ประยกุ ตใช4 งานหรือแกป4 Yญหาเบอ้ื งตน4
มฐ. ว 4.2 ม.2/4 ใช4เทคโนโลยสี ารสนเทศอยางปลอดภัย มคี วามรับผดิ ชอบ สร4างและแสดงสทิ ธิ์ในการ
เผยแพรผลงาน
มาตรฐาน/ตวั ชี้วัด
มฐ. ว4.2 ม2/1 ว4.2 ม2/2 ว4.2 ม2/3 ว4.2 ม2/4 รวมทง้ั หมด 4 ตัวชว้ี ดั
2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
2.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเปHนความสามารถของนักเรยี นในด4านตางๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนไดร4 บั ประสบการณ
จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครตู อ4 งศกึ ษาแนวทางในการวัดและประเมนิ ผล การ สรา4 ง
เครือ่ งมอื วัดใหม4 ีคุณภาพนั้น ได4มผี 4ใู หค4 วามหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนไวด4 งั นี้
สมพร เชื้อพนั ธ (2547) สรปุ วา ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร หมายถงึ ความสามารถ
ความสาํ เร็จและสมรรถภาพด4านตางๆของผูเ4 รยี นทไ่ี ดจ4 ากการเรยี นร4อู นั เปHนผลมาจากการเรยี นการสอน
การ ฝกr ฝนหรือประสบการณของแตละบคุ คลซงึ่ สามารถวดั ได4จากการทดสอบด4วยวิธกี ารตางๆ
พิมพนั ธ เดชะคปุ ต และพเยาว ยนิ ดสี ขุ (2548) กลาววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถงึ ขนาด
ของ ความสาํ เรจ็ ทีไ่ ดจ4 ากกระบวนการเรียนการสอน
ปราณี กองจินดา (2549) กลาวา ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ ความสามารถหรอื
ผลสําเรจ็ ที่ ได4รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเปนH การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณเรยี นร4ู
ทางดา4 นพทุ ธพิ สิ ัย จติ พสิ ยั และทักษะพสิ ัย และยงั ไดจ4 าํ แนกผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนไว4ตามลกั ษณะของ
วัตถุประสงคของการเรียน การสอนทแ่ี ตกตางกนั
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช (2546) ใหค4 วามหมายวา การวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเปนH การวัด
ความสาํ เรจ็ ทางการเรยี น หรอื วดั ประสบการณทางการเรียนทผ่ี เ4ู รียนได4รบั จากการเรยี นการสอน โดยวดั
ตาม จุดมุงหมายของการสอนหรือวัดผลสาํ เรจ็ จากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมตาง ๆ
ไพโรจน คะเชนทร (2556) ใหค4 าํ จาํ กัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา คอื คณุ ลักษณะ รวมถงึ
ความร4ู ความสามารถของบคุ คลอนั เปHนผลมาจากการเรยี นการสอน หรือ มวลประสบการณทั้งปวงท่ีบคุ คล
ไดร4 ับจาก การเรยี นการสอน ทาํ ให4บคุ คลเกิดการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมในดา4 นตางๆ ของสมรรถภาพทาง
สมอง ซงึ่ มี จดุ มงุ หมายเพอ่ื เปHนการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลวาเรยี นแลว4 รูอ4 ะไรบ4าง
และมี ความสามารถด4านใดมากนอ4 ยเทาไร ตลอดจนผลทีเ่ กดิ ขนึ้ จากการเรยี นการฝกr ฝนหรอื ประสบการณ
ตางๆทง้ั ในโรงเรยี น ทบี่ า4 น และสงิ่ แวดล4อมอื่นๆ รวมทั้งความรู4สกึ คานยิ ม จรยิ ธรรมตางๆ กเ็ ปHนผลมา
จากการฝrกฝน ดว4 ย
ดังนนั้ จงึ สรุปได4วาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถงึ ผลที่เกิดจากกระบวนการเรยี นการสอนทจ่ี ะทาํ ให4
นักเรียนเกดิ การเปลยี่ นแปลงพฤติกรรม และสามารถวดั ไดโ4 ดยการแสดงออกมาทง้ั 3 ด4าน คอื ดา4 นพุทธิ
พสิ ยั ดา4 นจติ พสิ ัย และดา4 นทกั ษะพิสยั
2.2 การวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นมีความจาํ เปนH ตอการเรียนการสอน หรอื
การตดั สนิ ผลการเรียน เพราะเปHนการ วดั ระดับความสามารถในการเรียนรขู4 องบุคคลหลังจากทไ่ี ด4รับการ
ฝกr ฝน โดยอาศัยเครือ่ งมือประเภท แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิซง่ึ เปHนเคร่อื งมอื ทน่ี ยิ มมากที่สุด
การวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนตามแนวคดิ ของ Bloom (1982) ถือวาสง่ิ ใดกต็ าม ทม่ี ปี รมิ าณอยจู รงิ สง่ิ น้นั
สามารถวัดได4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอ็ ยูภายใตก4 รอบแนวคดิ ดงั กลาว ซงึ่ ผลการวดั จะเปHนประโยชนใน
ลักษณะทราบและประเมินระดับความรู4 ทักษะและเจตคตขิ องนกั เรยี น และระดบั ความร4คู วามสามารถตาม
แนวคดิ ของ Bloom มี 6 ระดับ ดังน้ี
1) ความจาํ คือ สามารถจาํ เร่ืองตาง ๆ ได4 เชน คาํ จาํ กดั ความสูตรตาง ๆ วธิ กี าร เชน นักเรียนสามารถบอก
ชอื่ สารอาหาร 5 ชนิดได4 นักเรยี นสามารถบอกช่อื ธาตทุ เ่ี ปนH องคประกอบของโปรตีนได4 ครบถ4วน
2) ความเข4าใจ คอื สามารถแปลความ ขยายความ และสรปุ ใจความสาํ คญั ได4
3) การนําไปใช4 คอื สามารถนําความรู4 ซงึ่ เปนH หลกั การ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใช4ในสภาพการณท่ี ตางออกไปได4
4) การวิเคราะห คือ สามารถแยกแยะข4อมลู และปญY หาตาง ๆ ออกเปนH สวนยอยเชน วิเคราะหองคประกอบ
ความสัมพนั ธ หลักการดาํ เนนิ การ
5) การสงั เคราะห คอื สามารถนาํ องคประกอบ หรอื สวนตาง ๆ เขา4 มารวมกันเปHนหมวดหมู อยางมี
ความหมาย
6) การประเมนิ คา คอื สามารถพิจารณาและตดั สนิ จากข4อมลู คุณคาของ หลักการโดยใช4 มาตรการท่ผี อ4ู นื่
กาํ หนดไว4หรือตวั เองกาํ หนดขน้ึ
เยาวดี วิบลู ยศรี (2540) ไดก4 ลาวถงึ ขอ4 ตกลงเบอ้ื งต4นทคี่ วรคํานึงถงึ ในการสรา4 งแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิ ไว4
ดังนี้
1) เนอ้ื หา หรอื ทกั ษะภายในขอบเขตทค่ี รอบคลุมในแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธน์ิ นั้ จะต4อง สามารถจํากดั อยู
ในรปู ของพฤติกรรม ซ่ึงมคี วามเฉพาะเจาะจงในลกั ษณะท่จี ะสือ่ สารไปยงั บุคคลอน่ื ได4 ถ4า เปาN หมายทางการ
ศึกษาไมสามารถจาํ กดั อยใู นรูปของพฤตกิ รรมแลว4 ยอมไมสามารถท่จี ะวดั ได4ในลกั ษณะของ ผลสัมฤทธไิ์ ด4
อยางชัดเจน
2) ผลติ ผลทแี่ บบทดสอบวดั ผลสัมฤทธวิ์ ัดนั้น จะต4องเปHนผลิตผลเฉพาะที่เกดิ ขึน้ จากการเรียน การสอนตาม
วตั ถปุ ระสงคทตี่ อ4 งการเทานน้ั จะวดั ผลผลิตผลอยางอื่นไมได4
3) ผลสัมฤทธห์ิ รอื ความรูต4 าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสมั ฤทธ์วิ ดั ไดน4 น้ั ถา4 จะนาํ ไปเปรยี บเทียบ กันแล4ว ผเ4ู ขา4
สอบทุกคนจะต4องมโี อกาสไดเ4 รียนร4ูในเร่ืองน้ัน ๆ เทาเทียมกนั
2.3 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
สมบรู ณ ตันยะ (2545) ได4ให4ความหมายวา แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการ เรยี นเปHน
แบบทดสอบ ทใ่ี ชส4 ําหรับวดั พฤตกิ รรมทางสมองของผเ4ู รียนวามคี วามรู4 ความสามารถใน เรือ่ งที่เรียนรู4
มาแล4ว หรอื ไดร4 บั การ ฝกr ฝนอบรมมาแลว4 มากน4อยเพยี งใด สวน พิชิต ฤทธิ์จรญู (2544) กลาววา
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการ เรยี นเปนH แบบทดสอบทีใ่ ชว4 ัดความร4ู ทักษะ และความสามารถทาง
วิชาการที่ผูเ4 รยี นไดเ4 รียนร4ูมาแลว4 วา บรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามจุดประสงคที่กําหนดไว4เพยี งใด
พิชติ ฤทธ์ิจรญู (2545) กลาววา แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถึง
แบบทดสอบท่ใี ช4วัด ความร4ู ทักษะ และความสามารถทางวิชาการทนี่ ักเรยี นได4เรียนร4ูมาแล4ววาบรรลผุ ล
สาํ เร็จตามจุดประสงคที่ กาํ หนดไวเ4 พยี งใด
สริ พิ ร ทพิ ยคง (2545) กลาววา แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ ชุดคาํ ถามท่ี
มุงวัด พฤติกรรมการเรยี นของนักเรียนวามีความร4ู ทักษะ และสมรรถภาพดา4 นสมองดา4 นตางๆ ในเรอื่ งท่ี
เรยี นร4ไู ปแลว4 มากนอ4 ยเพยี งใด
สมพร เชอ้ื พนั ธ (2547) กลาววา แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบหรอื ชุดของขอ4 สอบทใ่ี ช4วดั ความสาํ เร็จหรอื ความสามารถในการทํากจิ กรรมการเรยี นร4ูของ
นักเรยี นท่ีเปนH ผลมาจาก การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนของครูผสู4 อนวาผานจดุ ประสงคการเรียนรูท4 ตี่ งั้ ไว4
เพียงใด
ดงั น้ันสรุปไดว4 า แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น คือแบบทดสอบทีใ่ ชว4 ดั ความร4ู และ
ทักษะ ความสามารถจากการเรียนรูใ4 นอดตี หรอื ในสภาพปYจจบุ นั ของแตละบคุ คล
2.4 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
ไพโรจน คะเชนทร (2556) ไดจ4 ัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น แบง
ออกเปHน 2 ประเภท คอื แบบทดสอบท่ีครสู รา4 งขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบ
มาตรฐาน (Standardized tests) ซ่ึงทงั้ 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกนั คือถามสงิ่ ทผ่ี เ4ู รียนได4รบั จาก
การ เรียนการสอนซ่ึงจดั กลมุ พฤติกรรมได4 6 ประเภท คอื ความร4ู ความจาํ ความเขา4 ใจ การนาํ ไปใช4 การ
วิเคราะห การสังเคราะห และการประเมนิ
แบบทดสอบทค่ี รสู รา4 งขึ้นเปนH แบบทดสอบทค่ี รสู ร4างขน้ึ เองเพอ่ื ใช4ในการทดสอบผเ4ู รียนในชัน้ เรยี น แบงเปนH
2 ประเภท คอื
1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได4แก
แบบถกู – ผดิ (True-false) แบบจับคู (Matching) แบบเตมิ คาํ ใหส4 มบูรณ (Completion) หรือแบบ
คาํ ตอบ ส้ัน (Short answer) และแบบเลอื กตอบ (Multiple choice)
2 แบบอัตนยั (Essay tests) ไดแ4 ก แบบจํากดั คาํ ตอบ (Restricted response items) และ แบบไมจาํ กดั
ความตอบ หรือ ตอบอยางเสรี (Extended response items)
3 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เปHนแบบทดสอบทส่ี รา4 ง โดยผู4เชี่ยวชาญที่มี ความรใู4 น
เน้ือหา และมที ักษะการสรา4 งแบบทดสอบ มกี ารวเิ คราะหหาคณุ ภาพของแบบทดสอบ มคี ําช้ีแจง เก่ียวกับ
การดําเนนิ การสอบ การให4คะแนนและการแปลผล มีความเปHนปรนยั (Objective) มคี วาม
เท่ยี งตรง (Validity) และความเชอื่ ม่ัน (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ไดแ4 ก California
Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และ the
Metropolitan Achievement tests เปHนต4น
สวนพวงรัตน ทวีรตั น (2543) ไดจ4 ดั ประเภทแบบทดสอบไว4 3 ประเภท ดงั น้ี
1. แบบปากเปลา เปนH การทดสอบที่อาศยั การซักถามเปนH รายบคุ คล ใช4ไดผ4 ลดีถา4 มผี เ4ู ขา4 สอบ
จาํ นวนน4อย เพราะต4องใช4เวลามาก ถามไดล4 ะเอียด เพราะสามารถโตต4 อบกันได4
2. แบบเขยี นตอบ เปHนการทดสอบทเี่ ปลยี่ นแปลงมาจากการสอบแบบปากเปลา เนื่องจาก
จาํ นวนผูเ4 ขา4 สอบมากและมจี าํ นวนจาํ กดั แบงไดเ4 ปนH 2 แบบ คอื
3. แบบความเรยี ง หรืออตั นยั เปHนการสอบท่ีให4ผตู4 อบไดร4 วบรวมเรยี บเรียงคําพูดของตนเอง
ในการแสดงทัศนคติ ความรู4สกึ และความคิดไดอ4 ยางอิสระภายใตห4 วั เรื่องท่ีกาํ หนดให4 เปนH ขอ4 สอบที่
สามารถ วัดพฤติกรรมดา4 นการสังเคราะหไดอ4 ยางดี แตมขี อ4 เสียท่กี ารใหค4 ะแนน ซง่ึ อาจไมเทีย่ งตรง ทาํ ให4มี
ความเปHนปรนยั ไดย4 ากแบบจาํ กดั คาํ ตอบ เปนH ขอ4 สอบ ท่มี ีคําตอบถกู ใตเ4 งื่อนไขทก่ี ําหนดใหอ4 ยางจาํ กัด
ขอ4 สอบแบบน้แี บง ออกเปนH 4 แบบ คือ แบบถูกผดิ แบบเติมคาํ แบบจบั คู และแบบเลอื กตอบแบบปฏิบตั ิ
เปนH การทดสอบท่ี ผส4ู อบไดแ4 สดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทําหรือลงมอื ปฏบิ ัตจิ รงิ ๆ เชน การทดสอบ
ทางดนตรี ชางกล พล ศกึ ษา เปHนตน4
สรปุ ไดว4 า แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน แบงได4 2 ประเภท คือ แบบทดสอบ
มาตรฐาน ซึ่งสรา4 งจากผเ4ู ชย่ี วชาญดา4 นเนอื้ หาและด4านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเปHนอยางดี สวนอกี
ประเภทหนึ่ง คือแบบทดสอบท่คี รสู รา4 งขน้ึ เพือ่ ใช4ในการทดสอบในชนั้ เรยี น ในการออกแบบทดสอบวัดผล
สมั ฤทธทิ์ างการเรียนคาํ ศัพทเพ่ือการส่ือสาร ผ4วู ิจยั ได4เลือกแบบทดสอบทผี่ ว4ู ิจยั สรา4 งขน้ึ แบบปฏบิ ัติ ในการ
วดั ความสามารถในการนําคาํ ศัพทไปใชใ4 นการส่อื สารดา4 นการการพดู และการเขยี น และเลือกแบบทดสอบ
แบบ เขยี นตอบทจ่ี าํ กดั คาํ ตอบโดยการเลอื กตอบจากตวั เลือกที่กําหนดให4 ในการวดั ความรูค4 วามเข4าใจ
ความหมายของ คาํ ศัพท และการนาํ คาํ ศพั ทไปใช4ในการฟงY และการอาน
3. หลักการ แนวคดิ และทฤษฎที เ่ี ก่ียวขอ4 งกบั แบบลาํ ลอง
3.1 แบบจาํ ลองของแนวคดิ และแบบจาํ ลองทเ่ี ปHนแนวความคิด
แบบจาํ ลองความคิด (Conceptual model) ในความหมายทวั่ ไป แบบจาํ ลองหรอื โมเดลใชใ4 นการแสดง
ส่ิงๆ หนง่ึ โมเดลบางตวั แสดงถึงสิง่ ของที่เปนH รูปแบบ เชน โมเดลของเลน ขณะทโี่ มเดลทางความคิด ใช4ใน
การแสดง ผานทางขอ4 ความ ภาพวาด โมเดลเหลานใี้ ช4ในการชวยแสดงใหผ4 อ4ู นื่ ไดเ4 ข4าใจถึงประเดน็ หวั ขอ4 ที่
ต4องการอธิบาย
แบบจาํ ลองความคดิ มหี ลากหลายตงั้ แตแบบจาํ ลองท่ชี ัดเจนเปนH รูปธรรม เชนภาพของวตั ถทุ ีค่ น4ุ เคย ไป ถงึ
ภาพหรอื วัตถทุ างนามธรรมเชนแบบจาํ ลองคณติ ศาสตร ซง่ึ ไมสามารถวาดหรอื แสดงเปนH รูปธรรมได4
แบบจาํ ลองอาจจะแสดงถงึ สงิ่ ของหนงึ่ ชิน้ (เชน เทพีเสรภี าพ) แสดงถึงสงิ่ ของทง้ั กลมุ (เชน อิเลก็ ตรอน)
หรือ แมแ4 ตกลุมของทีแ่ สดงในภาพรวมเชน ระบบจกั รวาล โดยความหลากหลายและขอบเขตของ
แบบจาํ ลอง ความคดิ จะขึ้นอยูกับจดุ ประสงคของผจ4ู ดั ทําแบบจาํ ลองนั้น
3.2 ประเภทและขอบเขตของแบบจําลองแนวคดิ
อ4างองิ จากวารสารวชิ าการมหาวิทยาลยั อสี เทริ นเอเชีย 1, 1 (ม.ค.-ม.ิ ย. 2549): 83-89 โดย ดร.ดิเรก
วรรณ
เศียร กลาววา Keeves (1988: 561-565) ได4แบงประเภทของแบบจําลองท่ใี ชใ4 นทางการศึกษาเปHน 4
ประเภท ได4แก
1. แบบจาํ ลองเชงิ เปรียบเทยี บ (Analogue Model) เปHนแบบจําลองเชงิ กายภาพสวนใหญใชใ4 นดา4 น
วทิ ยาศาสตร เชน แบบจาํ ลองโครงสรา4 งอะตอม สร4างขน้ึ โดยใชห4 ลกั การเปรียบเทียบโครงสรา4 งของ
แบบจาํ ลอง ใหส4 อดคลอ4 งกบั ลักษณะท่คี ลา4 ยกนั ทางกายภาพ สอดคลอ4 งกับขอ4 มลู และความรู4ทมี่ ีอยูใน
ขณะนน้ั ดว4 ย แบบจาํ ลองทส่ี ร4างขนึ้ ต4องมีองคประกอบชัดเจนสามารถนําไปทดสอบดว4 ยข4อมูลเชิงประจักษ
ได4 และสามารถ นําไปใชท4 ําการหาข4อสรปุ ของปรากฏการณไดอ4 ยางกวา4 งขวาง
2. แบบจาํ ลองเชงิ อธบิ าย (Semantic Model) เปHนแบบจาํ ลองทใ่ี ช4ภาษาเปนH สื่อในการบรรยายหรือ
อธิบายปรากฏการณทศี่ กึ ษา ดว4 ยภาษา แผนภมู ิ หรือรปู ภาพเพือ่ ให4เห็นแนวคิดโครงสรา4 ง องคประกอบ
และ ความสมั พันธขององคประกอบตางๆ
3. แบบจําลองเชงิ คณติ ศาสตร (Mathematical Model) เปนH แบบจาํ ลองทแี่ สดงความสมั พนั ธของ
องคประกอบหรอื ตัวแปรตางๆ โดยใชส4 ญั ลกั ษณทางคณติ ศาสตร เดิมแบบจาํ ลองนใ้ี ชก4 ับศาสตรทางด4าน
วทิ ยาศาสตร แตปจY จบุ นั มีแนวโน4มในการนาํ ไปใชด4 4านพฤตกิ รรมศาสตรและสงั คมศาสตรเพมิ่ ข้ึนรวมทง้ั
การศึกษาด4วย โดยเฉพาะในการวดั ผลการศกึ ษา แบบจาํ ลองแบบน้สี ามารถอธิบายความสมั พันธและสรา4 ง
เปHน ทฤษฎี เพราะสามารถทดสอบสมมตุ ิฐานได4 แบบจาํ ลองเชงิ คณิตศาสตรมกั พัฒนามาจากแบบจาํ ลอง
เชงิ อธบิ าย
4. แบบจาํ ลองเชงิ เหตผุ ล (Causal Model) เปHนแบบจาํ ลองทพ่ี ฒั นามาจากแบบจาํ ลองเชิงอธบิ าย โดย
การนาํ เอาเทคนิคการวเิ คราะหเสน4 ทาง (Path Analysis) มาใช4 ปYจจบุ ันมีการนําแบบจาํ ลองนมี้ าใชใ4 นการ
วจิ ัย
ทางการศกึ ษามากข้ึน แบบจําลองแบบนจ้ี ะเปนH การนาํ เอาตวั แปรมาเขยี นเปHนสญั ลักษณหรอื คาํ ยอ แลว4 ใช4
เสน4 ตรงและลกู ศรแสดงความสมั พนั ธของตวั แปรในเชงิ เหตแุ ละผล แบบจําลองดงั กลาวสามารถกาํ หนดเปนH
กรอบในการรวบรวมขอ4 มลู ในสภาพทเี่ ปนH จรงิ เพ่อื ทดสอบแบบจาํ ลองไดด4 ว4 ย
กรรณิกา เจิมเทยี นชยั (2539: 82) ได4แบงประเภทของรูปแบบหรือแบบจาํ ลองเปHน 2 ชนดิ ได4แก
แบบจาํ ลองของสงิ่ ที่เปHนรปู ธรรมและแบบจาํ ลองของสิ่งทเี่ ปHนนามธรรม จากการศกึ ษาความคิดเหน็ ของ
นกั วิชาการดังกลาวขา4 งตน4 สรปุ วา การแบงประเภทของแบบจาํ ลอง ขน้ึ อยูกบั วัตถปุ ระสงคในการอธิบาย
แบบจาํ ลองน้ันๆ
3.3 เทคนคิ การสรา4 งรหสั ลาํ ลอง
รหัสลาํ ลอง ความหมาย หมายถงึ การเขยี นโปรแกรมโดยไมต4องคาํ นงึ ถงึ ไวยากรณ แตเปนH ภาษาที่ นักเขียน
โปรแกรมเขา4 ใจกนั ได4 มีลกั ษณะเปนH ภาษาองั กฤษธรรมดาสวนหนงึ่ เปHนภาษาทําโปรแกรม programming
language) อกี สวนหนึง่ ดู programming language ประกอบ
4. ทฤษฎีความพงึ พอใจ
ดเิ รก (2528) กลาววา ความพงึ พอใจ หมายถงึ ทศั นคตทิ างบวกของบุคคลทม่ี ตี อส่ิงใดสงิ่ หนึ่ง เปนH
ความรสู4 ึกหรอื ทศั นคตทิ ่ีดตี องานท่ที าํ ของบุคคลทม่ี ตี องานในทางบวก ความสขุ ของบุคคลอนั เกดิ จากการ
ปฏิบัตงิ านและไดร4 บั ผลเปนH ทพี่ ึงพอใจ ทาํ ใหบ4 ุคคลเกิดความกระตอื รอื รน4 มคี วามสุข ความมงุ มัน่ ทจ่ี ะ
ทํางาน มี ขวญั และมีกาํ ลงั ใจ มีความผกู พนั กับหนวยงาน มคี วามภาคภูมใิ จในความสําเร็จของงานทท่ี าํ
และสง่ิ เหลานจ้ี ะ สงผลตอประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลในการทํางานสงผลตอถงึ ความกา4 วหนา4 และ
ความสาํ เร็จขององคการอกี ด4วย
วริ ุฬ (2542) กลาววา ความพึงพอใจเปนH ความร4ูสกึ ภายในจติ ใจของมนุษยทไี่ มเหมือนกนั ขน้ึ อยกู ับแต ละ
บคุ คลวาจะมคี วามคาดหมายกบั สงิ่ หนง่ึ สง่ิ ใดอยางไร ถา4 คาดหวงั หรอื มคี วามตงั้ ใจมากและได4รับการ
ตอบสนองดว4 ยดจี ะมีความพงึ พอใจมากแตในทางตรงกนั ขา4 มอาจผดิ หวงั หรือไมพงึ พอใจเปนH อยางย่งิ เมอื่
ไมได4 รบั การตอบสนองตามท่ีคาดหวังไวท4 ้ังน้ีขนึ้ อยกู บั สงิ่ ทีต่ ัง้ ใจไว4วาจะมมี ากหรือน4อยสอดคล4องกับ ฉัตร
ชัย (2535) กลาววา ความพึงพอใจหมายถงึ ความรสู4 กึ หรอื ทัศนคตขิ องบคุ คลทมี่ ีตอสงิ่ หนงึ่ หรอื ปจY จยั ตางๆ
ที่เก่ียวขอ4 ง ความรสู4 กึ พอใจจะเกิดข้ึนเมือ่ ความตอ4 งการของบคุ คลไดร4 บั การตอบสนองหรือบรรลจุ ดุ มงุ หมาย
ในระดั บหน่ึง ความรส4ู กึ ดังกลาวจะลดลงหรอื ไมเกิดขึ้น หากความตอ4 งการหรือจดุ มงุ หมายน้ันไมไดร4 ับการ
ตอบสนอง
กาญจนา (2546) กลาววา ความพงึ พอใจของมนุษยเปนH การแสดงออกทางพฤติกรรมทเี่ ปนH นามธรรม ไม
สามารถมองเห็นเปHนรูปรางได4 การท่ีเราจะทราบวาบคุ คลมคี วามพงึ พอใจหรอื ไม สามารถสงั เกตโดยการ
แสดงออกท่คี อนขา4 งสลับซับซอ4 นและต4องมสี ง่ิ เรา4 ที่ตรงตอความต4องการของบุคคล จงึ จะทาํ ใหบ4 ุคคลเกิด
ความพงึ พอใจ ดังนน้ั การส่ิงเรา4 จงึ เปHนแรงจงู ใจของบคุ คลน้ันให4เกดิ ความพงึ พอใจในงานนน้ั
นภารัตน (2544) กลาววา ความพงึ พอใจเปนH ความรู4สึกทางบวกความรสู4 กึ ทางลบและความสขุ ที่มี
ความสัมพันธกันอยางซบั ซ4อน โดยความพงึ พอใจจะเกิดขนึ้ เม่อื ความรสู4 ึกทางบวกมากกวาทางลบ เทพพนม
และสวงิ (2540) กลาววา ความพงึ พอใจเปนH ภาวะของความพงึ ใจหรอื ภาวะทมี่ ีอารมณใน ทางบวกท่ีเกิดข้นึ
เนอื่ งจากการประเมินประสบการณของคนๆหนง่ึ สง่ิ ท่ขี าดหายไประหวางการเสนอให4กบั สง่ิ
ที่ได4รับจะเปนH รากฐานของการพอใจและไมพอใจได4
สงา (2540) กลาววา ความพึงพอใจ หมายถึงความรูส4 กึ ทีเ่ กิดข้ึนเม่ือไดร4 บั ผลสําเรจ็ ตามความมงุ หมาย หรือ
เปนH ความรส4ู กึ ขนั้ สุดทา4 ยท่ไี ดร4 ับผลสําเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงคจากการตรวจเอกสารข4างตน4 สรุปไดว4 า ความพงึ
พอใจ หมายถึง ความรูส4 ึกทีด่ ีหรอื ทัศนคติที่ดขี องบุคคล ซงึ่ มักเกดิ จากการได4รับการตอบสนองตามทต่ี น
ตอ4 งการ กจ็ ะเกิดความรสู4 กึ ทด่ี ตี อส่ิงนนั้ ตรงกันขา4 มหากความต4องการของตนไมได4รบั การตอบสนองความ
ไม พงึ พอใจกจ็ ะเกิดขน้ึ
4. ทฤษฎีความความพึงพอใจ
4.1 แนวคิดความพงึ พอใจ
Shelly อา4 งโดย ประกายดาว (2536) ได4เสนอแนวคิดเกี่ยวกบั ความพึงพอใจ วาความพงึ พอใจเปนH
ความรู4สกึ สองแบบของมนษุ ย คอื ความรสู4 กึ ทางบวกและความรส4ู ึกทางลบ ความรส4ู กึ ทางบวกเปHน
ความรูส4 กึ ท่ี เกดิ ข้ึนแลว4 จะทําให4เกดิ ความสขุ ความสขุ น้เี ปHนความรสู4 ึกที่แตกตางจากความรส4ู ึกทางบวก
อ่นื ๆ กลาวคือ เปHน ความร4ูสกึ ท่ีมรี ะบบย4อนกลบั ความสขุ สามารถทาํ ให4เกดิ ความรสู4 กึ ทางบวกเพิม่ ข้นึ ไดอ4 ีก
ดงั นั้นจะเหน็ ได4วา ความสขุ เปHนความรู4สกึ ทสี่ ลบั ซับซอ4 นและความสขุ นจี้ ะมีผลตอบคุ คลมากกวาความรสู4 กึ
ในทางบวกอ่นื ๆ ขณะท่ี วชิ ัย (2531) กลาววา แนวคดิ ความพงึ พอใจ มสี วนเก่ยี วขอ4 งกบั ความตอ4 งการของ
มนุษย กลาวคือ ความพงึ พอใจจะเกิดขึ้นได4กต็ อเมอ่ื ความต4องการของมนุษยได4รบั การตอบสนอง ซงึ่ มนษุ ย
ไมวาอยใู นทใ่ี ดยอมมีความ ตอ4 งการข้ันพนื้ ฐานไมตางกัน
พิทกั ษ (2538) กลาววา ความพงึ พอใจเปHนปฏิกิริยาดา4 นความรส4ู กึ ตอสง่ิ เร4าหรือสงิ่ กระตุน4 ทแี่ สดงผล
ออกมาในลักษณะของผลลัพธสดุ ท4ายของกระบวนการประเมนิ โดยบงบอกทศิ ทางของผลการประเมนิ วา
เปHนไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบหรือไมมปี ฏกิ ิริยาคอื เฉยๆ ตอสงิ่ เร4าหรอื ส่ิงทมี่ ากระต4ุน
4.2 ทฤษฎเี กยี่ วกบั ความพงึ พอใจ
Kotler and Armstrong (2002) รายงานวา พฤตกิ รรมของมนษุ ยเกดิ ขึน้ ต4องมสี ิ่งจงู ใจ (motive) หรอื
แรงขบั ดนั (drive) เปนH ความต4องการท่กี ดดันจนมากพอท่จี ะจงู ใจใหบ4 ุคคลเกิดพฤติกรรมเพ่ือตอบสนอง
ความ ต4องการของตนเอง ซึ่งความต4องการของแตละคนไมเหมือนกัน ความต4องการบางอยางเปHนความ
ต4องการทาง ชวี วิทยา(biological) เกิดขนึ้ จากสภาวะตึงเครยี ด เชน ความหิวกระหายหรอื ความลาํ บาก
บางอยาง เปHนความ ตอ4 งการทางจิตวทิ ยา (psychological) เกดิ จากความต4องการการยอมรับ
(recognition) การยกยอง (esteem) หรือการเปนH เจ4าของทรพั ยสิน (belonging) ความต4องการสวนใหญ
อาจไมมากพอทีจ่ ะจงู ใจให4 บุคคลกระทาํ ในชวงเวลานนั้ ความตอ4 งการกลายเปนH สงิ่ จงู ใจ เมื่อไดร4 บั การ
กระตุ4นอยางเพียงพอจนเกิดความ ตงึ เครียด โดยทฤษฎที ี่ไดร4 บั ความนยิ มมากที่สดุ มี 2 ทฤษฎี คอื ทฤษฎี
ของอับราฮัม มาสโลว และทฤษฎขี อง ซกิ มัน ฟรอยด
ทฤษฎแี รงจงู ใจของมาสโลว (Maslow’s theory motivation)
อบั ราฮัม มาสโลว (A.H.Maslow) คน4 หาวธิ ีทจี่ ะอธิบายวาทําไมคนจงึ ถกู ผลักดันโดยความต4องการบางอยาง
ณ เวลาหนง่ึ ทําไมคนหนง่ึ จงึ ทมุ เทเวลาและพลงั งานอยางมากเพ่อื ใหไ4 ดม4 าซงึ่ ความปลอดภยั ของตนเองแต
อีกคน หนงึ่ กลับทําสงิ่ เหลาน้ัน เพ่อื ใหไ4 ดร4 บั การยกยองนบั ถอื จากผู4อ่นื คาํ ตอบของมาสโลว คอื ความ
ตอ4 งการของ มนุษยจะถกู เรยี งตามลาํ ดบั จากสิง่ ทก่ี ดดนั มากทีส่ ุดไปถงึ น4อยทส่ี ดุ ทฤษฎีของมาสโลวได4
จัดลาํ ดับความต4องการ ตามความสาํ คญั คอื
1.1 ความตอ4 งการทางกาย (physiological needs) เปนH ความตอ4 งการพ้ืนฐาน คอื อาหาร ทพ่ี กั อากาศ
ยารักษาโรค
1.2 ความต4องการความปลอดภยั (safety needs) เปนH ความตอ4 งการท่ีเหนือกวา ความตอ4 งการเพอื่ ความ
อยรู อด เปนH ความตอ4 งการในด4านความปลอดภยั จากอันตราย
1.3 ความตอ4 งการทางสงั คม (social needs) เปนH การตอ4 งการการยอมรับจากเพ่อื น
1.4 ความตอ4 งการการยกยอง (esteem needs) เปนH ความต4องการการยกยองสวนตวั ความนับถอื และ
สถานะทางสงั คม
1.5 ความตอ4 งการให4ตนประสบความสําเรจ็ (self – actualization needs) เปนH ความตอ4 งการ สูงสุดของ
แตละบุคคล ความต4องการทาํ ทุกส่ิงทกุ อยางไดส4 าํ เรจ็ บคุ คลพยายามทสี่ ร4างความพงึ พอใจใหก4 ับ ความ
ต4องการท่สี าํ คญั ทสี่ ุดเปนH อันดับแรกกอนเมื่อความต4องการนน้ั ได4รับความพึงพอใจ ความต4องการนน้ั กจ็ ะ
หมดลงและเปนH ตวั กระต4ุนใหบ4 ุคคลพยายามสรา4 งความพึงพอใจใหก4 ับความตอ4 งการท่สี าํ คญั ทส่ี ุดลาํ ดบั ตอไป
ตัวอยาง เชน คนทีอ่ ดอยาก (ความต4องการทางกาย) จะไมสนใจตองานศลิ ปะชน้ิ ลาสดุ (ความต4องการ
สงู สุด) หรือไมต4องการยกยองจากผอ4ู ืน่ หรอื ไมต4องการแม4แตอากาศที่บรสิ ุทธิ์ (ความปลอดภยั ) แตเมอ่ื
ความตอ4 งการ แตละขัน้ ได4รบั ความพงึ พอใจแลว4 ก็จะมีความต4องการในขัน้ ลาํ ดบั ตอไป
2. ทฤษฎีแรงจงู ใจของฟรอยด
ซกิ มนั ด ฟรอยด ( S. M. Freud) ตง้ั สมมุติฐานวาบคุ คลมกั ไมร4ตู ัวมากนกั วาพลงั ทางจติ วิทยามสี วนชว ย
สร4างใหเ4 กดิ พฤตกิ รรม ฟรอยดพบวาบคุ คลเพ่ิมและควบคมุ สง่ิ เรา4 หลายอยาง สิง่ เรา4 เหลานอี้ ยนู อกเหนือการ
ควบคุมอยางสิน้ เชงิ บุคคลจึงมีความฝYน พดู คําทไี่ มตงั้ ใจพดู มอี ารมณอยูเหนอื เหตุผลและมพี ฤติกรรม
หลอก หลอนหรอื เกดิ อาการวติ กจริตอยางมาก
ขณะท่ี ชารณิ ี (2535) ไดเ4 สนอทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจไว4วา บคุ คลพอใจจะกระทําสงิ่ ใดๆทใ่ี ห4มี
ความสขุ และจะหลกี เลย่ี งไมกระทําในสง่ิ ทเี่ ขาจะได4รับความทุกขหรือความยากลาํ บาก โดยอาจแบง
ประเภท ความพอใจกรณนี ้ีได4 3 ประเภท คือ
ความพอใจดา4 นจติ วิทยา (psychological hedonism) เปนH ทรรศนะของความพึงพอใจวา มนุษยโดย
ธรรมชาตจิ ะมีความแสวงหาความสขุ สวนตวั หรือหลกี เลยี่ งจากความทกุ ขใดๆ
ความพอใจเกี่ยวกบั ตนเอง (egoistic hedonism) เปHนทรรศนะของความพอใจวามนุษยจะ พยายาม
แสวงหาความสขุ สวนตัว แตไมจาํ เปนH วาการแสวงหาความสุขตอ4 งเปนH ธรรมชาตขิ องมนุษยเสมอไป ความ
พอใจเกีย่ วกับจริยธรรม (ethical hedonism) ทรรศนะนถี้ ือวามนษุ ยแสวงหาความสขุ
เพอื่ ผลประโยชนของมวลมนุษยหรอื สังคมท่ีตนเปนH สมาชกิ อยแู ละเปHนผูไ4 ดร4 บั ผลประโยชนผหู4 นง่ึ ดว4 ย
5. แนวคดิ ของการคดิ เชงิ คํานวณ
การคิดเชิงคาํ นวณ (computational thinking) คอื กระบวนการแกป4 Yญหาในหลากหลายลักษณะ เชน การ
จดั ลาํ ดบั เชงิ ตรรกศาสตร การวเิ คราะหขอ4 มลู และการสร4างสรรควธิ ีแกป4 ญY หาไปทลี ะข้ันทลี ะตอน(หรือท่ี
เรียกวาอลั กอรทิ ่มึ ) รวมท้ังการยอยปญY หาท่ีชวยใหร4 ับมือกับปYญหาที่ซบั ซอ4 นหรอื มลี ักษณะเปนH คาํ ถาม
ปลายเปด‹ ได4 วธิ ีคิดเชงิ คาํ นวณมีความจาํ เปนH ในการพัฒนาแอพพลเิ คชนั่ ตางๆ สาํ หรับคอมพวิ เตอร แตใน
ขณะเดียวกัน วธิ ีคดิ นย้ี งั ชวยแก4ปYญหาในวชิ าตางๆ ได4ดว4 ย ดงั นน้ั เอง เมือ่ มกี ารบูรณาการวŒธิ ีคดิ เชิงคํานวณ
ผาน หลักสตู รในหลากหลายแขนงวชิ า นักเรยี นจะเหน็ ความสัมพนั ธระหวางแตละวชิ า รวมท้ังสามารถนํา
วิธีคดิ ที่ เปHนประโยชนน้ี ไปใช4แก4ปญY หาในชีวิตจริงได4ในระยะยาว
สรปุ คําจาํ กัดความของการคดิ เชงิ คํานวณ
- ไมได4จาํ กัดอยเู พียงการคิดให4เหมือนคอมพวิ เตอร
- ไมได4จาํ กัดอยเู พยี งการคิดในศาสตรของนกั วิทยาศาสตรคอมพิวเตอร
- แตเปนH กระบวนการคิดแกป4 Yญหาของมนษุ ย เพอื่ ส่งั ให4คอมพวิ เตอรทํางานและชวยแก4ปญY หาตามทีเ่ รา
- ตอ4 งการไดอ4 ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
- วิธคี ดิ เชิงคาํ นวณ ชวยทําใหป4 ญY หาทซี่ ับซ4อนเขา4 ใจไดง4 ายขึ้น เปHนทกั ษะที่เปนH ประโยชนอยางย่ิงตอทกุ ๆ
สาขาวิชา และทุกเรื่องในชีวติ ประจาํ วัน
Decomposition (การยอยปYญหา) หมายถงึ การยอยปญY หาหรอื ระบบท่ซี ับซอ4 นออกเปนH สวนเลก็ ๆ เพือ่ ให4
งายตอการจดั การและแก4ปญY หา เชน หากต4องการเขา4 ใจวาระบบของจักรยานทํางานยังไง ทาํ ไดโ4 ดยการ
แยกจกั รยานออกเปนH สวนๆ แลว4 สังเกตและทดสอบการทาํ งานของแตละองคประกอบ จะเข4าใจไดง4 ายกวา
วเิ คราะหจากระบบใหญทซ่ี บั ซ4อน
Pattern Recognition (การจดจาํ รปู แบบ) เม่อื เรายอยปYญหาออกเปHนสวนเล็กๆ ขน้ั ตอนตอไปคือ การหา
รปู แบบหรอื ลักษณะท่ีเหมือนกนั ของปญY หาเลก็ ๆ ท่ถี ูกยอยออกมา เชน หากตอ4 งวาดซีรส่ี รปู แมว แมว
ทัง้ หลายยอมมีลักษณะบางอยางทีเ่ หมอื นกนั พวกมันมตี า หาง ขน และชอบกนิ ปลา และรอ4 งเหมยี วๆ
ลกั ษณะ ท่มี ีรวมกนั น้ี เราเรยี กวารปู แบบ เมื่อเราสามารถอธิบายแมวตัวหนึง่ ได4 เราจะอธิบายลกั ษณะของ
แมวตัวอืน่ ๆ ได4 ตามรปู แบบที่เหมือนกนั นั่นเอง
Abstraction (ความคดิ ด4านนามธรรม) คอื การมงุ ความคดิ ไปทีข่ อ4 มลู สาํ คญั และคดั กรองสวนทไ่ี ม เกยี่ วข4อง
ออกไป เพ่ือให4จดจอเฉพาะสง่ิ ท่เี ราต4องการจะทํา เชน แม4วาแมวแตละตวั จะมลี ักษณะเหมือนกนั แตมันกม็ ี
ลักษณะเฉพาะตวั ท่ีตางกัน เชน มตี าสเี ขยี ว ขนสีดาํ ชอบกนิ ปลาทู ความคิดดา4 นนามธรรมจะคัด กรอง
ลกั ษณะทไี่ มได4รวมกนั กับแมวตวั อ่ืนๆ เหลาน้ี ออกไป เพราะรายละเอยี ดทไี่ มเกยี่ วข4องเหลาน้ี ไมได4ชวย ให4
เราอธิบายลักษณะพนื้ ฐานของแมวในการวาดภาพมนั ออกมาได4 กระบวนการคดั กรองส่ิงทไ่ี มเกี่ยวข4อง
ออกไป และมงุ ท่ีรูปแบบซึ่งชวยให4เราแก4ปญY หาได4เรียกวาแบบจาํ ลอง(model) เมื่อเรามคี วามคิดดา4 น
นามธรรม มันจะชวยให4เราร4วู าไมจาํ เปนH ทแี่ มวทุกตวั ต4องหางยาวและมขี นสน้ั หรือทําให4เรามโี มเดล
ความคดิ ทชี่ ัดเจนขึ้นนน่ั เอง
Algorithm Design (การออกแบบอลั กอริทม่ึ ) คอื การพฒั นาแนวทางแกป4 ญY หาอยางเปนH ขั้นเปHน ตอน หรือ
สรา4 งหลกั เกณฑขน้ึ มาเพอ่ื ดําเนินตามทลี ะขัน้ ตอนในการแกไ4 ขปญY หา เชน เมื่อเราตอ4 งการสั่ง คอมพิวเตอร
ให4ทํางานบางอยาง เราตอ4 งเขยี นโปรแกรมคําส่งั เพ่อื ใหม4 ันทํางานไปตามขนั้ ตอน การวางแผน เพื่อให4
คอมพิวเตอรทํางานตอบสนองความตอ4 งการของเรานเี้ อง ท่เี รียกวาวธิ ีคิดแบบอลั กอรทิ ม่ึ คอมพวิ เต อร จะ
ทํางานไดด4 ีเพยี งใด ขนึ้ อยกู ับชดุ คําสงั่ อลั กอริท่มึ ทเี่ ราสงั่ ให4มนั ทาํ งานนัน่ เอง การออกแบบอลั กอริท่ึมยังเปนH
ประโยชนตอการคาํ นวณ การประมวลผลขอ4 มลู และการวางระบบอัตโนมตั ติ างๆ แตเมอื่ นําแนวคดิ 4 เสา
หลกั นี้ ไปใชใ4 นหลักสูตร พบวามคี วามซบั ซอ4 นมากเกินกวาทีเ่ ดก็ ประถมจะเขา4 ใจได4 จึงมีการสร4างคาํ จํากดั
ความ ขน้ึ มาใหมเพอ่ื ให4เหมาะสมกับเดก็ มากขึ้น รวมทง้ั เหมาะกับครูหรอื ผปู4 กครอง ในการประยกุ ตคาํ
จํากัดความ เหลานไ้ี ปใช4เพื่อกระตุ4นการคิดเชงิ คาํ นวณ
• Tinkering (สรา4 งความชาํ นาญ) เปนH การฝกr ทักษะผานการเลน การสาํ รวจ โดยไมไดม4 เี ปNาหมายแนชัด
เหมือนเปHนการทดลองสิ่งใหมๆ โดยเด็กจะฝก. ความชํานาญผานการทาํ Œซา4 ๆ หรอื ลองวิธีการใหมๆ ในแตละ
สถานการณทตี่ 4องเผชญิ
• Collaborating (สรา4 งความสามคั คี , ทาํ งานรวมกัน) เปนH การทาํ งานรวมกับผูอ4 ่นื ไมวาจะเปHนกจิ กรรม
ใดๆ หรอื งานอดิเรกในยามวาง เปนH การรวมมอื กันเพื่อใหง4 านน้ันๆ ไดผ4 ลลัพธทดี่ ที สี่ ุด
• Creating (สรา4 งความคดิ สร4างสรรค) เปนH การคดิ ค4นส่งิ ทเ่ี ปนH ต4นแบบ หรือสร4างสรรคคุณคาให4กับ
กจิ กรรมใดๆ เชน การสรา4 งเกม แอนนเิ มชัน่ หรือหนุ ยนตงายๆ เป‹ดโอกาสให4เด็กไดม4 ีสวนรวมในการ
ออกแบบและสรา4 งสิง่ ตางๆ แทนท่จี ะแคฟงY สงั เกต และลงมอื ใช4 ตามทค่ี รูสอน
• Debugging (สรา4 งวิธกี ารแกไ4 ขจดุ บกพรอง) เปนH การเรยี นร4ทู ่จี ะแก4ไขข4อผดิ พลาดตางๆ ทเี่ กดิ ข้นึ
โดยเฉพาะอยางยง่ิ กจิ กรรมใดๆ ทต่ี อ4 งทําแบบเปHนข้ันเปนH ตอน เม่ือเจอจุดทผ่ี ิดพลาด ต4องคิดวิเคราะหอยาง
เปนH เหตุเปนH ผล เพอ่ื แกไ4 ขและไมใหเ4 กิดสง่ิ น้ันขนึ้ อีก
• Persevering (สร4างความอดทน , ความพยายาม) เปนH การเผชญิ หนา4 กับความทา4 ทายในการทํากจิ กรรม
ท่ียากและซับซ4อน แมจ4 ะลม4 เหลวแตต4องไมล4มเลกิ ต4องใช4ความพากเพยี รในการทาํ งานช้นิ นัน้ ๆ แมจ4 ะตอ4 ง
รบั มอื กับส่งิ ท่ียากและสรา4 งความสบั สนใหใ4 นบางครง้ั แตตอ4 งมคี วามมงุ ม่ันไมยอมแพ4 เพือ่ ผลลพั ธทดี่ ีตามท่ี
ตอ4 งการ
6. การคิดวิเคราะห
เปHนกระบวนการทางจิตสาํ นกึ เพ่อื วเิ คราะห หรือ ประเมนิ ขอ4 มูล ในคาํ แถลง หรอื ข4อเสนอทม่ี ีผแู4 ถลง
หรอื อ4างวาเปนH ความจรงิ การคดิ วิเคราะหเปนH รูปแบบของกระบวนการท่สี ะทอ4 นใหเ4 หน็ ความหมายของคํา
แถลง (statement) และการตรวจสอบหลกั ฐานทีไ่ ดร4 ับการไตตรองด4วยเหตแุ ละผล แล4วจงึ ทําการตัดสนิ คาํ
แถลงหรือขอ4 เสนอทถ่ี กู อ4างวาเปนH ความจริงน้นั การคดิ วิเคราะหอาจทาํ ไดจ4 ากการรวบรวมขอ4 มลู การ
สงั เกตการณ ประสบการณ หลกั แหงเหตแุ ละผล หรอื การส่อื ความ การคิดวิเคราะหต4องมพี ้ืนฐานของ
คุณคา เชงิ พทุ ธิปญY ญาทส่ี ูงเลยไปจากการเปHนเพยี งการแบงเนื้อหาที่รวมไปถงึ ความกระจางชัด ความ
แมนยํา ความ ต4องตรงเนอื้ หา หลักฐาน ความครบถว4 นและความยตุ ธิ รรมความหมายหรือนยิ ามการคดิ
วิเคราะหมีมากมาย และหลากหลาย แตสวนใหญไปในแนวเดียวกันคือการใช4เหตผุ ล หลกั ฐานและตรรกะ
มาวเิ คราะหให4แนชัดกอน ลงความเห็นหรือตดั สนิ พระพทุ ธเจา4 ได4ใชว4 ธิ กี ารสอนทอ่ี าจนบั เปนH การคดิ
วเิ คราะหท่เี รยี กวา "ปุจฉาวสิ ัชนา" ด4วยการให4พระสงฆใช4 "วจิ ารณญาน" ถามตอบซกั ไซไ4 ลเลยี งคา4 นกนั ไป
มาจนได4คาํ ตอบซึง่ อาจถอื ไดว4 าเปHนการ คดิ วเิ คราะห โดยทรงให4หลกั แหงความเชอื่ ท่ไี มงมงายไวใ4 นพระสูตร
ชอื่ กาลามสูตร
ภายใต4กรอบแหง “ความนาสงสยั ” (skepticism) กระบวนการคดิ วเิ คราะหเก่ยี วข4อง
สัมพันธกบั การสืบ หาข4อมลู และการประเมนิ ข4อมูลเพ่ือให4ได4มาซงึ่ ขอ4 สรปุ หรือคาํ ตอบทเ่ี ชื่อถือได4 การคิด
วิเคราะหประกอบด4วย “ตรรกะท่ไี มเปHนทางการ” (informal logic) ผลการวิจัยดา4 นการรับร4เู ชิงจิตวทิ ยา
(cognitive psychology) ทําให4นักการศึกษาเร่มิ เชือ่ มากขน้ึ วาสถาบนั การศึกษาทุกแหงควรเน4นการสอน
ทกั ษะการคดิ วเิ คราะหใหม4 าก ข้ึนแทนการสอนให4เรยี นรแู4 บบทองจาํ
กระบวนการของการคิดวิเคราะหสามารถตอบสนองประเด็นและสถานการณได4หลาย ๆ อยางและทาํ ให4
เราสามารถสบื เสาะหาสงิ่ เช่อื มโยงระหวางกนั ไดด4 ว4 ย ดงั นน้ั การคดิ วเิ คราะหจงึ เปนH ตวั สร4างระบบชอง
ความคิดตาง ๆ ที่สัมพันธกบั ความรู4
เชน วทิ ยาศาสตร คณิตศาสตร วิศวกรรมศาสตร ประวัติศาสตร มานุษยวิทยาเศรษฐศาสตร หลัก เหตผุ ล
ทางศลี ธรรม และปรชั ญา เราอาจแบงการคดิ วเิ คราะหไดเ4 ปHนสองลกั ษณะได4แก
- ชดุ ของทักษะการรับรู4 (cognitive skill)
- ความสามารถและการใชท4 ักษะนัน้ ๆ เพอ่ื เปนH แนวทางแหงประพฤติกรรม
การคิดวเิ คราะหไมเปนH เพยี งการหาและการเกบ็ รวบรวมขอ4 มูล หรอื การเปHนเพยี งผู4มที ักษะแตไมได4ใช4 อยาง
สŒมาเสมอ การคิดวิเคราะหจงึ ไมใชเปHนเพียงการฝrกฝนทกั ษะเพ่อื การไมยอมรับรองผลเพียงอยางเดยี ว
7. ผงั มโนภาพ (Mind maps)
เปHนเครือ่ งมือทม่ี ีประสทิ ธิภาพสาํ หรับการจัดรปู และการประเมินคาขอ4 มูลตาง ๆ ที่เกยี่ วข4อง ในข้ันสุดท4าย
เรา อาจกาํ หนดนา้ํ หนักเปHนตวั เลขสาํ หรบั แตละแขนงของแผนที่ในใจ
การคิดวเิ คราะหไมใชสง่ิ ทใ่ี ชป4 ระกนั วาได4บรรลุถงึ ความจรงิ หรือ ข4อสรปุ ที่ถูกต4องแลว4 ประการแรก เรา
อาจไมสามารถหาข4อมูลท่ีถกู ตอ4 งได4 ซงึ่ โดยข4อเทจ็ จรงิ แลว4 ขอ4 มลู ทมี่ คี วามสําคญั อาจยงั ไมมีการค4นพบ หรือ
ยัง เปHนข4อมลู ทยี่ ังไมมใี ครรว4ู าเปHนอะไร ประการที่สอง ความลาํ เอียงของคนการป‹ดบงั หรือถวง
ประสิทธิภาพในการ เกบ็ ประเมนิ ขอ4 มลู ท่มี ีอยแู ล4ว
8. งานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วขอ4 ง
ชาลนี ี ศขุ มลิ นิ ท ( 2544 ) ไดศ4 ึกษา และพฒั นาการพัฒนารปู แบบการจดั การเรยี นรู4พฒั นา กระบวนการคิด
วเิ คราะห ผลปรากฏวาผูเ4 รียนได4รับความร4ูกระบวนการคดิ วเิ คราะห โดยสามารถผานเกณฑที่ กําหนดไว4 ใน
ระดบั ดีมาก และผลการประเมินความสามารถทางกระบวนการคิดวเิ คราะห อยใู น ระดบั ดมี าก
ศริ ิพร มพี รบูชา (2562) ศกึ ษาทกั ษะการจดจาํ สญั ลักษณ Flow chart ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษา ป.ที่ 1
โรงเรียนบา4 นหว4 ยมงคล เรื่องสญั ลักษณ Flow chart ผลการประเมนิ ความสามารถทางกระบวนการคิด
วิเคราะห หลงั การฝกr ทักษะ อยูใน ระดับดมี าก คดิ เปHนคาเฉลี่ย 18.65
ภัทรจิต จันอน4 (2562) ศกึ ษาเรอื่ งการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดว4 ยกจิ กรรมเสรมิ ทักษะ กระบวนการ
คิดเชิงคํานวณ ผลการวจิ ัยในครงั้ นพ้ี บวา หลงั จากนักเรยี นได4ใชก4 จิ กรรมเสริมทกั ษะ กระบวน การคิดเชิง
คาํ นวณ นกั เรยี นมคี วามรู4 ความเข4าใจ มีทกั ษะการคิดทีเ่ ปHนระบบ สามารถวเิ คราะห และแกป4 Yญหาจาก
โจทยทไี่ ดร4 บั งายขึ้น
มณีรตั น เกตไุ สว (2540: บทคัดยอ ไดศ4 กึ ษาผลการจดั กจิ กรรมการทดลองที่มผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น วชิ า
ฟส‹ กิ สด4านมโนมตทิ างวทิ ยาศาสตรและทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขนั้ บูรณาการของผเ4ู รยี นชน้ั
มัธยมศึกษาปท. ี่ 4 ผลการศึกษาพบวา ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าฟส‹ ิกสไดม4 โนมตทิ างวทิ ยาศาสตรของ
ผูเ4 รยี น ท่ีได4รบั การสอนด4วยการจดั กิจกรรมทดลองทผ่ี ูเ4 รียนออกแบบการทดลองและปฏบิ ตั กิ ารทดลอง
ตามท่ีได4 ออกแบบไว4พรอ4 มทงั้ เลอื กรูปแบบการบนั ทกึ ข4อมลู จากการทดลองแตกตางจากกลมุ ที่ได4รบั การ
สอนดว4 ยการจดั กจิ กรรมการทดลองตามคมู อื ผส4ู อน
ชลสตี จนั ทาสี (2543: 69) ศกึ ษาเปรยี บเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตรและ ความสามารถ
ในการตดั สินใจอยางสรา4 งสรรคของผ4ูเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท. ่ี 1 ท่ีไดร4 ับการสอนโดยใชช4 ุด กจิ กรรมการ
ตดั สินใจทางวิทยาศาสตรกบั การสอนตามคูมอื ผสู4 อน ผลการศึกษาพบวาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
วิทยาศาสตรและความสามารถในการตดั สนิ ใจอยางสรา4 งสรรคแตกตางกันอยางมนี ยั สาํ คญั ทางสถิติทรี่ ะดบั
.05
ศริ ภิ รณ แมนม่ัน (2543: 112) ศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรและทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรและเจตคติทางวิทยาศาสตรของผ4ูเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปท. ่ี 3ท่ไี ด4รับการสอน
ตาม แนวทฤษฎีสรรคนิยมผลการศึกษาพบวา ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตรและทักษะกระบน
การทาง วิทยาศาสตรและเจตคติทางวทิ ยาศาสตรแตกตางกนั อยางมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01 และเจต
คตทิ าง วทิ ยาศาสตรของนกั เรียนกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคุมแตกตางกนั อยางไมมนี ยั สําคญั ทางสถติ ิ
ฮารท และอลั -ฟาเลห (Harty and AI-Faleh. 1983: 861 - 866) ไดศ4 กึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น วิชา
เคมแี ละเจตคตทิ ี่ไดจ4 ากการสอนแบบสาธิตประกอบการบรรยายและวิธสี อนแบบแบงกลมุ ยอยทดลองของ
นักเรยี นระดับ 11 จาํ นวน 74 คน ผลการวจิ ยั พบวา ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรยี นทีส่ อนแบบ
แบงกลุม ทดลองสงู กวากลุมทส่ี อนแบบสาธติ ประกอบการบรรยายอยางมนี ยั สาํ คัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01
แฟรงเกล (Franke. 1960: 281 - 289) ไดท4 าํ การศกึ ษา สาเหตทุ ีท่ าํ ใหผ4 4ูเรียนท่มี ผี ลสัมฤทธิท์ างการ เรยี น
สงู กับผ4เู รยี นชายทม่ี ผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนŒตาแตมรี ะดับสติปญY ญาเทากัน มีความสามารถทางวิชาการ
แตกตางกนั ผลการศึกษาพบวา ความสนใจเปนH ลาเหตหุ นงึ่ ทท่ี าํ ใหผ4 4เู รยี นทงั้ สองกลมุ มคี วามสามารถทาง
วชิ าการแตกตางกัน โดยผเ4ู รยี นชายทม่ี ผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นสงู มีความสนใจในวิชาณิตตาสตรและ
วทิ ยาศาสตร ขณะทผี่ ู4เรียนทม่ี ผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนมีความสนใจเท่ียวกับเครื่องจักรกลและศลิ ปะ
สมิท (Smit. 1994: 2528-A) ได4ศึกษาผลจากการวิธสี อนทม่ี ีเจตคติตอผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
วิทยาศาสตรของนกั เรยี นท่ไี ดร4 ับการสอนแบบบรรยายแบบลงมอื ปฏิบัตดิ 4วยตนเองและท้ังแบบบรรยายและ
แบบลงมอื ปฏบิ ตั ิ ผลการวิจัยพบวานักเรียนที่ได4รบั การสอนแบบลงมือปฏบิ ตั ดิ ว4 ยตนเองมผี ลสัมฤทธิ์
ทางการ เรยี นสูงกวาทัง้ สองแบบ
จากการศึกษาผลการวจิ ยั พบวา ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นมีทงั้ ดา4 นดวามรู4ดวามสามารถที่ได4รบั จากการเรียน
การ สอนทผ่ี ู4สอนจัดใหแ4 กผเ4ู รยี น ซ่ึงมหี ลากหลายรูปแบบ จนผ4ูเรยี นสามารถนําความรค4ู วามสามารถ
ประสบการณ ตางๆ ไปใช4เปHนพน้ื ฐานในการพัฒนาตนเองในชีวิตประจาํ วนั ในการศกึ ษาคร้งั นผี้ ู4วจิ ยั
ทาํ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จากการทดสอบกอนและหลงั เรียนโดยใช4ดาราโอเกะ เร่อื ง
ความสมั พนั ธระหวางความตางตักย ไฟฟาN กระแสไฟฟาN ความตา4 นทานไฟฟาN สาํ หรับนกั เรยี นชน้ั
มธั ยมศึกษาปท. ี่ 3 ทผี่ 4ูวจิ ยั พฒั นาขน้ึ
บทท่ี 3
วิธีดาํ เนนิ การวิจยั
การวิจัยคร้งั นม้ี ีวตั ถปุ ระสงค เพอ่ื พฒั นาทักษะการคิดวิเคราะห เรื่อง การออกแบบอลั กอรทิ มึ โดย
ใชร4 หสั ลําลอง (Pseudocode) สําหรบั นกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปท. ่ี 2 ปก. ารศกึ ษา 2565 โรงเรียนสามแยกผดุง
วิทย จงั หวัดอํานาจเจรญิ และศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นตอรปู แบบการเรียนร4ทู ่ีเน4นกระบวนการฝrก
ทกั ษะกระบวนการคิดวเิ คราะห ดงั ตอไปนี้
ประชากร
ประชากร คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาป.ท่ี 2 จํานวน 10 คน ภาคเรียนที่ 2 ป.การศึกษา 2565 ของ
โ ร ง เ รี ย น ส า ม แ ย ก ผ ดุ ง วิ ท ย สํ า นั ก ง า น เ ข ต พ้ื น ท่ี ก า ร ศึ ก ษ า ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า อํ า น า จ เ จ ริ ญ
ขอบเขตดานเน้ือหา
บทท่ี 4 การออกแบบข้นั ตอนการทํางานของโปรแกรม
รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี (วิทยาการคาํ นวณ)
ขอบเขตดานตัวแปร
ตวั แปรต4น การเรียนการสอนเรื่องการออกแบบอลั กอริทึม โดยใชร4 หสั ลาํ ลอง
ตวั แปรตาม ผลสมั ฤทธิ์ของผเู4 รียนหลังการใช4รหสั ลาํ ลอง การออกแบบอลั กอริทมึ
รปู แบบงานวิจยั
การวิจัยคร้ังน้ีเปHนการวิจัยเชิงทดลองใช4แผนการวิจัยทดลองแบบกลุมเดียวและมีการทดสอบ
กอนการทดลองและหลงั การทดลองการใชแ4 บบทดสอบตามแบบแผนการวิจัยแบบกลุมหนึ่ง สอบกอนและ
หลังเรยี นเพ่อื ดผู ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นและทักษะกระบวนการคิด
ขนั้ ตอนการทดลอง
ข้ันตอนการดําเนินการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการคิดเร่ืองการออกแบบอัลกอริทึมโดยใช4
รหสั ลาํ ลอง ระดับช้ันมัธยมศึกษาปท. ่ี 2 แบงออกเปHน 3 ขั้นตอน ดังน้ี
1. ขนั้ กอนการทดลอง
เปHนขั้นตอนของการเตรียมความพร4อมในด4านตางๆ เชน การสร4างเคร่ืองมือในการวิจัย
ชแ้ี จงทาํ ความเขา4 ใจกับนักเรยี นกลุมตัวอยางในเรื่องท่วี จิ ยั ให4นกั เรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน
2. ขั้นทดลอง
- ขน้ั กระต4นุ ความคดิ
แจ4งจุดประสงคการเรียนร4ูกอนที่จะดําเนินการสอนในแตละคร้ัง ครูผู4สอนแจ4ง
จดุ ประสงคการเรียนร4ใู หแ4 กผู4เรียนได4ทราบเพ่อื ใหน4 กั เรียนมีจุดมุงหมายในการเรียน
- ข้ันทบทวนความรเ4ู ดิม
กอนท่จี ะดาํ เนินการสอน ครผู ูส4 อนตรวจสอบความรูเ4 ดิมของนักเรียนโดยการสอบถาม
พูดคุยแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับนักเรียนเพ่ือเปHนข4อมูลพ้ืนฐานบ4านนักเรียนมีความร4ูที่ใช4
สําหรับการเรียนในเร่ืองนี้มากน4อยเพียงใดหากพบวานักเรียนขาดความรู4พื้นฐานในเรื่องใดก็
ดําเนินการสอนเพม่ิ เติมให4แกนักเรยี น
- ขน้ั ระบแุ ละวเิ คราะหปYญหา
นักเรียนในกลุมระดมสมองชวยกันวิเคราะหเกี่ยวกับสถานการณปYญหาตางๆที่ครูได4
นําเสนอและครูใช4คําถามกระตุ4นให4นักเรียนเพ่ืออธิบายสถานการณของปYญหาและวิธีค4นหา
คําตอบสืบคน4 คําตอบรวบรวมขอ4 มูลเพ่อื หาแนวทางแก4ปYญหา
- ขั้นแสวงหาแนวทางการแก4ปญY หา
นกั เรียนแตละคนในกลมุ ชวยศกึ ษาค4นควา4 ขอ4 มูลด4วยวิธกี ารที่หลากหลาย เชน
ใบความรู4 หนังสอื เรยี น หรอื ทาํ การทดลอง เพื่อให4นําไปใชเ4 ปHนแนวทางในการแก4ปญY หา
- ข้ันอภปิ รายสรปุ และเสนอวิธกี ารแก4ปญY หา
นักเรียนแตละกลมุ แลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับความร4ูท่ีได4ศึกษามา
พรอ4 มนําขอ4 มูลทไี่ ดท4 ้ังหมดมาประมวลผลและสรุปความรนู4 าํ เสนอวธิ กี ารแกป4 ญY หา
- ข้นั ประเมนิ ผล
นักเรียนแตละกลุมทําแบบทดสอบหลังเรียนโดยมีการชวยเหลือซึ่งกันและกันการ
ทดสอบนี้ชวยทําให4ทราบวานักเรียนมีการปรับปรุงตนเองให4ดีขึ้นมากน4อยเพียงใดครูและ
นกั เรียนรวมประเมนิ ผลการเรยี นร4ทู ักษะการคดิ วเิ คราะหและให4นกั เรยี นออกมานําเสนอขอ4 มูล
3. ขน้ั สรปุ
การประเมินผลการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห เรื่อง การออกแบบอัลกอริทึม โดยใช4รหัส
ลําลอง (Pseudocode) สําหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาป.ที่ 2 ป.การศึกษา 2565 โรงเรียนสามแยก
ผดุงวิทย จงั หวัดอํานาจเจริญ
เครื่องมอื ทใ่ี ชในการวิจัย
1. แผนการจัดการเรียนร4ู รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี(วิทยาการคาํ นวณ) ชั้นมัธยมศึกษา
ปท. ี่ 2
2. แผนการจดั การเรยี นรู4 เรือ่ งการออกแบบอลั กอริทมึ จาํ นวน 2 ชว่ั โมง
3. แผนการจดั การเรียนรู4 เร่อื งการออกแบบอัลกอรทิ มึ โดยใช4รหัสลาํ ลอง จาํ นวน 2 ชวั่ โมง
4. ชดุ ฝกr การออกแบบข้นั ตอนการทาํ งานโดยใชร4 หัสลาํ ลอง
5. แบบทดสอบ จํานวน 20 ขอ4
6. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู4เรียนตอการเรียนเร่ืองการออกแบบอัลกอริทึม โดยใช4รหัส
ลาํ ลอง
การวิเคราะห.ขอมลู
ผ4ูวิจัยใช4คาร4อยละในการวิเคราะหข4อมูล เรื่องการออกแบบ algorithm ข้ันตอนการทํางาน โดยใช4
รหสั ลาํ ลอง
สถิตทิ ใ่ี ชในการวเิ คราะหข. อมลู
วเิ คราะหผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นโดยใช4คารอ4 ยละ
1. หาคาเฉล่ียของคะแนนทดสอบกอนและหลังเรียน ( Χ ) โดยคาํ นวณจากสูตร
ดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธิ์. 2543 : 351)
สูตร Χ = ΣΧ
Ν
เม่ือ Χ แทน คะแนนเฉลยี่
ΣΧ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
Ν แทน จาํ นวนข4อมูล
2. หาคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนทดสอบกอนและหลังเรียน ใช4สตู ร ดังน้ี (บุญ
ธรรม กิจปรดี าบรสิ ุทธิ์. 2543 : 352)
สตู ร S.D. = Ν(ΣΧ)− (ΣΧ2 )
Ν(Ν −1)
เม่อื S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ΣΧ แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
ΣΧ2 แทน ผลรวมของกาํ ลงั สองของคะแนนทง้ั หมด
Ν แทน จํานวนขอ4 มูล
3. การหาคารอ4 ยละ (Percentage) โดยใชส4 ูตร (กัลยา วานชิ บัญชา .2548:36)
เมือ่ P P = f × 100
f
N N
แทนรอ4 ยละ
แทนความถ่ที ่ีต4องการแปลงให4เปHนร4อยละ
แทนจํานวนความถี่ทั้งหมด
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห.ขอมูล
การวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนรายวิชาเทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) เร่ืองการ
ออกแบบอลั กอรทิ มึ โดยใชร4 หัสลําลอง สําหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาป.ที่ 2 ป.การศึกษา 2565
โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย จงั หวัดอํานาจเจริญ มีวตั ถปุ ระสงคของงานวจิ ยั ดงั นี้
1. เพ่ือพฒั นาทกั ษะการคดิ วิเคราะห เร่ืองการออกแบบอัลกอริทมึ โดยใช4รหัสลําลอง (Pseudocode)
สาํ หรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปท. ี่ 2 ป.การศึกษา 2565 โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย
2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นตอรปู แบบการเรียนรู4ทเ่ี น4นกระบวนการฝกr ทักษะกระบวนการคดิ
วเิ คราะห
ตารางท่ี 1 แสดงผลคะแนน ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เร่อื งการออกแบบอัลกอริทึมโดยใชร4 หสั ลาํ ลอง
เลขที่ คะแนนกอนเรยี น คะแนนหลงั เรียน ผลตาง
18 18 8
27 15 8
39 18 9
4 10 17 7
5 11 18 7
6 10 16 6
77 15 8
89 17 8
97 18 11
10 9 18 9
รวม 87 170 81
Χ 8.7 17 8.1
(S.D.) 1.42 1.25 1.37
ตารางแสดงผลคะแนนจากการทําแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอนเรยี น และหลังเรยี น
โดยใชช4 ดุ ฝrกทกั ษะการคิดวเิ คราะหแบบอัลกอริทมึ รหสั ลาํ ลอง จากแบบทดสอบชุดเดียวกัน จํานวน 20 ข4อ
จากผลการทดสอบพบวาหลงั การเรียนโดยใช4ชุดฝrกทักษะการคดิ วเิ คราะหแบบอลั กอริทึม รหัสลาํ ลอง นักเรยี น
มคี าเฉลย่ี ของคะแนน เรอ่ื งการออกแบบขั้นตอนการทํางานของโปรแกรม สงู ขึน้ กวากอนเรยี น โดยมคี าเฉล่ยี
หลงั เรยี น = 17.0 และคาเฉลี่ยกอนเรียน = 8.7 ซงึ มผี ลตาง 8.1 แสดงให4เห็นวาการใช4ชุดฝrกทกั ษะการคดิ
วิเคราะหแบอัลกอริทึม เร่ืองการออกแบบข้นั ตอนการทํางาน โดยใชร4 หสั ลาํ ลอง ของนักเรยี นเปนH ตาม
สมมุตฐิ านท่ตี ง้ั ไว4
ตารางที่ 2 ตารางแสดงผลความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมตี อการจัดการเรียนการสอน เรอื่ งการออกแบบ
ขน้ั ตอนการทํางานของโปรแกรม
ระดับความพงึ พอใจ
รายการประเมิน น4อยที่สุด น4อย ปานกลาง มาก มากที่สุด
จํานวน รอ4 ยละ จํานวน ร4อยละ จํานวน ร4อยละ จาํ นวน รอ4 ยละ จาํ นวน ร4อยละ
1. การจัดเตรียมการจัดการเรียนร4ู 10 100
ของครผู ส4ู อน
2.บรรยากาศโดยรวมในห4องเรียน 1 10 9 90
เหมาะตอการจัดการเรียนการสอน
3.เน้ือหาท่ีใช4ในการจัดการเรียนร4ูมี 10 100
ความทันสมัย สามารถนาํ ไปใชไ4 ด4จริง
4.ผู4สอนช้ีแจงจุดประสงคของการ 10 100
เรียนรไู4 ดอ4 ยางชดั เจน
5.กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น 10 100
สอดคล4องกับจุดประสงคของการ
จดั การเรยี นร4ู
6.ครูผูส4 อนสงเสริมให4นักเรียนทํางาน 10 100
รวมกันเปHนกลุมและรายบคุ คล
7.กิจกรรมการเรียนร4ูมีความสนุก 2 20 8 80
นาสนใจ
8.ครูผ4ูสอนเป‹ดโอกาสให4นักเรียน 1 10 9 90
ซักถามปญY หา
9.ครูผ4ูสอนใช4ส่ือการเรียนการสอนท่ี 10 100
ทันสมัย เรียนรงู4 าย และหลากหลาย
10.ครูผู4สอนมีความร4ูความเข4าใจใน 1 10 9 90
เน้อื หาทส่ี อน
Χ 1 10 3.25 32.5 9.55 95.55
(S.D.) 0.00 0.00 3.87 38.6 0.72 7.26
ผลการศกึ ษาความพึงพอใจดา4 นการจดการเรียนการสอนในรายวิชาเทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ)
เรือ่ งการออกแบบอลั กอรทิ ึมโดยใชร4 หสั ลาํ ลอง สําหรับนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาป.ที่ 2 ปก. ารศกึ ษา 2565
โรงเรียนสามแยกผดงุ วิทย จังหวัดอํานาจเจรญิ เมือ่ พิจารณาในแตละประเด็นรายการประเมิน ได4ดงั นี้
1. การจัดเตรียมการจัดการเรียนรู4ของครูผ4ูสอน นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากท่ีสุด คิดเปHน
ร4อยละ 100
2. บรรยากาศโดยรวมในห4องเรียนเหมาะตอการจัดการเรียนการสอน นักเรียนมีความพึงพอใจระดับ
ปานกลาง คดิ เปนH ร4อยละ 10 และนกั เรียนมีความพึงพอใจระดับมาก คิดเปHนร4อยละ 90
3. เน้ือหาที่ใช4ในการจัดการเรียนร4ูมีความทันสมัย สามารถนําไปใช4ได4จริง นักเรียนมีความพึงพอใจ
ระดับมากทสี่ ดุ คดิ เปHน รอ4 ยละ 100
4. ครูผู4สอนชี้แจงจุดประสงคของการเรียนร4ูได4อยางชัดเจน นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากท่ีสุด
คิดเปHน ร4อยละ 100
5. กจิ กรรมการเรียนการสอนสอดคลอ4 งกบั จุดประสงคของการจัดการเรียนร4ู นักเรียนมีความพึงพอใจ
ระดบั มากทสี่ ุด คดิ เปHน ร4อยละ 100
6. ครูผ4ูสอนสงเสริมให4นักเรียนทํางานรวมกันเปHนกลุมและรายบุคคล นักเรียนมีความพึงพอใจระดับ
มากท่ีสุด คิดเปนH ร4อยละ 100
7. กิจกรรมการเรียนร4ูมีความสนุกนาสนใจ นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก คิดเปHนร4อยละ 20
นักเรยี นมีความพึงพอใจระดบั มากท่ีสดุ คดิ เปHนรอ4 ยละ 80
8. ครูผ4ูสอนเป‹ดโอกาสใหน4 กั เรียนซักถามปYญหา นักเรียนมีความพึงพอใจระดับปานกลาง คิดเปHนร4อย
ละ 10 และนักเรียนมีความพงึ พอใจระดบั มาก คิดเปHนรอ4 ยละ 90
9. ครูผู4สอนใช4ส่ือการเรียนการสอนที่ทันสมัย เรียนรู4งาย และหลากหลาย นักเรียนมีความพึงพอใจ
ระดับมากทสี่ ดุ คิดเปHน รอ4 ยละ 100
10. ครูผู4สอนมีความรคู4 วามเข4าใจในเน้ือหาที่สอน นักเรียนมีความพึงพอใจระดับปานกลาง คิดเปHนร4อย
ละ 10 และนักเรยี นมีความพึงพอใจระดบั มาก คิดเปนH รอ4 ยละ 90
บทที่ 5
สรปุ ผลการวิจยั การอภิปรายผล และขอเสนอแนะ
ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนรายวิชาเทคโนโลยีวิทยาการคํานวณเรื่องการ
ออกแบบอัลกอริทึมโดยใช4รหัสลําลองสําหรับนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท. ี่ 2 ป.การศกึ ษา 2565
โรงเรียนสามแยกผดงุ วิทย จงั หวัดอาํ นาจเจรญิ ผลการวิจัย การอภิปรายผลและข4อเสนอแนะมีรายละเอียด
ดงั นี้
วัตถปุ ระสงค.ของงานวิจยั
1. เพ่ือพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะห เร่ืองการออกแบบอลั กอรทิ ึม โดยใช4รหสั ลาํ ลอง (Pseudocode)
สาํ หรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปท. ่ี 2 ป.การศึกษา 2565 โรงเรยี นสามแยกผดงุ วทิ ย
2. เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตอรูปแบบการเรียนร4ูท่ีเน4นกระบวนการฝrกทักษะกระบวนการคดิ
วิเคราะห
สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจยั สามารถสรุปได4 ดงั นี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผ4ูเรียนช้ันมัธยมศึกษาป.ที่ 2 โดยใช4กลุมตัวอยางจากนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปท. ่ี 2 จาํ นวน 10 คน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี(วิทยาการคาํ นวณ) โรงเรียน
สามแยกผดุงวิทย จังหวัดอํานาจเจริญ ใชชุดฝrกทักษะการออกแบบขั้นตอนการทํางานอัลกอริทึม
ผเู4 รยี นมีผสมั ฤทธิท์ างการเรยี น สูงข้ึน คิดเปนH ร4อยละ 8.1
2. ผลการศึกษาความพึงพอใจเกี่ยวกับการเรียนการสอนในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
(วิทยาการคํานวณ) โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย มีคาเฉลี่ยความพึงพอใจ อยูในระดับ มากที่สุด คิด
เปนH ร4อยละ 95.55
การอภิปรายผล
การวิจัยเร่ืองการพัฒนาการเรียนการสอนรายวิชาเทคโนโลยีวิทยาการคํานวณเร่ืองการออกแบบ
อัลกอริทมึ โดยใชร4 หัสลําลองสาํ หรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาป.ท่ี 2 ป.การศึกษา 2565
โรงเรียนสามแยกผดงุ วทิ ย จงั หวัดอํานาจเจริญ สามารถอภิปรายผลการวิจยั ได4ดงั น้ี
ในด4านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผ4ูเรียนช้ันมัธยมศึกษาป.ท่ี 2 ในรายวิชาเทคโนโลยี(วิทยาการ
คํานวณ) โรงเรียนสามแยกผดุงวิทย จังหวัดอํานาจเจริญ ผ4ูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึนหลังจากใช4
ชุดฝrกทักษะการคิดวิเคราะหแบบอัลกอริทึมรหัสลําลอง ในการพัฒนาทักษะ ผลการวิจัยในครั้งน้ีพบวา
หลงั จากนักเรียนไดใ4 ช4กจิ กรรมเสรมิ ทกั ษะกระบวนการการคดิ เชิงคํานวณ นกั เรียนมีความร4ู ความเข4าใจ
มีทักษะการคิดที่เปHนระบบ สามารถวิเคราะหและแก4โจทยที่ได4รับงายข้ึน นักเรียนมีความพึงพอใจตอรูปแบบ
การเรยี นการสอนทเี่ นน4 กระบวนการฝrกทักษะกระบวนการคดิ วเิ คราะหเปนH อยางดี
ขอเสนอแนะ
1. ส่ือการเรียนรู4เร่ืองการเขียนอัลกอริทึมสามารถนําไปใช4ในรายวิชาที่เก่ียวข4องกับการคิดวิเคราะห
ลาํ ดับการทํางานได4
2. ควรมกี ารสรา4 งสื่อการเรยี นรู4ในรายวิชาอืน่ ๆเพ่ือให4ผู4เรียนสามารถเรียนร4ูได4อยางหลากหลายจากสื่อที่
หลากหลายเปนH การสงเสรมิ การเรียนรู4ตามศกั ยภาพของผู4เรียน
3. ควรศึกษาวิจัยเชิงสํารวจและสังเคราะหงานวิจัยที่เก่ียวข4องกับการสร4างสื่อการเรียนการสอน
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส
บรรณานุกรม
ชยั วัฒน สทุ ธริ กั ษ เทคนิคการใช4รหสั คาํ ถาม นนทบรุ ี: บรษิ ัทสหมิตรปรน้ิ ตง้ิ พลบั บิชชง่ิ 2560
สาํ นักบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั สลิ ปากร พ.ศ. 2562 กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พ
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร : 2562
ปถมา วรรณกลุ (2550) การพฒั นาส่อื มลั ตมิ เี ดยี เพอื่ เสรมิ สร4างการวิเคราะหใหแ4 กนกั เรยี นระดับชน้ั
มัธยมศกึ ษาปท. ี่ 1 โรงเรียนหน4าพระลาน (พบิ ลู สงเคราะห) จังหวดั สระบรุ ี.การคน4 คว4า แบบอสิ ระหลักสตู ร
ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาศิลปะและการออกแบบส่อื ,บัณฑติ วทิ ยัย มหาลยั เชยี งใหม
ณรงค โสภณิ 2547 ผลการใชว4 ิธีการสอนแบบฝrกเสาะหาความรูต4 ามแนววงจรการเรียนร4ทู ี่มผี ลตอ
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตรและความคงทนในการเรยี นร4วู ชิ าวิทยาศาสตรของ
นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท. ่ี 6 วิทยานพิ นธครศุ าสตรมหาบณั ฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน บณั ฑติ
วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
ทิพยธารา วงษสด (2553) การเปรยี บเทียบทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรและเจคติทาง
วทิ ยาศาสตรของนักเรยี น ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท. ่ี 3 ระหวางการจดั การเรยี นร4ูแบบวฏั จักรการเรียนร4ูตามแนว
ทฤษฎกี ารสร4างองคความรู4 วทิ ยานพิ นธครุ ศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาการจัดการเรยี นรู4
มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา
ทิศนา แขมมณี. (2547) ศาสาตรการสอน : องคความร4ูเพอ่ื จัดกระบวนการเรียนรทู4 ่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ
เพยี งครง้ั ท่ี 3 กรุงเทพมหานครศูนยหนงั สอื จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ตัวอยางสอื่ การจัดการเรยี นการสอน
ภาคผนวก ข ตัวอยางชดุ ฝrกทักษะการเรียนรู4
ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดประเมินผล
ภาคผนวก ง ตวั อยางแบบสอบถามความพึงพอใจในการจดั การเรยี นการสอน