รายงานการวิจัย เรื่อง การใช้กระบวนการ PLC พัฒนาการออกแบบการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดย นางยอดขวัญ ศรีม่วง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ แผนกวิชาสามัญ (กลุ่มวิชาภาษาไทย) วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ก ชื่อเรื่อง : การใช้กระบวนการ PLC พัฒนาการออกแบบการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ชื่อผู้วิจัย : นางยอดขวัญ ศรีม่วง ปีที่วิจัย : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง การใช้กระบวนการ PLC พัฒนาการออกแบบการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและ ประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC (3) เพื่อ ประเมินประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ในชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ปวส.1 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล กลุ่ม 3 จำนวน 26 คน ได้มาจากการเลือก แบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ รูปแบบการสอนแบบ AEC แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจผู้เรียนต่อรูปแบบการสอนแบบ AEC และแบบประเมินประสิทธิภาพในการสร้าง ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล จะใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ร้อยละ 100 มีคะแนน สอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยการ สอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.40 ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยสมาชิกกลุ่ม ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.75 ประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเรื่อง การใช้กระบวนการ PLC พัฒนาการออกแบบการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณา และการให้คำแนะนำเป็นอย่างดียิ่งจากครูกลุ่มต่อยอดรักดี ปี 5 (กลุ่ม PLC) ที่ให้ข้อเสนอแนะการออกแบบการ สอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC นักเรียนนักศึกษาที่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย ขอขอบคุณนักศึกษาระดับปวส.1 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล กลุ่ม 3 ที่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม กาเรียนการสอน และตอบแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ AEC สุดท้ายผู้วิจัยขอขอบคุณคณะผู้บริหารที่ให้การส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจเสมอมา กระทั่ง รายงานการวิจัยฉบับนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ด้วยความเรียบร้อย มา ณ โอกาสนี้ ยอดขวัญ ศรีม่วง วันที่ 6 กันยายน 2566
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………………… ก กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………… ค สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………………………………….. จ บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย........................................................... 1 วัตถุประสงค์การวิจัย…………………………………………………………………………………………. 1 สมมติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………………. 1 กรอบแนวคิดการวิจัย………………………………………………………………………………………… 2 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………………. 2 คํานิยามศัพท์เฉพาะ………………………………………………………………………………………… 2 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย……………………………………………………………………………… 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ 1 เอกสารที่เกี่ยวหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563……. 4 ตอนที่ 2 แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอผลงาน………….. 8 ตอนที่ 3 การจัดการเรียนการสอนแบบ AEC………………………………………………………… 11 ตอนที่ 4 แนวคิดและทฤษฎีของการสรางแบบทดสอบการประเมินผลการนําเสนอ ผลงาน……………………………………………………………………………………………… 13 ตอนที่ 5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................... 13 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย แบบแผนการวิจัย......................................................................................................... .. 15 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………………. 15 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………………….. 15 ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือแต่ละประเภท....................................................................... 15 การดำเนินการวิจัย/การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………… 18 การวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………………………. 18 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………. 18 บทที่ 4 ผลการวิจัย........................................................................................................................ 20
ง หน้า บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………………. 25 อภิปรายผล………………………………………………………………………………………………………. 25 ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………….. 26 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………………… 27 ภาคผนวก ประวัติผู้วิจัย
จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4-1 ผลการวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียน……………….….. 20 ตารางที่ 4-2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วย รูปแบบการสอน แบบ AEC……………………………………………………………………………………………..……. 21 ตารางที่ 4-3 ผลการประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน……………………………………………………… 22
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยสร้างกลุ่ม “ต่อยอดรักดี ปี 5” ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นการรวมกลุ่มของครูจำนวน 9 ท่านจาก 3 แผนกวิชา ได้แก่ แผนกวิชาสามัญ แผนก วิชาการตลาด และแผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้สมาชิกในกลุ่มได้ร่วมกันวิเคราะห์ ประเด็นปัญหาที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ร่วมกันค้นหาสาเหตุ ร่วมเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหา ทดลองปฏิบัติจนนำไปสู่การออกแบบการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ แล้วนำวิธีการที่ร่วมกันคิดค้นไป แก้ปัญหาในชั้นเรียน แล้วทำการสะท้อนผลการดำเนินงาน จากการศึกษาปัญหาในการจัดการเรียนการสอนวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) พบว่าผู้เรียนมีปัญหาขาดแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่ได้รับมอบหมาย ผู้วิจัยจึงได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่ระบบ PLC และได้รับคำแนะนำจากสมาชิกให้ทดลองใช้รูปแบบการสอนแบบ AEC ผู้วิจัยจึงได้ทดลองใช้นวัตกรรม ดังกล่าวที่ Model Teacher สร้างขึ้น ได้ผ่านการประเมินประสิทธิภาพจากผู้นิเทศแล้ว และทดลองใช้กับ ห้องเรียนระดับชั้น ปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ทำให้เชื่อว่าจะช่วยให้การจัดการเรียนการสอนที่เน้น วิธีการปฏิบัติหรือ Active Leanning เกิดประสิทธิผลได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ผู้รายงานจึงได้ร่วมกันสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มต่อยอดรักดี ปี 5” เพื่อร่วมสร้างและพัฒนาการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC เพื่อ แก้ปัญหาผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่ได้รับมอบหมาย 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงาน อาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล 2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียน ด้วยการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC 2.3 เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน 3. สมมติฐานของการวิจัย 3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ของหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3.2 นักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยการสอนด้วยด้วยรูปแบบการ สอนแบบ AEC มีความพึงพอใจตั้งแต่ระดับดี ขึ้นไป
2 3.3 ประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการ สอนในชั้นเรียนตั้งแต่ระดับดี ขึ้นไป 4. กรอบแนวคิดในการวิจัย 5. ขอบเขตของการวิจัย 5.1 กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยในชั้นเรียน นักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จำนวน 26 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 5.2. ตัวแปร 5.2.1 ตัวแปรต้น คือ 1) การสอนด้วยด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 2) กระบวนการ PLC 5.2.2 ตัวแปรตาม คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงาน อาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล 3) ประสิทธิภาพของการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 6. นิยามศัพท์เฉพาะ 6.1 รูปแบบการสอนแบบ AEC หมายถึง รูปแบบการสอนที่ต้องการสร้างแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูล ที่ได้รับมอบหมาย โดยมีขั้นตอนตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ดังนี้ A : Attention = ดึงดูดความสนใจ E : Evaluation = ประเมินการนำเสนอ C : Conclusion = บทสรุป (องค์ความรู้) ตัวแปรต้น 1. การสอนด้วยด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 2. กระบวนการ PLC ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ความพึงพอใจของผู้เรียน 3. ประสิทธิภาพของชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ
3 6.2 ประสิทธิภาพของการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง ความร่วมมือ ความสำคัญ ความ เข้าใจ การออกแบบกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนร่วมกันของสมาชิกในกลุ่ม 9 คน จนสามารถเผยแพร่ความรู้ สู่ภายนอกองค์การ และนำผลที่เกิดจากชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มาประยุกต์ ปรับปรุงในการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนได้ตามจุดประสงค์ 6.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอน แบบ AEC ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 6.4 ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจ ความชอบ ความรู้สึก ความคิดเห็นของนักศึกษาระดับชั้น ปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ที่มีต่อการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC 7. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 7.1 นักศึกษาที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ AEC มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทย เชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในระดับที่สูงขึ้น 7.2 รูปแบบการสอนแบบ AEC เป็นรูปแบบที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนนำเสนอข้อมูลได้ 7.3 การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนากิจกรรม รูปแบบการ
4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษารายละเอียดต่างๆ ดังนี้ ตอนที่ 1 เอกสารที่เกี่ยวหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 ตอนที่ 2 แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอผลงาน ตอนที่ 3 การจัดการเรียนการสอนแบบ AEC ตอนที่ 4 แนวคิดและทฤษฎีของการสรางแบบทดสอบการประเมินผลการนําเสนอผลงาน ตอนที่ 5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ 1 เอกสารที่เกี่ยวหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 1. หลักการของหลักสูตร 1.1 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนระดับเทคนิคให้มี สมรรถนะมีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการ ของตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอิสระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิ อาชีวศึกษาแห่งชาติ 1.2 เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วย การปฏิบัติจริงสามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถ เทียบโอนผลการเรียนสะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่งวิทยาการ สถาน ประกอบการและสถานประกอบอาชีพอิสระ 1.3 เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ มีความรู้ เต็มภูมิ ปฏิบัติได้จริง มีความเป็นผู้นำและสามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี 1.4 เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน 1.5 เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถิ่น มีส่วน ร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
5 2. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2.1 เพื่อให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ มีทักษะด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการด ารงชีวิตและงานอาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น 2.2 เพื่อให้มีทักษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ สามารถบูรณาการ ความรู้ ทักษะจากศาสตร์ต่าง ๆ ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 2.3 เพื่อให้มีปัญญา มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน บริหารจัดการตัดสินใจ แก้ปัญหา ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ มีทักษะการเรียนรู้ แสวงหาความรู้และแนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใช้ในการสร้างงานให้สอดคล้องกับ วิชาชีพและการพัฒนางานอาชีพอย่างต่อเนื่อง 2.4 เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในงานอาชีพ รักงาน รัก หน่วยงาน สามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี มีความภาคภูมิใจในตนเองต่อการเรียนวิชาชีพ 2.5 เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในอาชีพนั้น ๆ 2.6 เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติด ทั้งในการ ทำงาน การอยู่ร่วมกัน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว องค์กร ท้องถิ่นและประเทศชาติ อุทิศตนเพื่อ สังคม เข้าใจและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตระหนักในปัญหาและความสำคัญ ของสิ่งแวดล้อม 2.7 เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดย เป็นกำลังสำคัญในด้านการผลิตและให้บริการ 2.8 เพื่อให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนใน ฐานะพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3. หลักเกณฑ์การใช้ 3.1 การเรียนการสอน 3.1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่ กำหนด และนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอ เทียบโอนความรู้และประสบการณ์ได้ 3.1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้ หลากหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะการ ปฏิบัติงานตามแบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้
6 ความรู้และทักษะทางวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหารจัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วม ในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพเจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน 3.2 การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 3.2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้ ระยะเวลา 2 ปีการศึกษาส่วนผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และ ผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและ สาขาวิชาที่กำหนด ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด 3.2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้ 1) ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบ ทวิภาคภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2) การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการ สอนไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที 3.2.3 โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 เเบ่งออกเป็น 3 หมวด และมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ 3.2.3.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไม่น้อยกว่า 21 หน่วยกิต 1) กลุ่มวิชาภาษาไทย 2) กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 3) กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4) กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 5) กลุ่มวิชาสังคมศึกษา 6) กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ 3.2.3.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต 1) กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 2) กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 3) กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก
7 4) ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 5) โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 3.2.3.3 หมวดวิชาเลือกเสรี 3.2.3.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) 4. หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1 รหัสวิชา 30000-1101 ชื่อวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ 4.2 รหัสวิชา 30000-1102 ชื่อวิชา การเขียนและการพูดเชิงวิชาชีพ 4.3 รหัสวิชา 30000-1103 ชื่อวิชา การฟังและการพูดเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ 4.4 รหัสวิชา 30000-1104 ชื่อวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ 4.5 30000*1101 ถึง 30000*1199 รายวิชาในกลุ่มวิชาภาษาไทยที่สถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบันพัฒนาเพิ่มเติม 5. วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ รหัสวิชา 30000-1101 จุดประสงค์รายวิชา 1. เข้าใจทักษะการใช้ภาษาไทยเชิงวิชาชีพ 2. สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าสารและใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสื่อสาร ในวิชาชีพ ตามหลักภาษา เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคลและสถานการณ์ 3. เห็นคุณค่าและความสำคัญของการใช้ภาษาไทยในวิชาชีพอย่างมีจรรยาบรรณ สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการฟัง การดู การพูด การอ่าน การเขียน การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่าสารภาษาไทยเชิงวิชาชีพอย่างมีจรรยาบรรณ 2. วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่าสารในงานอาชีพจากสื่อประเภทต่าง ๆ ตาม หลักภาษา เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคลและสถานการณ์ 3. พูดนําเสนอข้อมูลเพื่อสื่อสารในงานอาชีพและในโอกาสต่าง ๆ 4. เขียนเพื่อติดต่อกิจธุระ บันทึกข้อมูลและรายงานการปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพตาม หลักการใช้ภาษาไทย คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการฟัง การดู การพูด การอ่านและการเขียน ภาษาไทย การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าสารในงานอาชีพจากสื่อประเภทต่าง ๆ การพูด นําเสนอข้อมูลเพื่อสื่อสารในงานอาชีพและในโอกาสต่าง ๆ การเขียนเพื่อกิจธุระ การจดบันทึกข้อมูล และเขียนรายงาน การปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพและจรรยาบรรณในการใช้ภาษาไทยเชิงวิชาชีพ
8 ตอนที่ 2 แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอผลงาน การวิจัยครั้งเป็นการวิจัยเกี่ยวกับทักษะการพูดเพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้คนควาเอกสาร ตํารา และ หนังสือจึงได้นําเสนอประเด็นสำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับทักษะการพูดนำเสนอผลงาน ดังนี้ การนําเสนอผลงาน หมายถึง การนําเสนอ (Presenting) เปนศาสตร(วิธีการ) ของการสื่อสาร (Communication) ซึ่งเปนกระบวนการถายทอด สาร (message) จากฝายหนึ่งที่เรียกวาผูสงสาร (sender) ไปสูอีกฝายหนึ่งที่เรียกวา ผูรับสาร (receiver) โดยผานชองทานของ สื่อ (channel) การนําเสนอ คือ การถายทอดเนื้อหา สาระที่ผสมผสานกันระหวาง ศิลปะการพูด กับ การแสดงขอมูล ในรูปแบบตางๆ ผานสื่อและอุปกรณไดอยางเหมาะสม การนําเสนอ (Presentation) เปนการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มีความสําคัญและมีความจําเปน อยางยิ่งในปจจุบัน ทั้งในแวดวงการศึกษา แวดวงวิชาชีพ การทํางานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนให ความสําคัญกับทักษะการนําเสนอของบุคลากร Cheryl Hamilton (1999:6) อธิบายวา มีงานศึกษา พบวาผูจางงานสวนใหญเห็นวาทักษะการนําเสนอมีสวนสําคัญตอการประสบความสําเร็จในการทํางาน มากกวาทักษะทางวิชาชีพ จากการศึกษาของ Michigan State University ศึกษาความคิดเห็น ผูอํานวยการฝายบุคคล 479 คนจากบริษัทใหญๆ หนวยงานของรัฐ และองคกรไมแสวงหากําไร พบวา ในการคัดเลือกบุคลากรเขาทํางาน ทักษะการนําเสนอเปนทักษะที่สําคัญทีสุดที่ใชในการพิจารณา คัดเลือกผูเขาทํางาน ในชีวิตการทํางาน การนําเสนอเปนบทบาทหนาที่หนึ่งที่ไมสามารถหลีกเลี่ยงได การนําเสนอ เปนวิธีการสื่อสารขอมูลขาวสารและแนวความคิดไปยังกลุมผูฟง ที่อาจจะเปนกลุมผูฟงขนาดเล็กที่มี ความคุนเคยกัน เชน กลุมผูรวมงาน หรือกลุมผูฟงขนาดใหญที่ไมมีความคุนเคยกัน เชน กลุมบุคคลทั่วไป ขอดีของการนําเสนอคือ 1. เปนการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหวางผูนําเสนอกับผูฟงทําให ผูนําเสนอสามารถเห็นปฏิกิริยาของผูมีอํานาจตัดสินใจไดอยางทันทีทันใด 2. สามารถดึงดูดความสนใจและสรางผลกระทบตอผูฟงรวมทั้งสรางความจดจําไดดีกวาการ นําเสนอดวยการเขียน (Written Presentation) 3.สามารถปรับเนื้อหาหรือเรื่องราวที่กําลังพูดใหเหมาะสมกับผูฟงไดอยางทันทวงที เชน เมื่อ เห็นวาผูฟงแสดงทาทางไมเขาใจเนื้อหาที่นําเสนอ ผูนําเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนําเสนอเพื่อให ผูฟงไดเขาใจเนื้อหาไดดีขึ้น การนําเสนอจะประสบความสําเร็จไดหากมีการเตรียมการที่ดี “การเตรียมการเปนสิ่งสําคัญที่จะ นําไปสูความสําเร็จของการนําเสนองาน” (Preparation is a major key to delivering a successful presentation) (Nick Morgan 2004:15) เทคนิคการนําเสนออยางมีประสิทธิภาพประกอบไปดวย คือ เตรียมกายและใจ เตรียมเนื้อหา และเตรียมสื่อ
9 เตรียมกายและใจ ผูนําเสนอจําเปนตองมีการเตรียมความพรอมทั้งกายและใจกอนที่จะนําเสนอ งาน การเตรียมกายเปนการเตรียมวิธีการสื่อสารของผูนําเสนอ เมื่อกลาวถึง คําวา”วิธีการสื่อสาร” หมายถึง การใชเสียง และภาษากายในการนําเสนองาน เสียง (Voice) เสียงของผูนําเสนอเปนเครื่องมือที่สําคัญอยางหนึ่งในการนําเสนองาน ไมวาจะ เปนระดับเสียง ความดังของเสียง และการออกเสียง โดยธรรมชาติแลวเวลาพูดเสียงของคนเราจะมีการ เปลี่ยนแปลงระดับเสียงเหมือนเสนกราฟที่มีขึ้นสูงและลงต่ํา ผูนําเสนอควรฝกการใชเสียงใหมีการใช ระดับเสียงสูงต่ําอยางเปนธรรมชาติเพื่อใหนาสนใจ และเสียงไมราบเรียบเกินไป ความดังของเสียงระดับความดังเสียงของผูนําเสนอ ควรใหเหมาะสมกับสภาพของสถานที่ ถา เปนการนําเสนอในหองประชุมขนาดเล็ก ควรใชความดังของเสียงระดับปกติ แตถาเปนการนําเสนอใน หองประชุมขนาดใหญ ควรใชเสียงที่ดังขึ้น เพื่อใหผูฟงในหองทุกคนไดยินเสียงของผูนําเสนอชัดเจน ทั้งนี้ เสียงที่ดังจะฟงดูมีอํานาจและกระตุนความสนใจไดดี การออกเสียงเปนสิ่งที่สําคัญมากในการนําเสนองาน ถาผูนําเสนอพูดออกเสียงไมชัด ผูฟงก็จะไม สามารถรับขอมูลขาวสารไดถูกตอง นอกจากนั้นความเร็วในการพูดก็มีความสัมพันธกับการออกเสียง ถา พูดเร็วเกินไปคําที่พูดตาง ๆ ที่พูดออกมา จะฟงไมรูเรื่อง ควรมีการหยุดเวนชวงในการนําเสนอ โดยเฉพาะ หัวขอสําคัญ อาจจะเปนการหยุดเพื่อจะเริ่มหัวขอใหม หรือหยุดเวนชวงเพื่อเปลี่ยนอารมณจากอารมณ หนึ่งเปนอีกอารมณหนึ่ง สตีฟ จอบสผูที่ไดรับการยอมรับวาเปนผูที่นําเสนองานที่ดีที่สุดคนหนึ่ง มีเทคนิควิธีการพูด คือ “เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยูเรื่อย ๆ เพื่อดึงความสนใจของผูฟงใหจับจองอยูที่คําพูด ของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไมใหการพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดใหเร็วขึ้นในบางชวงแลวชาลง หยุดเวนชวงบางเพื่อสรางอารมณ ” (Carmine Gallo 2010) ภาษากาย (Body Language) มีความสําคัญตอการสื่อสารของผูนําเสนอ ภาษากายเปนปจจัย หนึ่งที่ชวยสรางความประทับใจแรกพบ (First Impression) ใหเกิดขึ้นในการนําเสนองาน กอนที่ผูนําเสนอ จะเริ่มพูด ควรที่จะประสานสายตา (Eye Contact) กับผูฟงเพื่อแสดงความเปนมิตรและความเขาใจ ผูนําเสนอที่ดีตองมีการประสานสายตากับผูฟงอยางสม่ําเสมอ การวางทา(Posture) หรือการปรากฏกาย ของผูนําเสนอในขณะที่นําเสนองานตอผูฟงที่เหมาะสม คือควรวางทาอยางสบายๆเพื่อใหดูเปนธรรมชาติ มากที่สุดผนวกกับมีความคลองตัวพรอมจะสื่อสารกับผูฟง ควรใชทาทางใหเปนธรรมชาติแสดงถึงความ กระฉับกระเฉง คลองแคลว และมั่นใจ เทคนิคในการใชภาษากายเพื่อสรางความประทับใจ - เวลาจะนําเสนองาน ควรลุกขึ้นยืนอยางสงางาม - เดินไปที่เวทีดวยทาทางกระตือรือรน สรางความรูสึกประหนึ่งวากําลังเดินขึ้นไปรับรางวัล - กอนจะเริ่มพูดควรยิ้มอยางอบอุนกับผูฟง - ควรสบสายตากับผูฟงกอนจะพูด
10 วิธีการพูดและภาษากายเปนปจจัยสําคัญที่จะสรางความประทับใจใหกับผูฟง ภาษากายควร สะท้อนใหเห็นถึงความมั่นใจในคําพูดของผูนําเสนอ วิธีการสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อมีการฝกฝน บ่อยๆ ฝกการอานออกเสียงดังๆเพื่อฟงเสียงของตัวเอง หาจุดเดน จุดดอยในการใชเสียง บันทึกภาพและ เสียงการนําเสนองานของตนเองเพื่อนํามาปรับปรุงแกไขจุดบกพรองในการสื่อสาร การเตรียมใจ การไดรับมอบหมายใหนําเสนองาน บอยครั้งสรางความวิตกกังวลใหกับผูไดรับ มอบหมายวาจะพูดไดไหม จะพูดรูเรื่องหรือเปลา จะมีคนสนใจฟงไหม จะมีคนถามคําถามหรือเปลา สารพัดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น สงผลใหขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการนําเสนองานเพิ่มมากขึ้น การเตรียมใจดวยการคิดบวก (Positive Thinking) จึงเปนสิ่งสําคัญ ElizabethP. Tierney (1999:56) กล่าววา การคิดบวกเปนวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดความเครียดและความวิตกกังวลในการนําเสนอ ผูนําเสนอควรคิดเสมอวา การนําเสนองาน คือการนําสิ่งที่เปนประโยชนมาแบงปนใหกับผูฟง เชน ทําให ผูฟงมีความรูความเขาใจมากขึ้น ทําใหผูฟงรูสึกชีวิตดีขึ้น ชวยแกปญหาใหกับผูฟง เปนตน เตรียมเนื้อหา เนื้อหาเปนสิ่งสําคัญที่สุดในการนําเสนองาน ถาไมมีเนื้อหาการนําเสนองานก็ เกิดขึ้นไมได การเตรียมเนื้อหา คือการกำหนดวาเนื้อหาที่นําเสนอมีประเด็นใดบาง ควรมีการจัดลําดับ เนื้อหาอยางไร เนื้อหาเปนสิ่งสําคัญในการนําเสนอ ผูนําเสนอจะตองมีความรูความเขาใจเนื้อหาที่ตน นําเสนอเปนอยางดี เรียกวา รูลึก รูจริงในสิ่งที่พูด เมื่อเรารูและเขาใจในสิ่งที่เรานําเสนอ จะทําใหเรา สามารถถายทอดขอมูลใหผูฟงเขาใจไดงายขึ้น ดังที่ Albert Einstein กลาวไววา “ If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough” กอนที่จะเตรียมเนื้อหา ผูนําเสนอควรกําหนดจุดมุงหมายในการนําเสนอและศึกษาขอมูลผูฟง เพื่อเปนการกําหนดทิศทางการนําเสนอ การกําหนดจุดมุงหมายเปนการตอบคําถามที่วา “ทําไมถึงตอง นําเสนองาน” ผูนําเสนอคาดหวังวาจะเกิดผลอะไรจากการนําเสนอ เชนเพื่อใหขอมูลขาวสาร เพื่อจูงใจ เพื่อขายหรือเพื่อสอน เปนตน ในการนําเสนองานผูนําเสนอทุกคนควรจะกำหนดเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์ของการนําเสนอ ซึ่งการวัดความสําเร็จของการนําเสนองานสามารถพิจารณาไดจากผลของ การนําเสนอนั้นวาตอบสนองตอวัตถุประสงคที่ตั้งไวหรือไม การศึกษาผูฟง ในการนําเสนองาน ผูนําเสนอควรที่จะทราบลวงหนาวาใครจะเขารวมฟงบาง หากรูจักกลุมผูฟงดีเทาไรก็จะสามารถนําเสนองานใหเขาถึงกลุมผูฟงไดงายขึ้นเทานั้น ผูฟงจะมีความ หลากหลายทั้งทางดานภูมิหลัง ลักษณะทางจิตวิทยา ที่สําคัญควรวิเคราะห ความตองการของผูฟง (Audiences ’ need) ว่าผูฟงจำเปนตองรูอะไรบางและผูฟงตองการรูอะไรบางจากการนําเสนอ ปญหา หนึ่งของการนําเสนองานคือ การไมนําเสนอในสิ่งที่ผูฟงตองการที่จะไดฟง หากนําเสนอแตเพียงสิ่งที่ผู้ฟัง จำเป็นตองรู โดยไม่คํานึงวาผูฟงตองการรูอะไรบาง เมื่อนําเสนอเสร็จอาจทําใหผูฟงเกิดคําถามค้างในใจ ถึงสิ่งที่ตองการจะรูแต่ไม่ได้รู้ การวิเคราะหความตองการของผูฟง จะทําใหมีขอมูลเพื่อใชในการกําหนด แนวทางและวิธีการที่ถูกตองในการนําเสนอแกผูฟงแตละกลุมที่แตกตางกัน ทั้งในดานความคาดหวังและ เหตุผลของผูฟงที่มีตอการนําเสนอนั้นๆ การนําเสนอที่ดีที่สุดคือ การนําเสนอดวยวิธีการและแนวทางที่ ถูกใจผูฟง
11 การเตรียมเนื้อหา ผูนําเสนอควรเขียนโครงรางเนื้อหาโดยแบงเนื้อหาออกเปน 3 สวน ตามโครง สรางเนื้อหาไดแก การเปด (Opening) เนื้อหาหลัก (Body) และ การปด (Closing) การเปด (Opening) คือ การดึงดูดความสนใจจากผูฟงและทําใหผูฟงสนใจติดตามเนื้อหา การเปดที่ดีจะสร้างความนาเชื่อถือ ใหกับผูนําเสนอ ผู้พูดที่ไมมีประสบการณมักจะเริ่มตนดวยการกลาวคําขอโทษในเรื่องที่แสดงถึงความ ไม่มั่นใจและไม่พรอม เชน ขอโทษที่มาสาย , งานยังไมเรียบรอย ,ไมเคยนําเสนอมากอน หรือรูสึกตื่นเต้น มาก ซึ่งถือเปนการเริ่มตนที่ไมดี เพราะผูฟงจะตัดสินผูนําเสนอตั้งแตการเริ่มตนการนําเสนอ ถาเริ่มต้น ไมดีจะเปนการลดความนาเชื่อถือของผูนําเสนอการกลาวเปดที่ดีนั้น ควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้ - สามารถดึงดูดความสนใจจากผูฟง - กลาวถึงประเด็นสําคัญเปนหลักแตสามารถเสนอภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด - ชี้ใหเห็นถึงประโยชนที่ผูฟงจะไดรับจากการนําเสนอ - ทําใหผูฟงเกิดความเชื่อถือและมั่นใจผูนําเสนอ เนื้อหาหลัก (Body ) ในชวงกลางของการนําเสนอเปนชวงที่เหมาะสําหรับการนําเสนอ รายละเอียด แตผูพูดควรระมัดระวังไมใหผูฟงเกิดความเบื่อหนาย ผลการวิจัยทางจิตวิทยาในเรื่องระดับ ความสนใจของผูฟง กับระยะเวลาในการนําเสนองาน โดยศึกษาการนําเสนองานที่ใชระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบวาชวงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผูฟงจะอยูในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจ จะลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยูในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้น อีกครั้งเมื่อใกลเวลา 5 นาทีสุดทาย ดังนั้น การนําเสนอข้อมูลในการเรียนวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพภาษาไทย หน่วยที่ 6 การ เขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ของนักศึกษานักศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2566 จํานวน 26 คน ขาดแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูล การถายทอดเนื้อหาสาระที่ ผสมผสานกันระหว่างศิลปะการพูดกับการแสดงขอมูลในรูปแบบตางๆ ผานสื่อและอุปกรณไดอยาง เหมาะสม ตอนที่ 3 การจัดการเรียนการสอนแบบ AEC การจัดการเรียนการสอนแบบ AEC ที่มาของการจัดการเรียนการสอนแบบ AEC มีที่มาจากการพัฒนาของทฤษฎีการสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง โดย Vygotsky (1978) ได้ให้คำนิยามของทฤษฎีนี้ไว้ว่า การเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่า เกิดจาก การสื่อสารทางภาษากับบุคคลอื่น โดยทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนว Constructivism แบ่งได้ ออกเป็น สองประการคือ 1. ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม โดยใช้ กระบวนการทางปัญญา (Cognitive apparatus) ของตน
12 2. ผู้เรียนสร้างเสริมความรู้ผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาด้วยตนเองผู้สอนไม่สามารถ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนได้แต่ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียน ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทาง ปัญญาได้โดยจัดสภาพการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น จากทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองข้างต้น จึงเกิดการพัฒนาไปสู่การเรียนการสอนแบบ AEC กระบวนการนี้มีความเชื่อว่าผู้เรียนจะต้องเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติ ทำด้วยตนเองเพื่อสร้างองค์ ความรู้เอง และความรู้นั้นจะเป็นองค์ความรู้ที่ติดตัวไป ความหมายของการเรียนการสอนแบบ AEC มีนักทฤษฎีหลายคนที่กล่าวถึงและนิยามทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนเกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอยู่มากมาย อาทิเช่น (Bonwell and Eison, 1991) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีนี้ไว้ว่า กิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติจริงจะสร้างและกระตุ้น องค์ความรู้ของผู้เรียนได้มากที่สุด โดย Bonwell ได้ระบุเพิ่มเติมอีกว่า เป็น การให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน สิ่งที่ลงมือปฏิบัติและ คิดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังลงมือปฏิบัติอยู่ ตลอดจนไปถึง (Meyers and Jones, 1993) ได้ตั้งสมมุติฐานไว้สองประการเกี่ยวกับการเรียนรู้เชิงรุกว่า 1) เป็นการเรียนรู้ที่เป็นความพยายามโดย ธรรมชาติของมนุษย์ 2) บุคคลแต่ละคนมีแนวทาในการ เรียนรู้ที่แตกต่างกัน รวมไปถึง (Erickson, 1984b) กล่าวว่า ผู้เรียนเรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจและจดจำใน สิ่งที่เข้าใจด้วยตนเอง อีกทั้ง (Chickering and Gamson, 1987) กล่าวว่า ผู้เรียนต้องลงมือทำ มากกว่าแค่การฟัง ต้องลงมือปฏิบัติทั้งการอ่าน เขียน อภิปรายมาก ไปกว่านั้นคือการร่วมกันแก้ปัญหา โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า (Felder and Brent, 1996) กล่าวไว้ว่า ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ (receiver) ไปสู่การมี ส่วนร่วมในการสร้าง ความรู้ (Co-Creator) และ (Handelsman, Miller, and Pfund, 2007) กล่าวว่า ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงรุกเป็นนัยยะทางการเรียนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ โดยกลวิธีของการ เรียนรู้เชิงรุกมีประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้แบบทางตรง คือผู้สอนมีหน้าที่สอน และผู้เรียนเรียนรู้โดยการ จด และ บันทึก ซึ่งการเรียนรู้เชิงรุกนี้จะทำให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ และก่อเกิดกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์อีกด้วย อีกทั้ง (Freeman และคณะ, 2014) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้เชิงรุกนี้ว่า เป็น การเรียนที่มี กระบวนการเรียนรู้โดที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการถกเถียง ลงความเห็น เกิดการสร้างผู้พูดและผู้ฟังที่ดี ตลอดจนมุ่งเน้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์อยู่บ่อยครั้งโดยการทำงานเป็นกลุ่ม หรือแม้แต่ (Carr, 2015) กล่าว ว่าการเรียนรู้เชิงรุกคือการที่ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างท่องแท้ ดังจะเห็นได้ว่า การเรียนรู้ เชิงรุกนั้นก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนได้อย่างมาก และก่อประโยชน์สูงสุดตามทฤษฎีการ เรียนรู้ของ (Bloom, 1956) ความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนในการมีส่วนร่วมในการเรียน เป็นการสร้าง องค์ความรู้ความเข้าใจที่สูงที่สุด
13 จากแนวคิดทฤษฎีข้างต้น จึงเป็นข้อมูลและองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาการจัดการเรียน การสอนแบบ AEC คือ การเรียนรู้ที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนมีส่วนสำคัญในการลงมือปฏิบัติจริง และร่วม ออกแบบการเรียนรู้ โดยมีผู้สอนเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และร่วมกันขับเคลื่อนการ เรียนรู้ไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่สำคัญนั้นคือการค้นพบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากประสบการณ์เชิง ประจักษ์ของผู้เรียน อันจะทำให้เกิดการสั่งสมความรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และ สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเป็นสำคัญ ลักษณะของการเรียนการสอนแบบ AEC 1. Attention คือ การดึงดูดความสนใจ โดยการที่ผู้นำเสนอข้อมูลจะต้องคิดหารูปแบบหรือ กลวิธีที่จะเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนร่วมห้อง 2. Evaluation คือ การประเมินการนำเสนอของเพื่อนในชั้นเรียน โดยให้ระดับคะแนนตาม เกณฑ์(Scoring Rubric) พร้อมทั้งคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ 5. Conclusion คือ บทสรุปจากการนำเสนอข้อมูลของผู้เรียนเป็นองค์ความรู้ ตอนที่ 4 แนวคิดและทฤษฎีของการสรางแบบทดสอบการประเมินผลการนําเสนอผลงาน ความหมายของการประเมิน ไทเลอร(Tyler. 1950 : 60) กลาววา “การประเมินผล คือ การตรวจสอบความสัมพันธระหวาง การกระทํากับจุดประสงค” ทาบา (Taba. 1962 : 312) กลาววา “การประเมิน เปนกระบวนการตัดสินใจและตัดสินคุณคา ในการบรรลุของจุดมุงหมายทางการศึกษา” ครอนบัค (Cronbach. 1976 : 432) กลาววา “การประเมิน คือการรวบรวมและการใหความรูใน การตัดสินใจ” สตัฟเฟลบีม (Stufflebeam. 1971 : 40) ใหความหมายการประเมินผลวา “เปนกระบวนการ กําหนด รวบรวม และประมวลขอมูลที่เปนประโยชนเพื่อเปนแนวทางในการตัดสินใจ” ดังนั้น พอสรุปไดวา การประเมินผล หมายถึง กระบวนการรวบรวม และวิเคราะหขอมูล เพื่อใช เปนแนวทางในการตัดสินใจดําเนินการอยางใดอยางหนึ่ง ใหบรรลุตามวัตถุประสงค และเปาหมายที่ กําหนด ตอนที่ 5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกียวข้องกับการพูดนำเสนอผลงาน ทวีศิลป์ในจิต (2563, หน้า 97) การวิจัยเรื่อง “ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เพื่อส่งเสริม ทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการ
14 เรียนรู้โดยใช้โครงงาน 2) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ โครงงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีพบว่า การพูดนำเสนอ ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ โครงงานในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ไชยวัฒน์ อารีโรจน์ และสมพร ร่วมสุข (2563, หน้า 1824) การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึก ทักษะการพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อ พัฒนาแบบฝึกทักษะการพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดรายงานการศึกษาค้นคว้า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการพูดรายงานการศึกษา ค้นคว้ากับเกณฑ์ การประเมินร้อยละ 80 และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อแบบฝึก ทักษะการพูดรายงานการศึกษาค้นคว้า ผลปรากฏว่า ความสามารถด้านการพูดรายงานการศึกษาค้นคว้า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ความคิดเห็นต่อแบบฝึกทักษะการพูดรายงาน การศึกษาค้นคว้าอยู่ในระดับมากที่สุด และแบบฝึกทักษะการพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพสูงว่าเกณฑ์ อาภัสรา สังขวาสี (2564, หน้า 53) ผลงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการใช้การเรียนรู้แบบทีม เป็นฐาน (Team-based Learning) เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และศึกษาผล ความพึงพอใจต่อการเรียน การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพ ชั้นปีที่1 วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจำนวน 6 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3) เกณฑ์การประเมินทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และ 4) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน การพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร โดยใช้การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน (Team-based learning) ผลปรากฏว่า ผลการ เปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพโดยใช้โดยใช้ การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน (Team-based Learning) สูงกว่าก่อนเรียน และความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด
15 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การใช้กระบวนการ PLC พัฒนาการออกแบบการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตาม ขั้นตอนดังนี้ 1. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสถิติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและ ประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนในชั้นเรียน 2. ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.1 วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 150 คน กลุ่มตัวอย่างคือ คือ นักเรียนระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัย อาชีวศึกษานครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 26 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) กระบวนการ PLC 2) รูปแบบการสอนแบบ AEC 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC 5) แบบประเมินประสิทธิภาพของการสร้างชุมชนการเรียนรู้ PLC “ต่อยอดรักดี ปี 5” 4. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือแต่ละประเภท 1) กระบวนการ PLC 1.1) ศึกษากระบวนการสร้างกลุ่ม PLC จากสื่อออนไลน์ของคุรุสภา หนังสือที่ เกี่ยวกับการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติจากวิทยาลัย 1.2) สร้างกระบวนการ PLC ตามบริบทของวิทยาลัย 1.3) รับสมัครเครือข่าย PLC
16 1.4) จัดทำหลักฐานการเข้าร่วมประชุม PLC 1.5) ดำเนินการเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ กลุ่มต่อยอดรักดี ปี 5 ตาม กำหนดการ 1.6) ประเมินประสิทธิภาพของกลุ่ม PLC รูปแบบการดำเนินกิจกรรม PLC ของกลุ่มต่อยอดรักดี ปี 5 วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์
17 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.2) วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชา เนื้อหา จุดประสงค์ ผลการเรียนรู้ 2.3) สร้างแบบทดสอบจำนวน 10 ข้อ นำแบบทดสอบให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสอน ภาษาไทย ทำการวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์การเรียนกับเนื้อหา (IOC) และดำเนินการ ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของกรรมการ 2.4) นำแบบทดสอบไปใช้กับนักศึกษา 2.5) นำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบระหว่างการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบประเมินความพึงพอใจและแบบประเมินประสิทธิภาพของการสร้างชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ 3.1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจและแบบประเมินประสิทธิภาพ จากเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.2) วิเคราะห์ความต้องการและวัตถุประสงค์ในการประเมิน 3.3) สร้างแบบสอบถามชุดละ 10 ข้อที่มีมาตรประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด กำหนดเกณฑ์ประเมินที่ยอมรับได้ตั้งแต่ 3.5 ขึ้นไป 3.4) นำแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัด (IOC) 3.5) นำแบบสอบถามและแบบประเมินไปให้กลุ่มตัวอย่างประเมิน 3.6) แปลผล 4) นวัตกรรม : รูปแบบการสอนแบบ AEC 4.1) ศึกษาวิธีการสร้างรูปแบบการสอนแบบ AEC จากหลักสูตรรายวิชา ศึกษาปัญหา ของผู้เรียน วิเคราะห์เนื้อหาวิชาที่เรียน 4.2) ออกแบบนวัตกรรมรูปแบบการสอนแบบ AEC ให้สอดคล้องกับการแก้ไขและ พัฒนาทักษะของผู้เรียน 4.3) นำนวัตกรรมรูปแบบการสอนแบบ AEC ไปให้ผู้นิเทศทำการประเมินคุณภาพ แล้วปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ 4.4) สร้างนวัตกรรมรูปแบบการสอนแบบ AEC ให้สมบูรณ์ แล้วนำไปสร้างเป็น แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยที่ 6 จำนวน 1 แผนการจัดการเรียนรู้ 4.5) นำนวัตกรรมรูปแบบการสอนแบบ AEC ไปทดลองใช้กับกลุ่มทดลอง ซึ่งเป็น ปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จำนวน 26 คน โดยใช้ควบคู่กับ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 ชั่วโมง
18 5. การดำเนินการวิจัย / การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการ สอนแบบ AEC ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากการดำเนินกิจกรรมชุมชนทางวิชาชีพ (PLC) และได้เก็บรวบรวม ข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ 1) นักศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 26 คนทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนเพื่อหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ความพึงพอใจของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 26 คน ต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอน แบบ AEC 4) การประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนในชั้นเรียน โดยสมาชิก PLC กลุ่มต่อยอดรักดี ปี 5 จำนวน 8 คน 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เพื่อร่วมสร้างและพัฒนาการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC เพื่อ สร้างแรงจูงใจการพูดนำเสนอหน้าข้อมูล โดยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้ 1. หาค่าเฉลี่ยค่าคะแนนสอบ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. หาค่าระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC โดย ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด 3. หาค่าการประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยสมาชิก PLC โดยผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้สูตรทางสถิติ ดังต่อไปนี้ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) คำนวณจากสูตร ̅= ∑ เมื่อ ̅ = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง Xi = ผลบวกคะแนนของนักเรียนแต่ละคน (Xi ) n = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
19 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) = √ ∑ 2 − (∑ ) 2 2 เมื่อ SD = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน Xi = ผลรวมของคะแนน 2 Xi = ผลรวมกำลังสองของคะแนน n = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
20 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิง วิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC และ 3) ประเมินประสิทธิภาพ ในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นลำดับ ในลักษณะตารางประกอบคำบรรยายดังนี้ 1. การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตารางที่ 4-1 ผลการวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียน วิชาทักษะ ภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC คนที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนเต็ม 10 คะแนน คะแนนหลังเรียน คะแนนเต็ม 10 คะแนน 1 6 8 2 5 7 3 6 9 4 3 7 5 6 8 6 5 9 7 5 7 8 5 8 9 4 8 10 5 7 11 5 8 12 4 9 13 6 9 14 5 8 15 7 9 16 4 8 17 5 8
21 คนที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนเต็ม 10 คะแนน คะแนนหลังเรียน คะแนนเต็ม 10 คะแนน 18 7 7 19 6 8 20 5 9 21 5 7 22 4 8 23 4 8 24 3 7 25 6 8 26 5 9 คะแนนรวม 132 208 ค่าเฉลี่ย ( ) 5.08 8.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.98 0.76 การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดสมมติฐานไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ของหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งจากการทดลองเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC พบว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.08 ส่วนคะแนนทดสอบหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 8.00 สรุปว่าผู้เรียนที่เรียนด้วยเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC แล้วมีความรู้สูงขึ้นจริง เป็นไปตาม สมมติฐานข้อที่ 3.1 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนการสอน ตารางที่ 4-2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วย รูปแบบการ สอนแบบ AEC วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียน โฆษณาและประชาสัมพันธ์ รายการ S.D. แปลผล 1. ขั้นตอนการสอนแต่ละขั้นไม่ยุ่งยาก 4.30 0.74 มาก 2. นักศึกษามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน 4.46 0.58 มาก 3. นักศึกษาพอใจกับการเรียนแบบนี้ 4.16 0.89 มาก 4. นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์งานได้เต็มศักยภาพและเกิดการเรียนรู้ 4.46 0.68 มาก 5. นักศึกษาได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 4.40 0.78 มาก 6. นักศึกษาได้รับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.42 0.67 มาก
22 รายการ S.D. แปลผล 7. ครูกระตุ้นให้นักศึกษาคิดหลาย ๆ รูปแบบ 4.54 0.68 มากที่สุด 8. นักศึกษาเกิดแรงจูงใจการสร้างชิ้นงานและฝึกปฏิบัติจนประสบ ความสำเร็จได้ด้วยตนเอง 4.50 0.61 มากที่สุด 9. กิจกรรมการเรียนการสอนมีความสนใจ กระตุ้นการเรียนรู้ 4.40 0.70 มาก ค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.40 0.56 มาก จากตารางที่ 4-2 ความพึงพอใจของนักศึกษาระดับชั้น ปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนใน งานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.40 เป็นไปตาม สมมติฐานข้อที่ 3.2 3. ผลการประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้ (PLC) สู่การส่งเสริมและ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน ( สมาชิกใน PLC ) ตารางที่ 4-3 ผลการประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยสมาชิก PLC กลุ่มต่อยอดรักดี จำนวน 8 คน รายการ S.D. แปลผล 1. ท่านตระหนักและเห็นความสำคัญในการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา วิชาชีพ (PLC) 4.63 0.52 มากที่สุด 2. ท่านมีความรู้ความเข้าใจและสามารถออกแบบกิจกรรมส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน ชุมชนของท่าน 4.88 0.35 มากที่สุด 3. ท่านสามารถเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนครูและนำไปประยุกต์ใช้ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระฯผ่าน กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ภายใน สถานศึกษาได้อย่างสร้างสรรค์ 4.88 0.35 มากที่สุด 4. ท่านนำผลจาการจัดกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ(PLC) มาปรับใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนห้องเรียน 4.88 0.35 มากที่สุด 5. ท่านคิดว่ากระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ(PLC) ภายในสถานศึกษามีประโยชน์ควรมีการดำเนินการต่อไป 4.50 0.76 มาก ค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.75 0.18 มากที่สุด
23 จากตารางที่ 4-3 ผลการประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริม และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน อยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย = 4.75 เป็นไปตาม สมมติฐานข้อที่ 3.3
24 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมสร้างและพัฒนาการสอน ด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการนำเสนอข้อมูลที่ได้รับมอบหมาย โดยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนใน งานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่ เรียนด้วยการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC 3. เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สู่การส่งเสริมและ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน สมมุติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ของหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน 2. นักศึกษาระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล ที่เรียนด้วยการสอนด้วยด้วย รูปแบบการสอนแบบ AEC มีความพึงพอใจตั้งแต่ระดับดี ขึ้นไป 3. ประสิทธิภาพในการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนในชั้นเรียนตั้งแต่ระดับดี ขึ้นไป ประชากร /กลุ่มตัวอย่าง ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.1 วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 150 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ คือ นักเรียนระดับชั้นปวส.1 กลุ่ม 3 สาขาธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยอาชีวศึกษา นครสวรรค์ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 26 คน
25 สรุปผลการวิจัย จากผลการวิจัยสร้างและพัฒนาการสอนด้วย เพื่อแก้ปัญหาการพูดนำเสนอหน้าชั้นเรียน โดย กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ผลสรุป ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย = 5.08 ส่วนคะแนนทดสอบหลังเรียน ค่าเฉลี่ย = 8.00 สรุปว่าผู้เรียนที่เรียนด้วยเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC แล้วมีความรู้สูงขึ้น 3. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC วิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ปรากฏผลดังนี้ รายการที่ 7 ครูกระตุ้นให้นักศึกษาคิดหลาย ๆ รูปแบบ มีค่าเฉลี่ย = 4.54 มีความ พึงพอใจ อยู่ในระดับ มากที่สุด ส่วนรายการที่ 3 นักศึกษาพอใจกับการเรียนแบบนี้ มีค่าเฉลี่ย = 4.16 มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับ มาก 4. การประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียน การสอนในชั้นเรียน โดยสมาชิก PLC กลุ่มต่อยอดรักดี ปรากฏผล ดังนี้ รายการที่ 1 ท่านตระหนักและ เห็นความสำคัญในการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาวิชาชีพ (PLC) และรายการที่ 4 ท่านนำผลจากการจัด กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มาปรับใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนในห้องเรียน มีค่าเฉลี่ย = 4.67 มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับ มากที่สุด ส่วนรายการที่ 3 ท่านสามารถเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนครูและนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใน กลุ่มสาระฯผ่านกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ภายในโรงเรียนได้อย่างสร้างสรรค์ และรายการที่ 5 ท่านคิดว่ากระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ(PLC) ภายในโรงเรียนมี ประโยชน์ควรมีการดำเนินการต่อไป มีค่าเฉลี่ย = 4.33 มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับ มาก อภิปรายผล 1. การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ตามสมมติฐานในข้อที่ 2 2. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ CELRA กิจกรรมการเรียนการสอนในปัจจุบันเน้นการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดหลาย ๆ รูปแบบ ทำให้ผู้เรียนพอใจ 3. การประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียน การสอนในชั้นเรียน โดยสมาชิกกลุ่ม PLC ภาพรวมอยู่ในระดับ ดีมาก เนื่องจากทำให้ครูได้รับแนวคิดใหม่ ๆ จากกิจกรรมนี้
26 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ 1.1 ครูผู้สอนต้องศึกษา วิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และ คำอธิบายรายวิชา ให้เข้าใจ เพื่อจะได้กำหนดแผนจัดการเรียนรู้ ได้เหมาะสมกับผู้เรียน 1.2 ผู้สอนควรศึกษารูปแบบการสอนแนวจิตตปัญญาศึกษา เพื่อจะวิธีการมาบูรณาการ ร่วมกับกิจกรรมการสอนในแต่ละหน่วยได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหา และระดับของผู้เรียน 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป - การพัฒนาผู้เรียนด้านการคิดสร้างสรรค์ด้วยการใช้สื่อเทคโนโลยี
27 บรรณานุกรม เสาวนีย์กานต์ เดชารักษ์. (2539). การพัฒนารูปแบบการเรียนการ สอนแบบเน้นวิจัยทางการศึกษา พยาบาล. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาอุดมศึกษา : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. โรงเรียนเพชรพิทยาคม. (2563).https://www.pks.ac.th/news/pks_google_classroom_ for_teacher.html กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา. คณะกรรมการการอาชีวศึกษา.(2563). หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. บุญชม ศรีสะอาด.(2535). การวิจัยเบื้องต้น . พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาสน์. พิศิษฐ ตัณฑวณิช .(2547). สถิติเพื่องานวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทมหานคร : บุ๊พอยด์. เกล้าพระนครเหนือ. 2545. ยุทธพงษ์ กัยวรรณ์. พื้นฐานวิจัย Basic of Research. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพฯ ,มปป. สินธะวา คามดิษฐ์.(2557).”การจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัยในระดับอุดมศึกษา”. สุทธิปริทัศน์, 28(85),9-21. สุขนิษฐ์ สังขสูตร และ จอมเดช ตรีเมฆ .(2564) . การศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอน ออนไลน์ในสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยรังสิต. (Online). https://rsucon.rsu.ac.th/proceedings ,15 ตุลาคม 2564. สุราษฎร์ พรหมจันทร์.(2530). การพัฒนาหลักสูตรรายวิชา . กรุงเทพมหานคร : สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ. อุไรรัตน์ ยามาเร็ง. (2560) .การจัดการเรียนการสอนที่เน้นการวิจัยเป็นฐาน รายวิชาการพัฒนา หลักสูตรและการสอนอิสลามศึกษา หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอน อิสลามศึกษา 2559. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาการสอนอิสลาม. มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
ภาคผนวก
แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการ PLC แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 6 ชื่อวิชา ทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ สอนครั้งที่ 2 ชื่อหน่วย การเขียนในงานอาชีพ จำนวนชั่วโมง 3 ชื่อเรื่องหรือชื่องาน การเขียนโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวม 6 ชั่วโมง หัวข้อเรื่องและงาน 1. การเขียนโฆษณา 2. การเขียนประชาสัมพันธ์ สาระสำคัญ การเขียนในงานอาชีพมีความจำเป็นที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามวัตถุประสงค์ การเลือก รูปแบบและภาษาที่เหมาะสมในการสื่อสารจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นในการเขียนการ เขียนโฆษณา และการเขียนประชาสัมพันธ์ จึงจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการเขียนและวิธีการใช้ภาษาให้ เหมาะสมกับการเขียนในงานอาชีพแต่ละประเภท สมรรถนะประจำหน่วย 1. เขียนโฆษณาในสื่อออนไลน์ได้ครบองค์ประกอบและน่าสนใจ 2. เขียนประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและน่าสนใจ จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ๑. เขียนข้อความโฆษณาในสื่อออนไลน์ได้ครบองค์ประกอบของโฆษณา ๒. เขียนข้อความเพื่อการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ๓. มีจรรยาบรรณและคุณธรรมในการเขียนข้อความโฆษณา การบูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. ความมีเหตุผล นักศึกษาสามารถอธิบายความหมาย บอกวัตถุประสงค์ของการเขียนในงานอาชีพได้ ดังนั้นจึงเป็น การทำงานที่รอบคอบ มีความละเอียดและตั้งใจทำงานจนสำเร็จตามวัตถุประสงค์ 2. ความพอประมาณ นักศึกษาที่นำเสนอการเขียนในงานอาชีพสำเร็จตามวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับมอบหมายได้นั้นดังนั้น จึงเป็นการทำงานที่รอบคอบ มีความละเอียดและตั้งใจทำงานจนสำเร็จ 3. การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี นักศึกษาที่เขียนข้อความโฆษณา ข้อความประชาสัมพันธ์ และสามารถอธิบายส่วนประกอบได้ เป็นการทำงานที่รอบคอบ มีความละเอียดและตั้งใจทำงานจนสำเร็จตามวัตถุประสงค์จึงเป็นที่ยอมรับของ หน่วยงานและสถานศึกษา 4. เงื่อนไขความรู้ นักศึกษาที่สามารถเขียนข้อความโฆษณา ข้อความประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับงานอาชีพได้อย่าง ถูกต้อง จึงเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานและมีความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน
5. เงื่อนไขคุณธรรม นักศึกษาที่สามารถเขียนข้อความโฆษณา ข้อความประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับงานอาชีพได้โดยยึด หลักจรรยาบรรณของการเขียน เนื้อหาสาระ 1. การเขียนโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ 1.1 ความหมายของ “โฆษณา” 1.2 ความสำคัญของการโฆษณา 1.3 การใช้ภาษาในการโฆษณา 1.๔ องค์ประกอบของโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ 2. การเขียนประชาสัมพันธ์ 2.1 ความหมายของการประชาสัมพันธ์ 2.2 วัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ ๒.3 หลักการเขียนประชาสัมพันธ์ ๒.๔ การใช้ภาษาในการประชาสัมพันธ์ ๒.๕ การเขียนประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ บูรณาการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ AEC (Attention,Evaluation,Conclusion) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูและผู้เรียนสนทนาเกี่ยวกับการโฆษณา ซึ่งเป็นการเผยแพร่ข้อความทั้งที่เป็นลายลักษณ์ อักษร เสียง ภาพ โดยมีจุดประสงค์เพื่อชักชวนให้สาธารณชนซื้อสินค้าและบริการ จากสื่อออนไลน์ https://www.youtube.com/watch?v=IK2SYtsepoY ขั้นสอน 2. ครูอธิบายส่วนประกอบของข้อความโฆษณา และให้ผู้เรียนทำกิจกรรม ที่ 6.1 โยงเส้นจับคู่ รูปแบบกับข้อความพาดหัว 3. ครูให้ผู้เรียนทำใบกิจกรรมที่ 6.2 การวิเคราะห์ส่วนประกอบโฆษณาสินค้าจากสื่อสิ่งพิมพ์ 4. ครูให้ผู้เรียนอ่านคำขวัญประจำจังหวัดที่ผู้สอนมอบหมายไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ การประชาสัมพันธ์ 5. ครูให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ ที่พบเห็นอยู่เป็นประจำจากสื่อ 6. ครูบรรยายสาระสำคัญ ในหัวข้อดังต่อไปนี้ - ความหมายของการประชาสัมพันธ์ - วัตถุประสงค์ของการประชาสัมพันธ์ - หลักการเขียนประชาสัมพันธ์ - การใช้ภาษาในการประชาสัมพันธ์
ขั้นนำไปใช้ประโยชน์(บูรณาการ PLC) 7. ผู้เรียนทำใบกิจกรรมที่ 6.3 (งานกลุ่ม) เขียนข้อความโฆษณาสินค้า (Attention) ตาม ส่วนประกอบที่กำหนด โดยใช้เวลา 10 นาที 8. ผู้เรียนนำเสนอข้อความโฆษณาของกลุ่มตนเอง โดยผู้สอนและตัวแทนแต่ละกลุ่มประเมินใน รูปการให้คะแนน (Evaluation) นำคะแนนมารวมกัน ประกาศผลว่ากลุ่มใดมีคะแนนสูงสุด 9. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปลักษณะของข้อความเขียนโฆษณา (Conclusion) 8. ผู้เรียนทำใบกิจกรรมที่ 6.5 การเขียนประชาสัมพันธ์แผนกด้วยการเขียนคำขวัญ ขั้นสรุป 9. ให้ผู้เรียนทบทวนความรู้การเขียนจดหมายธุรกิจ โฆษณา ประชาสัมพันธ์จากลิงก์ http://bit.ly/thaiact64 10. ครูให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน กิจกรรมที่มอบหมาย ก่อนเรียน - หาคำขวัญประจำจังหวัดคนละ ๑ คำขวัญ ขณะเรียน - ใบกิจกรรมที่ 6.1 - 6.5 หลังเรียน - การเขียนข้อความโฆษณาสินค้าด้วยโปรแกรม Canva สื่อการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) จากเว็บไซต์ Anyflip 3. คลิปวิดีโอโฆษณา 4. ใบกิจกรรม 5. เว็บไซต์ Wordwall.com แหล่งเรียนรู้ 1. ห้องสมุด 2. อินเทอร์เน็ต 3. สื่อสิ่งพิมพ์
การวัดและประเมินผล สิ่งที่ต้องการวัด วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัด 1. ด้านความรู้ 1.ทดสอบ 2.สอบถาม 1.แบบทดสอบ 2.แบบประเมิน ไม่ผ่าน คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50 ผ่าน คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป 2. ด้านทักษะ 1.ทดสอบการปฏิบัติจาก ใบงาน/ใบกิจกรรม 2.การสังเกตพฤติกรรมการ ปฏิบัติจากใบกิจกรรม 1.ใบงาน/ใบกิจกรรม 2.แบบประเมินพฤติกรรม การปฏิบัติงาน 3.แบบฝึกหัด ไม่ผ่าน คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50 ผ่าน คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป 3. ด้านจิตพิสัย การสังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ แบบประเมินพฤติกรรม ไม่ผ่าน คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50 ผ่าน คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไป หลักฐาน 1. บันทึกการสอน 2. สมุดเช็กรายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน
แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน หน่วยที่ 6 การเขียนในงานอาชีพ เรื่อง การเขียนโฆษณาประชาสัมพันธ์ จงเลือกข้อที่ถูกเพียงหนึ่งข้อ 1. ข้อใดตรงกับความหมายของโฆษณา ก. การใช้สื่อในการเผยแพร่ข้อมูลสินค้า ข. การใช้หลักจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค ค. การกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้าและบริการ ง. การให้ข้อมูลสินค้าเกี่ยวกับสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภค 2. ข้อความใดเป็นความสำคัญของคำขวัญที่ใช้ในการโฆษณา ก. สรุปลักษณะเด่นของสินค้า ข. ช่วยให้จำสินค้าได้ง่ายขึ้น ค. ช่วยให้สินค้ามีความน่าเชื่อถือ ง. บอกลักษณะสินค้าให้ชัดเจนขึ้น 3. ข้อใดเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำถ้าจะเขียนโฆษณา ก. ศึกษาวิธีเขียนโฆษณา ข. ศึกษากลุ่มเป้าหมาย ค. ศึกษาลักษณะของสินค้า ง. ศึกษาหลักจิตวิทยา 4. ข้อใดเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วถึงมากที่สุด ก. บุคคล ข. โทรทัศน์ ค. หนังสือพิมพ์ ง. ป้ายประกาศ 5. ข้อใดเป็นหลักจิตวิทยาที่ใช้ในการโฆษณาต่อไปนี้ “ด่วน! จองบูธวันนี้เลือกทำเลดี ‘ในราคาเดิม’ ตัดสินใจ ก่อนปรับราคา” ก. เรื่องความมั่นคง ข. เรื่องความประหยัด ค. เรื่องความสะดวก ง. เรื่องความมีชื่อเสียง
6. ข้อใดหมายถึงการประชาสัมพันธ์ ก. การแจ้งข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจแก่กลุ่มเป้าหมาย ข. การแจ้งข้อมูลข่าวสารทางกิจธุระแก่กลุ่มเป้าหมาย ค. การแจ้งข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานแก่กลุ่มเป้าหมาย ง. การแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญแก่กลุ่มเป้าหมาย 7. ข้อใดสำคัญที่สุดของการประชาสัมพันธ์ ก. สร้างความรู้ ข. สร้างความร่วมมือ ค. สร้างความเข้าใจ ง. สร้างความศรัทธา 8. ถ้าต้องการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของหน่วยงานโดยไม่ใช้งบประมาณ ควรใช้สื่อข้อใด ก. สื่อบุคคล ข. สื่อสิ่งพิมพ์ ค. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ง. สื่อแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ 9. ข้อใดควรระวังมากที่สุดในการทำประชาสัมพันธ์ ก. การใช้งบประมาณ ข. การใช้สำนวนภาษา ค. การแจ้งข่าวสารข้อมูล ง. การโน้มน้าวใจให้เชื่อถือ 10. ข้อใดเป็นภาษาที่ควรหลีกเลี่ยงในการประชาสัมพันธ์ ก. คำสแลง ข. ศัพท์ง่าย ๆ ค. คำราชาศัพท์ ง. ศัพท์ทางวิชาการ เฉลยข้อสอบ ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 คำตอบ ค ก ค ข ข ค ง ก ง ก
แบบสอบถามความพึงพอใจของศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC ของนักศึกษา ปวส.1 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล กลุ่ม 3 คำชี้แจง แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการสอนแบบ AEC ขอความร่วมมือในการตอบตามความเป็นจริง โดยทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องว่างที่ตรงกับ ระดับความพึงพอใจของตนเองเพียงช่องเดียวในแต่ละข้อ ซึ่งมี 5 ระดับ ดังนี้ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พึงพอใจมาก 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง พึงพอใจน้อย 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ข้อที่ รายการ ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1 ขั้นตอนการสอนแต่ละขั้นไม่ยุ่งยาก 2 นักศึกษามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน 3 นักศึกษาพอใจกับการเรียนแบบนี้ 4 นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์งานได้เต็มศักยภาพและเกิดการ เรียนรู้ 5 นักศึกษาได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6 นักศึกษาได้รับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 7 ครูกระตุ้นให้นักศึกษาคิดหลาย ๆ รูปแบบ 8 นักศึกษามีโอกาสได้รับการสร้างชิ้นงานและฝึกปฏิบัติจน ประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง 9 กิจกรรมการเรียนการสอนมีความสนใจ กระตุ้นการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ
แบบประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้ สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยสมาชิก PLC กลุ่มต่อยอดรักดีปี 5 คำชี้แจง แบบประเมินประสิทธิภาพการสร้างชุมชนการเรียนรู้สู่การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียน การสอนในชั้นเรียนโดยสมาชิก PLC กลุ่มต่อยอดรักดีปี 5 โดยทำเครื่องหมาย ✓ ลงใน ช่องว่างที่ตรงกับระดับความคิดเห็นของตนเองเพียงช่องเดียวในแต่ละข้อ ซึ่งมี 5 ระดับ ดังนี้ 5 หมายถึง ประสิทธิภาพมากที่สุด 4 หมายถึง ประสิทธิภาพมาก 3 หมายถึง ประสิทธิภาพปานกลาง 2 หมายถึง ประสิทธิภาพน้อย 1 หมายถึง ประสิทธิภาพที่สุด ข้อที่ รายการ ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1 ท่านตระหนักและเห็นความสำคัญในการเข้าร่วม กระบวนการพัฒนาวิชาชีพ (PLC) 2 ท่านมีความรู้ความเข้าใจและสามารถออกแบบกิจกรรม ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายในชุมชนของท่าน 3 ท่านสามารถเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนครูและนำไปประยุกต์ใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระฯผ่าน กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ภายใน วิทยาลัยได้อย่างสร้างสรรค์ 4 ท่านนำผลจาการจัดกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพ(PLC) มาปรับใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนห้องเรียน 5 ท่านคิดว่ากระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ(PLC) ภายในโรงเรียนมีประโยชน์ควรมีการดำเนินการต่อไป ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ
ประวัติผู้วิจัย ชื่อ – ชื่อสกุล นางยอดขวัญ ศรีม่วง วัน เดือน ปี เกิด 7 พฤศจิกายน 2511 ที่อยู่ปัจจุบัน 78/7 หมู่ 5 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000 ที่ทำงานปัจจุบัน วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000 ตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบัน ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2534 ศศ.บ.(ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2546 ศศ.ม.(ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยนเรศวร