The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บูรณาการสังคมศึกษา ป. 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2024-02-29 07:31:06

บูรณาการสังคมศึกษา ป. 2

บูรณาการสังคมศึกษา ป. 2

คำนำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ED13309 การ จัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการในระดับประถมศึกษา จัดทําขึ้นเพื่อเป็นความรู้สําหรับผู้ที่สนใจ จะศึกษาเกี่ยวกับหน่วยบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 และผู้อ่านสามารถนําไป ปรับใช้ในรายวิชาอื่นๆได้ ให้มีความ เข้าใจมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ ผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ สําหรับคนที่สนใจ หรือกําลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 นี้อยู่ไม่มากก็น้อย หากมีข้อ แนะนําหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทําขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ นางสาวเพียงนภา อันทะปัญญา


สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข 1. ความหมายบูรณาการ 1-2 2. หลักการ เเนวคิด ทฤษฎีของบูรณาการ 3-4 3. รูปแบบบูรณาการ 5-8 4. วิธีการบูรณาการ 9-11 5. สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมชั้นประถมศึกษาปีที่2 12-21 6. ตัวอย่างแผนบูรณาการภายในกลุ่มเดียวกัน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่2 22-32 7. การบูรณาการข้ามศาสตร์ 33 7.1 ทฤษฏีการบูราการข้ามศาสตร์ 33-36 7.2 ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ 36 7.3 ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ 37-50 ภาคผนวก 51-96 อ้างอิง 97


1.ความหมายของบูรณาการ ความหมายการบูรณาการตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Integration มีรากศัพท์มา จาก ภาษาลาตินว่า Integrate คำว่าบูรณาการในความหมายทั่วไป หมายถึง การท สิ่งที่บกพร่องให้สมบูรณ์แบบ โดยการเพิ่มเติมบางส่วนที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์ หรือการน ส่วนประกอบย่อยมารวมกันตั้งแต่สองส่วน เพื่อทำให้เป็นส่วนประกอบใหญ่ของทั้งหมด ดังนั้นการบูรณาการเป็นการเชื่อมสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเข้ามาเป็นส่วนประกอบกับอีกสิ่ง หนึ่งให้มี ความสมบูรณ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนหลักหรือส่วนประกอบที่ใหญ่กว่า (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,2546) (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35) การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การประสานกลมกลืนกันของแผนกระบวนการ สารสนเทศการจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ และการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ที่สำคัญของ สถาบัน(Organization-wide Goal) การบูรณาการที่มีประสิทธิผลเป็นมากกว่าความ สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน(Alignment) ซึ่งการดำเนินการของแต่ละองค์ประกอบ ภายใน ระบบการจัดการ ผลการดำเนินการมีความเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวอย่าง สมบูรณ์ พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ และคณะ, (กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ, 2556), หน้า 13-14. การบูรณาการ หมายถึง การทำให้ หน่วยย่อยทั้งหลายที่สัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกันเข้ามาร่วมทำหน้าที่ประสานกลมกลืน เป็นองค์รวมหนึ่งเดียวมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว การบูรณาการนั้นเราจะเอาหน่วย ย่อยหน่วยหนึ่งมารวมเข้าในองค์รวมที่มีหน่วยย่อยอื่นอยู่แล้วก็ได้ หรือจะเอาหน่วยย่อย ทั้งหลายที่ต่างแยกกันอยู่มารวมเข้าด้วยกันเป็นองค์รวมก็ได้ซึ่งเรียกว่าบูรณาการทั้งสิ้น แต่ข้อสำคัญจะต้องมีตัวยืนที่เป็นหลักอยู่ 3 อย่าง ในเรื่องบูรณาการ 1) มีหน่วยย่อยองค์ประกอบ ชิ้นส่วน อวัยวะ ชั้น ระดับ หรือแง่ด้านที่จะเอามาประมวล เข้าด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกันคือ สิ่งย่อย ส่วนย่อย 2) หน่วยย่อยเป็นต้นนั้น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน อันนี้อาจจะเลย ไปถึงลักษณะที่ว่ายืดหยุ่นปรับตัวได้ มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาด้วย 3) เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วก็จะเกิดความครบถ้วนเต็มบริบูรณ์ โดยมีความประสาน กลมกลืนเกิดภาวะได้ที่พอดีหรือสมดุลก็จะทำให้การรวมนั้นก็มีชีวิตด ารงอยู่และดำเนิน ไปด้วยดี อันจะเป็นภาวะของบูรณาการ ถ้าครบสามอย่างนี้ก็เป็นบูรณาการ สามอย่างนี้เป็นตัวยืนที่จำเป็นตามสภาวะ ส่วนในทางปฏิบัติจะมีหลักและกระบวนวิธีอย่างไรก็พิจารณาว่าอันอีกส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่จะ ต้องเน้นก็คือ ความพอดีหรือความสมดุล ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการของบูรณาการนั้น เราจะ แสดงลักษณะออกมาให้เห็นเป็น ข้อสำคัญได้ 2 อย่างคือ เมื่อเป็นองค์รวมแล้วองค์รวม นั้นมีชีวิตหรือดำเนินไปด้วยดี องค์รวมนั้นเกิดมีภาวะและคุณสมบัติของมันเองที่ต่างหาก จากภาวะและคุณสมบัติขององค์ประกอบทั้งหลาย 1


ขั้นตอนของวิธีคิดแบบบูรณาการประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นที่ 1 ถอดกรอบ เพื่อที่จะให้หลุดจากกับดักทางความคิด ทางวัฒนธรรม ทางความรู้ ทางประสบการณ์เป็นต้น ขั้นที่ 2 ขยายกรอบ โดยอาศัยฐานแนวคิดในเรื่ององค์รวม สหวิทยาการ คิดโดยวิธีอุปนัย การมองประสานขั้วตรงข้าม และมองแบบทุกฝ่ายชนะ ขั้นที่ 3 คุมกรอบ ซึ่งเป็นขั้นกลับมาบูรณาการอีกครั้ง โดยเงื่อนไขความสำเร็จของการบู รณาการสวัสดิการของชุมชนในระดับนโยบาย คือ 1) ผู้ดำเนินกิจกรรมหลักและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) เปูาประสงค์ 3) ทรัพยากร 4) กระบวนการและแนวทางการทำงาน 5) ผลกระทบ ผลผลิต และวิวัฒนาการ พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ และคณะ, (กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ, 2556), หน้า 13-14. บีเน่ (Beane, 1991) การบูรณาการเป็นการเชื่อมโยงความรู้ประสบการณ์ใน ลักษณะผสมผสานเข้าด้วยกันทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องสมบูรณ์โดยรวมกันมากกว่าการ แยกส่วนการบูรณาการ (Integration) หมายถึง การประสานกลมกลืนกันของแผนกระ บวนการ สารสนเทศการจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ และการวิเคราะห์ เพื่อ สนับสนุนเป้าประสงค์ที่สำคัญของสถาบัน(Organization-wide Goal) การบูรณาการที่มี ประสิทธิผลเป็นมากกว่าความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน(Alignment) ซึ่งการ ดำเนินการของแต่ละองค์ประกอบภายใน ระบบการจัดการ ผลการด าเนินการมีความ เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35) 2


2.หลักการแนวคิด ทฤษฎี ของการบูรณาการ เคน วิลเบอร์ มีแนวคิดว่าการศึกษาวิชาความรู้ถูกครอบงำตามแนวทางของแนวทาง วิทยาศาสตร์มี 2 ประเภท คือ 1) แบบลดทอน (Reductionism) หรือที่เรียกว่าพวก Atomism ที่ แยกแยะปัญหา ต่าง ๆ ลงเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหา เมื่อทราบแล้วก็แก้ไขที่ปัญหา นั้น ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป 2) และอีกพวกหนึ่งคือ พวกที่มองข้ามส่วนย่อย ๆ ไป จะมองแต่ภาพรวม เรียก พวกนี้ว่า Wholism เช่นนี้ วิลเบอร์เห็นว่าทำให้ขาดความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงเพราะปัญหาทุก เรื่องมันไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างลอยๆ มันต้องมีผลกระทบเนื่องจากสิ่งต่าง ๆ ที่ แวดล้อมตัว ปัญหานั้น ๆ จึงต้องนำทุกเรื่องที่เป็นองค์ประกอบ เชื่อมโยงกัน เกี่ยวข้องกัน มาพิจารณาด้วย จึงจะเป็นแนวคิด ที่ถูกต้องจริง ๆ ทฤษฎีการบูรณาการ จึงเป็นทฤษฎีที่นำเสนอปัญหาทุกอย่างในโลกปัจจุบัน โดย เฉพาะที่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สามารถแก้ไขด้วยการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบด้าน โดยมี ปัจจัยหลัก ๆ อยู่ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเจตจำนงหรือเจตนา (Intention) เรียกว่า “I” หรือ “ฉัน” เป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับ ภายในของมนุษย์ (Interior) เป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิด จิต วิวัฒนาการของจิตและสิ่งที่ เป็นอัตวิสัย เป็นต้น 2) ด้านพฤติกรรม (Behavior) เรียกว่า “It” หรือ “สิ่งนั้น” หรือ “มัน” เป็นด้านเกี่ยวกับ ภายภาพ โครงสร้างของร่างกาย วิวัฒนาการเชิงกายภาพ กฎทางฟิสิกส์ หรือเคมี และการ แสดงออก เป็นเรื่องของภายนอกที่มองเห็น (Exterior) เป็นต้น 3) ด้านวัฒนธรรม (Culture) เรียกว่า “We” หรือ “พวกเรา” เป็นวิถีชีวิตในชุมชน วิวัฒนาการในเรื่องความสัมพันธ์เชิงชาติพันธุ์ ระบบการให้คุณค่า ทัศนะในการมองโลกใน สังคม หรือ สิ่งที่ปรากฏภายใน (Interior) ของสังคมที่เป็นนามธรรม เป็นต้น 4) ด้านสังคม (Social) เรียกว่า “Its” หรือ “สิ่งเหล่านั้น” เป็นด้านที่เกี่ยวกับสังคมใน ภาพ กว้าง รูปแบบการปกครอง นิเวศวิทยา ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งที่ปรากฏภายนอก (Exterior) ของสังคมที่มองเห็นเป็นรูปธรรม เป็นวิวัฒนาการของสังคม ชุมชน ประเทศ หรือ ระดับโลก จักรวาล กาแล็กซีต่าง ๆ เป็นต้น ทฤษฎีบูรณาการ นำเสนอว่ามีปัจจัยสำคัญ ๆ และจำเป็นที่ทำให้มนุษย์มีการพัฒนา หรือมี วิวัฒนาการทั้งในด้านร่างกายและจิตใจอยู่ในการตระหนักรู้ของมนุษย์ทุกคน และเป็น ลักษณะของจิต ซึ่งรูปแบบการ บูรณาการ นี้เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดที่ใช้ในการตอบสาระสำคัญที่เป็นความจริงของทุก สรรพสิ่ง และสิ่งที่นำเสนอมานั้นเป็นเพียงเครื่องมือ แผนที่ ในการเดินทางที่จะนำทุกคนไปสู่ความ สำเร็จทั้งทางด้านการประกอบอาชีพและการตื่นรู้ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางในการบูรณาการ สิ่งที่ สร้างเป็นเครื่องมือในการพัฒนาให้กาย จิต วิญญาณ วัฒนธรรมและธรรมชาติเจริญ งอกงามยิ่งขึ้น 3


ทฤษฎีบูรณาการ (ธนพล พันธเสน, 2549 : 14 - 15) ซึ่งป็นแนวคิดทฤษฎีที่นํา เสนอโดยเคน วิลเบอร์ (Ken Wilber) ผู้ซึ่งใช้ญาณทัศนะประกอบกับการบูรณาการองค์ ความรู้ที่ปรากฏอยู่ในทั่วทุกมุมโลกทุกสํานักคิด ทุกศาสนา และทุกยุค เพื่อสร้างแบบจําลอง สําหรับการอธิบายความจริงและทุกสิ่งที่ดํารงอยู่ในอภิจักรวาล (Kosmos) ซึ่งมีวิวัฒนาการ แบบก้าวข้ามองคาพยพของตัวเองแล้วหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับองค์รวมที่อยู่ในระดับขั้น สูงกว่า กว้างขวางครอบคลุมสลับซับซ้อนกว่าและเผยให้เห็นความจริงที่ชัดขึ้นมาตั้งแต่จุดที่ จักรวาลได้ถือกําเนิดขึ้นจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน สรุป การบูรณาการเป็นการนำเอาหลักความสำคัญมาผสมผสานเพิ่มเติมหรือเติมเต็ม เพื่อ ต้องการลดปัญหาข้อผิดพลาดจากที่มีอยู่ หรือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ให้มีความ สัมพันธ์กัน สอดคล้อง กับความต้องการ ตรงกับสภาพความเป็นจริงและมีความสมบูรณ์ยิ่ง ขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด 4


3.รูปแบบของการบูรณาการ วิเศษ ชิณวงศ์(2544: 29) ได้กล่าวถึงการเรียนการสอนมีสองประเภท คือ บูรณาการ ภายในวิชาและบูรณาการระหว่างวิชา โดยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ (Modelsof Integration) ระหว่างวิชามี 4 รูปแบบดังนี้ 1. การสอนบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion) เป็นการสอนที่ครูผู้สอนใน วิชาหนึ่งสอดแทรกเนื้อหาของวิชาอื่นเข้าไปในการสอนของตน เป็นการวางแผนการสอน และสอนโดยครูคนเดียว 2. การสอนบูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel Instruction) เป็นการสอนที่ครู ตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่สอนต่างวิชากัน ต่างคนต่างสอน แต่มาวางแผนการสอนร่วมกัน โดย มุ่งสอนหัวเรื่องความคิดรวบยอด ปัญหาเดียวกัน (Theme/Concept/Problem) ระบุสิ่ง ที่ร่วมกันและตัดสินใจร่วมกันว่าจะสอนหัวเรื่องความคิดรวบยอด ปัญหานั้น ๆ อย่างไรใน วิชาของแต่ละคนงานที่มอบหมายนักเรียนจะแตกต่างกันไปตามลักษณะวิชาแต่อยู่ภายใต้ หัวเรื่อง ความคิดรวบยอดหรือปัญหาเดียวกัน 3. การสอนบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) การ สอนแบบนี้ คล้ายกับการสอนแบบคู่ขนาน กล่าวคือ เป็นการสอนที่ครูตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่สอนต่าง วิชากันใช้หัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหาเดียวกัน ต่างคนต่างสอน แต่มีการมอบ โครงการหรือโครงงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ครูทุก คนต้องวางแผนร่วมกันในการสร้างโครงการเหมือนกันและแบ่งโครงการย่อยให้นักเรียน ปฏิบัติในแต่ละวิชา 4. การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชา (Trans disciplinary Instruction) การสอน ตามรูปแบบนี้ ครูที่สอนวิชาต่าง ๆ จะมาร่วมกันสอนเป็นคณะหรือทีม ร่วมกันวางแผน ปรึกษาหารือกันกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหาร่วมกัน แล้วดำเนินการสอน นักเรียนกลุ่มเดียวกัน 5


อรัญญา สุธาสิโนบล (2545: 23) ได้กล่าวถึงรูปแบบการสอนแบบบูรณาการมี รูปแบบดังนี้ 1. การสอนบูรณาการแบบครูผู้สอนเพียงคนเดียว หรือแบบสอดแทรก ( Infusion Instruction) เป็นการสอนโดยครูผู้สอนจะสอดแทรกเนื้อหาสาระอื่น ๆ ให้ เข้ากับหัวข้อเรื่องหรือสาระที่กำหนดขึ้นมาทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการเรียนรู้ไป แสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากเนื้อหาสาระที่กำหนด 2. การสอนบูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel Instruction) เป็นการสอนโดย ครูสอนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่สอนวิชาต่างกัน ต้องวางแผนร่วมกันในการกำหนดหัวเรื่อง (Theme) สาระสำคัญหรือความคิดรวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกัน เมื่อวางแผนร่วมกันแล้วครูแต่ละคน ก็จะวางแผนการสอนของแต่ละคนซึ่งจะ แตกต่างกันไปตามลักษณะวิชา 3. การสอนบูรณาการแบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) เป็นรูปแบบการสอนที่มีลักษณะคล้ายกับการสอนบูรณาการแบบคู่ขนาน โดยครูผู้สอน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ร่วมกันวางแผนในการกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และ ปัญหาร่วมกัน แล้วแต่ละคนก็สอนตามลักษณะวิธีการของตน จากนั้นครูผู้สอนก็จะมีการ กำหนดงานหรือโครงการให้นักเรียนปฏิบัติโดยกิจกรรมในโครงการนั้นจะต้องเชื่อมโยง วิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 4. การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชาหรือการสอนเป็นคณะ (Transdisciplinary instruction) เป็นการสอนที่ครูผู้สอนในวิชาต่าง ๆ กันร่วมกันวางแผนเป็นคณะ (Team) โดยร่วมกันวางแผนปรึกษากันในการกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และ ปัญหาร่วมกัน และดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มเดียวกัน สิริพัชร์เจษฎาวิโรจน์ (2549: 67) ได้กล่าวถึงวิธีการบูรณาการที่มีหลายรูป แบบ ซึ่งมีทั้งบูรณาการตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก คือบูรณาการตั้งแต่ภายในกลุ่มสาระเดียว ไปจนถึง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และแม้กระทั่งการบูรณาการที่สมบูรณ์สูงสุดด้วย ซึ่งเป็น วิธีการบูรณาการตามรูปแบบของ Robin Fogarty (2002) ได้เสนอวิธีการบูรณาการ 10 รูปแบบ ดังนี้การบูรณาการหลักสูตรสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งมีลักษณะที่แตก ต่างกันไป และเหมาะสมกับระดับชั้นต่าง ๆ กันไป Fogarty ได้เสนอรูปแบบการบูรณา การหลักสูตรที่น่าสนใจไว้10 แบบ ดังนี้คือ 1. Cellular หรือ Fragmented เป็นรูปแบบการบูรณาการ เนื้อหาสาระ ภายในวิชาเดียวกันโดยสัมพันธ์ต่อเนื่องกันในลักษณะ ของการเรียงลำดับหัวข้อตาม ความเหมาะสม เช่น เรียงจากเรื่องที่ง่ายไปหายาก เรื่องที่มีความซับซ้อนน้อยไปหาเรื่องที่ ซับซ้อนมากขึ้น หรือเรียงจากเรื่องที่เป็นพื้นฐานไปหาเรื่องที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันและกว้าง ขวางขึ้น ในการสอนจะสอนตามหัวข้อที่กำหนดเมื่อจบหัวข้อหนึ่งก็ขึ้นหัวข้อใหม่ต่อไป 6


2. Connected เป็นรูปแบบการบรณาการเนื้อหาสาระ ภายในเนื้อหาของแต่ละ วิชาเช่นเดียวกัน แต่ในการสอนมีการเชื่อมโยงหัวข้อหรือความคิดรวบยอดถึงกัน เชื่อมโยง ความคิดต่าง ๆให้สัมพันธ์กัน ทำให้เห็นความต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกันของเนื้อหาที่เรียน ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น หัวข้อร่างกายของฉัน และอาหารที่มีประโยชน์ในการสอน 2 หัวข้อนี้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นว่าร่างกายต้องการอาหารเพราะอะไร และอาหารมีความจําเป็นต่อ คนอย่างไรเป็นต้น 3. Nested เป็นรูปแบบการบูรณาการเนื้อหาสาระภายในวิชาเดียวกันอีกรูปแบบ หนึ่งแต่เพิ่มความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมากขึ้น คือ การบูรณาการทักษะหลาย ๆ ทักษะเข้า ด้วยกันในการรวมเป็นเป้าหมายหลักของหัวข้อ เช่น หัวข้ออาหารที่มีประโยชน์ ครูนําทักษะ ต่าง ๆ มาบูรณาการสอนหัวข้อนี้ได้หลายทักษะ ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการคาด เดา ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการคิด ทักษะทางสังคม ทักษะการจัดข้อมูล โดยตั้งประเด็น ปัญหา หรือคําถามขึ้นแล้วให้นักเรียนนําทักษะเหล่านี้ไปฝึกคิดอภิปราย และหาคําตอบ 4. Sequenced รูปแบบนี้ เริ่มเป็นการบูรณาการระหว่าง 2 วิชารูปแบบนี้ สามารถทำได้ง่ายโดยการนําหน่วยการเรียนรู้ที่ใช้สอนกันอยู่มาพิจารณาความคิดรวบยอด ทักษะหรือเจตคติของหน่วยใดคล้ายกันบ้างให้นํามาเชื่อมโยงบูรณาการกัน ซึ่งทั้ง 2 วิชา ยังสอนแยกกันอยู่แต่สอนในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ต้องมีการจัดลำดับ การสอนหัวข้อเรื่อง หรือหน่วยการเรียนต่าง ๆ ใหม่ เพื่อจะได้สอนในช่วงเวลาเดียวกันได้ อาจมีการปรับ กิจกรรมการเรียนการสอนให้ชัดเจนขึ้นแล้ววางแผนว่าจะสอนในช่วงเวลาใด เพื่อสิ่งที่นํามา บูรณาการกันนั้นจะได้ประสานกันอย่างกลมกลืน 5. Shared เป็นการบูรณาการระหว่าง 2 วิชา โดยเนื้อหาสาระที่สอนนั้นมีสาระ ความรู้ หรือความคิดรวบยอด ที่คาบเกี่ยวกันอยู่ส่วนหนึ่งในการบูรณาการรูปแบบนี้ ต้องมี การวางแผนร่วมกันสอนร่วมกันในส่วนที่คาบเกี่ยวกัน โดยอาจจัดเป็นหัวข้อร่วมกัน หรือท โครงงานร่วมกัน และอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้คาบเกี่ยวกันนั้นครูก็สอนแยกกันไปตามปกติ 6. Webbed เป็นรูปแบบการบูรณาการระหว่างวิชาหลายวิชา มีลักษณะเป็นการ กำหนดหัวข้อเรื่อง (theme) ขึ้นมา แล้วเชื่อมโยงไปสู่วิชาต่าง ๆ ว่ามีประเด็นหรือเนื้อหา สาระใดที่เห็นว่ามีความสัมพันธ์กัน คล้ายคลึงกัน หรือต่อเนื่องกัน ที่จะสามารถนํามาจัด รวมเป็นหัวข้อเรื่องเดียวกันเพื่อที่จะได้สอนรวมกันไปอย่างกลมกลืนได้ในการบูรณาการรูป แบบนี้ จะบูรณาการกี่วิชาก็ได้ขึ้นอยู่กับประเด็นเนื้อหาสาระความคิดรวบยอดหรือทักษะ ส่วนเนื้อหาสาระใดของวิชาใดไม่สามารถนํามาบูรณาการกันได้ ก็ให้สอนตามปกติ 7


7.Threaded เป็นรูปแบบการบูรณาการที่ใช้ทักษะใดทักษะหนึ่งที่ต้องการฝึกเป็น หลัก เช่นทักษะการคาดเดา ทักษะการแก้ปัญหาทักษะการวิเคราะห์แล้วกำหนดเนื้อหา ตลอดจนจัดการเรียนการสอนในแต่ละรายวิชาให้สัมพันธ์กับทักษะที่กำหนดซึ่งจะเป็นกี่วิชา ก็ได้ 8. Integrated เป็นการจัดหลักสูตรบูรณาการ แบบสหวิทยาการที่นําเอาความรู้ ความคิดรวบยอด หรือทักษะที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ของวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษาภาษาไทยศิลปศึกษามาวางแผนจัดสอนร่วมกันเป็นทีม การบู รณาการแบบนี้เป็นการช่วยสร้างความเข้าใจและความซาบซึ้งระหว่างวิชาต่าง ๆ ให้กับผู้ เรียน 9. Immersed เป็นรูปแบบบูรณาการที่นักเรียนได้ เรียนรู้เนื้อหาสาระในวิชาต่าง ๆ และมีความสนใจในเนื้อหาวิชาด้านใดด้านหนึ่งแล้วนักเรียนใช้ความรู้เนื้อหานั้นในการ ศึกษาค้นคว้าซึ่งเปรียบเหมือนการใช้แว่นขยายประสบการณ์ของตนเอง สร้างประสบการณ์ ให้กับตนเองโดยในการหาประสบการณ์นั้นนักเรียนอาจจะต้องบูรณาการข้อมูลที่เรียนรู้ ทั้งหมดมาใช้ 10. Networked เป็นรูปแบบบูรณาการที่กลั่นกรองความรู้ที่มิใช่จากการศึกษา ค้นคว้าของนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรง คุณวุฒิรวมทั้งการใช้เครือข่ายการเรียนรู้ เรียนรู้ทั้งภายในสาชาวิชาและนอกสาขาวิชา แล้วเชื่อมโยงความรู้เข้ารวมด้วยกันทั้งหมดเพื ่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดขยายออก ไปเป็นแนวทางใหม่ ลักษณะและรูปแบบของการบูรณาการหลักสูตรดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามี วิธีการบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆเข้าด้วยกันได้หลายวิธี มีทั้งแบบบูรณาการภายในกลุ่ม สาระการเรียนรู้เดียวกัน บูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ และบูรณาการจากความคิด ของผู้เรียนเองการเลือกใช้รูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเนื้อหาสาระ ความคิด รวบยอด เจตคติและทักษะที่ต้องการเน้นซึ่งผู้สร้างหลักสูตรบูรณาการจะต้องรู้ เนื้อหาสาระ ของหลักสูตรแล้วพิจารณาเลือกรูปแบบใช้ให้เหมาะสม 8


4.วิธีการบูรณาการ 1. กำหนดเรื่องที่จะสอนโดยการศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของ เนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนํามากำหนดเป็นหัวข้อเรื่องความคิดรวบยอดหรือปัญหา 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยการศึกษาจุดประสงค์วิชาหลัก และวิชารอง จะนํามาบูรณาการ และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในการสอนสำหรับหัวข้อเรื่องนั้น ๆ เพื่อ การวัดและประเมินผล 3. กำหนดเนื้อหาย่อยเป็นการกำหนดเนื้อหาย่อย ๆ สำหรับการเรียนรู้ให้สนองกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 4. วางแผนการสอนเป็นการกำหนดรายละเอียดของการสอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยการ เขียนแผนการสอน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกับแผนการสอนทั่วไปนั่น คือ สาระสำคัญ จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 5. ปฏิบัติการสอนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการสอน รวมทั้ง มีการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ความสอดคล้องกันของการจัดกิจกรรมการเรียน รู้ผลสำเร็จของการเรียนรู้ตามจุดประสงค์โดยมีการบันทึกจุดเด่นจุดด้อยไว้สำหรับการ ปรับปรุง และพัฒนา 6. การประเมินปรับปรุงและพัฒนา เป็นการนําผลที่ได้จากการบันทึกรวบรวมไว้ใน ขณะปฏิบัติการสอนมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงพัฒนาแผนการสอนแบบบูรณาการให้มีความ สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น อัญชลี สารรัตนะ (2542: 29-31) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างบทเรียนและการ จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการไว้ดังนี้ 1. กำหนดเรื่องที่จะสอน โดยการศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ เนื้อหา ที่มีความเกี่ยวข้องกันเพื่อนํามากำหนดเป็นหัวเรื่อง ความคิดรวบยอดหรือปัญหาในการสอน หรืออาจกำหนดเรื่องที่จะสอนจากการเลือกจุดประสงค์รายวิชา 2 รายวิชาขึ้นไปและนํามาส ร้างเป็น หัวเรื่องความคิดรวบยอดหรือปัญหาในการสอน 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในการสอน สำหรับหัวเรื่องที่กําหนดให้ในขั้นที่ 1 โดยกำหนดความรู้และความสามารถที่ต้องการจะให้เกิดแก่ผู้เรียน ควรเขียนให้ชัดเจนเพื่อนํ าไปสู่การจัดกิจกรรมและการประเมินผล 3. วางแผนการสอนเป็นการกำหนดรายละเอียดของการสอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยการ เขียนแผนการสอนซึ่งอาจจัดในรูปแผนการสอนรายวิชาและแผนการสอนรายคาบ รวมทั้งระบุ ทรัพยากรแหล่งความรู้ อุปกรณ์หรือวัสดุอื่นที่ต้องใช้ 4. ปฏิบัติการสอนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการสอนกำหนด ขึ้น ในขั้นที่ 3 รวมทั้ง มีการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลสำเร็จของการสอนตามจุดประสงค์โดยมีการบันทึก จุดเด่นจุดด้อยของกิจกรรมไว้สำหรับการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น 5. การประเมินผลเป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนและการบรรลุผลตามจุด ประสงค์การเรียนรู้โดยใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลายและสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง เช่นการสังเกต การปฏิบัติงาน ตรวจผลงาน ทดสอบและสัมภาษณ์ 9


วิเศษ ชิณวงศ์ (2544: 31) ได้กล่าวถึงการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการมี 2 ลักษณะ คือการ สอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 1 และ 2 และการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 และ 4 การสอ นบูรณาการตามรูปแบบที่ 1 แบบสอดแทรก และ 2แบบคู่ขนาน มี 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 เลือกหัวเรื่อง (Theme) ก่อนแล้วดำเนินการพัฒนาหัวเรื่องให้สมบูรณ์ มีการ กำหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้ชัดเจน กำหนดแหล่งข้อมูหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการ ค้นคว้าและเรียนรู้ แล้วจึงพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนตามลำดับ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกหัวเรื่อง (Theme) โดยมีวิธีการต่อไปนี้ 1.1 ระดมสมองของครูและนักเรียน 1.2 เน้นให้สอดคล้องกับชีวิตจริง 1.3 ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.4 กำหนดหัวเรื่องให้แคบลง โดยให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงตามความสนใจ 2. พัฒนาหัวเรื่องดังนี้ 2.1 เขียนวัตถุประสงค์โดยกำหนดความรู้และความสามารถที่ต้องการที่จะให้เกิด กับผู้เรียนเขียนวัตถุประสงค์ให้เชื่อมโยงระหว่างวิชาให้ชัดเจนเพื่อนําไปสู่กิจกรรม 2.2 กําหนดเวลาสอนให้เหมาะสมกับกําหนดการต่างๆ ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน 2.3 เตรียมสื่อ เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะใช้ในการดำเนินกิจกรรม 3. ระบุทรัพยากรที่ต้องการ ควรคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น หาง่าย ประหยัด 4. พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ 4.1 กำหนดกิจกรรมที่จะเชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาอื่น 4.2 กำหนดจุดมุ่งหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน 4.3 เลือกวิธีที่ครูวิชาต่างๆจะทำงานร่วมกัน 4.4 เลือกวิธีสอนที่เหมาะสม 4.5 จัดทำเอกสารแนะนําการปฏิบัติกิจกรรม 4.6 ครูเตรียมสื่อ วัสดุ ล่วงหน้าได้แก่ ใบความรู้ใบงาน แบบบันทึก แบบประเมิน แบบทดสอบและอื่น ๆ 10


5. ดำเนินกิจกรรมตามรายการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด มีการตรวจสอบและร่วมมือกับครู คนอื่นอยู่เสมอเพื่อความก้าวหน้าของกิจกรรม 6. ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 7. ประเมินกิจกรรมการสอน หาจุดเด่นจุดด้อย เพื่อนํามาปรับปรุง 8. แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน วิธีที่ 2 เลือกจุดประสงค์รายวิชาจาก 2 วิชาขึ้นไปแล้วนํามาสร้างเป็นหัวเรื่องร่วมกัน ระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้ กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและ เรียนรู้แล้วจึงพัฒนาการเรียนการสอนตามลำดับ โดยมีขั้นตอนต่อไปนี้ 1. เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้จาก 2 รายวิชาที่มีความสัมพันธ์กัน 2. นําจุดประสงค์ตามขั้นตอนที่ 1 มาสร้างเป็นหัวเรื่อง 3. ระบุทรัพยากรที่ต้องการ 4. พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน 5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6. ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 7.ประเมินกิจกรรมการสอนหาจุดเด่นจุดด้อยเพื่อนำมาปรับปรุง 8.แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน สำหรับการบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 แบบสหวิทยาการ และรูปแบบที่ 4 แบบข้าม วิชาหรือสอนเป็นคณะที่เน้นงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามากกว่า 1 สาขาวิชา ดังนั้นวิธีการสร้างบทเรียนบูรณาการในขั้นที่ 4 การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน จึง สร้างเป็นงานกิจกรรมหรือโครงการให้นักเรียนทำเพราะจะส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยง และนำความรู้ความสามารถจากรายวิชามาสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการได้อย่างดี จากขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จึงสรุปได้ว่าขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการมีทั้งหมด 7 ขั้นตอนคือ 1.การกำหนดหัวเรื่องที่จะสอน 2.สอนการพัฒนาหัวเรื่องโดยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. การกำหนดเนื้อหาย่อย 4 การวางแผนเตรียมสื่อทรัพยากรสำหรับการเรียนรู้ 5.การดำเนินกิจกรรมปฏิบัติการสอน 6.การประเมินผลปรับปรุงและพัฒนา 7.การประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 11


5.การบูรณาการการเรียนรู้ภายในศาสตร์เดียวกันกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประถมศึกษาปีที่ 2 5.1สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 :เข้าใจประวัติ ความสำคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตน นับถือ สามารถนำหลักธรรมของศาสนามาเป็นหลักปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน มาตรฐาน ส 1.2 :ยึดมั่นในศีลธรรม การกระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม และศรัทธาในพระพุทธ ศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ มาตรฐาน ส 1.3 :ประพฤติ ปฏิบัตินตามหลักธรม และศาสนพิของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ ตนนับถือ ค่นิยมที่ดีงม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน บำเพ็ญ ประโยชน์ต่อสังคมสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข สาระที่ 2 :หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 :ปฏิบัติตนตามหน้ที่ของการเป็นพลเมืองดี ตามกฎหมายประเณี และวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่าง สันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 :เข้าจระบบกรมืองการปกครองนสังคมปัจจุบัน ยึมั่น ศรัทธา และธำรรักษาไว้ซึ่ง การปกครองระบอบประขาธิปตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 :เข้าใจและสมารถบริหารจัดกรทรัพยากรในการผลิต และกรบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่รวมทั้ง เศรษฐกิจอย่างพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลภาพ มาตรฐาน ส 3.2 :เข้าจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่งๆ ความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจและ ความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 :เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทาง ประวัติศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผลมา วิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 :เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในแง่ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุกรณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญ และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น 12


มาตรฐาน ส 4.3 :เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความภูมิใจ และธำรงความเป็นไทย สาระที่ 5 : ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 :ข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ ระหนักความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่ ปรากฏนระวางที่ ซึ่งมีผลต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหาข้อมูล ภูมิสารสนเทศ อันจะนำไปสู่ การไช้ และการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 :เข้าใจปฏิสัมพัธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ที่ก่อให้เกิด การสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และมีจิตสำนึก อนุรักษ์ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 :รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาที่ตนนับถือ และศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ ร่วมกันอย่างสันติสุข ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.บอกความสำคัญของพระพุทธ ศาสนาที่ตนนับถือ •พระพุทธศาสนาเป็นเอกลักษณ์ของ ชาติไทย 2.สรุปพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึง การออกผนวชหรือประวัติศาสดาที่ตน นับถือตามที่กำหนด •สรุปพุทธประวัติ •ประสูติ -เหตุการณ์หลังประสูติ -แรกนาขวัญ -การศึกษา -การอภิเษกสมรส -เทวทูต๔ -การออกผนวช 3.ชื่นชมและบอกแบบอย่างการดำเนิน ชีวิตและข้อคิดจากประวัติสาวก ชาดก เรื่องเล่าและศาสนิกชนตัวอย่างตามที่ กำหนด •พุทธสาวก พุทธสาวิกา -สามเณรราหุล •ชาดก -วรุณชาดก -วานรินทชาดก •ศาสนิกชนตัวอย่าง -สมเด็จพระญาณสังวร(ศุข ไก่เถื่อน) -สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช(เจริญ สุวฑฺฒ โน) 13


ป.2(ต่อ) 4.บอกความหมาย ความสำคัญ และ เคารพพระรัตนตรัย ปฏิบัติตามหลัก ธรรมโอวาท๓ ในพระพุทธศาสนา หรือหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ ตามที่กำหนด •พระรัตนตรัย -ศรัทธา •โอวาท๓ -ไม่ทำชั่ว :เบญจศีล -ทำความดี :เบญจธรรม :หิริ-โอตตัปปะ :สังคหวัตถุ๔ :ฆราวาสธรรม๔ :กตัญญูกตเวทีต่อครู อาจารย์และ โรงเรียน :มงคล๓๘ >กตัญญู >สงเคราะห์ญาติพี่น้อง -ทำจิตให้บริสุทธิ์ (บริหารจิตและเจริญปัญญา) •พุทธศาสนสุภาษิต -นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญู กตเวทิตา ความกตัญญูกตเวที เป็น เครื่องหมายของคนดี -พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดา เป็พรหมของบุตร 5.ชื่นชมการทำความดีของตนเอง บุคคลในครอบครัวและในโรงเรียน ตามหลักศาสนา •ตัวอย่างการกระทำความดีของ ตนเองและบุคคลในครอบครัวและใน โรงเรียน(ตามสาระในข้อ4) 6.เห็นคุณค่าและสวดมนตร์ แผ่เมตตา มีสติที่เป็นพื้นฐานของสมาธิใน พระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาจิตตาม แนวทางของศาสนาที่ตนนับถือตามที่ กำหนด •ฝึกสวดมนตร์ไหว้พระและแผ่เมตตา -รู้ความหมายและประโยชน์ของสติ และสมาธิ -ฝึกสมาธิเบื้องต้น -ฝึกสติเบื้องต้นด้วยกิจกรรมการ เคลื่อนไหวอย่างมีสติ -ฝึกให้มีสมาธิในการฟัง การอ่าน การคิด การถาม และการเขียน 14


ป.2(ต่อ) 7.บอกชื่อศาสนา ศาสดา และความ สำคัญของคัมภีร์ของศาสนาที่ตน นับถือและศาสนาอื่นๆ •ชื่อศาสนา ศาสดา และคัมภีร์ของ ศาสนาต่างๆ -พระพุทธศาสนา :ศาสดา :พระพุทธเจ้า :คัมภีร์ :พระไตรปิฏก -ศาสนาอิสลาม :ศาสดา :มุฮัมมัด :คัมภีร์ :อัลกุรอาน -คริสต์ศาสนา :ศาสดา :พระเยซู :คัมภีร์ :ไบเบิล -ศาสนาฮินดู :ศาสดา :ไม่มีศาสดา :คัมภีร์ :พระเวท พราหมณะ อุปนิษัท อารัณยกะ มาตรฐาน ส 1.2 :เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษาพระพุทธ ศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อสาวก ของศาสนาที่ตนนับถือตามที่กำหนด ได้ถูกต้อง •การฝึกปฏิบัติมรรยาทชาวพุทธ -การพนมมือ -การไหว้ -การกราบ -การนั่ง -การยืน การเดิน 2. ปฏิบัติตนในศาสนพิธี พิธีกรรม และวันสำคัญทางศาสนาที่ตนกำหนด ได้ถูกต้อง •การเข้าร่วมกิจกรรมและพิธีกรรมที่ เกี่ยงเนื่องกับวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนา -ระเบียบพิธีการบูชาพระรัตนตรัย -การทำบุญตักบาตร 15


สาระที่ 2 :หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และ ธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่าง สันติสุข ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.ปฏิบัติตามข้อตกลง กติกา กฎ ระเบียบ และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติใน ชีวิตประจำวัน •ข้อตกลง กติกา กฎ ระเบียบ หน้าที่ ที่ ต้องปฏิบัติในครอบครัว โรงเรียน สถานที่สาธารณะ เช่น โรง ภาพยนตร์ โบราณสถาน ฯลฯ 2.ปฏิบัติตนตามมารยาทไทย •กิริยามารยาทไทยเกี่ยวกับความ เคารพ การยืน การเดิน การนั่ง การพูด การทักทาย การแต่งกาย 3.แสดงพฤติกรรมในการยอมรับ ความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติ ของบุคคลอื่นที่แตกต่างกัน โดย ปราศจากอคติ •การยอมรับความแตกต่างของคนใน สังคมเรื่องความคิด ความเชื่อ ความ สามารถ และการปฏิบัติตนของ บุคคลอื่นที่แตกต่างกัน เช่น -บุคคลย่อมมีความคิดที่มีเหตุผล -ปฏิบัติตนตามพิธีกรรมตามความ เชื่อของบุคคล -บุคคลย่อมมีความสามารถแตก ต่าง กัน -ไม่พูดหรือแสดงอาการดูรังเกียจผู้ อื่นในเรื่องของรูปร่างหน้าตา สีผม สีผิว ที่แตกต่างกัน 4.เคารพในสิทธิเสรีภาพของตนเอง และผู้อื่น •สิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น เช่น -เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น -สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและ ร่างกาย -สิทธิในทรัพย์สิน 16


มาตรฐาน ส 2.2 :เข้าจระบบกรมืองการปกครองนสังคมปัจจุบัน ยึมั่น ศรัทธา และธำร รักษาไว้ซึ่ง กรปกครองระบอบประขาธิปตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.อธิบายความสัมพันธ์ของตนเองและ สมาชิกในครอบครัวในฐานะเป็นส่วน หนึ่งของชุมชน •ความสัมพันธ์ของตนเองและสมาชิก ในครอบครัวกับชุมชน เช่น การช่วยเหลือกิจกรรมของชุมชน 2.ระบุผู้มีบทบาท อำนาจในการตัดสิน ใจในโรงเรียนและชุมชน •ผู้มีบทบาท อำนาจในการตัดสินใจ ในโรงเรียนและชุมชน เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้นำท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 :เข้าใจและสมารถบริหารจัดกรทรัพยากรในการผลิต และกรบริโภค การไช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่รวมทั้งเศรษฐกิจอย่างพอเพียง เพื่อการ ดำรงชีวิตอย่างมีดุลภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.ระบุทรัพยากรที่นำมาผลิตสินค้าและ บริการที่ใช้ในชีวิตประจำวัน •ทรัพยากรที่นำมาใช้ในการผลิต สินค้าและบริการที่ใช้ในครอบครัว และโรงเรียน เช่น ดินสอและกระดาษที่ผลิตรวมทั้ง เครื่องจักรและแรงงานการผลิต •ผลของการใช้ทรัพยากรในการผลิต ที่หลากหลายที่มีต่อราคา คุณค่าและ ประโยชน์ของสินค้าและบริการรวม ทั้งสิ่งแวดล้อม 2.บอกที่มาของรายได้และรายจ่าย ของตนเองและครอบครัว •การประกอบอาชีพของครอบครัว •การแสวงหารายได้ที่สุจริตและเหมาะ สม •รายได้และรายจ่ายในภาพรวมของ ครอบครัว •รายได้และรายจ่ายของตนเอง 3.บันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเอง •วิธีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของ ตนเองอย่างง่ายๆ •รายการของรายรับที่เป็นรายได้ที่ เหมาะสมและไม่เหมาะสม 17


ป.2(ต่อ) 4.สรุปผลดีของการใช้จ่ายที่เหมาะสม กับรายได้และการออม •รายการของรายจ่ายที่เหมาะสมและ ไม่เหมาะสม •ที่มาของรายได้ที่สุจริต •การใช้จ่ายที่เหมาะสม •ผลดีของการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับ รายได้ •การออมและผลดีของการออม •การนำเงินที่ออมมาใช้ให้เกิด ประโยชน์ เช่น การช่วยเหลือ สาธารณกุศล มาตรฐาน ส 3.2 :เข้าจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่งๆ ความสัมพันธ์ของระบบ เศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.อธิบายการแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการโดยวิธีต่างๆ •ความหมายและความสำคัญของ สินค้าและบริการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการ •ลักษณะของการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการโดยไม่ใช้เงิน รวมทั้ง การแบ่งปัน การช่วยเหลือ •ลักษณะการแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการโดยการใช้เงิน 2.บอกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ ขาย •ความหมายและบทบาทของผู้ซื้อและ ผู้ขาย ผู้ผลิต และผู้บริโภคพอสังเขป •ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในการกำหนดราคาสินค้าและ บริการ •ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้สังคมสงบสุขและประเทศ มั่นคง 18


สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 :เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทาง ประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.ใช้คำระบุเวลาที่แสดงเหตุการณ์ใน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต •คำที่แสดงช่วงเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น วันนี้ เมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ เดือนนี้ เดือนหน้า เดือนก่อน •วันสำคัญที่ปรากฏในปฏิทินที่แสดง เหตุการณ์สำคัญในอดีตและปัจจุบัน •ใช้คำบอกช่วงเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต แสดงเหตุการณ์ได้ 2.ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ครอบครัวหรือในชีวิตของตนเอง โดยใช้หลักฐานที่เกี่ยวข้อง •วิธีการสืบค้นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ที่เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว โดยใช้หลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพถ่าย สูติบัตร ทะเบียนบ้าน •ใช้คำบอกช่วงเวลาที่แสดงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว หรือในชีวิต ตนเอง เช่น เดือนที่แล้วเกิดอะไรขึ้น กับตัวเราหรือครอบครัว •ใช้เส้นเวลา(Time Line) ลำดับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ มาตรฐาน ส 4.2เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถวิเคราะห์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. สืบค้นถึงการเปลี่ยนแปลงในวิถี ชีวิตประจำวันของคนในชุมชนของตน จากอดีตถึงปัจจุบัน •วิธีการสืบค้นข้อมูลอย่างง่ายๆ เช่น การสอบถามพ่อแม่ ผู้รู้ในชุมชน •วิถีชีวิตของคนในชุมชน เช่น การประกอบอาชีพ การแต่งกาย การสื่อสารประเพณีในชุมชนจาก อดีตถึงปัจจุบัน •สาเหตุ ของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ของคนในชุมชน 2.อธิบายผลกระทบของการ เปลี่ยนแปลงที่มีต่อวิถีชีวิตของคนใน ชุมชน •การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของ คนในชุมชนทางด้านต่างๆ •ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่มี ต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน 19


มาตรฐาน ส 4.3เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรักความ ภูมิใจและธำรงความเป็นไทย ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.ระบุบุคคลที่ทำประโยชน์ต่อท้องถิ่น หรือประเทศชาติ •บุคคล ในท้องถิ่นที่ทำประโยชน์ต่อ การสร้างสรรค์วัฒนธรรม และความ มั่นคงของท้องถิ่น และประเทศชาติ ในอดีตที่ควรนำเป็นแบบอย่าง •ผลงานของบุคคลในท้องถิ่นที่น่า ภาคภูมิใจ 2.ยกตัวอย่างวัฒนธรรม ประเพณีและ ภูมิปัญญาไทยที่ภาคภูมิใจและควร อนุรักษ์ไว้ •ตัวอย่าง ของวัฒนธรรมประเพณีไทย เช่น การทำความเคารพ อาหารไทย ภาษาไทย ประเพณีสงกรานต์ ฯลฯ •คุณค่าของวัฒนธรรม และประเพณี ไทยที่มีต่อสังคมไทย •ภูมิปัญญาของคนไทยในท้องถิ่นของ นักเรียน สาระที่ 5 : ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลก และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมี ผลต่อกัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ตาม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1.ระบุสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและที่ มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งปรากฏระหว่างบ้าน กับโรงเรียน •สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่มนุษย์ สร้างขึ้นซึ่งปรากฏระหว่างบ้านกับ โรงเรียน 2.ระบุตำแหน่งและลักษณะทาง กายภาพของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏใน แผนผัง แผนที่ รูปถ่าย และลูกโลก •ตำแหน่งและลักษณะทางกายภาพ ของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในแผนที่ แผนผัง รูปถ่าย และลูกโลก เช่น ภูเขาที่ราบ แม่น้ำ ต้นไม้ ทะเล 3สังเกตและแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างโลกดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ •ความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวง อาทิตย์และดวงจันทร์ ที่ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ เช่น ข้างขึ้น ข้างแรม ฤดูกาลต่างๆ 20


มาตรฐาน ส 5.2เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิด การสร้างสรรค์วิถีการดำเนินชีวิต มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 1. อธิบายความสำคัญของสิ่ง แวดล้อมทางธรรมชาติและที่มนุษย์ สร้างขึ้น •ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมทาง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ สร้างขึ้นในการดำเนินชีวิต 2. จำแนกและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ใช้แล้วไม่หมดไป ที่ใช้แล้วหมดไป และสร้างทดแทนขึ้นใหม่ได้อย่างคุ้ม ค่า •ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ -ใช้แล้วไม่หมดไป เช่น อากาศ แสง อาทิตย์ -ใช้แล้วหมดไป เช่น แร่ ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ -สร้างทดแทนขึ้นใหม่ได้ เช่น น้ำ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า •การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้ม ค่า 3. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ฤดูกาลกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ • ความสัมพันธ์ระหว่างฤดูกาลกับการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์ 4. มีส่วนร่วมในการจัดการสิ่ง แวดล้อมในโรงเรียน •ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสิ่ง แวดล้อมที่มีต่อโรงเรียน •การรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมใน โรงเรียน 21


6.การบูรณาการภายในศาสตร์ 6.1ตัวอย่างแผนบูรณาการภายในศาสตร์เดียวกัน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 22


23


24


25


26


27


28


29


30


31


32


7.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ 7.1 ทฤษฎี 7.1.1ความหมายของสะเต็มศึกษา นักวิชาการทางการศึกษาได้ให้ความหมายของสะเต็มศึกษา ไว้หลายความ หมาย (นัสรินทร์ บือชา, 2558, น.10; พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556, น.49; พลศักดิ์ แสงพรมศรี, 2559, น. 11) ซึ่งสามารถวิเคราะห์และสรุปความหมายได้ว่า สะเต็ม ศึกษา คือ การจัดการเรียนรู้ที่มีการบูร ณาการศาสตร์วิชาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (science) เทคโนโลยี (technology) วิศวกรรม (engineering) และคณิตศาสตร์ (mathematics) เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ค้นคว้า สร้างสรรค์ และออกแบบพัฒนาผลงานหรือนวัตกรรมขึ้น เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเกิด การพัฒนา ทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญ จากความหมายของสะเต็มศึกษาที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า สะเต็มศึกษา หมายถึง การนำศาสตร์วิทยาทั้ง 4 มาบูรณาการการเรียนรู้เข้าด้วยกัน อันได้แก่ วิทยาศาสตร์ (science) เทคโนโลยี (technology) วิศวกรรม (engineering) และ คณิตศาสตร์ (mathematics) เพื่อพัฒนา ให้นักเรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21 7.1.2ศาสตร์สาขาของสะเต็มศึกษา นักวิชาการทางการศึกษาหลายท่านได้ให้ศาสตร์ของสะเต็มศึกษาไว้มากมาย ดังนี้ (พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556, น.50) ได้กล่าวถึงจุดเด่นของธรรมชาติตลอดจนวิธี การสอนของแต่ละ ศาสตร์วิชา 4 ศาสตร์วิชาไว้ดังนี้ วิทยาศาสตร์ (S) เน้นเกี่ยวกับความเข้าใจในธรรมชาติ การสอนตามแนวทาง สะเต็ม ศึกษาส่งผลให้นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น รู้สึกท้าทาย และเกิดความ มั่นใจในการเรียนรู้ ซึ่ง จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ใน ระดับชั้นที่สูงขึ้น เทคโนโลยี (T) เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ปัญหา ปรับปรุง พัฒนา สิ่งต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีที่ เรียกว่าการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม ซึ่งคล้ายกับกระบวนการสืบเสาะ ดังนั้นเทคโนโลยี จึงไม่ได้หมายถึง คอมพิวเตอร์หรือไอซีทีเท่านั้น 23 วิศวกรรมศาสตร์ (E) เป็นวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริม การพัฒนา นวัตกรรมต่าง ๆ โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ เทคโนโลยี 33


คณิตศาสตร์ (M) ประการแรก เป็นวิชาที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดทาง คณิตศาสตร์ (mathematical thinking) ซึ่งได้แก่ การเปรียบเทียบ การจำแนก/จัด กลุ่ม การจัดรูปแบบ การระบุ รูปร่างและคุณสมบัติ ประการที่สองภาษาคณิตศาสตร์ เด็กสามารถถ่ายทอดความคิดหรือเข้าใจ ความคิดรวบยอด โดยการสื่อสารผ่านภาษา ทางคณิตศาสตร์ได้ เช่น มากกว่า น้อยกว่า เล็กกว่า ใหญ่กว่า เป็นต้น ประการสุดท้าย คือการส่งเสริมคณิตศาสตร์ขั้นสูง (higher-level mathematical thinking) จาก กิจกรรมการเล่นหรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เอกสารที่เกี่ยวข้องรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร การเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) โดยเรียงลำดับตามหัวข้อต่อไปนี้ 7.1.3ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) นักวิชาการหลายท่าน (กรมวิชาการ, 2546 น. 219; ทิศนา แขมมณี, 2553, น.141; พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2545, น.56) ได้กล่าวถึง ความหมายของการ จัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการ เรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและสรุปได้ ดังนี้ การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 31 5 ขั้น (5E) หมายถึงการดำเนินการ เรียนการสอนโดยการแสวงหาความรู้โดยวิธีการเช่นเดียวกับ การทำงานของนัก วิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบและสรุป ด้วยตัวนักเรียนเอง โดยมีครูเป็น ผู้ สนับสนุน โดยใช้คำถามและการลงมือปฏิบัติ จากความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ข้างต้น จึงสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ชั้น (5E) หมาย ถึง การจัดการเรียนรู้ที่เน้น นักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยนักเรียนเป็นผู้แบบสืบเสาะ หาความรู้ ค้นคว้าหรือสร้างความรู้ด้วย ตนเองอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่องเป็น วัฏจักรโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนมี ส่วนรับผิดชอบในการจัดการ เรียนรู้ทุกขั้นตอน ครูมีหน้าที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยาก เห็น แล้วลงมือ สืบเสาะหาความรู้โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นพบความรู้หรือ ประสบการณ์ที่มีความหมายด้วยตนเอง 7.1.4ขั้นตอนการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) รูปแบบการเรียนการสอน 5E เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีพื้นฐานมาจาก ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (constructivism) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้น กระบวนการสืบสอบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ตามลำดับ 34


ซึ่งนักการศึกษาและองค์กรทางการศึกษาได้อธิบายขั้นตอน การสอนตามรูปแบบการเรียน การสอน 5E ไว้ ดังนี้: นักศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study) BSCS (1997 อ้างถึงใน ประสาท เนื่องเฉลิม (2558, น.147-148)ได้แบ่งขั้นตอนของ กระบวนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นนี้เป็นขั้นตอนการแนะนำบทเรียน หรือประเด็นที่สนใจ ประเด็นอาจมาจากการที่ นักเรียนนำเสนอหรือผู้สอนเป็นผู้เสนอแนะใน ห้องเรียนกิจกรรมการเรียนการสอนประกอบ ด้วยการซักถามประเด็นปัญหา การถกประเด็นปัญหา การทบทวนความรู้เดิม การกำหนด กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการเรียนการสอนและเป้าหมายที่ ต้องการ ทำให้นักเรียนเกิดความ อยากรู้อยากเห็น ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนการสอนควรจะอยู่บน พื้นฐานของประสบการณ์เดิม ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้ว 2. ขั้นสำรวจ (Exploration) ขั้นนี้กระตุ้นให้นักเรียนได้เกิดการปรับขยาย ความคิดโดยที่นักเรียนได้รับค แนะนำ คำชี้แจงจากผู้สอน และมีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ไว้อย่าง เพียงพอ ผู้สอนไม่ควรบอก นักเรียนว่าจะต้องเรียนอะไรและต้องไม่อธิบายแนวคิดมากนัก เพื่อให้ นักเรียนได้ดำเนินการ สำรวจต่อไป นักเรียนต้องมีบทบาทร่วมกันในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่สำรวจ การเก็บรวบรวม หรือการบันทึกข้อมูลด้วยตนเอง 3. ขั้นอธิบาย (Eplanation) ขั้นนี้มุ่งหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนวางแนวคิดเกี่ยว กับบทเรียนด้วยความร่วมมือระหว่างนักเรียนและผู้สอน ซึ่งมีส่วน ในการเลือกและจัด บรรยากาศสภาพแวดล้อมของชั้นเรียน ส่งผลให้นักเรียนเกิดการปรับขยาย โครงสร้างทาง ปัญญา สามารถกำหนดมโนทัศน์ตามความเข้าใจของตนเอง ผู้สอนเสนอแนะ แนวทางแก่ นักเรียนจนสร้างคำอธิบายตามความเข้าใจหรือกรอบแนวคิดของตน 4. ขั้นขยายความรู้ (Expantion) ขั้นนี้มุ่งกระตุ้นความร่วมมือของกลุ่มนักเรียน จัดระเบียบประสบการณ์ทางความ คิดผ่านการค้นพบ ทำการเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เดิม กับประสบการณ์ใหม่ในสิ่งที่ นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้ว มโนทัศน์ที่สร้างขึ้นต้องเชื่อมโยงกับความคิด อื่นหรือประสบการณ์ อื่นที่สัมพันธ์กัน 35


นักเรียนประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้ โดยการขยายความคิดจาก ตัวอย่างหรือจัดประสบการณ์ เชิงสำรวจเพิ่มเติม สามารถค้นคว้าหารายละเอียดในสิ่งที่ต้องการ ศึกษาและตรวจสอบได้ มากขึ้น ตลอดจนมีการใช้ทักษะต่าง ๆ และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นร่วมกับผู้ อื่น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้เป็นการทดสอบความรู้ ความเข้าใจตาม มาตรฐานการเรียนรู้ การประเมิน ผลควรต่อเนื่องซึ่งไม่ใช่การสิ้นสุดของบทเรียน 7.2ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ 36


7.3ตัวอย่างแผน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 รายวิชา ฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา 232203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้บูรณาการแบบสะเต็ม เรื่อง เสียง เวลา 18 คาบ เรื่อง มาทำความรู้จักกับเสียง เวลา 2 คาบ วิทยาศาสตร์ สาระสำคัญ เสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียง และถ่ายโอนพลังงานการสั่นไปยังอนุภาค ตัวกลางที่อยู่ติดกับแหล่งกำเนิดเสียง ทำให้อนุภาคของตัวกลางสั่นและเกิดการถ่ายโอน พลังงาน ต่อไปยังอนุภาคที่อยู่ถัดกันไปเรื่อย ๆ จนถึงหูผู้ฟัง หากไม่มีตัวกลางเพื่อการถ่าย โอนพลังงานจาก แหล่งกำเนิดเสียง เราจะไม่สามารถได้ยินเสียงได้ ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด 2 5.1 ม.4-6/2, ว 5.1 ม.4-6/3, 2 8.1 ม.4-6/4 เทคโนโลยี สาระสำคัญ การใช้เทคโนโลยี ช่วยในการบันทึกข้อมูลผลการทดลองการมองเห็นคลื่นเสียง เป็น สิ่งจำเป็น เพราะลักษณะการสั่นอนุภาคของเสียงจากแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน จะได้ ลักษณะของ คลื่นเสียงที่ต่างกัน และการใช้เทคโนโลยีในการบันทึกภาพ จะช่วยให้เห็น การเปรียบเทียบรูปร่าง ของคลื่นเสียงได้ชัดเจน และ เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้ งานอย่างมีคุณธรรม ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ง 3.1 ม.4-6/6 คณิตศาสตร์ สาระสำคัญ การมองเห็นคลื่นเสียง ต้องมีการออกแบบการทดลองโดยใช้วัสดุที่ช่วยทำให้เห็น เป็นภาพ คลื่นเสียงออกมา โดยวัสดุต้องมีการวัดขนาด และคำนวณพื้นที่ของวัสดุให้มี พื้นที่เพียงพอสำหรับ ภาพคลื่นเสียงที่ตกกระทบลงมา ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ค 6.1 ม.4-6/2 37


วิศวกรรม สาระสำคัญ การนำความรู้เรื่องเสียงมาใช้ในการแก้ปัญหาสถานการณ์ปัญหาเรื่องเสียงใน ชีวิตประจำวัน อาศัยหลักการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเริ่มขั้นตอนการระบุปัญหา (Identify a challenge) เป็นขั้นตอนผู้แก้ปัญหาทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจ วันโดยใช้ ความรู้ที่ศึกษามาแล้ว ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ตัวชี้วัดเพิ่มเติม 1 ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดเสียง ลักษณะของคลื่นเสียงและการถ่ายโอนพลังงานของเสียงได้ 2. ใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆได้ ความรู้เดิมที่ต้องมี มาก่อน สมบัติของเสียง การได้ยินเสียง จุดประสงค์การเรียน ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ 1) อธิบายการเกิดเสียงและการถ่ายโอนพลังงานของเสียงผ่านอากาศได้ (วิทยาศาสตร์) 2) นำความรู้ด้านเทคโนโลยี แอพพลิเคชัน slow motion มาใช้ในการทดลอง เสียงที่ มองเห็น (เทคโนโลยี) 3) นำความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาใช้ในการคำนวณเกี่ยวกับการออกแบบชุดการ ทดลอง เรื่อง เสียงที่มองเห็น (คณิตศาสตร์) 4) ใช้หลักการออกแบบเชิงวิศวกรรมในขั้นตอน ระบุปัญหา (Identify a challenge) และการค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้อง (Explore Ideas) ในการออกแบบห้องเก็บเสียง (วิศวกรรม) ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) มีความสามารถ ออกแบบและเลือกใช้วัสดุในการสร้างชุดทดลองเรื่อง เสียงที่มองเห็น ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) มีความรับผิดชอบทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สมบูรณ์ตรงตามที่กำหนดและตรงต่อ เวลา 38


หลักฐานร่องรอยการเรียนรู้ สิ่งที่ต้องการวัดและ ประเมินผล วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัดและ ประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ 1. อธิบายการโอน พลังงานของเสียง ผ่าน อากาศได้ 2. นำความรู้ด้าน เทคโนโลยีโดยใช้ แอพพลิเคชัน slow motion สำหรับ นำมา ใช้ในการทดลอง เสียง ที่ มองเห็น 3. นำความรู้ด้าน คณิตศาสตร์มาใช้ใน การคำนวณเกี่ยวกับ การออกแบบ ชุดการ ทดลองเรื่อง เสียงที่ มองเห็น 4. ใช้หลักการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม ในขั้นตอน ระบุปัญหา ในการ ออกแบบห้อง เก็บเสียง - การตอบปัญหา และ อภิปรายในชั้น เรียน - ตรวจการตรวจใบ กิจกรรมที 1.1 และ1.2 - ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่ มองเห็น - ใบกิจกรรมที่ 1.2 เรื่องปัญหาที่ เกิดขึ้น จากเสียง ระดับคุณภาพ ดีขึ้นไป ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) มี ความสามารถ 1. ออกแบบและเลือก ใช้วัสดุในการ สร้าง ชุดทดลองเรื่อง เสียงที่ มองเห็น การตรวจใบ กิจกรรมที่ 1.1 - ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง เสียงที่ มองเห็น ระดับคุณภาพ ดีขึ้นไป ด้านคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ (A) 1. มีความรับผิดชอบ ทำงานที่ได้รับ มอบ หมายได้สมบูรณ์ตรง ตามที่ กำหนดและตรง ต่อเวลา การสังเกต พฤติกรรม ของ นักเรียน แบบสังเกต พฤติกรรม ของ นักเรียน ระดับคุณภาพ ดีขึ้นไป 39


สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. วิดิทัศน์เกี่ยวกับการตีระฆัง จาก https://www.youtube.com/watch?v=VBMINEII9mA 2. ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่มองเห็น 3. ใบกิจกรรมที่ 1.2 เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียง 4. ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง มาทำความรู้จักกับเสียง กิจกรรมการเรียนรู้ ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 5 คน โดยแบ่งเป็นเด็กกลุ่มเก่ง กลาง อ่อน ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) (10 นาที) 1. ครูถามนักเรียนว่าเสียงที่เราได้ยินในชีวิตประจำวันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดย ยกตัวอย่างเช่น การนำไม้บรรทัดไว้ข้างโต๊ะแล้วกดไม้บรรทัดเพื่อให้เกิดการสั่น และ เปิดวีดีโอการเคาะระฆัง HTTPS:// WWW.YOUTUBE.COM/WATCH?V=VBMLNEII9MA แล้วถามนักเรียนต่อว่าจากวีดีโอ ถ้าเณรไม่ได้น ไม้ไปกระทบกับระฆัง นักเรียนจะได้ ยินเสียงหรือไม่ (แนวคำตอบ ไม่ได้ยินเสียง) เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เสียง เกิดจากการ สั่นสะเทือนของวัตถุ วัตถุที่มีการสั่นแล้วทำให้เกิดเสียง เรียกว่า แหล่งกำเนิดเสียง 2. ครูถามนักเรียนว่าเสียงของระฆังที่ได้ยิน เดินทางไปยังหูของเราได้อย่างไร และรู้ได้ อย่างไรว่า เสียงเดินทางไปถึงนักเรียนแล้ว (แนวคำตอบ นักเรียนได้ยินจากหูของ นักเรียน) 3. ครูถามนักเรียนว่าองค์ประกอบของการได้ยินมีอะไรบ้าง (แนวคำตอบ แหล่งกำเนิด เสียง ตัวกลาง หู) 4. ครูถามนักเรียนว่า แล้วนักเรียนทราบหรือไม่ว่าคลื่นเสียงที่ได้ยินมีลักษณะรูปร่างเป็น อย่างไร ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที) 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่มองเห็น โดยครูชี้แจงจุดประสงค์ กิจกรรม คือให้นักเรียนสามารถเห็นรูปร่างของคลื่นเสียงได้ ให้นักเรียนออกแบบการ ทดลอง และทำการทดลองตาม ที่กำหนดไว้ ขันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (20 นาที) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลอง โดยให้ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย แสดง ความ คิดเห็นเกี่ยวกับผลการทำกิจกรรม ครูถามนักเรียนว่า จากกิจกรรมการทดลองที่ นักเรียนออกแบบขึ้น นักเรียนสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาการทดลองเพื่อให้เห็นผลที่ดีขึ้น ได้หรือไม่ (ตอบตามแนวคิดของ นักเรียน) 7. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกำเนิด เสียง และถ่ายโอนพลังงานการสั่นไปยังอนุภาคของตัวกลางที่อยู่ติดกับแหล่งกำเนิดเสียง ทำให้อนุภาคตัวกลาง สั่นและเกิดการถ่ายโอนพลังงานต่อไปยังอนุภาคที่อยู่ถัดกันเรื่อย ๆ จนถึงผู้ฟัง การที่คลื่นเสียงเคลื่อนที่แผ่ ออกไป นักเรียนสามารถสังเกตได้จากรูปร่างของ คลื่นเสียงที่เห็นส่วนที่คลื่นมีลักษณะชิดกันมาก เกิดจาก ความดันอากาศสูงกว่าปกติ เรียกว่าส่วนอัด และส่วนที่คลื่นมีลักษณะห่างกันเกิดจากความดันอากาศต่ กว่าปกติ เรียกว่า ส่วนขยาย 40


ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (35 นาที) 8. นักเรียนศึกษาสถานการณ์ปัญหาเรื่องเสียงในใบกิจกรรมที่ 1.2 ให้นักเรียนนำความรู้เรื่อง เสียงบอกปัญหาและสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด 9. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ ปัญหาและสาเหตุปัญหาที่เกิดขึ้น โดยให้ครูและ นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น และร่วมกัน วิเคราะห์ปัญหาที่ควรแก้มากที่สุด และมี ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง (การสร้างผนังกั้นเสียง) 10. ครูตั้งคำถามนักเรียนเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้องนักเรียนคิดว่าผนัง ของห้องนอกจากมีหน้าที่ในการกั้นระหว่างห้องหรือภายในตัวบ้านและนอกบ้านแล้ว มี ความสำคัญ อย่างไรบ้าง (ช่วยกั้นเสียงไม่ให้เกิดเสียงรบกวนจากภายนอกหรือภายในห้อง) 11. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยในการวัสดุที่ช่วยกันเสียงรบกวนที่ สามารถสร้างเป็นผนังกันเสียงได้ 12. ให้นักเรียนเลือกวัสดุที่จะนำมาสร้างเป็นผนังห้องเก็บเสียงพร้อมบอกคุณสมบัติ ขั้นประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 13. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากในคาบเรียนนี้ กลุ่มละ 1 ข้อ 14. ครูประเมินผลการทำกิจกรรมของนักเรียนในภาพรวม เช่น การตอบคำถามในชั้นเรียน การทำกิจกรรม ความถูกต้องของการตอบคำถามในใบกิจกรรม การมอบหมายงาน 1. นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 1.1 การทดลองเรื่อง เสียงที่มองเห็น 2. นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 1.2 ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียง 3. ให้นักเรียนออกมานำเสนอปัญหาที่พบจากสถานการณ์ที่กำหนดให้ในใบกิจกรรมที่ 1.2 บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไข 41


42


43


44


45


46


47


Click to View FlipBook Version