ค่มู อื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 1
ค่มู อื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 2
ค่มู อื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 3
ค่มู อื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 4
คู่มือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชั้นตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หนา้ 5
สรปุ วิชาธรรม
ทกุ ะ คอื หมวด ๒
ธรรมมอี ปุ การะมาก ๒ อยา่ ง
๑. สติ ความระลกึ ได้ ๒. สมั ปชัญญะ ความรตู้ วั
ธรรมเป็นโลกบาล คอื คุ้มครองโลก ๒ อย่าง
๑. หิริ ความละอายแกใ่ จ ๒.โอตตปั ปะ ความเกรงกลัว
ธรรมอนั ทาใหง้ าม ๒ อยา่ ง
๑. ขนั ติ ความอดทน ๒. โสรจั จะ ความเสง่ียม
บุคคลหาไดย้ าก ๒ อย่าง
๑. บุพพการี บคุ คลผ้ทู าอุปการะก่อน
๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผรู้ ูอ้ ุปการะทท่ี า่ นทาแล้ว และตอบแทน
ตกิ ะ คอื หมวด ๓
รตนะ ๓ อย่าง
พระพทุ ธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑
โอวาทของพระพทุ ธเจ้า ๓ อย่าง
๑. เว้นจากทจุ รติ คอื ประพฤตชิ ว่ั ดว้ ยกาย วาจา ใจ
๒. ประกอบสจุ ริต คอื ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
๓. ทาใจของตนใหห้ มดจดจากเครอื่ งเศรา้ หมองใจ มโี ลภ โกรธ หลง เปน็ ตน้
ทุจรติ ๓ อยา่ ง
๑. ประพฤติชั่วดว้ ยกาย เรยี กกายทุจรติ
๒. ประพฤติชัว่ ด้วยวาจา เรียก วจีทุจริต
๓. ประพฤติชั่วด้วยใจ เรียก มโนทจุ รติ
กายทุจรติ ๓ อย่าง
ฆ่าสัตว์ ๑ ลักฉอ้ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑
วจที จุ ริต ๔ อย่าง
พดู เท็จ ๑ พูดส่อเสยี ด ๑ พดู คาหยาบ ๑ พดู เพ้อเจ้อ ๑
มโนทุจริต ๓ อย่าง
โลภอยากไดข้ องเขา ๑ พยาบาทปองรา้ ยเขา ๑ เห็นผิดจากคลองธรรม ๑
(ทจุ รติ (ความประพฤตชิ ัว่ ) ๓ อยา่ งน้ี เปน็ สงิ่ ไม่ควรทา ควรละเสยี )
สุจรติ ๓ อยา่ ง
๑. ประพฤติชอบดว้ ยกาย เรียกกายสุจรติ
๒. ประพฤติชอบดว้ ยวาจา เรียกวจีสจุ รติ
คมู่ ือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หนา้ 6
๓. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสจุ รติ
กายสจุ รติ ๓ อย่าง
เวน้ จากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลกั ฉ้อ ๑ เวน้ จากประพฤตผิ ิดในกาม๑
วจีสุจรติ ๔ อย่าง
เวน้ จากพดู เท็จ ๑ เวน้ จากพดู ส่อเสียด ๑ เวน้ จากพูดคาหยาบ ๑ เว้นจากพดู เพ้อเจ้อ
๑
มโนสุจริต ๓ อยา่ ง
ไมโ่ ลภอยากได้ของเขา ๑ ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑ เห็นชอบตามคลองธรรม
๑
(สจุ ริต(ความประพฤติชอบ) ๓ อย่างน้ี เปน็ กจิ ควรทา ควรประพฤต)ิ
อกศุ ลมูล ๓ อยา่ ง รากเหง้าของอกุศล เรียกอกศุ ลมลู มี ๓ อยา่ ง คอื
โลภะ อยากได้ ๑ โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๑ โมหะ หลงไมร่ ้จู รงิ ๑
กุศลมูล ๓ อยา่ ง รากเหงา้ ของกศุ ล เรยี กกุศลมูล มี ๓ อยา่ ง คอื
อโลภะ ไม่อยากได้ ๑ อโทสะ ไมค่ ดิ ประทุษร้ายเขา ๑ อโมหะ ไมห่ ลง ๑
สปั ปุริสบญั ญตั คิ ือข้อที่ท่านสัตบุรุษตง้ั ไว้ ๓ อย่าง
๑. ทาน สละสงิ่ ของของตน เพอ่ื ประโยชนแ์ ก่ผอู้ นื่
๒. ปพั พัชชา ถอื บวช เปน็ อุบายเวน้ จากการเบยี ดเบยี นกันและกนั
๓. มาตาปติ ุอปุ ฏั ฐาน ปฏบิ ตั ิมารดา บดิ าของตนให้เป็นสขุ
บุญกริ ิยาวตั ถุ ๓ อยา่ งส่งิ เปน็ ท่ตี ั้งแห่งการบาเพ็ญบุญ เรียกบุญกิรยิ าวตั ถุ โดยย่อมี ๓ อย่าง
๑. ทานมยั บญุ สาเร็จดว้ ยการบรจิ าคทาน
๒. สีลมัย บุญสาเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บญุ สาเร็จด้วยการเจริญภาวนา
บุญ มีความหมาย ๒ ประการ คือ
๑. เครอื่ งชาระส่ิงทไี่ มด่ ีทนี่ อนเนอ่ื งอยู่ในใจ
๒. สภาพท่กี อ่ ใหเ้ กิดความนา่ บชู า
จตุกกะ คอื หมวด ๔
วฑุ ฒิ คอื ธรรมเป็นเครื่องเจรญิ ๔ อยา่ ง
๑. สปั ปุริสปู สังเสวะ คบทา่ นผู้ประพฤตชิ อบดว้ ยกาย วาจา ใจ ทเี่ รียกวา่ สัตบุรษุ
๒. สัทธมั มสั สวนะ ฟังคาสอนของท่านโดยเคารพ
๓. โยนิโสมนสกิ าร ตริตรองให้รจู้ ักสิง่ ท่ีดหี รือช่ัวโดยอุบายท่ชี อบ
๔. ธัมมานุธมั มปฏปิ ัตติ ประพฤตธิ รรมสมควรแกธ่ รรมทไี่ ดต้ รองเหน็ แลว้
จกั ร ๔
๑. ปฏริ ูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร
๒. สปั ปรุ สิ ปู ัสสยะ คบสตั บุรุษ
๓. อตั ตสัมมาปณธิ ิ ตงั้ ตนไวช้ อบ
๔. ปพุ เพกตปุญญตา ความเป็นผูไ้ ดก้ ระทาความดไี วใ้ นปางก่อน
คมู่ ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หนา้ 7
อคติ ๔
๑. ลาเอียง เพราะรักใคร่กัน เรียกฉันทาคติ
๒. ลาเอียง เพราะไม่ชอบกัน เรยี กโทสาคติ
๓. ลาเอยี ง เพราะเขลา เรียกโมหาคติ
๔. ลาเอียง เพราะกลวั เรียกภยาคติ
(อคติ ๔ ประการน้ี ไม่ควรประพฤติ)
ปธาน คอื ความเพียร ๔ อย่าง
๑. สงั วรปธาน เพยี รระวังบาปไม่ใหเ้ กิดขึ้นในสันดาน
๒. ปหานปธาน เพียรละบาปท่ีเกดิ ข้นึ แลว้
๓. ภาวนาปธาน เพียรใหก้ ุศลเกิดขนึ้ ในสันดาน
๔. อนรุ กั ขนาปธาน เพียรรกั ษากุศลท่เี กิดขน้ึ แล้วไม่ใหเ้ ส่ือม
อธิษฐานธรรม ๔ คือธรรมที่ควรตัง้ ไวใ้ นใจ ๔ อย่าง
๑. ปญั ญา รอบรู้ส่งิ ที่ควรรู้
๒. สัจจะ ความจริงใจ คอื ประพฤตสิ ่งิ ใดก็ใหไ้ ดจ้ ริง
๓. จาคะ สละส่งิ ทีเ่ ปน็ ขา้ ศกึ แกค่ วามจริงใจ สละกิเลส
๔. อุปสมะ สงบใจจากสง่ิ ที่เป็นขา้ ศึกแก่ความสงบ
อทิ ธบิ าท คอื คณุ เครื่องใหส้ าเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง
๑. ฉนั ทะ พอใจรักใคร่ ในสงิ่ น้ัน
๒. วิรยิ ะ เพยี รประกอบสิ่งน้ัน
๓. จิตตะเอาใจฝักใฝ่ในส่งิ น้ันไมว่ างธุระ
๔. วิมังสา หม่ันตริตรองพิจารณาเหตุผลในส่ิงน้นั
(คณุ ๔ อย่างนี้ มบี รบิ ูรณ์แลว้ อาจชักนาบุคคลให้ถึงสิ่งทต่ี ้องประสงค์ ซ่งึ ไม่เหลือวสิ ัย)
ควรทาความไม่ประมาทในท่ี ๔ สถาน
๑. ในการละกายทจุ ริต ประพฤตกิ ายสุจรติ ๒. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสจุ รติ
๓. ในการละมโนทุจรติ ประพฤติมโนสุจริต ๔. ในการละความเห็นผิด ทาความเหน็ ใหถ้ กู
อกี อยา่ งหนง่ึ
๑. ระวงั ใจไมใ่ หก้ าหนดั ในอารมณเ์ ป็นทีต่ ง้ั แห่งความกาหนัด
๒. ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์เปน็ ท่ตี ั้งแหง่ ความขัดเคือง
๓. ระวงั ใจไมใ่ ห้หลงในอารมณเ์ ป็นทีต่ ัง้ แหง่ ความหลง
๔. ระวงั ใจไม่ให้มวั เมาในอารมณ์เปน็ ทตี่ ้ังแหง่ ความมัวเมา
ความประมาท คือความขาดสติอนั ก่อให้เกิดผลเสยี ๓ ประการ คือ
๑. ให้เกิดการทาความช่ัว ๒. ใหห้ ลงลมื ทาความดี ๓. ไมท่ าความดีอยา่ งตอ่ เน่ือง
ความไมป่ ระมาท คือความมีสติกากับใจอย่เู สมอ ให้เกิดความคิดเป็นกศุ ล ดงั น้ี
๑. ไมท่ าความช่ัว ๒. ไมล่ ืมทาความดี ๓. ทาความดใี หด้ ยี ิ่งขน้ึ ไปอย่างต่อเนื่อง
คู่มอื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชน้ั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย อังกฤษ หน้า 8
เมอ่ื สรปุ คำสอนท้ัง ๒ นยั นี้ ยอ่ มไดค้ วำมไมป่ ระมำท ๓ ประกำร คือ
๑. ระวังอย่ำไปทำควำมช่ัว ๒. อย่ำลืมทำควำมดี ๓. อย่ำปล่อยใจให้ไปคิดเร่ืองบำปเร่ือง
อกุศล
พรหมวหิ าร ๔
๑. เมตตา ความรกั ใคร่ปรารถนาจะใหเ้ ปน็ สขุ ๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยใหพ้ น้ ทุกข์
๓. มุทติ า ความพลอยยนิ ดี เมอ่ื ผู้อื่นได้ดี ๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
เมื่อ
ผูอ้ น่ื ถงึ ความวบิ ัติ
อรยิ สัจ ๔
๑. ทกุ ข์ ความไม่สบายกาย ไมส่ บายใจ ๒. สมุทัย คือเหตุให้ทกุ ขเ์ กดิ
๓. นิโรธ คือความดบั ทกุ ข์ ๔. มรรค คอื ข้อปฏิบตั ิให้ถึงความดบั ทุกข์
ปัญจกะ คือ หมวด ๕
อนันตรยิ กรรม ๕
๑. มาตฆุ าต ฆา่ มารดา ๒. ปติ ฆุ าต ฆา่ บิดา ๓. อรหนั ตฆาต ฆา่ พระอรหนั ต์
๔. โลหิตปุ บาท ทาร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตใหห้ อ้ ขน้ึ ไป
๕. สงั ฆเภท ยังสงฆใ์ หเ้ แตกจากกนั
อภิณหปัจจเวกขณะ ๕
๑. ควรพิจารณาทกุ วนั ๆ วา่ เรามคี วามแก่เป็นธรรมดา ไม่ลว่ งพ้นความแกไ่ ปได้
๒. ควรพิจารณาทกุ วัน ๆ ว่า เรามคี วามเจ็บเปน็ ธรรมดา ไม่ลว่ งพ้นความเจบ็ ไปได้
๓. ควรพจิ ารณาทุกวนั ๆ วา่ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไมล่ ว่ งพ้นความตายไปได้
๔. ควรพจิ ารณาทกุ วัน ๆ ว่า เราจะต้องพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจทั้งสน้ิ
๕. ควรพจิ ารณาทุกวนั ๆ วา่ เรามีกรรมเปน็ ของตัว เราทาดจี กั ได้ดี ทาชว่ั จักได้ช่วั
ธัมมสั สวนานสิ งส์ คอื อานสิ งสแ์ ห่งการฟงั ธรรม ๕ อยา่ ง
๑. ผู้ฟังธรรมย่อมไดฟ้ ังส่ิงทย่ี ังไมเ่ คยฟงั
๒. สง่ิ ใดไดเ้ คยฟังแล้ว แตย่ ังไมเ่ ขา้ ใจชดั ยอ่ มเข้าใจส่งิ นั้นชัด
๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔. ทาความเหน็ ใหถ้ กู ตอ้ งได้
๕. จิตของผู้ฟงั ย่อมผอ่ งใส
พละ คือธรรมเปน็ กาลัง ๕ อย่าง
๑. สทั ธา ความเช่อื ๒. วริ ยิ ะ ความเพียร ๓. สติ ความระลึกได้
๔. สมาธิ ความต้ังใจม่ัน ๕. ปญั ญา ความรอบรู้
(อนิ ทรยี ์ ๕ กเ็ รียก เพราะเป็นใหญ่ในกจิ ของตน)
ขันธ์ ๕ กายกับใจนแ้ี บง่ ออกเปน็ ๕ กอง เรียกวา่ ขันธ์ ๕ คือ
๑. รูป ๒. เวทนา ๓. สัญญา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ
ค่มู ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 9
ฉกั กะ คอื หมวด ๖
คารวะ ๖ อย่าง
ความเออื้ เฟือ้ ในพระพทุ ธเจา้ ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในความศึกษา ๑
ในความไมป่ ระมาท ๑ ในปฏสิ นั ถารคือต้อนรับปราศรัย ๑
สาราณิยธรรม ๖ อยา่ ง ธรรมเป็นท่ีตงั้ แหง่ ความให้ระลกึ ถึง เรียก สาราณิยธรรม มี ๖ อยา่ ง คือ
๑. เขา้ ไปตงั้ กายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพ่ือนภิกษุสามเณรท้ังต่อหนา้ และลบั หลัง คอื ช่วย
ขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนดว้ ยกายมพี ยาบาลภกิ ษไุ ข้ เป็นต้น ดว้ ยจติ เมตตา
๒. เข้าไปต้ังวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือช่วย
ขวนขวาย
ในกจิ ธรุ ะของเพอ่ื นดว้ ยวาจา เชน่ กลา่ วสัง่ สอน เปน็ ต้น
๓. เข้าไปต้งั มโนกรรมประกอบดว้ ยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ทง้ั ตอ่ หน้าและลับหลัง คือคดิ แต่สิ่งท่ี
เป็น
ประโยชน์แกเ่ พือ่ นกัน
๔. แบ่งปันลาภทีต่ นได้มาโดยชอบธรรม ใหแ้ กเ่ พอื่ นภกิ ษสุ ามเณร ไมห่ วงไวบ้ ริโภคจาเพาะผู้เดยี ว
๕. รักษาศีลใหบ้ รสิ ทุ ธิเ์ สมอกันกบั เพอื่ นภิกษสุ ามเณรอ่ืนๆ ไมท่ าตนให้เปน็ ทร่ี งั เกียจของผอู้ นื่
๖. มคี วามเหน็ ร่วมกนั กับภิกษสุ ามเณรอ่นื ๆ ไมว่ ิวาทกับใครๆ เพราะมคี วามเหน็ ผดิ กัน
สัตตกะ คือ หมวด ๗
อริยทรพั ย์ ๗ ทรัพย์ คอื คณุ ความดที ่ีมีในสนั ดานอยา่ งประเสรฐิ เรียกอริยทรพั ย์ มี ๗ อย่าง คอื
๑. สทั ธา เชอื่ ส่ิงทคี่ วรเชื่อ ๒. ศลี รกั ษากาย วาจา ใหเ้ รียบร้อย
๓. หริ ิ ความละอายตอ่ บาปทุจริต ๔. โอตตปั ปะ สะดุ้งกลวั ต่อบาป
๕. พาหสุ จั จะ ความเป็นคนเคยได้ยนิ ได้ฟังมามาก คือทรงจาธรรม และรูศ้ ิลปวทิ ยามาก
๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแกค่ นที่ควรใหป้ ัน
๗. ปญั ญารอบร้สู ง่ิ ทีเ่ ปน็ ประโยชน์และไมเ่ ปน็ ประโยชน์
(อรยิ ทรัพย์ ๗ น้ี ดีกวา่ ทรัพย์ภายนอก มเี งนิ ทองเปน็ ตน้ ควรแสวงหาไวใ้ หม้ ใี นสนั ดาน)
สปั ปรุ สิ ธรรม ๗ อยา่ ง ธรรมของสัตบรุ ุษ เรยี กวา่ สัปปุริสธรรม มี ๗ อย่าง คือ
๑. ธัมมญั ญุตา ความเป็นผ้รู จู้ ักเหตุ เช่นรจู้ กั ว่า สง่ิ นี้เป็นเหตแุ หง่ สุขสิง่ นเ้ี ปน็ เหตุแห่งทุกข์
๒. อัตถญั ญตุ า ความเปน็ ผูร้ ู้จกั ผล เชน่ รู้จกั ว่าสุขเป็นผลแห่งเหตอุ ันน้ี ทกุ ข์เปน็ ผลแหง่ เหตุอันน้ี
๓. อัตตญั ญตุ า ความเป็นผู้รจู้ ักตนวา่ เราวา่ โดยชาติ ตระกลู ยศศักด์ิ สมบตั ิ บริวาร ความรู้ และ
คณุ ธรรมเพยี งเทา่ นี้แลว้ ประพฤติตนให้สมควรแกท่ เี่ ปน็ อยู่อยา่ งไร
๔. มัตตญั ญุตา ความเปน็ ผูร้ ู้ประมาณในการแสวงหาเคร่ืองเล้ียง ชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ และรจู้ กั
ประมาณในการบริโภคแต่พอสมควร
๕. กาลญั ญุตา ความเป็นผู้รจู้ กั กาลเวลาอันสมควรในอนั ประกอบกจิ น้ัน ๆ
คู่มอื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย อังกฤษ หนา้ 10
๖. ปรสิ ญั ญตุ า ความเปน็ ผูร้ จู้ กั ประชมุ ชน และกิริยาทจี่ ะต้องประพฤติต่อประชุมชนน้นั ๆ ว่า หมนู่ เี้ มื่อ
เขา้
ไปหา จะตอ้ งทากริ ิยาอยา่ งนี้ จะต้องพูดอยา่ งน้ี เปน็ ตน้
๗. ปคุ คลปโรปรัญญุตา ความเปน็ ผู้รจู้ กั เลอื กบุคคลว่า ผู้นี้เปน็ คนดคี วรคบ ผู้นเ้ี ป็นคนไม่ดีไมค่ วรคบ
อัฏฐกะ คือ หมวด ๘
โลกธรรม ๘ ธรรมที่ครอบงาสตั ว์โลกอยู่ และสัตวโ์ ลกย่อมเปน็ ไปตามธรรมน้นั เรยี กวา่ โลกธรรม
โลกธรรมนน้ั มี ๘ อย่าง คอื มีลาภ ๑ ไมม่ ีลาภ ๑ มียศ ๑ ไมม่ ียศ ๑ นินทา ๑ สรรเสรญิ ๑ สขุ ๑
ทกุ ข์ ๑
โลกธรรม ๘ นี้ ทา่ นแบง่ ออกเป็น ๒ ฝ่าย
ทด่ี ี คอื มลี าภ มียศ สรรเสริญ สุข เรยี กว่า อฏิ ฐารมณ์ แปลวา่ อารมณ์ทีน่ า่ ปรารถนา ๑
ท่ีไมด่ ี คอื ไม่มลี าภ ไม่มียศ นนิ ทา ทกุ ข์ เรยี กว่า อนิฏฐารมณ์ แปลวา่ อารมณ์ท่ไี มน่ ่า
ปรารถนา ๑
ทสกะ คือ หมวด ๑๐
บญุ กริ ิยาวัตถุ ๑๐ อย่าง
๑. ทานมยั บญุ สาเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สลี มยั บุญสาเรจ็ ดว้ ยการรักษาศลี
๓. ภาวนามัย บญุ สาเร็จด้วยการเจรญิ ภาวนา
๔. อปจายนมยั บุญสาเร็จด้วยการประพฤติถอ่ มตนแก่ผู้ใหญ่
๕. เวยยาวจั จมัย บญุ สาเรจ็ ด้วยการชว่ ยขวนขวายในกิจท่ีชอบ
๖. ปตั ติทานมัย บุญสาเร็จด้วยการให้สว่ นบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามยั บุญสาเร็จดว้ ยการอนโุ มทนาส่วนบญุ
๘. ธัมมสั สวนมัย บญุ สาเรจ็ ด้วยการฟังธรรม
๙. ธมั มเทสนามัย บุญสาเรจ็ ด้วยการแสดงธรรม
๑๐. ทฏิ ฐุชกุ มั มะ การทาความเห็นให้ตรง
คูม่ อื เตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชั้นตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หน้า 11
คิหปิ ฏิบตั ิ
จตุกกะ คือ หมวด ๔
ทิฏฐธมั มกิ ัตถประโยชน์ คือ ประโยชนใ์ นปจั จุบนั ๔ อยา่ ง
๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจ เคร่ืองเลี้ยงชีวิตก็ดี ในการศึกษาเล่า
เรียน
กด็ ี ในการทาธรุ ะหน้าที่ของตนกด็ ี
๒. อารกั ขสัมปทา ถึงพรอ้ มด้วยการรกั ษา คอื รกั ษาทรพั ย์ท่ีแสวงหามาไดด้ ้วยความหมนั่ ไมใ่ ห้เปน็
อนั ตรายก็ดี รักษาการงานของตน ไม่ใหเ้ สอื่ มเสียไปก็ดี
๓. กัลยาณมติ ตตา ความมีเพอื่ นเปน็ คนดี ไมค่ บคนชั่ว
๔. สมชวี ติ า ความเลยี้ งชวี ิตตามสมควร แกก่ าลงั ทรพั ยท์ ่หี าได้ ไม่ให้ ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก
สมั ปรายิกตั ถประโยชน์ คือ ประโยชน์ภายหน้า ๔ อย่าง
๑. สทั ธาสัมปทา ถงึ พร้อมด้วยศรัทธา คือเช่ือส่งิ ทค่ี วรเชอ่ื เชน่ เช่ือวา่ ทาดไี ดด้ ี ทาชั่วไดช้ ่ัว เป็นตน้
๒. สีลสัมปทา ถงึ พรอ้ มดว้ ยศลี คอื รักษา กาย วาจาเรียบร้อยดไี มม่ ีโทษ
๓. จาคสัมปทา ถงึ พรอ้ มด้วยการบริจาคทาน เปน็ การเฉลี่ยสขุ ให้แก่ผอู้ น่ื
๔. ปญั ญาสมั ปทา ถงึ พรอ้ มด้วยปัญญา รจู้ ัก บาป บญุ คณุ โทษประโยชน์ มิใช่ประโยชน์
มิตตปฏริ ูป คือ คนเทียมมติ ร ๔ จาพวก
๑. คนปลอกลอก ๒. คนดีแตพ่ ูด ๓. คนหัวประจบ ๔ คนชักชวนในทางฉิบหาย
(คน ๔ จาพวกนี้ ไม่ใช่มิตร เปน็ แต่คนเทยี มมติ ร ไม่ควรคบ)
๑. คนปลอกลอก มีลกั ษณะ ๔
๑. คดิ เอาแตไ่ ดฝ้ ่ายเดียว ๒. เสยี ให้นอ้ ย คดิ เอาใหไ้ ดม้ า
๓. เมอ่ื มภี ยั แกต่ วั จึงรบั ทากิจของเพอ่ื น ๔. คบเพือ่ นเพราะเหน็ แก่ประโยชนข์ องตัว
๒. คนดีแต่พดู มลี กั ษณะ ๔
๑. เก็บเอาเรอื่ งล่วงแล้วมาปราศรยั ๒. อา้ งเอาเร่อื งทย่ี ังไมม่ มี าปราศรยั
๓. สงเคราะหด์ ้วยส่งิ หาประโยชน์มิได้ ๔. ออกปากพึ่งมิได้
๓. คนหัวประจบ มลี ักษณะ ๔
๑. จะทาชั่วก็คล้อยตาม ๒. จะทาดีก็คลอ้ ยตาม ๓. ตอ่ หนา้ ว่าสรรเสรญิ ๔. ลับหลงั ตงั้ นินทา
๔. คนชักชวนในทางฉิบหาย มีลักษณะ ๔
๑. ชักชวนด่ืมน้าเมา ๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน ๓. ชักชวนใหม้ ัวเมาในการเล่น ๔. ชักชวนเล่นการ
พนนั
มติ รแท้ ๔ จาพวก
๑. มติ รมีอุปการะ ๒. มิตรร่วมสขุ ร่วมทกุ ข์ ๓. มิตรแนะประโยชน์ ๔. มิตรมคี วามรกั ใคร่
มิตร ๔ จาพวกน้ี เปน็ มติ รแท้ ควรคบ
๑. มติ รมอี ุปการะมีลกั ษณะ ๔
๑. ปอ้ งกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๒. ป้องกนั ทรัพยส์ มบตั ขิ องเพ่ือนผูป้ ระมาทแลว้
คู่มือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้ันตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย อังกฤษ หนา้ 12
๓. เม่อื มีภัย เป็นท่ีพ่งึ พานกั ได้ ๔. เมื่อมีธรุ ะ ช่วยออกทรพั ยใ์ หเ้ กนิ กวา่ ท่อี อกปาก
๒. มิตรร่วมสขุ รว่ มทุกขม์ ีลักษณะ ๔
๑. ขยายความลบั ของตนแกเ่ พ่ือน ๒. ปดิ ความลับของเพื่อนไม่ให้แพรง่ พราย
๓. ไม่ละทง้ิ ในยามวิบัติ ๔. แมช้ ีวิตก็อาจสละแทนได้
๓. มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ ๔
๑. หา้ มไมใ่ หท้ าความชัว่ ๒. แนะนาให้ตงั้ อยูใ่ นความดี
๓. ให้ฟงั ส่งิ ทย่ี งั ไม่เคยฟัง ๔. บอกทางสวรรคใ์ ห้
๔. มติ รมคี วามรักใคร่ มีลักษณะ ๔
๑. ทุกขๆ์ ดว้ ย ๒. สขุ ๆด้วย ๓. โตเ้ ถียงคนทพ่ี ดู ติเตยี นเพ่อื น ๔. รบั รองคนทพ่ี ูดสรรเสรญิ เพือ่ น
สังคหวัตถุ ๔ อยา่ ง
๑. ทาน ใหป้ นั ส่ิงของของตนแกผ่ อู้ ื่นทคี่ วรใหป้ ัน ๒. ปยิ วาจา เจรจาวาจาทีอ่ อ่ นหวาน
๓. อตั ถจรยิ า ประพฤติสิง่ ทเ่ี ป็นประโยชนแ์ กผ่ ูอ้ นื่ ๔. สมานตั ตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไม่ถอื ตัว
(คณุ ทงั้ ๔ อยา่ งนี้ เปน็ เคร่อื งยดึ เหนีย่ วใจของผ้อู ื่นไวไ้ ด้)
ฆราวาสธรรม ๔ อยา่ ง
๑. สจั จะ สัตยซ์ ่ือตอ่ กนั ๒. ทมะ รจู้ กั ข่มจิตของตน(หมายถงึ ปญั ญา)
๓. ขันติ อดทน(หมายถึง ความเพียร) ๔. จาคะ สละใหป้ นั ส่งิ ของของตนแกค่ นท่ีควรใหป้ ัน
ปัญจกะ คือ หมวด ๕
มจิ ฉาวณชิ ชา คือการค้าขายไมช่ อบธรรม ๕ อยา่ ง
๑. ค้าขายเคร่ืองประหาร ๒. คา้ ขายมนษุ ย์ ๓. ค้าขายสัตว์เป็นสาหรับฆ่าเพื่อเป็น
อาหาร
๔. ค้าขายน้าเมา ๕. คา้ ขายยาพษิ
สมบัติของอบุ าสกอุบาสิกา ๕ ประการ
๑. ประกอบดว้ ยศรทั ธา ๒. มศี ีลบรสิ ุทธิ์ ๓. ไมถ่ อื มงคลต่นื ขา่ วคอื เช่ือกรรม ไมเ่ ชอื่ มงคล
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา ๕. บาเพ็ญบุญแตใ่ นพระพทุ ธศาสนา
(อบุ าสกพึงตั้งอย่ใู นสมบัติ ๕ ประการ และเวน้ จากวบิ ตั ิ ๕ ประการ ซงึ่ วิปริตจากสมบตั ินัน้ )
ทิศ ๖ ฉกั กะ คือ หมวด ๖
๑.ปุรตั ถมิ ทสิ
๒. ทักขิณทสิ คือ ทิศเบอ้ื งหน้า มารดาบิดา
๓. ปจั ฉิมทสิ คอื ทิศเบ้อื งขวา อาจารย์
๔. อตุ ตรทิส คอื ทศิ เบอื้ งหลัง บุตรภรรยา
คือ ทิศเบอื้ งซา้ ย มิตร
คมู่ ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย อังกฤษ หนา้ 13
๕. เหฏฐมิ ทสิ คือ ทิศเบือ้ งตา่ บา่ ว
๖. อปุ ริมทสิ คือ ทศิ เบ้อื งบน สมณพราหมณ์
๑. ปรุ ัตถิมทิส คือทิศเบื้องหนา้ มารดาบิดา บตุ รพึงบารงุ ด้วยสถาน ๕
๑. ทา่ นได้เล้ียงมาแล้ว เล้ยี งท่านตอบ ๒.ทากจิ ของท่าน ๓. ดารงวงศส์ กลุ
๔. ประพฤตติ นใหเ้ ป็นคนควรรบั ทรพั ยม์ รดก
๕. เมื่อทา่ นลว่ งลบั ไปแลว้ ทาบญุ อุทศิ ให้ท่าน
มารดาบดิ าไดร้ บั บารงุ ฉะนแ้ี ล้ว ยอ่ มอนุเคราะหบ์ ุตรด้วยสถาน ๕
๑. หา้ มไม่ใหท้ าความชัว่ ๒. ให้ต้ังอย่ใู นความดี ๓. ให้ศกึ ษาศิลปวทิ ยา
๔. หาภรรยา/สามที ี่สมควร ๕. มอบทรพั ยใ์ ห้ในสมัย
๒. ทกั ขณิ ทสิ คือทศิ เบอ้ื งขวาอาจารย์ ศษิ ยพ์ งึ บารุงดว้ ยสถาน ๕
๑. ดว้ ยลกุ ข้นึ ยืนรับ ๒. ดว้ ยเข้าไปยนื คอยรับใช้ ๓. ด้วยเชื่อฟัง
๔. ด้วยอปุ ฏั ฐาก ๕. ด้วยเรยี นศิลปวทิ ยาโดยเคารพ
อาจารย์ไดร้ บั บารุงฉะนี้แลว้ ย่อมอนุเคราะหศ์ ษิ ย์ดว้ ยสถาน ๕
๑. แนะนาดี ๒. ใหเ้ รียนดี ๓. บอกศิลปใหส้ น้ิ เชงิ ไม่ปดิ บังอาพราง
๔. ยกยอ่ งให้ปรากฏในเพ่ือนฝูง ๕. ทาความป้องกนั ในทศิ ทั้งหลาย
๓. ปจั ฉิมทิส คอื ทิศเบอ้ื งหลัง ภรรยา สามพี งึ บารุงดว้ ยสถาน ๕
๑. ด้วยยกย่องนบั ถือว่าเป็นภรรยา ๒. ดว้ ยไมด่ หู มน่ิ ๓. ด้วยไม่ประพฤตลิ ่วงใจ
๔. ด้วยมอบความเปน็ ใหญ่ให้ ๕. ดว้ ยใหเ้ คร่ืองแต่งตัว
ภรรยาไดร้ ับบารงุ ฉะนีแ้ ลว้ ยอ่ มอนเุ คราะหส์ ามีด้วยสถาน ๕
๑. จัดการงานดี ๒. สงเคราะห์คนขา้ งเคยี งของผวั ดี ๓. ไม่ประพฤติล่วงใจ
ผวั
๔. รกั ษาทรัพยท์ ี่ผวั หามาไดไ้ ว้ ๕. ขยนั ไม่เกยี จคร้านในกิจการท้ังปวง
๔. อตุ ตรทสิ คือทิศเบื้องซ้าย มติ ร กลุ บตุ รพงึ บารุงดว้ ยสถาน ๕
๑. ด้วยใหป้ ัน ๒. ดว้ ยเจรจาถ้อยคาไพเราะ ๓. ด้วยประพฤตปิ ระโยชน์
๔. ดว้ ยความเป็นผมู้ ตี นเสมอ ๕. ดว้ ยไม่แกลง้ กลา่ วใหค้ ลาดจากความเปน็ จริง
มติ รไดบ้ ารงุ ฉะนแ้ี ลว้ ย่อมอนุเคราะหก์ ุลบุตรดว้ ยสถาน ๕
๑. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว ๒. รกั ษาทรัพยข์ องมิตรผู้ประมาทแล้ว
๓. เมอ่ื มภี ัย เอาเป็นท่พี ึง่ พานกั ได้ ๔. ไมล่ ะทง้ิ ในยามวบิ ัติ ๕. นบั ถอื ตลอดถงึ วงศ์ของมิตร
๕. เหฏฐมิ ทิส คอื ทศิ เบ้อื งต่า บ่าว นายพึงบารุงดว้ ยสถาน ๕
๑. ดว้ ยจัดการงานใหท้ าตามสมควรแก่กาลงั ๒. ดว้ ยให้อาหารและรางวัล
๓. ดว้ ยรกั ษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้ ๔. ดว้ ยแจกของมีรสประหลาดให้กิน
๕. ด้วยปล่อยในสมยั
บ่าวไดบ้ ารงุ ฉะน้แี ล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕
๑. ลุกขึ้นทาการงานกอ่ นนาย ๒. เลิกการงานทีหลงั นาย ๓. ถือเอาแตข่ องทน่ี ายให้
๔. ทาการงานใหด้ ีข้นึ ๕. นาคุณของนายไปสรรเสรญิ ในท่นี ัน้ ๆ
๖. อุปรมิ ทสิ คือทศิ เบือ้ งบน สมณพราหมณ์ กลุ บตุ รพงึ บารุงดว้ ยสถาน ๕
คมู่ ือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชน้ั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หน้า 14
๑. ด้วยกายกรรม คอื ทาอะไรๆ ประกอบด้วยเมตตา
๒. ดว้ ยวจีกรรม คอื พดู อะไรๆ ประกอบดว้ ยเมตตา
๓. ดว้ ยมโนกรรม คือคิดอะไรๆ ประกอบด้วยเมตตา
๔. ด้วยความเป็นผไู้ ม่ปิดประตู คือมไิ ดห้ า้ มเขา้ บ้านเรือน
๕. ดว้ ยให้อามสิ ทาน
สมณพราหมณไ์ ดร้ บั บารงุ ฉะนแ้ี ล้ว ย่อมอนเุ คราะห์กุลบตุ รด้วยสถาน ๖
๑. หา้ มไมใ่ ห้กระทาความชั่ว ๒. ใหต้ ้งั อย่ใู นความดี
๓. อนเุ คราะห์ด้วยนา้ ใจอันงาม ๔. ใหไ้ ด้ฟังสิ่งทย่ี ังไมเ่ คยฟัง
๕. ทาสงิ่ ทเ่ี คยฟังแล้วใหช้ ดั เจน ๖. บอกทางสวรรคใ์ ห้
อบายมุข คือเหตเุ ครอื่ งฉิบหาย ๖
๑. ด่ืมนา้ เมา ๒. เที่ยวกลางคนื ๓. เทย่ี วดูการเล่น
๔. เลน่ การพนนั ๕. คบคนชัว่ เป็นมิตร ๖. เกยี จคร้านการทางาน
๑. ดมื่ นา้ เมา มีโทษ ๖
๑. เสยี ทรพั ย์ ๒. ก่อการทะเลาะวิวาท ๓. เกดิ โรค
๔. ตอ้ งตเิ ตียน ๕. ไมร้ ูจ้ ักอาย ๖. ทอนกาลงั ปญั ญา
๒. เทย่ี วกลางคืน มีโทษ ๖
๑. ชื่อวา่ ไมร่ ักษาตวั ๒. ชื่อวา่ ไมร่ กั ษาลกู เมยี ๓. ชื่อวา่ ไม่รักษาทรัพยส์ มบัติ
๔. เป็นท่ีระแวงของคนทงั้ หลาย ๕. มักถูกใสค่ วาม ๖. ได้ความลาบากมาก
๓.เที่ยวดกู ารเลน่ มีโทษตามวัตถทุ ่ไี ปดู ๖
๑. ราทีไ่ หนไปทนี่ ่ัน ๒. ขบั ร้องทีไ่ หนไปทน่ี น่ั ๓. ดดี สตี ีเปา่ ทไี่ หนไปทีน่ นั่
๔. เสภาท่ีไหนไปทนี่ ั่น ๕. เพลงท่ีไหนไปที่นั่น ๖. เถดิ เทิงทีไ่ หนไปท่นี นั่
๔. เล่นการพนัน มโี ทษ ๖
๑. เมื่อชนะยอ่ มกอ่ เวร ๒. เม่อื แพย้ อ่ มเสียดายทรพั ยท์ ี่เสียไป
๓. ทรัพยย์ อ่ มฉบิ หาย ๔. ไมม่ ีใครเช่ือถือถ้อยคา
๕. เป็นทีห่ มิน่ ประมาทของเพื่อน ๖. ไม่มใี ครประสงคจ์ ะแต่งงานด้วย
๕.คบคนช่ัวเป็นมิตร มีโทษตามบุคคลทคี่ บ ๖
๑. นาให้เป็นนกั เลงการพนัน ๒. นาให้เปน็ นกั เลงเจา้ ชู้
๓. นาให้เปน็ นกั เลงเหล้า ๔. นาให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม
๕. นาใหเ้ ปน็ คนลวงเขาซงึ่ หน้า ๖. นาใหเ้ ปน็ คนหัวไม้
๖. เกียจครา้ นการทางาน มโี ทษ ๖
๑. มักใหอ้ ้างว่า หนาวนัก แลว้ ไมท่ าการงาน ๒. มกั ใหอ้ ้างวา่ รอ้ นนกั แล้วไม่ทาการงาน
๓. มกั ใหอ้ ้างว่าเวลาเยน็ แล้ว แลว้ ไม่ทาการงาน ๔. มกั ใหอ้ า้ งว่า ยังเชา้ อยู่ แลว้ ไมท่ าการงาน
๕. มักให้อา้ งวา่ หิวนกั แล้วไมท่ าการงาน ๖. มักใหอ้ า้ งวา่ กระหายนัก แล้วไมท่ าการงาน
(ผหู้ วงั ความเจริญด้วยโภคทรัพย์ พึงเว้นเหตุเครอื่ งฉบิ หาย ๖ ประการนี้เสีย)
คมู่ ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย อังกฤษ หนา้ 15
สรปุ พทุ ธประวตั ิ
บทที่ ๑
ชมพูทวีป และ ประชาชน
• พุทธประวัติหมายถึง ความเปน็ มาของพระพทุ ธเจา้ และพระพุทธศาสนา
• ชมพูทวีปในปจั จุบัน คอื ดินแดนของประเทศ อินเดีย, เนปาล, ปากีสถาน และ บงั คลาเทศ
• ชมพูทวปี ตงั้ อยทู่ างทิศพายพั (ตะวนั ตกเฉยี งเหนือ) ของประเทศไทย
• ชนชาติ มี ๒ ชนชาติ ในชมพทู วีป คือ
๑. มลิ กั ขะ เป็นเจา้ ของถ่นิ เดิม ๒. อริยกะ เป็นพวกทอี่ พยพเขา้ มายึดครอง
• การแบง่ เขตการปกครอง แบ่งเปน็ ๒ เขต
๑. มชั ฌมิ ชนบท หรอื มธั ยมประเทศ(สว่ นกลาง) เป็นที่อยู่ของพวกอริยกะ
๒. ปจั จนั ตชนบท หรือ ปัจจนั ตประเทศ( ส่วนปลายแดน) เปน็ ท่อี ยขู่ องพวกมลิ ักขะ
• การปกครองแบง่ การปกครองเปน็ อาณาจักร หรือรฐั หรอื แคว้นมีหวั หนา้ ปกครองประจาแควน้
• มธั ยมประเทศแบ่งออกเป็น ๑๖ แควน้
• ระบบวรรณะ(แบง่ แยกชนชน้ั ) มี ๔ วรรณะ คือ
๑. กษัตรยิ ์ คือ ผนู้ าในการปกครองบา้ นเมอื ง ให้ความสงบสขุ ( สูง)
๒. พราหมณ์ คือ ผู้มหี นา้ ที่อบรมสัง่ สอน ประกอบพิธกี รรมตา่ งๆ( สงู )
๓. แพศย์ คอื ผู้ทีท่ าการเกษตร กสิกรรม ช่างฝมี ือ คา้ ขาย( กลาง )
๔. ศูทร คือ ผู้รับจ้างใช้แรงงาน ทาส คนรบั ใช้ ( ต่าสุด)
• จณั ฑาล คอื บตุ รท่ีเกิดจากบดิ า มารดาต่างวรรณะกัน ถอื วา่ ต่าที่สดุ
• ลทั ธิ และ การนับถอื ประชาชนในชมพูทวีปนบั ถือศาสนาพราหมณ์มพี ระพรหมเป็นศาสดาและ
ยึดถือ
คัมภรี ์ไตรเพท เปน็ หลักคาสอน
• ความเชือ่ ของคนในชมพูทวปี
๑. เชื่อวา่ ตายแล้วเกดิ
๒. เชอ่ื วา่ ตายแลว้ สญู และ
(๑. เชื่อวา่ การเกิด-การตายมเี หตุปจั จยั ๒. เชื่อว่าการเกดิ การตายไม่มีเหตปุ ัจจยั )
บทที่ ๒
สกั กชนบท และ ศากยวงศ์
• สกั กชนบท แปลวา่ ชนบทแห่งชาวสกั กะ ทเ่ี รยี กอย่างน้เี พราะว่าชนบทนตี้ ั้งภูมิลาเนาอยู่ในดงไม้
สักกะ
• ศากยวงศ์กับโกลิยวงศ์ เป็นพ่ีนอ้ งกันมาแตส่ มยั พระเจ้าโอกกากราช เป็นพระเจา้ แผน่ ดินมาจนถึง
พระเจ้าสุทโธทนะ
คู่มือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชัน้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 16
• สักกชนบทแบ่งเป็นเมืองใหญ่ใหญ่ ๆ ได้ ๓ เมือง คือ
๑. เมอื งเดิมของพระเจา้ โอกกากราช ๒. เมอื งกบิลพสั ดุ์(เรียกว่า ศากยวงศ)์
๓. เมืองเทวทหะ(เรียกวา่ โกลิยวงศ)์
• ศากยวงศ์ มีพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจา้ โอกกากราชเปน็ ผูก้ ่อต้งั
• โกลิยวงศ์ พระราชธดิ าพระเจา้ โอกกากราชกับพระเจา้ กรุงเทวทหะเปน็ ผู้ก่อตั้ง
• กบลิ พัสด์ุ ทไ่ี ด้ชอ่ื น้ีเพราะเปน็ ทอ่ี ยูข่ องกบลิ ดาบสมาก่อน
• พระเจ้าชัยเสน ทรงมพี ระโอรสชื่อวา่ สีหหนุ มีพระราชธิดาชื่อวา่ ยโสธรา
• ศากยวงศ์ มคี วามหมายวา่ ผ้มู ีความสามารถ
• ศากยวงศ์ เรยี กตามโคตรว่า โคตมะ หรือ โคดมโคตร
• กบลิ พัสด์ เป็นเมอื งของพระพุทธบดิ า เรียกว่า ศากยวงค์
• กรงุ เทวทหะ เปน็ เมืองของพระพทุ ธมารดา เรยี กวา่ โกลยิ วงศ์
• เจ้าชายสทิ ธตั ถะก่อนจตุ ิมายังโลกมนษุ ย์ประทบั อยใู่ นสวรรค์ชนั้ ดสุ ิต
• พระเจา้ สุทโธทนะเปน็ พทุ ธบิดาของพระพทุ ธเจ้า
• พระนางสิรมิ หามายาเป็นพุทธมารดาของพระพุทธเจา้
บทท่ี ๓
ประสตู ิ (เกดิ )
• พระโพธิสตั รเ์ ลด็จสู่พระครรภ์ ในราตรีวนั พฤหสั บดี ขึ้น ๑๕ ค่า เดอื น ๘ ปรี ะกา
พระมารดาทรงสบุ นิ เหน็ พญาชา้ งเผอื ก
• พระโพธิสัตวอ์ ยใู่ นครรภ์ ๑๐ เดอื นพอดี
• พระโพธิสัตว์ทรงประสตู ทิ ่ีสวนลมุ พนิ ีวนั ใตร้ ม่ ไมส้ าละ(ตน้ รัง) ระหว่างกรงุ กบิลพสั ดุ์ กับ กรงุ เทวท
หะ
ปัจจบุ นั เรยี กว่า “รมุ มินเด” ประเทศเนปาล เมอ่ื วันศุกร์ ข้นึ ๑๕ ค่า เดือน ๖ ปจี อ (วันวสิ าขบูชา)
• พระโพธิสตั ว์ เดินได้ ๗ กา้ วพรอ้ มกบั พดู วา่ “เราเปน็ เลิศ เปน็ ผู้ประเสรฐิ ท่ีสุดแห่งโลกการเกดิ ของ
เรา
ครงั้ นเ้ี ป็นคร้งั สุดทา้ ยบดั น้ีภพใหมไ่ มม่ ีอีกแล้ว”
• สหชาติ คือ สิง่ ทเ่ี กิดวนั เวลาเดียวกันกบั พระโพธสิ ัตว์ มี ๗ อยา่ ง ๑. พระนางพมิ พา ๒. พระ
อานนท์
๓. กาฬทุ ายีอามาตย์ ๔. ฉันนะอามาตย์ ๕. มา้ กัณธกะ ๖. ตน้ พระศรมี หาโพธ์ิ ๗. ขุมทรัพย์
ทง้ั ๔
• ประสูติ ๓ วัน มี อสติ ดาบส หรอื กาฬเทวิลดาบส เข้าเยี่ยม และพยากรณ์ ๒ อย่าง (ถ้าอยู่
ปกครองบา้ นเมืองจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวช จะเป็นพระพุทธเจ้า)
• ประสตู ไิ ด้ ๕ วนั พระเจา้ สุทโธทนะเชญิ พราหมณ์ ๑๐๘ มาทานอาหาร ,ขนานพระนาม และ
ทานายลักษณะ
คูม่ ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย อังกฤษ หนา้ 17
• ทานาย ๒ อย่างคอื ๑. ถา้ อยู่เป็นฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจกั รพรรดิ ๒. ถา้ บวชจะได้เป็น
พระพุทธเจ้า
• สิทธตั ถะ แปลว่า“ผ้มู คี วามสาเร็จสมปรารถนา”
• ประสูตไิ ด้ ๗ วัน พระมารดาทิวงคต
• พระเจ้าสทุ โธทนะแตง่ ตงั้ ให้นางปชาบดดี แู ลแทน
• อายุ ๗ พรรษา บิดาให้ขดุ สระ ๓ ฤดถู วาย และทรงให้ศกึ ษาศลิ ปวทิ ยา ๑๘ ศาสตร์
• ครูคนแรก คือ ครูวศิ วามิตร
• อายุ ๗ พรรษา ทรงไดป้ ฐมฌานใตร้ ม่ ชมพูพฤกษ์ (ตน้ หวา้ )
• อายุ ๑๖ พรรษา บดิ าทรงให้สรา้ งปราสาท ๓ หลงั ถวาย และทรงให้อภเิ ษกสมรส
• เจ้าชายสทิ ธตั ถะทรงอภิเษกสมรสกบั พระนางยโสธรา หรือ พิมพา
บทที่ ๔
เสด็จออกผนวช
๑. เทวทตู คอื ส่ิงท่ีเทวดาเนรมิตข้นึ มี ๔ ประการ คอื คนแก่ คนเจ็บ คนตาย สมณะ
๒. เจา้ ชายสทิ ธัตถะเสด็จออกผนวชเมอ่ื พระชนมายุ ๒๙ พรรษา
๓. มหาภิเนษกรมณ์ หมายถึง การเสด็จออกบวชของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ
๔. เจ้าชายสทิ ธัตถะทรงออกผนวชมใี ครติดตามไปด้วย นายฉันนะและม้ากณั ฐกะ
๕. เจ้าชายสทิ ธตั ถะ ทรงผนวชดว้ ยวธิ ี อธิษฐานเพศบรรพชิต
๖. เจ้าชายสทิ ธตั ถะทรงอธิษฐานเพศบรรพชติ ทไ่ี หน ณ ริมฝั่งอโนมานที
๗. ฆฏิการพรหมเปน็ ผถู้ วายบาตรและเคร่ืองบริขาร
๘. หลงั จากบรรพชาทรงประทับแรมท่ี อนุปยิ อัมพวัน
๙. ปญั จวคั คยี ์ หมายถึง บคุ คลผมู้ พี วกหา้ มี โกณฑญั ญะ วัปปะ ภทั ทยิ ะ มหานามะ และ อัสสชิ
บทที่ ๕
ตรัสรู้
• หลังจากเสดจ็ ออกบรรพชาแล้ว ทรงประทบั แรมท่ี อนุปิยอมั พวัน
• หลังจากออกบรรพชาแล้ว เขา้ ศกึ ษาท่สี านักของ อาฬาดาบสกาลามโครต และ อุททกดาบสราม
บุตร
• ทรงบาเพญ็ ทุกกรกิริยาท่ี อรุ ุเวลาเสนานิคม ทุกกรกริ ยิ า หมายถงึ กิริยาที่ทาไดย้ าก
• มี ๓ วาระ คือ ๑) กดั ฟนั ด้วยฟันกดเพดานด้วยลิ้น ๒) กลน้ั ลมหายใจเข้าออก ๓) อดอาหารจนซบู
ผอม
• ปัญจวัคคีย์ ดูแลในระหว่างบาเพ็ญเพียร
• ทรงเลิกบาเพญ็ เพยี ร “เพราะมใิ ชห่ นทางแห่งการตรสั รู้”
• นางสุชาดา ถวายข้าวมธปุ ายาสก่อนตรสั รู้
• ญาณท่ที รงได้ในระหว่างบรรลธุ รรม ตามลาดบั คือ
คูม่ อื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 18
๑. ปฐมยาม บรรลปุ พุ เพนิวาสานสุ สตญิ าณ คือ ระลกึ ชาตไิ ด้
๒. มัชฌิมยาม บรรลจุ ตุ ปู ปาตญาณ คือ รู้การเกิดและตายของสตั วท์ ้งั ปวง
๓. ปัจฉมิ ยาม บรรลอุ าสวกั ขยญาณ คือ รู้อรยิ สจั ๔ คอื ทุกข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค
• โสตถยิ พราหมณ์ ถวายหญ้าคาก่อนวันตรัสรู้
• พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ตรัสรูเ้ มอ่ื พระชนมายุ ๓๕ พรรษา
• ตรงกับวันพธุ ข้นึ ๑๕ ค่า เดอื น ๖ ใตต้ น้ ศรีมหาโพธ์ิ ริมฝั่งแมน่ า้ เนรญั ชรา ต.อุรุเวลาเสนานิคม
แควน้ มคธ
• ตรสั รหู้ ลงั จากบรรพชา ๖ ปี
• พระพุทธเจา้ ตรัสรู้ อริยสัจ ๔
• พระพุทธเจา้ ทรงชนะมารและเสนามารดว้ ย บารมี๑๐
• คาวา่ “สัมมาสมั โพธญิ าณ” หมายถึง ญาณเปน็ เคร่ืองตรัสรู้โดยชอบ
ปรเิ ฉทท่ี ๖
เสวยวมิ ตุ ตสิ ุขและปฐมเทศนา
• สัตตมหาสถาน คอื สถานท่ีสาคัญ ๗ แหง่ ได้แกส่ ถานท่เี คยเสวยวมิ ตุ ตสิ ขุ เปน็ เวลา ๗ สปั ดาห์ ๔๙
วนั
สัปดาห์ท่ี ๑ ประทับบนรตั นบัลลังค์ใต้ตน้ ศรีมหาโพธ์ิ ทรงพิจารณาปฏิจจสมปุ บาท
สปั ดาหท์ ่ี ๒ ทรงประทับยืนจ้องพระเนตรดตู ้นพระศรมี หาโพธ์ิ โดยมไิ ด้กระพริบพระเนตร
ตลอด
๗ วนั สถานที่น้ันจงึ ไดช้ ือ่ วา่ อนิมสิ เจดีย์
สปั ดาหท์ ี่ ๓ พระองคท์ รงเนรมิตที่จงกรมระหวา่ ง อนมิ ิสเจดีย์กบั ตน้ พระศรีมหาโพธิแ์ ล้ว
เสดจ็
จงกรม ณ ทีน่ นั้ ตลอด ๗ วนั สถานที่น้เี รยี กว่า รตั นจงกรมเจดยี ์
สัปดาหท์ ่ี ๔ พระองค์ทรงน่ังขัดสมาธิในเรอื นแก้วซง่ึ เทวดาเนรมิตถวาย ทรงพิจารณา
พระอภธิ รรมตลอด ๗ วนั สถานท่ีนน้ั ไดช้ ่อื ว่ารัตนฆรเจดีย์
สปั ดาหท์ ่ี ๕ ทรงประทับใต้ร่มไม้ อชปาลนโิ ครธ (ต้นไทร)
- พบพราหมณ์ทช่ี อบตวาดวา่ หึ หึ
- ทรงขับธดิ ามารทงั้ ๓ คือ นางตณั หา นางราคา นางอรดี
สปั ดาห์ที่ ๖ ทรงประทับใต้ร่มไม้มุจลนิ ท์ (ไมจ้ ิก) มีฝนตกพราเจือลมหนาวตลอด ๗ วัน มี
พญานาคชื่อว่ามจุ ลนิ ท์ ขนดหางเปน็ ๗ รอบ แผ่พังพานปรกพระองค์ เพื่อไมใ่ ห้
ลมและฝนถูกตอ้ งพระองค์
สปั ดาห์ที่ ๗ ทรงประทบั ใต้ต้นราชายตนะ (ไม้เกด)
- พอ่ คา้ สองพน่ี ้องคอื ตปุสสะและภัลลิกะ ถวายข้าวสตั ตุผงสตั ตกุ อ้ น
- ถงึ พระพุทธและพระธรรมเปน็ สรณะ เรียกว่า เทววฺ าจกิ อุบาสก
- พระองค์ทรงมอบพระเกตุธาตุ ๘ เส้นแก่อุบาสกทั้งอง
• ท้าวสหมั บดพี รหมอาราธนาให้แสดงธรรม
คมู่ ือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 19
• พระพุทธองค์ทรงพจิ ารณาดอกบวั ๔ เหลา่ เปรียบปัญญาคน คือ
๑. อคุ ฆฏิตัญญู มีปัญญาเฉียบแหลม (บัวพน้ นา้ ) ๒. วปิ จิตัญญู มปี ัญญาปานกลาง (บวั เสมอผิว
นา้ )
๓. เนยยะ มปี ัญญาพอแนะนาได้ (บวั ในนา้ ) ๔. ปทปรมะ ด้อยปญั ญา (บัวอในโคลนตม)
• พระพุทธองค์ทรงคดิ ถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบสเป็นคนแรกที่จะแสดงธรรมให้ฟัง
• พระองคไ์ ด้พบอุปกาชีวกระหว่างทางไปกรงุ พาราณสี
• ปฐมเทศนา ชอ่ื วา่ ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสูตร
• แสดงแก่ปญั จวคั คีย์ เม่ือวันขึน้ ๑๕ ค่า เดอื น ๘ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสีแคว้นกาสี
• เนือ้ ความธรรมโดยยอ่ คือ สงิ่ ท่ีบรรพชิตไม่ควรเสพทีส่ ดุ ๒ อยา่ ง
๑. กามสขุ ลั ลิกานุโยค การพันพันตนในกาม
๒. อัตตกลิ มถานุโยค การทรมานตนให้ลาบาก
๓. ส่งิ ทีบ่ รรพชิตควรเสพคอื มัชฌมิ าปฏิปทา คือ ข้อปฏบิ ัตอิ ันเป็นทางสายกลาง
อนั ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
• โกณฑัญญะไดด้ วงตาเหน็ ธรรม คือ โสดาปัตตผิ ล
• เอหภิ กิ ขุอุปสมั ปทา คือ พระพทุ ธเจา้ ทรงบวชใหโ้ กณฑัญญะเปน็ รปู แรก
• พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเปน็ พระสงฆอ์ งค์แรกในพุทธศาสนา
• วนั นี้เป็นวันท่ีมพี ระรัตนตรัยครบ คือ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เรียกว่า “วนั อาสาฬหบชู า”
ตรงกบั วันข้ึน ๑๕ คา่ เดือน ๘
• ทรงแสดงธรรมชือ่ ว่าอนัตตลักขณสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ในวนั แรม ๕ คา่ เดอื น ๙ และทง้ั หมด
ไดบ้ รรลุพระอรหันต์
• มพี ระอรหนั ต์เกิดข้นึ ในโลก ๖ องค์ คือ พระพทุ ธเจา้ ๑ พระปญั จวคั คยี ์ ๕
• ใจความยอ่ ของอนัตตลักขณสตู ร คือ ขนั ธ์ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ
เปน็ ของไม่เท่ยี ง เปน็ ทุกข์ เป็นอนัตตา ไมค่ วรยดึ มนั่ ถือมั่น
บทที่ ๗
สง่ สาวกไปประกาศศาสนา
• ยสกลุ บุตร เปน็ บตุ รของมหาเศรษฐี มารดาชือ่ วา่ สุชาดา ในกรุงพาราณสี แควน้ กาสี
• เบอื่ หน่ายในชีวติ เปลง่ อุทานว่า “ท่นี ว่ี ่นุ วายหนอ ที่นข่ี ดั ข้องหนอ”
• พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนาชือ่ “อนุปุพพิกถา” แก่ ยสะเปน็ คนแรก
• “อนปุ ุพพิกถา” คือ วาจาปรารภธรรมที่พงึ พรรณนาโดยลาดบั มี ๕ ประการ
๑. ทาน การให้ปันส่งิ ของๆ ตนแกผ่ อู้ ื่น ๒. ศลี การรักษากาย วาจาให้เรียบรอ้ ย
๓. สัคคะ สวรรค์อนั บคุ คลพึงได้ดว้ ยทานและศลี ๔. กามาทีนวะ โทษของกาม ซึง่ มีแต่
๕. เนกขัมมะอานิสงส์แห่งการออกบวช ความทกุ ข์ ความวุ่นวายไมส่ งบ
• ทรงแสดงสามกุ กังสิกเทศนา คือ อริยสจั ๔ ปิดท้าย * ยสะไดด้ วงตาเห็นธรรม คือ บรรลุโสดาปัตติ
ผล *
คู่มือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชน้ั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หน้า 20
• พอ่ ของยสะฟงั อนุปพุ พกิ ถาและอริยสจั ๔ บรรลุพระโสดาบนั แสดงตนเป็นอบุ าสกขอถึงพระ
รตั นตรัย
ตลอดชีวิตนบั ว่าเปน็ อบุ าสกคนแรกที่ถงึ พระรตั นตรัย เรียกวา่ เตวาจกิ อบุ าสก
• ยสกุลบุตรสาเร็จพระอรหัตผลด้วยการฟังธรรมซ้าเปน็ คร้ังท่สี อง และทลู ขอบรรพชาอุปสมบท
• พระพุทธองคท์ รงอนญุ าตใหเ้ ป็นพระภกิ ษดุ ว้ ยพระดารัสว่า
“เธอจงเปน็ ภิกษมุ าเถดิ ธรรมอนั เรากลา่ วดีแลว้ เธอจงประพฤตพิ รหมจรรย์ เพอ่ื ทาท่สี ดุ แหง่ ทุกข์
เถิด”
• มารดาและภรรยาเกา่ ของพระยสะเป็นพระโสดาบันด้วยการฟงั อนุปุพพิกถาและอรยิ สัจ๔และ
แสดงตน
เป็นอุบาสิกาขอถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต เรียกว่า เตวาจิกอบุ าสกา
• เพื่อนสนทิ พระยสะบวชตาม ๔ คน คอื วมิ ละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ และสหายพระยสะอีก ๕๐
คน
• ส่งสาวกออกประกาศพระศาสนา พระพุทธองค์ส่งภิกษุทงั้ ๖๐ องค์ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายงั
ตา่ งถนิ่ ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอรยิ สจั แก่ภัททวัคคยี ์ ๓๐ คน และสง่ ไปประกาศทเ่ี มอื งปาวา
• โปรดชฏิล ๓ พน่ี ้อง ทีต่ าบลอรุ เุ วลา แขวงเมืองราชคฤห์ ซึ่งอาศยั ริมฝงั่ แมน่ ้าเนรัญชรา ตามลาดับ
คือ
พีช่ ายใหญ่ช่ืออุรเุ วลกสั สปะมีบรวิ าร ๕๐๐ ตัง้ อาศรมอยู่ตาบลอุรเุ วลา นอ้ งชายกลาง ชื่อนทกี สั ส
ปะ
มบี รวิ าร ๓๐๐ ตัง้ อาศรมอยูต่ าบลนที น้องชายเล็กชอ่ื คยากัสสปะ มีบรวิ าร ๒๐๐ ต้ังอาศรมอยู่
ตาบลคยา
• แสดงอาทติ ตปริยายสูตรที่ตาบลคยาสสี ะ
• ใจความโดยย่อ อายตนะภายนอก กระทบกับอายตนะภายในแลว้ เกิดเป็นของร้อนดว้ ยราคะ โทสะ
โมหะ ไม่ควรยดึ ติดกับส่งิ น้ันๆ”
• โปรดพระเจา้ พมิ พิสารที่สวนลฏั ฐิวัน หรือสวนตาลหนมุ่ มีขา้ ราชบรพิ าร ๑๒ นหตุ ( ๑๒ หมนื่ )
แวดลอ้ ม
• ทง้ั หมดฟงั ธรรมจากพระศาสดาด้วยอนุปุพพิกถาและอริยสจั ๑๑ นหุต ต้งั อยู่ในโสดาบนั ๑ นหุต
ตั้งอยู่
ในไตรสรณคมน์
• ความปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสาร ๕ ประการและสาเรจ็ ดงั ประสงค์
๑. ขอให้ข้าพเจ้าไดเ้ ปน็ พระเจา้ แผ่นดนิ แหง่ แคว้นมคธน้ี
๒. ขอให้พระอรหันตผ์ ู้ตรสั รู้เองโดยชอบ เสดจ็ มายงั แว่นแควน้ มคธนี้
๓. ขอใหข้ ้าพเจ้า ไดเ้ ข้าไปน่ังใกล้พระอรหนั ต์พระองคน์ ัน้
๔. ขอให้พระอรหันต์ แสดงธรรมแกข่ ้าพเจ้า
๕. ขอให้ขา้ พเจ้า รทู้ ่วั ถึงธรรมของพระอรหนั ต์นน้ั
• พระเจ้าพมิ พิสารถวายเวฬุวนาราม ด้วยการหล่งั นา้ ทกั ษิโณทกใหต้ กลงบนพระหัตถ์ของพระ
ศาสดา
ค่มู อื เตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชัน้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 21
• พระเวฬวุ นารามเปน็ วดั แรกในพระพุทธศาสนา
บทท่ี ๘
เสด็จกรงุ ราชคฤห์
• อุปติสสะเป็นบุตรแห่งตระกูลหวั หน้าหมู่บา้ น บดิ าชื่อ วันคันตพราหมณ์ มารดาช่ือว่า สารีพราหมนี
จงึ ไดน้ ามวา่ สารีบุตร
• โกลิตเปน็ บุตรแห่งตระกูลหวั หนา้ หมบู่ ้านโกลติ คาม มารดาช่ือว่าโมคคัลลี จงึ ได้นามว่า โมคคัลลา
นะ
ท้งั สองท่าน ศึกษาในสานักสญั ชัยปรพิ าชก
• ฟงั ธรรมจากพระอัสสชิได้ดวงตาเหน็ ธรรมดว้ ยหวั ข้อธรรม (สรุปอรยิ สจั ๔)
“ธรรมเหลา่ ใดเกดิ แต่เหตุ พระตถาคตเจา้ ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนัน้
และความดับเหตุแห่งธรรมเหล่านนั้ พระมหาสมณะตรสั สอนอย่างน้ี”
• ติสสะและโกลติ ะพร้อมดว้ ยสหาย ๒๕๐ คน เขา้ เฝ้าพระผู้มพี ระภาคเจ้า
• พระพุทธองค์ตรัสอุบายแก่ง่วงแกโ่ มคคลั ลานะ ๙ ข้อพร้อมกับข้อเตือนใจ ๓ ขอ้
ซ่งึ ปฏบิ ัตธิ รรมใกล้บา้ น กัลลวาลมตุ ตคาม
• พระโมคคลั ละสาเรจ็ พระอรหันต์ในวนั ที่ ๗ หลงั จากการบวชด้วยอุบายแก้ง่วง
และ“ตณั หักขยธรรม”
• อุบายแก้ง่วง ๘ ขอ้
๑. เม่อื มสี ญั ญาอยา่ งไร ให้ใส่ใจถงึ สัญญาอย่างนั้นให้มากๆ
๒. ใหพ้ ิจารณาธรรมที่ได้ฟงั มาแลว้
๓. ใหท้ ่องบ่นธรรมนนั้ ซงึ่ ไดเ้ รียนไดฟ้ ังมาแลว้
๔. ให้ยอน(แยง) หทู ั้ง ๒ ขา้ งและเอามือลูบตัว
๕. ใหย้ นื ขึ้นเอานา้ ลบู ตัวเหลียวมองดูทิศตา่ งๆ และแหงนหนา้ มองดูท้องฟา้
๖. ใหใ้ สใ่ จถงึ แสงสวา่ งกลางวัน
๗. ให้เดินจงกรม สารวมอนิ ทรยี ์ ทาจติ ใหเ้ ป็นสมาธิ ไมฟ่ งุ้ ซ่าน
๘. ใหส้ าเรจ็ สหี ไสยาสน์ คอื นอนตะแคงข้างขวาซ้อนเท้า มีสติต้งั ใจวา่ จะลุกข้ึน และเมื่อ
ตน่ื
แลว้ จงลกุ ข้ึนทันที
• พระสารีบตุ รบรรลุธรรมดว้ ยการฟงั ธรรมชื่อวา่ เวทนาปรคิ คหสตู ร หลังบวช ๑๕ วัน
• ตรัสแกท่ ฆี นขะ เปน็ หลานของพระสารบี ุตรท่ีถา่ สุกรขาตา ท่ีเขาคิชกฏู ใกลก้ รงุ ราชคฤห์
• พระพุทธเจา้ ทรงแตง่ ตั้งพระสารบี ตุ รและพระโมคคัลลานะในตาแหน่งคู่พระอัครสาวก
• สารบี ุตร ได้รับการยกยอ่ งเป็นเอตทัคคะว่ามปี ญั ญาเลิศเปน็ พระอคั รสาวกเบ้ืองขวา
• พระโมคคลั ลานะ ไดร้ ับการยกยอ่ งเปน็ เอตทัคคะวา่ มฤี ทธ์ลิ า้ เลิศ เปน็ อคั รสาวกเบื้องซา้ ย
• พระศาสดาเปรยี บพระสารีบุตรเหมือนมารดาผูใ้ ห้กาเนิดบุตร
เปรียบพระโมคคัลลานะเหมอื นนางนมผูเ้ ลยี งบุตรท่เี กิดแล้ว
คู่มอื เตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชัน้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หน้า 22
บทที่ ๙
บาเพ็ญพทุ ธกิจในมคธ และ เสดจ็ สักกะ
• พระมหากัสสปะมชี อ่ื เดิมวา่ ปิปผลิมาณพ เป็นบตุ รกบลิ พราหมณ์กัสสปโคตร ในบ้านมหาติฏฐะ
จงั หวัดมคธรัฐ แต่งงานกบั นางภทั ทกาปลิ านี บตุ รีพราหมณ์โกสิยโครต แห่งสาคลนคร จงั หวดั มคธ
รฐั
• ปิปผลมิ าณพได้เดินทางไปพบพระพุทธเจ้าท่ใี ต้ต้นไทร มีชื่อวา่ พหุปตุ ตกนโิ ครธ
ก่ึงทางระหวา่ งกรุงราชคฤห์กับเมอื งนาลันทา
• พระพุทธเจ้าทรงบวชใหพ้ ระกัสสปะด้วยการประทานโอวาท ๓ ข้อ
๑. กสั สปะ ทา่ นพึงศึกษาวา่ เราจกั เข้าไปตัง้ ความละอายและความยาเกรงไว้ในภิกษทุ ั้งที่เปน็
ผ้เู ฒา่ -ผใู้ หม่-ปานกลาง
๒. ธรรมอนั ใดทปี่ ระกอบดว้ ยกศุ ล เราจะตง้ั ใจฟงั และพจิ ารณาเนือ้ ความแห่งธรรมนั้น
๓. เราจกั ไม่ละสติออกจากกาย คือพจิ ารณากายเป็นอารมณ์
• เม่ือพระกสั สปะบวชแลว้ ภกิ ษสุ หธรรมกิ นยิ มเรยี กท่านว่า “พระมหากสั สปะ”
• การอปุ สมบทดว้ ยการรบั โอวาท ๓ ขอ้ เรียกว่า โอวาทปฏิคคหณปู สมั ปทา
• พระมหากสั สปะได้ฟงั พระพทุ ธโอวาท ๓ ข้อแลว้ บาเพญ็ เพียรบรรลธุ รรมในวันที่ ๘
แหง่ การอปุ สมบท
• พระมหากสั สปะถือธดุ งคค์ ุณ ๓ อยา่ งคือ
๑. ถอื การน่งุ ห่มผา้ บังสกุ ลุ เปน็ วัตร ๒. ถอื การเท่ียวบณิ ฑบาตรเป็นวตั ร ๓. ถือการอยู่ปา่ เป็น
วัตร
• ไดร้ ับยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นผ้เู ลศิ กวา่ ภิกษทุ ้งั หลายผู้ทรงธดุ งค์
• จาตุรงคสนั นบิ าต แปลวา่ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คอื
๑. พระอรหนั ต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ๑,๒๕๐ องค์ มาประชมุ กนั
๒. พระสาวกเหล่าน้ัน ลว้ นเป็นเอหภิ กิ ขุ ผู้ได้อภญิ ญา ๖
๓. พระสาวกเหล่าน้นั ต่างมากันเองโดยมิไดน้ ดั หมายกนั มากอ่ น
๔. เปน็ วนั เพ็ญพระจันทรเ์ ต็มดวง เสวยมาฆฤกษ์ พระบรมศาสดาทรงแสดงโอวาทปาฏิ
โมกข์
ในท่ามกลางสาวกเหล่าน้ัน
• ศาสดาทรงอนญุ าตเสนาสนะ (ทน่ี อนและทน่ี ง่ั ) ๕ ชนดิ คอื
๑. วิหาร คือกฏุ มิ หี ลังคา ๒. อฑั ฒโยค คือกระท่อม
๓. ปราสาท คอื เรอื นชน้ั (กฏุ ิหลายๆ ช้นั ) ๔. หัมมิยะ ได้แก่ เรือนหรือกุฏิหลงั คาตัด
๕. คหู า ไดแ้ ก่ ถ้า
• ราชคหกเศรษฐี เป็นผถู้ วายเสนาสนะ ๖๐ หลงั เปน็ คนแรก
• ทรงแสดงวิธที าปพุ พเปตพลี
• พระเจา้ พมิ พิสารทรงกระปพุ พเปตพลีทาเปน็ ครงั้ แรก
• ทกั ษณิ าอทุ ศิ คนตายท่ัวไป เรยี กว่า ทักษณิ านุปทาน
• มตกทาน แปลว่า การอุทิศให้ผู้ตาย
คมู่ ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หน้า 23
• ทักษณิ าอทุ ศิ เฉพาะบุรพบิดาเรียกว่าปุพพเปตพลี
• การอปุ สมบทแบบญัตติจตุตถกรรมอุปสมั ปทา พระราธะบวชเปน็ องค์แรก
มีพระสารบี ุตรเป็นอุปชั ฌาย์ทเ่ี วฬวุ ันมหาวหิ าร กรงุ ราชคฤห์
• พระราธได้รับยกย่องจากพระศาสดาวา่ เป็นผ้เู ลิศกว่าภิกษทุ ง้ั หลายในทางปฏิภาณ”
• การบวช หรือ อุปสมบทกรรม มี ๓ วิธี คอื ๑. เอหภิ กิ ขอุ ุปสมั ปทา ๒. ตสิ รณคมนปู สมั ปทา
๓. ญัตตจิ ตุตถกรรม
• พระพุทธองค์ ทรงแสดงทิศ ๖ แก่สิงคาละมาณพ
ท่ี ๑๐ - ๑๑
เสดจ็ โปรดพทุ ธบดิ า
• พระเจา้ สทุ โธทนะสง่ อามาตย์ไปทตู เชิญพระพทุ ธองค์ ๑๐ คณะด้วยกัน
• กาฬุทายีอามาตย์ เป็นคณะสดุ ทา้ ยและทูตเชิญพระพทุ ธองคหลังจากตนบรรลธุ รรม
และบวชแลว้ ๘ วัน
• ระยะทางจากราชคฤหส์ กู่ รงุ กบลิ พัสด์ุ ๖๐ โยชน์ (๙๖๐ กิโลเมตร)
• เดนิ ทางวนั ละโยชน์ (๑๖ กิโลเมตร) เปน็ เวลา ๖๐ วนั พอดี
• ชาวกบลิ พัสดุ์สร้างนโิ ครธาราม ถวาย
• ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง มหาเวสสันดรชาดกแก่ประยรู ญาติ
• พระเจา้ สทุ โธทนะทรงบรรลโุ สดาบนั ดว้ ยคาถาเครอื่ งเตือนใจสมณะว่า
“ไมค่ วรประมาทในกอ้ นข้าวอันจะพึงลุกขึน้ ยืนรับ ควรประพฤติธรรมให้สุจรติ ผู้ประพฤตธิ รรมย่อม
อยู่
เปน็ สุขทง้ั ในโลกน้ีทง้ั ในโลกอนื่ ”
• ทรงแสดงธรรมโปรดพระนางมหาปชาบดี และเจา้ สุทโธทนะ เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระนาง
ต้งั อยู่ใน
โสดาบันสว่ นพระพุทธบิดา ไดบ้ รรลสุ กทาคสมิผลในวันทีส่ อง
• ในวันที่สามพระพุทธองคท์ รงแสดงธรรมมหาธรรมปาลชาดก โปรดพระบิดา
ให้ดารงอยใู่ นพระอนาคามิผล
• พระนางพิมพาเทวีบรรลโุ สดาบนั ด้วยธรรมเทศนาช่อื ว่าจันทกินนรีชาดก
• พระสารบี ุตรทรงบรรพชาราหลุ สามเณรทน่ี โิ ครธาราม
• พระราหลุ เป็นสามเณรองคแ์ รกในพระพทุ ธศาสนา ดว้ ยไตรสรณคมน์
• พระเจา้ สุทโธทนะทลู ขอประทานพระพทุ ธานญุ าตวา่ “แตน่ ี้ตอ่ ไป ผใู้ ดประสงคจ์ ะบรรพชา
หากมารดาบดิ ายังไมย่ อมพร้อมใจอนญุ าตให้บวชแล้วก็ของดไว้ อยา่ ได้รบี ให้บรรพชาอปุ สมบทแก่
กุลบุตรเป็นอนั ขาด”
• บรรลพุ ระอรหันตด์ ้วยพระธรรมเทศนาชื่อว่า ราหโุ ลวาทสตู ร” หลงั จากอุปสมบทแล้ว
• ทา่ นไดร้ ับยกย่องวา่ เปน็ ผเู้ ลิศกว่าภิกษุทั้ง ในทางใคร่ต่อการศึกษา”
คู่มือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชั้นตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หนา้ 24
บทท่ี
๑๑-๑๒
• อนาถบิณฑิกเศรษฐี มชี ่อื เดมิ ว่า สุทตั ตะ เป็นชาวเมืองสาวัตถี
• อนาถบิณฑิกเศรษฐีถวายวัดเชตวนั
• อนาถบณิ ฑิกเศรษฐีซอื้ ที่ดินจากเจ้าเชตราชกมุ าร สรา้ งวัด
• พระพุทธองค์ทรงจาพรรษาท่ี ๔๕ ณเวฬวุ คาม เมืองเวสาลี แคว้นวชั ชี
• คาว่า “ปลงอายุสงั ขาร” หมายถึงการตั้งใจทจี่ ะตาย ณ ปาวาลเจดีย์
• วันท่พี ระพุทธองค์ทรงปลงอายสุ ังขารตรงกบั วนั เพ็ญ เดือน ๓
• ผ้ทู ีท่ ลู เชิญพระพุทธองค์ให้เสดจ็ เขา้ สูป่ รนิ ิพพานคือ พญามารวสวัตตี
• คาวา่ “นิมติ โอภาส” หมายถงึ ตรสั ความทางอ้อมแก่พระอานนท์
• พระพทุ ธเจ้าทรงทานมิ ิตโอภาส ๑๖ คร้งั ที่กรุงราชคฤห์ ๑๐ ครงั้ ท่ีเมอื งไพสาลี ๖ ครง้ั
• ตามพทุ ธประวตั ิ เหตใุ ห้เกิดแผ่นดินไหว มี ๘ อย่าง
๑. ลมกาเรบิ
๒. ทา่ นผู้มฤี ทธบ์ิ นั ดาล
๓. พระโพธิสตั ว์จุตจิ ากดสุ ติ สู่พระครรภ์
๔. พระโพธิสัตวป์ ระสุตจิ ากครรภม์ ารดา
๕. พระตถาคตเจา้ ตรสั รอู้ นตุ รสัมมาสมั โพธิญาณ
๖. พระตถาคตเจ้าแสดงธรรมจักรกปั ปวัตนสตู ร
๗. พระตถาคตเจ้าปลงอายุสังขาร
๘. พระตถาคตเจา้ เสด็จปรินพิ พานด้วยอนุปาทเิ สสนิพพาน
• ทรงรับผ้าสิงควิ รรณ ๑ คู่ จากปกุ กุสะ ราชบตุ รแหง่ มัลลกษัตริย์
• พระฉวีวรรณผ่องใสใน ๒ เวลา
๑. ในเวลาจะตรัสรูอ้ นตุ ตรสมั มาสมั โพธิญา ๒. ในราตรีท่ีจะปรินิพพานด้วยอนปุ าทิเสสนิ
พพาน
• บิณฑบาตทาน ๒ คราว มีผลเสมอกัน (อานสิ งส์มาก)
๑. บณิ ฑบาตท่ีนางสุชาดาถวายในวันตรัสรู้ ๒. บณิ ฑบาตรทน่ี ายจนุ ทะถวายในวนั
ปรินิพพาน
• “อนฏุ ฐานไสยา” คือการนอนทไี่ ม่ลกุ ขน้ึ อีกเลย
• การบูชามี ๒ อยา่ ง
๑. อามสิ บูชา คือ การบูชาวัตถสุ ง่ิ ของ ๒. ปฏิบัติบูชา คอื การบชู าด้วยการปฏบิ ัติตาม
ทรงสรรเสริญปฏบิ ัติบูชา
• ถปู ารหบคุ คล คือ บคุ คลท่ีควรบรรจุใว้ในสถปู เพ่ือบูชา มี ๔ จาพวกคือ
๑. พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า ๒. พระปจั เจกพระพุทธะเจ้า
๓. พระอรหันตสาวก ๔. พระเจ้าจักรพรรดิ
• สงั เวชนยี สถาน คือสถานที่ควรระลกึ ถึง มี ๔ อยา่ ง คือ
คมู่ ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ช้ันตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หนา้ 25
๑. สถานที่ประสูติ (ลมุ พินวี ัน)
๒. สถานที่ตรสั รู้ (ตน้ พระศรีมหาโพธ)ิ์
๓. สถานทีแ่ สดงธรรมจักกปั ปวตั นสตู ร (ปา่ อิสิปตนมฤคทายวนั )
๔. สถานทป่ี รนิ ิพพาน คือ สาลวโนทยาน
• สาวกองค์สุดทา้ ย มีชื่อว่า สภุ ัททปรพิ าชก
• กอ่ นเสดจ็ ปรนิ พิ พานพระพทุ ธเจ้าตัง้ พระธรรมวนิ ยั เปน็ ศาสดาแทน
• ปัจฉิมโอวาท พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงเกยี่ วกบั “ความไม่ประมาท”
• ในเวลาจวนจะปรินิพพานของพระศาสดา มีพระอานนท์และพระอนุรุทธะ อยใู่ นที่น้ัน
• พระบรมศาสดาปรนิ ิพพานที่ สาลวโนทยาน ใตต้ ้นสาละคู่ เมืองกสุ ินารา วนั อังคาร ข้ึน ๑๕ ค่า
เดือน ๖ ปมี ะเสง็
• ถวายพระเพลิงพระพุทธสรรี ะทีม่ กฏุ พนั ธนเจดยี ์ ทางทิศตะวนั ออกแห่งกรุงกสุ ินารา
บทท่ี
๑๓ - ๑๖
• พระอานนท์ส่งขา่ วสารการเสด็จดบั ขันธปรินพิ พานแก่เจา้ มัลลกษตั รยิ ์
• สถานท่ถี วายพระเพลิงพระพุทธสรรี ะ เรยี กว่า มกุฏพนั ธนเจดีย์
• พระสภุ ทั ทะกล่าวจาบจว้ งพระธรรมวินัย หลงั จากทราบขา่ วการปรนิ พิ พาน
• วันถวายพระเพลิง เรยี กอีกอยา่ งหน่ึงวา่ วันอัฏฐมีบชู า
• พระพุทธเจา้ ปรนิ ิพพานได้ ๘ วนั ถึงถวายพระเพลงิ
• การจัดพุทธสรรี ะ จดั ตามแบบพระเจ้าจักรพรรดิ
• สิง่ ที่พระพุทธองค์อธษิ ฐานมิใหเ้ พลงิ ไหม้ มี ๔ ประการ
๑. ผ้าห่อพระบรมศพช้ันใน ๑ ผืน ชั้นนอก ๑ ผนื
๒. พระเขยี้ วแกว้
๓. พระรากขวัญท้งั ๒ (ไหปลาร้า)
๔. พระอณุ หิส (กรอบหน้า)
• โทณพราหมณ์ เปน็ ผแู้ บ่งพระบรมสารรี ิกธาตุ
• พระบรมสารรี กิ ธาตไุ ด้รับการแบง่ แก่ ๘ สว่ น ๆ ละ ๒ ทะนาน ให้แก่ ๘ เมอื ง คือ
๑. เมืองราชคฤห์ ๒. เมอื งไพสาลี ๓. เมืองกบลิ พัสดุ์ ๔. เมอื งอัลลกัปปะ
๕. เมืองรามคาม ๖. เมอื งเวฏฐทปี กะ ๗. เมอื งปาวา ๘. เมอื งกสุ นิ ารา
• กษัตริย์เมืองรามคามได้พระอังคารธาตุ
• พระเขยี้ วแกว้ บนขวาประดิษฐานท่จี ฬุ ามณีเจดยี ์
• พระเขย้ี วแก้วบนซ้ายประดิษฐานท่แี ควน้ คันธาระ
• ประเภทแหง่ สัมมาสัมพทุ ธเจดีย์ มี ๔ ประเภท
๑. ธาตุเจดีย์ หมายถงึ พระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพุทธเจ้า
๒. บริโภคเจดยี ์ หมายถึง ส่ิงของหรือสถานที่ท่ีพระพุทธเจ้าทรงใชส้ อยเช่นบาตร จวี ร กุฏิ
วิหาร
ค่มู อื เตรียมสอบธรรมศกึ ษา ช้นั ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย อังกฤษ หนา้ 26
๓. ธรรมเจดยี ์ หมายถึง สิ่งทีใ่ ชจ้ ารึกคาสอนของพระพุทธเจา้ เชน่ คัมภรี ์ พระไตรปิฏก เปน็
ตน้
๔. อทุ เทสิกเจดีย์ หมายถึง สง่ิ ทสี่ รา้ งข้นึ เป็นรูปเหมือนของพระพุทธเจา้ โดยตรง เชน่
พระพทุ ธรปู เป็นตน้
• สงั คายนา หมายถึง การรอ้ ยกรองพระธรรมวินัย หรือการประชมุ ตรวจสอบ ชาระสอบทานและ
จดั
หมวดหม่คู าสอนของพระพุทธเจ้าวางลงเป็นแบบแผนอนั หน่ึงอนั เดียวกัน
สงั คายนาคร้ังที่ ๑
- เหตุปรารภ ปรารภพระสภุ ทั ทะกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย
- ทาเมื่อ พระศาสดาปรินิพพานลว่ งแล้วได้ ๓ เดอื น
- สถานท่ีทา ทาที่ถ้าสตั ตบรรณ ใกลภ้ ูเขาเวภาระ กรงุ ราชคฤห์
- เวลาทา ทาอยู่ถึง ๗ เดอื น จงึ สาเรจ็
- การกสงฆ์ พระอรหนั ต์ขีณาสพ ๕๐๐ องค์
- ผู้ปจุ ฉา พระมหากัสสปเถราจารย์
- ผู้วิสชั นาพระวินยั พระอุบาลีเถราจารย์
- ผ้วู สิ ชั นาพระธรรม พระอานนท์เถราจารย์
- ผู้อุปถมั ภ์ พระเจา้ อชาตศตั รู แห่งกรงุ ราชคฤห์
วชิ า ศาสนพธิ ี
พิธี คือ แบบอย่าง, แบบแผนท่พี ึงปฏบิ ตั ิ
ศาสนา คือคาสง่ั สอน ในทน่ี ี้หมายถึงพระพทุ ธศาสนา
ศาสนพธิ ี เกิดขนึ้ หลงั ประกาศศาสนาแลว้ มที มี่ าจากหลกั การสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา คอื
โอวาทปาฏิโมกข์ อนั ได้แก่ การไม่ทาบาปทั้งปวง การกระทาความดี การทาจติ ให้ผอ่ งใส
บุญกริ ยิ าวัตถุ คือ หลกั การทาบุญ ๓ ประการ คือ ทาน, ศีล, ภาวนา
ศาสนพธิ ี มี ๔ หมวด คือ
๑. กุศลพิธี ไดแ้ ก่ พธิ บี าเพญ็ กุศล
๒. บุญพิธี ไดแ้ ก่ พิธที าบญุ
๓. ทานพธิ ี ได้แก่ พิธถี วายทาน
๔. ปกณิ กพิธี ไดแ้ ก่ พิธเี บด็ เตล็ด
คมู่ ือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชัน้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย องั กฤษ หนา้ 27
หมวดท่ี ๑
กุศลพธิ ี
กุศล แปลว่า ฉลาด, สิง่ ท่ตี ัดความช่วั หมายถงึ สง่ิ ท่ดี ีงาม ถูกต้อง
กศุ ลพิธี หมายถึง พธิ กี รรมทฉ่ี ลาด และดงี าม มี ๓ เร่ือง คอื
๑. พิธีแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พุทธมามกะ คือ ผู้ท่ีรับเอาพระพุทธเจ้าเป็นทีพ่ ึ่งของตนเอง
๒. พธิ เี วียนเทียนในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา
พธิ ีเวียนเทยี นในวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนา เวียนเทยี น หมายถึง การเดนิ เวียนขวาเพ่ือ
แสดงความเคารพต่อปูชณียวัตถุ, ปูชณียสถาน วันสาคัญ มี ๔ วนั ดงั นี้
วนั มาฆบูชา วนั ข้ึน ๑๕ ค่าเดือน๓ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกข์ วันจาตุรงคสนั ติ
บาต
วันวสิ าขบูชา วนั ข้นึ ๑๕ คา่ เดอื น๖ วนั ประสตู ิ ตรสั รู้ ปรนิ ิพพาน ของพระพทุ ธองค์
เป็นวันสาคัญสากลของโลก
วนั อฎั ฐมบี ูชา วนั แรม ๘ คา่ เดือน ๖ วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรรี ะ ไมเ่ ปน็ วดั หยุด
ราชการ
วนั อาสาฬหบูชา วนั ขนึ้ ๑๕ คา่ เดอื น ๘ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา พระรัตนตรัย
พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เกดิ ครบองค์ ๓
๓. พิธีรกั ษาอุโบสถศีล
อุโบสถ แปลว่า การเขา้ จา หมายถึง การเข้าไปอยู่รักษาศลี ๘ อย่างเครง่ ครดั มี ๓ อย่างคอื
ปกติอโุ บสถ การรกั ษาเพยี งหน่ึงวัน หนึง่ คืน
ปฏชิ าครอโุ บสถ การรักษาคร้ังละ ๓ วัน คอื วนั รบั วันรักษา วันส่ง
ปาฏหิ าริกปักขอโุ บสถ การอยู่จาเป็นเวลา ๓ เดือน ปจั จบุ นั ไม่ค่อยมีแล้ว
วาจาอธิษฐานอุโบสถ อิมงั อัฏฐังคสมนั นาคะตงั พทุ ธะปัญญตั ตัง อโุ ปสะถัง....ฯ
หมวดท่ี ๒
บญุ พิธี
บุญพธิ ี หมายถงึ พธิ ีกรรมเกี่ยวกับการทาบญุ ในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท คือ
งานมงคล ปรารภเหตมุ งคล เช่น ขนึ้ บา้ นใหม่ มงคลสมรส ทาบญุ วันเกดิ -อายุ นยิ มนมิ นต์
พระ ๕, ๗, ๙ รูป ใช้คานิมนต์ว่า อาราธนาเจริญพระพุทธมนต์ เตรียมขนั น้ามนต+์ สายสิญจน์
งานอวมงคล ปรารภเหตอุ วมงคล เชน่ ทาบญุ หน้าศพ บญุ อฐั ิ นยิ มนมิ นต์พระ ๖, ๘, ๑๐ รปู
ใช้วา่ อาราธนาสวดพระพุทธมนต์ เตรยี ม ภูษาโยง ไม่ทาน้ามนต์
หมวดที่ ๓
ทานพิธี
ทานพิธี คอื พิธีถวายทานตา่ ง ๆ , ทายก ทายกิ า คือผถู้ วายทาน, ปฏิคาหก คอื ผู้รับทาน
ทานวัตถุ คอื วัตถุท่คี วรให้เป็นทาน มี ๑๐ อย่าง เชน่ ภัตตาหาร นา้ ดมื่ เครือ่ งนงุ่ ห่ม ดอกไม้ เป็น
ต้น
คมู่ ือเตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ช้ันตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย องั กฤษ หน้า 28
ทาน มี ๒ ประเภท คือ
ปาฏปิ คุ ลิกทาน การถวายเจาะจงรปู ใดรปู หนึง่
สงั ฆทาน การถวายแกส่ งฆใ์ ห้เป็นของกลาง ไมเ่ จาะจง
ทานแบ่งตามกาลเวลาทีถ่ วาย มี ๒ คอื
กาลทาน คือ ถวายตามกาล เชน่ กฐิน ผา้ จานาพรรษา
อกาลทาน คอื ถวายไดท้ ุกฤดูกาล เชน่ ผ้าปา่ เสนาสนะ เป็นต้น
คาถวายสังฆทานท่วั ไป = อิมานิ มะยัง ภนั เต ภตั ตานิ สะปรวิ าราน.ิ ...ฯ
หมวดท่ี ๔
ปกณิ กะ
ปกิณกะ คือ หมวดเบด็ เตล็ด ได้แก่ พิธีกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มี ๕ เรอ่ื ง
๑. วิธแี สดงความเคารพพระ มี ๓ ลกั ษณะคอื
๑) อญั ชลี การประนมมือ ๒) วันทา หรอื นมสั การ คือ การไหว้ ๓) อภิวาท การ
กราบ
นิยมกราบด้วยองค์ ๕ ท่เี รียกวา่ เบญจางคประดิษฐ์ คอื หนา้ ผาก ๑ ฝ่ามอื ๒ เขา่ ๒ กราบ
ให้
องค์ ๕ จรดพน้ื
๒. วธิ ปี ระเคนของพระการประเคน คือ การถวายของโดยสง่ ใหถ้ งึ มือพระ มีองค์ ๕ ได้แก่
- ของที่ประเคนไม่ใหญ่หรือหนกั เกนิ ไป ยกคนเดียวได้
- ผู้ประเคนอย่หู า่ งจากพระประมาณ ศอกหนึ่ง (อยู่ในหตั ถบาส)
- นอ้ มสง่ิ ของเขา้ ไปถวายดว้ ยความเคารพ (ใช้ท้งั ๒ มือ)
- นอ้ มส่งให้ด้วยกาย หรอื ของทเ่ี นือ่ งดว้ ยกาย เชน่ ใช้ทพั พีตกั ข้าวใสบ่ าตร
- พระภกิ ษุรบั ดว้ ยมือ หรอื ของทเ่ี นื่องด้วยกายเชน่ บาตร ผา้ รบั ประเคน
๓. วิธที าหนงั สืออาราธนา และ ใบปวารณาบัตรถวายปจั จัย ๔
๔. วธิ ีอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร อาราธนาธรรม
อาราธนา คอื การเช้อื เชญิ พระสงฆ์ บางครง้ั ใชว้ ่า นมิ นต์
อาราธนาศีล คือ การนมิ นต์พระให้ศีล (เบญจศีล,ศีล ๕,ปญั จะสลี าน)ิ
อาราธนาพระปริตร คอื นมิ นต์พระสงฆ์สวดมนต์, เจรญิ พระพุทธมนต์
อาราธนาธรรม คอื นมิ นตพ์ ระแสดงธรรม
หลกั การอาราธนา
พิธเี จริญพระพุทธมนต์ อาราธนาศลี อาราธนาพระปริตร
พธิ เี ลี้ยงพระ อาราธนาศีล
พธิ ีถวายทาน อาราธนาศลี
พธิ ีเทศน์ อาราธนาศีล, อาราธนาธรรม
พิธสี วดศพ อาราธนาศีล, อาราธนาธรรม
คูม่ อื เตรยี มสอบธรรมศกึ ษา ชนั้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณติ ไทย อังกฤษ หนา้ 29
วธิ กี รวดนา้ การกรวดนา้ ในที่นีห้ มายถงึ การอุทิศสว่ นบุญใหผ้ ้ตู าย หรอื ผู้ลว่ งลบั ไปแล้ว พระสงฆ์
อนโุ มทนาด้วยบทว่า ยะถา วารวิ หา....ฯ ให้เร่มิ รนิ นา้ พระสงฆ์สวดถึงบทวา่ .........มณิโชติระโส ยะ
ถา ใหเ้ ทน้าจนหมด ประนมมือรบั พรนาน้าท่ีกรวดไปเทท่ีพ้ืนดินสะอาด (ปจั จบุ นั นิยมรดโคนต้นไม้)
คากรวดนา้ แบบส้นั : อทิ ัง เม ญาตีนงั โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
คาแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
เอสาหัง ภนั เต สุจิระปรนิ ิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณงั คจั ฉามิ(มะ) ธมั มญั
จะ
สังฆญั จะ พทุ ธมามะโกติ(กาติ) มัง(โน) สังโฆ ธาเรตุ.
ข้าแตท่ ่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นัน้ แม้ปรนิ ิพพานนาน
แลว้ ท้ังพระธรรมและพระสงฆ์เป็นท่พี ่ึง ทีร่ ะลึก ทน่ี ับถือ ขอพระสงฆ์จงจาขา้ พเจ้าไว้วา่
เป็นพทุ ธมามกะ ผรู้ บั เอาพระพทุ ธเจ้าเป็นท่ีพงึ ของตน
หมายเหตุ ผหู้ ญงิ ว่า ..พุทธมามะกาติ มัง.. (หลายคนว่า เอเต มะยัง..คัจฉามะ) ..พุทธมามะกาติ
โน..
คาอาราธนาศีล ๕
มะยัง ภนั เต วิสงุ วิสุง รักขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปัญจะสลี านิ ยาจามะ
ทุตยิ ัมปิ มะยัง ภนั เต วิสงุ วิสงุ รักขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปัญจะสีลานิ ยาจามะ
ตติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสงุ วิสุง รกั ขะณตั ถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะสีลานิ ยาจามะ.
คาสมาทานศลี ๕
ปาณาตปิ าตา เวระมะณสี ิกขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
อะทนิ นาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทฏั ฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
คาอาราธนาธรรม
พรหมา จะ โลกาธปิ ะติ สะหัมปะติ กัตอัญชะลี อันธวิ ะรัง อายาจะถะ
สนั ตีธะ สันตาปปะระชกั ขะชาตกิ า เทเสตุ ธมั มัง อะนุกมั ปิมัง ปะชงั
คาอาราธนาพระปรติ ร
วิปตั ติปะฏิพาหายะ สพั พะสัมปตั ติสิทธิยา สพั พะทกุ ขะวินาสายะ ปริตตงั พรูถะ มังคะลงั
วปิ ตั ติปะฏพิ าหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธยิ า สพั พะภะยะวินาสายะ ปริตตัง พรูถะ มังคะลงั
วปิ ตั ติปะฏิพาหายะ สพั พะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะโรคะวนิ าสายะ ปริตตัง พรถู ะ มังคะลงั
คาถวายสงั ฆทาน
อิมานิ มะยัง ภนั เต ภัตตานิ สะปรวิ ารานิ ภกิ ขุสงั ฆสั สะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภนั เต
ภิกขสุ ังโฆ อิมานิ ภตั ตานิ สะปรวิ ารานิ ปฏคิ คัณหาตุ อมั หากงั ทีฆะรตั ตัง หติ ายะ สุขายะ
..
ค่มู ือเตรียมสอบธรรมศกึ ษา ชัน้ ตรี รวมรวมโดย ใบงาน คณิต ไทย อังกฤษ หน้า 30
ขา้ แต่พระสงฆผ์ ้เู จริญ ขา้ พเจ้าทัง้ หลาย ขอน้อมถวาย ภตั ตาหาร กบั ทงั้ บรวิ าร
ทัง้ หลายเหลา่ นี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภกิ ษสุ งฆ์ จงรับ ภัตตาหาร กบั ทง้ั บรวิ ารทัง้ หลาย
เหล่านี้ เพอ่ื ประโยชน์ เพอื่ ความสขุ แก่ข้าพเจา้ ท้งั หลาย ส้ินกาลนานเทอญฯ