การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง สถานะของสสารโดยการเรียนรู้ แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem - based Learning) ชื่อผู้วิจัย รัตนาภรณ์ โสภา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณิสร ต้นสีนนท์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและชีววิทยา หมายเลขโทรศัพท์ 0910626170 อีเมล [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สถานะของสสาร ด าเนินการวิจัยโดยใช้แบบ แผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองหาน(วันครู2502) อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวนนักเรียน 27 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการ จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบวัดความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ จ านวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน-มาตรฐาน และ ทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบแบบที ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 10.48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 52.40 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.18 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.92 เป็นไปตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ และ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมี คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คําสําคัญ : การใช้ปัญหาเป็นฐาน, การคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ Abstract This research aims to develop the ability to think and solve scientific problems of Grade 4 students by organizing problem-based learning on the topic of states of matter. The research was conducted using a single group research design. Test before class and after class The sample group is 4th grade students at Ban Nong Han School (Teacher's Day 1959), Nong Han District, Udon Thani Province, 2nd semester, academic year 2023, 1 classroom, 27 students, which was obtained from purposive selection. Research tools include Problem-based learning plans and a 20-item measure of scientific problem-solving ability. Statistics used in data analysis include index of concordance (IOC), mean, percentage, deviation-standard. and test the hypothesis using
a t test. The research results found that Ability to solve scientific problems Of the students in Grade 4 who received problem-based learning, it was found that the students had an average score before learning equal to 10.48 points, accounting for 52.40 percent, and an average score after learning equal to 17.18 points, accounting for 85.92 percent. According to the set assumptions and when comparing scores before studying and after studying, it was found that students had higher scores after studying than before studying. Keywords: Problem–based Learning, Scientific problem solving ความสําคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันโดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์นั้นมีบทบาทส าคัญยิ่งในสังคมโลก ปัจจุบันและอนาคตเพราะวิทยาศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับทุกคนในชีวิตประจ าวัน ซึ่งทุกอย่างรอบตัว นั้นล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์ วิจารณ์มีทักษะส าคัญในการค้นคว้าหาความรู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ น าความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผลสร้างสรรค์โดยนักเรียนทุกคนต้องมีความสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้ และถือนักเรียนเป็นส าคัญที่สุด ซึ่งกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนา โดยเต็มตามศักยภาพ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 (ส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ส านักนายกรัฐมนตรี. 2545) โดยที่คุณภาพ ของนักเรียนต้องมีการ ปรับปรุงให้มีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ ความรู้และทักษะที่ จ าเป็นต่อหลักสูตร ทักษะแสวงหาความรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (ส านักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพ การศึกษา. 2550) การจัดการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยส าคัญต่อการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์แต่ปัญหาที่พบในเวลานี้คือการจัดการเรียนรู้นั้นมุ่งเน้นเนื้อหาวิชาและการท่องจ า มากกว่าการสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ท าให้การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อการแก้ไข ปัญหาในการจัดการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์นั้นจึงมีความจ าเป็นที่ต้องหาวิธีการเหมาะสมเพื่อการ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้ความสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ บรรยากาศในชั้นเรียนควรจัดให้นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตัวเองและมีรูปแบบของการจัดการ เรียนรู้ที่มีความหลากหลาย เช่น การเรียนรู้แบบช่วยเหลือกัน การเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบ ใช้ปัญหาเป็นฐาน (มัณฑรา ธรรมบุศย์. 2545) การจัดบรรยากาศเพื่อการเรียนรู้แบบใหม่ควรมี องค์ประกอบที่ส าคัญคือ 1) บรรยากาศที่มีทางเลือกเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกตาม ความสนใจเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการคิดและเรียนรู้ต่อไป 2) สภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างกัน
เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ของการเรียนรู้ที่แตกต่างกันอีกทั้งการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นการพัฒนาทักษะทางสังคม 3) บรรยากาศที่มีความเป็นมิตรและเป็น กันเอง เพื่อท าให้นักเรียนรู้สึกถึงความอบอุ่น ปลอดภัย มีความสบายใจ และมีการชักน าความพร้อม ให้เกิดภาวะการเรียนรู้ (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. 2554) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based learning, PBL) เป็นรูปแบบหนึ่งที่ น ามาใช้กับวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดประสบการณ์เรียนรู้ที่ท้าท้ายร่วมกับการแก้ปัญหา อีกทั้งยังจูงใจ นักเรียนเช่นกับการท างานของนักวิทยาศาสตร์ ท าให้ได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์และน าความรู้ที่ได้ ไปใช้ในการแก้ปัญหา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการจัดสภาพของการเรียนรู้ซึ่งได้ใช้ปัญหา มาเป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมาย โดยที่ครูอาจจัด สภาพการณ์ให้กับนักเรียนได้ประสบกับปัญหา เพื่อให้เกิดการฝึก กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาและ แก้ปัญหาร่วมกันภายในกลุ่ม ท าให้นักเรียนนั้นเกิดความเข้าใจใน ปัญหาที่พบได้อย่างเหมาะสมและมี ความชัดเจน (ทิศนา แขมมณี. 2545) โดยผลที่ได้จากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา คือ 1) นักเรียนได้ เรียนรู้การแก้ปัญหาโดยตรง ท าให้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา สามารถถ่ายโยงไปสู่การแก้ปัญหาที่ ซับซ้อนในวิชาชีพและชีวิตประจ าวันได้2) พัฒนาทักษะการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 3) พัฒนาทักษะ ในการเรียนรู้การติดต่อสื่อสาร และการท างานร่วมกับผู้อื่น 4) พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์และ การสังเคราะห์ 5) ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ซึ่งในหลักสูตรไม่ได้เปิดโอกาสให้ เรียนรู้ และ 6) ช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้อย่างมี โครงสร้างง่ายต่อการระลึกได้และการน ามาใช้ (มนสภรณ์ วิฑูรเมธา. 2544) จากตัวอย่างสภาพปัญหาที่พบเจอในห้องเรียนและจากการสัมภาษณ์คุณครูประจ าวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถคิด และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเอง และ การศึกษาที่ผ่านมา มีรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นเนื้อหาวิชานักเรียนเรียน ตามสถานการณ์ในต าราเรียน จึงท าให้นักเรียนขาดการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น นักเรียนขาดความ สนใจ ใฝ่รู้ในกิจกรรมการเรียนการสอน เบื่อหน่าย ไม่กระตือรือร้นในการเรียน เรียนรู้เนื้อหาด้วยการ ท่องจ ามองไม่เห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหา ส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์หาเหตุผล คิดแก้ปัญหา ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาอยู่ตลอดเวลาและไม่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นให้ผู้เรียน ได้ฝึกการแก้ปัญหาผ่านกระบวนการคิดและลงมือท าอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลโดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา ดังนั้น ในการจัดการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงจ าเป็นที่จะต้อง เปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ คือ ลดบทบาทของผู้สอนจากการเป็นผู้บอกเล่า บรรยาย สาธิต เป็นการวางแผนกิจกรรมให้นักเรียนเกิด
การเรียนรู้และในการจัดการเรียนการ สอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และแก้ปัญหาด้วย ตนเอง เป็นแนวทางหนึ่งที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาความรู้ การคิด และมีประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งแนวการเรียน การสอนดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน จากหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ในการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบการใช้ ปัญหาเป็นฐานและเมื่อมีทักษะการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งมีความเข้าใจถูกต้อง นักเรียน จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มสูงขึ้นและเป็นแนวทางในการสอนส าหรับครูในการน าไปปรับปรุงเพื่อ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนและ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สมมุติฐานของการวิจัย กิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) สามารถพัฒนา ความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ได้หรือไม่ วิธีดําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองหาน (วันครู2502) อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จ านวน 27 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สถานะของสสาร จ านวน 4 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผน เท่ากับ 1.00 2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สถานะของสสาร เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และเมื่อน า แบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง มีค่าความยากง่าย เท่ากับ 0.31-0.75 ค่า อ านาจจ าแนก เท่ากับ 0.21-0.50 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.83
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยในครั้งนี้ ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามล าดับดังนี้ 5.1 เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยวิธีการเลือกอย่างเจาะจงเป็นกลุ่มศึกษา 5.2 แนะน าขั้นตอนการท ากิจกรรมและบทบาทของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ 5.3 ก่อนการจัดการเรียนรู้ ทดสอบก่อนเรียน (pretest) กับกลุ่มประชากรเป้าหมายด้วย แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ แล้วน าแบบทดสอบมาตรวจให้ คะแนนเป็นคะแนนก่อนเรียน 5.4 ด าเนินการสอนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยผู้วิจัยเป็นครูเอง ระยะเวลาที่ใช้ในการสอน 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง 5.5 เมื่อสิ้นสุดการสอนตามก าหนดแล้วจึงท าการทดสอบหลังเรียน (posttest) กับกลุ่ม ประชากรเป้าหมายด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาซึ่งเป็นแบบทดสอบชุด เดียวกับก่อนเรียน หลังจากนั้นน าแบบทดสอบมาตรวจ ให้คะแนนเป็นคะแนนหลังเรียน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล น าคะแนนความสามรถในการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิด คะแนน เป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วน าคะแนนทั้งสองมาเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติt-test Dependent สรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนเท่ากับ 10.48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 52.40 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.18 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.92 เป็นไปตามสมมติฐานที่ก าหนดไว้ และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อน เรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลัง เรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การทดสอบ N S.D ร้อยละ t-test sig ก่อนเรียน 27 10.48 2.92 52.40 8.975 .000 หลังเรียน 27 17.18 2.13 85.92 *มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
อภิปรายผล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ นักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เรื่อง สถานะของสสาร มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ มีค่าสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ทั้งนี้อาจจะเป็นผล มาจาก การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาใกล้ตัวของนักเรียน ที่นักเรียนมีประสบการณ์เคยพบ มาเป็นจุดตั้งต้นในกระบวนการเรียนรู้และเป็นตัวกระตุ้นในการ พัฒนาทักษะการคิดแก้ไขปัญหาทางวิทยาสาสตร์ด้วยเหตุผลโดยเน้นผู้เรียนเป็นผู้ตัดสินใจในสิ่งที่ นักเรียนต้องการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและรู้จักการท างานร่วมกับผู้อื่นภายในกลุ่มเดียวกัน และ ผู้สอนมีส่วนร่วมน้อยที่สุดท าหน้าที่เพียงคอยกระตุ้นหรือชี้แนะแนวทางเท่านั้น การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานนักเรียนจะได้ฝึกทักษะตามขั้นตอนย่อย ๆ ของการ คิดแก้ไขปัญหา ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ผู้วิจัยได้จัดตามรูปแบบของแนว ทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550) 6 ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนส่งผลให้นักเรียนพัฒนาความสนใจและความสามารถในการ แก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์ ดังนี้ 1. ขั้นก าหนดปัญหา ขั้นนี้ผู้เรียนได้ระดมความคิด เสนอปัญหาที่หลากหลายพร้อมทั้งเลือก ประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ และได้แบ่งกลุ่มตามความสนใจ ท าให้ผู้เรียนเห็นความส าคัญของปัญหา และเกิดความสนใจอยากหาค าตอบ 2. ขั้นท าความเข้าใจปัญหา ขั้นนี้นักเรียนได้ตั้งค าถามในประเด็นที่อยากรู้เสนอแนวทางใน การค้นคว้าหาค าตอบท าให้ผู้เรียน ได้ฝึกการคิดเพื่อหาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและหาวิธีเพื่อหา ค าตอบของปัญหา 3. ขั้นด าเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นนี้นักเรียนได้แบ่งหน้าที่ภายในกลุ่มก าหนดเป้าหมาย ระยะเวลาในการท างาน และด าเนินการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย นักเรียนได้ลง มือปฏิบัติ และบันทึกข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งท าให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรับผิดชอบสูงขึ้น 4. ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นนี้ผู้เรียนได้น าเสนอข้อมูลความรู้ต่าง ๆ และตรวจสอบความ ถูกต้องของข้อมูลภายในกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอภิปรายผลและสังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาว่า มี ความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ท าให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดในการไตร่ตรองเพื่อตรวจสอบและ พิจารณาความ ถูกต้องของเนื้อหาที่ศึกษามาได้ 5. ขั้นสรุปและประเมินค่าของค าตอบ ขั้นนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้น าข้อมูลมาสรุปผล ประมวลผลสร้างเป็นองค์ความรู้ ซึ่งเป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้สรุปผลการศึกษาค้นคว้าเพื่อตอบปัญหา และประเมินความเหมาะสมถูกต้องของค าตอบ
6. ขั้นน าเสนอและประเมินผลงาน ขั้นนี้นักเรียนได้น าข้อมูลที่ได้มาจัดระบบองค์ความรู้และ น าเสนอผลงานในรูปแบบที่หลากหลายต่อเพื่อนและผู้สอนพร้อมทั้งประเมินผลงานซึ่งเป็นการท าให้ ผู้เรียนได้ฝึกสร้างสรรค์ผลงานของตนเพื่อใช้ประกอบการน าเสนอหน้าชั้นเรียน จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในแต่ละขั้นช่วยส่งเสริมการท า กิจกรรมแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนด้วยตนเอง เพราะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เริ่มจาก การคิด ความสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจากประสบการณ์เรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนตระหนัก ถึงปัญหาและสามารถหาแนวทางในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหานั้น โดยแต่ละขั้นตอน ของการจัดกรเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมุ่งเน้นการระบุปัญหา การตั้งสมมติฐานการทดลองและการ สรุปผลการทดลอง ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของ มัสยา ธิติธนานันท์ (2552) ที่กล่าวว่า การจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเข้ามาเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ เรียนรู้ ท าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ใฝ่รู้ เน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองต้องการที่จะศึกษา ค้นคว้าหาความรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง มีกระบวนการท างานเป็นกลุ่มมีความ รับผิดชอบโดยมีครูเป็นผู้ให้การสนับสนุนและอ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง กันเพื่อสร้างความรู้ และกระตุ้นทักษะในการแก้ปัญหาแสวงหาค าตอบเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังท าให้ผู้เรียนเกิดการจินตนาการที่ดีขึ้นเมื่อต้องน าความรู้และทักษะที่เรียนมาไปใช้ในการ ท างานจริง และยังสอดคล้องกับแนวคิดของ ภัทราวดี มากมี (2558) ที่ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนการ สอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานหรือ PBL เป็นรูปแบบการ สอนที่สามารถน ามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการ เรียนรู้ของผู้เรียนที่ดีมากที่สุดวิธีหนึ่งคือ เป็นวิธีการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการได้ วิเคราะห์ คิดแก้ปัญหาและคิดอย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและได้ลงมือปฏิบัติมาก ขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสออกไปแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งทรัพยากรเรียนรู้ทั้งภายในและ กายนอกสถานศึกษา ในส่วนของผู้สอนก็จะลดบทบาทของการเป็นผู้ควบคุมในชั้นเรียนลงแต่ในทาง กลับกันผู้เรียนจะมีอ านาจในการจัดการควบคุมตนเอง ส่วนจะหาความรู้ใหม่ได้มากหรือน้อยเพียงใดก็ แล้วแต่ความประสงค์ของผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนเป็นฝ่ายรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง จากผลการวิจัยของ พรทิพย์ ดิษฐปัญญาและสุนีย์ เหมะ (2563) ได้ศึกษา ผลการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์และความมั่นใจในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดมีคะแนนความสามารถในการคิด แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 70) อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีพัฒนาการความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์และความมั่นใจในตนเองระหว่างเรียนสูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ
ผลงานวิจัยที่ได้ท าการศึกษาที่ใช้รูปแบบการสอนที่มุ่งเน้นความสามารถในการ แก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์ของ วรางคณา หอยศรีจันทร์ (2564) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่มีต่อความสามารถในการปัญหาและเจตคติต่อสิ่งแวดของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านไทรย้อย จังหวัดพิษณุโลก พบว่านักเรียนที่เรียนโดยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะ 1. ในจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ครูผู้สอนควรมีการปรับเปลี่ยนขั้นตอนในการ จัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของนักเรียน เนื่องจากในบางขั้นตอนอาจกระตุ้นผู้เรียนได้แตกต่าง กันขึ้นอยู่กับความสนใจและบรรยากาศภายในชั้นเรียน 2. เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเน้นให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง และ ผู้เรียนต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้มาเพื่อการแก้ปัญหาที่ก าหนดให้ ดังนั้นครูผู้สอนควรมีการเตรียมตัว เป็นอย่างดีและพร้อมที่จะให้ค าแนะน าได้ในทุกๆ เรื่องที่นักเรียนมีความสงสัย 3. ปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้ในขั้นตอนก าหนดปัญหามีความส าคัญเป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้น ความสนใจของผู้เรียนจึงควรสร้างความน่าสนใจให้เกิดความอยากรู้และอยากแก้ไขปัญหาของ ผู้เรียน ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้เรียนที่อยู่ในการจัดการเรียนรู้ รายการอ้างอิง ภาษาไทย กรมวิชาการ. (2561). เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คู่มือการ จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและ พัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). กอบวิทย์พิริยะวัฒน์. (25๖4). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถใน การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดย ใช้ปัญหาเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีในการแก้โจทย์ปัญหา วิทยาศาสตร์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (วิทยาศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2548). การเรียนรู้แบบเน้นปัญหาเป็นฐาน. สารานุกรมศึกษาศาสตร์. 34: 77-80. ชุติมา ทองสุข.(2547). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้แบบฝึกทักษะการทดลอง. สารนิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ทิศนา แขมมณี. (2545). วิธีการสอนแบบส าหรับครูมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : เท็กซ์ แอน เจอร์ นัล พับลิเคชั่น จ ากัด. พรทิพย์ ดิษฐปัญญาและสุนีย์เหมะ. (2563). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค เพื่อนคู่คิดเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และความมั่นใจใน ตนเองของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารวิชาการ อุตสาหกรรม ศึกษา, 14(2). มนสภรณ์ วิฑูรเมธา. (2544, มกราคม-มิถุนายน). การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-Based learning). วารสารรังสิตสารสนเทศ. 7(1): 57-69. มังกร ทองสุขดี. (2522). การวางแผนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: บัวหลวงการพิมพ์. มัณฑรา ธรรมบุศย์. (2545, กุมภาพันธ์). การพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ PBL (Problem-Based Learning). วารสารวิชาการ. 5(2): 11-17. มัณฑรา ธรรมบุศย์. (2549, มกราคม). การส่งเสริมกระบวนการคิดโดยใช้ยุทธศาสตร์ PBL.วิทยา จารย์. 108(3): 42-45. รังสรรค์ ทองสุกนอก. (2547). ชุดการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นฐานในการเรียนรู้ (ProblemBased Learning) เรื่องทฤษฏีจ านวนเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (คณิตศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ. รัชนีกร หงส์พนัส. (2547). การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน :ความหมายสู่การเรียนการสอนกลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. วารสารมนุษศาสตร์ปริทรรศน์. 26: 44- 53. รัตนาภรณ์จินดาสวัสดิ. ( ์25๖๔). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคมที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความตระหนัก เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น.วิทยานิพนธ์ กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รสสุคนธ์ ประทุมทอง. (2563). แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบใช้บริบทและปัญหาเป็นฐานเรื่องแหล่ง น้ าในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการ คิด เชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาส าหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่5. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 30(2), 153-165. ศศิมา อินทนะ. (2551). ผลการจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ประกอบการประเมินตามสภาพจริง ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของรักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรี- นครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). คู่มือการใช้หลักสูตรรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. สุวิทย์มูลค า. (2547). ยุทธศาสตร์การคิดแก้ปัญหา. กรุงเทพฯ : ภาคพิมพ์. สมจิต สวธนไพบูลย์. (2527). สมรรถภาพการสอนของครู. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลักสูตรและการ สอนคณะ1 บรรทัด Allen, D.E.; & Duch, B.J. (19๙8). Thinking Toward Solution: Problem-Based Learning Activities for General Biology. The United States of America: Harcourt Brace & Company. Bahar, M.; et al. (1999). Revisiting Learning Difficulties in Biology. JBE – Journal of Biology Education. 33: 84-86. Barrows, H.S. (1996) Problem-Based Learning in Medicine and Beyond : A Brief Overview. In Bringing Promblem-Based Learning to Higher Education: Theory and Practice. San Francisco: Jossey-Bass: 3-12. Barrows. H.S.; & Tamblyn, R.M. (1980). Problem-Based Learning: An Approach to Medical Education. New York: Springer. Delisle, R. (1997). How to use Problem-Based Learning in the Classroom. Virginia: Association for Supervision and Curriculum Development. Eberle, B. ; & Stanish, B. (1996) . CPS for kids: A Recourse Book for Teaching Creative Problem-Solving to Children. Prufrock Press. Gagne, R.M. (1970) . The condition of Learning. 2nd ed. New York : Holy, Rinehart And Winstin, Inc. Good, C.V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw – Hall. Guilford, J.P. (1967). The nature of Human Intelligence. McGraw – Hill Book Company. Hmelo, C.E.; & Eversen, D.H. (2000). Intoduction Bringing Problem-Based Learning: Gaining nsight on Learning Interactions Through Multiple Methods of Inquiry. In Bringing Problem-Based Learning A Reseach Perspective on Learning
Interaction. Eversen, D.H. & Hmelo, C.E. (eds). Mahwah, New Jersey : Lawrence Erlbaum Association. 1- 16. Khoiriyah, A. J., & Husamah, H. (2018). Problem-based learning: Creative thinking skills, problem-solving skills, and learning outcome of seventh grade students. JPBI (Jurnal Pendidikan Biologi Indonesia), 4(2), 151-160. Sari, Y. I. (2021). The Effect of Problem Based Learning on Problem Solving and Scientific Writing Skills. International Journal of Instruction, 14(2), 11-26. Sahin, M. (2010). Effects of Problem-Based Learning on University Students’ Epistemologacal Beliefs About Physics and Physics Learning and Conceptual Understanding of Newtonain Mechanics. J Sci Educ Technol. 19: 266-275. Sulastri,S. & Pertiwi, F. N. (2020). Problem Based Learning Model Through Constextual Approac Related With Science Problem Solving Ability Of Junior High School Students. INSECTA: Integrative Science Education and Teaching Activity Journal, 1(1), 50-58.