1 เรื่อง งานสำรวจหาค่าระดับ จัดทำโดย นางสาวสุตาภัทร อยู่ดี ระดับชั้น ปวช.3 กลุ่มที่1 เลขที่4 แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี
2 งานสำรวจคืออะไร? งานสำรวจหรือSurvey คือ การสำรวจเก็บข้อมูลเพื่อวางแผน กำหนดแนวทางการก่อสร้าง ต้องใช้เครื่องมือต่างๆในการสำรวจ เช่น กล้องสำรวจ เทปวัดระยะหรือโซ่ เป็นต้น ซึ่งงานสำรวจถือ เป็นพื้นฐานของงานก่อสร้างทุกชนิด วัถตุประสงค์ของงานสำรวจ 1) สำรวจเพื่อต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งและ ทิศทาง 2) สำรวจก่อนปฎิบัติงานก่อสร้างทุกครั้งเพื่อลดการผิดพลาดและปัญหาที่ตามมาในภายหลัง ดังนั้นการสำรวจหรือการSurveyพื้นที่ก่อนการปฎิบัติงานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อให้การทำงานมี ประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด หลักการใช้งานกล้องระดับ การใช้งานกล้องระดับ และไม้สต๊าฟในงานก่อสร้างเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการวัดระดับของพื้นผิวดินหรือ สิ่งก่อสร้างในการก่อสร้าง การใช้กล้องระดับทำให้สามารถวัดระดับของพื้นผิวได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้อง พึ่งพาระดับต้นไม้หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังให้ความสะดวกสบายในการทำงาน และประหยัดเวลาด้วย
3 นี่คือขั้นตอนการใช้งานกล้องระดับ (Auto level) พร้อมไม้สต๊าฟ 1.) ตรวจสอบและปรับกล้องระดับ ตรวจสอบว่ากล้องระดับอยู่ในสภาพที่ดีและปรับให้มีระดับตามเส้นฐาน ตามต้องการ 2.) ติดตั้งไม้สต๊าฟ วางไม้สต๊าฟในตำแหน่งที่ต้องการวัดระดับ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม้สต๊าฟวางอยู่บนพื้นที่ ที่มีความมั่นคงและมีความราบเรียบ 3.) วัดระดับ ส่องกล้องระดับลงบนไม้สต๊าฟและอ่านค่าที่ปรากฏบนไม้สต๊าฟ 4.) ปรับแต่งระดับ หากกล้องมีระดับอัตโนมัติ (Auto level) ให้ใช้ฟังก์ชันนี้ในการปรับระดับอัตโนมัติ หาก ไม่มีให้ปรับระดับด้วยตนเองโดยใช้ขาตั้งของกล้อง 5.) ตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากปรับระดับเสร็จสิ้นให้ตรวจสอบระดับโดยใช้กล้องระดับในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระดับเป็นไปตามที่ต้องการ 6.) บันทึกผลลัพธ์ หลังจากที่ได้ระดับที่ถูกต้องแล้วให้บันทึกผลลัพธ์และนำไปใช้ในงานก่อสร้างต่อไป การใช้งานกล้องระดับ (Auto level) และไม้สต๊าฟนั้นมีความสำคัญในการให้ความแม่นยำและความเร็วใน การทำงานในงานก่อสร้าง และช่วยลดความผิดพลาดในการวัดระดับของพื้นผิวหรือสิ่งก่อสร้างที่กำลัง ก่อสร้าง งานคำนวณระดับ
4 การอ่านค่าเมื่อ cross hair ทับอยู่บนไม้สตาฟ การอ่านค่าที่ไม้สตาฟเราต้องใช้ความละเอียดมาก เพราะไม้สตาฟไม่ได้แบ่งรายละเอียดไว้ชัดเจน โดยเฉพาะค่า “ มิลลิเมตร “ เราจึงต้องนับเองโดยประมาณ โดยแบ่งความยาวที่ไม้สตาฟในช่วง 1 ซ.ม. ออกเป็น 10 ช่อง แล้วอ่านค่าที่สายใยดิ่งทับกับสายใยราบเส้นกลาง (Middle Hair Line ) ตัดกันจะเป็นค่าลำดับที่ต้องการ เนื่องจากกล้องระดับมีทั้งชนิดหัวตรงและหัวกลับ ดังนั้นจึงขอแนะนำการอ่านค่าที่ถูกต้อง คือ ให้อ่านจากค่าน้อย ไปหาค่ามากเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกล้องชนิดใดก็ตาม ตัวอย่างการอ่านค่าไม้วัดระดับ สายใยกลางเท่ากับ 1.188 เมตร สายใยบนเท่ากับ 1.228 เมตร สายใยล่างเท่ากับ 1.148 เมตร
5 สมมุติว่าเราไม่สามารถอ่านค่าสายใยบนได้วิธีหาการหาค่าสายใยบนคือการนำค่าสายใยกลางลบสายใย ล่างแล้วบวกด้วยตัวสายใยกลางจะได้ค่าเป็นสายใยบน ตัวอย่าง 1.188-1.148=0.040+1.188=1.228 ok สายใยบนจะเท่ากับ 1.228 สมมุติว่าเราไม่สามารถอ่านค่าสายใยล่างได้วิธีหาการหาค่าสายใยล่างคือการนำค่าสายใยบนลบสายใย กลางแล้วลบด้วยตัวสายใยกลางจะได้ค่าเป็นสายใยล่าง ตัวอย่าง 1.228-1.188=0.040 นำ 1.188-0.040=1.148 ok สายใยล่างจะเท่ากับ 1.148 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับงานระดับ B.M. หมาย ถึงหมุดหลักฐานถาวรที่มีค่าระดับคงที่ โดยนับเนื่องจากระดับน้ำทะเลปลานกลาง TP. หมายถึงจุดตั้งไม้สตาป์เพื่อเปลี่ยนจุดตั้งกล้องสำหรับการถ่ายระดับต่อเนื่อง B.S หรือเรียกอีกอย่างว่าไม้หลัง เป็นค่าที่อ่านได้ครั้งแรกหลังจากการตั้งกล้องไม่ร่วมกับค่าBM F.S หรือเรียกอีกอย่างว่าค่าไม้หน้า เป็นค่าที่อ่านได้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนย้ายกล้อง IFS. เป็นค่าระดับที่ได้จากการส่อง BSแล้ว หรือเรีอกอีกอย่างหนึ่งว่าไม้กลาง HI หมายถึง ค่าระดับแนวแกนกล้องที่ได้ระดับแล้วซึ่งเป็นความสูงต่อเนื่องจากระดับน้ำทะเลปลานกลาง Elev หมายถึง ค่าความสูงต่ำต่อเนื่องที่มาจากค่าการคำนวณ
6 ถ้าเราต้องการทราบค่าระดับความต่างระหว่าง A และ B จากระดับน้ำทะเลปานกลาง M,S,L เท่าหับ 10,000 M เราอ่านค่าที่หมุด A ได้เท่ากับ 2,500 อ่านค่าหมุด B ได้เรียกว่า FS เท่ากับ 1,200 ความสูงต่าง A and B = B S - FS = 2.500-1.200 =+1.300 ถ้าต้องการทราบ MSL HI = ค่าระดับที่ A+BS = 10.000+2.500 = 12.500 m ค่าระดับของหมุด B = HI-FS = 12.500-1.200 = 11.300 m
7 การทำระดับต่อเนื่อง การทำระดับต่อเนื่อง คือ การหาความสูงระหว่างหมุด 2 หมุด บนพื้นดินอยู่ห่างไกลกัน หรือการค่ระดับของหมุดต่างๆต่อเนื่องกันเป็นระดับทางยาว โดยปกติการกำหนดจุดตั้งกล้องและจุดตั้งไม้ สตาฟจะกะระยะให้มองเห็นได้ชัดเจน ทั้งไม้หน้าและไม้หลังนิยมใช้ประมาณ 20-50 เมตร ในการตั้ง กล้องวัดระดับแต่ละครั้ง สิ่งที่ถือว่าเป็นข้อสำคัญที่สุด สำหรับงานระดับ คือ รักษาระยะทางของ BS กับ FS ให้เท่ากับหรือใกล้เคียงกัน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของ แนวเล็งไม่ได้ระดับกับความโค้งของโลก รูปตัวอย่าง การทำระดับต่อเนื่องจากหมุด A ไปยังหมุด B สมมติให้หมุด A มีค่า 10,000m จากระดับ MSL การคำนวณค่าระดับ คำนวณโดยอาศัยระดับแกนกล้อง HI เป็นหลักโดยการใช้สูตร คือ 1) H.I = Elev ณ.หมุด BM + ค่า BS 2) Elev ณ.หมุดที่ต้องการ = HI – FS การตรวจสอบการคำนวณ ทุกครั้งทีทำระดับ เราต้องตรวจสอบค่าระดับในสมุดสนาม แต่ละ Party ว่าถูกต้องหรือไม่ ใช้สูตร ∑BS - ∑FS = Last Elev - First Elev ผลรวมค่าไม้หลัง – ผลรวมค่าไม้หน้า = ความสูงจริงหมุดสุดท้าย - ความสูงจริงของหมุด แรก
8 ตัวอย่างการบันทึกสมุดสนาม (การคำนวณค่า HI) STA BS HI FS Elev remark A 1.500 101.500 100.000 A อยู่บนทางเท้า สะพาน ทางทิศใต้ B อยู่ทางสะพานทิศ เหนือ คนกล้อง คนจด วัดระยะ TP1 2.000 102.400 1.100 100.400 40 m TP2 1.800 103.200 1.000 101.400 50 m B 2.500 100.700 60 m TOTAL ∑5.300 ∑4.600 Check ∑ BS - ∑ FS = 5.300 – 4.600 = +0.700 Lotst Elev - First Elev = 100.700 -100.000 = + 0.700 OK ถูกต้อง นี้คือการตรวจสอบความถูกต้องของงาน การคำนวณหาค่าระดับ Elev + BS จะได้ HI HI – FS จะได้ Elev ตัวอย่าง 100.000 + 1.500 = 101.500 101.500 – 1.100 = 100.400 100.400 + 2.000 = 102.400 102.400-1.100 = 101.400 101.400 +1.800 = 103.200 103.200 -2,500 = 100.700